Wednesday, 10 June 2026
NEWS FEED

'อนุทิน'​ เปิด 'รพ.สนาม'​ สมุทรปราการ แห่งที่​ 2​ รองรับผู้ป่วยโควิดได้ กว่า 1,200 ราย พร้อมชื่นชมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

(สมุทรปราการ)​ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมคณะเดินทางมายังจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเป็นประธานเปิดโรงพยาบาลสนาม แห่งที่ 2 ของจังหวัดสมุทรปราการ โดยมีชื่อว่า 'โรงพยาบาลสนามสมุทรปราการรวมใจ 5'​ ซึ่งนับว่าเป็นโรงพยาบาลสนามขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งที่สามารถรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ได้มากถึง 1,200 -1,400 คน 

โดยก่อนหน้านั้น นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย นางสาวนันทิดา แก้วบัวสาย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ และคณะผู้บริหารได้เดินทางมาตรวจความพร้อมในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามแห่งนี้ในเบื้องต้นแล้ว

สำหรับพิธีเปิดโรงพยาบาลสนามสมุทรปราการรวมใจ 5 มีนายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นผู้กล่าวรายงาน โดยมีนายชัยพจน์ จรูญพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย นางสาวนันทิดา แก้วบัวสาย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ นำคณะผู้บริหารโดยมีนายสุนทร ปานแสงทอง รองนายก อบจ.สมุทรปราการ, ดร.พิริยะ โตสกุลวงศ์ รองนายก อบจ.สมุทรปราการ, นายสมลักษณ์ ควรสงวน รองนายก อบจ.สมุทรปราการ, นายสมหวัง เกษมโกสินทร์ เลขานุการนายก อบจ.สมุทรปราการ, นางสาวชนม์ทิดา อัศวเหม เลขานุการนายก อบจ.สมุทรปราการ ประธานคณะกรรมการ บริษัท WHA คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และหัวหน้าส่วนราชการคณะสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ, ข้าราชการตำรวจ, ทหาร และแขกผู้มีเกียรติร่วมให้การต้อนรับ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า  ขอชื่นชมในการประสานความร่วมมือของจังหวัดสมุทรปราการ ที่สามารถขยายพื้นที่โรงพยาบาลสนามเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ได้มากถึง 1,200-1,400 เตียง โดยการประสานความร่วมมือระหว่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ หอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ และบริษัท WHA คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่อำนวยความสะดวกเอื้อเฟื้อจัดหาสถานที่เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 และความร่วมแรงร่วมใจจนทำให้เกิดโรงพยาบาลสนามสมุทรปราการรวมใจ 5 แห่งนี้ โดยมีโรงพยาบาลสมุทรปราการ โดยนายแพทย์ นำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมุทรปราการ ดูแลดำเนินการเป็นหลัก

อีกทั้ง องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการปรับปรุงสถานที่เพื่อรองรับผู้ป่วย รวมทั้งสร้างห้องน้ำให้กับผู้ป่วยอีกด้วย ตลอดจนทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมกันผลักดันจัดตั้งโรงพยาบาลสนามแห่งนี้

โรงพยาบาลสนามแห่งนี้ยังมีความพร้อมในการรองรับผู้ป่วย จำนวนถึง 1,200 คน ประกอบกับการนำรูปแบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยนำมาใช้กับผู้ป่วยโควิด-19 แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี  

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ของจังหวัดสมุทรปราการ จึงมีความห่วงใยประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วย กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายที่จะรับรักษาผู้ป่วยโดยไม่ทอดทิ้งให้ผู้ป่วยที่มีอาการหนักต้องอยู่ที่บ้าน 

ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการทุกรายต้องได้รับการเข้ารักษาในโรงพยาบาล หรือ Home Isolation และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โรงพยาบาลสนามแห่งนี้จะช่วยเหลือผู้ป่วยได้อีกเป็นจำนวนมาก

ที่มา: คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

'บิ๊กยิ้ม' ประธาน นสช.รุ่นที่1 (NBI EEC1) สถาบันการสร้างชาติ มอบเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้ 8 โรงพยาบาลในภาคตะวันออก

วันที่ 9 กรกฎาคม 2564 นักศึกษาสถาบันการสร้างชาติ หลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ ภาคตะวันออก รุ่นที่1 นำโดย พล.ต.ท.ดร.มนตรี ยิ้มแย้ม ประธานคณะกรรมการบริหาร

คุณพิศมัย ศุภนันตฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารรุ่น, คุณธีรวัฒน์ สุดสุข ประธานอำนวยการ, นพ.ชัยวัฒน์ จัตตุพร ประธานยุทธศาสตร์, ดร.ปรีดา บุญศิลป์ ประธานบริหาร, คุณอภิเษก สื่อประเสริฐสุข ประธานจัดการคณะสรรหาสรรสร้างและประชาสัมพันธ์

พร้อมด้วยคณะกรรมการรุ่นและเพื่อนนักศึกษาในหลักสูตร ได้มีพิธีรับมอบเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้แก่ 8 โรงพยาบาล ใน 7 จังหวัด พื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ โรงพยาบาลระยอง จ.ระยอง, โรงพยาบาลแกลง จ.ระยอง, โรงพยาบาลแหลมฉบัง จ.ชลบุรี, โรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรี, โรงพยาบาลตราด จ.ตราด, โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช จ.สระแก้ว, โรงพยาบาลพุทธโสธร จ.ฉะเชิงเทรา และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ในชื่อโครงการ “ทำดีด้วยการให้ ต่อลมหายใจ สร้างไทย...สร้างชาติ” ซึ่งเป็นการจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับเชื้อโควิด-19

ทั้งนี้ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานมูลนิธิสถาบันการสร้างชาติ ได้กล่าวว่า “ปัจจุบันผู้ติดเชื้อโควิด-19 มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น บุคลากรทางการแพทย์ได้ทำงานช่วยเหลือผู้ติดเชื้ออย่างเต็มที่แล้ว แต่ยังขาดเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทางนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ ภาคตะวันออก (NBI EEC) รุ่นที่ 1 ได้เล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้จัดทำโครงการ “ทำดีด้วยการให้ ต่อลมหายใจ สร้างไทย...สร้างชาติ” เพื่อจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลต่าง ๆ ใน ภาคตะวันออก เพื่อช่วยผู้ป่วยต่อไป”

ด้วยความร่วมมือของคณะนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ ภาคตะวันออก (NBI EEC) รุ่นที่ 1 ในครั้งนี้ ได้มีผู้มีจิตศรัทธาจากทุกสารทิศมีส่วนร่วมบริจาค ทำให้โครงการนี้สำเร็จได้ สามารถจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ได้แก่ เครื่องให้ออกซิเจนอัตราไหลสูง (HFO2) พร้อมสาย จำนวน 4 เครื่อง และเครื่องติดตามการทำงานของหัวใจและสัญญาณชีพ (ePM12) จำนวน 4 เครื่อง รวมทั้งสิ้น 8 เครื่อง มูลค่ารวมประมาณ 1,600,000 บาท และทำพิธีรับมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่ 8 โรงพยาบาล ใน 7 จังหวัด ภาคตะวันออก ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

สอบถามเพิ่มเติมติดต่อ คุณปรียนันท์  เจริญรัตน์ (ประธานบริหารคณะประชาสัมพันธ์รุ่น) 
เบอร์โทรศัพท์ 061-9942596 อีเมล์: [email protected]
 
ติดตามข้อมูลสถาบันการสร้างชาติได้ที่ เว็บไซต์ https://nbi.in.th/ หรือ เพจของสถาบันการสร้างชาติ https://www.facebook.com/nationbuildinginstitute/

ที่มา: ธีรวัฒน์ อินธิพันธ์ รายงาน

สหรัฐฯ ยาหอม!! พร้อมยืนข้างไต้หวัน แต่ย้ำชัด!! ไม่หนุนประกาศเอกราช

เมื่อวันอังคาร (6 กรกฎาคม 2021) ได้มีการจัดงานเสวนาทางออนไลน์โดยสถาบัน Asia Society Policy Institute โดยมีการเชิญ 'เคิร์ท แคมเบล' ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ประสานงานนโยบายภาคพื้นอินโด-แปซิฟิค ประจำทำเนียบขาว เข้าร่วมการประชุม

เสวนาวันนั้น นายแคมเบล ได้กล่าวถึงนโยบายอันแข็งกร้าวขึ้นอย่างมากของจีนในย่านนี้ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยมาช้านานอย่าง 'ไต้หวัน'

ทว่า บางส่วนของถ้อยคำของนายเคิร์ท แคมเบล ได้เผยข้อความสุดชอกช้ำต่อไต้หวัน โดยกล่าวว่า สหรัฐฯ จะยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับไต้หวัน และพร้อมสนับสนุนบทบาทของไต้หวันในเวทีโลก...แต่สหรัฐฯ "ไม่ได้สนับสนุนการประกาศเอกราชของไต้หวัน"

เคิร์ท แคมเบล ยังอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่าง สหรัฐฯ-ไต้หวัน ว่ามีความละเอียดอ่อนในการรักษาสมดุลอำนาจอย่างมาก ถึงแม้ไต้หวันจะเป็นพันธมิตรที่ได้รับการหนุนหลังจากสหรัฐฯ มาตลอด แต่สหรัฐฯ ก็ไม่ต้องการที่จะเผชิญหน้าทางทหารกับจีนที่มีจุดยืนชัดเจนเรื่อง 'นโยบายจีนเดียว' ซึ่งรวมถึงเขตปกครองไต้หวันด้วย

เมื่อถามว่า มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่สหรัฐฯ กับจีนจะร่วมมือกัน หรือต่างคนต่างอยู่อย่างสันติ ทาง เคิร์ท แคมเบล ก็ตอบว่า เขายังเชื่อว่าเป็นไปได้ เพียงแต่อุปสรรคมันเยอะ และมีความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป รวมถึงความรู้สึกนึกคิดของคนรุ่นใหม่ด้วยเช่นกัน

นอกเหนือจากการพูดจุดยืนของสหรัฐฯ ต่อไต้หวันแล้ว เคิร์ท แคมเบล ยังพูดการแสดงออกอย่างเปิดเผยของจีน เมื่อมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับคู่กรณีที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ อย่าง 'ออสเตรเลีย' ที่ตอนนี้มีปัญหาด้านการกีดกันสินค้านำเข้าจากออสเตรเลียอย่างมาก เพื่อตอบโต้การแสดงความเห็น หรือจุดยืนที่เป็นปฏิปักษ์กับจีน

และยังแสดงความห่วงใยกับสถานการณ์การกวาดล้างกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลจีนในฮ่องกง และเกรงว่าจีนอาจพยายามที่จะใช้วิธีเดียวกันกับเขตปกครองไต้หวัน ซึ่งแน่นอนว่าสหรัฐฯ จะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น และพร้อมจะยืนข้างไต้หวันเพื่อรักษาสิทธิ์การปกครองตนเอง ตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย

>> แต่ยังย้ำเช่นเคยว่าจะไม่รับรองการเป็นประเทศเอกราชของไต้หวัน

สำหรับการแสดงความเห็นของนายเคิร์ท แคมเบล ในครั้งนี้ เป็นการพูดถึงประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวันเป็นครั้งแรกนับในยุคสมัยของรัฐบาลโจ ไบเดน ที่สานต่อนโยบายสงครามการค้า สหรัฐฯ-จีน ที่ดุเดือดขึ้นตั้งแต่สมัยของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งโจ ไบเดน จะมุ่งไปที่ประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเขตปกครองซินเจียง และการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงใหม่ในฮ่องกง เป็นวาระสำคัญ

แน่นอนว่าจากคำพูดของเคิร์ท แคมเบล ได้ส่งเสียงสะท้อนแรงไปถึงสถานะของไต้หวันอย่างมาก ที่คาดหวังมาตลอดให้สหรัฐฯ หนุนหลัง รับรองการมีเอกราชของไต้หวันในเวทีโลก เพราะดูเหมือนสุดท้ายสหรัฐฯ ก็มองไต้หวันเป็นเพียงหนึ่งในยุทธศาสตร์การเมือง ที่ใช้เพื่อกดดัน ยั่วยุจีน แต่จะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการแยกดินแดน หรือเอกราชออกจากจีน ซึ่งอันที่จริงสหรัฐฯ เองก็ไม่เคยมีนโยบายสนับสนุนการประกาศเอกราชของไต้หวันมาตั้งแต่ต้นแล้ว

เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝ่ายที่ต้องระมัดระวังในการรักษาสมดุลของขั้วอำนาจให้ดี ๆ น่าจะเป็น 'ไต้หวัน' ที่ตั้งอยู่บนทางแพร่งอันตรายที่สุดของสงครามระหว่างสหรัฐฯ - จีน

และคนที่ไว้ใจหวังพึ่งได้นั้น อาจไม่เคยมีอยู่จริงเลยก็เป็นได้...

อ้างอิง : Taiwan News / South China Morning Post

ผู้เขียน : ยีนส์ อรุณรัตน์ เปรมสิริอำไพ คอลัมนิสต์อิสระ นักแปล นักเล่าข่าว


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

'พรรคกล้า' ชี้ !! พบปัญหาชาวบ้านต่อคิวข้ามวันข้ามคืน ซ้ำพบซื้อ-ขายคิว วอนหน่วยงานฯ เร่งแก้ไขวิธีจัดการคิวโดยด่วน

เอกชัย ผ่องจิตร์ เลขานุการ กลุ่ม กทม.พรรคกล้า หรือ โอเล่ แสดงความชื่นชมผู้ว่าฯ อัศวิน ที่เปิดศูนย์ตรวจโควิด-19 เชิงรุกทั่วกรุงเทพฯ แต่เป็นห่วงในเรื่องของการจัดการเช่นกัน

ขณะนี้การตรวจของแต่ละศูนย์ยังจำกัดจำนวนของผู้เข้ารับการตรวจต่อวัน ซึ่งไม่มีการแจ้ง หรือประชาสัมพันธ์ให้ผู้เข้ารับการตรวจ และพี่น้องประชาชนทั่วไปให้ทราบ ว่าต่อวันตรวจได้จำนวนเท่าไร

บางศูนย์ฯ 900 คนต่อวัน บางศูนย์ฯ 600 คนต่อวัน แต่ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือ การที่ได้เห็นพี่น้องประชาชนมารอต่อคิวกันตั้งแต่ ก่อนเวลาตรวจ บางรายมารอตั้งแต่ 1 ทุ่ม บางรายมารอตี 2 ก่อนที่ศูนย์ฯ จะเปิดให้ทำการในเวลา 08.00 น. ของอีกวัน แต่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ขณะนี้มีการซื้อขายคิว เพื่อได้รับการตรวจกันแล้ว ในราคา 200 – 500 บาท

"ผมขอเสนอแนวทางการจัดการ คือ พี่น้องประชาชนสามารถมารับบัตรคิวก่อนล่วงหน้า และในบัตรคิวนั้นให้ระบุ วัน เวลา ที่ได้รับการตรวจไว้เลย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างที่กล่าวมาข้างต้นที่พี่น้องประชาชนต้องมารอคิวกันแบบข้ามวันข้ามคืน และตัดวงจร ธุรกิจที่ ซื้อ ขายคิวตรวจได้ด้วย เพราะสถานการณ์แบบนี้ทุกคนต้องร่วมมือกัน คนละไม้คนละมือ และต้องผ่านไปด้วยกันให้ได้" นายเอกชัย กล่าว

สรุปมาตรการ ล็อกดาวน์ - เคอร์ฟิว

ศบค. มีคำสั่งให้ 10 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม ปิดห้าง - ร้านสะดวกซื้อ 2 ทุ่ม รถสาธารณะหยุดบริการ 3 ทุ่ม เดินทางข้ามจังหวัด เฉพาะที่จำเป็น มีผลบังคับใช้ จันทร์ที่ 12 ก.ค. นี้


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

'กวางโจวโมเดล' เบรกเชื้อ 'เดลต้า' ได้อยู่หมัด ไร้ตาย ไม่ต้อง Lockdown ทั้งเมือง

ช่วงปลายเดือน พ.ค. 2564 ที่ผ่านมา ในประเทศจีนที่เมืองกวางโจวได้พบเจอการหลุดรอดเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลต้าเข้าสู่พื้นที่

อย่างไรก็ตาม กวางโจว สามารถจัดการสกัดการระบาดของเชื้อเดลต้าได้อย่างรวดเร็ว โดย รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน แห่ง วช. ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊กว่า...

#กวางโจวโมเดล เคสปราบโควิดเดลต้าในเมืองกวางโจว เมื่อปลายเดือน พ.ค. 2564 จีนคุมได้อยู่หมัดได้อย่างไร? #ปราบเดลต้าได้โดยไม่ต้อง Lockdown ทั้งเมือง

นี่คือ ตัวอย่างประสบการณ์ตรงของคนไทยที่ทำงานในจีนมาร่วมสนทนากัน เพื่อเรียนรู้โมเดลจีน และผู้อยู่ในสถานการณ์จริงในมณฑลกวางตุ้งได้กรุณาวิเคราะห์ว่า “เคส นี้ ดูดีกว่า ในเรื่องการบริหารจัดการ กว่า เมืองอู่ฮั่น” ทำได้อย่างไร ชวนอ่านค่ะ

อ่อ..ขอย้ำว่า #บริบทต่างกัน โปรดนำไปปรับประยุกต์อย่างเหมาะสมด้วยนะคะ

ประเด็น : มีคนต่างชาติติดเชื้อ เดลต้าเข้ามาในเมืองกวางโจว แล้วเริ่มลาม ไปเมืองข้าง ๆ อย่างไรก็ดี ทางการจีน ใช้เวลาแค่เดือนกว่า ๆ ในการปราบโควิดเดลต้าจนอยู่หมัด ทำได้อย่างไร !!

ขอเริ่มทำความเข้าใจง่าย ๆ ด้วยคลิปจาก ร้าน McDonald ที่มีคนเป็นติดเชื้อเดลต้า แล้วจามในร้าน ใช้เวลา 14 วินาที ในการกระจายเชื้อ Spread out ไปให้คนในร้านติดด้วย

ทันทีที่ทราบเรื่อง ทางการจีนทำการตรวจเชื้อโควิดเชิงรุก ปิดตึก ปิดชุมชนที่มีการระบาด โดยมีการตรวจ QR code อย่างเข้มงวด

จีนสั่งห้ามเดินทาง/เคลื่อนย้ายผู้คนอย่างเข้มงวด และตรวจตราอย่างจริงจัง เพื่อสกัดการแพร่เชื้อเดลต้า โดยจีนเน้นบริหารจัดการผ่าน Data Platform แบบไม่ต้อง Lockdown ทั้งเมือง จีนทำได้อย่างไร?

#แก้ปัญหาด้วยการจัดการData

หลักการ คือ พิจารณาจาก QR code ของปชช. ที่เก็บรวบรวมใน #ฐานข้อมูลของรัฐอย่างเป็นระบบ และใช้ #การจัดการอย่างมีเอกภาพ

1.) ต้องเป็น #สีเขียว ถึงจะอนุญาตให้เดินทางในท้องที่ได้

2.) #สีเหลือง ต้องกักตัวอยู่กับบ้าน ห้ามออกไปไหน

3.) #สีแดง ไป รพ. อย่างเดียว และถ้าจะออกนอกเมือง ต้องมีผล test ภายใน 48 ชม. ถึงจะอนุญาตให้ขึ้นเครื่อง ขึ้นรถไฟ หรือขับรถ ออกต่างเมืองได้

>> ขอย้ำว่า ทั้งหมดนี้สำเร็จได้ เพราะมีการตรวจตราอย่างเข้มข้นมาก และจัดการอย่างมีระบบและมีเอกภาพ!!

4.) ระดมฉีดวัคซีนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเมืองนี้ จำนวนคนฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นจนครอบคลุมเต็มที่ ทั้งนี้ จีนใช้วัคซีนจีนเท่านั้น จีนเชื่อว่า วัคซีนของเขา จัดการเดลต้าได้

5.) จีนใช้หลากหลายรูปแบบในการเก็บ Data เช่น ข้อมูล Health Code จากผู้มารับการฉีดวัคซีน

6.) จีนเชื่อว่า #วัคซีน คือ อาวุธสำคัญในการแก้วิกฤติใหญ่ในรอบนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 8 ก.ค. 2564 จีนระดมฉีดวัคซีนไปแล้วมากที่สุดในโลก !! จำนวนกว่า 1,331 ล้านโดส ครอบคลุมสัดส่วน 47.6% ของประชากรจีน ทั้งหมด

ล่าสุด จีนจัดการสกัดเชื้อเดลต้าในกวางโจวได้สำเร็จ สัปดาห์ที่แล้ว จีนประกาศว่า ยกเลิกมาตราการที่เข้มงวดเหล่านี้แล้ว

นอกจากนี้ เคสการระบาดของเดลต้าในกวางโจวครั้งนี้ ไม่มีคนตายด้วยนะคะ

#บริบทต่างกันโปรดนำไปปรับประยุกต์อย่างเหมาะสม

 

https://www.facebook.com/1037140385/posts/10223591731434839/?d=n


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘ดร.นฤมล’ เคาะแผนการพัฒนาทักษะฝีมือคนพิการ สู่การสร้างงาน สร้างอาชีพ

รมช.แรงงาน ขับเคลื่อนแนวทางการส่งเสริมการพัฒนาทักษะฝีมือคนพิการ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ เน้นย้ำ แรงงานทุกกลุ่มต้องได้รับบริการจากภาครัฐอย่างเท่าเทียมกัน

วันที่ 9 กรกฎาคม 2564 ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาทักษะฝีมือคนพิการเพื่อรองรับการประกอบอาชีพ ครั้งที่ 3/2564 โดยมีหม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล รองปลัดกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมการประชุม และนายธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ทำหน้าที่เลขานุการ ณ ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ ชั้น 10 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

ศาสตราจารย์ นฤมล กล่าวว่า คณะอนุกรรมการพัฒนาทักษะฝีมือคนพิการเพื่อรองรับการประกอบอาชีพได้ร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งองค์กร สมาคมคนพิการ เพื่อบูรณาการการทำงานของแต่ละหน่วยงานในการพัฒนาทักษะฝีมือและส่งเสริมการประกอบอาชีพคนพิการ ให้คนพิการ ผู้ดูแลคนพิการ และผู้ช่วยคนพิการได้เข้าถึงการพัฒนาทักษะฝีมือ โดยได้ร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาทักษะฝีมือคนพิการเพื่อรองรับการประกอบอาชีพ (พ.ศ. 2564-2570) รวมทั้งสิ้น 69 โครงการ เป้าหมายกว่า 2 แสนคน ภายใต้งบประมาณกว่า 14 ล้านบาท ประกอบด้วย ด้านการพัฒนาทักษะคนพิการ จำนวน 41 โครงการ ด้านการส่งเสริมการประกอบอาชีพและการจ้างงานคนพิการ จำนวน 25 โครงการ และด้านการพัฒนาศักยภาพคนพิการผ่านการแข่งขันทักษะฝีมือแรงงาน จำนวน 3 โครงการ

นอกจากนี้ ยังได้สร้างแนวทางการจัดให้มีเครื่องมือทางการเงินเพื่อส่งเสริมกลุ่มเปราะบาง โดยความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และแนวทางการแก้ไขปัญหาการจ้างงานนักกีฬาคนพิการอีกด้วย

รมช. แรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันนี้ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณารายละเอียดแนวทางส่งเสริมการพัฒนาทักษะฝีมือคนพิการ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาหลักสูตรอบรมคนพิการเพื่อส่งเสริมการมีงานทำ ไม่ว่าจะเป็นการรับรองหลักสูตรการฝึกอบรมอาชีพ โดยนำหลักสูตรของการพัฒนาฝีมือแรงงานมาเป็นกรอบการจัดทำการฝึกอบรมระยะสั้น ระยะกลาง สำหรับคนพิการแต่ละประเภท และให้องค์กรคนพิการ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอใช้หลักสูตรได้ เพื่อให้สามารถนำวุฒิบัตรที่ได้รับการรับรองจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานไปขอกู้เงินจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้เสนอให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจัดทำหลักสูตรกลาง สำหรับการอบรมตามมาตรา 35 ของ พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และอนุมัติให้สถานประกอบกิจการ ชมรมหรือองค์กรคนพิการ นำหลักสูตรกลางไปจัดฝึกอบรมคนพิการแต่ละประเภทตามมาตรา 35 รวมถึงให้มีการเทียบโอนคุณวุฒิ หรือประเมินทักษะอาชีพ หรือการทำงานต่อไป

“ขอบคุณภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันระดมพลังความคิด แรงกาย แรงใจ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนแนวทางการทำงานแก่พี่น้องประชาชนกลุ่มคนพิการ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีศักยภาพและเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แล้วเราจะก้าวข้ามวิกฤติในช่วงนี้ไปด้วยกัน” รมช. แรงงาน กล่าวทิ้งท้าย

นายฮาร์ช วาร์ธัน รมว.สาธารณสุขอินเดีย ลาออกจากตำแหน่ง เซ่นบริหารโควิด-19 ล้มเหลว เตียงไม่พอ ออกซิเจนขาด

วันที่ 9 ก.ค. 64 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นายฮาร์ช วาร์ธัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของอินเดีย ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา หลังจากถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง เรื่องไม่สามารถรับมือกับปัญหาการระบาดรุนแรงของโรคโควิด-19 ระลอกที่ 2 ได้ จนทำให้มีประชาชนติดเชื้อเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ตลอดจนโรงพยาบาลประสบปัญหาในการขาดแคลนเตียงรองรับผู้ป่วยและขาดแคลนออกซิเจนในการรักษาผู้ป่วยด้วย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลักแสนคนต่อวัน จนมีศพลอยเกลื่อนแม่น้ำคงคา

แต่ทั้งนี้ มีบางกระแสข่าวก็ระบุว่า เป็นการขอให้ออกจากคำสั่งของนายกรัฐมนตรีนาเรนดรา โมดี สำหรับการลาออกครั้งนี้เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมง ก่อนที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี โดยนอกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ยังมีรัฐมนตรีอีกอย่างน้อย 12 คนยื่นใบลาออกเช่นกัน

สำหรับ นายวาร์ธัน เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการครอบครัวเมื่อปี 2557 ภายใต้คณะรัฐบาลของ นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรี จนเมื่อสิ้นสุดวาระแรกของโมดี ต่อมาปี 2562 นายวาร์ธัน ได้ร่วมรัฐบาลอีกครั้ง หลังโมดีชนะการเลือกตั้งนายกฯ สมัยสอง ส่งผลให้เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข โดยนายวาร์ธัน ได้ถูกประชาชนวิจารณ์การบริหารจัดการโควิดระบาดระลอก 2 ตั้งแต่เดือนเมษายน ทำให้ผู้ติดเชื้อรายวันพุ่งหลายแสนคน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตทะลุ 4 แสนคนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ขณะที่แกนนำฝ่ายค้าน ชี้ว่า การลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีสาธารณสุขของนายวาร์ธัน เป็นการยอมรับว่ารัฐบาลล้มเหลวในการบริหารจัดการสถานการณ์โรคระบาด แต่ท้ายสุดแล้วคนที่ควรออกจริง ๆ คือ นายโมดี นายกรัฐมนตรี

 

https://www.tnews.co.th/foreign/544131/


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

หมอจากองค์การอนามัยโลก ย้ำ วัคซีนทุกยี่ห้อที่อนุมัติ มีไว้กันตาย

หลังจากโลกโซเชียลเริ่มหยิบประเด็นประสิทธิภาพทางตัวเลขของวัคซีนตัวหนึ่งดีกว่าอีกตัวหนึ่งกลับมาตีแผ่ จนหลงลืมไปว่าเป้าหมายของการฉีดวัคซีนที่แท้จริง คือ 'ป้องกันการเสียชีวิต' เพราะยังไม่มีวัคซีนตัวใดทำให้ผู้ฉีดไม่ติดโควิดได้ 100%

ทางด้าน ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนาคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA จึงได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก 'Warat Karuchit' เพื่อแสดงถึงการตอกย้ำในสิ่งที่คนไทยในเวลานี้ควรยึดไว้ให้มั่นเกี่ยวกับวัคซีนว่า...

"วัคซีนทุกตัวป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิตได้"

ประโยคนี้หมอไทยพูดอยู่ทุกวัน แต่หลายคนอาจจะไม่ค่อยเชื่อ แต่ถ้าเป็นหัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ (Chief of Scientist) ขององค์การอนามัยโลกพูด จะเชื่อไหมครับ?

ดร.สมยา สวามินาธาน ให้สัมภาษณ์ในรายการ Science in 5 ว่า โควิดสายพันธุ์เดลต้า (ที่กำลังอาละวาดไปทั่วโลก) นั้นระบาดได้ง่ายกว่าเดิม และต่อต้านภูมิคุ้มกัน (ที่ได้จากวัคซีน) ได้มากกว่าเดิม

"แต่ข่าวดีก็คือ วัคซีนที่รับรองโดย WHO ทุกตัว สามารถป้องกันการป่วยหนัก และการเสียชีวิตจากโควิดสายพันธุ์เดลต้าได้"

"ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือ หากคุณมีโอกาสได้ฉีดวัคซีนที่รับรองโดย WHO...กรุณารับไว้"

นอกจากนี้ ดร.สมยา ยังกล่าวว่า...

"เป้าหมายหลักของวัคซีน คือ การป้องกันการป่วยหนัก"

"หากคุณดูที่ประสิทธิภาพของวัคซีนต่าง ๆ ในการป้องกัน อาจจะมีตั้งแต่ 70-90% แต่ถ้าดูการป้องกันการป่วยหนัก ทุกตัวนั้นดีมากทั้งหมด นั่นคือ ป้องกันได้มากกว่า 90%"

"ไม่มีวัคซีนตัวไหนป้องกันการติดเชื้อได้ 100% นั่นคือเหตุผลว่าทำไมแม้จะฉีดวัคซีนแล้ว แต่คุณก็ยังติดเชื้อได้"

สำหรับวัคซีนที่ 'รับรอง' แล้วโดย WHO ได้แก่...

- AstraZeneca / Oxford vaccine

- Johnson and Johnson

- Moderna

- Pfizer / BionTech

- Sinopharm

- Sinovac

หรือพูดอีกอย่างได้ว่า วัคซีนทุกตัวที่ WHO รับรอง #ไม่ห่วยนะครับ

 

 

อ้างอิง : https://www.who.int/emergencies/diseases/novel-coronavirus-2019/media-resources/science-in-5/episode-44---delta-variant-and-vaccines

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=4752941074721494&id=100000169455098


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

เผยเรื่องราวที่เป็น ‘ที่สุด’ ในฟุตบอลยูโร 2020

เหลืออีกแค่นัดเดียว ศึกฟุตบอลยูโร 2020 ก็จะปิดม่านลง ผ่านมากว่า 50 นัด นับตั้งแต่นัดแรกมาจนถึงนัดชิงชนะเลิศนี้ มีผลแพ้ชนะ และเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น THE STATES TIMES ไปรวบรวม ‘ความเป็นที่สุด’ ในฟุตบอลยูโรหนนี้ มาบอกกัน


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top