Thursday, 17 September 2026
ECONBIZ NEWS

‘วราวุธ’ ดันเงินลงทุนโซลาร์หมุนในไทย!! รัฐหนุนติดตั้ง 1.5 ล้านครัวเรือน สมอ.คุมมาตรฐานทุกอุปกรณ์ ดันซัพพลายเชนในประเทศ สร้างงานเอสเอ็มอีและจ้างงานไทย

“วราวุธ” พาอุตสาหกรรมหนุนโครงการรัฐ โซลาร์ รูฟท็อป 1.5 ล้านครัวเรือน สั่ง สมอ. คุมมาตรฐานทั้งระบบ ชู ซัพพลายเชน ดัน การผลิตเอสเอ็มอี-จ้างงานคนไทย

วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า โครงการติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือโซลาร์ รูฟท็อป (Solar Rooftop) 1.5 ล้านครัวเรือน รัฐอุดหนุนรายละ 5 หมื่นบาท คาดว่าจะให้ลงทะเบียนกลางเดือนตุลาคมนี้ หรือที่เรียกว่า โครงการสนับสนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ในภาคประชาชน ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชน ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมมองมากกว่าการติดตั้งแผงโซลาร์ โดยต้องทำให้ระบบที่ประชาชนลงทุนติดตั้งมีมาตรฐานและความปลอดภัย พร้อมใช้ความต้องการจำนวนมหาศาลจากโครงการดังกล่าวเป็นโอกาสสร้างประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมไทย

“ผมได้ให้ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งดูแลมาตรฐานตั้งแต่แผง อินเวอร์เตอร์ สายไฟ แบตเตอรี่ เครื่องตัดวงจร ฟิวส์ ไปจนถึงขั้วต่อและอุปกรณ์ควบคุม เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าเงินที่ลงทุนไปจะได้ระบบที่มีคุณภาพและปลอดภัย” นายวราวุธกล่าว

สำหรับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับระบบ Solar Rooftop ครอบคลุมตั้งแต่แผงเซลล์แสงอาทิตย์ตาม มอก.61730 เล่ม 2-2567 เครื่องตัดวงจรสำหรับไฟฟ้ากระแสตรง มอก.60947 เล่ม 2-2569 ฟิวส์สำหรับระบบพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ มอก.60269 เล่ม 6-2567 สายไฟฟ้าสำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์ มอก.62930-2564 แบตเตอรี่ลิเทียมสำหรับระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า มอก.63056-2567 และอินเวอร์เตอร์ มอก.2603 เล่ม 2-2556 รวมถึงขั้วต่อสายไฟ DC และตู้รวมสายไฟเซลล์แสงอาทิตย์

นายวราวุธ กล่าวว่า อีกด้านหนึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมต้องการใช้ตลาดจากโครงการ 1.5 ล้านครัวเรือน มาสร้างซัพพลาย เชน หรือห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ตั้งแต่การประกอบแผง โครงแผง กระจก สายไฟ กล่องเชื่อมต่อ โครงสร้างติดตั้ง ตู้ไฟ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เงินลงทุนหมุนเวียนในประเทศ เกิดการผลิตและการจ้างงาน รวมถึงสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย และเป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมต้องการเห็นว่าโซลาร์รูฟที่อยู่บนหลังคาบ้านคนไทยมีมาตรฐาน ปลอดภัย และสร้างงานสร้างอุตสาหกรรมให้ประเทศไทยด้วย

‘จุลพันธ์’ จูงใจนายจ้างลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน!! ปรับลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนนายจ้าง ลดภาระรายย่อยกว่า 3.4 แสนแห่ง คาดช่วยประหยัด 1,700 ล้านบาทต่อปี คงสิทธิประโยชน์ลูกจ้างครบถ้วน

“จุลพันธ์” จูงใจนายจ้างลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน ช่วยลดเงินสมทบนายจ้างประมาณ 3.4 แสนแห่ง คาดลดเงินสมทบปีละ 1,700 ล้านบาท มีผลวันที่ 1 มกราคม 2570

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานมีความห่วงใยและตระหนักถึงภาระของนายจ้างและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ จึงเห็นชอบให้ออกประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง ประเภท ขนาดของกิจการ ท้องที่ที่ให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบ อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ (ฉบับที่ 2) เพื่อปรับลดภาระการจ่ายเงินสมทบ กองทุนเงินทดแทน โดยยังคงไว้ซึ่งสิทธิประโยชน์และการคุ้มครองลูกจ้างอย่างครบถ้วน

นายจุลพันธ์ รมว.แรงงาน กล่าวว่า กองทุนเงินทดแทน เป็นกองทุนที่นายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบเพียงฝ่ายเดียว เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ลูกจ้างเมื่อประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิตเนื่องจากการทำงาน การปรับปรุงอัตราเงินสมทบในครั้งนี้จึงมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการลดภาระของนายจ้างกับการรักษาความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว เพื่อให้กองทุนสามารถดูแลและเยียวยาลูกจ้างได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับสาระสำคัญของการปรับปรุง สำนักงานประกันสังคม ได้ปรับ
อัตราเงินสมทบหลักให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่แท้จริง โดยมีกลุ่มกิจการที่สามารถปรับลดอัตราเงินสมทบหลัก 452 รหัสกิจการ จากทั้งหมด 1,091 รหัสกิจการ พร้อมทั้งปรับปรุงวิธีการคำนวณอัตราค่าประสบการณ์ โดยเพิ่มส่วนลดสูงสุดจากเดิม ร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 70 การปรับส่วนลดดังกล่าวจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างและสถานประกอบการให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานมากยิ่งขึ้น โดยสถานประกอบการที่มีสถิติการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานต่ำ มีโอกาสได้รับส่วนลดเงินสมทบเพิ่มขึ้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้จากการประเมินคาดว่าจะมีสถานประกอบการ 344,521 แห่ง หรือประมาณ 75 % ของนายจ้างทั้งหมด ได้รับการปรับลดเงินสมทบ คิดเป็นเงินสมทบที่ลดลงประมาณ 1,700 ล้านบาทต่อปี และที่สำคัญ ไม่มีนายจ้างรายใดต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้น จากการปรับปรุงอัตราเงินสมทบและวิธีการคำนวณอัตราค่าประสบการณ์ในครั้งนี้

ด้าน นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า การปรับปรุงอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยลดต้นทุนและบรรเทาภาระของนายจ้าง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งเสริมให้สถานประกอบการตระหนักถึงความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการทำงาน

“กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลนายจ้างและการคุ้มครองลูกจ้าง การปรับลดเงินสมทบครั้งนี้ไม่ได้ลดทอนสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างแต่อย่างใด แต่เป็นการบริหารจัดการกองทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างแรงจูงใจด้านความปลอดภัยในการทำงาน และรักษาเสถียรภาพของกองทุนเงินทดแทนให้มีความมั่นคง สามารถเป็นหลักประกันและที่พึ่งของพี่น้องแรงงานได้อย่างยั่งยืน” นางสาวกาญจนา กล่าว

กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม ยืนยันเดินหน้าบริหารจัดการ กองทุนเงินทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อให้กองทุนมีเสถียรภาพ สามารถรองรับการดูแลลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานได้อย่างมั่นคง พร้อมเติบโตไปกับภาคธุรกิจและระบบแรงงานไทยอย่างยั่งยืน

“อุ่นใจ มีจริงกับกองทุนเงินทดแทน ที่พร้อมดูแลลูกจ้างในยามเจ็บป่วยจากการทำงาน”
ศูนย์สารนิเทศ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

เติมน้ำมัน พีทีที สเตชั่น 500 บาท รับมังคุดใต้ฟรี!! ฟรีมังคุดใต้ 100,000 กิโลกรัม โครงการพื้นที่ปันสุขเพื่อชุมชน เติมน้ำมัน 500 บาท รับทันที ช่วยเกษตรกรผลผลิตล้นตลาด

พีทีที สเตชั่น แจกฟรี มังคุดใต้กว่า 100,000 กิโลกรัม ผ่านโครงการ “พื้นที่ปันสุขเพื่อชุมชน”
เมื่อเติมน้ำมัน 500 บาท ระหว่างวันที่ 11-13 กันยายน 69 เฉพาะสถานีฯ ใน 4 จังหวัด
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน พร้อมด้วย นายเอกชัย ตั้งเสงี่ยมวิสัย
ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์และการตลาดค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ร่วมสานต่อโครงการ “พื้นที่ปันสุขเพื่อชุมชน เติมเต็มรอยยิ้มให้เกษตรกรไทย เติมน้ำมันรับฟรี มังคุด” ณ พีทีที สเตชั่น ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ รวมกว่า 360 สถานี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทยในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด พร้อมส่งต่อผลไม้คุณภาพจากแหล่งผลิตโดยตรงสู่มือผู้บริโภค โดย

พีทีที สเตชั่น ได้รับซื้อมังคุดจากเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดภาคใต้ เพื่อส่งมอบเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณให้กับลูกค้าที่เติมน้ำมันครบ 500 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ รับฟรีมังคุด 1 ถุง (จำกัด 1 ถุง/ใบเสร็จ) โดยรวมแล้วมีการจัดสรรผลผลิตกว่า 100,000 กิโลกรัม เพื่อกระจายให้กับลูกค้าในสถานีบริการที่ร่วมรายการ ระหว่างวันที่ 11 – 13 กันยายน 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

นายเอกชัย เปิดเผยว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนช่วยให้เกษตรกรได้จำหน่ายมังคุดในราคาที่เหมาะสมในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด ซึ่งเป็นหนึ่งในความตั้งใจของ พีทีที สเตชั่น ที่จะสนับสนุนเกษตรกรไทยให้สามารถระบายผลผลิตได้อย่างเหมาะสม และช่วยลดผลกระทบจากภาวะราคาตกต่ำ ขณะเดียวกันก็ส่งต่อความสุขเล็ก ๆ ให้กับผู้ใช้บริการ พีทีที สเตชั่น ผ่านผลไม้ไทยสดใหม่ที่มากด้วยคุณภาพและรสชาติ โดย OR รับซื้อมังคุดจากเกษตรกร รวมกว่า 100,000 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 2,000,000 บาท เพื่อนำมากระจายสู่ผู้ใช้บริการ พีทีที สเตชั่น ที่ร่วมรายการ ซึ่งกิจกรรมนี้ไม่เพียงเป็นการแบ่งเบาภาระของพี่น้องเกษตรกร แต่ยังตอกย้ำว่า พีทีที สเตชั่น เป็นศูนย์กลางของชุมชนตามแนวคิด Living Community ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและเกษตรกรสามารถเข้าถึงตลาด และส่งต่อผลผลิตคุณภาพสู่ผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง สอดคล้องกับแนวคิดการดำเนินธุรกิจของ OR ด้านความยั่งยืน “OR เติมโอกาส ดีดีดี” ในมิติ “ชุมชนดี” เติมเต็มรอยยิ้มให้ชุมชน ส่งต่อความสุขให้กับผู้คนที่มาใช้บริการ สนับสนุนและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าเป็นศูนย์รวมพลังของชุมชน เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่เติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง

บางจากฯ ช่วยเกษตรกร!! ร่วมมือกรมค้าภายในพยุงราคาผลไม้ สมาชิกเติมน้ำมันรับฟรีมังคุดสด ตั้งแต่ 11–13 ก.ย. 69 ที่กรุงเทพฯ ต่อยอดแบรนด์พลังงานสีเขียวทั่วประเทศ

บางจากฯ ร่วมช่วยเกษตรกร สมาชิกบางจากกรีนไมลส์เติมน้ำมันทุกชนิด รับฟรีมังคุดสดจากสวน
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดกระจายผลผลิตที่กำลังออกสู่ตลาดตามฤดูกาลพร้อมกันจำนวนมาก ด้วยการรับซื้อมังคุดมาสมนาคุณลูกค้า โดยสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ เติมน้ำมันชนิดใดก็ได้ตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป รับฟรีมังคุดสดจากสวน 1 ถุง (ประมาณครึ่งกิโลกรัม) ตั้งแต่วันที่ 11 – 13 กันยายน 2569 หรือจนกว่าของจะหมด ณ สถานีบริการน้ำมันบางจากในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ที่ร่วมรายการ ดูรายละเอียดได้ที่ www.bangchakmarketplace.com

บางจากฯ ได้ร่วมช่วยเหลือกลุ่มชุมชนเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่องด้วยการคัดสรรผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตร เช่น ลูกหยีกวน สับปะรดอบแห้ง ลูกไหนอบแห้ง เป็นต้น มาเป็นของสมนาคุณลูกค้า และร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ รับซื้อผลผลิตที่ออกมาพร้อมกันจำนวนมากตามฤดูกาล เพื่อร่วมดูดซับผลผลิตและพยุงราคา เช่น ส้ม มะนาว ไข่ไก่ มังคุด สับปะรด ลำไย กระเทียม หอมแดง มะม่วง เป็นต้น นำมาเป็นของสมนาคุณลูกค้าผู้ใช้น้ำมัน ช่วยรองรับผลผลิต สร้างงานสร้างรายได้ให้ชุมชนเกษตรกร

บางจากฯ ดำเนินงานไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม ด้วยแนวคิด Greenovative Destination ของสถานีบริการน้ำมันบางจากที่มีเป้าหมายให้ผู้บริโภคได้รับพลังงานคุณภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีธุรกิจเสริมต่างๆ หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน ตลอดจนเป็นจุดหมายของการแบ่งปันและสร้างสรรค์สังคมไทยที่น่าอยู่

บอร์ด EV เปิดเกมใหม่!! 'เอกนิติ' นำประชุมบอร์ดยานยนต์ไฟฟ้า 'วราวุธ' ร่วม หนุนไทยฐานผลิตยานยนต์ ปรับ EV3/EV3.5 รับเทคโนโลยีและตลาด เร่งลงทุน ส่งออก เพิ่ม Local Content ภายในประเทศ

“เอกนิติ” เรียกประชุมบอร์ด EV นัดแรก “วราวุธ” ร่วม เร่งเครื่องยานยนต์ไทยสู่ฐานผลิตแห่งอนาคต ดัน Local Content–ลงทุน–ส่งออก พร้อมปรับมาตรการ EV3/EV3.5 รับการเปลี่ยนผ่าน

วันที่ 10 กันยายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (EV Board) โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน พร้อมด้วย นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม นายเกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ตลอดจนผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ กระทรวงการคลัง

การประชุมครั้งนี้มุ่งกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้สอดรับกับเทคโนโลยีและแนวโน้มยานยนต์แห่งอนาคต โดยให้ความสำคัญควบคู่กันทั้ง การต่อยอดความแข็งแกร่งของฐานการผลิตเดิม และการสร้างขีดความสามารถรองรับเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์แห่งอนาคตที่ครบวงจร

ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถโดยสาร รถเพื่อการพาณิชย์ แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนสำคัญ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีอัดประจุและสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ พร้อมพิจารณาแนวทางสนับสนุนเทคโนโลยี HEV/MHEV ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ตลอดจนการเพิ่มสัดส่วน Local Content และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการพัฒนา ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร ทั้งการขยายโครงสร้างพื้นฐานและระบบข้อมูลด้านการอัดประจุ การยกระดับมาตรฐานแบตเตอรี่ เครื่องอัดประจุ และความปลอดภัย รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วและซากยานยนต์ ตั้งแต่การรวบรวม การถอดแยก การนำกลับมาใช้ประโยชน์ และการรีไซเคิล ตลอดจนการพัฒนากลไกความรับผิดชอบของผู้ผลิตตามหลัก Extended Producer Responsibility (EPR) เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและยกระดับขีดความสามารถด้านการรีไซเคิลภายในประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้นำข้อเสนอจากภาคเอกชนมาประกอบการกำหนดทิศทางนโยบาย โดยครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานและการทดสอบ มาตรการภาษีและสิทธิประโยชน์ การส่งเสริม Local Content และ Common Parts การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ การยกระดับผู้ประกอบการไทย การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์เกิดขึ้นอย่างสมดุล ทั้งในกลุ่มผู้ผลิตเดิม นักลงทุนรายใหม่ และผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ

ในด้านมาตรการภาครัฐ ที่ประชุมได้หารือแนวทาง ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้สอดคล้องกับการลงทุน การผลิต การส่งออก และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ รวมถึงการเตรียมมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่าน และการปรับแนวทางการดำเนินมาตรการ EV3 และ EV3.5 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และทิศทางอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนและการผลิตในประเทศอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการขับเคลื่อนในระยะต่อไป จะดำเนินการผ่านคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คณะอนุกรรมการด้านการผลิตยานยนต์สมัยใหม่และชิ้นส่วน ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน และ คณะอนุกรรมการด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน เพื่อบูรณาการการดำเนินงานด้านการผลิต การลงทุน ตลาด มาตรฐาน กฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบข้อมูล ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

เอกนิติ - บีโอไอ ดันธุรกิจไทยเข้าสู่ Smart Manufacturing อัดฉีดกว่า 4,800 ล้าน เสริมแกร่งผู้ประกอบการไทย พัฒนาบุคลากรกว่า 7.6 หมื่นคน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเทคโนโลยีใหม่

บีโอไอ อัดฉีดกว่า 4,800 ล้านบาท
เสริมแกร่งธุรกิจไทย - ปั้นบุคลากรทักษะสูงกว่า 7.6 หมื่นคน

“เอกนิติ – บีโอไอ” เดินหน้าหนุนอัปเกรดผู้ประกอบการไทยและเร่งพัฒนากำลังคนทักษะสูง ไฟเขียวมาตรการ Business Transformation และ Skill Bridge รอบใหม่ 55 โครงการ รวมที่อนุมัติก่อนหน้านี้เป็นทั้งหมด 108 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวมกว่า 4,800 ล้านบาท มุ่งยกระดับธุรกิจไทยด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ วิจัยและพัฒนา ระบบอัตโนมัติและ AI พร้อมพัฒนาบุคลากรกว่า 76,000 คน รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ที่ประชุมคณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจา ภายใต้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบให้การส่งเสริมโครงการภายใต้มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Business Transformation) จำนวน 48 โครงการ และมาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Skill Bridge) จำนวน 7 โครงการ รวม 55 โครงการ หากรวมโครงการที่อนุมัติไปก่อนหน้านี้ 53 โครงการ จะเป็นทั้งหมด 108 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวมกว่า 4,800 ล้านบาท โดยมุ่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย ควบคู่กับการเตรียมกำลังคนทักษะสูงให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต

สำหรับ มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Business Transformation) ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การใช้ระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่และอุตสาหกรรมสีเขียว ที่ประชุมวันนี้ได้อนุมัติส่งเสริมเพิ่มเติม 48 โครงการ เงินลงทุนรวม 3,540 ล้านบาท โดยจะได้รับวงเงินสนับสนุน 1,663 ล้านบาท เมื่อรวมกับการอนุมัติก่อนหน้านี้ ทำให้มีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมแล้วรวม 66 โครงการ เงินลงทุนรวม 5,806 ล้านบาท โดยมีวงเงินสนับสนุนรวม 2,796 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมการเกษตร แปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมชีวภาพ อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์

การสนับสนุนทั้ง 66 โครงการ คาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ของผู้ประกอบการประมาณ 3,900 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มการจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการในประเทศกว่า 7,100 ล้านบาทต่อปี พร้อมสร้างงานทั้งระดับปฏิบัติการและระดับทักษะสูงประมาณ 1,500 ตำแหน่ง โดยเฉพาะวิศวกรด้าน AI ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ วิศวกรรมขั้นสูง และการวิจัยและพัฒนา ช่วยส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับบุคลากรไทยสู่การผลิตขั้นสูงและการผลิตอัจฉริยะ ตลอดจนขยายองค์ความรู้ไปยังผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานในไทยอีกกว่า 3,800 ราย

“การแข่งขันในตลาดโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยีใหม่ ต้นทุนการผลิต และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการไทยจึงต้องเร่งปรับตัวเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันมาตรการ Business Transformation เป็นกลไกทางการเงินที่เข้ามาเสริมมาตรการส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบเดิม เพื่อเร่งผู้ประกอบการไทยให้สามารถลงทุนปรับปรุงเครื่องจักร นำระบบอัตโนมัติ AI และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ได้เร็วขึ้น รวมถึงการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย” นายนฤตม์ กล่าว

สำหรับ มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Skill Bridge) ที่ประชุมได้อนุมัติส่งเสริมบริษัท สถาบันการศึกษา และสถาบันฝึกอบรมเพิ่มเติม 7 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวม 307 ล้านบาท เพื่อพัฒนากำลังคนในอุตสาหกรรมเป้าหมายจำนวน 10,180 คน เมื่อรวมกับโครงการที่ได้รับอนุมัติก่อนหน้านี้ จะมีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมแล้วทั้งสิ้น 42 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวม 2,029 ล้านบาท มีแผนการพัฒนาบุคลากรรวมทั้งสิ้น 76,728 คน โดยโครงการที่ได้รับการสนับสนุนต้องผ่านการพิจารณาคัดเลือกจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ มาตรฐานของหลักสูตร ความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของผู้ฝึกอบรม ตลอดจนศักยภาพและความพร้อมในการจัดฝึกอบรม เพื่อให้หลักสูตรและบุคลากรที่ผ่านการพัฒนาสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะมีการพัฒนาบุคลากรมากที่สุด ได้แก่

- กลุ่มดิจิทัล — เน้นหลักสูตรด้านการพัฒนาทักษะ AI การวิเคราะห์ข้อมูล และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
- กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ — เน้นการออกแบบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB Design) และระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
- กลุ่มการแปรรูปอาหาร — ครอบคลุมหลักสูตรด้านนวัตกรรมอาหาร เทคโนโลยีการแปรรูปอาหาร และบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ
- กลุ่มยานยนต์สมัยใหม่ — เน้นหลักสูตรด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และระบบการผลิตสมัยใหม่
- กลุ่มเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ — เน้นการประยุกต์ใช้ AI และ IoT ในภาคเกษตร เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) และเทคโนโลยีชีวภาพ

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ กลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และกลุ่มเทคโนโลยีทางการแพทย์ สะท้อนให้เห็นการกระจายตัวของการพัฒนาบุคลากรในหลากหลายสาขา ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของรัฐบาลและบีโอไอที่จะสนับสนุนการเตรียมบุคลากรไทยให้มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่

“มาตรการ Business Transformation และ Skill Bridge เป็นสองกลไกที่ต้องเดินไปพร้อมกัน เพราะการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไทย จำเป็นต้องพัฒนาทั้งด้านเทคโนโลยีและการอัปเกรดเครื่องจักรในสายการผลิต ควบคู่กับการเตรียมบุคลากรที่มีทักษะสูงที่จะช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่บีโอไอกำลังทำจึงเป็นการเร่งสร้างขีดความสามารถใหม่ให้กับภาคธุรกิจไทย ทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และกำลังคน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก สามารถแข่งขันได้ และเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมในโลกยุคใหม่” นายนฤตม์ กล่าว

พีทีที สเตชั่น คว้ารางวัล “Diamond”!! โครงการเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง ตอกย้ำมาตรฐานน้ำมันชั้นนำ จากกรมธุรกิจพลังงาน สะท้อนความมุ่งมั่นบริการคุณภาพ

พีทีที สเตชั่น คว้ารางวัลระดับ “Diamond” โครงการเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง (DOEB Fuel Management Award) จากกรมธุรกิจพลังงาน ตอกย้ำผู้นำคุณภาพน้ำมัน

นายสุชาติ ระมาศ ผู้อำนวยการใหญ่ พร้อมด้วย นายเอกชัย ตั้งเสงี่ยมวิสัย ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์และการตลาดค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เป็นตัวแทนในการรับรางวัลระดับ “Diamond” จาก ดร. สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่
คอมเพล็กซ์ กระทรวงพลังงาน ในโครงการเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง (DOEB Fuel Management Award) กรมธุรกิจพลังงงาน

PTT Station ของ OR ผ่านเกณฑ์การประเมินจากกรมธุรกิจพลังงานทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านระบบคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลงที่มีมาตรฐานการควบคุมคุณภาพน้ำมันตลอดห่วงโซ่อุปทาน อีกทั้งมีการทดสอบคุณภาพน้ำมัน ณ คลังน้ำมันและ มี Mobile Lab รถตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเคลื่อนที่ตรวจสอบสถานีทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค ด้านความยั่งยืน มีการส่งเสริมการขนส่งน้ำมันทางท่อ ซึ่งเป็นรูปแบบการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ด้านเศรษฐศาสตร์ มีมาตรการส่งเสริมให้ผู้บริโภคได้รับสิทธิประโยชน์ตลอดทั้งปี รวมถึงนวัตกรรมบริการเติมเอง Self-Serve ผ่านแอพพลิเคชั่น blueplus+ พร้อมให้บริการ 24 ชั่วโมง โดย PTT Station ได้รับการประเมินและได้รับสัญลักษณ์ระดับ “ดีมาก” จำนวนกว่า 2,000 สถานี ซึ่งประชาชนสามารถสังเกตได้จาก สติ๊กเกอร์สีทองแดง “รับรองระบบการควบคุมคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง” ณ สถานีที่ผ่านการรับรอง

โครงการเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง (DOEB Fuel Management Award) ส่งเสริมให้เกิดการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์ เพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงที่จำหน่ายในสถานีบริการ แสดงความยั่งยืนในการประกอบกิจการโดยการขนส่งน้ำมันทางท่อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีมาตรการหรือนวัตกรรมที่ผู้รับบริการได้รับประโยชน์จากการใช้บริการ ความสำเร็จของ OR ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานกำหนดและพร้อมให้ความร่วมมือกับกรมธุรกิจพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

บางจากฯ คว้ารางวัลระดับ Diamond !! จากกรมธุรกิจพลังงาน การันตีมาตรฐานน้ำมันคุณภาพสูงทุกลิตร ผ่านระบบควบคุมเข้มข้นทุกขั้นตอน สร้างความยั่งยืนพร้อมรักษาสิ่งแวดล้อม

บางจากฯ คว้ารางวัลสูงสุดระดับ “Diamond” จากกรมธุรกิจพลังงาน การันตีมาตรฐานน้ำมันคุณภาพสูงทุกลิตร

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านพลังงาน คว้าโล่ประกาศเกียรติคุณระดับ “Diamond” รางวัลสูงสุดจากโครงการเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง “DOEB Fuel Management Award” โดยกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน สะท้อนความเป็นเลิศในการบริหารจัดการคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเป็นระบบและครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การจัดเก็บ การขนส่ง จนถึงการส่งมอบถึงผู้บริโภค สร้างความมั่นใจได้ว่าน้ำมันบางจากทุกลิตรคงคุณภาพสูงตามมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า "รางวัลระดับ Diamond ที่บางจากฯ ได้รับ ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่มอบให้แก่ผู้ค้าน้ำมันที่ผ่านเกณฑ์การประเมินอย่างเข้มข้นใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ระบบการควบคุมคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง ความยั่งยืนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และด้านเศรษฐศาสตร์ ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดในทุกขั้นตอน (End-to-End Quality Control) ตั้งแต่การผลิตและจัดหาน้ำมันคุณภาพสูง การจัดเก็บที่คลังน้ำมัน และการขนส่ง ไปจนถึงการตรวจรับและควบคุมคุณภาพ ณ สถานีบริการน้ำมัน โดยบางจากฯ มีระบบการตรวจคุณภาพที่สถานีบริการด้วย Mobile Lab เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ส่งมอบถึงผู้บริโภคทุกลิตรมีคุณภาพสูงตามมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง การได้รับรางวัล "Diamond" ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการยืนยันถึงคุณภาพน้ำมันทุกลิตรที่ส่งมอบให้แก่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “Greenovative Destination” ที่มุ่งหวังให้สถานีบริการน้ำมันบางจากเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์และสร้างความสุขให้กับผู้ใช้บริการทุกท่านอย่างยั่งยืน”

ทูตรัสเซีย ชูไทย–รัสเซีย สู่ยุคใหม่ความร่วมมือเศรษฐกิจ!! ความสัมพันธ์ครบรอบ 130 ปี ปีหน้า มูลค่าการค้าเพิ่ม 26% ไตรมาสแรก เน้นลงทุน-เทคโนโลยี-พลังงาน จัดประชุมใหญ่ ต.ค. 2569 กรุงเทพฯ

บทความโดยเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เรื่อง รัสเซียและไทย: สู่ยุคใหม่ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

ประเทศรัสเซียและไทยนั้นมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เราจะมีการเฉลิมฉลองสำหรับการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 130 ปี ในปีหน้านี้ เราได้เห็นชัดในมิติเศรษฐกิจที่มีความชัดเจนมากขึ้นในปัจจุบัน แม้ว่าเราจะมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น แต่การค้าระหว่างรัสเซียและไทยต่างกำลังเติบโตมากยิ่งขึ้นในทางที่ดี ในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างรัสเซียและไทยเพิ่มขึ้น 2.3% แตะระดับ 1.72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในไตรมาสแรกของปี 2569 มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นอีก 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนั้น สถานการณ์ในปีนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตในทิศทางที่ดี
ความร่วมมือระหว่างรัสเซียและไทยแสดงให้เห็นว่าทั้งสองประเทศมีศักยภาพในเชิงการค้า แม้ว่าจะเจอความผันผวนอย่างมากในโลก ทั้งในระบบการเงิน และโลจิสติกส์ เรามีภารกิจร่วมกันในการเพิ่มความหลากหลายทางการค้า เพิ่มปริมาณสินค้า และพัฒนาความร่วมมือกันระหว่างบริษัทเอกชนของทั้งสองประเทศ

รัสเซียไม่ได้เห็นความสำคัญจากการเพิ่มปริมาณการส่งออกไปสู่ตลาดไทยเท่านั้น แต่ยังต้องการขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ และรัสเซียเองก็มีกำลังการผลิตสำหรับตลาดในประเทศไทยเพียงพอ โดยเฉพาะด้านพลังงาน อุตสาหกรรม เกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหารโดยรวม การขนส่ง เทคโนโลยีดิจิทัล วิทยาศาสตร์ และการศึกษา

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเองก็เป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจและการคมนาคมที่สำคัญมากของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในภาคธุรกิจที่มีศักยภาพหลายสาขา เช่น เกษตรกรรม โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเคมี และอุตสาหกรรมอาหาร

เราได้เห็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทยเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้ โดยในเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในงานได้มีการจัดเสวนาทางธุรกิจในหัวข้อ รัสเซีย–ไทย: มิติใหม่สำหรับการค้าและการลงทุน โดยมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรธุรกิจ และบริษัทของรัสเซีย และไทยเข้าหารือร่วมกันถึงสถานการณ์ในปัจจุบันและแนวโน้มของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทย การพูดคุยกันนั้นไม่ได้จำกัดแต่เพียงรูปแบบการค้าแบบสมัยก่อน แต่หากให้ความสำคัญกับการลงทุน การเสริมสร้างแนวทางและความร่วมมือเพื่อให้เอื้อแก่ผู้ประกอบการ

ปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ทางหอการค้าและอุตสาหกรรมของกรุงมอสโกได้จัดเวทีในชื่อ การเจรจาธุรกิจ มอสโก–กรุงเทพฯ: ทิศทางความร่วมมือทางธุรกิจร่วมกัน งานนี้ได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจในประเทศรัสเซียและไทย เพื่อช่วยกันผลักดันนโยบายเพื่อการพาณิชย์ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ผลักดันธุรกิจที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจร่วมกัน และเพิ่มช่องทางใหม่ ๆ ในการติดต่อระหว่างกันของบริษัทรัสเซียและไทย

เรามีอีกหนึ่งกลไกสำคัญในความร่วมมือทางเศรษฐกิจ นั่นคือ คณะกรรมาธิการร่วมรัสเซีย-ไทยว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี ซึ่งมีบทบาทในการพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ที่ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศเผชิญอย่างเป็นระบบ คณะกรรมาธิการมีส่วนช่วยในการพัฒนาความร่วมมือในอนาคต และได้มีการจัดประชุมร่วมกันไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ในการจัดการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ครั้งที่ 9 สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการติดต่อสื่อสารกันและขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

กลไกความร่วมมือแบบนี้กำลังมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากมีส่วนช่วยในการเชื่อมต่อหน่วยงานรัฐบาลและภาคธุรกิจ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับโครงการต่าง ๆ ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ทั้งรัสเซียและไทยต่างมีความร่วมมือทวิภาคีที่สูงกว่าระดับการค้าในปัจจุบันมาก รัสเซียหวังถึงการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มีความลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เพิ่มการลงทุน ขยายความร่วมมือกันทางด้านการผลิต เพื่อเป้าหมายในระยะยาว เรามีความจำเป็นในการสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ ๆ เพื่อให้ตลาดของทั้งสองประเทศเชื่อมโยงกัน และใช้กลไกการชำระเงินที่มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทยควรขยายสู่ระดับภูมิภาคมากยิ่งขึ้น โดยรัสเซียได้ให้การสนับสนุนความสัมพันธ์กับประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างต่อเนื่องและมีการขยายความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย

ความร่วมมือในระดับภูมิภาคดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสสำหรับประเทศไทย ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการกระจายความหลากหลายของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ การขยายโอกาสในการเข้าถึงตลาดใหม่ ตลอดจนการดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยี

เราจะมีการจัดงานครั้งสำคัญในปีนี้ นั่นคือ การประชุมการลงทุนรัสเซีย–ไทย ครั้งที่ 2 ณ กรุงเทพมหานคร ปลายเดือนตุลาคม 2569 โดยมีหัวข้อหลักในการประชุม คือ รัสเซียและไทย: สู่ยุคใหม่ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมงานดังกล่าว ขณะนี้ได้เปิดให้ลงทะเบียนแล้วผ่านทางลิงก์: https://forum.rusthaibusiness.com/en/rtif-main.html

เป้าหมายสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การส่งเสริมให้เกิดการติดต่อกันทางธุรกิจ การลงทุน และโครงการใหม่ ๆ เพื่อความเป็นหุ้นส่วนในระยะยาว ทั้งทางด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี อีกทั้งการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรม และมนุษยธรรม
ทั้งรัสเซียและไทยต่างมีศักยภาพในการพัฒนาความร่วมมือกันไปสู่ความสำเร็จ เรามีการเจรจาทางการเมืองที่เข้มแข็ง ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ภาคธุรกิจที่มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และสำคัญที่สุดคือ ทั้งรัสเซีย และไทยต่างมีความสนใจร่วมกันในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
การประชุมการลงทุนรัสเซีย–ไทย ครั้งที่ 2 ณ กรุงเทพมหานคร มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเพิ่มแรงผลักดันในกระบวนการดังกล่าว และเปิดบริบทใหม่ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทย

https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1250833

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1369142582056042&id=100068809406387&post_id=100068809406387_1369142582056042&rdid=FXnyTROAN3Ow2Cv3#

พลังงานย้ำไทยพร้อมรับมือน้ำมันโลกผันผวน!! ราคาน้ำมันโลกสูง ผันผวนกระทบ เดินหน้าคุมราคา–จัดหา–สำรอง สร้างความมั่นคงพลังงาน กองทุนติดลบแต่ยังดูแลเสถียรภาพ ส่งเสริมใช้พลังงานอย่างประหยัด

“พลังงาน” ย้ำพร้อมรับมือราคาน้ำมันโลกผันผวน เดินหน้าบริหารทั้งด้านราคา–จัดหา–สำรอง สร้างความมั่นคงพลังงานไทย

วันนี้ (8 กันยายน 2569) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นและมีความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการสู้รบในหลายพื้นที่ของโลกว่า กระทรวงพลังงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประเมินผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน และกระทรวงมีมาตรการรองรับสถานการณ์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับสูง โดยน้ำมัน WTI อยู่ที่ประมาณ 92.65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล, Brent ประมาณ 97.31 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และ Dubai ประมาณ 100.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอน และราคาน้ำมันอาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า จึงได้เตรียมมาตรการรองรับไว้ล่วงหน้า ซึ่งสิ่งสำคัญในเวลานี้ไม่ใช่เพียงการติดตามว่าราคาน้ำมันโลกจะขึ้นหรือลง แต่คือการทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมและสามารถรับมือกับความผันผวนได้

กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการในหลายด้านควบคู่กัน ทั้งการบริหารจัดการราคาพลังงานภายในประเทศ การดูแลให้มีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้ การบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีวินัย ตลอดจนการเร่งสร้างความหลากหลายในการจัดหาแหล่งน้ำมันดิบจากภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบพลังงานไทย
สำหรับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แม้ปัจจุบันยังมีภาระจากการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน โดย ณ วันที่ 6 กันยายน 2569 มีฐานะติดลบประมาณ 83,291 ล้านบาท แต่กระทรวงพลังงานจะบริหารจัดการกองทุนฯ อย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึง 2 เป้าหมายสำคัญควบคู่กัน คือ การลดผลกระทบต่อประชาชน และการรักษาความมั่นคงและวินัยทางการเงินของกองทุนฯ ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานกำลังเร่งดำเนินการด้านการจัดหา โดยมุ่งกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบและเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบจัดหา เพื่อให้ประเทศไทยมีทางเลือกมากขึ้นในการรับมือกับความผันผวนของตลาดโลก รวมทั้งเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสำรองที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถรองรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

“ประชาชนไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน เพราะประเทศไทยยังมีระบบจัดหาและสำรองที่สามารถรองรับการใช้ภายในประเทศได้ สิ่งที่กระทรวงกำลังดำเนินการคือ การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เพื่อให้ระบบพลังงานของประเทศสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้ต้องเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ทั้งนี้ ราคาน้ำมันเป็นราคาที่ประเทศไทยไม่สามารถกำหนดได้ทั้งหมด เนื่องจากเรายังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตลาดโลก แต่สิ่งที่เราสามารถทำได้ และกำลังทำอย่างเต็มที่ คือ บริหารความเสี่ยง เตรียมการจัดหาให้เพียงพอ กระจายแหล่งพลังงาน และใช้กลไกที่มีอยู่เพื่อไม่ให้ความผันผวนจากตลาดโลกส่งผ่านมายังประชาชนมากจนเกินไป เราจะบริหารสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกัน ความร่วมมือจากประชาชนก็มีความสำคัญ การใช้น้ำมันอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเลือกใช้เชื้อเพลิง เช่น แก๊สโซฮอล์ E20 ในรถยนต์ที่รองรับ จะช่วยลดการนำเข้าพลังงาน ลดค่าใช้จ่าย และช่วยลดแรงกดดันต่อระบบพลังงานของประเทศได้อีกทางหนึ่ง และแม้สถานการณ์พลังงานโลกในวันนี้มีความผันผวนและมีความไม่แน่นอน แต่ประเทศไทยไม่ได้รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงแก้ไข เรากำลังเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ทั้งเรื่องราคา การจัดหา การสำรอง และการกระจายความเสี่ยง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า แม้โลกจะเผชิญความผันผวน ระบบพลังงานของไทยจะยังมีความมั่นคงและสามารถเดินหน้าต่อได้” นายวีรพัฒน์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top