Saturday, 1 August 2026
ECONBIZ NEWS

“ไทยออยล์” ผงาดเวทีอาเซียน!! คว้ารางวัลดีลการเงินนวัตกรรมยอดเยี่ยมอาเซียน จาก The Asset เวทีการเงินชั้นนำเอเชีย ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกรรมการเงิน เพื่อโครงสร้างพื้นฐานยั่งยืน

ไทยออยล์คว้ารางวัลธุรกรรมทางการเงินระดับอาเซียนที่มีนวัตกรรมยอดเยี่ยมแห่งปี จาก The Asset สถาบันสื่อและวิจัยการเงินชั้นนำของเอเชีย

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการเงินและบัญชี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เข้ารับรางวัล Most Innovative Deal of the Year (ASEAN) จากโครงการธุรกรรมการบริหารจัดการสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้โครงการการให้เช่าและเช่ากลับสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 37,402 ล้านบาท ซึ่งเป็นธุรกรรมการจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนการลงทุนตามแผนธุรกิ โดยไม่ก่อภาระหนี้สินเพิ่ม ควบคู่ไปกับการรักษาอันดับความน่าเชื่อถือให้อยู่ในระดับน่าลงทุน ในงาน The Asset Triple A Sustainable Infrastructure Awards 2026 ณ ศูนย์ประชุม Suntec Singapore Convention & Exhibition Centre

รางวัลดังกล่าวมอบให้เพื่อเป็นเกียรติแก่องค์กรและสถาบันการเงินชั้นนำ โดยพิจารณาจากธุรกรรมทางการเงินที่มีนวัตกรรมการเงินที่โดดเด่น สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างยั่งยืน ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จและความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของ ไทยออยล์ในระดับสากล

สำหรับบรรณาธิการ
ไทยออยล์เป็นผู้ประกอบธุรกิจการโรงกลั่นนํ้ามันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) และเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 โดยมีธุรกิจหลักคือ การกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 275,000 บาร์เรลต่อวัน

นอกจากนี้ ไทยออยล์มีระบบการบริหารจัดการที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ (Operational Excellence) โดยบริหารงานเป็นกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงธุรกิจ ทั้งธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน โดยร่วมวางแผนการผลิตก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันมีคุณภาพสูงในระดับโรงกลั่นชั้นนำ (Top quartile) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้ได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลากหลาย เช่น ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจสารทำละลาย ธุรกิจบริหารการขนส่ทางท่อ ธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด และธุรกิจ New S-Curve

บีโอไอ ลุย FastPass !! เปิดกลไกเร่งลงทุนไทย ผนึก 8 หน่วยงานลดขั้นตอน ดันเม็ดเงิน 7 แสนล้านบาท พร้อมสร้างงานอุตสาหกรรมเป้าหมาย

บีโอไอเปิดตัว “Thailand FastPass”

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นำโดยนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จัดพิธีเปิดตัวกลไก “Thailand FastPass” ผนึกกำลัง 8 หน่วยงานภาครัฐ ร่นระยะเวลาอนุมัติ-อนุญาตทุกขั้นตอน ปลดล็อกการลงทุนจริงกว่า 7 แสนล้านบาท พร้อมสร้างงานคุณค่าสูง ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตอกย้ำไทยเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่พร้อมที่สุดในภูมิภาค โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ เอกอัครราชทูต หอการค้าต่างประเทศ บริษัทที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่กลไก Thailand FastPass และผู้ประกอบการชั้นนำในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 250 คน ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเร็ว ๆ

EECO เปิดเวทีวางอนาคตยานยนต์ไทย!! ปักหมุดอีอีซีสู่ศูนย์กลาง EV แห่งภูมิภาค ดันไทยก้าวจากฐานผลิตรถยนต์สู่ยานยนต์อนาคต ส่งเสริมการลงทุนและระบบนิเวศ นำไทยสู่ยานยนต์สมัยใหม่ระดับโลก

EECO เปิดเวทีระดมสมองวางทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
ปักหมุดพื้นที่อีอีซี สู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาค พร้อมพัฒนาระบบนิเวศครบวงจร

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO จัดงานสัมมนา EEC Sectoral Deep Dive Forum 2026 ครั้งที่ 2 : เวทีเสวนายานยนต์แห่งอนาคต โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ดำเนินงานในประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี

ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวเปิดงาน โดยย้ำว่าอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า ยานยนต์อัจฉริยะ และเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อโครงสร้างอุตสาหกรรม ห่วงโซ่อุปทาน รูปแบบการลงทุน และความต้องการกำลังคนทั่วโลก พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยและพื้นที่อีอีซี ในฐานะฐานการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ชั้นนำของภูมิภาค ผ่านการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ทั้งด้านการส่งเสริมการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การวิจัยและพัฒนา การพัฒนากำลังคน และการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้อย่างเข้มแข็ง

ดร.ชลจิต วรวังโส วีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ EECO กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "อีอีซีกับการขับเคลื่อนไปสู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก" ซึ่งได้นำเสนอทิศทางเชิงนโยบายและโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ของประเทศไทย ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนของห่วงโซ่อุปทานโลกและแนวโน้มการกระจายฐานการผลิตภายใต้บริบท China+1 พร้อมเน้นย้ำว่า อีอีซีมีศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ในการก้าวสู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค โดยอาศัยความแข็งแกร่งของฐานอุตสาหกรรมเดิม โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการลงทุนระดับโลก และการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ภายในงานได้มีการเสวนาในหัวข้อ "บทเรียนความสำเร็จจากการลงทุน : การยกระดับอุตสาหกรรม

ยานยนต์ไฟฟ้าไทยผ่านการพัฒนาชิ้นส่วนในประเทศ" โดยผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ คุณประวิทย์ วิจิตรธนกูล ผู้จัดการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด คุณสุโรจน์ แสงสนิท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี

มอเตอร์-ซีพี จำกัด คุณวราจิต ยมเสถียรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และคุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จำกัด ทั้งนี้ ผู้ร่วมเสวนาได้สะท้อนมุมมองและประสบการณ์การลงทุนในประเทศไทย โดยเน้นถึงความสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรม EV ควบคู่กับการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิม การเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การพัฒนากำลังคน และบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
ในระยะยาว

รวมไปถึงการเสวนาในหัวข้อ "การสร้างระบบนิเวศสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในพื้นที่อีอีซี" ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และภาคการเงิน ได้นำเสนอแนวทางสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างครบวงจร ครอบคลุมประเด็นหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านการทดสอบยานยนต์เพื่อสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ไทย โดย คุณตรีพล บุณยะมาน รองผู้อำนวยการสถาบัน

ยานยนต์ การพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และการขับเคลื่อนอัจฉริยะ โดย ดร. โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และการเงินสีเขียวเพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยั่งยืน

โดย Mr. Zheng Gang รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศจีน (ไทย) จำกัด (มหาชน)
ซึ่งนำเสนอกลไกสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ผ่านแนวทางการเงินที่สอดคล้องกับหลัก ESG

สำหรับการสัมมนาฯ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี ในการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ระดับโลกอย่างยั่งยืน

ก.อุตฯ ดันมาตรการช่วยชาวไร่อ้อย!! เดินหน้าจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกร มาตรการ 2 ระลอกผ่านบอร์ด กอน. เตรียมเพิ่มแรงจูงใจตัดอ้อยสด เน้นลดฝุ่น PM2.5 พร้อมสร้างรายได้

ก.อุตฯ ย้ำ พร้อมดูแลชาวไร่อ้อยตามที่บอร์ด กอน. แจ้งไว้ก่อยเปิดหีบฤดูการผลิตนี้ เผยได้ทะยอยจ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว พร้อมเตรียมพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม

กรุงเทพฯ 26 มิถุนายน 2569 – กระทรวงอุตสาหกรรมเผย ได้เดินหน้ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยอย่างต่อเนื่อง ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้แถลงเมื่อเดือนกันยายน 68 ก่อนเปิดหีบ ล่าสุดได้ทะยอยจ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว 2 มาตรการ ผ่านบอร์ด กอน. แล้ว 2 มาตรการ และเตรียมพิจารณาเพิ่มเติมอีก 1 มาตรการ ย้ำต้องไม่เหลื่อมล้ำกับมาตรการช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกลุ่มอื่นที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเช่นเดียวกัน

กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 บอร์ด กอน. ได้มีมติเห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากการเผาอ้อยในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ฤดูการผลิตปี 68/69 ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับพี่น้องชาวไร่อ้อย โดยได้ประกาศหลักเกณฑ์ให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลได้
รับทราบก่อนเริ่มฤดูการผลิต เพื่อใช้เป็นแนวทางดำเนินงานตลอดฤดูการผลิตที่ผ่านมา โดยล่าสุดได้ทะยอยจ่ายเงินช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรช่วยไร่อ้อยไปแล้ว 2 มาตรการ ได้แก่

• มาตรการสนับสนุนการปรับปรุงอุปกรณ์และเครื่องจักรกลการเกษตร อัตรา 31 บาทต่อตันอ้อยสด (จ่ายเงินแล้วจากกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย)
• มาตรการสนับสนุนเกษตรกรที่ไม่ลักลอบเผาอ้อยก่อนเก็บเกี่ยวสำหรับการผลิตอ้อยและน้ำตาลที่มีประสิทธิภาพที่ดีในทุกเขตปลูกอ้อย อัตรา 40 บาทต่อตันอ้อย (จ่ายเงินแล้วจากโรงงานน้ำตาลที่รับซื้อ)

ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เตรียมเสนอ ครม. พิจารณามาตรการช่วยเหลือชาวไร่อีก 2 มาตรการตามมติ กอน. ที่แถลงไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดหีบ ได้แก่

• มาตรการสร้างแรงจูงใจการเก็บเกี่ยวอ้อยสด 100% อัตรา 69 บาท/ตันอ้อย
• มาตรการสร้างรายได้เพิ่มจากใบและยอดอ้อย อัตรา 300 บาท/ตันใบอ้อย

นอกจากนี้ ยังเตรียมพิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ไม่เผาแปลงปลูกอ้อยหลังการเก็บเกี่ยว อัตรา 300-500 บาท/ไร่ เพิ่มเติมอีกด้วย

ทั้งนี้ กอน. ตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนรวมถึงเกษตรกรกลุ่มอื่น ๆ ที่ล้วนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน แล้วเข้าใจถึงความจำเป็นต้องบริหารจัดการงบประมาณช่วยเหลือซึ่งเป็นเงินจากภาษีของประชาชนทั้งประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัดด้วยความรอบคอบ เพื่อบรรเทาผลกระทบและให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนอย่างเป็นธรรม ซึ่งเป็นหลักในการพิจารณาเสนอมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมนี้ด้วย เพื่อความเท่าเทียมและผลประโยชน์ของประเทศโดยรวมเป็นสำคัญ โดยยืนยันว่า พร้อมจะดูแลพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยทุกคู่สัญญาราว 140,000 ราย เพื่อส่งเสริมให้อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดี ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

“พีทีที สเตชั่น” ยกระดับน้ำมันพรีเมียม!! เปิดตัว Super PowerX 99 พร้อมสารเติมแต่งเยอรมนี 4 เท่า ชูออกเทนสูงสุดในไทย ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรมพลังงาน

พีทีที สเตชั่น เปิดตัว “Super PowerX 99” น้ำมันออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในไทย สูตรใหม่ ตอกย้ำ “ที่สุด” ของน้ำมัน

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR สร้างปรากฎการณ์ในวงการน้ำมัน ด้วยการเปิดตัว “Super PowerX 99” น้ำมันเกรดพรีเมียมสูตรใหม่ล่าสุดจาก พีทีที สเตชั่น น้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่มาพร้อมค่าออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในประเทศไทย พลิกโฉมมาตรฐานน้ำมันพรีเมียมครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “ที่สุด” ของน้ำมันตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมพลังงานของไทยสู่เวทีระดับสากล

งานเปิดตัว “Super PowerX 99” น้ำมันเกรดพรีเมียมสูตรใหม่ล่าสุดจาก พีทีที สเตชั่น จัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่รวมตัวเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ และ KOLs ชั้นนำจากทั่วประเทศ มาร่วมเป็นสักขีพยานการเปิดตัว “ที่สุด” ของน้ำมัน พร้อมสะท้อนแพสชันของคนรักรถและไลฟ์สไตล์แห่งสมรรถนะการขับขี่ระดับพรีเมียม ภายในงานยังได้เปิดตัวพรีเซนเตอร์ “เบียร์ ใบหยก” นักธุรกิจและนักสะสมรถยนต์ชื่อดัง และ “โจ้ Life of Car” คอนเทนต์ครีเอเตอร์สายยานยนต์ชื่อดัง เพื่อร่วมถ่ายทอดตัวตนของ Super PowerX 99 ในฐานะน้ำมันพรีเมียมสำหรับผู้ที่แสวงหาที่สุดของสมรรถนะการขับขี่

นายพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน OR เปิดเผยว่า การเปิดตัว “Super PowerX 99” ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ พีทีที สเตชั่น ในการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมพลังงานที่ไม่เคยหยุดนิ่ง โดยมุ่งยกระดับประสบการณ์การขับขี่และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “ที่สุด” ของน้ำมันพรีเมียมด้วยค่าออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในไทย ด้วยสารเติมแต่งพรีเมียมคุณภาพระดับโลกที่เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้รถยนต์สมรรถนะสูง ไม่ว่าจะเป็น รถยุโรป รถสปอร์ต ตลอดจนผู้ขับขี่ทั่วไปที่ใส่ใจในการดูแลรักษาของเครื่องยนต์และมองหาประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า

น้ำมันพรีเมียมสูตรใหม่ “Super PowerX 99” ได้รับการพัฒนาขึ้นจากการคัดเบสน้ำมันคุณภาพสูงเกรดพิเศษ ผสานกับสารเติมแต่งระดับโลกจากประเทศเยอรมนีที่เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า จนเกิดเป็น 4 ความเป็น “ที่สุด” ในทุกมิติ:

• “ที่สุด” ของออกเทน มากกว่า 99 พลังที่มากกว่าตัวเลข: น้ำมันค่าออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในไทย เหมาะสำหรับรถยนต์สมรรถนะสูง และรถยนต์ที่รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ เพราะค่าออกเทนยิ่งสูง ยิ่งช่วยรีดสมรรถนะเครื่องยนต์ได้สุดกำลัง ทั้งพลังแรงม้า แรงบิด และการตอบสนองอัตราเร่ง นอกจากนั้น ยังช่วยให้การจุดระเบิดและการเผาไหม้สมบูรณ์ที่สุด ช่วยลดความเสี่ยงของการชิงจุดระเบิดก่อนเวลา (Knocking) และช่วยปกป้องเครื่องยนต์ในสภาวะการใช้งานที่ต้องการสมรรถนะสูง

• “ที่สุด” ของความแรง เร่ง แซงได้ดั่งใจ: โดดเด่นด้านความเร็วแรง รีดสมรรถนะเครื่องยนต์ให้ทำความเร็วได้เต็มพิกัด จากนวัตกรรม PowerX Booster ด้วยสาร New Friction Modifier ช่วยดึงศักยภาพของเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ออกมาได้อย่างฉับไว ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ที่ต้องการการตอบสนองและสมรรถนะที่ดีขึ้น

• “ที่สุด” ของการทำความสะอาด 100%: ด้วยสารเติมแต่งพรีเมียมถึง 4 เท่า คุณภาพระดับโลกจากเยอรมนี ช่วยดูแลปกป้องเครื่องยนต์ ทำความสะอาดหัวฉีด และชิ้นส่วนสำคัญของเครื่องยนต์ 100% ให้กลับมาเหมือนใหม่อีกครั้ง ลดคราบเขม่า และการอุดตันของหัวฉีด ทำให้การพ่นละอองน้ำมันละเอียดยิ่งขึ้น ส่งผลให้ระบบการจ่ายน้ำมันและการเผาไหม้ เป็นไปอย่างสมบูรณ์

• “ที่สุด” ของมาตรฐาน รองรับเครื่องยนต์ Euro 6: พัฒนาสูตร และปรับปรุงคุณภาพสารเติมแต่งให้สอดคล้องกับมาตรฐานเครื่องยนต์ Euro 6 รองรับเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ล่าสุด ที่ตอบโจทย์ทั้งสมรรถนะและความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

พร้อมกันนี้ พีทีที สเตชั่น ยังตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพระดับสากลผ่านความร่วมมือกับ Mercedes-Benz Thailand ในฐานะ Official Partner ตัวแทนผู้นำยนตรกรรมหรูของประเทศไทย ร่วมจัดกิจกรรม Exclusive Test Drive "The Ultimate Power Experience" เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ณ พีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต พัทยา โดยนำน้ำมัน Super PowerX 99 ไปพิสูจน์สมรรถนะจริงในสนามแข่งร่วมกับรถยนต์ตระกูล Mercedes-AMG เพื่อร่วมทดสอบและประเมินสมรรถนะของผลิตภัณฑ์ภายใต้สภาพการขับขี่จริงในสนามแข่งมาตรฐาน

ความเคลื่อนไหวของ OR ในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของ OR ในการพัฒนานวัตกรรมพลังงานและยกระดับทางเลือกสำหรับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้รถยนต์สมรรถนะสูงหรือผู้ขับขี่รถยนต์ทั่วไปที่ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ โดย “Super PowerX99” พร้อมแล้วที่จะให้คนรักรถทุกท่านร่วมเปิดประสบการณ์ความแรงที่แตกต่าง และพิสูจน์นิยาม #สุดทุกจังหวะ ด้วยตนเองวันนี้ ที่ พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Facebook Fanpage: PTT Station หรือ Contact Center โทร. 1365

กรมพัฒนาธุรกิจฯ ลุยเศรษฐกิจชุมชน!! ปั้น 102 ชุมชนต้นแบบสู่การค้าออนไลน์ ดันยอดขายผ่านแพลตฟอร์มชั้นนำ มอบรางวัลองค์กรชุมชนเด่นประจำปี เพิ่มมูลค่าสินค้าไทยสู่ตลาดไร้พรมแดน

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปลุกพลังเศรษฐกิจชุมชนดิจิทัล! ปั้น 102 ชุมชนต้นแบบ สู่การค้าไร้พรมแดน
ดันยอดขายออนไลน์เติบโต พร้อมมอบรางวัล “Best of Digital Village 2026”

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ Digital Village by DBD ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “ชุมชนออนไลน์สู่การค้าไร้พรมแดน” ยกระดับผู้ประกอบการชุมชนทั่วประเทศสู่การค้าออนไลน์อย่างเป็นระบบ ด้วยการพัฒนาทักษะดิจิทัล การตลาดออนไลน์ และการเชื่อมโยงสู่แพลตฟอร์ม e-Commerce ชั้นนำ สร้างโอกาสทางการค้าให้ชุมชนไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ปัจจุบันการค้าออนไลน์เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงได้ดำเนินโครงการ Digital Village by DBD อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการชุมชนสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดยุคใหม่

สำหรับการดำเนินงานในปี 2569 ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยกิจกรรมแรก “Digital Village Bootcamp” ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ มีชุมชนสมัครเข้าร่วมโครงการถึง 221 ชุมชน ก่อนผ่านกระบวนการคัดเลือกและพัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบจำนวน 102 ชุมชน ครอบคลุมสมาชิกของชุมชนรวม 218 ราย ซึ่งได้รับองค์ความรู้ด้านการตลาดดิจิทัล การสร้างแบรนด์ การผลิตคอนเทนต์ และการบริหารร้านค้าออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้คัดเลือก 20 ชุมชนต้นแบบศักยภาพสูง เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและแคมเปญส่งเสริมการขายเชิงลึก โดยสนับสนุนการจัดทำคอนเทนต์ประชาสัมพันธ์สินค้าในรูปแบบภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสั้นแบบ Story Telling ถ่ายทอดอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และเรื่องราวความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มมูลค่าสินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมกันนี้ ในช่วงระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน 2569 ยังได้สนับสนุนการจัดทำแคมเปญส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์ม

e-Marketplace ชั้นนำ ผ่านแพลตฟอร์ม Shopee ประเทศไทย โดยมอบคูปองส่วนลดกว่า 200,000 บาท ช่วยเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ รวมถึงกระตุ้นยอดขายอย่างมีประสิทธิภาพ มีจำนวนสั่งซื้อกว่า 6,400 ออเดอร์ สร้างมูลค่ากว่า 650,000 บาท พร้อมกับการประชาสัมพันธ์ผ่าน Influencer ชื่อดังที่ร่วมผลิตคลิปรีวิวและโปรโมทสินค้า สร้างการรับรู้และขยายฐานลูกค้าให้แก่ผู้ประกอบการชุมชนอย่างกว้างขวาง

วานนี้ (22 มิถุนายน 2569 ) กรมฯ มอบรางวัล “Best of Digital Village” เพื่อเชิดชูชุมชนต้นแบบที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างความสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างโดดเด่น พร้อมพาผู้ประกอบการจาก 4 ชุมชนที่เป็นผู้ชนะจากทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศ เพื่อเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน OTOP Midyear 2026 ระหว่างวันที่ 20 – 28 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นเวทีแสดงศักยภาพสินค้าชุมชนระดับประเทศ คาดว่าจะสร้างมูลค่าการจำหน่ายสินค้าและคำสั่งซื้อทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์รวมไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท พร้อมต่อยอดโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการชุมชน โดยผู้ได้รับรางวัลจะได้รับโอกาสพิเศษในการร่วม Live Commerce จำหน่ายสินค้ากับ Influencer ชื่อดังภายในงาน เชื่อมต่อช่องทางการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งจะช่วยขยายฐานลูกค้าและสร้างการรับรู้สินค้าในวงกว้างยิ่งขึ้น รวมถึงได้รับรางวัลและสิทธิประโยชน์รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท อาทิ แพ็กเกจ AI Premium สำหรับพัฒนาธุรกิจออนไลน์ และอุปกรณ์ Gadget ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ในยุคดิจิทัล

โครงการ “Digital Village by DBD ชุมชนออนไลน์สู่การค้าไร้พรมแดน” ไม่ได้เป็นเพียงโครงการอบรมให้ความรู้ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศทางการค้าดิจิทัลให้แก่ชุมชนไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพ การสร้างสื่อการตลาดดิจิทัล การทำตลาดออนไลน์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดจริง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ที่มั่นคง และผลักดันให้ชุมชนไทยก้าว

สู่การค้าไร้พรมแดนได้อย่างยั่งยืน
“กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเชื่อมั่นว่า โครงการ Digital Village by DBD จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการส่งเสริมผู้ประกอบการชุมชนไทยให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าของชุมชนให้เหมาะสมกับช่องทางการตลาดออนไลน์ยุคใหม่ พร้อมขยายโอกาสทางการค้าไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศและตลาดโลกในอนาคต” อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวปิดท้าย

ไออาร์พีซี และ ยูโอบี ผนึกกำลัง!! ยกระดับสินเชื่อเพื่อการค้า อ้างอิง S&P GLOBAL ESG SCORE ต่อยอด SUSTAINABLE FINANCE ในไทย

ไออาร์พีซี และ ยูโอบี ยกระดับสินเชื่อเพื่อการค้า อ้างอิง S&P Global ESG Score ต่อยอด Sustainable Finance ในไทย

23 มิถุนายน 2569 – บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ ไออาร์พีซี และ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย หรือ ยูโอบี ลงนามความร่วมมือด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน โดยยูโอบีให้การสนับสนุนวงเงินสินเชื่อเพื่อการค้า ที่อ้างอิงกับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-Linked Trade Facility) โดยนำ S&P Global ESG Score มาใช้เป็นตัวชี้วัดในการกำหนดเงื่อนไขทางการเงินของวงเงินสินเชื่อ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการเป้าหมาย ESG เข้ากับการบริหารเงินทุนหมุนเวียนและธุรกรรมการค้าห่วงโซ่อุปทานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมไทย โดยวงเงินสินเชื่อดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มของภาคธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่านจาก ESG ไปสู่การเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับโครงสร้างของ Sustainability-Linked Trade Facility พัฒนาภายใต้กรอบ Sustainability-Linked Loan Principles ของธนาคารยูโอบี ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล โดยกำหนดให้ผลการดำเนินงานด้าน ESG ของไออาร์พีซีเชื่อมโยงกับเงื่อนไขทางการเงินของวงเงินสินเชื่อ ผ่านตัวชี้วัดหลักคือ S&P Global ESG Score ซึ่งครอบคลุมการประเมินผลในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ความร่วมมือนี้นับเป็นครั้งแรกของไออาร์พีซี ในการเชื่อมโยงวงเงินสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการสร้างผลลัพธ์ ESG อย่างเป็นรูปธรรม และพร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

นางสาวทอแสง ไชยประวัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบัญชีและการเงิน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (ไออาร์พีซี) กล่าวว่า “ไออาร์พีซี มุ่งมั่นยกระดับการดำเนินงานด้าน ESG ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนขององค์กร แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการนำผลการดำเนินงานด้าน ESG มาเชื่อมโยงกับกลไกทางการเงินอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”

นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ธุรกิจไทยกำลังเผชิญความคาดหวังที่สูงขึ้นจากนักลงทุน ลูกค้า และคู่ค้าทั่วโลก ให้ผนวกหลักความยั่งยืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมบทบาทของสถาบันการเงินในวันนี้จึงขยายจากการสนับสนุนเงินทุน สู่การออกแบบเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเดินหน้าเปลี่ยน ผ่านได้จริง Sustainability-Linked Trade Facility ของยูโอบี คือการนำเป้าหมายด้าน ESG มาเชื่อมโยงโดยตรง กับธุรกรรมการค้าและการบริหารเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการดำเนินธุรกิจในภาคอุตสาหกรรม เราเชื่อว่าเครื่องมือทางการเงินในลักษณะนี้จะมีบทบาทมากขึ้นในการสนับสนุนธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างแข่งขันได้ ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นระบบ”

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงแนวทางการเงินยุคใหม่ที่มองความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจและการเติบโตในอนาคต ในบริบทที่เครื่องมือทางการเงินรูปแบบ Sustainability-Linked กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก ความร่วมมือระหว่าง ยูโอบี และ ไออาร์พีซี สะท้อนบทบาทของภาคการเงินและภาคอุตสาหกรรมในการร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการเงินเพื่อความยั่งยืน ตอกย้ำแนวทางการนำ ESG มาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจและการบริหารทางการเงิน พร้อมยกระดับมาตรฐาน Sustainable Finance ของประเทศไทย และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่มีความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล

บีโอไอรุกดึงทุนไฮเทคจีน!! ชูไทยพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ จุดเชื่อมซัพพลายเชนจีน-อาเซียน

บีโอไอรุกดึงทุนไฮเทคจีน ชูไทยพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ จุดเชื่อมซัพพลายเชนจีน–อาเซียน

บีโอไอบุกร่วมงาน China International Supply Chain Expo สานต่อความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก พร้อมขึ้นเวที ASEAN Supply Chain Cooperation ฉายภาพไทยศูนย์กลางการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง และจุดเชื่อมซัพพลายเชนจีน–อาเซียน พร้อมดันความร่วมมือ 3 สาขาอนาคต ได้แก่ ดิจิทัลและ AI อุตสาหกรรมสีเขียว และการผลิตขั้นสูง รับกระแสการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้นำคณะเข้าร่วมพิธีเปิดงาน China International Supply Chain Expo (CISCE) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 โดยงานดังกล่าวถือเป็นงานประชุมและนิทรรศการด้านซัพพลายเชนระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดขึ้นโดยองค์กรส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของจีน (CCPIT) โดยมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรธุรกิจ และบริษัทชั้นนำจาก 85 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมงาน

การเข้าร่วมงาน CISCE ครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนและการผลิตของภูมิภาคอาเซียน ที่มีความพร้อมในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลกโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์ไฟฟ้า ดิจิทัล และพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งไทยและจีน ตลอดจนต่อยอดความร่วมมือระหว่างสองประเทศในฐานะพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่มีความเชื่อมโยงด้านการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด

รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับงาน CISCE ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 เพื่อมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมเปิดโอกาสให้บริษัทขนาดใหญ่ และ SMEs ได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจร่วมกัน ครอบคลุม 6 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ การผลิตขั้นสูง พลังงานสะอาด ยานยนต์อัจฉริยะ เทคโนโลยีดิจิทัล ธุรกิจสุขภาพ และเกษตรสีเขียว ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก และสอดรับกับนโยบายของประเทศไทยในการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมสีเขียว และอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

ภายในงานนี้ เลขาธิการบีโอไอได้ขึ้นกล่าวในเวทีการประชุม ASEAN Supply Chain Cooperation ซึ่งมีประธาน CCPIT รัฐมนตรีด้านการลงทุนจากประเทศในอาเซียน นักลงทุน และผู้นำภาคอุตสาหกรรมจากจีนและประเทศต่าง ๆ เข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับความร่วมมือและสร้างความเข้มแข็งให้กับซัพพลายเชนของภูมิภาค โดยเลขาธิการบีโอไอ ได้กล่าวว่า จีน ไทย และอาเซียน มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงและเกื้อหนุนกันมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านการค้า การลงทุน การผลิต และโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเผชิญความผันผวนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน และการปรับโครงสร้างซัพพลายเชน ความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียนยิ่งมีความสำคัญต่อการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคในระยะยาว

นายนฤตม์ ยังได้กล่าวถึงจุดแข็งของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน 5 ด้าน ประกอบด้วย โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงอาเซียนและตลาดโลก การเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ผ่านความตกลงการค้าเสรี บุคลากรที่มีทักษะและสามารถปรับตัวได้ดี ฐานซัพพลายเชนที่เข้มแข็ง และนโยบายภาครัฐที่มุ่งอำนวยความสะดวกและเพิ่มความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจ โดยในด้านบุคลากร รัฐบาลกำลังเร่งพัฒนากำลังคนร่วมกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน โดยเฉพาะผ่านโครงการ SkillBridge เพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่และการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเร่งปรับปรุงกฎระเบียบและยกระดับการให้บริการของภาครัฐ เพื่อให้กระบวนการประกอบธุรกิจมีความรวดเร็ว โปร่งใส และสามารถคาดการณ์ได้ โดยบีโอไอมีกลไก Thailand FastPass เพื่อเร่งรัดโครงการลงทุนสำคัญ ตั้งแต่ขั้นตอนการขออนุมัติและอนุญาตที่เกี่ยวข้องไปจนถึงการเริ่มดำเนินกิจการจริง

สำหรับความร่วมมือระหว่างจีน ไทย และอาเซียนในระยะต่อไป มีโอกาสสำคัญใน 3 สาขา ได้แก่

1. การยกระดับซัพพลายเชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนการผลิต ระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ AI และแพลตฟอร์มดิจิทัล

2. การสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเป้าหมายความยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรม

3. การพัฒนาระบบนิเวศสำหรับการผลิตขั้นสูง ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วนสำคัญ การพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก

“ปัจจุบันการตัดสินใจเลือกแหล่งลงทุนไม่ได้พิจารณาเพียงศักยภาพของแต่ละประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนระดับภูมิภาคและระดับโลก การเข้าร่วมงาน CISCE ในครั้งนี้จะช่วยสร้างโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างไทย จีน และประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง ซึ่งจะช่วยเสริมบทบาทของประเทศไทยในการเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมยุคใหม่และศูนย์กลางการเชื่อมโยงซัพพลายเชนของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากจีน 982 โครงการ หรือร้อยละ 40 ของโครงการลงทุนจากต่างประเทศ สูงเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีมูลค่าการลงทุนรวม 172,114 ล้านบาท และในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 จีนยังคงเป็นประเทศที่มีจำนวนโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงที่สุด จำนวน 155 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 17,327 ล้านบาท สะท้อนถึงความสนใจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนจีนที่มีต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

IRPC จับมือ KBank ลุย ESG!! เปิดตัวนวัตกรรมลงทุนใหม่ ยึด SETESG สะท้อนธุรกิจยั่งยืน ปลุกตลาดทุนไทยสู่เป้าหมายสีเขียว หนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในปี 2573

IRPC ร่วมกับ KBANK เปิดตัวนวัตกรรมการลงทุนอ้างอิงดัชนี SETESG ครั้งแรกในไทย

K Bank เปิดตัวนวัตกรรมการลงทุน "Bonus Structured Note" ที่อ้างอิงผลตอบแทนกับดัชนีหุ้นยั่งยืน SETESG เป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดย IRPC ได้มีการกำหนดกลยุทธ์การบริหารจัดการความยั่งยืน พร้อมทั้งร่วมลงทุนภายใต้นวัตกรรมทางการเงินเพื่อความยั่งยืนสะท้อนความร่วมมือระหว่างภาคการเงินและภาคอุตสาหกรรมในการสนับสนุนการลงทุนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) พร้อมร่วมผลักดันนวัตกรรมทางการเงินและยกระดับตลาดทุนไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

นางสาวทอแสง ไชยประวัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บัญชีและการเงิน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC กล่าวว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทางการเงินควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
โดยนำปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และธรรมาภิบาล (ESG) มาใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน เพื่อสร้างความมั่นคงและการเติบโตในระยะยาว

“IRPC มีความยินดีที่ได้ร่วมลงทุนใน Bonus Structured Note ภายใต้กรอบการเงินเพื่อความยั่งยืนของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเชื่อมโยงผลตอบแทนกับดัชนี SETESG ที่สะท้อนศักยภาพของบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินด้าน ESG ของประเทศไทย และช่วยสนับสนุนการเติบโตของตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืน”

นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารกสิกรไทยมีความมุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำด้าน Sustainability ในภูมิภาคอาเซียนและการเป็นผู้นำในการส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน โดยที่ผ่านมาธนาคารได้ร่วมเสริมสร้างความยั่งยืนผ่านการสร้างนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ESG ในตลาดการเงิน ในครั้งนี้ ธนาคารได้คิดค้นนวัตกรรมทางการเงินเพิ่มเติม ด้วยการออก Bonus Structured Note ที่มีตัวแปรอ้างอิงที่เกี่ยวข้องกับดัชนี SETESG เป็นครั้งแรกในประเทศไทย สำหรับเงินที่ได้ระดมทุนมา ธนาคารจะนำไปจัดสรรให้แก่โครงการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมของธนาคาร ภายใต้เป้าหมายสินเชื่อและเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืน 4-5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยธนาคารจะเปิดเผยรายละเอียดการจัดสรรเงินทุนและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในรายงานประจำปี

Bonus Structured Note ที่ออกและเสนอขายในครั้งนี้ ยังมีความพิเศษโดยผลตอบแทนจะอ้างอิงค่าดัชนี SETESG ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวราคาของกลุ่มหลักทรัพย์ของบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ โดยผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเพิ่มเติม หากค่าดัชนี SETESG ปรับสูงขึ้นตามค่าที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ธนาคารมีความยินดีในการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมตลาดทุนไทย ผ่านการออกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องดัชนี SETESG เพื่อให้ดัชนี SETESG เป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงกว้าง

EEC เดินเกมเศรษฐกิจฐานราก!! ปั้นกาแฟแปดริ้วสู่เมืองคาเฟ่ภาคตะวันออก หนุนองค์ความรู้ นวัตกรรม ท่องเที่ยวเชิงอาหาร เชื่อมการศึกษา การลงทุน และเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชุมชนใน EEC

EECO ผนึก เขาช่อง - มรร. สร้างโอกาสใหม่สู่ชุมชนในพื้นที่
ดัน “เมืองกาแฟ” เชื่อมการศึกษา การลงทุน และเศรษฐกิจฐานราก

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO จัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมกับพื้นที่และชุมชนระหว่างเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษตามแผนการดำเนินงานในพื้นที่กับวิสาหกิจชุมชน กลุ่ม/ชุมชน เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดหรือการพัฒนากิจกรรม ภายใต้ โครงการสร้างการรับรู้ของประชาชนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของ สกพอ. ขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับบทบาทของสกพอ. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ และนำร่องการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการลงทุนขนาดใหญ่ ผ่านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ โดยแนวทางการพัฒนาด้านกาแฟเป็นหนึ่งในต้นแบบที่สะท้อนแนวทางดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (มรร.) จังหวัดฉะเชิงเทรา และบริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด ในการต่อยอดศักยภาพการปลูกกาแฟ ผลิตภัณฑ์และบริการ การท่องเที่ยว สู่การสร้างอาชีพและรายได้ใหม่ให้กับประชาชนในพื้นที่

กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมกับพื้นที่และชุมชนอย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “จากเมล็ดกาแฟสู่โอกาสทางธุรกิจและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน” โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ วิสาหกิจชุมชน เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ผู้ประกอบการร้านกาแฟ และผู้สนใจในธุรกิจกาแฟในพื้นที่ EEC มาร่วมฟังความคิดเห็นและรับถ่ายทอดองค์ความรู้ร่วมกัน ก่อนนำร่องไปสู่การต่อยอดในโครงการการยกระดับมูลค่ากาแฟแปดริ้วด้วยนวัตกรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy City) อย่างยั่งยืน ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีเป้าหมายสร้างองค์ความรู้ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และเชื่อมโยงเครือข่ายทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ชุมชนสามารถเข้าถึงประโยชน์จากการพัฒนาของ EECO ได้อย่างเป็นรูปธรรม
.
ดร.ดารินันท์ นันทวงค์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่และชุมชน สายงานพื้นที่และชุมชน สกพอ. เผยว่า “แนวทางการพัฒนา EEC จะให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนและการพัฒนาคน โดยส่งเสริมให้ประชาชน ชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในพื้นที่ การสนับสนุนโครงการผ่านกองทุนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับชุมชน ยกระดับศักยภาพของพื้นที่”

รศ. ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กล่าวว่า “จังหวัดฉะเชิงเทรามีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากฐานทรัพยากรเดิม ทั้งภาคเกษตร อาหาร และวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยกาแฟแปดริ้วสามารถต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มได้ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การปลูก การแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การเปิดร้านกาแฟ ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร มรร. จึงเข้ามาเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ในการศึกษาศักยภาพการปลูกกาแฟ พัฒนาผลิตภัณฑ์ ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการ รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อผลักดันให้ฉะเชิงเทราก้าวสู่การเป็น เมืองแห่งคาเฟ่และศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านกาแฟของภาคตะวันออกในอนาคต”

ทั้งนี้ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือ บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด แบรนด์กาแฟสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 60 ปี และอยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) โดยมีความมุ่งมั่นในการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมกาแฟไทยผ่านนวัตกรรม องค์ความรู้ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจและชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือ บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด แบรนด์กาแฟสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 60 ปี และอยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) โดยมีความมุ่งมั่นในการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมกาแฟไทยผ่านนวัตกรรม องค์ความรู้ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจและชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

นายอาวิทธ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้บริหาร บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะแบรนด์กาแฟสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 60 ปี เขาช่องมีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์กาแฟคุณภาพที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล โดยอาศัยศักยภาพของคนไทย วัตถุดิบไทย และองค์ความรู้ของไทยตลอดห่วงโซ่คุณค่า ความร่วมมือระหว่างเขาช่อง ชุมชนในพื้นที่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ภายใต้ระบบนิเวศที่ EEC ช่วยส่งเสริมและเชื่อมโยงความร่วมมือ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำจุดแข็งของทุกภาคส่วนมาผสานเข้าด้วยกัน ทั้งองค์ความรู้ งานวิจัย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทรัพยากรในพื้นที่ และความเชี่ยวชาญของภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าใหม่ให้กับอุตสาหกรรมกาแฟไทย”

“เราเชื่อว่าการสร้างระบบนิเวศแห่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน และชุมชน จะช่วยปลดล็อกศักยภาพใหม่ๆ ให้กับผลิตภัณฑ์กาแฟไทย ทั้งในด้านนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของกาแฟไทยในตลาดโลก สำหรับเขาช่อง ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น แต่เป็นการร่วมสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับชุมชน สังคม และเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการผสานองค์ความรู้ ทรัพยากร และศักยภาพของทุกภาคส่วน เพื่อให้กาแฟไทยสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับในเวทีสากลต่อไป” นายอาวิทธ์กล่าวเสริม

ความร่วมมือดังกล่าว จึงเป็นตัวอย่างของโมเดลการพัฒนาแบบ Public-Private Partnership (PPP) ที่ไม่ได้วัดผลสำเร็จจากเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ สร้างอาชีพ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาของพื้นที่ EEC ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top