Saturday, 1 August 2026
ECONBIZ NEWS

ปตท.สผ. ออกหุ้นกู้ใหม่ เตรียมขายหุ้นกู้ดิจิทัลสกุลเหรียญสหรัฐ หุ้นกู้ดิจิทัลผ่านแอปเป๋าตังครั้งแรกในเอเชีย หุ้นกู้ได้รับเรทติ้ง AAA สะท้อนความมั่นคง เตรียมเสนอขายในไตรมาส 2 ปี 2569

ปตท.สผ. เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ในประเทศชุดใหม่ 2 สกุลเงิน
หุ้นกู้ดิจิทัลสกุลเงินเหรียญสหรัฐ และหุ้นกู้สกุลเงินบาท ชูเรทติ้งสูงสุด AAA

กรุงเทพฯ, 18 มีนาคม 2569 – ปตท.สผ. เตรียมเสนอขาย 2 หุ้นกู้ชุดใหม่ “หุ้นกู้ดิจิทัลสกุลเงินเหรียญสหรัฐ” สำหรับนักลงทุนรายย่อยครั้งแรกในเอเชียผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และ “หุ้นกู้สกุลเงินบาท” สำหรับนักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ เปิดทางเลือกให้กับผู้ลงทุนที่สนใจลงทุนในองค์กรที่มีศักยภาพเติบโตอย่างยั่งยืน สะท้อนความเชื่อมั่นด้วยอันดับความน่าเชื่อถือจากทริสเรทติ้ง ที่ระดับสูงสุด “AAA” คาดว่าจะเสนอขายภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2569

นางชนมาศ ศาสนนันทน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงินและการบัญชี บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่าบริษัทมีแผนเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ 2 ประเภท ได้แก่ “หุ้นกู้ดิจิทัลสกุลเงินเหรียญสหรัฐ” และ “หุ้นกู้สกุลเงินบาท” เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้กับนักลงทุนไทย ได้ร่วมเติบโตไปกับ ปตท.สผ. ซี่งเป็นบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทย ที่มีพันธกิจในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ควบคู่ไปกับการขยายการลงทุนในต่างประเทศเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียอย่างยั่งยืน บริษัทจะนำเงินที่ได้รับจากการระดมทุนครั้งนี้ไปชำระคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด รวมถึงเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ และรองรับโอกาสการเข้าลงทุนในอนาคต การเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง ปตท.สผ. กับพันธมิตรซึ่งเป็นสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

หุ้นกู้ทั้ง 2 ประเภทดังกล่าว ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ “AAA” แนวโน้ม “คงที่” จากทริสเรทติ้ง เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นอันดับความน่าเชื่อถือสูงสุดของตราสารหนี้ในประเทศ สะท้อนถึงความมั่นคงทางการเงินและศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท โดยแบ่งการเสนอขายออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1.หุ้นกู้ดิจิทัลสกุลเงินเหรียญสหรัฐ อายุ 5 ปี จะเสนอขายแก่นักลงทุนรายย่อย เป็นหุ้นกู้ดิจิทัลระยะยาว ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ โดย ปตท.สผ. ได้ร่วมกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) นำเทคโนโลยีดิจิทัลวอลเล็ตมาใช้ในการซื้อขายหุ้นกู้สกุลเงินเหรียญสหรัฐ เต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในเอเชีย ผ่านวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนไทยสามารถบริหารจัดการการลงทุนได้ตลอด 24 ชั่วโมง เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยสามารถกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ต่างประเทศได้สะดวกยิ่งขึ้น ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 1,000 เหรียญสหรัฐ และทวีคูณเพิ่มครั้งละ 1,000 เหรียญสหรัฐ โดยไม่มีการกำหนดวงเงินลงทุนสูงสุด ซึ่งมีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จำหน่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือชี้ชวนการเสนอขายได้ที่ www.sec.or.th หรือธนาคารกรุงไทย โทร. 02-111-1111 หรือ www.krungthai.com

2. หุ้นกู้สกุลเงินบาท จะเสนอขายแก่นักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่เท่านั้น (ไม่รวมถึงบุคคลธรรมดา) เป็นหุ้นกู้ระยะยาว ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ โดยมีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดจำหน่าย

ปตท.สผ. คาดว่าจะเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้นกู้ทั้ง 2 ประเภทภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 โดยจะแจ้งอัตราดอกเบี้ย มูลค่าการเสนอขายหุ้นกู้ รวมถึงรายละเอียดอื่น ๆ ให้ทราบอีกครั้ง

ปตท.สผ. เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) สูงสุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีมูลค่าประมาณ 543,888 ล้านบาท (ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569) ปัจจุบันบริษัทมีการสำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียม กว่า 50 โครงการ ในกว่า 10 ประเทศทั่วโลก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย และสร้างการเติบโตให้กับบริษัท นอกจากนี้ บริษัทยังศึกษาธุรกิจพลังงานสะอาด เพื่อพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ ๆ สำหรับอนาคตอีกด้วย
หมายเหตุ: การเสนอขายหุ้นกู้ดังกล่าวอยู่ระหว่างการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งยังไม่มีผลใช้บังคับ

ลุยรับมือ!! “ธนกร” สั่งทุกหน่วยอุตฯ รับมือศึกตะวันออกกลาง ประคองผู้ประกอบการฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ เร่งลดภาระผู้ประกอบการทั่วประเทศ หนุนใช้พลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้น

“ธนกร” สั่งทุกหน่วยงานประคองอุตฯ ไทย รับมือวิกฤตตะวันออกกลางตามนโยบาย ศปศ. กำชับเร่งเดินหน้ามาตรการลดภาระ-อำนวยความสะดวก เพื่อช่วยผู้ประกอบการ

กรุงเทพฯ – นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงาน รัฐบาลจึงตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศปศ.)” เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตาม วิเคราะห์ และกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเร่งด่วน โดยในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เป็นผู้รวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการ ประเมินผลกระทบ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อดูแลภาคอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

นายธนกร กล่าวต่อว่า ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือปัญหาการจัดหาน้ำมันของภาคอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลกำหนดแนวทางให้ภาคอุตสาหกรรมกลับไปใช้น้ำมันผ่านระบบค้าส่งตามปกติ หากผู้ประกอบการรายใดประสบปัญหา สามารถใช้หลักฐานการสั่งซื้อย้อนหลัง 2 เดือน ยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือพลังงานจังหวัด เพื่อจัดซื้อน้ำมันได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนแนวโน้มสถานการณ์พลังงานภายหลังมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรครบกำหนดนั้น ภาครัฐนำโดยกระทรวงพลังงาน ได้หารือร่วมกับผู้ค้าน้ำมันและผู้ประกอบการโรงกลั่น เพื่อบริหารจัดการด้านปริมาณและการกระจายน้ำมันให้เพียงพอ พร้อมทั้งกำหนดแนวทางปรับราคาน้ำมันแบบค่อยเป็นค่อยไป ครั้งละ 50 สตางค์ถึง 1 บาทต่อลิตร เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

“ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญคือ 1. สำรวจสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบหรือมีความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และขาดแคลนวัตถุดิบที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน เพื่อจัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างตรงจุด 2. รณรงค์ให้สถานประกอบการในการลดใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือก และ 3. ส่งเสริมการให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ของกระทรวงอุตสาหกรรม อาทิ ระบบทะเบียนลูกค้ากลาง (I-Industry) การยื่นขอใบอนุญาตออนไลน์ (Digital License) และการชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล (Digital Payment) เพื่อลดภาระและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ” นายธนกร กล่าว

นายธนกร กล่าวอีกว่า กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้แนะนำให้ผู้ประกอบการเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน โดยใช้ประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนด้านการเงิน เช่น สินเชื่อจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวตามแนวประชารัฐ และสินเชื่อสีเขียว รวมถึงการกระจายความเสี่ยงทางการค้าไปยังตลาดใหม่ อาทิ ลาตินอเมริกา แอฟริกา และอินเดีย ตลอดจนการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยง เช่น การทำประกันความเสี่ยงจากสงคราม และการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เช่น การผลิตพลังงานจากชีวมวลจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร (Biofuel) เช่น แกลบ ใบอ้อย ชานอ้อย กะลาและเส้นใยปาล์ม การพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) และการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาโรงงาน (Solar Rooftop) เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

“กระทรวงอุตสาหกรรมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมออกมาตรการเพิ่มเติมอย่างทันท่วงที เพื่อดูแลผู้ประกอบการไทยให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก” นายธนกร กล่าว

PSL รับลูกเรือกลับ!! ลูกเรือ 20 รายเดินทางถึงบ้าน บริษัทดูแลด้านสุขภาพเต็มที่ ขอบคุณทุกหน่วยงานร่วมมือ ยังติดตามลูกเรือสูญหาย 3 คน

PSL รับลูกเรือ “มยุรี นารี” ทั้ง 20 รายกลับถึงประเทศไทย พร้อมดำเนินการดูแลตามมาตรการด้านสวัสดิภาพ

กรุงเทพฯ – 16 มีนาคม 2569 ลูกเรือชาวไทยทั้ง 20 รายของบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSL เจ้าของเรือ มยุรี นารี (M.V. Mayuree Naree)ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเดินทางไปรอรับที่สนามบิน พร้อมทั้งประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับของลูกเรืออย่างใกล้ชิด

การเดินทางกลับในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้ลูกเรือสามารถเดินทางกลับถึงประเทศไทยได้โดยเรียบร้อย

ภายหลังการเดินทางกลับถึงประเทศไทย บริษัทได้ดำเนินการดูแลสวัสดิภาพของลูกเรือตามความเหมาะสม โดยจัดให้มีการตรวจสุขภาพร่างกายและการประเมินสุขภาพจิตโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวปฏิบัติด้านสวัสดิการของบริษัท เพื่อสนับสนุนการดูแลทั้งด้านร่างกายและจิตใจของลูกเรือ

PSL ขอขอบคุณทุกหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ให้การสนับสนุนและความช่วยเหลือในกระบวนการดังกล่าว ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเดินทางกลับถึงประเทศไทยของลูกเรือในครั้งนี้

PSL ยังคงยืนยันว่า สิ่งสำคัญสูงสุดของบริษัทในขณะนี้ คือการติดตามลูกเรืออีก 3 คนที่ยังคงสูญหาย

พันธุ์ไทยผนึกซับเวย์!! เปิดโมเดล Hybrid Store จับมือเจาะตลาดอาหารครบจบ ตั้งเป้าเพิ่มสาขา15แห่ง ผลักดันยอดขายโต30%

เปิดเกมรุก! พันธุ์ไทย x ซับเวย์ ผุดโมเดล ‘Hybrid Store’ จุดหมายเดียวครบ ทั้งกาแฟสัญชาติไทยและแซนวิชระดับโลก ลุยเปิด 15 สาขาแพคคู่ หวังดันยอดขายโต 30%

เมื่อ ‘Local Coffee Brand’ จับมือ ‘Global Sandwich Chain’ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด แบรนด์กาแฟชั้นนำของประเทศไทย และ บริษัท โกลัค จำกัด ผู้ดำเนินการมาสเตอร์แฟรนไชส์ซับเวย์ในประเทศไทย ร่วมประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดร้านแบบ Co-location ภายใต้โมเดล ‘Hybrid Store’ การวางร้านกาแฟพันธุ์ไทยและร้านซับเวย์ ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อส่งมอบประสบการณ์มื้ออาหารที่ครบครันแก่ผู้บริโภคยุคใหม่ นำร่องสาขาแรกที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งเป้าขยายสาขาในรูปแบบคู่กันจำนวน 15 สาขา ภายในปี 2569 คาดว่าสามารถเพิ่มปริมาณ Traffic พร้อมผลักดันจำนวนลูกค้าเข้าร้านเพิ่มขึ้นกว่า 20% และเพิ่มยอดเฉลี่ยต่อบิลสูงขึ้นกว่า 25%

คุณสุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า "เราไม่ได้มองตัวเองในฐานะร้านกาแฟอีกต่อไป แต่เรากำลังสร้าง Ecosystem ของอาหารและเครื่องดื่มให้กับผู้บริโภค การจับมือกับ ซับเวย์ ครั้งนี้เป็นความตั้งใจในการออกแบบประสบการณ์ โดยเชื่อมโยงพฤติกรรมลูกค้าทั้งสองแบรนด์เข้าหากัน สร้างโอกาสการเข้าถึงแบรนด์ที่ไม่คุ้นเคยได้ง่าย สามารถดึงดูดลูกค้าให้เปิดใจทดลองแบรนด์ใหม่ๆ และขยายฐานลูกค้าร่วมกัน ซับเวย์ ส่งมอบความอิ่มอร่อยสุขภาพดีจากอาหารจานหลัก ขณะที่พันธุ์ไทยตอบโจทย์ด้านเครื่องดื่มและช่วงเวลาพักผ่อน ส่งผลให้พื้นที่เดียวสามารถรองรับทั้งการรับประทานอาหาร การพบปะ และการพักผ่อนในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ลูกค้าของเราได้รับประสบการณ์ที่ครบและคุ้มค่าที่สุด พร้อมยกระดับ กาแฟพันธุ์ไทย สู่สากล และยืนเคียงข้าง Global Brand ได้อย่างภาคภูมิใจ"

ด้าน คุณเพชรัตน์ อุทัยสาง กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลัค จำกัด ผู้ดำเนินการมาสเตอร์แฟรนไชส์ซับเวย์ในประเทศไทย แต่เพียงผู้เดียว กล่าวว่า "ซับเวย์มีพันธกิจในการขยายการเข้าถึงผู้บริโภคชาวไทยผ่านกลยุทธ์ Co-location ที่ตอบโจทย์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน Ecosystem ของทั้งซับเวย์และพันธุ์ไทย เพิ่ม Traffic Sharing ระหว่างสองแบรนด์และยังก่อให้เกิด Hybrid Store Concept รูปแบบใหม่ที่ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในแบบที่แต่ละแบรนด์ไม่สามารถสร้างได้ตามลำพัง ซึ่งความร่วมมือกับพันธุ์ไทยในครั้งนี้ เชื่อมโยงกลุ่มลูกค้าสองกลุ่มเข้าหากันได้อย่างลงตัว ได้แก่ กลุ่มที่ต้องการอาหารหลักอย่างแซนด์วิชในชีวิตประจำวัน รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่คุ้นเคยกับแบรนด์ซับเวย์อยู่แล้ว เข้ากับกลุ่มที่ต้องการเครื่องดื่มรสชาติกาแฟพันธุ์ไทยที่ดื่มได้ทุกวัน ไม่ว่าจะนั่งผ่อนคลายที่ร้านหรือ Grab & Go ในช่วงเวลาเร่งด่วน ผลลัพธ์คือประสบการณ์ที่ครบครัน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการทั้งอาหารและเครื่องดื่มคุณภาพในที่เดียว อย่างสะดวกและรวดเร็ว”

แน่นอนว่า ผู้บริโภคจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่สะดวกและครบครัน อิ่มอร่อยกับขนมปังอบสดใหม่จากซับเวย์และสดชื่นกับเครื่องดื่มจากพันธุ์ไทยภายในร้านเดียวกัน ไม่ว่ามื้อเบาๆ ยามเช้า มื้อหลักยามเที่ยง มื้อเร่งรีบก่อนเข้าประชุม หรือมื้อเย็นเน้นผักกับมัทฉะเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ ทั้งสองแบรนด์ยังส่งมอบความสะดวก สบาย คุ้มค่าให้กับสมาชิก Max Card Plus และ EV สามารถใช้สิทธิประโยชน์แบบจัดเต็ม ทั้งส่วนลดและสะสมแต้มได้ทั้ง 2 แบรนด์ โดยโมเดลแพคคู่นี้เริ่มต้นนำร่องที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เป็นสาขาแรก ก่อนขยายไปยังทำเลเชิงยุทธศาสตร์ย่าน CBD จำนวน 15 สาขา ภายในปี 2569

โดยใช้ฐานแฟนจำนวนมากของกาแฟพันธุ์ไทยเป็นตัวเร่งการเติบโตของ ซับเวย์ ในตลาดไทย ขณะที่ ซับเวย์ ในฐานะหนึ่งในแบรนด์ QSR ที่ใหญ่ที่สุดในโลก จะช่วยเสริม Brand Equity และดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพให้เข้ามาสู่ Ecosystem ของกาแฟพันธุ์ไทยมากยิ่งขึ้น

สื่อมวลชนติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด

เงินสำรองยังไม่พอ พบ 2 ใน 3 คนไทยไม่มีเงินสำรอง แนะนำวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้ เคทีซีชี้แผนการเงินและใจช่วยลดเสี่ยง เร่งสร้างเงินสำรองฉุกเฉิน 3-6 เดือน

คนไทย 2 ใน 3 ไม่มีเงินสำรองถึง 3 เดือน เคทีซีแนะวางแผนการเงิน–ชีวิตก่อนเหตุไม่คาดคิด

แม้ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่า “เหตุไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นเมื่อใด” แต่สัญญาณล่าสุดสะท้อนว่าครัวเรือนไทยจำนวนมากยังมีความเปราะบางทางการเงิน ผลสำรวจสวนดุสิตโพลล์ปี 2568 ระบุว่า 48.32% ของคนไทยมีเงินสำรองฉุกเฉินไม่ถึง 1 เดือน และอีก 35.24% มีเงินสำรองเพียง 1-3 เดือน เท่ากับว่าอย่างน้อย 2 ใน 3 ของคนไทย ยังไม่มีเงินสำรองถึง 3 เดือน ซึ่งถือเป็นระดับสำคัญสำหรับรองรับเหตุฉุกเฉิน หากรายได้สะดุดหรือมีเหตุเร่งด่วนเกิดขึ้น ครอบครัวจำนวนมากอาจตั้งหลักได้ยากตั้งแต่สัปดาห์แรกๆ

ด้านสุขภาพก็เต็มไปด้วยความเสี่ยงที่ “มาโดยไม่บอกล่วงหน้า” เช่นกัน ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคชี้ว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างมะเร็ง หลอดเลือดสมองและโรคหัวใจ ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของไทย โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยเฉลี่ย 227 รายต่อวัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนทั้งภาระค่าใช้จ่าย การตัดสินใจ และแรงกดดันทางใจที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน การมี “แผน” ทั้งด้านเงินและด้านใจตั้งแต่วันนี้ จึงช่วยลดต้นทุนความไม่แน่นอนได้จริง

วิธีวางแผนการเงินให้ตั้งหลักได้
เคทีซีถอดบทเรียนจากข้อมูลผู้ใช้และอินไซต์คนทำงาน พบว่า “ความกังวลใหญ่ของคนไทย” อยู่ใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ สุขภาพ การเงินและเหตุไม่คาดคิด ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกันและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว การวางแผนไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่เริ่มจากหลักการพื้นฐานที่ช่วยให้ครอบครัวตั้งหลักได้ทันที ได้แก่

แบ่งเงินอย่างมีระบบ: ใช้โครงสร้าง 50–30–20 เป็นแนวทางตั้งต้น (50% ค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% คุณภาพชีวิต 20% ออม–ลงทุน) ตัวเลขยังชี้ว่าคนไทยเพียง 57% มีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งยังไม่เพียงพอสำหรับครึ่งหนึ่งของครัวเรือนไทย

เร่งสร้างเงินสำรองฉุกเฉินให้ถึง 3-6 เดือน: ในยุคที่การเจ็บป่วย-ตกงานเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เงินสำรองคือ ร่มกันฝน ที่ช่วยผ่อนแรงความเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพและการเงิน

จัดการหนี้อย่างเป็นขั้นตอน: เพราะดอกเบี้ยคือ “ต้นทุนเวลา” ที่ลดทอนความสามารถในการออม ควรเริ่มจากการเคลียร์หนี้ดอกเบี้ยสูงก่อน เพื่อเปิดพื้นที่ให้เงินออมเติบโตได้จริง

ตั้ง Auto-transfer หลังเงินเดือนเข้าทันที แยกบัญชี “เงินฉุกเฉิน” ไม่ปะปนกับบัญชีใช้จ่าย พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนออมทุกครั้งที่รายจ่ายหนี้ลดลง

สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจ ลดต้นทุนความไม่แน่นอน
นอกจากความพร้อมทางการเงินแล้ว “ใจที่พร้อม” ก็สำคัญไม่แพ้กัน หลายองค์กรจึงหันมาใช้แนวทาง Work–Life Integration เพื่อสร้างระบบสนับสนุนสุขภาวะกาย–ใจ เช่น การเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา การให้ความรู้ด้านสุขภาวะ วัฒนธรรมโค้ชชิ่งที่ “ฟังโดยไม่ตัดสิน” การชวนพนักงานวางแผนชีวิตล่วงหน้า เพื่อให้คนทำงานมีสมาธิ-มีพลัง-และตัดสินใจได้ดีขึ้น แม้ในวันที่ไม่ทันตั้งตัว เมื่อใจไม่ต้องแบก ประสิทธิภาพงานและความสัมพันธ์รอบตัวก็ดีขึ้นพร้อมกัน

“สมุดเบาใจ” เครื่องมือที่ทำให้ความรักเป็นรูปธรรม
อีกหนึ่งสิ่งที่คนไทยเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นคือ การเขียน “สมุดเบาใจ” หรือเอกสารแสดงเจตนาล่วงหน้า (Advance Care Plan) ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ซึ่งไม่ใช่เอกสารแห่งความกลัว แต่เป็นการบันทึกรูปแบบการรักษาที่ต้องการหรือไม่ต้องการ ระบุผู้ที่ต้องการมอบหมายให้สื่อสารและตัดสินใจแทน ระบุพิธีการหรือบรรยากาศที่อยากให้เกิดขึ้นในวาระสุดท้าย เพื่อช่วยลดภาระของคนข้างหลัง ไม่ต้องคาดเดาใจเราในวันที่ทุกคนกำลังอ่อนแรงที่สุด ควบคู่กับการดูแลตัวเองตามสูตร “5 ออ + อภัย” ได้แก่ อาหาร / อารมณ์ / อากาศ / อดิเรก / ออกกำลังกาย + อภัยให้ตัวเอง ซึ่งช่วยลดต้นทุนความไม่แน่นอนทั้งกายและใจได้ในระยะยาว

เพราะวันไม่คาดคิดอาจมาถึงก่อนที่เราจะพร้อม: เริ่มได้ทันที
ท้ายที่สุด “การตายดีต้องมีทีม” ทีมนี้อาจเป็นครอบครัว เพื่อนสนิท หรือคนที่ไว้ใจ ที่รู้เจตนาและช่วย ดูแลในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของชีวิต แม้ความตายไม่มีคิว แต่เราสามารถเลือกได้ว่า “วันนี้จะเริ่มวางแผน เพื่อให้วันสุดท้ายงดงามที่สุดเท่าที่เป็นไปได้” และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้คนที่เรารักคลายความกังวล ไม่ต้องคาดเดาใจเรา ในวันที่ยากที่สุดของพวกเขา

ออกข่าวในนาม: ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” หรือ บมจ. บัตรกรุงไทย

วิกฤตพลังงานโลก!! เขย่าพฤติกรรมผู้บริโภคไทย ปรับตัวสู่ยุคประหยัดพลังงาน เร่งคนไทยหันหา EV สถาบันการเงินส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว

วิกฤตพลังงานโลก กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไทย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “พลังงาน” กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของราคาน้ำมัน ความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ หรือการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สำหรับประเทศไทย ผลกระทบที่ผู้บริโภครู้สึกได้ชัดที่สุดคือ ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งในรูปของราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และค่าครองชีพที่ผูกโยงกับต้นทุนพลังงานในระบบเศรษฐกิจ สถานการณ์นี้ทำให้คำว่า “Energy Transition” หรือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้บริโภคต้องปรับตัวไปพร้อมกัน

ราคาน้ำมัน: ตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
แม้โลกจะพูดถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง น้ำมันยังคงเป็นพลังงานหลักของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในภาคการขนส่ง โลจิสติกส์และอุตสาหกรรม ประเทศไทยเองยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นสัดส่วนสูง เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น ผลกระทบจึงสะท้อนมายังต้นทุนการขนส่งและค่าครองชีพของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากช่วงที่ผ่านมา ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงคราม ความตึงเครียดด้านพลังงาน และการปรับโครงสร้างพลังงานของหลายประเทศ ทำให้ราคาพลังงานกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจโลก

ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคธุรกิจ แต่กำลังสะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้พลังงานของผู้บริโภค เมื่อพลังงานแพงขึ้น ผู้บริโภคก็เริ่มปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานในช่วงที่ผ่านมา โดยเริ่มตระหนักถึงต้นทุนด้านพลังงานมากขึ้น รวมถึงมีการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตในหลายมิติ ตัวอย่างเช่น การเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถ Hybrid มากขึ้น การใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมัน และการมองหาเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงานในครัวเรือน แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นว่า พลังงานไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน

การเปลี่ยนผ่านสู่ EV กำลังเร่งตัวในไทย
ข้อมูลจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปี 2568 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ด้วยยอดการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 100% (Battery Electric Vehicle-BEV) ป้ายแดงสูงถึง 147,522 คัน มีการเติบโต 74.70% ทั้งนี้ รัฐบาลไทยยังวางเป้าหมายสำคัญ คือ การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573 ซึ่งสะท้อนว่าการใช้พลังงานไฟฟ้าในภาคขนส่งจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

บัตรเครดิตกับเศรษฐกิจสีเขียว
ในอดีตบัตรเครดิตอาจถูกมองว่าเป็นเพียงแค่เครื่องมือในการใช้จ่าย แต่ปัจจุบันบัตรเครดิตกำลังกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยสนับสนุนการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน หลายสถาบันการเงินทั่วโลกเริ่มพัฒนา Green Finance ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สำหรับประเทศไทย แนวคิดนี้กำลังเริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

เคทีซีได้พัฒนาและต่อยอดแนวทางในการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนผ่านสิทธิประโยชน์ของบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” เพื่อช่วยให้สมาชิกสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และส่งเสริมพฤติกรรมที่ตระหนักถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม

สิ่งนี้สะท้อนบทบาทใหม่ของสถาบันการเงิน ที่มิใช่เป็นเพียงผู้ให้บริการด้านการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเศรษฐกิจสีเขียว ด้วยเหตุว่าในอนาคต การใช้จ่ายของผู้บริโภคอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของความสะดวก แต่เป็นการเลือกวิถีชีวิตที่ส่งผลต่อโลกใบนี้ด้วย
ออกข่าวในนาม: ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

รองผู้จัดการธุรกิจค้าน้ำมัน ปตท. ชี้ กำลังกลั่นยังเต็ม 100% นำเข้าจากตะวันออกกลาง 64% รีบนำเข้าจากแอฟริกา ละติน และอเมริกาทดแทน มาตรการเสริมความมั่นคงพลังงานชัดเจน

ภาคประชาชนกังวลว่าน้ำมันในประเทศไทยจะขาดแคลน ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นปตท.ได้ยืนยันว่ากำลังการกลั่นน้ำมันดิบเต็ม 100% ที่ 770,000 บาร์เรลต่อวัน หรือ 23 ล้านบาร์เรลต่อเดือน โดยน้ำมันดิบส่วนใหญ่ 64% นำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านท่า Fujairah ของ UAE และท่า Yanbu ของซาอุดีอาระเบีย

ในช่วงสงครามที่ส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ สัดส่วนน้ำมันที่ต้องผ่านช่องนี้มีประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อเดือน แต่กลยุทธ์การเทรดน้ำมันดิบระหว่างประเทศช่วยชดเชยกับการจัดหาน้ำมันที่นำเข้าจากแอฟริกาตะวันตก (WAF), ละตินอเมริกา (LATAM) และสหรัฐอเมริกา (MIDLAND) รวมถึงการซื้อเติมน้ำมันที่เข้ามาเดือนเมษายนแล้ว 6 ล้านบาร์เรล และจะทยอยเติมในเดือนพฤษภาคมอีกกว่า 6 ล้านบาร์เรล

นอกจากนี้ มีการเคลื่อนย้ายพนักงานจาก UAE ชั่วคราวกลับไปยังประเทศไทยเพื่อความปลอดภัย โดยเทรดดิ้งมีเครือข่ายสำนักงานในหลายประเทศ ทั้งสิงคโปร์ ลอนดอน ฮุสตัน และ UAE พร้อมรับมือสถานการณ์

ส่วนหนึ่งของความมั่นใจที่ต้องเสริมคือ "ช่วงนี้ต้องตระหนักในการประหยัดพลังงาน เพราะพลังงานมีราคาสูงจริงๆ" เพื่อเป็นการรักษาความมั่นคงทางพลังงานท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

น้ำมันจะ ขาดแคลนไหม โดย

JATURONG WORAWITSURAWATTHANA

Senior Executive Vice President,

PTT International Trading Business Unit

การดำรงตำแหน่งกรรมการ / ผู้บริหารในกิจการที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

12 ธ.ค. 2567 - ปัจจุบัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ที่มา : JATURONG WORAWITSURAWATTHANA

'อรรถพล' เพิ่มสัญญา LNG เจรจาผลิต LNG จากสหรัฐ 1.3 ล้านตันปี ร่นการส่งมอบเป็นไตรมาส 2/69 กระชับความมั่นคงพลังงาน 15 ปี เตรียมรับมือวิกฤตพลังงานตะวันออกกลาง

“อรรถพล” เจรจาผู้ผลิต LNG รายใหญ่ของโลกจากสหรัฐ เพิ่มปริมาณจัดหาจากปีละ 1 ล้านตัน เป็น 1.3 ล้านตัน หาทางร่นระยะเวลาการส่งมอบ เพื่อลดผลกระทบพลังงานจากวิกฤติตะวันออกกลาง

(เมื่อวานนี้ 13 มีนาคม 2569) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำทีมผู้บริหารกระทรวงพลังงาน และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมหารือกับนาย Anatol Feygin, Chief Commercial Officer บริษัท Cheniere Energy Inc.ผู้ผลิต LNG รายใหญ่ของโลกจากสหรัฐอเมริกา เพื่อเพิ่มปริมาณ LNG ที่จะส่งมอบในสัญญาเดิมมายังประเทศไทย จากปีละ 1 ล้านตัน เป็น 1.3 ล้านตัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานตลอดอายุสัญญาที่เหลืออยู่อีก 15 ปี (ถึงปี พ.ศ.2584)

อีกทั้งได้หารือเพื่อปรับเปลี่ยนกำหนดเที่ยวเรือที่จะส่งมอบ LNG บางส่วนให้เร็วขึ้น จากไตรมาสที่ 3/2569 เป็นไตรมาสที่ 2/2569 เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากการสู้รบยังคงยืดเยื้อต่อไป ทั้งนี้ บริษัท Cheniere รับที่จะเร่งดำเนินการให้อย่างดีที่สุด

”ตั้งแต่เกิดวิกฤตด้านพลังงาน รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการในหลายๆ ด้าน คู่ขนานกันมาโดยตลอด อาทิ การระงับส่งออกน้ำมัน การเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมัน การเจรจาจัดหาน้ำมันและก๊าซจากภูมิภาคอื่นนอกจากตะวันออกกลางมาทดแทน การส่งเสริมการใช้น้ำมันชีวภาพมากขึ้น การใช้กองทุนน้ำมันมาบรรเทาผลกระทบด้านราคา และการรณรงค์เรื่องการประหยัดพลังงาน จึงขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่าเราจะสามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน“ นายอรรถพล กล่าว

อลังการวันช้างไทย!! สวนนงนุชพัทยาสืบสานวันช้างไทย จัดขบวนช้างสุดยิ่งใหญ่กว่า 60 เชือก เปิดบุฟเฟ่ต์ผลไม้ยักษ์ให้ช้างสัมผัส ตอกย้ำเอกลักษณ์ไทยสู่สายตาโลก

วันนี้ (13 มีนาคม 2569) เวลา 07.00 น. นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงาน ร่วมประกอบพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 9 รูป โดยมีช้างเข้าร่วมพิธีจำนวน 19 เชือก เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ร่วมงานและโขลงช้าง พร้อมพิธีประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้กับผู้เข้าร่วมพิธีและช้าง

ต่อมาเวลา 09.00 น. ได้มีพิธี “ฮ้องขวัญช้าง” หรือพิธีทำขวัญช้างตามประเพณีโบราณ เพื่อเสริมสิริมงคลแก่โขลงช้าง โดยได้รับเกียรติจาก นายอดิเรก อุ่นโอสถ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานภายในงานมีการจัดขบวนแห่อย่างยิ่งใหญ่ ประกอบด้วยนักแสดงและช้างแสนรู้จำนวนกว่า 60 เชือก สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เข้าร่วมงาน

ไฮไลท์สำคัญของงาน คือ การตัดริบบิ้นเปิดงานให้น้องช้างทานบุฟเฟ่ต์ “หมาล่าหม้อไฟผลไม้ยักษ์” ขนาดกว้าง 4 เมตร สูง3.5เมตร ซึ่งอัดแน่นด้วยผลไม้นานาชนิดสำหรับเลี้ยงช้าง สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์และการดูแลเอาใจใส่ช้างอย่างดีของสวนนงนุชพัทยา

สำหรับวันที่ 13 มีนาคมของทุกปี ได้รับการกำหนดให้เป็น “วันช้างไทย” เพื่อยกย่องช้าง ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเป็นสัตว์คู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทย และในอดีตยังเคยเป็นสัญลักษณ์สำคัญบนผืนธงชาติไทย ภายในงานยังได้รับเกียรติจากนายณัฐวุฒิ อนุโยธา นายอำเภอสัตหีบ,นายชัยวัฒน์ ตามไท ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา,นายชวนะ ทองเย็น ปศุสัตว์จังหวัดชลบุรี ,นายไพโรจน์ มาแสง ปศุสัตว์อำเภอบางละมุง ,นายอริญชย์พนธ์ ไชยพิเดช ปศุสัตว์อำเภอสัตหีบรักษาการแทนหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสาระสนเทศการปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธี

สวนนงนุชพัทยาได้ดำเนินกิจกรรมวันช้างไทยมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิภาพช้าง การอนุรักษ์ และการสร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับบทบาทของช้างในสังคมไทย ที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เดินทางมาสัมผัสเอกลักษณ์ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

GC เดินเครื่องต่อ!! เร่งบริหารรอบด้านพยุงลูกค้า และอุตสาหกรรมไทยในภาวะผันผวน คุมวัตถุดิบ-ต้นทุน-การผลิต รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง

GC เดินโรงงานต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวน ลดผลกระทบกับลูกค้า และภาคอุตสาหกรรมของประเทศ

กรุงเทพฯ – 12 มีนาคม 2569 – บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ยังคงเดินเครื่องการผลิตอย่างต่อเนื่อง พร้อมบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตและการจัดหาวัตถุดิบ เพื่อดูแลการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความรุนแรงและผันผวน ซึ่งส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานและวัตถุดิบทั่วโลกตึงตัวจากกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมที่ลดลง โดย GC ได้สื่อสารและทำงานร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบตลอดทั้ง Value Chain และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทยสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

ในปัจจุบัน GC ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยังรักษาระดับการเดินโรงงานได้ตามแผนการผลิตและส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า พร้อมดำเนินมาตรการบริหารจัดการอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความผันผวนของราคา การจัดหาและบริหารวัตถุดิบ การบริหารสินค้าคงคลัง การผลิต และการจำหน่ายสินค้า รวมถึงการบริหารงบประมาณและค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ GC พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐ และทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) รวมถึงประสานความร่วมมือกับกลุ่ม ปตท. เพื่อติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของประเทศให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ความผันผวนครั้งนี้ไปด้วยกัน

ข้อมูลเพิ่มเติม: บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top