Saturday, 1 August 2026
ECONBIZ NEWS

ทิศทางการส่งออกไทย ในเศรษฐกิจโลทยุคใหม่ ศัทยภาพ โอทาส และการเชื่อมต่อ ผ่าน Thaitrade

ทิศทางการส่งออกไทยในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ศักยภาพ โอกาส และการเชื่อมต่อผ่าน Thaitrade

ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญทั้งโอกาสจากเทคโนโลยีใหม่และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ภาคการผลิตจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดรับกับกระแสดิจิทัลที่เติบโต ควบคู่กับการตอบสนองความต้องการสินค้าอาหารคุณภาพของตลาดโลก พร้อมทั้งพัฒนาช่องทางเข้าถึงตลาดต่างประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ต้นปี พ.ศ. 2569 การส่งออกไทยมีมูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 24.4% สูงสุดในรอบหลายปี ขณะที่การนำเข้าอยู่ที่ 34,876.5 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนศักยภาพของสินค้าไทยและความสามารถในการตอบโจทย์ตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่เกิดขึ้น แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้ซื้อทั่วโลกจึงมีบทบาทสำคัญ โดย Thaitrade.com ในฐานะช่องทาง B2B อย่างเป็นทางการของประเทศไทย ช่วยเพิ่มการมองเห็นสินค้าไทยในตลาดสากล และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ต่อจากนี้ เราจะพาไปสำรวจสินค้าส่งออกที่มีศักยภาพ และวิเคราะห์แนวโน้มการค้าไทย เพื่อเตรียมพร้อมสู่โอกาสใหม่ในเวทีสากล

สินค้าอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เครื่องยนต์หลักของการเติบโต
เมื่อพิจารณาโครงสร้างการส่งออกเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 จะพบว่ากลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยมีมูลค่า 26,950.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 29.8% คิดเป็นสัดส่วนหลักของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด สินค้าที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่ เครื่องโทรศัพท์และอุปกรณ์ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า แผงสวิตช์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า ตลอดจนรถยนต์และชิ้นส่วน

การขยายตัวของสินค้ากลุ่มนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI Data Centers ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งต้องอาศัยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้ากำลังจำนวนมาก ส่งผลให้ไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับสากล
เกษตรและอาหารแปรรูป ฐานความมั่นคงที่ยังแข็งแรง

แม้ว่ากลุ่มสินค้าเกษตรจะมีมูลค่า 2,000.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1.8% และกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรมีมูลค่า 1,671.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1.7% แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า สินค้าหลายรายการยังคงขยายตัวได้อย่างโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นไก่แปรรูป กุ้งสดแช่เย็น–แช่แข็ง ผลไม้สดและแช่แข็ง ผลไม้กระป๋อง ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยง

ขณะเดียวกัน สินค้าสำคัญอย่างทุเรียน มังคุด และข้าวหอมมะลิ ก็กลับมาขยายตัวได้ดีตามอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาล สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการสินค้าอาหารคุณภาพของไทยยังคงมีเสถียรภาพในตลาดโลก แม้ภาพรวมตัวเลขจะชะลอตัวลงเล็กน้อยก็ตาม

ในด้านตลาดปลายทาง การส่งออกไทยยังขยายตัวครอบคลุมเกือบทุกตลาดสำคัญ โดยเฉพาะตลาดที่เติบโตโดดเด่นอย่างออสเตรเลีย (+97.8%) สวิตเซอร์แลนด์ (+52.5%) สหรัฐฯ (+43.1%) จีน (+35.1%) และอาเซียน 5 (+29.8%)

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการกระจายความเสี่ยงทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งแสดงศักยภาพของสินค้าไทยที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายในแต่ละภูมิภาคได้อย่างยืดหยุ่นและตรงจุด
แนวโน้มในอนาคต
แนวโน้มการส่งออกยังมีสัญญาณเติบโตต่อเนื่องจากแรงหนุนของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก รวมถึงการรุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ฉบับใหม่

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความผันผวนของค่าเงินบาท ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบการค้าโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการค้าในระยะถัดไป
ทั้งนี้ ไม่ว่าตลาดส่งออกจะเป็นอย่างไร การใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง Thaitrade.com ควบคู่กับการวางกลยุทธ์เชิงรุกจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงผู้ซื้อทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เริ่มต้นขยายตลาดต่างประเทศของคุณผ่าน Thaitrade.com ได้แล้ววันนี้ พร้อมสร้างเส้นทางเชื่อมต่อสินค้าไทยสู่ตลาดโลก Your Gateway to Global Trade ไปพร้อมกัน

WHA Group ทะยานสู่ภูมิภาค!! ติด Fortune Southeast Asia 500 กำไรปกติปี 2565 ทะลุ 5.2 พันล. New Record High ต่อเนื่องปีที่ 4 ลงทุน 1.65 หมื่นล. ดันเศรษฐกิจใหม่

WHA Group ติดทำเนียบ “Fortune Southeast Asia 500 ประจำปี 2026” ตอกย้ำผู้นำ ภูมิภาค ด้วย กำไรปกติปี 2025 รวม 5,261 ล้านบาท ทุบสถิติรอบใหม่ สร้าง New Record High ต่อเนื่อง ติดต่อกันเป็นปีที่ 4

สมุทรปราการ – บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group ประกาศความสำเร็จ ครั้งสำคัญบนเวทีระดับภูมิภาค หลังได้รับการจัดอันดับ ให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในทำเนียบ “Fortune Southeast Asia 500 ประจำปี 2026” ซึ่งจัดทำโดย Fortune นิตยสารธุรกิจ และการเงินชั้นนำระดับโลก โดยความสำเร็จในครั้งนี้ สะท้อนถึง เสถียรภาพทางการเงินที่มั่นคง และการเติบโต ทางธุรกิจที่แข็งแกร่งขององค์กรในระดับภูมิภาคอย่างเด่นชัด

การจัดอันดับในทำเนียบ Fortune Southeast Asia 500 ในปีนี้ พิจารณาจากเกณฑ์รายได้รวม ขั้นต่ำของบริษัทชั้นนำจาก 7 ประเทศในภูมิภาค ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และกัมพูชา สำหรับผลประกอบการในปีงบประมาณ 2025 ที่ผ่านมา WHA Group สามารถสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติสูงถึง 18,108 ล้านบาท พร้อมทำกำไรปกติอยู่ที่ 5,261 ล้านบาท เติบโตขึ้น 16% สร้าง New Record High ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ซึ่งเป็นผลสำเร็จอย่าง เป็นรูปธรรมจากการขับเคลื่อน 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ โลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม สาธารณูปโภคและพลังงาน ดิจิทัล และโมบิลิตี้ ภายใต้แบรนด์ Mobilix โซลูชันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ครบวงจร

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “การได้รับการยอมรับและจัดอันดับให้อยู่ในทำเนียบ Fortune Southeast Asia 500 ในปีนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความน่าเชื่อถือ ความมั่นคง ทางการเงิน และทิศทางกลยุทธ์ที่ถูกต้อง ขององค์กรในการขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค ภายใต้ความมุ่งมั่น ‘WHA: SHAPE THE FUTURE FOR THAILAND’ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ อุตสาหกรรม และการลงทุนสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) พร้อมยกระดับองค์กรสู่ Intelligent Enterprise ผ่านงบลงทุนรวมกว่า 16,500 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน”

การก้าวเข้าสู่ทำเนียบระดับภูมิภาคของ WHA Group ในครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนสิ่งยืนยันที่ช่วย สร้างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงที่ดี ให้แก่องค์กรในระดับสากล พร้อมตอกย้ำความพร้อม ในการรองรับเมกะเทรนด์โลก (Global Megatrends) โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิตของกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมายังภูมิภาคนี้ต่อไป

ไทยเปิดประตูใหญ่อาเซียน!! นายกฯ ชู 3 แกนร่วมมือ ไทย–รัสเซีย ดันการค้า–ลงทุน–เศรษฐกิจดิจิทัลบนเวทีคาซาน ไทยเสนอตัวเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ เชื่อมตลาดสองภูมิภาค

นายกฯ ชูไทยเป็นประตูเชื่อมรัสเซียสู่อาเซียน พร้อมผลักดันการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจดิจิทัล ในเวที ASEAN-Russia Business Forum

วันนี้ (17 มิ.ย.69) เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เข้าร่วมงาน ASEAN-Russia Business Forum กล่าวปาฐกถาโดยกล่าวถึงศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างรัสเซียกับอาเซียน พร้อมเชิญชวนนักธุรกิจรัสเซียใช้ไทยเป็นฐานขยายสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน

นายกฯ ระบุว่า ปี 2569 เป็นวาระครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย ซึ่งความร่วมมือได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยไทยกำลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ขณะที่มาตรการ FastPass Initiative ช่วยให้ไทยดึงดูด FDI สูงสุดในรอบ 10 ปี

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-รัสเซียใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. การเชื่อมโยง (Connectivity) ไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และดิจิทัล พร้อมเป็น “ประตูยุทธศาสตร์” เชื่อมธุรกิจรัสเซียสู่ตลาดอาเซียน 2. การค้าและการลงทุน (Trade and Investment) เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาระบบการค้าพหุภาคี การกระจายตลาด และการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน พร้อมผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Thai-EAEU FTA) เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต 3. การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน (People-to-People Exchanges) ไทยยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวรัสเซียและพร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว การแพทย์ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทย-รัสเซีย

ในช่วงท้าย นายกฯ กล่าวว่าการครบรอบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-รัสเซียในปี 2570 จะเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1485753346920331&id=100064570394286&rdid=3qn3VGaJskdjGbFz#

“โรงกลั่นไทย” ยืนยันน้ำมันดิบเพียงพอ!! จัดหาน้ำมันดิบได้ต่อเนื่อง ลดพึ่งพาตะวันออกกลางเหลือ 30% เพิ่มสต็อกน้ำมันเกินปกติ 10 วัน เตรียมพร้อมรองรับความผันผวนโลก

กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ยืนยันความสามารถในการจัดหาน้ำมันดิบ เสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางส่อแววยืดเยื้อ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังผันผวนและส่อแววยืดเยื้อ ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านอุปทานและเส้นทางการขนส่ง โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกพลังงานที่สำคัญของโลก กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยืนยันบทบาทของโรงกลั่นในการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ โดยยังคงสามารถจัดหาน้ำมันดิบและรักษาการผลิตได้ตามแผน เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันของประเทศได้อย่างเพียงพอ

นางรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ส.อ.ท. เปิดเผยว่า กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้ติดตามสถานการณ์ตลาดพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการจัดหา เส้นทางการขนส่ง และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อการจัดหาน้ำมัน พร้อมทั้งประเมินสถานการณ์และวางแผนจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความร่วมมือกับเครือข่ายผู้ค้าและผู้ผลิตน้ำมันในตลาดโลก เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำมันดิบจากหลายภูมิภาคและปรับแผนจัดหาได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ ความสามารถในการปรับตัวดังกล่าว เป็นผลจากการลงทุนพัฒนาและปรับปรุงโรงกลั่นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถรองรับน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตที่หลากหลายและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหา โดยตั้งแต่เกิดภาวะความไม่สงบในตะวันออกกลาง กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้เพิ่มการจัดหาน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่น อาทิ แอฟริกาตะวันตกและสหรัฐฯ ส่งผลให้สัดส่วนการจัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางลดลงจากประมาณ 60% ในภาวะปกติ เหลือประมาณ 30% ซึ่งเป็นน้ำมันดิบที่ยังสามารถรับมอบจากท่าเรือนอกช่องแคบฮอร์มุซ

นอกจากนี้ เพื่อรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยังได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการอุปทานเพิ่มเติม อาทิ เร่งการจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าเพื่อรองรับการผลิต, การเพิ่มการจัดเก็บน้ำมันดิบบนเรือ (Floating Storage) รวมถึงการจัดหาถังน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มเติมชั่วคราวจากทั้งภายในและภายนอกโรงกลั่น ส่งผลให้ในปัจจุบัน มีปริมาณน้ำมันในระบบสูงกว่าระดับปกติก่อนเกิดสงครามประมาณ 10 วัน ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจว่าประเทศไทยยังมีพลังงานเพียงพอรองรับความต้องการใช้งานและรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

นางรุ่งนภาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมจะยังคงติดตามสถานการณ์พลังงานโลกอย่างใกล้ชิด และดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบอย่างเต็มศักยภาพต่อไป พร้อมทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอในทุกสถานการณ์

‘รัดเกล้า’ หนุนกม.สมุนไพร!! เสนอ พรบ.แพทย์แผนไทย สร้างเศรษฐกิจใหม่ ปกป้องชุมชนเจ้าของภูมิปัญญา ลดนำเข้ายา สร้างความมั่นคงสุขภาพ ผลักดันนวัตกรรมสมุนไพรสู่ตลาดโลก

รัดเกล้า หนุน พ.ร.บ.การแพทย์แผนไทยฯ ชี้ “สมุนไพรไทย” ต้องก้าวจากมรดกภูมิปัญญาสู่ทรัพย์สินทางเศรษฐกิจของชาติ

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว โดยระบุว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เพียงกฎหมายด้านการแพทย์แผนไทย แต่เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ความมั่นคงทางยา ความมั่นคงทางสุขภาพ และการสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงจากภูมิปัญญาของคนไทย

รัดเกล้าระบุว่า ประเทศไทยมีต้นทุนสำคัญที่หลายประเทศไม่มี ทั้งความหลากหลายทางชีวภาพและองค์ความรู้ดั้งเดิม โดยมีสมุนไพรกว่า 16,789 ชนิด และตำรับยากว่า 54,979 ตำรับ แต่ประเทศไทยยังคงอยู่ในฐานะผู้ส่งออกวัตถุดิบและสารสกัดในราคาต้นน้ำ ขณะที่ต่างชาตินำไปวิจัย พัฒนา และสร้างมูลค่าเพิ่ม ก่อนส่งกลับมาจำหน่ายในราคาที่สูงกว่าหลายเท่า

“เราต้องเลิกเป็นเพียงผู้ขายวัตถุดิบ และก้าวขึ้นเป็นผู้สร้างนวัตกรรมจากทรัพยากรของตนเอง” รัดเกล้ากล่าว

พร้อมกันนี้ได้เน้นย้ำว่า "เจ้าของภูมิปัญญาไม่ควรเป็นเพียงผู้เฝ้ามองความสำเร็จของคนอื่น" หัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือการคุ้มครองสิทธิของชุมชนเจ้าของภูมิปัญญา เมื่อมีการนำตำรับยา หรือองค์ความรู้ดั้งเดิมไปใช้เชิงพาณิชย์ ชุมชนต้องได้รับการยอมรับ ได้รับการคุ้มครอง และได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นธรรมผ่านกลไกการแบ่งปันผลประโยชน์ (Benefit Sharing)

นอกจากนี้ รัดเกล้ายังชี้ให้เห็นถึงบทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 ที่สะท้อนความสำคัญของความมั่นคงทางยา โดยเห็นว่าประเทศไทยควรลดการพึ่งพาการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์จากต่างประเทศ และเร่งพัฒนาศักยภาพการพึ่งพาตนเอง โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพและยาสมุนไพรที่ไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว

“ฟ้าทะลายโจรและขมิ้นชันเป็นตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า หากสมุนไพรไทยได้รับการวิจัยอย่างเป็นระบบ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และมีมาตรฐานการผลิตที่ชัดเจน ก็สามารถก้าวเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพได้อย่างน่าเชื่อถือ”

รัดเกล้าเสนอแนวทางต่อยอดกฎหมาย 5 ประการ ได้แก่

1. คุ้มครองสิทธิชุมชนและสร้างกลไกแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
2. สนับสนุนการวิจัยและการทดลองทางคลินิก เพื่อสร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับสมุนไพรไทย
3. ลดความซ้ำซ้อนของกฎระเบียบและขั้นตอนการอนุญาต เพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs และวิสาหกิจชุมชนเติบโต
4. กำหนดสมุนไพรยุทธศาสตร์ของชาติ พร้อมตั้งเป้าหมายลดการนำเข้ายาและเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพ
5. สร้างห่วงโซ่มูลค่าสมุนไพรไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้รายได้กระจายสู่เกษตรกร ชุมชน นักวิจัย และผู้ประกอบการไทย

รัดเกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า กฎหมายฉบับนี้สามารถเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับสมุนไพรไทย จาก “มรดกภูมิปัญญา” สู่ “ทรัพย์สินทางเศรษฐกิจของชาติ” และเปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ขายวัตถุดิบไปสู่ผู้สร้างนวัตกรรมสุขภาพที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างแท้จริง

นายกฯ หนุนเชื่อมไทย-เวียดนาม!! ประชุมธุรกิจไทย-เวียดนามที่ฮานอย เน้น 5 อุตสาหกรรมศักยภาพสูง ตั้งเป้าทะลุมูลค่าการค้า 5 หมื่นล้านดอลล์ เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานและแข่งขันอาเซียน

นายกฯ หนุนเชื่อมธุรกิจไทย-เวียดนาม ผลักดันความร่วมมือ 5 อุตสาหกรรมศักยภาพสูง

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นำทีมไทยแลนด์ เดินหน้าผลักดันความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนไทย-เวียดนาม จัดประชุมใหญ่นักธุรกิจสองประเทศ ผู้ร่วมงานกว่า 100 คน จับมือสองฝ่ายเชื่อมโยง 5 อุตสาหกรรมศักยภาพ ได้แก่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล AI และเซมิคอนดักเตอร์ อาหารและเครื่องดื่ม การท่องเที่ยว และธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานและขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้จัดงานประชุม “Thailand – Vietnam Investment and Business Networking 2026” เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรม Fairmont Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างภาคเอกชนไทยและเวียดนาม โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีอีกหลายท่าน รวมทั้งหัวหน้าหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ขณะที่ฝ่ายเวียดนาม นำโดยนายโห่ สี หู่ง ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (VCCI) โดยมีนักธุรกิจชั้นนำจากประเทศไทยและเวียดนามเข้าร่วมงานกว่า 100 คน

ภายในงาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเปิดการประชุม โดยเน้นย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนามกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ภายใต้กรอบ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน” (Comprehensive Strategic Partnership) ซึ่งจะช่วยยกระดับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนาศักยภาพของภาคเอกชน ปัจจุบันไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเวียดนามในอาเซียน ขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับสองของไทยในอาเซียน โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกันกว่า 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีที่ผ่านมา และมีเป้าหมายเพิ่มเป็น 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐในระยะอันใกล้ ทั้งนี้ไทยและเวียดนามต่างมีจุดแข็งทางเศรษฐกิจที่สามารถเกื้อหนุนและต่อยอดซึ่งกันและกันได้ โดยรัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนความร่วมมือและอำนวยความสะดวก เพราะเชื่อในศักยภาพของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างสองประเทศ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หัวใจสำคัญของความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนาม คือ ยุทธศาสตร์ Three Connects ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นและภาคบริการ และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่สำคัญ 3 ด้าน คือ 1) ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่โลกให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งภูมิภาคอาเซียนโดยเฉพาะไทยและเวียดนามเป็นพื้นที่ปลอดภัย 2) ด้านการมุ่งสู่พลังงานสะอาด ซึ่งนักลงทุนไทยมีศักยภาพและลงทุนในเวียดนามมายาวนาน โดยควรร่วมกันผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงพลังงานสะอาดในภูมิภาคอาเซียน 3) ด้านการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งทั้งสองประเทศมีจุดแข็ง จึงต้องสร้างความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมทั้งความร่วมมือในธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะช่วยต่อยอดจุดแข็งของทั้งสองประเทศ

ส่วนนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ทั้งสองประเทศมีศักยภาพที่จะต่อยอดความร่วมมือสู่การเป็น “หุ้นส่วนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” ท่ามกลางแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และกติกาการค้าใหม่ ความร่วมมือไทย–เวียดนามจึงควรมุ่งใช้ประโยชน์จากเครือข่าย FTA และจุดแข็งที่เกื้อหนุนกัน เพื่อสร้างฐานห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นและปลอดภัยสำหรับนักลงทุน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งจะช่วยได้ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายเล็ก รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวมูลค่าสูงและการท่องเที่ยวสุขภาพ ซึ่งจะช่วยเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของทั้งสองประเทศ และยกระดับอาเซียนให้เป็นศูนย์กลางโอกาสทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างยั่งยืน

ในส่วนของนายโห่ สี หู่ง ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (VCCI) กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลเวียดนามกำลังเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และสนับสนุน Digital Transformation เพื่อเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ สำหรับประเทศไทยถือเป็นพันธมิตรที่มีความโดดเด่น และมีโอกาสในการลงทุนร่วมกันระหว่างภาคเอกชนไทยและเวียดนามในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ นิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ยานยนต์ เกษตร อาหารและเครื่องดื่ม พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียว

ในการประชุมครั้งนี้ มีการจัดเวที Sectoral Dialogue เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างผู้นำภาคธุรกิจของไทยและเวียดนามใน 5 สาขาที่มีศักยภาพ ได้แก่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล AI และเซมิคอนดักเตอร์ อาหารและเครื่องดื่ม การท่องเที่ยว และธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม โดยมีผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำของไทยและเวียดนามหลายแห่งเข้าร่วมหารือ

บริษัทไทยที่ร่วมหารือ เช่น บริษัท ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล (TCP) บีซีพีจี กลุ่มเซ็นทรัล นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ นิคมอุตสาหกรรมอมตะ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ไทยเบฟเวอเรจ บีกริม ปูนซิเมนต์ไทย สยามพิวรรธน์ ธนาคาร EXIM ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย เป็นต้น

ขณะที่บริษัทรายใหญ่จากเวียดนามที่ร่วมหารือ เช่น Sun Group ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และโครงการด้านการท่องเที่ยว Sovico Group กลุ่มธุรกิจด้านการเงิน การบิน อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน โรงแรม และดิจิทัล Vietjet Air สายการบินเอกชนรายใหญ่ของเวียดนาม Solarvest Vietnam ผู้ให้บริการพลังงานสะอาดแบบครบวงจร FPT Semiconductor ผู้ออกแบบวงจรรวมและพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ CMC Global บริษัทด้าน IT อันดับสองของเวียดนาม Menas Group ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์ SHINEC Group ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ Saigon Newport ผู้ดำเนินธุรกิจท่าเรือ โลจิสติกส์ และเขตอุตสาหกรรม เป็นต้น

จากการหารือดังกล่าว ผู้ประกอบการทั้งสองประเทศได้สะท้อนถึงโอกาสและศักยภาพในการสร้างความร่วมมือระหว่างกัน โดยอาศัยจุดแข็งของแต่ละฝ่าย สำหรับผู้ประกอบการเวียดนาม ได้นำเสนอโอกาสความร่วมมือในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ด้านการท่องเที่ยว เห็นว่าการเพิ่มเส้นทางการบินและเที่ยวบินระหว่างกันจะเป็นฐานสำคัญในการขยายโอกาสในเรื่องอื่น ๆ โดยเสนอให้ร่วมออกแบบเส้นทางการท่องเที่ยวในรูปแบบ 1 เส้นทาง 2 จุดหมาย โดยชูการท่องเที่ยวในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของทั้งสองประเทศ ในส่วนของธุรกิจอาหารและค้าปลีก สนใจร่วมมือกับผู้ประกอบการไทยในธุรกิจอาหาร แฟรนไชส์ และค้าปลีก สำหรับธุรกิจดิจิทัล มองไทยเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ได้ รวมถึงการร่วมมือในการพัฒนาท่าเรือ ระบบโลจิสติกส์ และนิคมอุตสาหกรรมระหว่างผู้ประกอบการไทยและรัฐวิสาหกิจเวียดนาม

สำหรับผู้แทนภาคเอกชนไทย ได้นำเสนอความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เช่น การเชิญร่วมลงทุนในธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม การค้าปลีก การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงการร่วมลงทุนในประเทศที่สาม โดยผู้แทนกลุ่มพลังงานเห็นว่า ไทยและเวียดนามมีโอกาสในการร่วมลงทุนในประเทศที่สาม เพื่อผลิตพลังงานสะอาดโดยอาศัยความเชี่ยวชาญของบริษัทไทย โดยอาจพิจารณาประเทศลาว เนื่องจากมีน้ำและลมที่เพียงพอในการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการในเวียดนาม ซึ่งมุมมองเหล่านี้นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Three Connects ระหว่างประเทศไทยและเวียดนามอย่างเป็นรูปธรรม

‘วราวุธ’ หนุน SME D Bank ดันเอสเอ็มอีบุก Live Commerce ผนึก TikTok-อินฟลูเอนเซอร์ร่วมงาน ขยายตลาดออนไลน์เติมทุนพัฒนา สร้างโอกาสสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

‘วราวุธ’ หนุน SME D Bank ติดปีกเอสเอ็มอี บุก Live Commerce ผนึก TikTok-อินฟลูเอนเซอร์ ร่วมงาน “TikTok Live Commerce EXPO 2026” ขยายตลาดออนไลน์ ดันธุรกิจสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล : นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากผลความสำเร็จของโครงการ TikTok Live Commerce EXPO 2025 ที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ร่วมดำเนินการกับ TikTok ได้รับการตอบรับอย่างดีมาก มีสินค้าเอสเอ็มอีเข้าร่วมกว่า 400 รายการ สามารถสร้างยอดขายให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รวมประมาณ 302 ล้านบาท ผลักดันผู้ประกอบการเข้าสู่ TikTok Shop กว่า 2,200 ร้านค้า ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 789 ล้านบาท และเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้าสู่แหล่งทุนรวมกว่า 487 ล้านบาท

กระทรวงอุตสาหกรรม จึงเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จ จัดโครงการ TikTok Live Commerce EXPO 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อเร่งสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เพิ่มช่องทางการตลาดออนไลน์ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ผ่านแพลตฟอร์ม Live Commerce ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยหันมาเลือกซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการไลฟ์ขายสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ Live Commerce กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรง สร้างความน่าเชื่อถือให้สินค้า กระตุ้นการตัดสินใจซื้อ และลดต้นทุนด้านการตลาด โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ

“การปรับตัวเข้าสู่ช่องทางการค้าออนไลน์ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ภาครัฐจึงต้องเข้ามาช่วยสร้างโอกาสให้เอสเอ็มอีไทยเข้าถึงเครื่องมือทางการตลาดสมัยใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายวราวุธ กล่าว

โดยงาน TikTok Live Commerce EXPO 2026 จะจัดขึ้นในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น. เป็นต้นไป ผ่านช่อง TikTok ของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังประมาณ 20 ราย ซึ่งจะร่วมไลฟ์สดจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ยังไม่มีประสบการณ์ด้านการตลาดออนไลน์ จะได้รับการอบรมจาก SME D Bank และ TikTok Shop ในหัวข้อการทำโฆษณาผ่าน TikTok Ads และเทคนิคการไลฟ์ขายสินค้า เพื่อเพิ่มทักษะการทำตลาดดิจิทัลและต่อยอดธุรกิจในระยะยาว ฟรี! โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จัดในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 13.00-17.00 น. ณ สำนักงานใหญ่ SME D Bank

โครงการเปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2569 โดยผู้สมัครต้องเป็นเจ้าของแบรนด์หรือมีผลิตภัณฑ์ของบริษัทตนเอง โดยต้องไม่เป็นสินค้าผิดกฎหมาย มีร้านค้าใน TikTok Shop เปิดระบบ Affiliate Program และมีตะกร้าสินค้าพร้อมสำหรับการจำหน่าย กำหนด 1 สิทธิ์ต่อ 1 บริษัท

นอกจากนี้ SME D Bank ยังพร้อมสนับสนุนเงินทุนให้ผู้ประกอบการที่ต้องการขยายกิจการ ด้วยแพ็กเกจสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ในช่วง 3 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 10 ปี เพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เสริมสภาพคล่อง ลงทุน หรือปรับปรุงกิจการ

ผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ ติดต่อฝ่ายพัฒนาและสนับสนุนผู้ประกอบการ ของ SME D Bank โทร. 087-341-8216 / 083-612-2670 / 092-282-3832 และ 089-402-7271 หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

ที่สำคัญผู้สมัครจะต้องเป็นเจ้าของแบรนด์และเป็นสินค้าที่ไม่ผิดกฎหมาย ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ทางกระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.)จะมีการแถลงข่าวเกี่ยวกับความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม Shopee ในการที่จะใช้มาตรฐานอุตสาหกรรม(มอก.) เพื่อตรวจสอบว่าสินค้าที่จะขายในแพลตฟอร์มนั้น มีมาตรฐานหรือไม่อย่างไรเพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนเวลาซื้อของผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์จะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน

NPS PLUS ยกทัพ “ลิฟต์จริง” จัดแสดงกลางงานสถาปนิก’69 โชว์ Universal Design เข้าถึงผู้ใช้งานทุกกลุ่ม ควบคู่ Wellness Architecture ตอบโจทย์ทุกมิติงานออกแบบ

NPS PLUS ชวนคิดเรื่องลิฟต์ตั้งแต่เริ่มออกแบบบ้าน ผ่านบูธ L501 ในงานสถาปนิก’69

งานสถาปนิก’69 พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจและนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกำลังจะกลับมา ระหว่างวันที่ 28 เมษายน - 3 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี พื้นที่จัดแสดงจำนวนมหาศาลกำลังถูกเนรมิตให้กลายเป็นเวทีโชว์นวัตกรรม วัสดุก่อสร้าง และเทคโนโลยีการออกแบบอาคารที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตแห่งอนาคต

NPS PLUS มากกว่าผู้เชี่ยวชาญ คือผู้ส่งมอบความปลอดภัยกว่า 2 ทศวรรษ

ท่ามกลางเสียงเครื่องมือและโครงสร้างที่กำลังก่อร่างสร้างตัว มีหนึ่งบูธที่โดดเด่นด้วยความตั้งใจที่จะไม่เล่าเพียงเรื่อง “สินค้า” แต่ต้องการนำเสนอ “วิธีคิดใหม่” ของการผสานวิศวกรรมเข้ากับสถาปัตยกรรม นั่นคือบูธของ NPS PLUS บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านระบบลิฟต์ บันไดเลื่อน และทางลาดเลื่อนครบวงจร

ด้วยประสบการณ์ในอุตสาหกรรมที่ยาวนานกว่า 22 ปี NPS PLUS ยืนหยัดในฐานะผู้ให้บริการที่ดูแลครบจบในที่เดียว ตั้งแต่การออกแบบ ติดตั้ง ซ่อมบำรุง ไปจนถึงการปรับปรุงระบบลิฟต์ให้ทันสมัย พร้อมสร้างความมั่นใจด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ทั้ง CE, EN-81, EN-115 และ ISO 9001:2015

เมื่อ "ลิฟต์" ไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกคิดทีหลัง

เบื้องหลังการจัดบูธครั้งนี้ ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “จะจัดอย่างไรให้สวยงาม” เท่านั้น แต่ลงลึกถึงแก่นของการนำไปใช้งานจริง คุณบีม - ปฐมฤกษ์ พงษ์ชัยไกรกิติ ผู้บริหารรุ่นที่ 2 ของ NPS PLUS และเป็นผู้ควบคุมการออกบูธ ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ว่า

“การออกบูธของเรา ไม่ใช่แค่การนำสินค้ามาตั้งโชว์ แต่เราต้องการเปิดบทสนทนาใหม่กับทุกคนที่แวะเวียนเข้ามา เพราะในมุมของ NPS PLUS ลิฟต์ไม่ได้เป็นแค่เครื่องจักรที่พาคนจากชั้นหนึ่งไปอีกชั้นหนึ่ง แต่คือระบบสำคัญของบ้านและอาคาร ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย คุณภาพชีวิต การใช้งานระยะยาว และภาพรวมของงานออกแบบ”

สัมผัสประสบการณ์จริง ผ่านมิติของพื้นที่และสถาปัตยกรรม

สิ่งที่ถือเป็นไฮไลต์และสร้างประสบการณ์ใหม่ของการจัดแสดงสินค้าประเภทลิฟต์ในงานสถาปนิก’69 คือการที่ บูธ L501 ถูกออกแบบให้มี “ลิฟต์จริง” เป็นองค์ประกอบสำคัญ เพื่อให้ผู้ชมงานได้ก้าวข้ามการมองผ่านภาพหรือแคตตาล็อก สู่การได้สัมผัสสัดส่วนจริง เห็นขนาดพื้นที่ เข้าใจระบบประตูและมองเห็นภาพรวมว่าลิฟต์สามารถเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมได้อย่างกลมกลืนตั้งแต่กระบวนการคิดเริ่มต้น

Universal Design ที่ตอบโจทย์ระบบนิเวศการก่อสร้างในทุกมิติ

ในยุคที่บ้านสำหรับผู้สูงอายุและบ้านที่ต้องการ Universal Design กลายเป็นโจทย์หลัก NPS PLUS จึงเข้ามาเป็นผู้ช่วยสำคัญเพื่อให้ทุกคนคิดเรื่องลิฟต์ได้อย่างถูกต้องตั้งแต่วันแรก โดยตอบโจทย์ทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุด

สำหรับเจ้าของบ้าน: เราช่วยตอบคำถามสำคัญ ไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่ครอบคลุมถึงการเตรียมพื้นที่ ความสะดวกสบายในการใช้งานของผู้สูงวัย ระบบความปลอดภัย และความอุ่นใจในการดูแลหลังการติดตั้ง

สำหรับสถาปนิก: เราช่วยแนะนำการจัดวางโครงสร้างที่ไม่ทำให้เสีย Flow ของพื้นที่ รวมถึงวิธีการผสานลิฟต์ให้เป็นหนึ่งเดียวกับดีไซน์ของบ้าน

สำหรับผู้รับเหมา: ให้คำปรึกษาด้านการเตรียมโครงสร้างและระบบไฟฟ้าที่ถูกต้อง แม่นยำ ลดข้อผิดพลาดในหน้างานจริง

สำหรับ Developer และเจ้าของโครงการ: เรานำเสนอระบบลิฟต์ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวของอาคาร ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัย ต้นทุนการดูแลรักษา และความพึงพอใจของลูกบ้าน ซึ่งมีคุณค่ามากกว่าการเป็นเพียงหนึ่งรายการใน BOQ (Bill of Quantities)

การเปิดตัว UP by NPS PLUS สู่มิติใหม่ของลิฟต์บ้าน

ภายในบูธเดียวกันนี้ NPS PLUS ยังได้เปิดตัว UP by NPS PLUS หรือ UP Homelift ลิฟต์บ้านระดับพรีเมียมมาตรฐานยุโรป EN 81 ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์บ้านและไลฟ์สไตล์ของคนไทยโดยเฉพาะ ภายใต้แนวคิด “Lift UP Your Life” ที่ผสานมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลเข้ากับดีไซน์เรียบหรูเหนือระดับ

UP Homelift ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยยุคใหม่ มอบประสบการณ์การโดยสารที่นุ่มนวล เงียบ และสบาย ด้วยระบบ มอเตอร์สายพาน Traction Belt ที่ช่วยให้การเคลื่อนที่เป็นไปอย่างราบรื่น ตอบสนองรวดเร็ว และให้ความรู้สึกพรีเมียมในทุกการใช้งาน ราวกับลิฟต์ในโรงแรมระดับลักชัวรี

จุดแข็งของ UP by NPS PLUS ไม่ได้อยู่ที่ดีไซน์เพียงอย่างเดียว แต่ยังต่อยอดมาจากประสบการณ์ด้านลิฟต์และบันไดเลื่อนในประเทศไทยมากกว่า 22 ปี ของบริษัท เอ็น.พี.เอส. พลัส พร้อมมาตรฐานการให้บริการหลังการขายที่ยึดระบบบริหารคุณภาพระดับสากล ISO 9001 รวมถึงการพัฒนาร่วมกับผู้ผลิตลิฟต์และบันไดเลื่อนมาตรฐานยุโรปจากต่างประเทศ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งความสวยงาม ความปลอดภัย และการดูแลระยะยาว

จากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญดังกล่าว NPS PLUS จึงต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ UP เพื่อเปลี่ยนภาพจำของลิฟต์บ้าน จากเครื่องจักรภายในอาคาร ให้กลายเป็น “เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอก” ที่สะท้อนรสนิยม ความทันสมัย และความใส่ใจในรายละเอียดของผู้อยู่อาศัยได้อย่างแท้จริง

นวัตกรรมเพื่อสุขภาวะที่ดี (Wellness Architecture)

การเปิดตัว UP ในครั้งนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่เชื่อมโยงสู่แนวคิด Wellness Architecture ซึ่ง NPS PLUS มุ่งพัฒนาโซลูชันที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยแบบองค์รวม โดยคุณบีมได้ขยายความเพิ่มเติมว่า

“เราผสาน 2 มิติหลักเข้าด้วยกัน มิติแรกคือ Biomedical ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ Aging Society ช่วยลดภาระทางร่างกายของผู้สูงอายุ และทำให้ทุกคนในบ้านใช้งานได้สะดวกขึ้น ขณะเดียวกัน เรายังให้ความสำคัญกับการลดเสียงรบกวน หรือ Noise Reduction เพื่อให้ลิฟต์ทำงานเงียบที่สุด ไม่รบกวนการพักผ่อน พร้อมระบบระบายอากาศที่ช่วยให้อากาศถ่ายเทได้ดี

อีกมิติคือ Building Science ที่ให้ความสำคัญกับระบบมอเตอร์และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน และสอดคล้องกับแนวทางของอาคารยุคใหม่ รวมถึงพร้อมสนับสนุนโครงการที่ต้องการประเมินมาตรฐาน WELL หรือ TREES”

ก้าวสู่อนาคตของการออกแบบไปกับ NPS PLUS

“ลิฟต์ที่ดี ไม่ใช่แค่ขึ้นลงได้ แต่ต้องปลอดภัย เข้ากับบ้าน และดูแลได้ในระยะยาว”

บูธที่เนรมิตขึ้นมาในงานครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าพื้นที่จัดแสดงสินค้า แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านมุมมอง จากการมองลิฟต์เป็นเพียงอุปกรณ์ปลายทาง สู่การเป็นองค์ประกอบสำคัญของบ้าน ที่ควรถูกคิดร่วมกับงานออกแบบตั้งแต่วันแรก

วันนี้ UP by NPS PLUS พร้อมแล้วที่จะยกระดับบ้านของคุณให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.npsplus.co.th/

https://www.nps-up.co/

ไทยยังรับมือได้!! พลังงานเกาะติดวิกฤตตะวันออกกลาง สงครามกดดันน้ำมันโลก ราคาน้ำมันตึงตัว ไทยยังประคองได้ ชี้ไทยมีสำรองเพียงพอ 105 วัน

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ
ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประจำวันที่ 7 เมษายน 2569 

1. สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
- สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากสหรัฐฯ ประกาศเส้นตายให้อิหร่านเปิดช่องแคบ Hormuz พร้อมขู่ใช้มาตรการทางทหาร ซึ่งทางอิหร่านได้ปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงและเตือนถึงการตอบโต้ที่รุนแรง ส่งผลให้เกิดการโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่องจนกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและการเดินเรือในเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงต่อการขยายตัวของสงครามในระดับภูมิภาค แต่ยังกดดันอุปทานพลังงานโลกและผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบผันผวนอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 7 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 105 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 18 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่าการขนส่ง 33 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 29 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 5 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 83.20 ล้านลิตร และจำหน่าย 74.23 ล้านลิตร
3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 50.54 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 45.54 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 38.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 43.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 43.58 บาท
- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.95 บาท ขณะที่ฟิลิปปินส์ กัมพูชา เมียนมา สปป.ลาว สิงคโปร์ อยู่ที่ 51.83 - 87.85 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 50.54 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 50.38 - 118.82 บาทต่อลิตร 
- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 เมษายน 2569 ติดลบ 56,229 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 1,473 ล้านบาท
 

บีโอไอหนุนอีซูซุ อีซูซุลงทุนเพิ่ม 1.5 หมื่นล้าน บีโอไอหนุนไทยก้าวสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สีเขียว ยกระดับโรงงานไทยสู่ Euro 6 มุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียวตามมาตรฐานระดับโลก

บีโอไอไฟเขียวอีซูซุ ลงทุนกว่า 1.5 หมื่นล้าน

ยกระดับฐานการผลิต ก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว

บีโอไออนุมัติ อีซูซุ (Isuzu) ขยายการลงทุนเพิ่มกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงและยกระดับฐานการผลิตรถกระบะในประเทศไทย ติดตั้งระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ควบคู่กับการลงทุนด้านพลังงานสะอาด และพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับมาตรฐานยูโร 6 มุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียวตามมาตรฐานระดับโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำงานพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการของบริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้ยื่นขอตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ จำนวน 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อเสริมศักยภาพฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานหลักของอีซูซุที่ผลิตและส่งออกไปทั่วโลก ด้วยการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในสายการผลิต และยกระดับเทคโนโลยีการผลิตรถกระบะเพื่อรองรับมาตรฐาน Euro 6 รวมทั้งเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน

การลงทุนในครั้งนี้ บริษัทจะดำเนินการปรับปรุงสายการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ผ่านการใช้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในกระบวนการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโครงรถ การเชื่อมประกอบตัวถัง การพ่นสี และการประกอบรถยนต์เต็มคัน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ ลดต้นทุน และยกระดับมาตรฐานการผลิต นอกจากนี้ บริษัทจะลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน และจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการปล่อยมลพิษระดับ Euro 6 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่เข้มงวดในการควบคุมการปล่อยมลพิษจากยานยนต์ โดยเฉพาะการลดการปล่อยไนโตรเจนออกไซด์และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM) มาตรฐานดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ยุโรป และประเทศพัฒนาแล้วอีกด้วย

บริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ผลิตรถกระบะและรถเพื่อการพาณิชย์ชั้นนำในประเทศไทย และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยได้เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตรถบรรทุกครั้งแรกในปี 2506 และขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยได้ย้ายฐานการผลิตรถปิกอัพจากญี่ปุ่นมาอยู่ที่ไทยตั้งแต่ปี 2545 และต่อมาได้ย้ายงานวิจัยและพัฒนารถปิกอัพมาอยู่ที่ไทยในปี 2553 จนทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและฐาน R&D รถกระบะที่สำคัญที่สุดของเครืออีซูซุในโลก ปัจจุบันมีโรงงานประกอบรถยนต์ 2 แห่ง คือ โรงงานสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ และโรงงานเกตเวย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีกำลังการผลิตรถปิกอัพและรถบรรทุกใหญ่รวมกันสูงถึง 385,000 คันต่อปี จ้างงานกว่า 6,000 คน อีกทั้งใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศมากกว่า 90% สะท้อนความเข้มแข็งของกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างลึกซึ้ง

อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของไทย เมื่อรวมทั้งห่วงโซ่อุปทานแล้ว จะมีมูลค่ากว่าร้อยละ 10 ของ GDP อีกทั้งยังเป็นฐานการจ้างงานสำคัญ โดยมีผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานกว่า 2,500 บริษัท มีการจ้างงานมากกว่า 8 แสนคน ครอบคลุมทั้งผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน อุตสาหกรรมสนับสนุนและดีลเลอร์ ในปี 2568 ประเทศไทยผลิตรถยนต์ได้กว่า 1.45 ล้านคัน ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปกว่า 935,000 คัน สะท้อนบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ที่สำคัญของโลก ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่

“บีโอไอเดินหน้าสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตด้วยระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และทักษะในเทคโนโลยีใหม่ ๆ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยานยนต์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยระดับสากล รวมถึงการต่อยอดสู่ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ไปสู่ยานยนต์สมัยใหม่ที่มีการใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น” นายนฤตม์ กล่าว

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top