Saturday, 1 August 2026
ECONBIZ NEWS

เคทีซีชี้เทรนด์วิวาห์ปี 2026 งานเล็ก–ยั่งยืนมาแรง มูลค่าตลาดแต่งงานไทยแตะ 5 หมื่นล้านบา

เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เผยเทรนด์การจัดงานแต่งงานของคู่รักไทยในปี 2026 กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยคู่รักรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับ งานแต่งขนาดเล็กที่มีความหมาย (Micro Wedding) การจัดงานที่คำนึงถึง ความยั่งยืน (Sustainable Wedding) และการสร้าง ประสบการณ์ร่วมกันกับคนใกล้ชิด มากกว่าความยิ่งใหญ่ของงาน

ข้อมูลจาก SabuyWedding ระบุว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของการจัดงานแต่งงานในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 600,000 – 800,000 บาทต่อคู่ ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบของงาน ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมวิวาห์ของไทยมีมูลค่าประมาณกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี และมีจำนวนคู่สมรสใหม่ประมาณ 260,000 คู่ต่อปีโดยหมวดค่าใช้จ่ายหลักของคู่รักไทยประกอบด้วย สถานที่จัดงานและโรงแรม / แหวนและเครื่องประดับ / บริการถ่ายภาพและวิดีโอ และแพ็กเกจฮันนีมูนและการท่องเที่ยว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคู่รักยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการ วางแผนงบประมาณและประสบการณ์หลังแต่งงานมากขึ้น

3 เทรนด์สำคัญของวิวาห์ปี 2026
จากการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายของสมาชิก เคทีซีมองว่าอุตสาหกรรมวิวาห์กำลังขับเคลื่อนด้วย 3 เทรนด์สำคัญ ได้แก่
1. Sustainable Wedding
คู่รักให้ความสำคัญกับการจัดงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การใช้วัสดุตกแต่งที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ การลดปริมาณขยะภายในงาน รวมถึงการเลือกใช้วัตถุดิบและดอกไม้จากผู้ผลิตในท้องถิ่น
2. Micro & Intimate Wedding
รูปแบบงานแต่งเปลี่ยนจากงานเลี้ยงขนาดใหญ่ไปสู่การจัดงานขนาดเล็กที่มีแขกประมาณ 15–50 คน เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นส่วนตัว และใช้เวลากับคนใกล้ชิดได้มากขึ้น
3. Experience-Based Wedding

คู่รักจำนวนมากเลือกจัดงานแต่งในรูปแบบที่ผสานกับประสบการณ์ เช่น Destination Wedding หรือการรวมพิธีแต่งงานเข้ากับการท่องเที่ยวและกิจกรรมร่วมกับครอบครัวและเพื่อนสนิท

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า จากข้อมูลการใช้จ่ายของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี พบว่าคู่รักยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการวางแผนงบประมาณ เพื่อจัดงานแต่งที่สะท้อนตัวตนและความหมายของชีวิตคู่มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องทางการเงินและประสบการณ์หลังแต่งงาน เช่น การเดินทางฮันนีมูน

เพื่อรองรับเทรนด์ดังกล่าว เคทีซีจึงร่วมกับ SabuyWedding Festival 2026 อีเวนต์งานแต่งงานยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ระหว่างวันเสาร์ที่ 14 – วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2569 ณ พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 8,000 คน และมีผู้ประกอบการธุรกิจวิวาห์กว่า 200 แบรนด์ นำเสนอสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีที่ใช้จ่ายภายในงาน ได้แก่

1) บัตรกำนัลจากศูนย์การค้าสยามพารากอนมูลค่า 500 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายสะสมภายในงานผ่านบัตรเครดิตเคทีซี ครบทุก 50,000 บาทต่อบัตร (รับบัตรกำนัลรวมสูงสุด 2,000 บาทต่อหมายเลขบัตรต่อวัน)
2) รางวัล Top Spender สำหรับผู้ที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดภายในงาน 2 ท่าน รับบัตรกำนัลห้องพักประเภท Deluxe ณ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวน 1 คืน พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน (ยอดใช้จ่ายสะสมขั้นต่ำ 400,000 บาทขึ้นไป และต้องลงทะเบียนที่บูธเคทีซี ภายในงานในวันที่ทำรายการ)
ทั้งนี้สมาชิกสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับรางวัล Top Spender ซึ่งจะประกาศผ่านเว็บไซต์ https://www.ktc.co.th/promotion/wedding-package/recommended/top-spenders-sabuywedding ภายในวันที่ 16 เมษายน 2569 รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.ktc.co.th/promotion/wedding-package/recommended/sabuy-wedding-festival หรือศูนย์บริการลูกค้าเคทีซี 02-123-5000 สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิก https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ
หมายเหตุ : บัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้ตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี
ออกข่าวในนาม : สื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร บมจ.บัตรกรุงไทย

เรือสินค้า 'มยุรีนารี' ถูกโจมตี!! PSL ธุรกิจไทยที่ปักหลักบนเศรษฐกิจจริงของโลก บริษัทไทยที่โตมากับวัฏจักรการค้าโลก ยังล่องต่อในเกมเศรษฐกิจ เป็นชื่อสำคัญของไทยบนเส้นทางการค้าโลก

รู้จัก “พรีเชียส ชิปปิ้ง” เรือธงเดินเรือไทยที่ยังล่องอยู่ในเศรษฐกิจโลก  จากบริษัทที่ก่อตั้งปลายปี 1989 สู่ผู้เล่นสำคัญในตลาดเรือเทกองแห้งของโลก ภายใต้ชื่อย่อ PSL ที่นักลงทุนไทยคุ้นเคย

เวลาพูดถึงระบบขนส่งของเศรษฐกิจโลก หลายคนมักนึกถึงตู้คอนเทนเนอร์ ท่าเรือ หรือสายการบิน แต่ในความเป็นจริง สินค้าโภคภัณฑ์จำนวนมหาศาลของโลก ตั้งแต่สินค้าเกษตร เหล็ก ปุ๋ย แร่ ไปจนถึงไม้ซุง ยังต้องอาศัยเรือเทกองแห้งเป็นตัวกลางในการเคลื่อนย้าย และในสมรภูมินั้น ประเทศไทยมีชื่อของ “พรีเชียส ชิปปิ้ง” หรือ PSL อยู่ในฐานะผู้เล่นรายสำคัญมานานหลายทศวรรษ

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระบุว่า บริษัทก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 1989 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 16 กันยายน 1993 ขณะที่เอกสารของบริษัทระบุว่าเริ่มดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์ในเดือนมีนาคม 1991 หลังได้รับอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทยและ BOI จุดนี้สะท้อนว่า PSL ไม่ใช่ธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเติบโตตามกระแสโลจิสติกส์ แต่เป็นบริษัทไทยที่เติบโตมากับวัฏจักรการค้าโลกมาอย่างยาวนาน

แกนหลักของธุรกิจ PSL คือการเป็นเจ้าของเรือขนส่งสินค้าเทกองแห้ง โดยบริษัทถูกอธิบายบน factsheet ของ SET ว่าเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรายใหญ่ในกลุ่มเรือ dry cargo ขนาด small handy size และมีการดำเนินงานครอบคลุม 5 ภูมิภาคหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ/แคนาดา ยุโรป ละตินอเมริกา-แอฟริกา อนุทวีปอินเดีย-ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้-ตะวันออกไกล สินค้าหลักที่ขนส่งคือสินค้าเกษตร เหล็ก ปุ๋ย แร่ ไม้ซุง โค้ก และสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ

จุดแข็งของโมเดลนี้อยู่ตรงการเลือกยืนในเซกเมนต์เรือที่คล่องตัวกว่าเรือขนาดใหญ่มาก ทำให้เข้าถึงท่าเรือได้หลากหลายและรองรับสินค้าที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง นี่คือเหตุผลที่ PSL ถูกมองว่าไม่ได้แข่งด้วยความใหญ่ที่สุด แต่แข่งด้วยความเหมาะสมของขนาดเรือและความสามารถในการกระจายงานในหลายภูมิภาคพร้อมกัน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทพยายามปรับตัวตามแรงกดดันของอุตสาหกรรมเดินเรือยุคใหม่ โดยเอกสารนำเสนอของบริษัทระบุว่า PSL ได้ทยอยแทนที่เรือเก่าที่กินพลังงานมากในช่วงปี 2013-2017 ด้วย “eco-vessels” ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนต่อการขนส่ง และเอกสารปี 2025-2026 ของบริษัทก็ยังสะท้อนภาพการปรับกองเรืออย่างต่อเนื่อง ภาพนี้ทำให้เห็นว่า แม้ธุรกิจเดินเรือจะเป็นธุรกิจดั้งเดิม แต่ผู้เล่นที่อยู่รอดต้องคิดเรื่องประสิทธิภาพพลังงาน ต้นทุน และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือความต่อเนื่องของทีมบริหาร โดยชื่อของ Khalid Moinuddin Hashim ปรากฏอยู่ในเอกสารบริษัทในฐานะ Managing Director มาอย่างยาวนาน ซึ่งในธุรกิจที่ผันผวนตามค่าระวางเรือ เศรษฐกิจโลก และอุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์ ความต่อเนื่องของผู้นำถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางบริษัท
สำหรับภาพล่าสุดของบริษัท ข้อมูลจาก SET factsheet ณ 11 มีนาคม 2026 ระบุว่า PSL มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดราว 10,837 ล้านบาท ราคาหุ้นปิดล่าสุดก่อนเปิดตลาดวันที่ 12 มีนาคมอยู่ที่ 6.95 บาท ส่วนเอกสาร Opportunity Day สำหรับผลประกอบการปี 2025 ระบุว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ 345.01 ล้านบาท และเอกสารเชิญประชุมผู้ถือหุ้นปี 2026 เสนอจ่ายเงินปันผลรวม 0.40 บาทต่อหุ้น ขณะเดียวกันเอกสารเปิดเผยข้อมูลของบริษัทในปี 2025 ระบุว่ากองเรือของ PSL อยู่ที่ 40 ลำ

ในเชิงภาพใหญ่ พรีเชียส ชิปปิ้ง คือภาพแทนของบริษัทไทยที่ปักหลักอยู่บน “เศรษฐกิจจริง” ของโลก ไม่ว่าจะเกิดความผันผวนทางการเมือง ความไม่แน่นอนด้านพลังงาน หรือการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ สินค้าเทกองแห้งจำนวนมหาศาลยังคงต้องถูกลำเลียงข้ามทวีปอยู่เสมอ และตราบใดที่การค้าโลกยังขยับ ธุรกิจแบบ PSL ก็ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะฟันเฟืองของระบบนั้น

ดังนั้น หากจะมองพรีเชียส ชิปปิ้งในฐานะ “หุ้นเดินเรือ” อย่างเดียวก็คงไม่พอ เพราะในอีกมุมหนึ่ง PSL คือกรณีศึกษาของธุรกิจไทยที่อยู่รอดในสนามโลกด้วยการวางตัวในจุดที่ชัด เลือกเซกเมนต์ที่ตนเองแข็งแรง และค่อย ๆ ปรับกองเรือให้รับกับโลกยุคใหม่ นี่อาจไม่ใช่ธุรกิจที่หวือหวาที่สุดในหน้าข่าว แต่เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ทำให้เราเห็นว่า บริษัทไทยยังสามารถยืนอยู่ในห่วงโซ่การค้าโลกได้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2106546573222537&set=pcb.2106547559889105

เติมทุน SME ไทย!! สสว. จับมือ 2 แบงก์รัฐ ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ย 1% กระตุ้นเศรษฐกิจ เน้น SME ท่องเที่ยว-นวัตกรรม หนุนปรับตัวดิจิทัล สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่สุดช่วยเพิ่มสภาพคล่อง

สสว. จับมือ SME D Bank - EXIM Bank อัดฉีด 1,200 ล้าน! ส่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ 1% ต่อปี หนุน SME ท่องเที่ยว-นวัตกรรม ปรับตัวรับยุคดิจิทัล คาดกระตุ้นเศรษฐกิจโตกว่า 5,000 ล้านบาท

รัฐบาลยกระดับการช่วยเหลือ SME เป็นวาระเร่งด่วน ผนึกกำลัง 3 หน่วยงานหลัก สสว., ธพว. และ EXIM Bank ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่สุดในระบบเพียงร้อยละ 1 ต่อปี ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม วงเงินรวม 1,200 ล้านบาท มุ่งเติมทุนกลุ่มท่องเที่ยวและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ประธานในพิธีและสักขีพยาน กล่าวว่า ความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงานในวันนี้ คือภาพสะท้อนนโยบายเชิงรุกของรัฐบาลที่ต้องการแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME อย่างบูรณาการ โดยการนำจุดแข็งของ สสว. ในการคัดกรองผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ มาผสานกับความเชี่ยวชาญของ 2 สถาบันการเงินของรัฐ เพื่อส่งผ่านเงินทุนต้นทุนต่ำภายใต้วงเงินรวม 1,200 ล้านบาท ไปยังพี่น้อง SME ทั่วประเทศ

“รัฐบาลมุ่งหวังให้สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษเพียงร้อยละ 1 ต่อปีนี้ เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการเติมสภาพคล่องและสร้าง ‘แต้มต่อ’ ให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ทันท่วงที โดยเราจะเร่งกระจายความช่วยเหลือให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งคาดการณ์ว่าโครงการนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อระบบเศรษฐกิจและเม็ดเงินหมุนเวียนได้ไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท ช่วยให้ SME ไทยสามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” นายนภินทร กล่าว

นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดย สสว. ได้สนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ SME รวมทั้งสิ้น 1,200 ล้านบาท ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียงร้อยละ 1 ต่อปี ระยะเวลากู้สูงสุด 5 ปี มุ่งเสริมศักยภาพและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทยในทุกมิติ โดยโครงการนี้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการ SME ที่หลากหลาย โดยแบ่งการสนับสนุนออกเป็น 3 กลุ่มเป้าหมาย ดังนี้
• กลุ่มที่ 1 — Transformation SME : วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเงินทุนเพื่อปรับปรุงหรือพัฒนากิจการให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมและแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

• กลุ่มที่ 2 — Enhancement SME : วงเงินกู้สูงสุด 10–15 ล้านบาท (ตามขนาดกิจการ) สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเงินทุนเพื่อสร้างการเติบโตและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในทุกมิติ เพื่อให้มีการเติบโตเป็นไปอย่างก้าวกระโดดและมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว
• กลุ่มที่ 3 — ธุรกิจท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว : วงเงินกู้สูงสุด 2 ล้านบาท เช่น ผู้ประกอบการในธุรกิจโรงแรมและที่พัก บริษัทนำเที่ยว ร้านอาหาร สปา บริการรถและเรือ รวมถึงธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เพื่อเสริมสภาพคล่องและเพิ่มทุนหมุนเวียนในกิจการ

รักษาการ ผอ.สสว. เผยว่า การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนความมุ่งมั่นของทั้งสามหน่วยงานในการผนึกกำลังช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ไทยอย่างครบวงจร ทั้งในมิติของการเติบโตแบบก้าวกระโดด การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการปรับเปลี่ยนธุรกิจเพื่อตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในปัจจุบัน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งและยั่งยืน ทั้งนี้ สสว. จะทำหน้าที่กลั่นกรองและคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ก่อนส่งต่อให้สถาบันการเงินพันธมิตรพิจารณาอนุมัติสินเชื่อต่อไป
โดย SME D Bank จะรับผิดชอบดูแลการให้สินเชื่อแก่กลุ่มผู้ประกอบการ Enhancement SME และกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ในวงเงินรวม 800 ล้านบาท และ EXIM Bank จะรับผิดชอบดูแลการให้สินเชื่อแก่กลุ่มผู้ประกอบการ Transformation SME ในวงเงินรวม 400 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านเครือข่ายสาขาและความเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อของทั้งสองสถาบัน

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า SME D Bank มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการสำคัญนี้ เราพร้อมนำเครือข่ายสาขาทั่วประเทศและความเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อ SME มาสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการ ให้สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน โดยมุ่งให้กระบวนการพิจารณาสินเชื่อรวดเร็ว โปร่งใส และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ EXIM Bank กล่าวว่า EXIM Bank มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการสนับสนุน SME กลุ่ม Transformation ที่มีศักยภาพในการปรับตัวและก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ เราเชื่อว่าการเข้าถึงแหล่งทุนด้วยต้นทุนที่ต่ำจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ SME ไทยสามารถนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และแข่งขันได้อย่างมั่นใจในเวทีระดับสากล

ผู้ประกอบการ SME ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถสมัครและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สสว. โทร. 1301 หรือเว็บไซต์ www.sme.go.th ทั้งนี้ สสว. จะทำหน้าที่กลั่นกรองและคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเหมาะสมก่อนส่งต่อให้ SME D Bank และ EXIM Bank พิจารณาอนุมัติสินเชื่อ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับการสนับสนุนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

คุณอันธิกา วรรณศิลป์
ส่วนประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ฝ่ายสื่อสารองค์กร สสว.
โทร. 02 142 9035, 081 266 9226 E-mail: [email protected]

ปตท.ลุยตาข่ายป้องกันโดรน เสริมแนวป้องกันโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนานวัตกรรมตาข่ายแรงดึงสูง ใช้เม็ดพลาสติกพิเศษดูดซับพลังงาน เตรียมขยายตลาดเชิงพาณิชย์

กลุ่ม ปตท. พัฒนานวัตกรรมตาข่ายป้องกันโดรนแบบแรงดึงสูงต้นแบบ เสริมแนวป้องกันโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์

เมื่อวันที่ (10 มี.ค. 69) กลุ่ม ปตท.จัดแสดงการทดสอบตาข่ายประสิทธิภาพสูงป้องกันโดรน โดยมีนายพิรุณ กริ่มวงษ์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ที่ 6 จากขวา)

และคณะผู้บริหารกลุ่ม ปตท. ร่วมงาน ณ วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยองซึ่งเป็นความร่วมมือด้านนวัตกรรม
วัสดุ ระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผ่านโครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น (PRISM) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) และ บริษัท สไกลเลอร์ โซลูชั่นส์ จำกัด (Skyller) ในการพัฒนาตาข่ายประสิทธิภาพสูงป้องกันโดรนด้วยแนวคิด

Energy Absorption จากเม็ดพลาสติก HDPE เกรดพิเศษของ GC และเม็ดพลาสติกคุณภาพสูงของ IRPC ที่มีความแข็งแรงและทนทานในทุกสภาพอากาศ ไม่ลามไฟ ดูดซับพลังงานจากแรงกระแทก ทำให้ป้องกันการโจมตีจากโดรนได้ดีกว่าตาข่ายที่ผลิตจาก HDPE ทั่วไป ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเม็ดพลาสติก ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เสริมแนวป้องกันเชิงกายภาพให้กับโครงสร้างพื้นฐานของสถานประกอบการ พร้อมมุ่งขยายผลเชิงพาณิชย์ในอนาคต

ฝ่ายสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
11 มีนาคม 2569

ครม.ลุยลดพลังงาน!! สั่ง WFH เต็มรูปแบบเร่งลดใช้ไฟ ถอดสูทประชุมปรับแอร์ 26 องศาฯ ระงับเดินทางต่างประเทศ ยกเว้นภารกิจจำเป็น เป้าประหยัดพลังงาน ลดใช้พลังงานลง 5%

(10 มี.ค. 69) คณะรัฐมนตรี เห็นชอบมาตรการรับมือวิกฤตพลังงานด้วยการดำเนินงาน Work from Home (WFH) เต็มรูปแบบสำหรับข้าราชการทั่วประเทศ พร้อมระงับการเดินทางไปต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน เพื่อสกัดผลกระทบราคาพลังงานโลกผันผวน จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุในแถลงการณ์ว่า "ทุกหน่วยงานราชการต้องปรับรูปแบบการทำงานเป็น WFH ทันทีจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ขณะที่หน่วยงานที่บริการประชาชนโดยตรงจึงยังต้องดำเนินการตามปกติ" พร้อมมาตรการประหยัดพลังงาน เช่น การถอดสูทในที่ประชุม การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียส เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า

รัฐบาลสั่งระงับการเดินทางไปต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐ ยกเว้นภารกิจสำคัญและจำเป็นเท่านั้น เพื่อคุมค่าใช้จ่ายและลดการใช้พลังงานในช่วงวิกฤต โดยเน้นการประหยัดพลังงานในหน่วยงาน และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีออนไลน์ในที่ประชุม

สำหรับสถานการณ์พลังงานไทย น้ำมันสำเร็จรูปใช้งานเฉลี่ย 3.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ โดยมีปริมาณสำรองน้ำมันรวม 8,055 ล้านลิตร ซึ่งสามารถรองรับความต้องการใช้ได้ระดับหนึ่ง ขณะเดียวกัน มีการวางมาตรการลดการใช้พลังงานในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

เป้าหมายลดการใช้พลังงานทั้งน้ำมันและไฟฟ้าลงประมาณ 5% ซึ่งจะลดการใช้น้ำมันลงประมาณ 330,000 ลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาท และประหยัดไฟฟ้าได้ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน รัฐบาลตั้งเป้าสร้างความมั่นคงพลังงานและต้นแบบการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ที่มา : https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/147926

ไฟเขียวแรงงาน!! ครม.เห็นชอบยืดต่อใบอนุญาตแรงงาน 3 สัญชาติ “ลาว-เมียนมา-เวียดนาม” มากกว่า 3.7 แสนคนได้รับผล สกัดแรงงานผิดกฎหมาย-ลดผลกระทบเศรษฐกิจ

ครม.ไฟเขียวขยายเวลาแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ “ลาว -เมียนมา- เวียดนาม” กว่า 3.7 แสนคน ออกไปถึง 31 มี.ค.69 หวั่นกระทบระบบเศรษฐกิจประเทศ

วันที่ 10 มีนาคม 2569 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบ ให้ขยายระยะเวลาดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานต่างด้าวสัญชาติ ลาว เมียนมา และเวียดนาม กว่า 3.7 แสนคน ออกไปถึงวันที่ 31 มี.ค.2569จากเดิมที่สิ้นสุดในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อไม่ให้แรงงานกลุ่มนี้ หลุดออกจากระบบ กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย รวมทั้งไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและแรงงานของประเทศ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

รมว.แรงงาน ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ มติครม.ยังได้ให้มีการขยายระยะเวลาในส่วนของการจัดทำหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางและตรวจลงตรา (วีซ่า) จากที่จะสิ้นสุดในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เป็นสิ้นสุดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งจะส่งผลให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวจะได้รับการผ่อนผัน เมื่อประกาศกระทรวงมหาดไทยและประกาศกระทรวงแรงงานมีผลบังคับใช้

ทั้งนี้ ในระหว่างนี้นายจ้างที่มีแรงงานทั้ง 3 สัญชาติในสังกัดและผู้ประกอบการสามารถติดตามข่าวสาร ได้ทางเว็บไซต์กระทรวงแรงงาน www.mol.go.th เว็บไซต์กรมการจัดหางาน www.doe.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

HDD โตแรง หนุนเศรษฐกิจ AI หนุนความต้องการฮาร์ดดิสก์ บีโอไอผลักดันไทยเป็นฐานผลิต เวสเทิร์น ดิจิทัล ขยายกำลังผลิต เทคโนโลยี HAMR ยกระดับนวัตกรรมไทย

AI หนุนฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์โตแรง บีโอไอผลักดันไทยฐานผลิตระดับโลก

ในยุคที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ ผู้คนอาจมองว่าเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลแบบใหม่ เช่น “โซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD)” (อุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์) จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเติบโตแบบก้าวกระโดดของดาต้าเซ็นเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลับทำให้ HDD (หน่วยวัดความจุข้อมูลดิจิทัลขนาดใหญ่) ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลโลก โดยเฉพาะในระบบจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ที่ต้องการความคุ้มค่าด้านต้นทุน

รายงานจากสื่อเทคโนโลยี TechRadar และข้อมูลวิเคราะห์จาก TrendForce ระบุว่า ความต้องการใช้งานระบบจัดเก็บข้อมูลสำหรับศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ที่รองรับ AI มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลทั่วโลกที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจากการใช้งาน AI, Generative AI, Large Language Model (LLM) รวมถึงบริการคลาวด์ของทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐ ส่งผลให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บข้อมูลที่สามารถรองรับข้อมูลปริมาณมหาศาลในต้นทุนที่คุ้มค่า ซึ่งยังคงเป็นจุดแข็งสำคัญของเทคโนโลยี HDD

HDD จาก “เทคโนโลยีเก่า” สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI

แม้ SSD จะโดดเด่นด้านความเร็ว แต่ HDD ยังคงได้เปรียบในเชิงต้นทุนต่อเทราไบต์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ระยะยาวในดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งผู้ให้บริการระดับโลกยังคงพึ่งพา HDD เป็นสัดส่วนหลัก และมีความต้องการฮาร์ดดิสก์ความจุสูงระดับ 20–30 เทราไบต์ต่อไดรฟ์อย่างต่อเนื่อง

แนวโน้มดังกล่าวทำให้ตลาด HDD ที่เคยชะลอตัวกลับมาฟื้นตัว และเริ่มเผชิญภาวะตึงตัวด้านอุปทาน โดยเฉพาะในกลุ่มฮาร์ดดิสก์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและมาตรฐานความเสถียรสูง

สถานการณ์นี้จึงเป็น “โอกาสสำคัญ” สำหรับประเทศไทย จากเดิมที่เคยถูกมองว่าเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีเดิม โดยไทยยังเป็นหนึ่งในฐานการผลิต HDD ที่สำคัญที่สุดของโลก ซึ่งมีผู้ผลิตระดับโลกอย่าง เวสเทิร์น ดิจิทัล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) และ ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) เป็นกำลังหลัก สะท้อนความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมต่อศักยภาพของไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางการผลิต HDD ของโลก

เวสเทิร์น ดิจิทัล กับการยกระดับฐานผลิตในไทย

หนึ่งในผู้เล่นสำคัญของอุตสาหกรรมนี้คือ เวสเทิร์น ดิจิทัล (Western Digital) ผู้ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลรายใหญ่ระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีฐานการผลิตในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน เวสเทิร์น ดิจิทัล ครองส่วนแบ่งตลาดฮาร์ดดิสก์ประมาณหนึ่งในสามของตลาดโลก โดยประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อการส่งออก และสามารถผลิตฮาร์ดดิสก์ความจุสูงสุด 32 เทราไบต์ด้วยเทคโนโลยี PMR (Perpendicular Magnetic Recording) พร้อมเดินหน้าวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด บริษัท เวสเทิร์น ดิจิทัล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับการส่งเสริมการลงทุนสำหรับโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี Heat-Assisted Magnetic Recording (HAMR) เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) รองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม Data Center และ AI การลงทุนครั้งนี้สะท้อนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจากฐานการผลิตสู่ฐานเทคโนโลยีขั้นสูง โดยการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในประเทศไม่เพียงเพิ่มขีดความสามารถด้านนวัตกรรม แต่ยังช่วยยกระดับทักษะแรงงานไทยและเชื่อมโยงซัพพลายเชนภายในประเทศให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น พร้อมกันนี้ โครงการดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ภาคอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันของห่วงโซ่อุปทานโลกที่เข้มข้น และช่วยเสริมบทบาทของประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมด้าน HDD และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค.

ในภาพรวม อุตสาหกรรม Data Center และ AI กำลังยกระดับบทบาทของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลจากเพียงส่วนประกอบทางเทคนิค สู่โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะความสามารถในการจัดเก็บ และประมวลผลข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ คือปัจจัยชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันในยุค AI การที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเลือกลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของระบบนิเวศอุตสาหกรรมไทย ทั้งด้านบุคลากร วิศวกรรมการผลิต และเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มีความพร้อมรองรับเทคโนโลยีรุ่นใหม่

ขณะเดียวกัน ภาพรวมการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของไทยยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 กลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีผู้ขอรับการส่งเสริมการลงทุน 303 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 249,000 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลกที่กำลังขยับจาก “ฐานการผลิต” สู่ “ฐานเทคโนโลยีขั้นสูง”อย่างชัดเจน

การกลับมาของ HDD ในครั้งนี้สะท้อนการปรับตัวของเทคโนโลยีให้สอดรับกับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI ในวันที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ HDD จึงไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลอีกต่อไป หากแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลโลก และไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในฐานการผลิตหลักของเทคโนโลยีนี้ ด้วยแรงหนุนจาก AI การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก พร้อมกับนโยบายเชิงรุกของบีโอไอที่มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคต

จีนดันดิจิทัล!! เปิดร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี เน้น AI+ สร้างจีนดิจิทัลเต็มรูปแบบ หนุนไทยยกระดับเทคโนโลยีและการเกษตร ขยายความร่วมมือยานยนต์ไฟฟ้าในอาเซียน

ร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ของจีน เปิดโอกาสไทยยกระดับเทคโนโลยีดิจิทัล

จีนได้เปิดเผยร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของประเทศระหว่าง "การประชุมสองสภา" เมื่อไม่นานนี้ โดยเอกสารดังกล่าวนำเสนอทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีนในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งให้ความสำคัญกับการเสริมสร้าง "จีนดิจิทัล" (Digital China) โดยยกระดับการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลผ่านการขยับขยายการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์พลัส (AI+) ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการบริหารปกครองบ้านเมือง

คณะอาจารย์และนักศึกษาชาวไทยจำนวนมากมองว่าแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ของจีนกำหนดให้ปัญญาประดิษฐ์เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนากำลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ ขณะไทยเร่งการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เช่นเดียวกัน ซึ่งมุ่งเน้นที่โครงสร้างพื้นฐานการประมวลผล การประยุกต์ใช้งานจริง และการบ่มเพาะผู้มีความรู้ความสามารถ โดยมีเป้าหมายก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางดิจิทัลแห่งอาเซียน

ด้วยเหตุนี้ จีนและไทยมีแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกันและจุดแข็งที่เกื้อหนุนกัน โดยจีนสามารถแบ่งปันเทคโนโลยีที่พัฒนาดีแล้ว แนวทางการประยุกต์ใช้งาน และบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อช่วยไทยยกระดับภาคการเกษตร การขนส่ง พลังงาน โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ หลังจากทั้งสองประเทศส่งเสริมความร่วมมือเชิงปฏิบัติด้านการขนส่งอัจฉริยะอย่างลึกซึ้งต่อเนื่องจนเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมมากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อเดือนมกราคม 2026 บริษัท หนานหนิง เรล ทรานซิท อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป จำกัด (NNRT) และเทศบาลนครขอนแก่นได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ด้านการลงทุนและความร่วมมือในการสนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนอัจฉริยะ (Mobility as a Service - MaaS) ของเทศบาลนครขอนแก่น โดยประยุกต์ใช้โครงสร้างที่พัฒนาแล้วของ "หนานหนิง เรล วัน-โคด แอคเซส" (Nanning Railway One-Code Access) เพื่อสร้างประสบการณ์เดินทางไร้รอยต่อโดยอาศัยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และคลังข้อมูลขนาดใหญ่ (big data)

ฟิล์มหรือหลี่หลิงไฉ่ นักศึกษาชาวไทยในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน กล่าวว่าระบบการเดินทางที่สะดวกสบายและชาญฉลาดเป็นสิ่งที่ประทับใจมากที่สุดในการใช้ชีวิตในจีน โดยแค่ระบุจุดหมายปลายทางที่ต้องการ แอปพลิเคชันของจีนจะเสนอตัวเลือกการเดินทางที่หลากหลายและที่ดีที่สุดให้ทันที หรือในเมืองหนานหนิงก็สามารถสแกนรหัสคิวอาร์เพื่อใช้จักรยานแชร์ใช้และขึ้นรถไฟใต้ดินได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชอบมากที่สุด จึงหวังว่าอนาคตไทยจะมีระบบการเดินทางที่สะดวกสบายเช่นนี้

จีนและไทยยังเดินหน้าความร่วมมือด้านการเกษตรอัจฉริยะภายใต้แผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) และความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งประเทศจีนจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจีน-ไทยในจังหวัดนครปฐมเพื่อส่งเสริมการใช้เครื่องจักรและระบบอัจฉริยะในการปลูกข้าวและอ้อย หรือบริษัทจากจีนร่วมพัฒนาโครงการการเกษตรอัจฉริยะในแหล่งปลูกทุเรียนของไทย ซึ่งใช้ระบบควบคุมน้ำและปุ๋ยเชิงอัจฉริยะ การตรวจสอบสภาพดินแบบเรียลไทม์ และการจัดการผ่านอินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง (IoT)

ร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีทางการเกษตร รวมถึงอุปกรณ์การเกษตร ผ่าน "ปัญญาประดิษฐ์พลัส" อย่างเต็มรูปแบบเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมต่างๆ ในทุกมิติ พร้อมส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงของแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และการแบ่งปันโอกาสแก่นานาประเทศทั่วโลกเพื่อบรรลุการพัฒนาร่วมกัน โดยคณะอาจารย์และนักศึกษาชาวไทยในจีนคาดหวังว่าปัญญาประดิษฐ์ของจีนจะเกื้อหนุนการพัฒนาการเกษตรอัจฉริยะในไทยยิ่งขึ้น

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนและไทยได้กระชับความร่วมมือด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มีกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำของจีน เช่น บีวายดี (BYD) เกรทวอลล์มอเตอร์ (GWM) ฉางอัน ออโตโมบิล (Changan Automobile) และจีเอซี กรุ๊ป (GAC Group) เปิดฐานการผลิตในไทย ทำให้เกิดการพัฒนาชิ้นส่วน โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ และเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของไทย โดยพนัส สืบยุบล หรือหลี่เล่อ นักศึกษาปริญญาเอกสาขาบริหารธุรกิจในจีน เผยว่าเขาใช้รถของฉางอันที่มีระบบล้ำสมัย สั่งงานด้วยเสียงภาษาไทยได้

ร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ยังระบุการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงยุทธศาสตร์ เช่น ยานพาหนะพลังงานใหม่เชื่อมต่ออัจฉริยะและการบินอวกาศ รวมถึงการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เทคโนโลยีควอนตัมและส่วนต่อประสานสมอง-คอมพิวเตอร์ ซึ่งนิศาชล ไทยทอง หรือไท่ลู่ลู่ นักวิจัยชาวไทยประจำสถาบันวิจัยจีน-อาเซียนแห่งมหาวิทยาลัยกว่างซี กล่าวว่าจีนพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างก้าวกระโดด ประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง สร้างข้อได้เปรียบด้านพลังการประมวลผล ระบบอุตสาหกรรมครบวงจร และประสิทธิภาพสูง

นิศาชลกล่าวว่าไทยมีแผนพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เช่นเดียวกับจีน โดยตั้งเป้าหมายประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อขับเคลื่อนการยกระดับกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม ดังนั้นจีนสามารถช่วยส่งเสริมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์และบ่มเพาะบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาในไทย ซึ่งจะยกระดับจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายและมอบผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน

ที่มา : Xinhua

ยกระดับอีเวนท์ไทย!! สวนนงนุชพัทยา ผนึกนิวสเปคทีฟ นิวเอจซ์ เปิด “Nongnooch Event” ชูไทยสู่เวทีอีเวนท์โลก พร้อมรองรับการจัดการทุกระดับ ภายใต้มาตรฐานเวิลด์คลาส

สวนนงนุชพัทยา จับมือ นิวสเปคทีฟ นิวเอจซ์ ร่วมมือเปิด "Nongnooch Event" ชูจุดแข็งความเป็นไทย พร้อมรองรับการจัดการทุกระดับ ภายใต้มาตรฐานเวิลด์คลาส

สวนนงนุชพัทยา ผนึกกำลัง นิวสเปคทีฟ นิวเอจซ์ ปั้น Nongnooch Event ชูแนวคิด “Thai-ness × World class Standard” ใช้พื้นที่ 1,700 ไร่ มุ่งสู่สถานที่จัดงานเลี้ยงและงานอีเวนท์ อันดับหนึ่งของไทย ภายใต้มาตรฐานงานอีเวนท์ระดับเวิลด์คลาส พร้อมรองรับรูปแบบงาน ได้ทุกประเภท ทุกสเกล
.
นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา กล่าวว่า สวนนงนุชพัทยา ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ กับ บริษัทนิวสเปคทีฟ นิวเอจซ์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดกิจกรรมทางการตลาดมากว่า 20 ปี เพื่อขับเคลื่อนโครงการ “Nongnooch Event” (นงนุช อีเวนท์) โดยความร่วมมือครั้งนี้ มุ่งสร้างประสบการณ์อีเวนท์แบบครบวงจร ตั้งแต่การคิดคอนเซ็ปต์ การสร้างประสบการณ์ผู้ร่วมงาน สถานที่ อาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงระบบบริหารงานอีเวนท์ที่เป็นมืออาชีพ ให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมาย โดยนำจุดแข็งของสวนนงนุชพัทยาในฐานะที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและแลนด์มาร์กระดับโลก และมีจุดเด่นเรื่องความเป็นไทยผสานความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญการจัดงานอีเวนท์ระดับเวิด์คลาสอย่าง นิวสเปคทีฟ นิวเอจซ์ เพื่อเปิดเผยความเป็นไทยสู่สายตาชาวโลกมากขึ้น ผ่านงานอีเวนท์ต่าง ๆ ที่จะเข้ามาใช้บริการภายในสวนนงนุชพัทยา
.
“สวนนงนุชพัทยา พร้อมเปิดบ้านต้อนรับทุกอีเวนท์ ด้วยมาตรฐานการจัดการที่เป็นระบบและปลอดภัย ตั้งแต่การวางแผนต้นน้ำ ควบคุมคอนเซปต์ไปจนถึงการดูแลหน้างานแบบครบวงจร วัตถุประสงค์หลักของความร่วมมือกับ นิวสเปคทีฟ นิวเอจซ์ ครั้งนี้ ต้องการให้ 'Nongnooch Event’ สะท้อนความเป็นไทยอย่างมีรสนิยม และส่งมอบประสบการณ์ระดับเวิลด์คลาสให้ผู้ร่วมงานทุกคน เราต้องการให้สวนนงนุชเป็นมากกว่าสถานที่จัดงาน นั่นคือเป็น ‘จุดหมายปลายทาง’ ที่ทุกคนจะนึกถึงเมื่อเดินทางที่ประเทศไทย เมื่อต้องการจัดอีเวนท์ รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมและองค์กรต่าง ๆ ที่จะเข้ามาจัดงานภายในประเทศ เพราะทุกอย่างเราจัดเตรียมไว้ให้พร้อมแล้ว และเรามั่นใจว่าจะยกระดับมาตรฐานอีเวนท์ของไทยให้ก้าวขึ้นอีกขั้นได้อย่างแน่นอน”
.
ด้านนายณัฐภูมิ รัฐชยากร กรรมการผู้จัดการกลุ่ม บริษัทนิวสเปคทีฟ กล่าวว่า “ตลอด 20 ปีที่ นิวสเปคทีฟ กรุ๊ป เดินทางมา เราเชื่อในแนวคิด 'Make it Better' คิดจะทำ ต้องทำให้ดีสุดๆ วันนี้เรานำความเชี่ยวชาญด้านครีเอทีฟการสื่อสารการตลาด และการผลิตสื่อ มาผนึกกับศักยภาพของสวนนงนุชพัทยาเพื่อสร้าง ‘Nongnooch Event’ ที่เป็นไทย แต่ได้มาตรฐานเวิลด์คลาส เราพร้อมให้ภาคธุรกิจเข้ามาร่วมสร้างประสบการณ์ใหม่ ด้วยการจัดการแบบมืออาชีพ และสถานที่ ที่พร้อมมาก ซึ่งความร่วมมือนี้ คือก้าวสำคัญในการทำให้อีเวนท์ไทยมีความเป็นไทยและมีความเป็นเวิลด์คลาสได้ในเวลาเดียวกัน
.
เป้าหมายของการพัฒนา “Nongnooch Event” นี้เพื่อให้องค์กรภาครัฐ เอกชน และต่างประเทศ ได้มองเห็นศักยภาพของสถานที่จัดงานแบบไทย ในพื้นที่สวนนงนุชพัทยา ผสานด้วยความเข้มแข็งของการจัดงานแบบมืออาชีพ มาตรฐานการจัดการในระดับเวิลด์คลาส สร้างมาตรฐานการจัดงานที่ ‘วัดผลได้’ และประสบความสำเร็จตามที่ได้วางไว้ ภายใต้ความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า
.
ซึ่งกระบวนการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ เราใส่ใจในเรื่องการจัดงานอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ พร้อมผนึกความร่วมมือกับโรงแรมต่าง ๆ ในบริเวณพื้นที่ ผ่านเครือข่ายพันธมิตรที่พักระดับ 3-5 ดาวและลักชัวรีในพื้นที่พัทยา-นาจอมเทียน-สัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทุกท่านที่เข้ามาร่วมกับ Nongnooch Event สอบถามรายละเอียดและเยี่ยมชมสถานที่จัดงานได้ที่ โทร 081-439-5533 และ 081-625-2587
.
เกี่ยวกับ สวนนงนุชพัทยา
สวนนงนุชพัทยาเป็นสวนพฤกษศาสตร์และแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของไทย ตั้งอยู่ใกล้เมืองพัทยา จ.ชลบุรี บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ รองรับผู้เข้าชมไม่น้อยกว่าวันละ 5,000 คน และได้รับการยกย่องติด 1 ใน 10 สวนที่สวยที่สุดในโลก ด้วยรางวัลเกียรติยศมากมาย พร้อมพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการจัดกิจกรรมและอีเวนท์ได้หลากหลายรูปแบบ
.
เกี่ยวกับ นิวสเปคทีฟ นิวเอจซ์
เป็นบริษัทด้านการจัดกิจกรรมทางการตลาด (Event Management) ภายใต้กลุ่มบริษัท Newspective ที่ยึดปรัชญา "Make it Better" และมีประสบการณ์กว่า 20 ปี (2005-2025) ด้านการสื่อสารทางการตลาดสำหรับเรา การสื่อสารของแบรนด์ ไม่ใช่งานครั้งเดียวจบ แต่คือทั้ง 'ระบบ' ที่ต้องช่วยให้ธุรกิจคุณอยู่รอดและโตต่อ เราเลือกสร้างทั้ง Business Communication Ecosystem ที่เริ่มจากโจทย์ธุรกิจจริงๆ ก่อนเสมอ

สวนนงนุช จัดงานใหญ่!! 5–7 มิ.ย.นี้ พบมหกรรมพืชนานาชาติที่พัทยา กว่า 150 ร้านค้าร่วมแสดงสายพันธุ์พืชแปลกใหม่ โอกาสพิเศษจดทะเบียนสายพันธุ์พืชครั้งแรก เสวนาและกิจกรรมสำหรับนักสะสมไม้ประดับ

พลาดไม่ได้! ปีที่ 2 ยิ่งใหญ่กว่าเดิม สวนนงนุช พัทยา จับมือ Growth Together จัดงาน “NongNooch Plant Expo International 2026”

เตรียมพบกับมหกรรมพืชนานาชาติที่คนรักต้นไม้รอคอยแห่งปี เมื่อ สวนนงนุชพัทยา ร่วมกับ Growth Together จัดงาน “NongNooch Plant Expo International 2026” ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 อย่างยิ่งใหญ่ การประชาสัมพันธ์ในครั้งนี้มุ่งเน้นเพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้ที่ต้องการซื้อพันธุ์ไม้ในงานว่างแผนการเดินทางเพื่อการเข้าร่วมงาน ระหว่างวันที่ 5–7 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ อาคาร Traditional Hall สวนนงนุช พัทยา จังหวัดชลบุรี

การจัดงานครั้งนี้นำโดย กัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เพื่อสร้างเวทีระดับนานาชาติให้กับเกษตรกรไทย นักปรับปรุงและพัฒนาสายพันธุ์พืช ได้แสดงศักยภาพผลงานสู่สายตาผู้ประกอบการ นักสะสม และผู้หลงใหลในไม้ประดับจากทั่วประเทศและต่างประเทศ พร้อมเปิดโอกาสพิเศษในการ จดทะเบียนสายพันธุ์พืชใหม่ภายในงาน

ภายในงานรวบรวมสายพันธุ์พืชมากกว่า 25 กลุ่มสายพันธุ์หลัก ครอบคลุมทั้งไม้สะสมหายาก ไม้ประดับยอดนิยม และสายพันธุ์พัฒนาล่าสุดที่เตรียมเปิดตัวครั้งแรก แต่ละกลุ่มประกอบด้วยชนิดพืชจำนวนมาก ทั้งสำหรับจัดแสดงและจำหน่าย โดยมีร้านค้าและผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 150 ร้าน จากทั่วประเทศ สร้างสีสันและมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับวงการพืชไทยอย่างคึกคัก
ไฮไลต์สำคัญของงาน ได้แก่
• การเปิดตัวสายพันธุ์ใหม่ครั้งแรก
• การพบปะพูดคุยกับนักพัฒนาพันธุ์พืชตัวจริง
• เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้เชิงลึก
• กิจกรรมพิเศษสำหรับนักสะสมและผู้รักไม้ประดับ

“NongNooch Plant Expo International 2026” ถือเป็นหนึ่งในงานแสดงสายพันธุ์พืชที่มีความหลากหลายมากที่สุด และเป็นงานไม้ประดับคุณภาพระดับนานาชาติที่ จัดเพียงปีละครั้งเท่านั้นผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ตามวันและเวลาดังกล่าว แล้วมาสัมผัสโลกแห่งพรรณไม้ที่ครบ จบ และยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีด้วยตัวคุณเอง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nongnoochpattaya.com


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top