Sunday, 9 August 2026
NEWS FEED

กองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กองเรือยุทธการ นำกำลังพลร่วมบริจาคโลหิต ในกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 71 ปี

น.อ.หญิง นงลักษณ์ สิงหโกวินท์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการสุขภาพ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ให้การต้อนรับ พล.ร.ต.อารยะ สิงหเสมานนท์ ผู้บัญชาการกองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กองเรือยุทธการ พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา และกำลังพลในสังกัด จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา กองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ ครบรอบ 71 ปี 6 พฤศจิกายน 2567

โดยร่วมกันบริจาคโลหิตให้กับ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ณ โรงพยาบาล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

นิราช ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

กห. ขานรับนโยบายรัฐบาล เร่งแก้ไขปัญหายาเสพติดจังหวัดร้อยเอ็ด นำร่องจังหวัดสีขาว ทั่วประเทศ

(3 พ.ย. 67) พลตรีธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผย ณ วัดบ้านเขวาทุ่ง ตำบลเขวาทุ่ง อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด ว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมสั่งการโมเดล การแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด 1 ใน 25 จังหวัด ที่กำหนดเป็นพื้นที่นำร่องจังหวัดสีขาว ทั่วประเทศ 

โดยรัฐบาล ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ถือเป็นวาระแห่งชาติ และขอให้ทุกภาคส่วนมุ่งมั่นดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติดต่อไป พร้อมยกระดับให้เข้มข้นขึ้น ขยายผลการดำเนินงานไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ตามภูมิภาค โดยมี จังหวัดนำร่อง 10 จังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ : เชียงใหม่ ภาคกลาง : อุทัยธานี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : สกลนคร นครพนม ภาคตะวันออก : ระยอง ภาคใต้ : นครศรีธรรมราช ตรัง นราธิวาส โดยต้องเป็นพื้นที่ปลอดยาเสพติด หรือ ปัญหายาเสพติดลดลงกว่าร้อยละ 90 การแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไป โดยทุกหน่วยงานต้องบูรณาการร่วมกันทั้งในการป้องกัน สกัดกั้น และฟื้นฟู รวมถึงต้องมีการพัฒนาเชื่อมระบบข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ 

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบนโยบายจึงได้สั่งการให้เหล่าทัพ ใช้เครื่องมือ ยุทโธปกรณ์ และทรัพยากรที่มีอยู่ในการป้องปราม ป้องกัน สกัดกั้นยาเสพติดแนวพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ตอนในของประเทศ การกวดขันกวาดล้าง ตัดวงจรการค้ายาเสพติด รวมถึงการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีและสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชน  ตลอดจนการเตรียมสถานพยาบาลในสังกัดของเหล่าทัพ ในการฟื้นฟู รักษาบำบัดผู้ติดยาเสพติด ทั้งนี้ นรม. ได้มอบหมายให้ รอง นรม./รมว.กห. ร่วมบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มสถานพยาบาล จัดทำโมเดลบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด โครงการธวัชบุรี โมเดล เป็นพื้นที่นำร่องในการบำบัด ฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดอย่างครบวงจร ครอบคลุมถึงสุขภาพกาย และสุขภาพใจที่แข็งแรง รวมถึงการจัดอบรมพัฒนาทักษะสร้างอาชีพ เพื่อให้ผู้เข้ารับการบำบัดได้มีทักษะ ความรู้ สามารถประกอบอาชีพ เลี้ยงชีพและอยู่ร่วมในสังคมได้

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหม ได้ดำเนินการในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ทั้งด้านการป้องกันและปราบปราม การสกัดกั้น ความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจน การบำบัดรักษามาอย่างต่อเนื่อง และพร้อมในการบูรณาการร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเข้มงวดจริงจัง ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เพื่อให้ยาเสพติดหมดไปจากประเทศไทย

นิราช ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

“ร้านอาหารครัวดอกไม้ขาว เข้าร่วมงานเปิดตัวยิ่งใหญ่! “MONOPOLY : Bangkok Edition” บอร์ดเกมระดับโลก”

(2 พ.ย. 67) ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 5 Craftstudio จัดงานเปิดตัวของ  MONOPOLY : Bangkok Edition” บอร์ดเกมระดับโลก” โดยงานนี้เป็นความร่วมมือ ผนึกกำลัง ททท. และพันธมิตร สร้าง Global Awareness เดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก โดย มีนายธีระศิลป์ เทเพนทร์ รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นประธานในพิธี  ร่วมด้วยบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัล วิลเลจ บริษัท Winning Move ผู้ผลิตเกม MONOPOLY ภายใต้ลิขสิทธิ์ของ Hasbro บริษัทผู้ผลิตเกมและของเล่นชั้นนำระดับโลก และพันธมิตรที่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญในเกมส์

​นายธีระศิลป์ เทเพนทร์ รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา การท่องเที่ยวแห่ง
ประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “นี่เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้น ไม่เพียงสำหรับแฟน ๆ ของเกมกระดาน MONOPOLY เท่านั้น แต่ยังสำหรับทุกคนที่รักประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพมหานคร “การร่วมมือครั้งนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้นำความคลาสสิกของ MONOPOLY มาผสมผสานกับเสน่ห์อันเปี่ยมด้วยสีสันของกรุงเทพมหานครฯ สำหรับ MONOPOLY: Bangkok Edition มีจุดเด่นอยู่ที่การนำเสนอแลนด์มาร์คทางศิลปะและวัฒนธรรม ถนนในเมืองหลวงที่ครึกครื้น โรงแรมหรูที่สามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ระบบขนส่ง และอาหารการกิน ที่สะท้อนถึงความเป็นกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง MONOPOLY: Bangkok Edition ยังสามารถเป็นของสะสมและของที่ระลึกที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวทุกท่าได้ย้อนรำลึกถึงการเดินทางมายังประเทศไทย พร้อมกับเพื่อนและครอบครัว” และขอขอบคุณพันธมิตรที่เข้าร่วมในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม หรือร้านอาหาร ซึ่งได้มีร้านอาหารครัวดอกไม้ขาวที่ได้มีการคัดเลือกมาอย่างดี

​ทั้งนี้ ร้านอาหารครัวดอกไม้ขาว โดย นางสาวพิมตา วิริยะโรจน์ หรือคุณพิม เจ้าของร้านฯ ได้กล่าวถึงกิจกรรมในครั้งนี้ว่า มีความยินดีและปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก  ถือว่าเป็นร้านที่มีสไตล์อาหารแบบไทยดั้งเดิม และสูตรที่พัฒนามากว่า 20 ปี มีลูกค้าให้การยอมรับมาช้านาน ซึ่งการเข้าร่วมเป็นแลนด์มาร์คแห่งหนึ่งในบอร์ดเกมระดับโลกครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และขอเดินหน้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยเพื่อดึงนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้เข้ามาเที่ยวชมประเทศไทย ทั้งนี้สามารถดูข้อมูลกิจกรรมและข้อมูลอื่นๆเกี่ยวกับร้านดอกไม้ขาวได้ที่ https://whiteflowerbkk.net/en

ฮิปโปนอนกิน!! เฝ้าทรัพย์ เด่นเรื่องงาน ค้าขายดี เมตตามหานิยม ใครเห็นก็หลงรัก หัวปักหัวปำ

(2 พ.ย. 67) นาทีนี้อะไรก็ฉุดไม่อยู่ กับความโด่งดังของ ‘หมูเด้ง’ ที่รันไปทุกวงการ 

ล่าสุดกระแสฟีเวอร์ ลามไปถึงวงการสายมู ส่งให้เพจ ‘อีซ้อขยี้ข่าว’ ได้ออกมาแฉ รูปยันต์หมูเด้ง รุ่นฮิปโปนอนกิน พร้อมกับมีตัวอักษรรอบ ๆ รูปของหมูเด้ง ที่กำลังนอนยิ้มอย่างมีความสุขบนถุงเงิน

โดยระบุข้อความว่า ‘ผุดอีก ยันต์หมูเด้งเฝ้าทรัพย์ รุ่นฮิปโปนอนกิน เด่นเรื่องค้าขายรุ่งเรือง ช่วยด้านเมตตามหานิยม ใครเห็นหลงรักหัวปักหัวปำ…’

งานนี้หลังจากที่โพสต์ดังกล่าว ได้แชร์ออกไปนั้น ก็ทำให้ชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นหลากหลายมุมมอง

‘ยันต์ พันธ์ผสม คือ กัมพูชา+แอฟริกันตะวันตก+ไทย’

‘สงสารน้อนนน’

‘สงสัยต้องไปหาสักยันต์หมูเด้งไล่สวบบ้างซะแล้ว’

‘บูชาแล้วจะหิวแต่ขาหมู’

‘สังคมอยู่ยากขึ้นทุกวัน’

‘ผอ.สวนสัตว์เขาเขียว’ มาล้างบ่อให้ ‘หมูเด้ง’ แทนพี่เลี้ยง เพื่อให้ ‘พี่เบนซ์’ ได้ไปร่วมงานรับรางวัล TikTok Awards

(2 พ.ย. 67) ได้ข้อสรุปแล้ว หลังจากที่ คุณเบนซ์ อรรถพล พี่เลี้ยง หมูเด้ง ฮิปโปแคระสุดฮอต ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จ.ชลบุรี เคยโพสต์ผ่านเพจ ขาหมู แอนด์เดอะแก๊ง ว่า ทางทีมงาน TiktokawardsTH เชิญไปร่วมงานชิงรางวัล Tiktok ดีเด่น ในหมวด Video of the year

แต่ติดปัญหาไม่สามารถไปร่วมงานได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า ต้องล้างบ่อฮิปโป ล่าสุดเขาส่งหนังสือให้ ผอ.ละ ครั้งนั้นเมื่อโพสต์แล้ว มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเพื่อช่วยหาทางออก กันจำนวนมาก

ล่าสุดมติเอกฉันท์แล้ว ทางเพจ ขาหมู แอนด์เดอะแก๊ง โพสต์แจ้งสามารถไปร่วมงาน TiktokawardsTH ได้แล้ว พร้อมระบุข้อความว่า ที่ประชุมลงมติให้ท่าน ผอ. มาล้างบ่อแทน แล้วให้ผมไปงานประกาศรางวัลครับ

ซึ่งทางเพจได้โพสต์ภาพ นายณรงวิทย์ ชดช้อย ผอ.สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ถือสายยางฉีดน้ำล้างตัวให้เจ้าหมูเด้ง พร้อมกับให้อาหารฮิปโปตัวอื่น ๆ นอกจากนี้ยังทำความสะอาดบริเวณต่างๆ อีกด้วย ต่อมาทางเพจโพสต์ภาพหมูเด้งในคอมเมนต์ ระบุว่า 

“ตัวยาวเลยวันนี้ ยืดตัวโชว์ ผอ.”

ทั้งนี้มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชม ผอ.สวนสัตว์เปิดเขาเขียว เป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งคอมเมนต์แซว อาทิ

ผอ. ท่านน่ารักนะคะ แบบอย่างของผู้นำที่ดี

ลูกพระยานาหมื่น ต้องระดับ ผอ.อาบน้ำให้

เด้งอย่าสวบขา ท่าน ผอ. นะคะ

ไม่ต้องถึงที่ประชุมหรอกครับ ที่คอมเมนต์ก็เอกฉันท์

บุญพาวาสนาส่งเนอะ ระดับ ผอ. มาล้างบ่อให้

ผอ. น่ารักจัง เป็นหัวหน้าตัวอย่าง เป็นทุกอย่างให้คุณแล้ว

‘ทหารพราน’ จากยะลา มาเป็นอาสาล้างบ้านที่ ‘แม่สาย’ เผย!! ทำด้วยความภูมิใจ ไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทน

(2 พ.ย. 67) มูลนิธิกระจกเงา ได้โพสต์เรื่องราวดีๆ ของทหารพรานจากยะลา ซึ่งเป็นจิตอาสา ขึ้นเหนือ ไปทำกิจกรรม ‘ล้างบ้าน’ ที่แม่สาย โดยมีใจความว่า ...

วันที่ผมตัดสินใจ นั่งรถไฟชั้น 3 จากยะลาเข้ากรุงเทพ เพื่อไปกิจกรรมล้างบ้านที่แม่สาย คนรอบตัวถามผมว่า ‘ไปแล้วจะได้อะไร เป็นอาสาแล้วได้เงินหรือเปล่า’ ผมแค่รู้สึกว่าผมภูมิใจที่ตัวเองสามารถทำหน้าที่นี้ได้ ไม่ต้องการอะไรตอบแทน

ปกติผมเป็นทหารพรานอยู่จังหวัดยะลา บ้านเกิดอยู่นราธิวาส ปลายปีก่อนนราธิวาสก็น้ำท่วมหนัก ตอนนั้นผมไปเป็นอาสาช่วยชาวบ้าน ได้ทำงานร่วมกับคนต่างถิ่นเยอะมาก หลายคนเดินทางมาไกล เพื่อช่วยคนในพื้นที่สามจังหวัด พอเห็นข่าวน้ำท่วมแม่สายรอบนี้ ผมเข้าใจดี ว่าน้ำท่วมมันไม่ได้พังแค่บ้าน เศรษฐกิจอะไรก็พังหมด มันสาหัสขนาดผ่านมาเดือนกว่าแล้ว ในพื้นที่เหมือนโดนสงคราม ยังเป็นโคลนเป็นฝุ่นอยู่ ผมเลยตั้งใจไว้ว่ายังไงก็ต้องเอาแรงไปช่วยตรงนั้นให้ได้

แต่จากยะลาไปแม่สาย มันก็ลำบากเรื่องการเดินทาง สนามบินอยู่ไกล ไม่มีรถไฟต่อตรง ต้องนั่งหลายต่อ ส่วนตัวผมเองไม่ได้มีทุนมาก มีแค่แรงที่ช่วยได้ พอเห็นมูลนิธิกระจกเงาประกาศรับสมัครอาสาบินฟรี ผมก็สมัครเลยแบบไม่ลังเล

ถึงแม่สายวันแรก ผมได้ไปขุดโคลนแถวเกาะทรายซอย 8 ทั้งหน้าบ้าน ในบ้านเป็นโคลนหมดเลย ผมตะลึงนะ แบบ โห้! โคลนในบ้านสูง 60 เซน มองไม่ออกเลยว่าตรงไหนเป็นพื้นที่ต่ำหรือสูง ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นกับบ้านผม ผมคงพูดไม่ออก แล้วยิ่งบ้านนี้เป็นคนแก่อยู่คนเดียว ถ้าต้องจัดการโคลนคนเดียวหมดนี้ เขาคงทำไม่ไหว

ขุดโคลนบ้านหลังแรกเสร็จ ผมเหนื่อยมาก แต่ก็ภูมิใจมากนะ ตลอดเวลาที่เข้าไปช่วย เห็นเจ้าของบ้านพยายามซัพพอร์ต ขาดเหลืออุปกรณ์อะไรเขาก็ไปหามาให้ ได้อยู่จนถึงวันที่ส่งมอบบ้านให้เขา เขาไม่ต้องมาขอบคุณผมก็ได้ แค่บ้านสะอาด เจ้าของบ้านดีใจที่ได้กลับเข้าบ้าน แค่นี้ผมก็รู้สึกมีคุณค่ากับตัวเองแล้ว

มาอาสารอบนี้ ผมสนุกกับชีวิตตัวเองมาก ได้เจอคน เจอพื้นที่ใหม่ ได้ทำงานร่วมกับคนที่ไม่ได้รู้จักกัน ไม่ได้นัดกัน อยู่ดีๆ กลายมาเป็นทีมเดียวกัน เพื่อนอาสาบางคนรับราชการ เป็นเจ้าของบริษัท เป็นผู้พันทหารอากาศ แต่เขาก็ยังหาเวลามาทำอาสาสมัคร นี่คือเปิดโลก เปิดประสบการณ์ให้ผมเลย

อยากบอกทุกคนว่า หากคุณคิดอยากช่วยก็มาเถอะ ไม่มีทรัพย์สินเงินทอง ก็เอากำลังมาช่วยได้ ตอนทำอาจจะเหนื่อย แต่เหนื่อยแค่แปปเดียว นอนพักเดี๋ยวก็หายแล้ว

อัฟฟาน วาแม (ปัง) อายุ 32 ปี 
อาสาล้างบ้าน รุ่นบินลัดฟ้า
เดินทางจากใต้สุดเมืองยะลา 
มาช่วยชาวบ้านที่แม่สาย เหนือสุดแดนสยาม

ขอขอบคุณ Fly AirAsia
สนับสนุนเที่ยวบินเพื่อภารกิจอาสาล้างบ้าน
ตั้งแต่ 15 - 31 ตุลาคม 2567

วันนี้เป็นวันสุดท้าย 
ที่อาสาจากกิจกรรมบินลัดฟ้าปฏิบัติภารกิจ
ขอขอบคุณอาสาล้างบ้านทุกคน
จากทั่วประเทศ ทุกวิธีการเดินทาง
ที่สละทั้งร่างกายและเวลา
มาช่วยชาวบ้านผู้ประสบภัยอุทกภัย

ศูนย์อาสาล้างบ้านกระจกเงา อ.แม่สาย จ.เชียงราย 
ล้างบ้านไปทั้งหมด 230 หลังคาเรือน
และหลังจากนี้ เราจะเข้าสู่หน้างานซ่อมสร้างบ้าน เพื่อซ่อมแซมชาวบ้านที่พังเสียหายจากน้ำท่วม ให้พร้อมเข้าอยู่

สนับสนุนงานภัยพิบัติของมูลนิธิกระจกเงา
ได้ที่ กองทุนภัยพิบัติ (Special Force) 
โดยมูลนิธิกระจกเงา
เลขที่บัญชี 202-258298-3 ธ.ไทยพาณิชย์

หรือ สนับสนุนเข้ากองทุนมูลนิธิกระจกเงา
ได้ที่ เทใจดอทคอม
https://taejai.com/th/project/mirror_fund_ot
(สามารถลดหย่อนภาษีได้)

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สนับสนุนค่าพาหนะ และเครื่องอุปโภคบริโภค ให้แก่ผู้รับขาเทียม ช่างและอาสาสมัคร ในโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 171 จังหวัดพิษณุโลก

เมื่อวานนี้ (1 พ.ย. 67) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ลงพื้นที่ มอบค่าพาหนะ พร้อมด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ชุดยังชีพ เส้นหมี่ขาว น้ำปลาขวดใหญ่ ขนม ทิชชูเปียก ร่มเล็กกันแดด บรรจุถุงผ้าดิบ ให้แก่ผู้รับขาเทียม ช่างและอาสาสมัคร ที่เข้าร่วมโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 171 รวมจำนวน 180 คน รวมงบประมาณทั้งสิ้น 140,805 บาท (หนึ่งแสนสี่หมื่นแปดร้อยห้าบาทถ้วน) โดยมี นายทรงพล วิชัยขัทคะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต เลขาธิการมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี กรรมการมูลนิธิขาเทียมฯ และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆ ร่วมในพิธี ณ ลานโดมอเนกประสงค์ วิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลก อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก

ตลอดระยะเวลากว่า 114 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา  เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง www.facebook.com/pohtecktungofficial

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

‘มาริษ’ ไม่อยู่เฉย ร่อน ‘หนังสือประท้วง’ ทางการอิสราเอล หลัง ‘แรงงานไทย’ เสียชีวิตแล้ว!! 4 ราย บาดเจ็บ 1 ราย

(2 พ.ย. 67) นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงเหตุยิงจรวดเข้าไปในเขตประเทศอิสราเอล และทำให้คนไทยเสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บ 1 ราย ว่าขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศไม่ได้นิ่งนอนใจตั้งแต่เริ่มมีความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง กระทรวงการต่างประเทศพยายามอย่างยิ่งที่จะชะลอการเดินทางของแรงงานไทยไปยังภูมิภาคดังกล่าว และกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ เข้าใจดีว่าการเข้าไปทำงานของแรงงานไทยเพราะต้องการมีโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีกว่า

แต่อยากจะขอความร่วมมือทุกภาคส่วนรวมทั้งประชาชนชาวไทยว่า ณ ขณะนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางไม่ใช่สถานการณ์ธรรมดา แต่มีความขัดแย้งรุนแรง ดังนั้นขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายและประชาชนไม่เดินทางไปยังประเทศอิสราเอลและภูมิภาคตะวันออกกลาง

รมว.การต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อเกิดเหตุเสียชีวิตของแรงงานไทย สถานทูตได้ทำการประท้วงไปยังหน่วยราชการของอิสราเอล เนื่องจากพื้นที่ที่แรงงานไทยเสียชีวิตนั้น เป็นพื้นที่ที่ทางการอิสราเอลประกาศเป็นพื้นที่ทางทหาร แต่มีความพยายามของนายจ้างชาวอิสราเอลที่นำแรงงานเข้าไปทำงานเป็นการชั่วคราวระยะสั้น 2-3 ชั่วโมง แม้จะเป็นระยะสั้นแต่ก็ไม่ทราบว่าจะมีการโจมตีเกิดขึ้นเมื่อใด จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราได้รับข่าวร้ายและมีการสูญเสีย ที่สำคัญตนไม่ต้องการเห็นแรงงานไทยเสียชีวิตในภูมิภาตะวันออกกลางอีก จึงขอให้หน่วยราชการไทยร่วมกันช่วยชะลอการเดินทางเข้าไปทำงานของคนไทยในภูมิภาคดังกล่าว

เมื่อถามว่าประเมินสถานการณ์แล้วมีความน่าเป็นห่วงใช่หรือไม่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า สถานการณ์น่าเป็นห่วงแน่นอน กรณีการขยายตัวของสงครามมีแน่นอน แต่คงไม่อยู่ในสเกลที่ไม่สามารถควบคุมได้ ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นหรือมีการปะทะกันเป็นกรณี แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนที่ไม่ทราบเรื่อง ดังนั้นกระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ จึงใช้กรณีนี้เรียกร้องรัฐบาลอิสราเอลยุติการนำแรงงานไทยเข้าไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยหรือพื้นที่ที่อิสราเอลประกาศเป็นพื้นที่ต้องห้าม

นายมาริษ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนยังได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลแล้ว ในฐานะที่ประเทศไทยเพิ่งได้รับเลือกเป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เราจึงมีหน้าที่ต้องแสดงจุดยืนในเรื่องสำคัญ จึงขอให้ช่วยใช้ความยับยั้งชั่งใจเพื่อพยายามป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัวมากยิ่งขึ้น พร้อมขอให้ทุกฝ่ายหยุดการกระทำที่จะนำไปสู่การขยายตัวของสงคราม และต้องมานั่งเจรจาเพื่อหาทางยุติข้อขัดแย้ง บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติเป็นหลัก เพราะจุดยืนของไทยคือยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง

รัฐบาลปลื้ม ไทยติดอันดับ 8 ‘ร่ำรวยมรดกทางวัฒนธรรม’ มากที่สุดในโลก ชี้!! มาถูกทาง เตรียมขับเคลื่อนงานวัฒนธรรม ให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่

(2 พ.ย. 67) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลสำเร็จการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ไทย ของในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งมั่นยกระดับศักยภาพของคนไทย และทุนทางวัฒนธรรมของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล สร้างความประทับใจให้คนทั่วโลก

ส่งผลต่อการจัดอันดับในหัวข้อ ‘ประเทศที่ร่ำรวยมรดกทางวัฒนธรรมมากที่สุดในโลก’ ประจำปี 2567 บนเว็บไซต์ U.S. News & World Report ประเทศไทยติดอันดับที่ 8 จากทั้งหมด 89 ประเทศ ถือเป็นอันดับสูงสุดของประเทศแถบเอเชีย

นายจิรายุ กล่าวว่า หลักเกณฑ์พิจารณา จะพิจารณาจากคุณลักษณะของประเทศ 5 ประการ ได้แก่ มีวัฒนธรรมที่เข้าถึงได้, มีประวัติศาสตร์อันรุ่งเรือง, มีอาหารที่ยอดเยี่ยม, มีสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมมากมาย และมีสถานที่ท่องเที่ยวทางภูมิศาสตร์เป็นจำนวนมาก จากรายละเอียดการจัดอันดับระบุว่าประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพและเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้ม

และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากที่สุดในโลก ผสมผสานระหว่างศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมกับบ้านเมืองที่ทันสมัย มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และทางธรรมชาติ หาดทรายและวัดวาอารามที่งดงาม และมีชื่อเสียงด้านการนวดแผนไทยและอาหารที่มีรสชาติยอดเยี่ยม

“สะท้อนให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเดินมาถูกทาง นายก ฯ แพทองธาร เตรียมขับเคลื่อนงานวัฒนธรรม ให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ในการสร้างรายได้ในประเทศเร่งเดินหน้าผลักดันประเทศไทยให้เป็น 1 ใน 25 ประเทศที่มีอิทธิพลด้าน Soft Power ในมิติวัฒนธรรม ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ให้มาสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยววัฒนธรรมของไทย” นายจิรายุ กล่าวทิ้งท้าย

 สสส.-มสส.จับมือสมาคมสื่อมวลชนพิษณุโลกเปิดเวทีถก ปัญหาเหล้า-บุหรี่เมืองสองแควแก้อย่างไรให้ตรงจุด 

(2 พ.ย. 67) พบดื่มแอลกอฮอล์สูงกว่าค่าเฉลี่ยแถมมีร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัยสูงสุดของประเทศ รักษาราชการแทนผู้ว่าฯชี้ปี 68 มุ่งเป้าป้องกันนักสูบนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มทักษะชีวิต ด้านสื่อมวลชนแฉมีตำรวจเกี่ยวข้องขบวนการขายบุหรี่ฟ้าให้นักศึกษาม.ดังเมืองสองแคว

วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2567 ที่ห้องอุทัยธานี โรงแรมท็อปแลนด์ จ.พิษณุโลก มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.) ร่วมกับสมาคมสื่อมวลชนพิษณุโลก โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัดประชุมโฟกัส กรุ๊ป เรื่อง “ปัญหา เหล้า-บุหรี่เมืองสองแคว...แก้อย่างไรให้ตรงจุด” โดยมี นายทรงพล วิชัยขัทคะ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานเปิดการประชุมมีสื่อมวลชน ทุกแขนง ในจังหวัดพิษณุโลกเข้าร่วมประชุม

นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชน กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)กล่าวต่อที่ประชุมว่าว่าสสส.มีบทบาทในการสานและเสริมพลังบุคคล ชุมชนและองค์กรทุกภาคส่วนเพื่อสร้างสรรค์ระบบสังคมที่สนับสนุนการมีสุขภาวะที่ดี โดยเฉพาะปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ  บุหรี่และแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าที่เด็กผู้หญิงสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงถึงร้อยละ 15 มากกว่าหลายประเทศในเอเชียและล่าสุดบุหรี่ไฟฟ้าได้แพร่กระจายไปสู่เด็กชั้นประถมแล้ว เช่นเดียวกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีผลกระทบหลายด้าน การดื่มแล้วขับทำให้เกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตในปี 2565 ถึง 2,390 คน คิดเป็นร้อยละ 14.1 ของการตายจากอุบัติเหตุบนท้องถนนจำนวน 16,957 คน สสส.จึงทำงานร่วมกับสื่อมวลชนและองค์กรสื่อมวลชนทั้งส่วนกลางและภูมิภาคสร้างการรับรู้และรู้เท่าทันให้กับประชาชน การผลักดันมาตรการ นโยบายและกฎหมายเพื่อป้องกันแก้ไขลดผลกระทบที่เกิดขึ้น ท่ามกลางความพยายามของธุรกิจบุหรี่ที่ต้องการให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งถูกกฎหมาย การรุกของธุรกิจแอลกอฮอล์แก้ไขพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พ.ศ.2551 เพื่อปลดล็อกให้สามารถขายและดื่มได้อย่างเสรีมากขึ้น

นายทรงพล วิชัยขัทคะ  รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกรักษาราชการแทนผู้ว่าพิษณุโลกกล่าวเปิดการประชุมว่าขอชื่นชมว่าหัวข้อการจัดประชุมดีมากว่าปัญหาเหล้าบุหรี่จะแก้อย่างไรให้ตรงจุด เพราะที่ผ่านมาทุกฝ่ายก็พยายามร่วมกันแก้ปัญหาแต่อยู่ที่ว่าตรงจุดหรือไม่ ทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหสำคัญที่จะต้องช่วยกันแก้ไข แต่เวลาลงมือปฎิบัติจะต้องทำอย่างมีจุดเน้นเช่นควรกำหนดกลุ่มเป้าหมายไปเลยว่าในปี 2568 เราจะมุ่งไปที่กลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชนเพื่อป้องกันนักสูบนักดื่มหน้าใหม่ แล้วกำหนดบทบาทให้ชัดเจนว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องทำอะไร ครูต้องทำอะไร กำกัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ ตำรวจจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้เห็นผลแล้วปี 2559 ก็กำหนดกลุ่มเป้าหมายใหม่ว่าจะมุ่งไปสู่กลุ่มไหน ตนเองลงพื้นที่ชุมชนยังพบว่าร้านค้าในชุมชนยังคงขายบุหรี่ขายเหล้าอยู่ทั้งๆที่เป็นหมู่บ้านศีล 5 เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้ยังเป็นห่วงเรื่องอิทธิพลของโทรศัพท์มือถือเพราะพ่อแม่ผู้ปกครองมักจะเลี้ยงลูกด้วยโทรศัพท์มือมือโยนภาระให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในขณะที่พิษภัยของบุหรี่และแอลกอฮอล์แฝงตัวซึมลึกผ่านมือถือ ดังนั้นควรให้ความรู้และเพิ่มทักษาะในชีวิตเพื่อปฏิเสธสิ่งเหล่านี้กับเด็กด้วย

ดร.ไพรัตน์  อ้นอินทร์  นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่2    กล่าวว่าสถานการณ์ในจังหวัดพิษณุโลก ปี 2564 พบว่า ประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป มีอัตราการดื่มสุรา ร้อยละ 30.70 อยู่ในอันดับที่ 29 ของประเทศ เป็นกลุ่มนักดื่มประจำ ร้อยละ 52.90 เป็นนักดื่มหนักร้อยละ 40.60 และดื่มแล้วขับ ร้อยละ 43.30 สำหรับกลุ่มเยาวชน อายุ 15-19 ปี มีอัตราการดื่มสุราร้อยละ 13.60 อยู่อันดับที่ 16 ของประเทศ ซึ่งถือว่ายังมีอัตราที่สูงกว่าระดับประเทศ ส่วนสภาพปัญหาในพื้นที่ พบว่า มีร้านจำหน่ายสุรารอบมหาวิทยาลัยมากที่สุดในประเทศ มีสถานบันเทิงจำนวนมากในเขตเมือง ทำให้กลุ่มนักศึกษาเข้าถึงได้ง่าย แต่จุดแข็งของ จ.พิษณุโลกคือความร่วมมือของภาครัฐและประชาคมเครือข่ายองค์กรงดเหล้าทั้งการเฝ้าระวังสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย การปรับแนวทางการทำงานมองว่าผู้ประกอบการคือมิตรโดยให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องปกป้องการถูกจับปรับ  มีเครือข่ายครูร่วมมือกับภาครัฐ ป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ ขับเคลื่อนสถานศึกษาปลอดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

นางสาวภัทรินทร์ ศิริทรากุล นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่2   กล่าวว่าจากข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมด้านสุขภาพของประชากรไทย พ.ศ. 2564 พบว่าจังหวัดพิษณุโลก อัตราการสูบอยู่ที่ร้อยละ 17.0 สูงเป็นอันดับที่ 3 ของเขตสุขภาพที่ 2  กลยุทธ์ธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้ามุ่งเป้าที่กลุ่มเยาวชนทำให้การบริโภคยาสูบในกลุ่มเยาวชนอายุ 15 – 19 ปีลดลงเพียงเล็กน้อยยกเว้นจังหวัดอุตรดิตถ์ และสุโขทัยที่เพิ่มสูงขึ้น แม้ภาพรวมการสูบบุหรี่ลดลงแต่การใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ผลการสำรวจการบริโภคยาสูบของเยาวชนในสถานศึกษา (GYTS) ปี 2565  ในกลุ่มเด็กนักเรียน อายุ 13-15 ปี พบว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น 5.3 เท่า ในระยะเวลา 7 ปี จากร้อยละ 3.3 ในปี 2558 เป็นร้อยละ 17.6 ช่องทางในการซื้อบุหรี่ไฟฟ้า ร้อยละ 75.7 ซื้อผ่านออนไลน์ ดังนั้นทุกหน่วยงานควรผลักดันให้เกิดนโยบายการป้องกันนักสูบ นักดื่มหน้าใหม่ให้เกิดผลเชิงประจักษ์

พ.ต.อ.ธัชพงศ์ วงศ์พัฒนานิวาศ ผู้กำกับการตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก กล่าวว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้นโยบายตำรวจทั่วประเทศแก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า 4 เรื่องคือ 1.ทำให้โรงเรียนและสถานศึกษาปลอดบุหรี่ไฟฟ้าเน้นกวดขันจับกุมร้านจำหน่ายรอบสถานศึกษา 2.ทุกหน่วยต้องมีผลการจับกุมที่เป็นรูปธรรม 3.ตัดวงจรรายใหญ่ จับกุมการจำหน่ายช่องทางออนไลน์ที่เป็นเครือข่ายระดับประเทศเพื่อตัดวงจรการกระจายสินค้าและ 4.การประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้ตำรวจชุมชนสัมพันธ์เข้าไปให้ความรู้แก่ชุมชนและสถานศึกษาเกี่ยวกับข้อกฎหมายและอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า ส่วนผลการจับกุมผู้จำหน่วยและครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่สภ.เมืองพิษณุโลกตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 ถึงปัจจุบันจับกุมได้ 44 ราย เป็นผู้ครอบครองไว้สูบ 42 ราย เป็นผู้ครอบครองไว้เพื่อจำหน่าย 2 ราย เช่นวันที่ 30 พ.ค.2567 จับได้ 179 ชิ้น วันที่ 14 มิถุนายน 2567 จับกุมจากการจำหน่ายช่องทางออนไลน์ เป็นหัวpod บุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง 516 ชิ้น เครื่องบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง 264 ชิ้น เครื่องบุหรี่ไฟฟ้าแบบเปลี่ยนหัวและหยดสูบ 22 ชิ้น น้ำยาชนิดเติมบุหรี่ไฟฟ้า 26 ขวด

นายประดับ สุริยะ กรรมการฝ่ายวิชาการ สมาคมสื่อสารมวลชนพิษณุโลกผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบจังหวัดพิษณุโลกกล่าวว่าได้เข้าไปมีบทบาทในคณะกรรมการระดับจังหวัดทั้งบุหรี่และแอลกอฮอล์มีการบูรณาการการทำงานทั้ง 2 ประเด็นเน้นการเฝ้าระวังและการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดปัจจัยเสี่ยง นอกจากนี้ยังมีมาตรการป้องกันนักสูบนักดื่มหน้าใหม่ สร้างชุมชนให้ปลอดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ด้านนายมังกร จีนด้วง นายกสมาคมสื่อสารมวลชน ได้เสนอความเห็นต่อที่ประชุมผ่านผู้กำกับการสภ.เมืองพิษณุโลกว่ามีข่าวซุบซิบกันว่ามีนายตำรวจคนหนึ่งเข้าไปมีส่วนกับขบวนการขายบุหรี่ออนไลน์ให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยชื่อดังของพิษณุโลกด้วยซึ่งผู้กำกับสภ.เมืองพิษณุโลกรับที่จะไปดูแลเรื่องนี้ ในขณะที่สื่อมวลชนหลายสำนักเสนอว่านอกจากการสร้างภูมิคุ้มกันแก่เด็กและเยาวชนแล้วตำรวจและฝ่ายปกครองควรบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง  นายศักดา  แซ่เอียว  ประธาน สสสย. เห็นว่ามาตรการร้อยแปดประการที่ทุกภาคส่วนมาร่วมกันระดมสรรพกำลังกันมายาวนาน  ซึ่งต้นตอมาจากผู้ประกอบการที่มีผลประโยชน์  สื่อจะมาช่วยกันชะลอภัยพิบัตินี้อย่างไร โดยเฉพาะกับเด็กเยาวชนไม่ใช่ต้องวิ่งไล่ตามแก้ปัญหา เป็นหน้าที่ของสื่อมวลชน ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันให้ตระหนักรู้ ถึงพิษภัยเหล่านี้ โดยใช้เครื่องมือและสื่อสมัยใหม่เพื่อให้เข้าถึงเด็กรุ่นใหม่

นายอภิวัชร์ เกตุทัต ประธานมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.)กล่าวปิดการประชุมและขอบคุณรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก วิทยากรและสื่อมวลชนที่ร่วมสะท้อนปัญหาและให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ โดยกำหนดจุดเน้นชัดเจนในการปกป้องนักดื่มนักสูบหน้าใหม่ทั้งการรู้เท่าทัน การสร้างภูมิคุ้มกันและการบังคับใช้กฎหมายและหวังว่าจะมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top