Saturday, 13 June 2026
NEWS FEED

พล.ต.ท.ประจวบฯ ชื่นชมตำรวจ สภ.ท่าบ่อ สังเกตเห็นรถตู้รับ-ส่งนักเรียนมีควันขึ้นจากใต้ท้องรถ รีบพาเด็กๆ ลงจากรถ ป้องกันการเกิดเหตุอันตรายซ้ำ

เมื่อวันที่ (14 ต.ค. 67 ) พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.รอง ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการคณะทำงานขับเคลื่อนงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชื่นชมตำรวจ สภ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ตาไวสังเกตเห็นรถตู้รับส่งนักเรียนมีควันออกมาจากใต้ท้องรถตู้ที่จอดเสียอยู่ จึงรีบแจ้งคนขับให้ทราบ และเร่งนำนักเรียนออกจากรถตู้ทันที ก่อนที่จะมีรถยนต์พลเมืองดีช่วยนำนักเรียนส่งโรงเรียนปลอดภัยทุกคน นับว่าเป็นการถอดบทเรียนจากการสูญเสียที่เคยเกิดขึ้น ใช้ไหวพริบนำเด็กลงอย่างรวดเร็ว การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไขเสมอ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 07.40 น. ขณะ ด.ต.สมคิด กองลุน ผบ.หมู่ (ป.) สภ.ท่าบ่อ (ปฏิบัติงานจราจร) และ ส.ต.ต.รัชชานนท์ ทาะเวท ผบ.หมู่ (ป.) สภ.ท่าบ่อ (ปฏิบัติงานจราจร) กำลังปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกการจราจรอยู่บริเวณสี่แยกไฟแดงประตูเมืองท่าบ่อ เขตเทศบาลเมืองท่าบ่อ จ.หนองคาย ด.ต.สมคิดฯ ได้สังเกตเห็นรถตู้รับส่งนักเรียนสีขาวจอดติดไฟแดง แต่เมื่อไฟเขียวแล้วกลับไม่เคลื่อนที่ จึงเดินไปตรวจสอบ พบว่ารถตู้ดังกล่าวเสียและมีควันพุ่งออกมาจากใต้รถ โดยในรถมีเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาของโรงเรียนเทศบาลเมืองท่าบ่อ อยู่จำนวน 6 คน ด.ต.สมคิดฯ รีบแจ้งคนขับถึงควันที่พุ่งออกมา พร้อมเปิดประตูนำเด็กนักเรียนทั้งหมดลงจากรถทันทีเพื่อความปลอดภัย หลังจากนั้นได้มีพลเมืองดีนำเด็กนักเรียนทั้งหมดส่งโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย ส่วนรถตู้ตรวจสอบพบว่าหม้อน้ำแห้งทำให้เกิดความร้อนและมีควันพวยพุ่งออกมา ด.ต.สมคิดฯ และ ส.ต.ต.รัชชานนท์ฯ จึงได้ช่วยเข็นรถชิดข้างทางก่อนประสานช่างมาซ่อมต่อไป

เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับการชื่นชมมากมายจากชาวบ้านที่พบเห็นเหตุการณ์ และจากผู้คนในสื่อสังคมออนไลน์ ต่างชื่นชมในไหวพริบของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ให้เด็กลงจากรถทันทีที่เห็นควัน เพราะหวั่นจะเกิดอุบัติเหตุเฉกเช่นเดียวกับรถบัสทัศนศึกษา รวมถึงขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่คอยดูแลบุตรหลานของประชาชนให้ปลอดภัยอยู่เสมอ

พล.ต.ท.ประจวบ ฯ กล่าวว่า จากกรณีเหตุการณ์ดังกล่าว ต้องขอขอบคุณและชื่นชม ด.ต.สมคิดฯ และ ส.ต.ต.รัชชานนท์ ที่มีสติ มีไหวพริบ แก้ไขปัญหาและป้องกันเหตุได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนพลเมืองที่อาสานำนักเรียนไปส่งโรงเรียน ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็วของ ด.ต.สมคิดฯ และ ส.ต.ต.รัชชานนท์ ในเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการดูแลพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง มีจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ นับว่าเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับตำรวจทั่วประเทศ

ทั้งนี้ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร./หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร คณะทำงานขับเคลื่อนงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แนะนำให้ผู้ขับขี่ตรวจเช็คยานพาหนะของตนเสมอ โดยสาเหตุหลักของการเกิดรถไฟไหม้มักมาจากระบบเชื้อเพลิงรั่ว ระบบไฟฟ้าลัดวงจร เครื่องยนต์ร้อนเกินไป หรือสิ่งของในรถเกิดลุกไหม้ การป้องกันดีกว่าการแก้ไขเสมอ ในกรณีที่มีควันออกมา ให้ดับเครื่องยนต์เพื่อลดโอกาสเพลิงไหม้ แต่หากเกิดเหตสุดวิสัย รถเกิดไฟไหม้ ให้ทิ้งสัมภาระ และออกจากรถทันที โดยอยู่ห่างจากรถอย่างน้อย 30 เมตร และโทรเรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อขอความช่วยเหลือ หากพี่น้องประชาชนพบเห็นหรือประสบเหตุ สามารถแจ้งขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง ทางช่องทาง

- โทร. 191 จราจรทุก สน./สภ. ทั่วประเทศ
- โทร. 1197 สายด่วนตำรวจจราจร ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล
- โทร. 1193 ตำรวจทางหลวงทั่วประเทศ

มท.4 มือประสานทำงานสิบทิศ เร่งเดินหน้าจัดการโคลนถล่มบ้าน ปชช.ชาวเชียงราย มั่นใจเสร็จทันตามกรอบสิ้นเดือนนี้

เมื่อวันที่ (14 ต.ค.67) นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) ส่วนหน้า จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า สถานการณ์การฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมและโคลนถล่ม ในอำเภอเมืองจังหวัดเชียงรายขณะนี้ สามารถกู้คืนพื้นที่บ้านเรือนประชาชนและถนนได้ 80% แล้ว ที่เหลือยังมีโคลนในท่อระบายน้ำและยังอยู่ระหว่างการดูดโคลนออกอย่างต่อเนื่อง ส่วนสถานการณ์โคลนตามบ้านเรือนประชาชน อำเภอแม่สาย มีความคืบหน้าในภาพรวม 65% ส่วนที่ชุมชนถ้ำผาจมและที่ตลาดสายลมจอย ระบบน้ำและไฟฟ้าบางส่วนอยู่ระหว่างการเคลียร์พื้นที่ถนนประมาณ 20% จะสามารถใช้ได้ทั้งหมด จึงต้องเร่งจัดการดูดโคลนออกจากพื้นที่ต่อ  ซึ่งได้ประสานความร่วมมือหลายภาคส่วน เพื่อดึงทรัพยากรของแต่ละหน่วยงานมาร่วมกันฟื้นฟูพื้นที่อย่างเต็มศักยภาพและรวดเร็ว ดังนี้

1.ประสานความร่วมมือไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ขอความร่วมมือรถดูดโคลนเพิ่มอีก 3 คัน จากเดิมที่กระทรวงเกษตรฯ ส่งรถดูดโคลนมาประจำการในพื้นที่ 2 คัน โดยทำงานร่วมกับรถดูดโคลนจากหน่วยงานราชการอื่นๆ และมูลนิธิต่างๆ อย่างเต็มที่

2.ขอความร่วมมือ กทม.โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขอให้รถดูดโคลน 4 คัน และรถน้ำ 4 คัน ที่ทาง กทม. ส่งมาช่วยเหลือก่อนหน้านี้  จากกำหนดการเดิม จะกลับในวันที่ 12 ตุลาคม  ให้อยู่ในพื้นที่ต่อ พร้อมจัดหาคนขับรถเพิ่มเติม

3. ประสาน กระทรวงอุตสาหกรรม โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นำอุปกรณ์การติดตั้งระบบน้ำในบ้านเรือน ที่มีผู้ประกอบการมาบริจาคก่อนหน้านี้ มาสร้างบ้านน็อกดาวน์ให้ประชาชนที่ถูกกระแสน้ำท่วมบ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง  โดยกรมราชทัณฑ์ เป็นเจ้าภาพในการก่อสร้าง โดยจะตรวจความเรียบร้อยของบ้านน็อกดาวน์ 15 ตุลาคมนี้

4.กระทรวงมหาดไทยได้สับเปลี่ยนอาสาสมัคร (อส.) จำนวน 1,500 คนจาก 37 จังหวัดทั่วประเทศ ให้ทุกคนได้กลับบ้านและเปลี่ยนผลัดเวรหมุนเวียนกันไป เนื่องจาก อส.บางจังหวัดต้องดูแลบ้านของตนเอง และที่ผ่านมาทำงานทุกวัน

นางสาวธีรรัตน์ กล่าวว่า  จากการติดตามสถานการณ์หน้างานและการหารือกับส่วนราชการ ทุกฝ่ายมั่นใจว่า จะสามารถล้างโคลนเพื่อให้พี่น้องประชาชนกลับมาอยู่บ้านได้ตามปกติ ภายในวันที่ 21 ตุลาคม 2567 ตามแผน Quick win ที่วางไว้ (ต้องแล้วเสร็จภายใน 21 วัน)  และบางจุดจะเป็นไปตามกรอบที่จะแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ซึ่งตนจะลงพื้นที่ในช่วงสัปดาห์หน้าเพื่อติดตามความคืบหน้าต่อไป

“ในฐานะประธาน ศปช.ส่วนหน้า อยากให้การจัดการโคลนสำเร็จ เป็นไปตามกรอบ ยิ่งเสร็จเร็วยิ่งดี พี่น้องประชาชนชาวเชียงรายจะได้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ  ขอขอบคุณทุกกระทรวง กรม จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่ได้เสียสละ ทุ่มเท มุ่งมั่น  พร้อมใจกันบูรณาการการทำงาน  เพราะเรามีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ บรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องประชาชน ขอขอบคุณความร่วมมือทุกท่านจากใจจริงค่ะ“ นางสาวธีรรัตน์ กล่าว

พรรคประชาธิปัตย์ร่วมรำลึก 51 ปี 14 ตุลาฯ. เชิดชู “จิตวิญญาณ 14 ตุลาฯ.” คือคบเพลิงแห่งประชาธิปไตย“

เมื่อวันที่ (14 ต.ค. 67) พรรคประชาธิปัตย์ได้ร่วมวางพวงมาลารำลึก“ 51 ปี 14 ตุลาฯ. ” ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร โดยดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้มอบหมายนายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานคณะที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคและรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพร้อมด้วย
นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และนายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด กรรมการบริหารพรรคเป็นผู้วางพวงมาลาในนามพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีถ้อยแถลงว่า ”14 ตุลา วันประชาธิปไตย ถือเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ นิสิต นักศึกษา และพี่น้องประชาชนได้รวมพลังกันต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการในขณะนั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนและถือเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของการพัฒนาประชาธิปไตยและการมีสิทธิเสรีภาพในมิติต่างๆรวมทั้งการสร้างสังคมที่เท่าเทียมและเป็นธรรม พรรคประชาธิปัตย์ขอร่วมรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญนี้ และเชื่อมั่นว่า จิตวิญญาณ 14 ตุลาฯ.จะเป็นคบเพลิงแห่งประชาธิปไตยที่นำประเทศไทยไปสู่การพัฒนาการเมืองไทยอย่างยั่งยืนตลอดไป“

‘เผ่าภูมิ’ ขึ้นแม่แตง ให้ "ธ.SME" ซับน้ำตาน้ำท่วม "พักหนี้ 1 ปี เติมทุน 2 แสน" ไม่ใช้หลักประกัน ไม่คิดค่าธรรมเนียม

เมื่อวันที่ (14 ต.ค. 67)ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยระหว่างการนำคณะธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่ อ. แม่แตง จ.เชียงใหม่ ว่า

กระทรวงการคลัง โดย SME Bank ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เพื่อบรรเทาทุกข์ ลดค่าใช้จ่าย ต่อลมหายใจให้พี่น้องประชาชน ดังนี้

1.มาตรการ "พักชําระหนี้" เงินต้นและดอกเบี้ย
ผู้ขอสินเชื่อที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อม ตามประกาศฯ มีสถานะหนี้ A หรือ M สามารถ "พักชําระเงินต้นและดอกเบี้ย สูงสุด 1 ปี" และตั๋วสัญญาใช้เงิน ต่ออายุตั๋วสัญญา และสินเชื่อแฟคตอริ่ง ขยายเวลาชําระตั๋วสัญญาใช้เงิน ออกไปอีกสูงสุด 180 วัน

2. มาตรการ "เติมทุนฉุกเฉินฟื้นฟูกิจการ"
เติมทุนโดยให้กู้เพิ่มต่อราย 10% ของวงเงินอนุมัติสินเชื่อ สำหรับผู้ประสบภัยทางตรง บุคคลธรรมดา 30,000 - 1 แสนบาท และนิติบุคคล  30,000 - 2 แสนบาท ระยะเวลากู้สูงสุด 3 ปี พักชําระเงินต้นสูงสุด 12 เดือน ไม่ใช้หลักประกัน ไม่คิดค่าธรรมเนียม

‘พีระพันธุ์’ ย้อนรำลึกเหตุการณ์ วันที่คนไทย ร้องไห้กันทั้งประเทศ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9

(13 ต.ค. 67) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ข้อความ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 พ่อหลวงของคนไทยทั้งประเทศ โดยมีใจความว่า ... 

พระองค์เป็นยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ เป็นยิ่งกว่าพ่อของแผ่นดิน

สำหรับผม พระองค์เป็นเทพที่จุติมาเพื่อชาวไทยและประเทศไทยโดยแท้ 
ผมเห็นการปฏิบัติพระราชกรณียกิจของพระองค์มาตั้งแต่จำความได้จนเติบใหญ่ ไม่เคยเห็นพระองค์หยุดคิดถึงประชาชนแม้ในยามประชวร 
พระองค์ไม่เคยหยุดปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนของพระองค์เลย

ผมยังจำเหตุการณ์เมื่อ 8 ปีที่แล้วได้ดี ความรู้สึกนั้น ในวันที่พระองค์จากพวกเราไป

ผมรู้สึกใจคอไม่ดี ตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม เมื่อผมได้ทราบข่าวพระอาการของพระเจ้าอยู่หัว ผมรู้สึกใจหายวูบ เป็นอาการในลักษณะเดียวกันกับที่ผมเคยรู้สึกเมื่อครั้งที่ผมได้สูญเสียคุณแม่

ในขณะนั้น ผมได้แต่ภาวนาให้พระองค์ท่านทรงหายพระประชวรโดยเร็ว 

โดยในวันที่ 12 ตุลาคม ผมรีบเดินทางไปลงนามถวายพระพร ซึ่งในเย็นวันนั้น ก็มี
แถลงการณ์สำนักพระราชวังบอกว่าพระอาการ ยังไม่ดีขี้น และมีอาการติดเชื้อในกระแสพระโลหิตมากขึ้น ผมทนไม่ได้น้ำตาไหล และรีบเดินทางไปยังโรงพยาบาลศิริราชอีกครั้ง เพราะอยากอยู่ให้ใกล้พระองค์ท่านให้มากที่สุด

เมื่อไปถึงก็พบว่ามีพสกนิกรของพระองค์จำนวนมากต่างเดินทางมาร่วมสวดมนต์ภาวนาให้ทรงหายจากอาการพระประชวร สายตาทุกคู่มุ่งตรงไปที่ชั้น 16 ของอาคารเฉลิมพระเกียรติที่พระองค์ประทับอยู่ด้วยความหวังอย่างเปี่ยมล้นหัวใจ

และในวันแห่งความสูญเสียครั้งใหญ่ของคนไทยทั้งประเทศ วันนี้เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ผมจำได้อย่างแม่นยำ มีข่าวที่ไม่สู้ดีแพร่ออกมาตั้งแต่ช่วงสาย และเมื่อถึงตอนบ่ายข่าวลือยิ่งโหมสะพัด

ผมไม่รอช้า รีบเดินทางไปโรงพยาบาลศิริราช ทันที!! 

เพื่อขอให้ได้อยู่ใกล้พระองค์ท่านให้มากที่สุด รถติดมาก เส้นทางเดิมที่ควรใช้เวลาไม่เกินชั่วโมง กลายเป็นสามชั่วโมง ก็ยังไม่เข้าใกล้ที่หมายเลย

จนกระทั่งรถของผมได้มาถึงบริเวณลานพระรูปทรงม้า หน้ากองทัพภาคที่ ๑ เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ‘สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ’ ว่าเจ้าชีวิตของชาวไทยทั้งชาติ ได้ทรง ‘เสด็จสวรรคต’ แล้ว 

ผมรู้สึกตกใจมาก ทุกข์ใจ เศร้าใจ สมองตื้อ ทำอะไรไม่ถูก นั่งน้ำตาไหลพรากอยู่ในรถยนต์

นาทีนั้น ผมนึกแต่เพียงอย่างเดียวว่า จะต้องไปอยู่ใกล้พระองค์ท่านให้ได้ เมื่อรถเคลื่อนมาถึงทางแยกไปโรงพยาบาลศิริราช บนสะพานพระราม 8 ตำรวจกั้นถนน ผมก็ต้องให้รถวิ่งอ้อมไปทางพุทธมลฑล แล้วหาทางกลับรถวิ่งมาใหม่ทางถนนข้างล่าง ถึงแยกถนนจรัญสนิทวงศ์รถก็ติดมาก ผมจึงตัดสินใจลงจากรถ แล้วเดินเท้ามุ่งหน้าไปหาพระองค์ท่าน ที่โรงพยาบาลศิริราช 

เดินไปน้ำตาไหลไป 

เมื่อถึงโรงพยาบาลศิริราช ผมก็ได้เข้าไปที่ลานหน้าพระบรมรูปสมเด็จพระบิดา เพื่อกราบบังคมถึงพระองค์ท่านด้วยน้ำตานองหน้า

ไม่เพียงผมเท่านั้น ประชาชนอยู่เป็นจำนวนมากก็เช่นเดียวกัน ร้องไห้กันไม่หยุด เสียงตะโกนว่า “เรารักในหลวง....ทรงพระเจริญ...เราจะอยู่รอปาฏิหาริย์” ดังขึ้นเป็นระยะๆ 
แต่ที่บาดใจที่สุดก็ตรงที่ประชาชนร่วมกันร้องตะโกนว่า “เอาในหลวงของเราคืนมา” 

ผมรู้สึก ‘เหมือนใจจะขาด’ เคว้งคว้างล่องลอย เหมือนทุกสิ่งทุกอย่างดับสูญไปหมด นึกถึงแต่คำว่า ‘พระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น’ ที่พระองค์ท่านมีต่อประเทศชาติและประชาชน 

พระองค์จากพวกเราไปแล้ว เหมือนโลกหยุดหมุน เสียงร่ำไห้ดังทั่วแผ่นดิน น้ำตาผมไหลออกมาเองแบบหยุดไม่ได้

แม้เหตุการณ์ในวันนั้น จะผ่านมาถึง 8 ปีแล้ว แต่มันก็ยังคงฝังลึกในความทรงจำอย่างไม่รู้ตัว แค่นึกถึงก็น้ำตาไหลอีกแล้ว…

ในเช้าวันนี้ (13 ต.ค. 67) ผมได้ไปวางพวงมาลา เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ ร่วมกับคณะรัฐมนตรี 

สำหรับผม ไม่ใช่เพียงการปฏิบัติหน้าที่ แต่เป็นการรำลึกถึงพระผู้มีพระคุณใหญ่หลวงกับปวงชนชาวไทยและประเทศไทยมายาวนานกว่า 70 ปี

ผมรักและเทิดทูนพระองค์มากจริงๆ มากที่สุดในชีวิต

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

‘ครูอะไหล่’ หัวหน้าโครงการสตรีทอาร์ตคิงภูมิพล น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เผยความตื้นตัน!! หลังได้วาด ‘พระพักตร์ของในหลวงรัชกาลที่ 9’ สูงเท่าตึก 3 ชั้น

(13 ต.ค. 67) นายชวัส จำปาแสน (ครูอะไหล่) หัวหน้าโครงการสตรีทอาร์ตคิงภูมิพล ประธานมูลนิธิสานต่อที่พ่อทำ ได้เล่าให้ฟังถึง แรงบันดาลใจ ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ ‘โครงการสตรีทอาร์ตคิงภูมิพล’ และความรู้สึกตื้นตัน น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘พ่อหลวงของแผ่นดิน’ โดยมีใจความว่า ...

ผมได้วาดรูปพระองค์ท่านขึ้นมาในไซส์ประมาณสองเมตร ผมเห็นบรรยากาศของศิลปินทุกคนที่วาดกัน ทุกคนก็เศร้า ทุกคนเงียบ ทุกคนสงบแล้วก็วาดรูปอย่างเดียว มีระยะเวลาสองวันก็วาดกันข้ามคืน วาดกันสองวันเต็ม อาจารย์บางคนก็แทบจะไม่ทานข้าวเลย บรรยากาศตอนนั้นเนี่ย ก็เหมือนผลักดันความรู้สึก เหมือนกับว่าสองเมตรยังไม่พอซึ่ง เวลานั้น ทําให้ผมรู้สึกอยากจะวาดให้ใหญ่ขึ้นอีก

แล้วก็ได้มาวาดที่แรก ที่อําเภอเบตง ก็ใหญ่ในระดับประมาณ 3 ชั้น ตึก 3 ชั้น ซึ่งความรู้สึกตอนนั้นเนี่ยตอนที่วาดรูปตึก 3 ชั้นสําเร็จเนี่ยรู้สึกโล่งใจขึ้นจากความรู้สึกที่เราอั้นมันอยู่ข้างในแล้วน้ำตาไม่ไหล แต่กลายเป็นว่า พอเราปล่อยออกมาผ่านการวาดรูปเนี่ย เหมือนเราได้ร้องออกมาผ่านผลงานศิลปะ

ทําให้เรารู้สึกว่า เราหายคิดถึง เราหายเสียใจ พระองค์ท่านเป็นแรงบันดาลใจในการทําศิลปะอย่างแท้จริง 

บางคนที่ว่าผมวาดรูป ‘ในหลวงรัชกาลที่ 9’ อาจจะดูเหมือนไม่ใช่งานส่วนตัว แต่จริงๆ เนี่ย ‘สตรีทอาร์ตคิงภูมิพล’ เนี่ยคืองานส่วนตัวที่ผมทําและมีแพชชั่นกับตัวงานอย่างแท้จริง ก็ด้วยว่าการที่เราวาดบุคคลอื่นเนี่ย เราไม่รู้สึกว่าเราได้รับพลัง แล้วเรามีพลังในการทํางานเท่ากับการที่เราได้วาด ‘พระพักตร์ของในหลวงรัชกาลที่ 9’

รำลึกถึงพระองค์ท่านไม่เคยลืมเลือน ใครไม่อินกับสถาบัน แต่นายชวัส จำปาแสน หรือครูอะไหล่ เขาอิน เพราะพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ทรงทำจริงเพื่อคนไทย 

ไม่มีวันไหนไม่คิดถึงพ่อ 

‘เจ้าของไอส์เบิร์กไอศกรีม’ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เผย!! เปลี่ยนคันเบ็ดเป็นที่ตักไอศกรีม จากโอกาสที่ได้ดูงาน ในโรงงานสวนจิตรลดา

(13 ต.ค. 67) ‘เจ้าของไอส์เบิร์กไอศกรีม’ โพสต์ซึ้งถึงเรื่องราวในอดีต ที่เคยได้รับพระราชทานโอกาส ให้เข้าดูงานในโรงงานไอศกรีมสวนจิตรลดา ทำให้ได้รับความรู้และประสบการณ์ จนนำมาต่อยอด มีกิจการใหญ่ ได้อย่างทุกวันนี้ โดยได้เล่าว่า …

8 ปีแล้วนะ ที่พ่อหลวงร.9 จากพวกเราไป ผมคิดเสมอว่าผมช่างโชคดีที่ผมได้เกิดเป็นคนไทย ได้เกิดและเติบโต ในช่วงที่พระองค์ยังทรงมีชีวิต

ในวัยเด็ก ช่วงเวลา2ทุ่ม ผมเห็นผู้ชายคนนี้ในจอทีวี ทุกวัน ผมสงสัยจึงถามป๋าขึ้นมา 

"ในหลวงต้องไปช่วยชาวบ้านไกลๆแบบนี้ทุกวันเลยเหรอ เขาไม่เหนื่อยบ้างเหรอ" 

ป๋าตอบผมว่า " ท่านออกไปช่วยประชาชนของท่าน ช่วยสร้างแหล่งน้ำ ช่วยสร้างอาชีพ ช่วยให้ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ เหนื่อยมากๆ แต่ป๋าเชื่อว่า ท่านมีความสุขที่ได้ไปช่วยคนอื่น ช่วยให้ประชาชนท่านทำมาหากินเองได้"

เวลาผ่านไปจนผมเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน ผมได้ดูรายการทีวีรายการหนึ่ง ทำให้ผมรู้จักโรงนมและโรงงานไอศกรีมในสวนจิตรลดา บ้านในหลวงนั่นเอง ผมจึงเขียนจดหมายด้วยลายมือ เล่าว่าผมเป็นลูกพ่อค้าขายไอศกรีมร้านหนึ่งในจ.นครปฐม ขอโอกาสในการศึกษาดูงานการผลิตไอศกรีมแบบสมัยใหม่ เพื่อมาต่อยอดองค์ความรู้เดิมในการผลิตไอศครีมของป๋า ป๋าผมขายไอศกรีมมาหลายสิบปีแล้ว ตอนนั้นท่านอายุ 70 กว่าแล้ว ผมจึงเริ่มวางแผนมาทำงานที่บ้าน จะได้ดูแลป๋ากับแม้ในช่วงบั้นปลายชีวิตได้ด้วย เวลาท่านไม่สบายจะได้ปิดร้านพาไปโรงพยาบาลได้ทันที

หลังจากส่งจดหมายไปเกือบเดือนผมก็ได้จดหมายตอบกลับมาจากทางสวนจิตรลดา ผมได้รับโอกาสในการขอดูงานในโรงงานไอศกรีมของพระองค์ ตื่นเต้นมากๆที่เราจะได้ไปบ้านในหลวง ผมลางาน1วัน ตื่นแต่เช้า เพื่อนั่งรถเมล์เข้ากรุงเทพ รถเมล์ส่งผมถึงหน้าประตูวัง ผมเดินเข้าไปสอบถามคุณตำรวจที่ยืนรักษาการณ์ที่หน้าประตูวัง

หลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบจดหมายผมแล้ว ก็อนุญาตให้ผมเข้าประตูด้านในได้ ผมเดินไปตามทางถนนลาดยางที่อยู่ภายใน เห็นแปลงนาสาธิตอยู่ด้านข้าง เห็นโรงสีข้าว ผมเห็นป้ายโรงนม โดยมีคอกวัวที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก นี่บ้านในหลวงจริงๆเหรอ ผมเคยเข้าใจว่าวังคงมีแต่อาคารใหญ่โตสวยงาม แต่ที่นี่มีแต่แปลงสาธิต สิ่งต่างๆ เพื่อให้ประชาชนของท่านได้นำเอาองค์ความรู้จากที่นี่ไปใช้ในการประกอบอาชีพได้

มาถึงโรงงานไอศกรีมแล้วครับ ผมได้เห็นถึงขบวนการผลิตไอศกรีมแบบสมัยใหม่ของที่นี่ ผมได้นำองค์ความรู้ในวันนั้น มาผสมผสานกับการทำไอศกรีมของคุณพ่อ แล้วปรับเปลี่ยนเป็นไอกรีมของผมเอง ดึงเอาจุดเด่นของแต่ละสูตรมา ทดลองทำอยู่นาน จึงได้สูตรไอศกรีมที่ดีที่สุด 

ผมเป็นประชาชนคนหนึ่งที่ได้รับความรู้ ในการประกอบอาชีพจากพระองค์ ยังคงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอยู่เสมอมา หากไม่มีโครงการโรงนม &โรงงานไอศกรีมสวนจิตรลดา ก็คงไม่มีไอส์เบิร์กไอศกรีม หากไม่มีร้านไอศกรีมร้านนี้ ผมก็ไม่มีเงินพอฟอกไตแม่ ชีวิตผมคงแย่มากๆ ไม่ใช่แค่คนต่างจังหวัดเท่านั้นที่ได้ความช่วยเหลือจากพระองค์ ผมเป็นคนเมืองอีก1คนที่ได้ความช่วยเหลือนั้น พระราชาไม่ได้ให้ปลาแก่ผม แต่พระราชาได้มอบคันเบ็ดให้ผม เพื่อใช้ตกปลาเอง วันนี้ผมเปลี่ยนคันเบ็ดเป็นที่ตักไอศกรีมและผมสามารถทำไอศกรีมรสชาติต่างๆในจินตนาการที่ผมคิดอยากทำได้แล้ว เผลอแป๊บเดียว ปีนี้ร้านไอส์เบิร์กครบ 24 ปี แล้วครับ ขอบคุณพระองค์มากๆ ครับ

วันอาทิตย์นี้ ตรงกับ วันที่13 ตุลาคม เนื่องในวันครบรอบวันคล้ายวันสวรรคต ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน จึงตั้งใจว่าวันอาทิตย์นี้ 

ผมจะแจกไอศกรีม จำนวน 999 ลูก 

เริ่มตักแจกเวลา 10:00 น เป็นต้นไป

1 ท่านรับไอศครีมถ้วยละ 1 ลูก จำนวน 2 ถ้วย สามารถเลือกรสได้ มีไอศกรีมให้เลือกจำนวน 10 รสชาติ

วันอาทิตย์นี้ไม่ได้ขายไอศครีมนะครับ ผมแจกฟรีท่านใดทานหมดเอาถ้วยเก่ากลับมาเติมใหม่ได้ครับ จนกว่าไอศกรีมจะหมดตู้ 

‘นิด้าโพล’ เผยผลสำรวจ ‘โกรธไหมถ้าเงินดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 2 ไม่ตรงปก’ ปชช. ชี้!! รับได้ หากแบ่งจ่าย 5,000 บาท 2 งวด แต่โกรธมาก หากยกเลิก

(13 ต.ค. 67) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจของประชาชน เรื่อง ‘โกรธไหมถ้าเงินดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 2 ไม่ตรงปก’ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคม 2567 จากประชาชนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาคระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อรูปแบบการจ่ายเงินดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 2 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ ‘นิด้าโพล’ สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0 

จากการสำรวจเมื่อถามถึงสถานะการได้รับเงินดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 2 ของประชาชน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 56.95 ระบุว่า อยู่ในกลุ่มที่จะได้รับเงินดิจิทัลวอลเล็ต ในเฟสที่ 2 รองลงมา ร้อยละ 23.95 ระบุว่า อยู่ในกลุ่มที่จะไม่ได้รับเงินใด ๆ ร้อยละ 17.00 ระบุว่า อยู่ในกลุ่มที่ได้รับเงินสด 10,000 บาท ไปเรียบร้อยแล้ว และร้อยละ 2.10 ระบุว่า ไม่แน่ใจ 

เมื่อสอบถามผู้ที่ระบุว่าอยู่ในกลุ่มที่จะได้รับเงินดิจิทัลวอลเล็ต ในเฟสที่ 2 และผู้ที่ระบุว่าไม่แน่ใจ (จำนวน 1,181 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความรู้สึกที่มีต่อรูปแบบการจ่ายเงินดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 2 ดังนี้ 

รัฐบาลตัดสินใจยกเลิกโครงการ ไม่มีการจ่ายเงินไม่ว่าจะเป็นเงินสดหรือเงินดิจิทัล พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 41.58 ระบุว่า โกรธมาก รองลงมา ร้อยละ 34.38 ระบุว่า ไม่โกรธเลย ร้อยละ 14.56 ระบุว่า ค่อนข้างโกรธ ร้อยละ 9.14 ระบุว่า ไม่ค่อยโกรธ และร้อยละ 0.34 ระบุว่าไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 

หากเป็นการจ่ายในรูปของเงินดิจิทัลวอลเล็ต แต่น้อยกว่า 10,000 บาท เช่น จ่ายแค่ 5,000 บาท พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 40.30 ระบุว่า 
ไม่โกรธเลย รองลงมา ร้อยละ 24.47 ระบุว่า โกรธมาก ร้อยละ 21.25 ระบุว่า ค่อนข้างโกรธ ร้อยละ 13.64 ระบุว่า ไม่ค่อยโกรธ และร้อยละ 0.34 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 

หากเป็นการจ่ายในรูปของเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 60.54 ระบุว่า ไม่โกรธเลย รองลงมา ร้อยละ 17.53 ระบุว่า ไม่ค่อยโกรธ ร้อยละ 12.11 ระบุว่า ค่อนข้างโกรธ ร้อยละ 9.31 ระบุว่า โกรธมาก และร้อยละ 0.51 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 

หากเป็นการแบ่งจ่ายในรูปของเงินดิจิทัลวอลเล็ต เช่น งวดละ 5,000 บาท จำนวนสองงวด พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 60.88 ระบุว่า ไม่โกรธเลย รองลงมา ร้อยละ 20.07 ระบุว่า ไม่ค่อยโกรธ ร้อยละ 10.58 ระบุว่า ค่อนข้างโกรธ ร้อยละ 8.30 ระบุว่า โกรธมาก และร้อยละ 0.17 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 

ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามความคิดเห็นของผู้ที่ระบุว่าอยู่ในกลุ่มที่จะไม่ได้รับเงินใด ๆ (จำนวน 479 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับการแจกเงิน 10,000 บาท ของรัฐบาล พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 29.44 ระบุว่า รัฐบาลควรแจกเงินให้กับทุกกลุ่ม ไม่ว่ากลุ่มนั้นจะมีรายได้หรือทรัพย์สินเท่าไรรองลงมา ร้อยละ 25.47 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการแจกเงินให้แก่กลุ่มใด ๆ ร้อยละ 25.25 ระบุว่า เห็นด้วยเฉพาะการแจกเงินสด 10,000 บาทแก่กลุ่มผู้เปราะบาง ผู้พิการ เท่านั้น ร้อยละ 15.66 ระบุว่า เห็นด้วยกับการแจกเงินทั้งแบบเงินสดแก่ผู้เปราะบาง ผู้พิการ และแบบเงินดิจิทัลวอลเล็ต ในเฟสที่ 2 ร้อยละ 2.30 ระบุว่า เห็นด้วยเฉพาะการแจกเป็นรูปแบบเงินดิจิทัลวอลเล็ต ในเฟสที่ 2 เท่านั้น และร้อยละ 1.88 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

‘อ่าวประทับ’ จุดเริ่มต้น สะพานเชื่อมเกาะสมุย ในเขต อ.ขนอม เดินทางสะดวก พร้อม!! รองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

(13 ต.ค. 67) เพจ ‘โครงสร้างพื้นฐานประเทศไทย’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘โครงการพัฒนาเกาะสมุย’ และ ‘อ่าวประทับ’ จุดเริ่มต้น สะพานเชื่อมเกาะสมุย ในเขต อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช โดยมีใจความว่า …

อ่าวประทับ จุดเริ่มต้น สะพานเชื่อมเกาะสมุย ในเขต อ.ขนอม

พร้อมจุด เข้า-ออก 2 จุด ในเขต ดอนสัก สุราษฎร์ธานี และ ขนอม นครศรีธรรมราช เปิดโอกาสใหม่ในการท่องเที่ยว

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ผมไปนครศรีฯ ขากลับเลยแวะเยี่ยมชมพื้นที่ก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะสมุย ฝั่งขนอม ซึ่งจากการศึกษาล่าสุด ได้เลือกตำแหน่ง อ่าวประทับ เป็นจุดเริ่มต้นของสะพานเพื่อข้ามไปสมุย

ซึ่งจริงๆโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาเกาะสมุย โดยจะไปสนับสนุนโครงการท่าเรือสำราญ เกาะสมุย ที่อนาคตจะรองรับปริมาณผู้โดยสารเที่ยวในเกาะอีกมหาศาล

หลายๆ คงทราบกันอยู่แล้วว่าปัจจุบัน การเดินทางไปเกาะสมุย เดินทางด้วยรถยนต์ ผ่านเรือเฟอร์รี่ เท่านั้น ทำให้มีปัญหาในด้านจราจรก่อนข้ามเกาะ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงในการรอข้ามเกาะ

โดยปัจจุบัน เรือเฟอร์รี่ จะเริ่มต้นที่ท่าเรือดอนสัก สุราษฎร์ธานี ข้ามไปที่ เกาะสมุย ใช้เวลาประมาณ 1:30 ชั่วโมง รวมถึงมีปัญหา เรื่องมรสุม ที่ต้องเจอในช่วงฤดูฝน 

ทำให้รัฐบาลมีแนวคิดในการจะก่อสร้าง สะพานเชื่อมเกาะสมุย โดยมอบหมายให้ การทางพิเศษฯ เป็นคนศึกษาความเป็นไปได้ และความคุ้มค่า ของโครงการ

ซึ่งปัจจุบัน ผ่านการประชุมมา 2 ครั้งแล้ว ทำให้ได้ตำแหน่งและเส้นทางของสะพาน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

รายละเอียดและตำแหน่งของสะพานเชื่อมเกาะสมุย

แนวทางที่เลือก เป็นเส้นทางที่ 6 

สะพานเริ่มต้นจาก ริมฝั่งอ่าวประทับ อ.ขนอม นครศรีธรรมราช วิ่งออกไปทางทิศเหนือ แล้วเลี้ยวเล็กน้อยมุ่งหน้าไปทางเกาะสมุย แล้วเลี้ยวอีกครั้งใกล้เกาะแตน ก่อนเข้าพื้นที่เกาะสมุย บริเวณหาดท้องกรูด เชื่อมต่อกับทางหลวง 4170

รูปแบบสะพาน จะมี 2 ลักษณะ
- สะพานทั่วไป ช่วงน้ำตื้น และไม่มีเรือผ่าน จะเป็นสะพานช่วงเสา 60 เมตร ท้องคานถึงระดับน้ำ 15 เมตร
- สะพานหลัก เพื่อให้เรือขนาดใหญ่ผ่านได้ มีช่วงเสากว้างที่สุด 250-300 เมตร ท้องคานถึงระดับน้ำ 50 เมตร เป็นรูปแบบสะพานขึง
สะพานจะมีขนาด 4 เลน + ไหล่ทางกว้าง 1 เมตร ทั้ง 2 ข้าง
ช่วงระดับดิน จะมีทางพิเศษ เชื่อมจาก จุดเริ่มต้นของสะพาน ไปยังทางเข้า-ออก ทั้ง 2 จุด เป็นถนนหลัก 4 เลน และถนนบริการเชื่อมโยงชุมชนโดยรอบ ข้างละ 2 เลน

จุดตัดทางเข้า-ออก โครงการ มี 2 จุด คือ
1. จุดตัดถนน 4142 กม.35 ซึ่งอยู่ฝั่ง อ.ขนอม 
2. จุดตัดถนน 4142 กม.14 ซึ่งอยู่ฝั่ง อ.ดอนสัก ซึ่งเป็นเส้นหลักเข้า ดอนสัก และทางไปท่าเรือเฟอร์รี่

ส่วนตัวผมมองว่า ตำแหน่งก่อสร้างเหมาะสม และผลกระทบกับแหล่งท่องเที่ยวบริเวณอ่าวประทับก็ต่ำ 

แต่ก็ต้องฝากให้ทีมงานช่วยวางแผนฟื้นฟูป่าชายเลนที่จะต้องมีการตัดเพื่อก่อสร้างด้วยครับ โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

‘วินทร์ เลียววาริณ’ เล่าความประทับใจ สุดซึ้ง ‘หลวงพ่อคูณ - ในหลวงรัชกาลที่ 9’ เคยถวายเงิน 72 ล้าน แต่พระองค์ทรงพระราชทานคืน เพื่อนำไปแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน

(13 ต.ค. 67) วินทร์ เลียววาริณ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2556 และนักเขียนรางวัลซีไรต์ ชาวอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้เล่าถึงเหตุการณ์ความประทับใจ ระหว่าง ‘หลวงพ่อคูณ - ในหลวงรัชกาลที่ 9’ ในหนังสือเรื่อง ‘ท่ามกลางประชาชน : เรื่องเล็ก ๆ ในรัชสมัยอันยิ่งใหญ่’ โดยมีใจความว่า …

ตามกำหนด หลวงพ่อจะถวายเงิน 72 ล้านบาทตามตัวเลขพระชนมายุของในหลวง

ตามกำหนด หลวงพ่อจะเข้าเฝ้าฯในหลวงและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธียกมณฑปพระบรมสารีริกธาตุขึ้นประดิษฐานบนบุษบกเหนืออุโบสถ

ก่อนวันงาน คนรอบตัวสอนหลวงพ่อวิธีใช้ราชาศัพท์ เพราะรู้กันดีว่าหลวงพ่อพูดสรรพนามว่า ‘กู-มึง’ มาตลอดชีวิต

“ต้องระวังนะ หลวงพ่อ”

หลวงพ่อตอบว่า “เออ! กูรู้น่ะว่าต้องพูดอะไร”

หลุดปาก “กู” อีกแล้ว!!

ทางที่ดีที่สุดก็คือไม่ต้องพูด!!

ถึงเวลาเข้าเฝ้าฯ ทรงสนทนากับหลวงพ่อหลายเรื่อง หลวงพ่อทูลตอบเท่าที่จำเป็น

แล้วหลวงพ่อก็ทูลเกล้าฯถวายเงินให้พระองค์ แต่พระองค์กลับพระราชทานเงินทั้งหมดคืนให้กับวัด เพื่อให้ใช้แก้ปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่ ทรงทราบว่าพื้นที่นี้
ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำทุกปี การแก้ปัญหาของชาวบ้านสำคัญกว่า

ก่อนเสด็จกลับ หลวงพ่อจับพระหัตถ์ของในหลวง

นึกในใจ ค่อนข้างกระด้างนะ... นี่เป็นมือคนทำงานหนักชัด ๆ!!

แต่ไม่ได้พูดออกมา

หลวงพ่อคูณ ราษฎรในรัชกาลที่ 9


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top