Thursday, 17 September 2026
ECONBIZ NEWS

“บีโอไอ” ไฟเขียวลงทุน 7.4 พันล้าน!! “มาสด้า” ปักธง MHEV ที่ไทย Mazda MHEV Made in Thailand เตรียมบุกตลาดในประเทศ ส่งออกอาเซียน และส่งกลับญี่ปุ่น ยืนยันไทยยังเป็นฐานยานยนต์อนาคตของภูมิภาค

บีโอไอไฟเขียว “ออโต้อัลลายแอนซ์” ลงทุน 7 พันล้านบาท ดันไทยฐานการผลิตหลัก Mazda MHEV

บีโอไออนุมัติ “ออโต้อัลลายแอนซ์” บริษัทร่วมทุนของมาสด้า ลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาท ปรับปรุงโรงงานรองรับการผลิตรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) โดยมาสด้าได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังญี่ปุ่น รวมถึงอาเซียน ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำงานพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เพื่อขยายการลงทุนมูลค่ากว่า 7,400 ล้านบาท ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตของโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) ซึ่งเป็นรถยนต์แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า โดยมาสด้าได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV พร้อมเดินสายการผลิตในปี 2570 เพื่อจำหน่ายในประเทศ รวมถึงส่งออกไปญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งการลงทุนครั้งนี้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต อีกทั้งเป็นการตอบรับมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ MHEV ที่ออกโดยคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ซึ่งจะกำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราคงที่เป็นเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569 – 2575)

ปัจจุบัน กลุ่มมาสด้ามีบริษัทในประเทศไทย 4 บริษัท ครอบคลุมธุรกิจด้านการผลิตรถยนต์ เครื่องยนต์เกียร์อัตโนมัติ ชิ้นส่วนยานยนต์ การจำหน่าย และการตลาดระดับภูมิภาค โดยได้จัดตั้งบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับฟอร์ด เพื่อเป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของภูมิภาค ทั้งรถกระบะและรถยนต์นั่ง นอกจากนี้ ยังจัดตั้งบริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักของเครื่องยนต์เทคโนโลยี SKYACTIV และเกียร์ในภูมิภาค

การลงทุนของมาสด้าในครั้งนี้ จะเป็นการปรับปรุงสายการผลิตด้วยการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการสำคัญ อาทิ การเชื่อมโครงรถ การประกอบตัวถัง การพ่นสี และการประกอบรถยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ รองรับมาตรฐานการปล่อยมลพิษระดับยูโร 6 ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน โดยทั้งหมดนี้เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการผลิตรถยนต์อเนกประสงค์รุ่น B-SUV ด้วยเทคโนโลยี MHEV ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ รวมถึงส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน และส่งกลับไปยังญี่ปุ่น เนื่องจากบริษัทฯ และลูกค้าเชื่อมั่นในคุณภาพของรถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทย โดยโครงการนี้นับเป็นก้าวแรกของบริษัทฯ ในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าต่อไป

สำหรับมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ MHEV บอร์ดอีวีได้กำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราพิเศษร้อยละ 10 (กรณีปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 g/km) และร้อยละ 12 (กรณีปล่อย CO2 ตั้งแต่ 101 – 120 g/km) โดยจะเป็นอัตราคงที่ในเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569 – 2575) พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท อีกทั้งต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตหรือประกอบในประเทศ โดยต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศตั้งแต่ปี 2569 และต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญ ได้แก่ Traction Motor หรือชิ้นส่วนที่มีลักษณะการทำงานเพื่อเสริมแรงขับเคลื่อน ตั้งแต่ปี 2571 และต้องมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS) อย่างน้อย 4 จาก 6 ระบบ

“การที่มาสด้าเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV ครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันความเชื่อมั่นของบริษัทระดับโลกที่มีต่อศักยภาพของไทย และเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ตอกย้ำว่าประเทศไทยเดินมาถูกทาง บอร์ด EV และบีโอไอมีเป้าหมายชัดเจนในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต จากยานยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในทุกเซกเมนต์ และทุกเทคโนโลยี ทั้ง BEV, PHEV, HEV และ MHEV เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท และเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

“มาห์เล” จับมือ “โรเด้อร์”!! ลุยพัฒนาแอปทดสอบเซนเซอร์ เพิ่มความแม่นยำสูงสำหรับ ADAS รองรับอู่ซ่อม สายผลิตรถยนต์ ใช้วัดค่าหลังซ่อมได้ทันที

มาห์เล จับมือ โรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส พัฒนาแอปพลิเคชันทดสอบเซนเซอร์สำหรับระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะในรถยนต์ยุคใหม่

แพลตฟอร์มใหม่ประกอบด้วยอุปกรณ์วิเคราะห์จากมาห์เล และอุปกรณ์ทดสอบเรดาร์ขนาดกะทัดรัดจากโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส

-รองรับการทดสอบเซนเซอร์เรดาร์และกล้อง รวมถึงการวัดการจัดตำแหน่งชิ้นส่วนแบบอัตโนมัติ
-มุ่งตอบโจทย์การใช้งานของอู่ซ่อมรถ ผู้ผลิตรถยนต์ และองค์กรตรวจสภาพรถ
-ทั้งยังเหมาะสำหรับการทดสอบเซนเซอร์ ADAS ในขณะรถจอดนิ่ง โดยเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสภาพรถตามระยะ

เปิดตัวครั้งแรกของโลกที่งาน TÜV MobiCon ในกรุงเบอร์ลิน เดือนมิถุนายน 2569
สองกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง มาห์เล (MAHLE) และ โรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส (Rohde & Schwarz) ได้ร่วมกันพัฒนาแอปพลิเคชันทางเทคนิคสำหรับทดสอบเซนเซอร์ของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) หลังการซ่อมแซม พร้อมให้ผลการทดสอบที่แม่นยำและเชื่อถือได้ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของอุตสาหกรรม หัวใจสำคัญของแพลตฟอร์มใหม่นี้คือ ระบบวิเคราะห์ TechPRO® Digital ADAS 2.0 Extra จากมาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้ (MAHLE Lifecycle and Mobility) ซึ่งได้รับการยกระดับประสิทธิภาพด้วยการผสานเครื่องทดสอบเรดาร์ R&S® RadEsT จากโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการวัดและการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความแม่นยำสูง ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์ยังขาดกระบวนการวัดที่เป็นมาตรฐานสำหรับการทดสอบเซนเซอร์ ADAS หลังเกิดอุบัติเหตุหรือหลังการซ่อมแซม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซ่อมแซมชิ้นส่วนตัวถังรถยนต์ ด้วยเหตุนี้ นวัตกรรมใหม่จากมาห์เล และโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส จึงเข้ามาช่วยอุดช่องว่างดังกล่าว โดยระบบนี้ได้รับการออกแบบมาให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอู่ซ่อมรถยนต์ ศูนย์บริการ ผู้ผลิตรถยนต์ ตลอดจนบริษัทประกันภัย หน่วยงานราชการ และองค์กรตรวจสภาพรถยนต์ นอกจากนี้ ในอนาคต แอปพลิเคชันนี้ยังสามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบเซนเซอร์ ADAS ขณะรถจอดนิ่ง โดยเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสภาพรถยนต์ตามระยะ ทั้งนี้ ได้มีการเปิดตัวนวัตกรรมจากความร่วมมือดังกล่าวที่งาน TÜV MobiCon 2026 ณ กรุงเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา
.
เฟลิกซ์-แมทเทียส วอลเทอร์ (Felix-Matthias Walter) ผู้อำนวยการฝ่ายโซลูชันการบริการของมาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้ กล่าวว่า “นวัตกรรมนี้จะยกระดับระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะไปอีกขั้น เพราะเป็นครั้งแรกที่เราสามารถตรวจวัด ติดตาม และกำหนดมาตรฐานการทำงานของระบบเหล่านี้ภายหลังการซ่อมแซมได้ นี่ไม่ใช่แค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือให้กับระบบนิเวศการเดินทางทั้งหมด”

แมทเทียส เบียร์ (Matthias Beer) ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์เซนเซอร์รับภาพ ของโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส อธิบายว่า “นี่คือหมุดหมายสำคัญสำหรับความปลอดภัยในยานยนต์ เทคโนโลยีการวัดเรดาร์ของเราถูกนำไปใช้งานในกระบวนการพัฒนาและผลิตรถยนต์ทั่วโลกแล้ว และในวันนี้ เรากำลังร่วมมือกับมาห์เลเพื่อนำเทคโนโลยีการวัดที่มีความแม่นยำสูงระดับนี้มาสู่อู่ซ่อมรถโดยตรง"

เครื่องมือวิเคราะห์ TechPRO® Digital ADAS 2.0 Extra ของมาห์เล มาพร้อมเซนเซอร์อัลตราโซนิกในตัว เพื่อให้สามารถกะตำแหน่งการจัดวางชิ้นส่วนได้อย่างแม่นยำโดยตรงจากภายในห้องโดยสาร

นอกจากนี้การระบุหมายเลขตัวถังได้โดยอัตโนมัติ การวัดระยะทางด้วยเลเซอร์ และระบบปรับเป้าหมายด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยให้กระบวนการวิเคราะห์เครื่องมือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้น ระบบยกรถยนต์ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ยังช่วยรับประกันความแม่นยำในการจัดวางตำแหน่ง แม้รถจะมีความสูงมากก็ตาม

ขณะที่เครื่องทดสอบเรดาร์ R&S® RadEsT จากโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถที่เหนือกว่าอุปกรณ์วิเคราะห์ทั่วไป เช่น การตรวจจับความถี่และโพลาไรเซชัน การวัดกำลัง รวมถึงการจำลองเป้าหมายและมุมสำหรับเซนเซอร์เรดาร์ โดยฟังก์ชันเหล่านี้ช่วยให้ช่างเทคนิคสามารถตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของการจัดวางตำแหน่ง รวมถึงการทำงานของเซนเซอร์เรดาร์ หลังการซ่อมแซมหรือเมื่อเกิดความเสียหาย โดยใช้งานร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ TechPRO® 2 ของมาห์เล

นวัตกรรมที่พัฒนาร่วมกันนี้ครอบคลุมการใช้งานที่สำคัญหลายประการ สำหรับอู่ซ่อมรถยนต์ ระบบนี้จะช่วยออกเอกสารยืนยันตามมาตรฐานว่าระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่กลับมาทำงานได้ตามปกติและตรงตามเกณฑ์ที่กำหนดหลังการซ่อมแซม อีกทั้งยังเหมาะสำหรับการทดสอบคุณภาพและสมรรถนะ เนื่องจากสามารถจำลองสถานะการทำงานของระบบได้ทั้งในสภาวะปกติและสภาวะที่เกิดข้อผิดพลาด ประการสุดท้าย ระบบนี้จะสร้างข้อมูลการวัดที่สามารถทำซ้ำได้และตรวจสอบย้อนหลังได้ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบการตรวจสภาพรถยนต์ตามระยะ ข้อกำหนดทางกฎหมาย หรือการประเมินของบริษัทประกันภัยในอนาคต

บางจากฯ เปิดประตูสู่ฮ่องกง!! ปิดดีลซื้อ Chevron Hong Kong จาก Chevron Hong Kong สู่ Bangchak Hong Kong ก้าวใหม่บางจากฯ บนเวทีพลังงานภูมิภาค เสริมแกร่งการค้า–เชื้อเพลิงเรือ

บางจากฯ ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong
เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" เปิดประตูสู่การเติบโตในเอเชียเหนือ

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประกาศความสำเร็จในการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ
Chevron Hong Kong Limited (CHK) จาก Chevron Companies (Greater China) Limited (CCGC) โดยการทำธุรกรรมตามสัญญาซื้อขายเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 พร้อมเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Bangchak Hong Kong (BHK) นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางจาก และเสริมความแข็งแกร่งด้านการค้าและการพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียเหนือ

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์การเติบโตระยะยาวของกลุ่มบริษัทบางจาก โดยฮ่องกงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านการเงิน การค้า การเดินเรือ และการบินที่สำคัญของเอเชีย ขณะที่ BHK มีฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทั้งธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจการค้า และธุรกิจเชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินสมุทร ซึ่งจะช่วยต่อยอดการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางจากในตลาดต่างประเทศ พร้อมสร้างโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพและพลังงานคาร์บอนต่ำ ตามความต้องการของตลาดและความเหมาะสมในเชิงพาณิชย์

"การเข้าซื้อ Bangchak Hong Kong ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการเติบโตในระดับภูมิภาค และจะเสริมศักยภาพของกลุ่มบริษัทบางจากในฐานะผู้ค้าพลังงานที่มีเครือข่ายครอบคลุมมากยิ่งขึ้น BHK จะเป็นฐานธุรกิจด้านการค้าและการพาณิชย์ของกลุ่มบริษัทบางจากในภูมิภาคเอเชียเหนือ เชื่อมโยงธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจการค้าและธุรกิจเชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินสมุทร เข้ากับเครือข่ายของกลุ่มบริษัทบางจาก พร้อมสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในตลาดโลก"

‘วราวุธ’ เตือนไทยเข้าสู่ยุค Poly Crisis!! ชี้โลกป่วนเกมเปลี่ยน ESG–Net Zero ไม่ใช่ภาระ แต่คือใบเบิกทางธุรกิจไทยอยู่รอด ธุรกิจต้องปรับตัววันนี้ ไม่ให้ตกขบวนกติกาโลกใหม่

"วราวุธ" ชี้โลกเข้าสู่ยุค Poly Crisis เตือนธุรกิจไทยต้องเปลี่ยนวันนี้เพื่ออยู่รอด ตั้งรับ 3 เฟส ห่วงระยะสั้นนักลงทุนย้ายฐาน โลกร้อนป่วนปัจจัยการผลิต แนะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงปรับใช้ธุรกิจควบคู่รับกติกาใหม่ เพื่อสร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

วันที่ 29 มิถุนายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาในงาน Sustain Daily Talk 2026 หัวข้อ "โลกป่วน เกมเปลี่ยน: ธุรกิจยั่งยืนได้อย่างไร" จัดโดยเดลินิวส์ โดยนายวราวุธ กล่าวว่า เชื่อว่าทุกคนรู้สึกได้ว่าโลกของเราไม่เหมือนเดิม แต่กำลังเผชิญความผันผวนอย่างรุนแรงดังนั้นคำว่า “โลกป่วน เกมเปลี่ยน” ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริง สาเหตุโลกปัจจุบันไม่ได้เผชิญเพียงปัญหาใดปัญหาหนึ่ง แต่กำลังเผชิญภาวะ "Poly Crisis" หรือวิกฤตซ้อนวิกฤต ซึ่งประกอบด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การแข่งขันทางการค้า กฎระเบียบระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และภาคธุรกิจทั่วโลก ภูมิรัฐศาสตร์ โลกร้อนกระทบเศรษฐกิจไทย

นายวราวุธ กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงาน วัตถุดิบ และต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ขณะที่โลกกำลังเข้าสู่ภาวะซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำ และส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร จากสภาวะที่อุณหภูมิสูงมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำจำนวนมาก โดยมีการประเมินว่าจะเผชิญวิกฤตนี้ไม่ต่ำกว่า 3 ปี และจากนั้นจะตามมาด้วย ซูเปอร์ลานีญา ที่เสี่ยงน้ำท่วมครั้งใหญ่ ภาวะการระบาดโรคพืช และแมลงศัตรูพืชในอนาคต

“ ผมประเมินผลกระทบจาก Poly Crisis เป็น 3 ระยะ กล่าวคือระยะสั้น 1-2 ปี ที่ไทยต้องรับมือกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งภูมิรัฐ ศาสตร์ น้ำมันที่ราคาแพงขึ้นจนอาจทำให้ การลงทุนที่อาจย้ายฐานการผลิต ส่วนโลกเดือดจากซูเปอร์เอลนีโญ คืบคลานมาจะเป็นปัจจัยหลักต่อภาคเกษตร และอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำจำนวนมาก เช่น Data Center“

รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า นอกจากนี้ในระยะสั้น ไทยยังต้องเผชิญมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น CBAM กฎหมาย EUDR ว่าด้วยสินค้าปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า รวมทั้ง Cyber Security Act ของสหภาพยุโรป หรือแม้แต่ ESA ของสหรัฐอเมริกา

ส่วนระยะกลาง 3-5 ปี นั้น คู่ค้าสำคัญทั่วโลกกำลังปฎิรูปโครงสร้าง Supply Chain บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่จะกำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเข้มงวดขึ้น หากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้ UNFCCC และปฏิบัติตามมาตรฐานสากลได้ อาจถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทานโลก

ส่วนระยะยาว 5-10 ปี ทางนายอันโตนิอู กูแตรึช เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วจะเกิดขึ้นแน่นอน ทรัพยากรอย่างน้ำ พลังงาน และที่ดินจะกลายเป็นปัจจัยด้านความมั่นคงใหม่ ขณะที่การแข่งขันทางการค้าจะเข้มข้นขึ้น หากประเทศไทยไม่บริหารทรัพยากรตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน จะมีต้นทุนสูงจนกระทบความสามารถในการแข่งขัน

“ท่ามกลางความผันผวนและเศรษฐกิจชะลอตัว ผมขอบอกว่า ESG และ Net Zero คือ "ใบเบิกทางในการอยู่รอด" ไม่ใช่ภาระESG และเป้าหมาย Net Zero เป็นเงื่อนไขสำคัญในการอยู่รอดของธุรกิจไทย หากมอง ESG เป็นเพียงต้นทุน จะเห็นแต่ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงกระบวนการผลิต แต่หากมองเป็นโอกาส จะสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เข้าถึง Green Finance เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างความได้เปรียบในตลาดโลกพร้อมเตือนว่า หากประเทศไทยไม่เร่งปรับตัว อาจสูญเสียตลาดส่งออก ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และที่น่ากลัวคือเราจะกลายเป็นสุสานอุตสาหกรรมเก่าที่ตกยุค

นายวราวุธ กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าสร้าง New Growth Engine และผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เทคโนโลยีสะอาด การยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็น Global Food Security Hub ควบคู่กับการพัฒนา SMEs ให้แข่งขันได้ในระดับสากลทั้งยังเดินหน้าตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และเตรียมแผนฉบับที่ 14 (พ.ศ.2571-2575) ที่มุ่งเพิ่มผลิตภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน พัฒนากฎระเบียบ ส่งเสริมการลงทุน และยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่

ประเทศไทยมี SMEs กว่า 3.3 ล้านราย จ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน หรือเกือบ 69% ของการจ้างงานรวมทั้งประเทศมี GDP อยู่ 1.72 ล้านล้านบาท สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศได้ถึง 70% อีกทั้งเรามีเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งในส่วนนี้เชื่อว่า โมเดลเศรษฐกิจ BCGหรือ Bio-Circular-Green Economy จะยังคงเป็นเข็มทิศและเครื่องมือสำหรับพี่น้องผู้ประกอบการ

“ผมขออนุญาตยืมคำของท่านเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ในคราวการประชุมผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งท่านกล่าวไว้ว่า ประเทศไทยมีขุมทรัพย์อันล้ำค่า คือ น้ำมันบนดิน ที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศได้ไม่รู้จบ และ BCG Model นี้ คือการนำเอาน้ำมันบนดินเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่จะได้รับประโยชน์ แต่พี่น้องผู้ประกอบการ SMEs เรานี่แหละครับที่จะได้รับประโยชน์ตรงนี้เต็มๆ”

ท้ายนี้ขอตัั้งคำถามว่า อีก 10 ปีข้างหน้า ไทยจะเป็น "ผู้นำ" หรือ "ผู้ตาม" ด้านความยั่งยืน คำตอบคือไทยจะเป็น "ผู้นำ" อย่างแน่นอน เนื่องจากไทยมีรากฐานสำคัญคือ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP)" ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทั่วโลกให้การยอมรับในการสร้างความยั่งยืนและมั่นคงให้ทุกภาคส่วนธุรกิจ และปัจจุบันในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวคิดนี้ผ่านพระบรมราโชบาย เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจให้ก้าวหน้าต่อไป

“ไทยต้องเป็นผู้กำหนดเกมของตัวเอง แม้ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกได้ แต่สามารถกำหนดทิศทางของตนเองได้ผ่านการเปลี่ยนวิธีคิด การเร่งปรับตัว และการร่วมมือกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพราะโลกไม่ได้ส่งเพียงสัญญาณเตือนอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนกติกาใหม่ทั้งหมด และประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านเพื่อให้สามารถอยู่รอด เติบโต และแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในอนาคต”

“ไทยออยล์” ผงาดเวทีอาเซียน!! คว้ารางวัลดีลการเงินนวัตกรรมยอดเยี่ยมอาเซียน จาก The Asset เวทีการเงินชั้นนำเอเชีย ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกรรมการเงิน เพื่อโครงสร้างพื้นฐานยั่งยืน

ไทยออยล์คว้ารางวัลธุรกรรมทางการเงินระดับอาเซียนที่มีนวัตกรรมยอดเยี่ยมแห่งปี จาก The Asset สถาบันสื่อและวิจัยการเงินชั้นนำของเอเชีย

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการเงินและบัญชี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เข้ารับรางวัล Most Innovative Deal of the Year (ASEAN) จากโครงการธุรกรรมการบริหารจัดการสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้โครงการการให้เช่าและเช่ากลับสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 37,402 ล้านบาท ซึ่งเป็นธุรกรรมการจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนการลงทุนตามแผนธุรกิ โดยไม่ก่อภาระหนี้สินเพิ่ม ควบคู่ไปกับการรักษาอันดับความน่าเชื่อถือให้อยู่ในระดับน่าลงทุน ในงาน The Asset Triple A Sustainable Infrastructure Awards 2026 ณ ศูนย์ประชุม Suntec Singapore Convention & Exhibition Centre

รางวัลดังกล่าวมอบให้เพื่อเป็นเกียรติแก่องค์กรและสถาบันการเงินชั้นนำ โดยพิจารณาจากธุรกรรมทางการเงินที่มีนวัตกรรมการเงินที่โดดเด่น สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างยั่งยืน ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จและความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของ ไทยออยล์ในระดับสากล

สำหรับบรรณาธิการ
ไทยออยล์เป็นผู้ประกอบธุรกิจการโรงกลั่นนํ้ามันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) และเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 โดยมีธุรกิจหลักคือ การกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 275,000 บาร์เรลต่อวัน

นอกจากนี้ ไทยออยล์มีระบบการบริหารจัดการที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ (Operational Excellence) โดยบริหารงานเป็นกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงธุรกิจ ทั้งธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน โดยร่วมวางแผนการผลิตก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันมีคุณภาพสูงในระดับโรงกลั่นชั้นนำ (Top quartile) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้ได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลากหลาย เช่น ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจสารทำละลาย ธุรกิจบริหารการขนส่ทางท่อ ธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด และธุรกิจ New S-Curve

บีโอไอ ลุย FastPass !! เปิดกลไกเร่งลงทุนไทย ผนึก 8 หน่วยงานลดขั้นตอน ดันเม็ดเงิน 7 แสนล้านบาท พร้อมสร้างงานอุตสาหกรรมเป้าหมาย

บีโอไอเปิดตัว “Thailand FastPass”

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นำโดยนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จัดพิธีเปิดตัวกลไก “Thailand FastPass” ผนึกกำลัง 8 หน่วยงานภาครัฐ ร่นระยะเวลาอนุมัติ-อนุญาตทุกขั้นตอน ปลดล็อกการลงทุนจริงกว่า 7 แสนล้านบาท พร้อมสร้างงานคุณค่าสูง ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตอกย้ำไทยเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่พร้อมที่สุดในภูมิภาค โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ เอกอัครราชทูต หอการค้าต่างประเทศ บริษัทที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่กลไก Thailand FastPass และผู้ประกอบการชั้นนำในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 250 คน ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเร็ว ๆ

EECO เปิดเวทีวางอนาคตยานยนต์ไทย!! ปักหมุดอีอีซีสู่ศูนย์กลาง EV แห่งภูมิภาค ดันไทยก้าวจากฐานผลิตรถยนต์สู่ยานยนต์อนาคต ส่งเสริมการลงทุนและระบบนิเวศ นำไทยสู่ยานยนต์สมัยใหม่ระดับโลก

EECO เปิดเวทีระดมสมองวางทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
ปักหมุดพื้นที่อีอีซี สู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาค พร้อมพัฒนาระบบนิเวศครบวงจร

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO จัดงานสัมมนา EEC Sectoral Deep Dive Forum 2026 ครั้งที่ 2 : เวทีเสวนายานยนต์แห่งอนาคต โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ดำเนินงานในประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี

ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวเปิดงาน โดยย้ำว่าอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า ยานยนต์อัจฉริยะ และเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อโครงสร้างอุตสาหกรรม ห่วงโซ่อุปทาน รูปแบบการลงทุน และความต้องการกำลังคนทั่วโลก พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยและพื้นที่อีอีซี ในฐานะฐานการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ชั้นนำของภูมิภาค ผ่านการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ทั้งด้านการส่งเสริมการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การวิจัยและพัฒนา การพัฒนากำลังคน และการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้อย่างเข้มแข็ง

ดร.ชลจิต วรวังโส วีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ EECO กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "อีอีซีกับการขับเคลื่อนไปสู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก" ซึ่งได้นำเสนอทิศทางเชิงนโยบายและโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ของประเทศไทย ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนของห่วงโซ่อุปทานโลกและแนวโน้มการกระจายฐานการผลิตภายใต้บริบท China+1 พร้อมเน้นย้ำว่า อีอีซีมีศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ในการก้าวสู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค โดยอาศัยความแข็งแกร่งของฐานอุตสาหกรรมเดิม โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการลงทุนระดับโลก และการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ภายในงานได้มีการเสวนาในหัวข้อ "บทเรียนความสำเร็จจากการลงทุน : การยกระดับอุตสาหกรรม

ยานยนต์ไฟฟ้าไทยผ่านการพัฒนาชิ้นส่วนในประเทศ" โดยผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ คุณประวิทย์ วิจิตรธนกูล ผู้จัดการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด คุณสุโรจน์ แสงสนิท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี

มอเตอร์-ซีพี จำกัด คุณวราจิต ยมเสถียรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และคุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จำกัด ทั้งนี้ ผู้ร่วมเสวนาได้สะท้อนมุมมองและประสบการณ์การลงทุนในประเทศไทย โดยเน้นถึงความสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรม EV ควบคู่กับการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิม การเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การพัฒนากำลังคน และบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
ในระยะยาว

รวมไปถึงการเสวนาในหัวข้อ "การสร้างระบบนิเวศสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในพื้นที่อีอีซี" ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และภาคการเงิน ได้นำเสนอแนวทางสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างครบวงจร ครอบคลุมประเด็นหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านการทดสอบยานยนต์เพื่อสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ไทย โดย คุณตรีพล บุณยะมาน รองผู้อำนวยการสถาบัน

ยานยนต์ การพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และการขับเคลื่อนอัจฉริยะ โดย ดร. โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และการเงินสีเขียวเพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยั่งยืน

โดย Mr. Zheng Gang รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศจีน (ไทย) จำกัด (มหาชน)
ซึ่งนำเสนอกลไกสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ผ่านแนวทางการเงินที่สอดคล้องกับหลัก ESG

สำหรับการสัมมนาฯ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี ในการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ระดับโลกอย่างยั่งยืน

ก.อุตฯ ดันมาตรการช่วยชาวไร่อ้อย!! เดินหน้าจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกร มาตรการ 2 ระลอกผ่านบอร์ด กอน. เตรียมเพิ่มแรงจูงใจตัดอ้อยสด เน้นลดฝุ่น PM2.5 พร้อมสร้างรายได้

ก.อุตฯ ย้ำ พร้อมดูแลชาวไร่อ้อยตามที่บอร์ด กอน. แจ้งไว้ก่อยเปิดหีบฤดูการผลิตนี้ เผยได้ทะยอยจ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว พร้อมเตรียมพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม

กรุงเทพฯ 26 มิถุนายน 2569 – กระทรวงอุตสาหกรรมเผย ได้เดินหน้ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยอย่างต่อเนื่อง ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้แถลงเมื่อเดือนกันยายน 68 ก่อนเปิดหีบ ล่าสุดได้ทะยอยจ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว 2 มาตรการ ผ่านบอร์ด กอน. แล้ว 2 มาตรการ และเตรียมพิจารณาเพิ่มเติมอีก 1 มาตรการ ย้ำต้องไม่เหลื่อมล้ำกับมาตรการช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกลุ่มอื่นที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเช่นเดียวกัน

กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 บอร์ด กอน. ได้มีมติเห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากการเผาอ้อยในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ฤดูการผลิตปี 68/69 ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับพี่น้องชาวไร่อ้อย โดยได้ประกาศหลักเกณฑ์ให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลได้
รับทราบก่อนเริ่มฤดูการผลิต เพื่อใช้เป็นแนวทางดำเนินงานตลอดฤดูการผลิตที่ผ่านมา โดยล่าสุดได้ทะยอยจ่ายเงินช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรช่วยไร่อ้อยไปแล้ว 2 มาตรการ ได้แก่

• มาตรการสนับสนุนการปรับปรุงอุปกรณ์และเครื่องจักรกลการเกษตร อัตรา 31 บาทต่อตันอ้อยสด (จ่ายเงินแล้วจากกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย)
• มาตรการสนับสนุนเกษตรกรที่ไม่ลักลอบเผาอ้อยก่อนเก็บเกี่ยวสำหรับการผลิตอ้อยและน้ำตาลที่มีประสิทธิภาพที่ดีในทุกเขตปลูกอ้อย อัตรา 40 บาทต่อตันอ้อย (จ่ายเงินแล้วจากโรงงานน้ำตาลที่รับซื้อ)

ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เตรียมเสนอ ครม. พิจารณามาตรการช่วยเหลือชาวไร่อีก 2 มาตรการตามมติ กอน. ที่แถลงไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดหีบ ได้แก่

• มาตรการสร้างแรงจูงใจการเก็บเกี่ยวอ้อยสด 100% อัตรา 69 บาท/ตันอ้อย
• มาตรการสร้างรายได้เพิ่มจากใบและยอดอ้อย อัตรา 300 บาท/ตันใบอ้อย

นอกจากนี้ ยังเตรียมพิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ไม่เผาแปลงปลูกอ้อยหลังการเก็บเกี่ยว อัตรา 300-500 บาท/ไร่ เพิ่มเติมอีกด้วย

ทั้งนี้ กอน. ตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนรวมถึงเกษตรกรกลุ่มอื่น ๆ ที่ล้วนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน แล้วเข้าใจถึงความจำเป็นต้องบริหารจัดการงบประมาณช่วยเหลือซึ่งเป็นเงินจากภาษีของประชาชนทั้งประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัดด้วยความรอบคอบ เพื่อบรรเทาผลกระทบและให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนอย่างเป็นธรรม ซึ่งเป็นหลักในการพิจารณาเสนอมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมนี้ด้วย เพื่อความเท่าเทียมและผลประโยชน์ของประเทศโดยรวมเป็นสำคัญ โดยยืนยันว่า พร้อมจะดูแลพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยทุกคู่สัญญาราว 140,000 ราย เพื่อส่งเสริมให้อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดี ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

“พีทีที สเตชั่น” ยกระดับน้ำมันพรีเมียม!! เปิดตัว Super PowerX 99 พร้อมสารเติมแต่งเยอรมนี 4 เท่า ชูออกเทนสูงสุดในไทย ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรมพลังงาน

พีทีที สเตชั่น เปิดตัว “Super PowerX 99” น้ำมันออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในไทย สูตรใหม่ ตอกย้ำ “ที่สุด” ของน้ำมัน

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR สร้างปรากฎการณ์ในวงการน้ำมัน ด้วยการเปิดตัว “Super PowerX 99” น้ำมันเกรดพรีเมียมสูตรใหม่ล่าสุดจาก พีทีที สเตชั่น น้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่มาพร้อมค่าออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในประเทศไทย พลิกโฉมมาตรฐานน้ำมันพรีเมียมครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “ที่สุด” ของน้ำมันตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมพลังงานของไทยสู่เวทีระดับสากล

งานเปิดตัว “Super PowerX 99” น้ำมันเกรดพรีเมียมสูตรใหม่ล่าสุดจาก พีทีที สเตชั่น จัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่รวมตัวเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ และ KOLs ชั้นนำจากทั่วประเทศ มาร่วมเป็นสักขีพยานการเปิดตัว “ที่สุด” ของน้ำมัน พร้อมสะท้อนแพสชันของคนรักรถและไลฟ์สไตล์แห่งสมรรถนะการขับขี่ระดับพรีเมียม ภายในงานยังได้เปิดตัวพรีเซนเตอร์ “เบียร์ ใบหยก” นักธุรกิจและนักสะสมรถยนต์ชื่อดัง และ “โจ้ Life of Car” คอนเทนต์ครีเอเตอร์สายยานยนต์ชื่อดัง เพื่อร่วมถ่ายทอดตัวตนของ Super PowerX 99 ในฐานะน้ำมันพรีเมียมสำหรับผู้ที่แสวงหาที่สุดของสมรรถนะการขับขี่

นายพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน OR เปิดเผยว่า การเปิดตัว “Super PowerX 99” ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ พีทีที สเตชั่น ในการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมพลังงานที่ไม่เคยหยุดนิ่ง โดยมุ่งยกระดับประสบการณ์การขับขี่และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “ที่สุด” ของน้ำมันพรีเมียมด้วยค่าออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในไทย ด้วยสารเติมแต่งพรีเมียมคุณภาพระดับโลกที่เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้รถยนต์สมรรถนะสูง ไม่ว่าจะเป็น รถยุโรป รถสปอร์ต ตลอดจนผู้ขับขี่ทั่วไปที่ใส่ใจในการดูแลรักษาของเครื่องยนต์และมองหาประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า

น้ำมันพรีเมียมสูตรใหม่ “Super PowerX 99” ได้รับการพัฒนาขึ้นจากการคัดเบสน้ำมันคุณภาพสูงเกรดพิเศษ ผสานกับสารเติมแต่งระดับโลกจากประเทศเยอรมนีที่เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า จนเกิดเป็น 4 ความเป็น “ที่สุด” ในทุกมิติ:

• “ที่สุด” ของออกเทน มากกว่า 99 พลังที่มากกว่าตัวเลข: น้ำมันค่าออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในไทย เหมาะสำหรับรถยนต์สมรรถนะสูง และรถยนต์ที่รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ เพราะค่าออกเทนยิ่งสูง ยิ่งช่วยรีดสมรรถนะเครื่องยนต์ได้สุดกำลัง ทั้งพลังแรงม้า แรงบิด และการตอบสนองอัตราเร่ง นอกจากนั้น ยังช่วยให้การจุดระเบิดและการเผาไหม้สมบูรณ์ที่สุด ช่วยลดความเสี่ยงของการชิงจุดระเบิดก่อนเวลา (Knocking) และช่วยปกป้องเครื่องยนต์ในสภาวะการใช้งานที่ต้องการสมรรถนะสูง

• “ที่สุด” ของความแรง เร่ง แซงได้ดั่งใจ: โดดเด่นด้านความเร็วแรง รีดสมรรถนะเครื่องยนต์ให้ทำความเร็วได้เต็มพิกัด จากนวัตกรรม PowerX Booster ด้วยสาร New Friction Modifier ช่วยดึงศักยภาพของเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ออกมาได้อย่างฉับไว ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ที่ต้องการการตอบสนองและสมรรถนะที่ดีขึ้น

• “ที่สุด” ของการทำความสะอาด 100%: ด้วยสารเติมแต่งพรีเมียมถึง 4 เท่า คุณภาพระดับโลกจากเยอรมนี ช่วยดูแลปกป้องเครื่องยนต์ ทำความสะอาดหัวฉีด และชิ้นส่วนสำคัญของเครื่องยนต์ 100% ให้กลับมาเหมือนใหม่อีกครั้ง ลดคราบเขม่า และการอุดตันของหัวฉีด ทำให้การพ่นละอองน้ำมันละเอียดยิ่งขึ้น ส่งผลให้ระบบการจ่ายน้ำมันและการเผาไหม้ เป็นไปอย่างสมบูรณ์

• “ที่สุด” ของมาตรฐาน รองรับเครื่องยนต์ Euro 6: พัฒนาสูตร และปรับปรุงคุณภาพสารเติมแต่งให้สอดคล้องกับมาตรฐานเครื่องยนต์ Euro 6 รองรับเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ล่าสุด ที่ตอบโจทย์ทั้งสมรรถนะและความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

พร้อมกันนี้ พีทีที สเตชั่น ยังตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพระดับสากลผ่านความร่วมมือกับ Mercedes-Benz Thailand ในฐานะ Official Partner ตัวแทนผู้นำยนตรกรรมหรูของประเทศไทย ร่วมจัดกิจกรรม Exclusive Test Drive "The Ultimate Power Experience" เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ณ พีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต พัทยา โดยนำน้ำมัน Super PowerX 99 ไปพิสูจน์สมรรถนะจริงในสนามแข่งร่วมกับรถยนต์ตระกูล Mercedes-AMG เพื่อร่วมทดสอบและประเมินสมรรถนะของผลิตภัณฑ์ภายใต้สภาพการขับขี่จริงในสนามแข่งมาตรฐาน

ความเคลื่อนไหวของ OR ในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของ OR ในการพัฒนานวัตกรรมพลังงานและยกระดับทางเลือกสำหรับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้รถยนต์สมรรถนะสูงหรือผู้ขับขี่รถยนต์ทั่วไปที่ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ โดย “Super PowerX99” พร้อมแล้วที่จะให้คนรักรถทุกท่านร่วมเปิดประสบการณ์ความแรงที่แตกต่าง และพิสูจน์นิยาม #สุดทุกจังหวะ ด้วยตนเองวันนี้ ที่ พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Facebook Fanpage: PTT Station หรือ Contact Center โทร. 1365

กรมพัฒนาธุรกิจฯ ลุยเศรษฐกิจชุมชน!! ปั้น 102 ชุมชนต้นแบบสู่การค้าออนไลน์ ดันยอดขายผ่านแพลตฟอร์มชั้นนำ มอบรางวัลองค์กรชุมชนเด่นประจำปี เพิ่มมูลค่าสินค้าไทยสู่ตลาดไร้พรมแดน

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปลุกพลังเศรษฐกิจชุมชนดิจิทัล! ปั้น 102 ชุมชนต้นแบบ สู่การค้าไร้พรมแดน
ดันยอดขายออนไลน์เติบโต พร้อมมอบรางวัล “Best of Digital Village 2026”

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ Digital Village by DBD ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “ชุมชนออนไลน์สู่การค้าไร้พรมแดน” ยกระดับผู้ประกอบการชุมชนทั่วประเทศสู่การค้าออนไลน์อย่างเป็นระบบ ด้วยการพัฒนาทักษะดิจิทัล การตลาดออนไลน์ และการเชื่อมโยงสู่แพลตฟอร์ม e-Commerce ชั้นนำ สร้างโอกาสทางการค้าให้ชุมชนไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ปัจจุบันการค้าออนไลน์เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงได้ดำเนินโครงการ Digital Village by DBD อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการชุมชนสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดยุคใหม่

สำหรับการดำเนินงานในปี 2569 ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยกิจกรรมแรก “Digital Village Bootcamp” ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ มีชุมชนสมัครเข้าร่วมโครงการถึง 221 ชุมชน ก่อนผ่านกระบวนการคัดเลือกและพัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบจำนวน 102 ชุมชน ครอบคลุมสมาชิกของชุมชนรวม 218 ราย ซึ่งได้รับองค์ความรู้ด้านการตลาดดิจิทัล การสร้างแบรนด์ การผลิตคอนเทนต์ และการบริหารร้านค้าออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้คัดเลือก 20 ชุมชนต้นแบบศักยภาพสูง เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและแคมเปญส่งเสริมการขายเชิงลึก โดยสนับสนุนการจัดทำคอนเทนต์ประชาสัมพันธ์สินค้าในรูปแบบภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสั้นแบบ Story Telling ถ่ายทอดอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และเรื่องราวความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มมูลค่าสินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมกันนี้ ในช่วงระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน 2569 ยังได้สนับสนุนการจัดทำแคมเปญส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์ม

e-Marketplace ชั้นนำ ผ่านแพลตฟอร์ม Shopee ประเทศไทย โดยมอบคูปองส่วนลดกว่า 200,000 บาท ช่วยเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ รวมถึงกระตุ้นยอดขายอย่างมีประสิทธิภาพ มีจำนวนสั่งซื้อกว่า 6,400 ออเดอร์ สร้างมูลค่ากว่า 650,000 บาท พร้อมกับการประชาสัมพันธ์ผ่าน Influencer ชื่อดังที่ร่วมผลิตคลิปรีวิวและโปรโมทสินค้า สร้างการรับรู้และขยายฐานลูกค้าให้แก่ผู้ประกอบการชุมชนอย่างกว้างขวาง

วานนี้ (22 มิถุนายน 2569 ) กรมฯ มอบรางวัล “Best of Digital Village” เพื่อเชิดชูชุมชนต้นแบบที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างความสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างโดดเด่น พร้อมพาผู้ประกอบการจาก 4 ชุมชนที่เป็นผู้ชนะจากทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศ เพื่อเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน OTOP Midyear 2026 ระหว่างวันที่ 20 – 28 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นเวทีแสดงศักยภาพสินค้าชุมชนระดับประเทศ คาดว่าจะสร้างมูลค่าการจำหน่ายสินค้าและคำสั่งซื้อทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์รวมไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท พร้อมต่อยอดโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการชุมชน โดยผู้ได้รับรางวัลจะได้รับโอกาสพิเศษในการร่วม Live Commerce จำหน่ายสินค้ากับ Influencer ชื่อดังภายในงาน เชื่อมต่อช่องทางการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งจะช่วยขยายฐานลูกค้าและสร้างการรับรู้สินค้าในวงกว้างยิ่งขึ้น รวมถึงได้รับรางวัลและสิทธิประโยชน์รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท อาทิ แพ็กเกจ AI Premium สำหรับพัฒนาธุรกิจออนไลน์ และอุปกรณ์ Gadget ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ในยุคดิจิทัล

โครงการ “Digital Village by DBD ชุมชนออนไลน์สู่การค้าไร้พรมแดน” ไม่ได้เป็นเพียงโครงการอบรมให้ความรู้ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศทางการค้าดิจิทัลให้แก่ชุมชนไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพ การสร้างสื่อการตลาดดิจิทัล การทำตลาดออนไลน์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดจริง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ที่มั่นคง และผลักดันให้ชุมชนไทยก้าว

สู่การค้าไร้พรมแดนได้อย่างยั่งยืน
“กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเชื่อมั่นว่า โครงการ Digital Village by DBD จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการส่งเสริมผู้ประกอบการชุมชนไทยให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าของชุมชนให้เหมาะสมกับช่องทางการตลาดออนไลน์ยุคใหม่ พร้อมขยายโอกาสทางการค้าไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศและตลาดโลกในอนาคต” อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวปิดท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top