Saturday, 1 August 2026
ECONBIZ NEWS

‘คมสันต์’ เปิดใจทั้งน้ำตา สั่งถอยทัพ Flash มาเลเซีย ยอมทิ้งเงินลงทุน 7 พันล้าน เพื่อรักษาชีวิตพนักงานอีกนับแสน

นายคมสันต์ แซ่ลี ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง Flash Group เปิดใจเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในการบริหารงาน ประกาศยุติกิจการ Flash Express ในประเทศมาเลเซีย ยอมรับเป็นความเจ็บปวดที่ต้องทิ้งเงินลงทุนกว่า 6-7 พันล้านบาท และเวลา 4 ปี แต่จำต้อง “ตัดใจ” เพื่อรักษาเสถียรภาพของทั้งเครือและพนักงานอีกนับแสนชีวิต

นายคมสันต์ แซ่ลี แม่ทัพใหญ่แห่ง Flash Group ได้กล่าวเปิดใจถึงวินาทีที่ต้องตัดสินใจปิดฉากธุรกิจในประเทศมาเลเซียว่า เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในฐานะผู้นำองค์กร โดยเฉพาะความรู้สึกกดดันเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพนักงานกว่าหมื่นชีวิตที่ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาตลอด 4 ปี

“วันที่ผมยืนขึ้นบนเวที ผมนึกไม่ออกว่าผมจะเผชิญหน้ากับพวกเขายังไง เพราะเขาเชื่อผม หมื่นกว่าชีวิตมาต่อสู้กับผมที่มาเลเซียด้วยกัน 4 ปี แล้ววันนี้ผมต้องบอกกับทุกคนว่า... ผมขอถอย” นายคมสันต์ กล่าวด้วยความรู้สึกอัดอั้น

ซีอีโอ Flash Group ยอมรับว่า การตัดสินใจครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่มหาศาล ทั้งในแง่ของเม็ดเงินลงทุนที่สูญเสียไปกว่า 6,000 - 7,000 ล้านบาท และเวลาในการบุกตลาดอีกถึง 4 ปี ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ “น่าเสียดาย” สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ

โลกรวน เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยจะตั้งหลักอย่างไรในโลกการลงทุนยุคใหม่

ปรากฏการณ์โลกรวน (Climate Change) ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งใน “แรงขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก” ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษนี้ ตั้งแต่ราคาพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร ห่วงโซ่อุปทานโลก ไปจนถึงกติกาการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

ในวันที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ภัยพิบัติถี่ขึ้น และต้นทุนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจโลกกำลังถูกบังคับให้ “เปลี่ยนวิธีคิด” จากการเติบโตแบบใช้ทรัพยากรเข้มข้น ไปสู่การเติบโตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และความมั่นคงระยะยาว

เมื่อโลกรวนกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจ

ผลกระทบจากโลกรวนเริ่มสะท้อนชัดในตัวเลขเศรษฐกิจ จาก รายงาน Climate Risk Index 2025 ระบุว่า ภัยแล้ง น้ำท่วม คลื่นความร้อน และพายุรุนแรง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับโลกแล้วรวมกว่า 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 150 ล้านล้านบาท) ส่งผลต่อผลผลิตภาคเกษตร การผลิตพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นจากการปรับตัวด้านพลังงาน ประกันภัย และการบริหารความเสี่ยง

ในมุมของนักลงทุน ความผันผวนจากสภาพอากาศไม่ได้กระทบแค่กำไรระยะสั้น แต่กำลังเปลี่ยนการประเมิน “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ของประเทศและอุตสาหกรรมในระยะยาว ภัยแล้ง น้ำท่วม ความร้อนจัด หรือความไม่แน่นอนของฤดูกาล ไม่เพียงเพิ่มต้นทุนการผลิตและทำให้ซัพพลายเชนสะดุด แต่ยังบั่นทอนผลิตภาพแรงงาน ความมั่นคงด้านพลังงาน และเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยหลักที่นักลงทุนใช้ประเมินความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ในทางกลับกัน เงินลงทุนกำลังไหลไปสู่กิจการและอุตสาหกรรมที่ พิสูจน์ได้ว่าปรับตัวต่อโลกรวนได้จริง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่ใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน มีห่วงโซ่อุปทานยืดหยุ่น หรือสามารถปฏิบัติตามกติกาการค้าใหม่ของโลก เช่น มาตรการคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ได้อย่างไม่เสียเปรียบ ธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้ถูกมองว่า “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เท่านั้น แต่ถูกมองว่า มีความเสี่ยงต่ำกว่าในระยะยาว และมีโอกาสเติบโตท่ามกลางกติกาเศรษฐกิจโลกชุดใหม่

กล่าวได้ว่า โลกรวนกำลังทำหน้าที่เป็น ตัวคัดกรองการลงทุน โดยอัตโนมัติ ใครปรับตัวได้เร็ว วางกลยุทธ์รับมือความเสี่ยงด้านภูมิอากาศได้ชัดเจน ยิ่งได้เปรียบในการดึงดูดเงินทุน ขณะที่ผู้ที่ยังยึดติดกับโมเดลธุรกิจเดิม อาจเผชิญไม่ใช่แค่ความผันผวนของกำไร แต่รวมถึงความเสี่ยงที่จะ “หลุดขบวน” การลงทุนโลกในระยะยาว

Climate Policy และกำแพงภาษีรูปแบบใหม่

จุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือทั่วโลกมีนโยบายในด้าน Climate Change ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น Net Zero Emission ที่มีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 43% ภายในปี 2030 และเข้าสู่ Net Zero ให้ได้ภายในประมาณช่วงปี 2050 และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ที่ระบุเป้าหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติการเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้นให้เป็น 1 ใน 17 เป้าหมายของ SDGs ด้วย รวมไปถึงการที่ประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา เริ่มยกระดับ “นโยบายด้านสภาพอากาศ” จากประเด็นสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ ไปสู่การเป็น เครื่องมือกำหนดกติกาการค้าโลก อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่ผูกโยงเข้ากับการนำเข้าและการลงทุน

ตัวอย่างชัดเจนคือ มาตรการเก็บภาษีคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดให้สินค้านำเข้าในอุตสาหกรรมหลัก เช่น เหล็ก ซีเมนต์ อะลูมิเนียม ปุ๋ย และไฟฟ้า ต้องรายงานและชำระต้นทุนคาร์บอนในระดับใกล้เคียงกับผู้ผลิตในยุโรป ไม่เพียงแต่ในสหภาพยุโรปเท่านั้น ประเทศคู่ค้าหลักของไทยหลายประเทศอยู่ระหว่างการพิจารณาออกมาตรการปรับค่าคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Border Carbon Adjustment: BCA) เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เป็นต้น ขณะเดียวกัน หลายประเทศยังเพิ่ม ข้อกำหนดด้านคาร์บอนฟุตพรินต์ การเปิดเผยข้อมูล ESG และเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมในข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อคัดกรองสินค้าที่จะเข้าสู่ตลาดของตน

มาตรการเหล่านี้กำลังทำหน้าที่เป็น “กำแพงภาษีแบบใหม่” ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนอัตราภาษีศุลกากรแบบเดิม แต่ตั้งอยู่บน “คุณภาพของกระบวนการผลิต” และความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศผู้ส่งออกโดยตรง กล่าวคือ ต่อให้สินค้ามีต้นทุนการผลิตต่ำ ราคาแข่งขันได้ แต่หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็อาจต้องเผชิญต้นทุนแฝงเพิ่มเติมในรูปของภาษีคาร์บอน การถูกจำกัดตลาด หรือแม้แต่การถูกกีดกันทางการค้าโดยปริยาย

นอกจากนี้ Climate Policy ยังสะท้อนการเปลี่ยนดุลอำนาจทางเศรษฐกิจ จากการแข่งขันด้าน “ต้นทุนแรงงานและทรัพยากร” ไปสู่การแข่งขันด้าน เทคโนโลยีสะอาด มาตรฐานการผลิต และความสามารถในการบริหารจัดการคาร์บอน ประเทศหรืออุตสาหกรรมที่ปรับตัวไม่ทัน มีความเสี่ยงสูญเสียฐานการผลิต ส่งออกได้น้อยลง และถูกลดบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าโลก กติกาการค้าโลกใหม่ กลายเป็นกลไกกำหนดทิศทางการลงทุน การย้ายฐานการผลิต และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

เศรษฐกิจไทยในสมรภูมิการค้าโลกยุคคาร์บอน

สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนจากต่างชาติเป็นหลัก ผลกระทบจากกติกาโลกร้อนจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว อุตสาหกรรมหลักอย่างยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก ปิโตรเคมี และอาหาร ล้วนอยู่ในกลุ่มที่ถูกจับตาด้านการปล่อยคาร์บอน หากไทยไม่เร่งปรับโครงสร้างการผลิตและนโยบายสนับสนุน การแข่งขันในตลาดโลกอาจไม่ได้วัดกันที่ต้นทุนแรงงานหรือโลจิสติกส์อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ “ต้นทุนคาร์บอน” และความโปร่งใสของซัพพลายเชน

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ออกแบบมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยยึดโยงกับกฎ กติกา และเศรษฐกิจในโลกการค้ายุคใหม่ ที่ไม่ได้มองเป็นแค่เครื่องมือดึงเม็ดเงินลงทุน แต่เป็นกลไกกำหนด “ทิศทางเศรษฐกิจไทยในโลกคาร์บอนต่ำ” โดยผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยปรับตัวให้สอดรับกับกติกาการค้าโลกยุคใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า ดาต้า เซ็นเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน ไม่ได้ตอบโจทย์แค่สิ่งแวดล้อม แต่เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

EGCO Group รับสมัครเยาวชนหัวใจกรีน ร่วมถอดรหัสป่าต้นน้ำอินทนนท์ กับ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า” รุ่นที่ 62 

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group และมูลนิธิไทยรักษ์ป่า องค์กรสาธารณกุศลซึ่งก่อตั้งและสนับสนุนการดำเนินงานโดย EGCO Group ร่วมกับอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ชวนเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าจากทั่วประเทศ มาร่วมภารกิจไขรหัสลับของธรรมชาติ ผ่านการสัมผัสป่าต้นน้ำด้วยตนเอง กับ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 62” ภายใต้แนวคิด “Nature Decoded: ถอดรหัสป่าต้นน้ำอินทนนท์” ระหว่างวันที่ 21 – 27 มีนาคม 2569 ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อปลูกจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติและส่งเสริมการดำเนินชีวิตที่อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เยาวชนหัวใจกรีนที่สนใจ สามารถส่งผลงานเป็น “เรียงความ” หรือ “คลิปวิดีโอสั้น” เพื่อสมัครร่วมค่ายเยาวชนฯ ได้ตั้งแต่วันนี้ - 23 กุมภาพันธ์ 2569

นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยว่า “EGCO Group มุ่งปลูกจิตสำนึก การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในใจเยาวชน ซึ่งเป็นวัยต้นทางแห่งการเรียนรู้และเป็นอนาคตของชาติ ตามความเชื่อขององค์กรที่ว่า “ต้นทางดี จะก่อกำเนิดผลลัพธ์ปลายทางที่ดี” ผ่านการจัดโครงการค่ายเยาวชน           เอ็กโกไทยรักษ์ป่าต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 รวมระยะเวลากว่า 28 ปี สร้างเครือข่ายเยาวชนรักษ์ป่าไปแล้ว 61 รุ่น จำนวนกว่า 3,600 คน สำหรับปี 2569 บริษัทได้จัดค่ายเยาวชนฯ เป็นรุ่นที่ 62 เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้และสัมผัสกับธรรมชาติด้วยตนเอง ณ ดอยอินทนนท์ ป่าต้นน้ำที่สูงที่สุดของประเทศ ซึ่งยังคงความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพทั้งด้านพืชพรรณ สัตว์ป่า และระบบนิเวศเฉพาะถิ่น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าใจถึงคุณค่าของป่าต้นน้ำที่เชื่อมโยงกับการดำรงชีวิตประจำวัน จนเกิดจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติและมีพฤติกรรมที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต”
 
“ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 62” จะนำเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจากทุกภูมิภาค จำนวน 70 คน เดินทางด้วยรถไฟจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ กรุงเทพฯ ไปใช้ชีวิตแบบชาวค่ายที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวลา 7 วัน 6 คืน เยาวชนจะได้ร่วมทำกิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบผ่านประสบการณ์ตรงในห้องเรียนธรรมชาติ ทั้งการเดินในเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานที่มีความหลากหลายด้านภูมิประเทศ ธรณีวิทยา และพืชพรรณ พร้อมสำรวจระบบนิเวศป่าพรุน้ำจืดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกาและเส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอย เรียนรู้ระบบนิเวศในป่า 6 คนโอบ รวมถึงได้สร้างมิตรภาพกับเพื่อนใหม่ทั่วประเทศ โดย EGCO Group จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตลอดการจัดกิจกรรม (ยกเว้นค่าเดินทางไป-กลับของเยาวชนระหว่างที่พักและสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์)

ททท. ปักธงตรุษจีนปีม้าทอง! กับ 2 พื้นที่จัดงานหลัก กรุงเทพฯ – หาดใหญ่ คาดนักท่องเที่ยวทะลัก 3.5 ล้านคน เม็ดเงินสะพัด 4.2 หมื่นล้านบาท

น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. คาดการณ์สถานการณ์การเดินทางช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 69 (13-22 ก.พ. 69) จะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศ ประมาณ 1.25 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10% มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้ามา ประมาณ 241,000 คน และผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทาง 2.30 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3% ก่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยว รวมประมาณ 42,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สำหรับปี 69 นับเป็นปีแห่งความพิเศษของเทศกาลตรุษจีนประเทศไทยที่มาพร้อมการเฉลิมฉลองปีม้าทองอย่างยิ่งใหญ่ ควบคู่กับหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-จีน ทั้งการก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต และโอกาสครบรอบ 22 ปี ของความร่วมมือระหว่าง ททท. กับกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้ร่วมกันสืบสานและแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมไทย-จีนมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ดังคำกล่าวที่ว่า จง ไท่ อี้ เจี่ย ชิน-จีนไทย ครอบครัวเดียวกัน

สปส. เปิดเผยผลตอบแทนการลงทุนปี 2568 กองทุนประกันสังคมเติบโต 6.16% ท่ามกลางความท้าทายเศรษฐกิจโลก

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยผลการดำเนินงานด้านการลงทุนของกองทุนประกันสังคมประจำปี 2568 โดยระบุว่า แม้ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่มีความท้าทาย    อย่างมากจากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามในหลายภูมิภาค รวมถึงมาตรการกำแพงภาษีที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก 

โดยผลตอบแทนรวมจากการลงทุนของกองทุนประกันสังคมในปี 2568 อยู่ที่ระดับ 6.16% วัดตามราคาตลาด ส่งผลให้มูลค่าเงินกองทุนเพิ่มขึ้นจากการลงทุนรวมทั้งสิ้น 168,177 ล้านบาท ประกอบด้วย 

  1. กำไรสุทธิจากการลงทุนที่รับรู้แล้ว (Realized Gain) จำนวน 80,161 ล้านบาท ซึ่งมาจากดอกเบี้ยรับ เงินปันผล และกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ลงทุน
  2. กำไรสุทธิจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Unrealized Gain) จำนวน 88,016 ล้านบาท อันเป็นผลจากการปรับเพิ่มขึ้นของมูลค่าสินทรัพย์ลงทุนในพอร์ต

‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ ชูโมเดล “น่านสะอาด” ของ วช. โครงการวิจัยลด PM2.5 ชูชุมชนเวียงสาต้นแบบจัดการเศษวัสดุเกษตร ปั้นรายได้จากซังข้าวโพด

จังหวัดน่าน – เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำคณะผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่จังหวัดน่าน ติดตามความสำเร็จแผนงานวิจัย “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5” ชูความสำเร็จเครือข่ายชุมชนเวียงสา เปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรเป็นปุ๋ยและเห็ด สร้างรายได้ควบคู่การฟื้นฟูปอดและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดคณะผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิ นำโดย นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ และ นายประลอง ดำรงค์ไทย ผู้อำนวยการแผนงานประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 ได้ร่วมลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานของ ผศ.ดร.เอกชัย ดวงใจ หัวหน้าโครงการวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน ในพื้นที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

เปลี่ยน “จุดความร้อน” เป็น “จุดสร้างรายได้” ด้วยแนวคิด BCG
หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการเปลี่ยนทัศนคติจากการ “เผา” สู่การ “ใช้ประโยชน์” โดยเน้นการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างครบวงจรผ่านโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy):

•    สร้างมูลค่าเพิ่ม: นำซังข้าวโพด ฟาง และมูลสัตว์ มาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์และการเพาะเห็ดภายใต้วิสาหกิจชุมชน "เก้าเห็ดเป็นยา จังหวัดน่าน"
•    พืชเศรษฐกิจใหม่: ส่งเสริมการปลูกถั่วลิสงลายเสือและการผลิตอาหารสัตว์น้ำ เพื่อทดแทนการพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยวที่มักมีการเผาหลังการเก็บเกี่ยว
•    นวัตกรรมลดแรงงาน: นำเทคโนโลยีระบบน้ำหยดและการหมักปุ๋ยชีวภาพสูตรเร่งการย่อยสลายมาใช้ เพื่อช่วยเกษตรกรลดภาระแรงงานและเพิ่มผลผลิตต่อไร่

ดูแลสุขภาพควบคู่สิ่งแวดล้อม
นอกเหนือจากการจัดการด้านเกษตรกรรม โครงการยังให้ความสำคัญกับ “ลมหายใจของชุมชน” โดยมีกิจกรรมฟื้นฟูปอดสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นควัน รวมถึงการส่งเสริมการใช้สมุนไพรพื้นบ้านและผักปลอดภัยเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายจากภายใน
 

อินฟอร์มา ประกาศปักธง ProPak Asia 2026 สู่ อิมแพ็คฯ พร้อมเพิ่มพื้นที่อีก 20% ยกระดับสู่อีเวนต์สำคัญของภูมิภาค

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน ProPak Asia 2026 กล่าวในงาน ProPak Asia Night ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อปักธงให้การจัดงาน ProPak Asia เป็นเวทีอุตสาหกรรมแปรรูปและบรรจุภัณฑ์อย่างครบวงจรของภูมิภาคเอเชีย ในสถานที่จัดงานใหม่ และช่วยผลักดันอุตสาหกรรมการผลิตไทยสู่เวทีโลก พร้อมระดมความคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิภาครัฐ องค์กรธุรกิจและอุตสาหกรรม เจาะลึกทิศทางเศรษฐกิจและอนาคตอุตสาหกรรมอาหาร 2026 ว่า อุตสาหกรรมอาหารโลกวันนี้กำลังมุ่งสู่ 3 เทรนด์ใหญ่ ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ที่ไม่ใช่แค่มีกิน แต่ต้องมีประโยชน์ ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง (Functional Food) และ โภชนาการที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) จะมีความต้องการมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีการผลิตและการแปรรูปที่แม่นยำสูง การผลิตด้วยระบบอัตโนมัติอัจฉริยะขั้นสูง (Hyper-Automation) จะเป็นสิ่งที่เข้ามาเร็วขึ้น 

ดังนั้นเพื่อให้ผู้ประกอบการทั้งไทยและภูมิภาคอาเซียนเข้าถึงความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสัมผัสกับเทคโนโลยีการผลิตจากทั่วโลก ทำให้การจัดงาน ProPak Asia 2026 นี้ จะมีความเปลี่ยนแปลง แตกต่าง และตอกย้ำถึงการเป็นงานสำคัญของภูมิภาคมากขึ้น พร้อมเชื่อมโยงระบบนิเวศทางธุรกิจ และ ห่วงโซ่มูลค่าทั้งระบบ (Total Value Chain) เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่ต้นน้ำในการจัดเตรียมและการจัดการวัตถุดิบ กลางน้ำกระบวนการผลิตและแปรรูป และปลายน้ำ การจัดการคลังสินค้าและจัดส่งสินค้า นอกจากนั้นยังได้เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการในภูมิภาคมีโอกาสในการเชื่อมต่อ สร้างพันธมิตร และเจรจาธุรกิจทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อตอกย้ำในการเป็นการจัดงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญของภูมิภาคอย่างแท้จริง

งานฯ ในปีนี้จึงมีความสำคัญและขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิต ทำให้จำเป็นต้องย้ายจากสถานที่จัดงานเดิมสู่สถานที่จัดงานใหม่ คือ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเพิ่มพื้นที่การจัดงานจากเดิม 55,000 ตารางเมตร เป็น 65,000 ตารางเมตร หรือ เพิ่มขึ้นประมาณ 20% เพื่อรองรับเทคโนโลยีเครื่องจักรขนาดใหญ่-กลาง-เล็ก และไลน์การผลิตแบบครบวงจรจากบริษัทชั้นนำของโลกที่จะมาร่วมจัดแสดง พร้อมเวทีในการนำเสนอถึงเทคโนโลยี IOT, AI และ Big Data ที่จะนำมาจัดแสดงแบบ Live Working Line ที่สมบูรณ์ที่สุดในเอเชีย ซึ่งพื้นที่ใหม่จะช่วยให้การขนย้ายเครื่องจักรสะดวกขึ้น สิ่งอำนวยความสะดวกครบครันขึ้น รองรับผู้จัดแสดงงานและเข้าชมงานจากทั่วโลกได้มากขึ้น 

นอกจากการจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเครื่องจักรและโซลูชั่นแล้ว ภายในงาน ProPak Asia 2026 ยังมีการประชุมและสัมมนาสำคัญระดับภูมิภาค (Regional Conferences) โดยผู้เชี่ยวชาญกว่า 100 คน จากหลากหลายสาขา ทั้งบรรจุภัณฑ์  อาหาร  เครื่องดื่ม   ยา  เครื่องสำอางผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล การทดสอบในห้องปฏิบัติการ การบริหารจัดเก็บคลังสินค้าและโลจิสติกส์ การสัมมนา Global Packaging Forum 2026, Executive Talk: Asian Agri-Food Sector ที่เจาะลึกข้อมูลครอบคลุมภาคเกษตร-อาหาร พร้อมรับมือความท้าทายในปัจจุบัน และสำรวจโอกาสในอนาคต และ Beverage Executive Talk สำหรับผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม เพื่อแบ่งปันมุมมองและหารือเกี่ยวกับทิศทางในอนาคตของธุรกิจ ทำให้คาดว่าในปีนี้จะมีผู้ร่วมจัดแสดงงานสูงถึง 2,500 แบรนด์  จาก 45 ประเทศ และมีผู้เข้าเยี่ยมชมงานกว่า 80,000 คน ถือเป็นโอกาสอันดีของผู้ประกอบการไทยที่พลาดไม่ได้ในการเข้าเยี่ยมชมงานใหญ่ระดับภูมิภาคที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

‘จิตรเทพ เนื่องจำนงค์’ ชี้ทางรอด SME ยุคใหม่ ต้องใช้ ‘เครื่องมือการเงิน’ เป็นตัวเร่ง เลิกคิดแค่ ‘ขายเก่ง’ แต่ต้องเป็น ‘นักลงทุนในธุรกิจตัวเอง’ เพื่อโตอย่างยั่งยืน

(3 ก.พ.69) นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ นักธุรกิจและนักลงทุนชื่อดัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ร่วมบรรยายในหัวข้อ “กลยุทธ์การเงินยุคใหม่สำหรับ SMEs” ในกิจกรรม D CEO Network รุ่นที่ 4 : The Next Frontier ซึ่งจัดโดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) เพื่อเดินหน้าเสริมแกร่งผู้ประกอบการไทย มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพผู้บริหารระดับสูง 

ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วย 4 ลำดับขั้นการเติบโต
นายจิตรเทพ ชี้จุดเปลี่ยนสำคัญของการทำธุรกิจยุคนี้ ไม่ใช่แค่การปั้นยอดขาย แต่คือการวางโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง พร้อมได้ฉายภาพวงจรการเติบโตของธุรกิจ (Business Growth Stages) ไว้ 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่
1.    Problem Solution Fit: ธุรกิจเริ่มต้นจากการแก้ปัญหาได้จริง
2.    Product Market Fit: สินค้าติดตลาด มีฐานลูกค้าที่แท้จริง
3.    Business Market Fit: มีทีมงานและระบบที่พร้อมรองรับการขยายตัว
4.    Financial Instruments Fit: จุดที่นำเครื่องมือทางการเงินเข้ามาเป็นตัวเร่งความเร็ว

พร้อมทั้งระบุด้วยว่า "Financial Instruments Fit" คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ธุรกิจจะไม่ได้เติบโตด้วยแรงของเจ้าของเพียงคนเดียวอีกต่อไป แต่จะเติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยโครงสร้างทางการเงินและเงินทุนจากภายนอก (Other People’s Money) ไม่ว่าจะเป็นการดึงนักลงทุน การร่วมทุน (Venture Capital) การควบรวมกิจการ (M&A) หรือการเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (IPO)

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือเรื่อง การประเมินมูลค่ากิจการ (Valuation) ซึ่ง SME ไทยหลายรายยังติดกับดักการประเมินค่าด้วย "ความรู้สึก" หรือดูแค่ว่าลงทุนไปเท่าไหร่และอยากได้คืนกี่เท่า แต่ในมุมมองของนักลงทุนมืออาชีพ จะพิจารณาจาก EBITDA (กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา), กระแสเงินสด (Cash Flow) และศักยภาพการเติบโตในอนาคต มากกว่าการดูเพียงงบกำไรขาดทุนปีล่าสุด

ประกันสังคมพร้อมดูแล ผู้ประกันตนป่วยมะเร็ง เข้าถึงสิทธิปลูกถ่ายไขกระดูกโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยถึงให้ความคุ้มครองของสำนักงานประกันสังคมด้านการรักษาพยาบาล สำหรับผู้ประกันตนที่เจ็บป่วยเป็นโรคมะเร็งและมีความจำเป็นต้องได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต หรือการปลูกถ่ายไขกระดูก จะต้องเข้าหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด โดยครอบคลุมโรคสำคัญ ได้แก่ มะเร็งเม็ดเลือดขาวมัยอีลอยด์ชนิดเรื้อรัง มะเร็งเม็ดเลือดขาวมัยอีลอยด์ชนิดเฉียบพลัน มะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟบลาสชนิดเฉียบพลัน มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ไขกระดูกฝ่อชนิดรุนแรง ไขกระดูกผิดปกติระยะก่อนเป็นมะเร็ง มะเร็งไขกระดูกชนิดมัยอีโลม่า และไขกระดูกผิดปกติชนิดเป็นพังผืด

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ผู้ประกันตนสามารถยื่นคำขอรับสิทธิได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง หรือสำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขาที่สะดวก เมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว สำนักงานประกันสังคมจะส่งต่อให้ผู้ประกันตนเข้ารับการรักษากรณีปลูกถ่ายไขกระดูกในสถานพยาบาลที่ทำความตกลง โดยผู้ประกันตนไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น 

ข่าวดี ! กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครสาวไทยทำงานในกาตาร์ ตำแหน่ง "พนักงานเสิร์ฟ" เงินเดือน 4 หมื่น+ สวัสดิการดี

นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานในรัฐกาตาร์กับสโมสร Doha Diplomatic Club ภายใต้การดูแลของกระทรวงการต่างประเทศ รัฐกาตาร์ ครั้งที่ 2 ตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟหญิง จำนวน 13 อัตรา เงินเดือน 4,745 ริยัลกาตาร์ หรือประมาณ 40,665 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) ระยะเวลาจ้างงาน 2 ปี สำหรับสวัสดิการ นายจ้างจะจ่ายค่าบัตรโดยสารเครื่องบินไป – กลับ  และบัตรโดยสารเครื่องบินประจำปี ค่าใบอนุญาตพำนัก อาหารฟรี พร้อมบริการรถรับ – ส่งระหว่างที่พักและที่ทำงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 6 วัน มีค่าล่วงเวลา และเมื่อทำงานครบ 1 ปี จะได้รับวันหยุดประจำปี 21 วัน รวมทั้งมีประกันสุขภาพให้ ผู้สนใจสามารถยื่นใบสมัครได้ที่เว็บไซต์ toea.doe.go.th ได้ตั้งแต่บัดนี้ถึง 14 กุมภาพันธ์ 2569 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ

“กรมการจัดหางาน มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงแรงงานในการส่งเสริมให้คนไทยมีงานทำ ควบคู่กับการขยายโอกาสการจ้างงานในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยและครอบครัว โดยเร่งรัดส่งแรงงานไทยและขยายตลาดแรงงานต่างประเทศเชิงรุก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายมากกว่า 50,000 อัตรา ภายใน 4 เดือน ซึ่งสิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top