Thursday, 17 September 2026
ECONBIZ NEWS

SME เจอวิกฤตเงินทุน!! คนกู้แพงต้องปล่อยกู้ถูกกว่า SME ไทยถูกบังคับให้ให้เครดิต ทำงานเสร็จแต่เงินช้า 90 วันขึ้นไป ต้องพึ่งกู้เงินต้นทุนสูงหมุนธุรกิจ

คนกู้แพง กลับต้องปล่อยกู้ให้คนกู้ถูก

ความย้อนแย้งของ SME ไทย เมื่อคนตัวเล็กต้องออกเงินทุนหมุนเวียนให้ทั้งบริษัทใหญ่และภาครัฐ
ลองนึกภาพธุรกิจหนึ่ง
-มีลูกค้า
-มีออร์เดอร์
-มีงานให้ทำ
-มีใบสั่งซื้ออยู่ในมือ

แต่กลับขาดเงินสด ฟังดูแปลก แต่สำหรับ SME ไทยจำนวนไม่น้อย นี่อาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกเดือน
เพราะเวลารับงานจากลูกค้ารายใหญ่ SME ต้องซื้อวัตถุดิบก่อน จ่ายเงินเดือนก่อน จ่ายค่าขนส่ง ค่าเช่า ค่าผลิต และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก่อน แต่กว่าจะได้เงินจากลูกค้า อาจต้องรออีก 60 วัน 90 วัน หรือบางกรณีมีเสียงร้องเรียนถึง 120–180 วัน ผลก็คือ SME ทำงานเสร็จแล้ว แต่เงินยังไม่มา และระหว่างที่รอเงินนั้น SME ต้องหา “เงินของตัวเอง” มาหมุนธุรกิจต่อนี่คือจุดที่เกิดความย้อนแย้งที่น่าสนใจมากในระบบเศรษฐกิจไทย

คนที่เข้าถึงเงินทุนแพงกว่ากลับต้องเป็นคนให้เครดิตกับคนที่เข้าถึงเงินทุนถูกกว่า SME กู้ยากกว่ารายใหญ่

วันที่ 3 กันยายน 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวบนเวที Beyond ESG Thailand Transition ของประชาชาติธุรกิจถึงปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SME

ตัวเลขที่น่าสนใจคือ Credit Cost ของ SME อยู่ที่ประมาณ 9.7% ขณะที่ธุรกิจรายใหญ่อยู่ที่ประมาณ 2% ความแตกต่างนี้ทำให้ธนาคารมีแรงจูงใจที่จะปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้ารายใหญ่มากกว่า เพราะมีความเสี่ยงต่ำกว่า ขณะที่สินเชื่อ SME ยังคงหดตัวต่อเนื่องหลายไตรมาส แปลเป็นภาษาคนทำธุรกิจง่าย ๆ คือ
ถ้าธนาคารมีเงิน 100 ล้านบาท และต้องเลือกระหว่าง บริษัทใหญ่ที่งบการเงินแข็งแรง ความเสี่ยงต่ำ
กับ SME ที่รายได้ผันผวนกว่า หลักประกันน้อยกว่า และมีโอกาสกลายเป็นหนี้เสียสูงกว่า
ธนาคารย่อมมีเหตุผลทางธุรกิจที่จะเลือกคนแรก

เรื่องนี้เข้าใจได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจกำลังเกิดขึ้นหลังจากนั้นบริษัทใหญ่กู้เงินถูกกว่า แต่ SME กลับต้องให้บริษัทใหญ่ “ยืมเงิน” เวลาบริษัทใหญ่ซื้อสินค้า หรือจ้างบริการจาก SME แล้วกำหนด Credit Term 90 วัน ในเชิงบัญชี นี่คือเงื่อนไขการชำระเงินตามปกติของการค้า แต่ถ้ามองในมุม Cash Flow สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ บริษัทใหญ่ได้รับสินค้าและบริการไปใช้ก่อน แต่ยังเก็บเงินสดของตัวเองไว้ได้อีก 90 วัน ขณะที่ SME เป็นคนออกเงินไปก่อนทั้งหมด

ลองสมมติว่า SME ขายสินค้าให้ลูกค้ารายใหญ่เดือนละ 1 ล้านบาท และได้รับเงินหลังส่งงาน 90 วัน
เดือนที่ 1 ออกเงิน 1 ล้านบาท
เดือนที่ 2 ออกอีก 1 ล้านบาท
เดือนที่ 3 ออกอีก 1 ล้านบาท
ระหว่างนั้นยังต้องมีเงินสำหรับทำงานของเดือนต่อไป

ธุรกิจจึงอาจต้องเตรียม Working Capital หลายล้านบาท ทั้งที่ยอดขายดูดี และมีลูกค้าอยู่แล้วปัญหาจึงไม่ใช่ “ไม่มีงานทำ” แต่คือ “ทำงานแล้ว เงินยังไม่กลับมา” Credit Term 120–180 วัน ยังเกิดขึ้นจริง
ประเทศไทยมีแนวทางเรื่อง Credit Term สำหรับ SME มาตั้งแต่ปี 2564 โดยกำหนดมาตรฐานทั่วไปไว้ที่ไม่เกิน 30 วันสำหรับสินค้าเกษตรบางประเภท และ 45 วันสำหรับสินค้าและบริการของ SME เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านอำนาจต่อรองระหว่าง SME กับธุรกิจขนาดใหญ่

แต่ในทางปฏิบัติ ปัญหายังไม่หมดไป
ข้อมูลจากสมาพันธ์ SME ไทยที่เปิดเผยกับกรุงเทพธุรกิจล่าสุด ระบุว่ายังได้รับข้อร้องเรียนจาก SME ในกลุ่มค้าปลีก-ค้าส่ง แพลตฟอร์ม ขนส่ง และภาคเกษตร ว่าบางรายถูกยืด Credit Term ไปถึง 120 หรือ 180 วัน ขณะที่ความพยายามล่าสุดของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า กำลังมุ่งยกระดับการบังคับใช้กติกา Credit Term กับธุรกิจรายใหญ่และธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ โดยมีการประเมินว่าปัญหาเงินค้างชำระดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเม็ดเงิน SME มากกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี

ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า Credit Term ไม่ใช่แค่เรื่องเงื่อนไขในใบเสนอราคาแต่มันคือเรื่องว่า “เงินทุนของระบบเศรษฐกิจอยู่ในมือใคร” แล้วถ้าลูกค้าเป็น “ภาครัฐ” ล่ะ?

ภาพคล้ายกันสามารถเกิดขึ้นกับผู้รับจ้างและ Vendor ของภาครัฐได้เช่นกัน แม้กลไกจะไม่เหมือน Credit Term ของภาคเอกชนโดยตรง ผู้ประกอบการที่รับงานรัฐต้องทำงานก่อน สำรองต้นทุนก่อน จ่าย Supplier ก่อน จ่ายคนงานก่อน

จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนตรวจรับ เอกสาร และเบิกจ่ายหากกระบวนการส่วนใดล่าช้า เงินก็ยังไม่กลับมาหาผู้ประกอบการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเคยยกตัวอย่างในปี 2569 ว่า มีสมาชิกทำงานให้รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งเสร็จไปแล้ว 8 เดือน แต่ยังไม่ได้รับเงิน และเมื่อผู้รับเหมาหลักยังไม่ได้รับเงิน ก็อาจกระทบต่อเนื่องไปยังผู้รับเหมาช่วง Supplier และแรงงาน กลายเป็นปัญหา Cash Flow แบบลูกโซ่ทั้ง Supply Chain

ขณะเดียวกันรัฐบาลและกรมบัญชีกลางเองก็มีมาตรการติดตามและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดยังมีหนังสือเร่งรัดการเบิกจ่ายในไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2569 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา สะท้อนว่าความเร็วในการนำเงินงบประมาณลงสู่ระบบเศรษฐกิจยังเป็นเรื่องที่ภาครัฐให้ความสำคัญ

ต้องย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าบริษัทใหญ่ทุกแห่งจ่ายช้าและไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานรัฐทุกแห่งเบิกจ่ายช้า แต่กรณีที่เกิดขึ้นเพียงพอที่จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ควรถูกตั้งคำถาม
ความย้อนแย้งอยู่ตรงนี้ ลองเอา 3 เรื่องมาต่อกัน

1. SME ไปหาเงินจากธนาคาร ธนาคารบอกว่า SME เสี่ยง Credit Cost สูง กู้ยากกว่า ต้นทุนทางการเงินสูงกว่า

2. SME ขายของให้บริษัทใหญ่ บริษัทใหญ่ขอ Credit Term SME ต้องส่งของก่อน แล้วรอรับเงินทีหลัง

3. SME รับงานภาครัฐ ต้องออกค่าใช้จ่ายทำงานก่อนเช่นกัน หากตรวจรับหรือเบิกจ่ายล่าช้า SME ก็ต้องหาเงินมาหมุนระหว่างรอ สุดท้ายจึงเกิดคำถามว่า ทำไมคนที่หาเงินได้ยากที่สุด
กลับต้องเป็นคนสำรองเงินให้คนที่หาเงินได้ง่ายกว่า?

นี่คือความย้อนแย้งที่ควรได้รับการแก้ไข

Credit Term ไม่ได้ “ฟรี”
บางคนอาจมองว่า 60 หรือ 90 วันเป็นเพียงธรรมเนียมทางธุรกิจแต่สำหรับ SME เวลาเหล่านี้มีราคาเพราะระหว่างที่เงิน 1 ล้านบาทยังไม่ถูกจ่าย SME อาจต้อง กู้ OD
ใช้สินเชื่อระยะสั้น ทำ Factoring นำเงินเจ้าของมาเติม ยืดการจ่าย Supplier ของตัวเอง หรือในกรณีเลวร้าย อาจต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ ดังนั้น Credit Term 90 วัน จึงไม่ใช่เพียง “รอเงินอีก 3 เดือน” แต่มันคือ
“ใครเป็นคนจ่ายต้นทุนทางการเงินของ 3 เดือนนั้น?”

ถ้าผู้ซื้อเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สามารถกู้เงินได้ในต้นทุนต่ำ แต่เลือกให้ Supplier ซึ่งมีต้นทุนเงินสูงกว่าเป็นคนสำรองเงินแทนต้นทุนก็ถูกผลักย้อนจากคนแข็งแรงกว่า ไปอยู่กับคนที่อ่อนแอกว่า และมันอาจทำให้ SME ยิ่งกู้ยากขึ้นอีกนี่คือส่วนที่น่ากังวลที่สุด

Credit Term ยาว

เงินสด SME ลด

ต้องกู้เงิน Working Capital เพิ่ม

ดอกเบี้ยเพิ่ม

กำไรลด

ฐานะการเงินแย่ลง

ธนาคารมองว่าความเสี่ยงสูงขึ้น

กู้ยากขึ้น

ต้นทุนทางการเงินยิ่งแพง

แล้ว SME ก็กลับไปอยู่ที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง
นี่จึงอาจเป็นหนึ่งในกลไกที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างธุรกิจใหญ่กับธุรกิจเล็กขยายตัวไปเรื่อย ๆ ถ้าอยากช่วย SME อาจไม่ต้องเริ่มจาก “ให้เงิน” ประเทศไทยมีมาตรการช่วย SME จำนวนมาก

สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
ค้ำประกันสินเชื่อ
กองทุน
มาตรการลดภาษี
โครงการเพิ่ม Productivity
Digital Transformation

ทั้งหมดมีประโยชน์
แต่มีคำถามง่ายกว่านั้นที่อาจควรถามก่อน เงินที่ SME หาได้จากการขายของและทำงานเสร็จแล้ว เราทำให้มันกลับมาหา SME เร็วขึ้นได้หรือไม่? เพราะเงินที่ดีที่สุดสำหรับผู้ประกอบการ
-ไม่ใช่เงินกู้
-ไม่ใช่เงินอุดหนุน
-และไม่ใช่เงินจากโครงการรัฐ

แต่คือ “เงินจากลูกค้าที่ควรได้รับตามงานที่ทำเสร็จแล้ว” หากบริษัทขนาดใหญ่สามารถลด Credit Term ลงได้ หากภาครัฐสามารถตรวจรับและเบิกจ่ายได้รวดเร็วขึ้น Working Capital ที่ SME ต้องหาเพิ่มก็จะลดลงทันที

-SME กู้น้อยลง
-ดอกเบี้ยน้อยลง
-Cash Flow ดีขึ้น
-ความเสี่ยงลดลง
และในระยะยาว ธนาคารก็อาจมอง SME ว่าน่าปล่อยสินเชื่อมากขึ้นด้วย

บางทีโจทย์อาจไม่ใช่ “ทำอย่างไรให้ SME กู้เงินได้มากขึ้น”
แต่ควรเปลี่ยนคำถามเป็น “ทำอย่างไรให้ SME ไม่ต้องกู้เงินมากขนาดนี้?” หากประเทศไทยต้องการให้ SME แข็งแรงขึ้นจริง การแก้เรื่องสินเชื่อเป็นเรื่องสำคัญแต่การทำให้เงินหมุนกลับมาหา SME เร็วขึ้น ก็สำคัญไม่แพ้กันเพราะในระบบเศรษฐกิจที่สมเหตุสมผลคนที่มีต้นทุนเงินสูงกว่า ไม่ควรต้องทำหน้าที่เป็นแหล่งเงินทุนราคาถูกให้คนที่มีต้นทุนเงินต่ำกว่าและนี่อาจเป็นหนึ่งในโจทย์ที่ทั้ง
-ธนาคาร
-บริษัทขนาดใหญ่
-ภาครัฐ
-และผู้กำหนดนโยบาย

ควรช่วยกันตอบเพราะสุดท้ายแล้ว SME ไทยอาจไม่ได้ต้องการให้ใคร “ช่วยจ่ายเงินให้” แต่อาจต้องการเพียงแค่ “จ่ายเงินที่ควรได้ ให้ตรงเวลา” เท่านั้นเอง

THE STATES TIMES

ยอดใช้น้ำมัน พ.ค.69 ลด 4.2% ดีเซล–เบนซิน–Jet A1 หดตัว น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 โต 26.9% ดีเซลบี 20 ขยายสถานีบริการ นำเข้าน้ำมันพุ่ง 25.7% รับผลกระทบตะวันออกกลาง

สถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงรอบเดือนพฤษภาคม ปี 2569

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ภาพรวมการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศในเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 148.39 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 4.2 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 จากเดือนก่อนหน้า (MoM) โดยน้ำมันส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงจากปีก่อน ทั้งกลุ่มเบนซิน กลุ่มดีเซล น้ำมันอากาศยาน น้ำมันเตา LPG และ NGV ขณะที่น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ยังคงเติบโตต่อเนื่องจากมาตรการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพของภาครัฐ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

น้ำมันกลุ่มเบนซิน มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 30.58 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 3.2 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยเป็นการลดลงของน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 91 แก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์อี 85 ขณะที่น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 มีการจำหน่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปริมาณการจำหน่าย 6.45 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.9 (YoY) จากมาตรการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพผ่านการกำหนดส่วนต่างราคาที่จูงใจเมื่อเทียบกับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ซึ่งมีส่วนต่างราคาอยู่ที่ 5 บาท/ลิตร ส่งผลให้ผู้ใช้รถยนต์ที่รองรับเชื้อเพลิงดังกล่าวหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อน (MoM) พบว่าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันทุกชนิดในกลุ่มเบนซินปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ โดยในเดือนพฤษภาคมมีการปรับราคาน้ำมันรวม 8 ครั้ง ส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันในบางช่วงเวลาได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงของราคา

น้ำมันกลุ่มดีเซลหมุนเร็ว มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 63.68 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 5.0 ซึ่งสอดคล้องกับดัชนีการส่งสินค้า (Shipment Index) เดือนพฤษภาคม ที่หดตัวลงร้อยละ 4.26 เมื่อเทียบกับปีก่อน1 ส่งผลให้การจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาลดลง ร้อยละ 10.5 ขณะที่การจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ยังคงเพิ่มขึ้นจากนโยบายส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพและการขยายจำนวนสถานีบริการรองรับรถยนต์ที่สามารถใช้น้ำมันดังกล่าวได้ โดยมีสถานีบริการที่เปิดจำหน่ายดีเซลหมุนเร็วบี 20 ณ เดือนพฤษภาคม 2569 จำนวน 802 แห่ง ทำให้ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.68 ล้านลิตร/วัน จากเดือนเมษายน 2569

น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 14.94 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) สอดคล้องกับจำนวนเที่ยวบินที่ลดลงร้อยละ 7.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน2 สาเหตุมาจากราคาเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินงานและราคาบัตรโดยสาร ประกอบกับในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายนของทุกปี เป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season) ส่งผลให้สายการบินหลายแห่งเริ่มทยอยปรับแผนการดำเนินงาน อาทิ การปรับตารางบิน การลดความถี่
ในบางเส้นทาง หรือการบริหารจัดการเที่ยวบินให้เหมาะสมกับต้นทุนและปริมาณผู้โดยสารในแต่ละช่วงเวลา

น้ำมันเตา มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 5.18 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 3.7 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY)โดยเป็นผลจากการดำเนินงานในภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว สอดคล้องกับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) เดือนพฤษภาคม 2569 ที่หดตัวร้อยละ 1.29 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน4 ทำให้การจำหน่ายน้ำมันเตาเพื่อเป็นเชื้อเพลิงในภาคอุตสาหกรรมลดลง

ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 17.76 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 1.2 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีสาเหตุหลักมาจากการจำหน่ายในภาคครัวเรือนที่ปรับตัวลดลงร้อยละ 3.2 รองลงมาเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงร้อยละ 2 ขณะที่ภาคการขนส่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนร้อยละ 0.3

ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 2.13 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 8.8 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยอุปสงค์ของ NGV ยังคงมีแนวโน้มหดตัวอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับจำนวนสถานีบริการ NGV ที่ทยอยลดลง ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 มีสถานีบริการ NGV เปิดให้บริการทั่วประเทศ 257 แห่ง ลดลง 21 แห่ง เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน

ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 1,164,539 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.7 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยน้ำมันดิบมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.8 น้ำมันสำเร็จรูปมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.7 ขณะที่มูลค่าการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อน เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งตะวันออกไกลและแหล่งอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากแหล่งตะวันออกกลาง

ปริมาณการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 127,652 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากการส่งออกน้ำมันเตา ซึ่งเป็นชนิดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่ได้อยู่ในมาตรการระงับการส่งออกตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2569 ปริมาณ 65,519 บาร์เรล/วัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 62.1 (YoY) รวมทั้งมีการส่งออกน้ำมันดีเซลที่มีลักษณะและคุณภาพซึ่งไม่สามารถจำหน่ายในราชอาณาจักรได้ ปริมาณ 17,682 บาร์เรล/วัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 85.2 (YoY) ขณะที่น้ำมันกลุ่มเบนซิน น้ำมันอากาศยาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน (10 ppm) และก๊าซปิโตรเลียมเหลว มีการส่งออกไปยังประเทศที่ไม่ถูกมาตรการระงับการส่งออก คือ สปป.ลาว และเมียนมา ปริมาณรวม 44,451 บาร์เรล/วัน

“บีโอไอ” ยันญี่ปุ่นลงทุน!! ญี่ปุ่นยื่นขอส่งเสริม 302 โครงการ มูลค่ากว่า 1.13 แสนล้านบาท เน้นยกระดับเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ เศรษฐกิจไทยฐานบ้านหลังที่สอง

บีโอไอยันญี่ปุ่นปักหลักลงทุนไทยต่อเนื่อง เร่งอัปเกรดฐานผลิต รับเทคโนโลยีใหม่

บีโอไอเผยทิศทางการลงทุนญี่ปุ่นในไทยกำลังเข้าสู่รอบใหม่ จากฐานการผลิตที่สั่งสมมาหลายทศวรรษ ต่อยอดสู่การลงทุนเพื่อยกระดับเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ รองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม ชี้ปี 2568 ญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริม 302 โครงการ มูลค่ากว่า 1.13 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อน และเป็นหนึ่งในปีที่มียอดลงทุนสูงสุดของญี่ปุ่น แสดงถึงความต่อเนื่องของการขยายฐานลงทุนญี่ปุ่นในไทย และตอกย้ำภาพ “ประเทศไทยคือบ้านหลังที่สอง” ของนักลงทุนญี่ปุ่น

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรด้านการลงทุนที่สำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน และมีบทบาทสำคัญในการสร้างฐานอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักร ปัจจุบันการลงทุนของญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมาเน้นการลงทุนเพื่อยกระดับเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ รวมถึงการต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ตอบโจทย์ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโลก

ตัวเลขการลงทุนของญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็นตัวสะท้อนได้อย่างชัดเจน โดยในปี 2568
นักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 302 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 113,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อน และเป็นหนึ่งในปีที่มียอดลงทุนสูงสุดของญี่ปุ่น โดยอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมหลักของนักลงทุนญี่ปุ่น มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริม 28,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 57 จากปีก่อน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 19,378 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 76 อุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร 4,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 54 ขณะที่กลุ่มโลจิสติกส์และบริการมีมูลค่า 1,468 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นการลงทุนที่หลากหลายขึ้นในกิจการดิจิทัล รวมถึงอุตสาหกรรมอากาศยานและชิ้นส่วน การลงทุนก็เพิ่มขึ้นมากอย่างชัดเจน สะท้อนการยกระดับฐานอุตสาหกรรมเดิม ควบคู่กับการต่อยอดสู่กิจการที่ใช้เทคโนโลยีและสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ญี่ปุ่นปรับทัพลงทุน รับการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจของหอการค้าญี่ปุ่น (JCC) ประจำครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งมีบริษัทตอบแบบสำรวจ 504 บริษัท พบว่า บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการรักษาและยกระดับฐานธุรกิจในประเทศไทย โดยบริษัทญี่ปุ่นร้อยละ 23 มีแผนเพิ่มการลงทุนในไทยในปี 2569 ขณะที่ร้อยละ 48 คาดว่าจะรักษาระดับการลงทุนเดิมไว้ โดยเมื่อพิจารณารูปแบบการลงทุน พบว่าบริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการปรับปรุงประสิทธิภาพของฐานการผลิตเดิม โดยเฉพาะการลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรทดแทนเครื่องเดิม การใช้พลังงานสะอาด การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทญี่ปุ่นยังคงให้ความสำคัญกับการยกระดับประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
ความเชื่อมั่นดังกล่าวสะท้อนชัดเจนผ่านโครงการลงทุนที่สำคัญ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น บริษัท อีซูซุ ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับฐานการผลิตรถกระบะในไทยด้วยระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ การใช้พลังงานสะอาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับมาตรฐาน Euro 6 ขณะที่ บริษัท มาสด้า ภายใต้บริษัทร่วมทุนออโต้อัลลายแอนซ์ ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงโรงงานให้รองรับการผลิตรถยนต์ Mazda รุ่นใหม่แบบ MHEV โดยมาสด้าเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลัก เพื่อจำหน่ายในไทยและส่งออกไปยังญี่ปุ่นและอาเซียน นอกจากนี้ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีและประกาศแผนลงทุนในไทยเพิ่มเติมอีก 16,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 เพื่อรองรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า พร้อมใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ All New Pajero เพื่อจำหน่ายในไทยและส่งออกทั่วโลก ขณะที่บริษัท ฮอนด้า ได้ประกาศเตรียมลงทุนเพิ่ม 12,000 ล้านบาท ภายในปี 2572 เพื่อขึ้นไลน์ผลิตรถยนต์โมเดลใหม่ 2 รุ่น ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศเดียวนอกญี่ปุ่นที่ฮอนด้าผลิตรถยนต์รวม 8 รุ่น แสดงให้เห็นว่าไทยยังเป็นฐานผลิตสำคัญและมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกในอนาคต

การลงทุนในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์ ยังขยับไปสู่ชิ้นส่วนสำหรับเทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ เช่น บริษัท แอสเตโม ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 3,500 ล้านบาท เพื่อผลิตอุปกรณ์สำคัญในระบบควบคุมและแปลงกำลังไฟฟ้าสำหรับระบบขับเคลื่อนของยานยนต์ไฟฟ้า (PCU Inverter) และบริษัท ไอซิน พาวเวอร์เทรน ลงทุนผลิตระบบส่งกำลังสำหรับรถยนต์ไฮบริด (Hybrid Transmission) สะท้อนการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับโรงงาน รถยนต์รุ่นใหม่ ไปจนถึงชิ้นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่ญี่ปุ่นขยายการลงทุนอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีสูง เช่น บริษัท มูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ ลงทุนผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น Multilayer Ceramic Capacitor (MLCC) ซึ่งใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและยานยนต์ ขณะที่ บริษัท พานาโซนิค แมนูแฟคเจอริ่ง อยุธยา ลงทุนผลิตวัสดุต้นน้ำสำหรับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Prepreg และ Copper Clad Laminate (CCL) โดยโรงงานแห่งใหม่จะเป็นฐานผลิตวัสดุ “MEGTRON” แห่งแรกในอาเซียน รองรับการเติบโตของดิจิทัลและ AI
ขยายลงทุนสู่กิจการมูลค่าเพิ่มสูง

นอกจากอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์แล้ว บริษัทญี่ปุ่นยังขยายการลงทุนในกิจการที่ใช้เทคโนโลยีและมีมูลค่าเพิ่มสูงอีกหลายอุตสาหกรรม เช่น บริษัท เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย ในเครือ MinebeaMitsumi ลงทุนเพิ่มกว่า 2,600 ล้านบาท เปิดโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดลพบุรี ผลิตชิ้นส่วนอากาศยานความแม่นยำสูงสำหรับ Airbus และ Boeing โดยยกระดับไทยเป็น ฐานการผลิตหลักระดับโลก (Global Core Factory) สำหรับธุรกิจการบินของกลุ่ม พร้อมจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ในกลุ่มเกษตรและอาหาร บริษัท โตโย ไซกัน ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 2,470 ล้านบาท
ผลิตเครื่องดื่มจากพืชผักผลไม้ รวมถึงชาและกาแฟ ขณะที่ บริษัท อิวาตานิ คอร์ปอเรชั่น ลงทุน 840 ล้านบาท ผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ชีวภาพเหลว โดยใช้เทคโนโลยี Carbon Capture and Utilization (CCU) ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการหมักวัตถุดิบทางการเกษตรเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม สะท้อนการต่อยอดฐานเกษตรและอาหารของไทยไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

บีโอไอหนุนญี่ปุ่นลงทุนไทยต่อเนื่อง
ล่าสุดในช่วงครึ่งแรกปี 2569 นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนอย่างต่อเนื่อง จำนวน 123 โครงการ มูลค่า 32,790 ล้านบาท ตอกย้ำว่าญี่ปุ่นยังเลือกไทยเป็นฐานลงทุนหลัก โดยบีโอไอจะเดินหน้าสนับสนุนทั้งการยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพฐานการผลิตเดิม รวมทั้งการลงทุนในสาขาใหม่ ๆ โดยเฉพาะกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง กิจการในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย (Regional Headquarters) ซึ่งปัจจุบันกิจการสำนักงานภูมิภาคที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ กว่าร้อยละ 40 มาจากประเทศญี่ปุ่น
“ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรด้านการลงทุนที่สำคัญของไทยมายาวนาน และมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อเนื่อง
ในอนาคต ฐานการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยไม่ได้หยุดนิ่ง แต่กำลังปรับตัวและยกระดับไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก บีโอไอให้ความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนทั้งการยกระดับกิจการเดิมและการลงทุนในสาขาใหม่ ๆ เพื่อให้บริษัทญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาธุรกิจ เทคโนโลยี และซัพพลายเชนสำหรับภูมิภาคและตลาดโลก และเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทยอย่างยั่งยืน” นายนฤตม์ กล่าว

‘พีระพันธุ์–อรรถวิชช์–รสนา’ หนุนยุบ กกพ. ควบรวม กพช.!! เสนอรวม กกพ.-กพช. หยุดผูกขาดไฟ ดัน 'กฟผ.' ผลิตไฟ 50% ขึ้นไป ปลดล็อกโซลาร์เสรีลดภาระค่าไฟ ภาครัฐต้องเพิ่มรายได้และประสิทธิภาพ

“พีระพันธุ์ - อรรถวิชช์ - รสนา” เห็นพ้องชงยุบ กกพ. ควบรวม กพช. หยุดเอกชนผูกขาด ดัน กฟผ. ผลิตไฟเกิน 50% เติมรายได้รัฐ ลดภาระประชาชน

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมเวทีสัมมนา “ปรับบทบาท กกพ. เสริม กฟผ. เติมรายได้รัฐ ลดรายจ่ายประชาชน” จัดโดยคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร โดยมี ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 3 และนางสาวรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ร่วมเสวนา

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ปัญหาโครงสร้างพลังงานไม่ได้กระทบเพียงค่าไฟ แต่เชื่อมโยงถึงเศรษฐกิจครัวเรือน ระบบการเงิน การคลัง และเศรษฐกิจของประเทศ หากลดต้นทุนพลังงานได้ จะช่วยเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบ จึงเสนอให้สังคายนาระบบกำกับดูแลพลังงาน ทั้งไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำมัน โดยรวมองค์กรกำกับดูแลให้เหลือ 1 แห่ง พร้อมให้อำนาจเพียงพอในการกำกับดูแล

นอกจากนี้ เสนอให้ปรับโครงสร้างกฎหมายการไฟฟ้าที่ปัจจุบันเกี่ยวข้อง 3 ฉบับ และทบทวนการแยกบทบาทระหว่างคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อให้การบริหารจัดการและงบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับ กฟผ. นายพีระพันธุ์เห็นว่าต้องกลับมาเป็นหน่วยงานหลักด้านการผลิตไฟฟ้า เพราะการลดสัดส่วนการผลิตลงต่ำกว่า 50% ทำให้ไฟฟ้าต้นทุนต่ำในระบบลดลง และเพิ่มการพึ่งพาเอกชน จึงเสนอให้รวม 3 การไฟฟ้าเข้าด้วยกันเพื่อลดต้นทุนการบริหาร และกำหนดในกฎหมายให้ กฟผ. ผลิตไฟฟ้าเพื่อบริการประชาชนไม่น้อยกว่า 50% ของประเทศ

นอกจากนี้ ยังเสนอปลดล็อกโซลาร์เสรี เปิดทางให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เอง เพื่อลดภาระค่าไฟครัวเรือน โดยมองว่าความมั่นคงด้านพลังงานไม่ควรหมายถึงเพียงการป้องกันไฟดับ แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถผลิตและใช้ไฟฟ้าได้ด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับพลังงานหมุนเวียนที่ควรเร่งพัฒนาระบบพลังน้ำสูบกลับ หรือ Pumped Storage เพื่อกักเก็บพลังงานและผลิตไฟฟ้าได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดย กฟผ. มีตัวอย่างการดำเนินงานที่เขื่อนลำตะคองแล้ว และควรนำแนวทางนี้มาใช้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) มากขึ้น

ด้าน ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า โครงสร้างพลังงานไทยยังแยกส่วน โดย กฟผ. อยู่ภายใต้กระทรวงพลังงาน ขณะที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย ทำให้การบริหารจัดการมีความซับซ้อน พร้อมระบุว่า กกพ. จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายปี 2550 และเริ่มดำเนินการในปี 2551 แต่กว่า 10 ปีที่ผ่านมา กำลังผลิตของ กฟผ. ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เอกชนมีบทบาทเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อรายได้รัฐและต้นทุนระบบไฟฟ้า

พร้อมชี้ว่า งบประมาณประเทศมีรายจ่ายประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท เทียบกับรายได้ราว 3 ล้านล้านบาท ขาดดุลประมาณ 7.88 แสนล้านบาท และขาดดุลใกล้เพดานต่อเนื่องหลายปี ทำให้งบประมาณปี 2571 มีข้อจำกัดมากขึ้น จึงต้องมองหาแนวทางเพิ่มรายได้จากศักยภาพของรัฐวิสาหกิจ

สำหรับบทบาทของ กฟผ. ดร.อรรถวิชช์มองว่าต้องเพิ่มศักยภาพของ กฟผ. ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เอกชนผูกขาด และเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศควบคู่กับการลดภาระประชาชน

ด้านนางสาวรสนา กล่าวว่า กฟผ. ควรกลับมาเป็น “การไฟฟ้าฝ่ายผลิต” ไม่ใช่ “การไฟฟ้าฝ่ายซื้อ” พร้อมเสนอให้ยุติโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ เนื่องจากประเทศไทยมีกำลังผลิตสูงกว่าความต้องการใช้ และประชาชนต้องแบกรับค่าไฟจากกำลังผลิตส่วนเกิน โดยมองว่าการจัดทำแผนพลังงานต้องมองภาพรวม ไม่ใช่ต่างหน่วยต่างทำตามหน้าที่ โดยเฉพาะการเพิ่มโรงไฟฟ้าเอกชนที่อาจทำให้ต้นทุนระบบสูงขึ้น และประชาชนต้องรับภาระในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการใช้ดัชนี Loss of Load Expectation (LOLE) เป็นเกณฑ์วัดความมั่นคงทางไฟฟ้า โดยมองว่าหากกำหนดระดับความเสี่ยงไฟดับไว้ต่ำมาก อาจกลายเป็นเหตุผลในการเพิ่มโรงไฟฟ้า ทั้งที่ระบบมีกำลังผลิตส่วนเกินอยู่แล้ว พร้อมเรียกร้องให้การบริหารพลังงานยึดหลักความสุจริตและป้องกันการทุจริต โดยนักการเมืองควรอุดช่องโหว่ของกฎหมาย ไม่ใช่ใช้ช่องโหว่เพื่อเอื้อประโยชน์

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของกิจกรรมได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็น พร้อมเสนอแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพของ กฟผ. และบทบาทในระบบพลังงานไทย

“พันธุ์ไทย” ชวนเปลี่ยนแก้ว!! เปิดคอลเลกชันกาแฟลิมิเต็ด ร่วมภารกิจเปลี่ยนชีวิตสัตว์จรจัด ขายได้รายได้สนับสนุนมูลนิธิสุนัข ส่งเสริมเมืองน่าอยู่ทุกชีวิต

“ภารกิจสุดยิ่งใหญ่” ‘พันธุ์ไทย x หมาจ๋า’ ชวน “เหล่านุด” รวมพลังเปลี่ยนทุกแก้วเป็นโอกาส
ยกระดับชีวิตสัตว์จรจัด ขับเคลื่อนสู่เมืองน่าอยู่สำหรับทุกชีวิต

กรุงเทพฯ, 3 กันยายน 2569 — ทุกความหวังและโอกาสเริ่มต้นได้จากพลังของทุกคน ล่าสุด กาแฟพันธุ์ไทย สานต่อ “Punthai Mission PAWSIBLE” จับมือเพจดังหมาจ๋า เปิดตัวคอลเลกชัน “พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” นำคาแรกเตอร์เพื่อนสี่ขามาสร้างสรรค์เป็นแก้ว Limited Edition 5 แบบ 5 คาแรกเตอร์ ภายใต้แนวคิด “Every Cup Makes Hope PAWSIBLE: เปลี่ยนกาแฟหนึ่งแก้ว ให้เป็นพลังแห่งความหวัง” ชวนเหล่านุดเปลี่ยนความรักที่มีต่อเพื่อนสี่ขาให้กลายเป็นพลังแห่งการให้ ผ่านทุกการดื่มและการสะสม พร้อมร่วมส่งต่อโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิตสัตว์จรจัด และขับเคลื่อนไปสู่เมืองน่าอยู่สำหรับทุกชีวิตที่คนและสัตว์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

จาก “ความรัก” สู่ “การมีส่วนร่วม” ในภารกิจสุดยิ่งใหญ่ พันธุ์ไทยหยิบสิ่งใกล้ตัวอย่างกาแฟ คาแรกเตอร์หมาจ๋า และของสะสม มาเชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเข้ากับการสร้างคุณค่าให้สังคม พร้อมพา “Punthai Mission PAWSIBLE” เดินทางต่อจากกิจกรรม “ภารกิจสนุกของคนรักหมา” ที่พันธุ์ไทยร่วมกับกรุงเทพมหานครและพันธมิตร สร้างความตระหนักรู้เรื่องการเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ ควบคู่กับการส่งต่อความช่วยเหลือให้สัตว์จรจัด แม้อีเวนต์จะสิ้นสุดลง แต่ “ภารกิจแห่งการให้” ยังเดินหน้าต่อจากพื้นที่กิจกรรมสู่ร้านกาแฟของพันธุ์ไทย ผ่านคอลเลกชัน “พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” มาพร้อมแก้วเก็บอุณหภูมิร้อน–เย็น เคลือบเซรามิกด้านใน ดีไซน์ Limited Edition 5 แบบ 5 คาแรกเตอร์ มีให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่ 400 มิลลิลิตร ราคา 349 บาท และ 920 มิลลิลิตร ราคา 499 บาท ให้เหล่า “นุด” เลือกคาแรกเตอร์ที่ชอบหรือสะสมให้ครบทั้งแก๊ง พร้อมรับฟรีเครื่องดื่มร้อนหรือเย็น 1 แก้ว (มูลค่าสูงสุด 65 บาท) นอกจากนี้ ยังเติมความคิวท์ให้ทุกการดื่มด้วย แก้วเครื่องดื่มลายพิเศษ “พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” เพียงสั่งเครื่องดื่มพันธุ์ไทยเมนูใดก็ได้ จะได้รับเครื่องดื่มในแก้วลายพิเศษจำนวนจำกัด
เพราะทุกการมีส่วนร่วม คือพลังที่ทำให้ “ภารกิจสุดยิ่งใหญ่” เกิดขึ้นได้จริง โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายหลังหักค่าใช้จ่าย จะนำไปสนับสนุนหน่วยงาน มูลนิธิ และองค์กรที่ดูแลและช่วยเหลือสัตว์จรจัด เพื่อเปลี่ยนพลังเล็ก ๆ จากทุกการสนับสนุนให้กลายเป็นโอกาส พร้อมร่วมยกระดับสวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของสุนัขและแมวจรจัดให้ดียิ่งขึ้น

กาแฟพันธุ์ไทยเชื่อว่า “ภารกิจที่ยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากสิ่งที่ยิ่งใหญ่เสมอไป” แต่อาจเริ่มจากการมีส่วนร่วมเล็ก ๆ ของทุกคน ที่เมื่อรวมกันก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ พร้อมชวนเหล่านุดทาสหมา-แมว และแฟนพันธุ์ไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจผ่านคอลเลกชัน “พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 – 31 ตุลาคม 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ณ ร้านกาแฟพันธุ์ไทยสาขาที่ร่วมรายการ เพื่อร่วม “เปลี่ยนกาแฟหนึ่งแก้ว ให้เป็นพลังแห่งความหวัง” และขับเคลื่อนไปสู่ “เมืองน่าอยู่สำหรับทุกชีวิต” อย่างยั่งยืน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและกิจกรรมต่างๆ ได้ที่:
https://www.facebook.com/punthaicoffee
https://www.instagram.com/punthaicoffee_official
https://www.tiktok.com/@punthai_coffee_official
https://x.com/Punthaiofficial
https://www.youtube.com/@punthaicoffeeofficial
https://www.punthaicoffee.com

“แกร็บ” รุกสินเชื่อบุคคลทั่วไทย!! เพิ่มวงเงินสูงสุด 30,000 บาท ขยายเวลาผ่อนชำระ 9 เดือน เจาะกลุ่มเดอะแบกแนวหน้าประเทศ ขยายบริการสู่ต่างจังหวัดหลัก

แกร็บ เล็งขยายสินเชื่อบุคคลทั่วไทย
อัปวงเงิน 30,000 บาท-ขยายเวลาผ่อนสูงสุด 9 เดือน

แกร็บ เผยกระแสตอบรับดีหลังเปิดให้บริการสินเชื่อเงินสดสำหรับบุคคลทั่วไป (Grab Quick Cash) ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลครบ 4 เดือน พบอินไซต์ผู้ใช้บริการสินเชื่อส่วนใหญ่เลือก “กู้เท่าที่จำเป็น” กว่า 80% เลือกขอเงินกู้เพียง 70% ของข้อเสนอวงเงินที่ได้รับ โดย “กลุ่มเดอะแบก” หรือมนุษย์เงินเดือนวัย 30–45 ปี ครองสัดส่วนผู้ใช้บริการสินเชื่อสูงสุด (มากกว่า 60%) รองลงมาคือกลุ่ม Gen X และ First Jobber ซึ่งส่วนใหญ่นำเงินไปใช้เสริมสภาพคล่องและขยายกิจการ โดยในช่วงไตรมาส 3 แกร็บเตรียมขยายบริการสินเชื่อไปในต่างจังหวัด พร้อมอัปเกรดวงเงินกู้สูงสุดเป็น30,000 บาท และขยายระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 9 เดือน เพื่อเพิ่มโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงสินเชื่อดิจิทัลได้มากขึ้น

นายภูรัชต์ อ่องศรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจบริการทางการเงิน แกร็บ ประเทศไทย เผยว่า “แกร็บเริ่มทดลองเปิดให้บริการสินเชื่อเงินสดทันใจสำหรับบุคคลทั่วไปหรือ Grab Quick Cash ในประเทศไทยตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยมุ่งเจาะกลุ่มผู้ที่ต้องการนำเงินทุนไปใช้ในการประกอบอาชีพ ด้วยวงเงินสินเชื่อสูงสุดที่ 20,000 บาท และมีระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดนาน 6 เดือน โดยมีจุดเด่นของสินเชื่อที่สมัครง่าย ไม่ต้องใช้เอกสารประกอบ อนุมัติไว และดำเนินการแบบดิจิทัลผ่านแอปฯ ได้ 100% ทำให้เราได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากกลุ่มผู้ใช้บริการที่เป็นคนเมือง ทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งนี้ เรายังได้เห็นอินไซต์ที่น่าสนใจของผู้ใช้บริการสินเชื่อ ซึ่งสะท้อนผ่านการสำรวจความคิดเห็น รวมถึงพฤติกรรมการขอรับสินเชื่อที่แตกต่างกันของผู้ใช้บริการแต่ละกลุ่ม โดยเราจะนำมาต่อยอดเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และระบบการให้บริการที่ดียิ่งขึ้นต่อไป”

ถอดรหัสผู้ใช้บริการสินเชื่อจาก Grab “ใครกู้-กู้แค่ไหน-กู้ไปทำอะไร?”
- กลุ่ม “เดอะแบก” ขึ้นแท่นผู้ใช้เบอร์หนึ่ง โดยกว่า 60% ของผู้ใช้บริการสินเชื่อ Grab Quick Cash คือคนวัยทำงานอายุ 30–45 ปี ซึ่งหลายคนเริ่มก้าวเข้าสู่การเป็น “Sandwich Generation” ที่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งของตัวเอง ลูก และพ่อแม่สูงวัยไปพร้อมกัน รองลงมาคือกลุ่ม “Gen X” อายุ 46 ปีขึ้นไป ซึ่งถึงแม้จะผ่านช่วงสร้างตัวไปแล้ว แต่ยังเป็นวัยที่มีภาระทางการเงินรอบด้าน ตามมาด้วยกลุ่ม “First Jobber” หรือวัยเริ่มทำงานที่มีอายุ 20–29 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มในการริเริ่มเป็นผู้ประกอบการด้วยตนเองเพื่อสร้างรายได้มากกว่าหนึ่งทาง โดยอาจมีเงินทุนสำรองไม่มากนักและต้องการตัวช่วยทางการเงินเมื่อมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็น

- กู้เท่าที่ใช้ ผ่อนเท่าที่ไหว กว่า 80% ของผู้ใช้บริการสินเชื่อ Grab Quick Cash เลือกกู้ไม่เต็มวงเงินที่ได้รับข้อเสนอ โดยขอกู้จริงเฉลี่ยเพียง 70% ของข้อเสนอวงเงิน ขณะที่เกือบครึ่งเลือกกู้ไม่เกิน 15,000 บาท และผู้ใช้บริการเกือบ 70% เลือกโปรแกรมผ่อนชำระนาน 5–6 เดือน คิดเป็นการผ่อนเฉลี่ยประมาณ 2,400–2,500 บาทต่อเดือน สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้บริการนิยมกู้โดยคำนึงถึงความสามารถในการผ่อนเป็นหลัก เพื่อไม่ให้กระทบกับสภาพคล่องในแต่ละเดือน

- ต่างวัย ต่างโจทย์การเงิน เมื่อเจาะลึกถึงวัตถุประสงค์ในการขอสินเชื่อ พบว่า กลุ่มเดอะแบกและ Gen X มีเป้าหมายคล้ายกัน โดยส่วนใหญ่กว่า 70% ต้องการนำเงินไปเป็น “ทุนหมุนเวียน” ในชีวิตประจำวัน ใช้เพื่อขยายกิจการ รวมถึงสำรองไว้สำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ขณะที่กลุ่ม First Jobber นำเงินก้อนนี้ไปเป็น “ทุนตั้งต้น” เพื่อลงทุนซื้ออุปกรณ์สำหรับทำงานและสร้างรายได้

“เพื่อเป็นการขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางเงินดิจิทัลให้กับคนไทย แกร็บเตรียมเดินหน้ารุกบริการสินเชื่อสำหรับบุคคลทั่วไปอย่างต่อเนื่อง โดยขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังผู้ใช้บริการทั่วประเทศ โดยเฉพาะในหัวเมืองหลักๆ อย่าง ชลบุรี ขอนแก่น และเชียงใหม่ ในช่วงไตรมาสสาม พร้อมกันนี้เรายังเพิ่มวงเงินสินเชื่อสูงสุดขึ้นอีกเท่าตัวเป็น 30,000 บาท พร้อมขยายระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดเป็น 9 เดือน เพื่อสร้างความหลากหลายและตอบโจทย์พฤติกรรมที่แตกต่างกันของผู้ใช้บริการในแต่ละกลุ่ม” นายภูรัชต์ กล่าวเสริม

“กสิกรไทย” ผลักดันธุรกิจ!! ร่วม 6 พันธมิตรเปิดโครงการ Roadmap for Growth เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยอย่างครบวงจร เน้นเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน ตั้งเป้าเติบโตรายธุรกิจอย่างยั่งยืน

กสิกรไทยผนึก 6 พันธมิตรชั้นนำระดับประเทศ เปิดโครงการ "Roadmap for Growth" หนุนองค์ความรู้ เร่งศักยภาพ ให้ผู้ประกอบการไทย "ทำเป็น อยู่รอด เติบโต"

เรียน บรรณาธิการข่าวและสื่อมวลชนทุกท่าน
ส.อ.ท. ขอนำส่งข่าวประชาสัมพันธ์

ธนาคารกสิกรไทยเดินหน้าตอกย้ำบทบาทพันธมิตรทางธุรกิจของผู้ประกอบการ ผนึกกำลัง 6 พันธมิตร ระดับประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) และเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย(ThaiCBN) เปิดโครงการ Roadmap for Growth เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการ “ทำเป็น อยู่รอด เติบโต” ตอบโจทย์ที่หลากหลายของธุรกิจ ทั้งการขยายตลาด เทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน โดยโครงการนี้จะออกแบบเส้นทางการเติบโตเฉพาะรายให้กับผู้ประกอบการ ตั้งต้นจากโจทย์ของแต่ละธุรกิจ มาสู่ Tailored Roadmap พร้อมติดตามผลต่อเนื่อง โดยมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว

ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในปัจจุบันผู้ประกอบการไทยต้องเจอกับความท้าทายรอบด้าน ท่ามกลางโลกธุรกิจที่ซับซ้อน ธนาคารพบว่าผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเผชิญกับ 3 ความท้าทายสำคัญ คือ 1. การโตติดเพดาน เข้าไม่ถึงตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ 2. ไม่สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ และ 3. ไม่พร้อมต่อการเติบโตสู่โลกธุรกิจใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

ธนาคารมุ่งส่งเสริมศักยภาพธุรกิจและดูแลลูกค้าภายใต้แนวคิด We Groom, You Grow เพื่อให้ธุรกิจ “ทำเป็น อยู่รอด เติบโต” และได้พัฒนา E.D.G.E. Program ขึ้นมา จากความเข้าใจธุรกิจแต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นแกนหลักในการต่อยอดสู่โครงการ “Roadmap For Growth” โดยเป็นโครงการที่ร่วมมือกับ 6 พันธมิตรชั้นนำระดับประเทศ เพื่อเติมเต็มองค์ความรู้และร่วมกันออกแบบเส้นทางการเติบโตเฉพาะราย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไม่เพียงแค่อยู่รอด แต่สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไปในระยะยาว

จุดเด่นของโครงการ คือ การไม่ใช้สูตรสำเร็จเดียวกับผู้ประกอบการทุกราย แต่เริ่มจากประเมินธุรกิจครบทุกมิติ (Need Assessment) เพื่อเข้าใจโจทย์ของธุรกิจ ก่อนออกแบบ Exclusive Workshop และ Tailored Roadmap รายบริษัท พร้อมติดตามผลต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำสิ่งที่ได้รับไปปรับใช้กับธุรกิจได้จริง

เพิ่มโอกาสขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ท่ามกลางความท้าทายของการแข่งขันในตลาดโลกที่ผันผวน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจึงผนึกกำลังกับธนาคารกสิกรไทย ผสานเครือข่ายพันธมิตรทางการค้าเข้ากับศักยภาพทางการเงิน เพื่อปลดล็อกทุกข้อจำกัด พร้อมยกระดับผู้ประกอบการไทยให้คว้าโอกาสและเติบโตบนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าฯ เน้น Big Brother พี่ช่วยน้อง เราไม่ได้เพียงเชื่อมผู้ประกอบการกับตลาด แต่ต้องการเชื่อมเขาทั้ง Value Chain ไปสู่ ‘โอกาสใหม่’ ทั้งคู่ค้า ช่องทาง และการเติบโต เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจไทย

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ส.อ.ท. ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภายใต้วิสัยทัศน์ The New Chapter of Thai Industries โดยขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ 5I ยกระดับ SME ให้เข้มแข็ง เชื่อมโยงสู่ตลาดโลก และเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน AI Transformation, China Business Survival และ Green Industry Transition Plus พร้อมผนึก KBank เดินหน้าสู่ Roadmap for Growth อย่างเป็นรูปธรรม

ยกระดับการแข่งขันด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน
ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เปิดเผยว่า depa พร้อมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ถ่ายทอดองค์ความรู้ แนะนำแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เหมาะกับแต่ละธุรกิจ ควบคู่กับการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนด้วยมาตรการส่งเสริมต่างๆ ของ depa โดยเชื่อว่า ความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยในครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าใจ เข้าถึง และเริ่มต้นนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

นายปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า ความท้าทายของธุรกิจวันนี้ ไม่ใช่เพียงการเข้าถึงเงินทุน แต่คือการปรับตัวและเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ NIA และธนาคารกสิกรไทยจึงร่วมกันเชื่อม “นวัตกรรม” กับ “โอกาสในการเติบโต” เพื่อเสริมศักยภาพ “ผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม” ให้เติบโต แข่งขันได้ และขยายโอกาสทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

นางสาวอุทัยวรรณ อนุชิตานุกูล กรรมการบริหารเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายบริหารความเป็นเลิศและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปัจจุบันความยั่งยืนในการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องไกลตัว ธุรกิจจะแข่งขันได้นอกจากสินค้ามีคุณภาพและคุ้มค่า ยังต้องควบคู่ไปกับความยั่งยืน ThaiCBN พร้อมที่จะเชื่อมองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน และภาคการเงิน โดยความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านและสร้างโอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม

ธนาคารกสิกรไทยเชื่อว่าการสนับสนุนผู้ประกอบการในยุคใหม่ต้องมากกว่าการให้เงินทุน แต่ร่วมเป็นพันธมิตรที่ออกแบบเส้นทางการเติบโต เชื่อมต่อผู้เชี่ยวชาญที่รู้จริง และติดตามผลลัพธ์ร่วมกับลูกค้า เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจไทย ทำเป็น อยู่รอด และเติบโต

‘เศรษฐา’ เปิดมุมมองลงทุนโรงแรม ชี้ Lake Como คือสินทรัพย์พิเศษที่มีอนาคต ลงทุน 200 ล้านยูโร ทุ่มเต็ม 100% ราคาสูงใกล้หมื่นล้านบาท เตรียมปิดดีลในเดือนกันยายนนี้

กำลังจะมีโรงแรมสัญชาติไทยที่ Como

นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความคิดเห็นผ่านทางบัญชี X (ทวิตเตอร์) ส่วนตัว เกี่ยวกับข่าวการลงทุนของ Sansiri Capital เข้าถือครองกรรมสิทธิ์ 100% ในโรงแรม The Lake Como EDITION โรงแรมระดับอัลตร้าลักซ์ชัวรี 5 ดาวริมทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี

นายเศรษฐา เปิดเผยว่า ตนเองเริ่มลงทุนในธุรกิจโรงแรมตั้งแต่ปี 2017 และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อได้ไปเห็นสินทรัพย์ที่กำลังพิจารณาลงทุนด้วยตัวเอง มักจะมี “ความรู้สึกบางอย่าง” ที่บ่งบอกว่าสถานที่แห่งนั้นมีอะไรพิเศษและมีศักยภาพมากพอที่จะลงทุน และเมื่อเห็นข่าวการลงทุนในครั้งนี้ ก็เข้าใจทันทีถึงเหตุผลที่ทีมงานตัดสินใจเลือกสินทรัพย์แห่งนี้

โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของทะเลสาบโคโม บริเวณ Cadenabbia (Griante) หันตรงไปยัง Bellagio Promontory สามารถมองเห็นทั้งเมืองเก่าสีพาสเทล ผืนน้ำของทะเลสาบ และแนวเทือกเขาแอลป์ที่โอบล้อมอยู่ด้านหลัง

สำหรับการลงทุน นอกเหนือจากความสวยงามและทำเลที่โดดเด่นแล้ว สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ศักยภาพการเติบโตในระยะยาว — ทั้งจากทำเลที่หาได้ยาก ความแข็งแกร่งของทะเลสาบโคโมในฐานะจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับลักซ์ชัวรีโลก และโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินทรัพย์ในอนาคต

โดยดีลการลงทุนครั้งนี้ แสนสิริผ่าน Sansiri Capital ได้ลงนามสัญญาซื้อขายเพื่อเข้าถือครองสินทรัพย์จากกลุ่มทุน Bain Capital และ Omnam Group ในราคาประมาณ 200 ล้านยูโร หรืออาจมากเกือบหนึ่งหมื่นล้านบาท เตรียมปิดดีลภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้

เครดิต : เดลินิวส์

ที่มา : https://www.facebook.com/100080293719036/posts/1116376004382180/?rdid=4k0nvWDUK67ARW5M#

“พีทีที สเตชั่น” ขยาย Self Serve!! ครอบคลุม 285 สถานีทั่วไทย ต่อโปรคุ้มลด 1 บาทต่อลิตรน้ำมันทุกชนิด เติมเองผ่านแอปเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว โปรโมชันถึง 30 ก.ย. 69 นี้เท่านั้น

พีทีที สเตชั่น ขยาย Self Serve “เติมเอง” กว่า 285 สถานีทั่วไทย พร้อมต่อโปรคุ้ม ลด 1 บาท/ลิตร ทุกชนิดน้ำมัน ถึง 30 กันยายน 2569

พีทีที สเตชั่น (PTT Station) ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านนวัตกรรมสถานีบริการน้ำมันและผู้สร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทางยุคใหม่ เดินหน้าขยายการให้บริการเติมน้ำมันด้วยตนเอง “Self Serve” ครอบคลุมแล้วกว่า 285 สถานีทั่วประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่มองหาความสะดวก รวดเร็ว และสามารถควบคุมขั้นตอนการใช้บริการได้ด้วยตนเอง พร้อมตอบแทนกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมด้วยการต่อระยะเวลาโปรโมชัน Self Serve มอบส่วนลดน้ำมัน 1 บาทต่อลิตร สำหรับน้ำมันทุกชนิด โดยไม่มีขั้นต่ำในการเติม ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569 ณ พีทีที สเตชั่น สาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

นายพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เปิดเผยว่า “พีทีที สเตชั่น มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันการบริการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้บริการในทุกมิติ โดยบริการ Self Serve นับเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนการผสานนวัตกรรมการบริการเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ เพื่อช่วยให้ทุกการเดินทางของลูกค้าคล่องตัวและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง การเดินหน้าขยายสาขา Self Serve สู่กว่า 285 สถานีทั่วไทยในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำความตั้งใจที่จะส่งมอบความสะดวกสบายที่เข้าถึงได้ง่ายและครอบคลุมยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับความคุ้มค่าที่จับต้องได้จริง”

วิธีใช้บริการ Self Serve ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+
1. ค้นหาสถานี (Search): ตรวจสอบสถานีบริการใกล้เคียงที่รองรับ Self Serve พร้อมเช็กความพร้อมของชนิดน้ำมันได้ล่วงหน้าก่อนเดินทาง
2. สั่งการสะดวก (Order): เลือกหมายเลขหัวจ่าย ชนิดน้ำมัน จำนวนเงิน หรือปริมาณลิตรที่ต้องการได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชัน
3. เติมเองง่ายดาย (Pump): ยกหัวจ่ายและควบคุมการเติมน้ำมันด้วยตนเอง รวดเร็ว มั่นใจในทุกหยด
4. ชำระเงินไร้รอยต่อ (Pay): เพิ่มทางเลือกและความสะดวกสบายด้วยการรองรับ Blue Wallet นอกเหนือจากการชำระผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิต
5. รับสิทธิประโยชน์ (Rewards): สะสมคะแนน blueplus+ อัตโนมัติทุกครั้งที่เติม
ร่วมสัมผัสประสบการณ์ “เติมเอง” ง่าย สะดวก รวดเร็ว และคุ้มค่ายิ่งกว่า กับโปรโมชัน Self Serve ลด 1 บาท/ลิตร ทุกชนิดน้ำมัน ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 30 กันยายน 2569 ณ พีทีที สเตชั่น สาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

ค้นหาสถานีที่รองรับบริการ ตรวจสอบประวัติการใช้งาน และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ แอปพลิเคชัน blueplus+, Facebook Fanpage: PTT Station หรือ Contact Center โทร. 1365
(หากพบปัญหาในการใช้งาน Self Serve ติดต่อ โทร. 02-239-9997)

‘วราวุธ’ ชง ครม.ต่ออายุ!! ครม.ไฟเขียว ยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงานต่อ 5 ปี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชี้รัฐยอมลดรายได้ 13.28 ล้าน แลกพยุงเศรษฐกิจชายแดนใต้ระยะยาว

“วราวุธ" ชงครม. ต่ออายุมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงาน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้-4 อำเภอสงขลา ต่อเนื่องอีก 5 ปี มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 20 มิ.ย. 69

วันที่ 1 กันยายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยก่อนเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1 / 2569 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองศิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ว่า ในการประชุม ครม.วันนี้(1 ก.ย.2569) กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ต่อเนื่องอีก 5 ปี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.2569 เป็นต้นไป

“การยกเว้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้ ครอบคลุมค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการหลายประเภท ทั้งใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ขยายโรงงาน ใบแทนใบอนุญาต การโอนใบอนุญาต การปรับเพิ่มหรือลดเครื่องจักร การเพิ่มพื้นที่หรืออาคารโรงงาน รวมถึงค่าธรรมเนียมรายปี” นายวราวุธ กล่าว

ทั้งนี้ ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนหรือขยายกิจการ รักษาฐานการผลิต และช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ตอกย้ำว่ากระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญในการดูแลผู้ประกอบการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

นายวราวุธ กล่าวว่า จากมาตรการนี้มีโรงงานที่อยู่ในข่ายได้รับประโยชน์ จำนวน 683 โรงงาน เพิ่มขึ้นจากปี 2564 มี 119 โรงงาน สะท้อนผลสำเร็จที่สามารถจูงใจให้เกิดการลงทุนในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น แบ่งเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 (โรงงานที่ต้องขออนุญาตก่อนการประกอบกิจการ) จำนวน 666 โรงงาน และโรงงานจำพวกที่ 2 (แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบก่อนดำเนินกิจการ) จำนวน 17 โรงงาน มีการจ้างงานประมาณ 15,000 คน

ทั้งนี้ ในแง่ของรายได้ภาครัฐ แม้จะทำให้รัฐจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้น้อยลง หรือคาดว่าจะสูญเสียรายได้ประมาณ 13.28 ล้านบาท แต่กระทรวงอุตสาหกรรมมองว่าเป็นการนำรายได้ส่วนหนึ่งของรัฐไปช่วยลดภาระของผู้ประกอบการโดยตรง แลกกับประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่กว้างกว่า ทั้งการรักษาธุรกิจเดิม การจ้างงาน และการดึงดูดการลงทุนใหม่

“จังหวัดชายแดนภาคใต้มีเงื่อนไขและข้อจำกัดในการประกอบธุรกิจแตกต่างจากพื้นที่ทั่วไป ดังนั้น นโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมจึงต้องทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกว่า การลงทุนในพื้นที่ยังเดินหน้าต่อได้ และภาครัฐพร้อมอยู่เคียงข้างผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินกิจการและลงทุนในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง” นายวราวุธ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top