Thursday, 17 September 2026
ECONBIZ NEWS

รองผู้จัดการธุรกิจค้าน้ำมัน ปตท. ชี้ กำลังกลั่นยังเต็ม 100% นำเข้าจากตะวันออกกลาง 64% รีบนำเข้าจากแอฟริกา ละติน และอเมริกาทดแทน มาตรการเสริมความมั่นคงพลังงานชัดเจน

ภาคประชาชนกังวลว่าน้ำมันในประเทศไทยจะขาดแคลน ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นปตท.ได้ยืนยันว่ากำลังการกลั่นน้ำมันดิบเต็ม 100% ที่ 770,000 บาร์เรลต่อวัน หรือ 23 ล้านบาร์เรลต่อเดือน โดยน้ำมันดิบส่วนใหญ่ 64% นำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านท่า Fujairah ของ UAE และท่า Yanbu ของซาอุดีอาระเบีย

ในช่วงสงครามที่ส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ สัดส่วนน้ำมันที่ต้องผ่านช่องนี้มีประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อเดือน แต่กลยุทธ์การเทรดน้ำมันดิบระหว่างประเทศช่วยชดเชยกับการจัดหาน้ำมันที่นำเข้าจากแอฟริกาตะวันตก (WAF), ละตินอเมริกา (LATAM) และสหรัฐอเมริกา (MIDLAND) รวมถึงการซื้อเติมน้ำมันที่เข้ามาเดือนเมษายนแล้ว 6 ล้านบาร์เรล และจะทยอยเติมในเดือนพฤษภาคมอีกกว่า 6 ล้านบาร์เรล

นอกจากนี้ มีการเคลื่อนย้ายพนักงานจาก UAE ชั่วคราวกลับไปยังประเทศไทยเพื่อความปลอดภัย โดยเทรดดิ้งมีเครือข่ายสำนักงานในหลายประเทศ ทั้งสิงคโปร์ ลอนดอน ฮุสตัน และ UAE พร้อมรับมือสถานการณ์

ส่วนหนึ่งของความมั่นใจที่ต้องเสริมคือ "ช่วงนี้ต้องตระหนักในการประหยัดพลังงาน เพราะพลังงานมีราคาสูงจริงๆ" เพื่อเป็นการรักษาความมั่นคงทางพลังงานท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

น้ำมันจะ ขาดแคลนไหม โดย

JATURONG WORAWITSURAWATTHANA

Senior Executive Vice President,

PTT International Trading Business Unit

การดำรงตำแหน่งกรรมการ / ผู้บริหารในกิจการที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

12 ธ.ค. 2567 - ปัจจุบัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ที่มา : JATURONG WORAWITSURAWATTHANA

'อรรถพล' เพิ่มสัญญา LNG เจรจาผลิต LNG จากสหรัฐ 1.3 ล้านตันปี ร่นการส่งมอบเป็นไตรมาส 2/69 กระชับความมั่นคงพลังงาน 15 ปี เตรียมรับมือวิกฤตพลังงานตะวันออกกลาง

“อรรถพล” เจรจาผู้ผลิต LNG รายใหญ่ของโลกจากสหรัฐ เพิ่มปริมาณจัดหาจากปีละ 1 ล้านตัน เป็น 1.3 ล้านตัน หาทางร่นระยะเวลาการส่งมอบ เพื่อลดผลกระทบพลังงานจากวิกฤติตะวันออกกลาง

(เมื่อวานนี้ 13 มีนาคม 2569) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำทีมผู้บริหารกระทรวงพลังงาน และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมหารือกับนาย Anatol Feygin, Chief Commercial Officer บริษัท Cheniere Energy Inc.ผู้ผลิต LNG รายใหญ่ของโลกจากสหรัฐอเมริกา เพื่อเพิ่มปริมาณ LNG ที่จะส่งมอบในสัญญาเดิมมายังประเทศไทย จากปีละ 1 ล้านตัน เป็น 1.3 ล้านตัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานตลอดอายุสัญญาที่เหลืออยู่อีก 15 ปี (ถึงปี พ.ศ.2584)

อีกทั้งได้หารือเพื่อปรับเปลี่ยนกำหนดเที่ยวเรือที่จะส่งมอบ LNG บางส่วนให้เร็วขึ้น จากไตรมาสที่ 3/2569 เป็นไตรมาสที่ 2/2569 เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากการสู้รบยังคงยืดเยื้อต่อไป ทั้งนี้ บริษัท Cheniere รับที่จะเร่งดำเนินการให้อย่างดีที่สุด

”ตั้งแต่เกิดวิกฤตด้านพลังงาน รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการในหลายๆ ด้าน คู่ขนานกันมาโดยตลอด อาทิ การระงับส่งออกน้ำมัน การเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมัน การเจรจาจัดหาน้ำมันและก๊าซจากภูมิภาคอื่นนอกจากตะวันออกกลางมาทดแทน การส่งเสริมการใช้น้ำมันชีวภาพมากขึ้น การใช้กองทุนน้ำมันมาบรรเทาผลกระทบด้านราคา และการรณรงค์เรื่องการประหยัดพลังงาน จึงขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่าเราจะสามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน“ นายอรรถพล กล่าว

อลังการวันช้างไทย!! สวนนงนุชพัทยาสืบสานวันช้างไทย จัดขบวนช้างสุดยิ่งใหญ่กว่า 60 เชือก เปิดบุฟเฟ่ต์ผลไม้ยักษ์ให้ช้างสัมผัส ตอกย้ำเอกลักษณ์ไทยสู่สายตาโลก

วันนี้ (13 มีนาคม 2569) เวลา 07.00 น. นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงาน ร่วมประกอบพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 9 รูป โดยมีช้างเข้าร่วมพิธีจำนวน 19 เชือก เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ร่วมงานและโขลงช้าง พร้อมพิธีประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้กับผู้เข้าร่วมพิธีและช้าง

ต่อมาเวลา 09.00 น. ได้มีพิธี “ฮ้องขวัญช้าง” หรือพิธีทำขวัญช้างตามประเพณีโบราณ เพื่อเสริมสิริมงคลแก่โขลงช้าง โดยได้รับเกียรติจาก นายอดิเรก อุ่นโอสถ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานภายในงานมีการจัดขบวนแห่อย่างยิ่งใหญ่ ประกอบด้วยนักแสดงและช้างแสนรู้จำนวนกว่า 60 เชือก สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เข้าร่วมงาน

ไฮไลท์สำคัญของงาน คือ การตัดริบบิ้นเปิดงานให้น้องช้างทานบุฟเฟ่ต์ “หมาล่าหม้อไฟผลไม้ยักษ์” ขนาดกว้าง 4 เมตร สูง3.5เมตร ซึ่งอัดแน่นด้วยผลไม้นานาชนิดสำหรับเลี้ยงช้าง สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์และการดูแลเอาใจใส่ช้างอย่างดีของสวนนงนุชพัทยา

สำหรับวันที่ 13 มีนาคมของทุกปี ได้รับการกำหนดให้เป็น “วันช้างไทย” เพื่อยกย่องช้าง ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเป็นสัตว์คู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทย และในอดีตยังเคยเป็นสัญลักษณ์สำคัญบนผืนธงชาติไทย ภายในงานยังได้รับเกียรติจากนายณัฐวุฒิ อนุโยธา นายอำเภอสัตหีบ,นายชัยวัฒน์ ตามไท ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา,นายชวนะ ทองเย็น ปศุสัตว์จังหวัดชลบุรี ,นายไพโรจน์ มาแสง ปศุสัตว์อำเภอบางละมุง ,นายอริญชย์พนธ์ ไชยพิเดช ปศุสัตว์อำเภอสัตหีบรักษาการแทนหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสาระสนเทศการปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธี

สวนนงนุชพัทยาได้ดำเนินกิจกรรมวันช้างไทยมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิภาพช้าง การอนุรักษ์ และการสร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับบทบาทของช้างในสังคมไทย ที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เดินทางมาสัมผัสเอกลักษณ์ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

GC เดินเครื่องต่อ!! เร่งบริหารรอบด้านพยุงลูกค้า และอุตสาหกรรมไทยในภาวะผันผวน คุมวัตถุดิบ-ต้นทุน-การผลิต รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง

GC เดินโรงงานต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวน ลดผลกระทบกับลูกค้า และภาคอุตสาหกรรมของประเทศ

กรุงเทพฯ – 12 มีนาคม 2569 – บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ยังคงเดินเครื่องการผลิตอย่างต่อเนื่อง พร้อมบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตและการจัดหาวัตถุดิบ เพื่อดูแลการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความรุนแรงและผันผวน ซึ่งส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานและวัตถุดิบทั่วโลกตึงตัวจากกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมที่ลดลง โดย GC ได้สื่อสารและทำงานร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบตลอดทั้ง Value Chain และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทยสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

ในปัจจุบัน GC ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยังรักษาระดับการเดินโรงงานได้ตามแผนการผลิตและส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า พร้อมดำเนินมาตรการบริหารจัดการอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความผันผวนของราคา การจัดหาและบริหารวัตถุดิบ การบริหารสินค้าคงคลัง การผลิต และการจำหน่ายสินค้า รวมถึงการบริหารงบประมาณและค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ GC พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐ และทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) รวมถึงประสานความร่วมมือกับกลุ่ม ปตท. เพื่อติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของประเทศให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ความผันผวนครั้งนี้ไปด้วยกัน

ข้อมูลเพิ่มเติม: บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC)

เคทีซีชี้เทรนด์วิวาห์ปี 2026 งานเล็ก–ยั่งยืนมาแรง มูลค่าตลาดแต่งงานไทยแตะ 5 หมื่นล้านบา

เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เผยเทรนด์การจัดงานแต่งงานของคู่รักไทยในปี 2026 กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยคู่รักรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับ งานแต่งขนาดเล็กที่มีความหมาย (Micro Wedding) การจัดงานที่คำนึงถึง ความยั่งยืน (Sustainable Wedding) และการสร้าง ประสบการณ์ร่วมกันกับคนใกล้ชิด มากกว่าความยิ่งใหญ่ของงาน

ข้อมูลจาก SabuyWedding ระบุว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของการจัดงานแต่งงานในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 600,000 – 800,000 บาทต่อคู่ ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบของงาน ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมวิวาห์ของไทยมีมูลค่าประมาณกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี และมีจำนวนคู่สมรสใหม่ประมาณ 260,000 คู่ต่อปีโดยหมวดค่าใช้จ่ายหลักของคู่รักไทยประกอบด้วย สถานที่จัดงานและโรงแรม / แหวนและเครื่องประดับ / บริการถ่ายภาพและวิดีโอ และแพ็กเกจฮันนีมูนและการท่องเที่ยว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคู่รักยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการ วางแผนงบประมาณและประสบการณ์หลังแต่งงานมากขึ้น

3 เทรนด์สำคัญของวิวาห์ปี 2026
จากการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายของสมาชิก เคทีซีมองว่าอุตสาหกรรมวิวาห์กำลังขับเคลื่อนด้วย 3 เทรนด์สำคัญ ได้แก่
1. Sustainable Wedding
คู่รักให้ความสำคัญกับการจัดงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การใช้วัสดุตกแต่งที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ การลดปริมาณขยะภายในงาน รวมถึงการเลือกใช้วัตถุดิบและดอกไม้จากผู้ผลิตในท้องถิ่น
2. Micro & Intimate Wedding
รูปแบบงานแต่งเปลี่ยนจากงานเลี้ยงขนาดใหญ่ไปสู่การจัดงานขนาดเล็กที่มีแขกประมาณ 15–50 คน เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นส่วนตัว และใช้เวลากับคนใกล้ชิดได้มากขึ้น
3. Experience-Based Wedding

คู่รักจำนวนมากเลือกจัดงานแต่งในรูปแบบที่ผสานกับประสบการณ์ เช่น Destination Wedding หรือการรวมพิธีแต่งงานเข้ากับการท่องเที่ยวและกิจกรรมร่วมกับครอบครัวและเพื่อนสนิท

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า จากข้อมูลการใช้จ่ายของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี พบว่าคู่รักยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการวางแผนงบประมาณ เพื่อจัดงานแต่งที่สะท้อนตัวตนและความหมายของชีวิตคู่มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องทางการเงินและประสบการณ์หลังแต่งงาน เช่น การเดินทางฮันนีมูน

เพื่อรองรับเทรนด์ดังกล่าว เคทีซีจึงร่วมกับ SabuyWedding Festival 2026 อีเวนต์งานแต่งงานยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ระหว่างวันเสาร์ที่ 14 – วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2569 ณ พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 8,000 คน และมีผู้ประกอบการธุรกิจวิวาห์กว่า 200 แบรนด์ นำเสนอสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีที่ใช้จ่ายภายในงาน ได้แก่

1) บัตรกำนัลจากศูนย์การค้าสยามพารากอนมูลค่า 500 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายสะสมภายในงานผ่านบัตรเครดิตเคทีซี ครบทุก 50,000 บาทต่อบัตร (รับบัตรกำนัลรวมสูงสุด 2,000 บาทต่อหมายเลขบัตรต่อวัน)
2) รางวัล Top Spender สำหรับผู้ที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดภายในงาน 2 ท่าน รับบัตรกำนัลห้องพักประเภท Deluxe ณ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวน 1 คืน พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน (ยอดใช้จ่ายสะสมขั้นต่ำ 400,000 บาทขึ้นไป และต้องลงทะเบียนที่บูธเคทีซี ภายในงานในวันที่ทำรายการ)
ทั้งนี้สมาชิกสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับรางวัล Top Spender ซึ่งจะประกาศผ่านเว็บไซต์ https://www.ktc.co.th/promotion/wedding-package/recommended/top-spenders-sabuywedding ภายในวันที่ 16 เมษายน 2569 รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.ktc.co.th/promotion/wedding-package/recommended/sabuy-wedding-festival หรือศูนย์บริการลูกค้าเคทีซี 02-123-5000 สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิก https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ
หมายเหตุ : บัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้ตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี
ออกข่าวในนาม : สื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร บมจ.บัตรกรุงไทย

เรือสินค้า 'มยุรีนารี' ถูกโจมตี!! PSL ธุรกิจไทยที่ปักหลักบนเศรษฐกิจจริงของโลก บริษัทไทยที่โตมากับวัฏจักรการค้าโลก ยังล่องต่อในเกมเศรษฐกิจ เป็นชื่อสำคัญของไทยบนเส้นทางการค้าโลก

รู้จัก “พรีเชียส ชิปปิ้ง” เรือธงเดินเรือไทยที่ยังล่องอยู่ในเศรษฐกิจโลก  จากบริษัทที่ก่อตั้งปลายปี 1989 สู่ผู้เล่นสำคัญในตลาดเรือเทกองแห้งของโลก ภายใต้ชื่อย่อ PSL ที่นักลงทุนไทยคุ้นเคย

เวลาพูดถึงระบบขนส่งของเศรษฐกิจโลก หลายคนมักนึกถึงตู้คอนเทนเนอร์ ท่าเรือ หรือสายการบิน แต่ในความเป็นจริง สินค้าโภคภัณฑ์จำนวนมหาศาลของโลก ตั้งแต่สินค้าเกษตร เหล็ก ปุ๋ย แร่ ไปจนถึงไม้ซุง ยังต้องอาศัยเรือเทกองแห้งเป็นตัวกลางในการเคลื่อนย้าย และในสมรภูมินั้น ประเทศไทยมีชื่อของ “พรีเชียส ชิปปิ้ง” หรือ PSL อยู่ในฐานะผู้เล่นรายสำคัญมานานหลายทศวรรษ

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระบุว่า บริษัทก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 1989 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 16 กันยายน 1993 ขณะที่เอกสารของบริษัทระบุว่าเริ่มดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์ในเดือนมีนาคม 1991 หลังได้รับอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทยและ BOI จุดนี้สะท้อนว่า PSL ไม่ใช่ธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเติบโตตามกระแสโลจิสติกส์ แต่เป็นบริษัทไทยที่เติบโตมากับวัฏจักรการค้าโลกมาอย่างยาวนาน

แกนหลักของธุรกิจ PSL คือการเป็นเจ้าของเรือขนส่งสินค้าเทกองแห้ง โดยบริษัทถูกอธิบายบน factsheet ของ SET ว่าเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรายใหญ่ในกลุ่มเรือ dry cargo ขนาด small handy size และมีการดำเนินงานครอบคลุม 5 ภูมิภาคหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ/แคนาดา ยุโรป ละตินอเมริกา-แอฟริกา อนุทวีปอินเดีย-ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้-ตะวันออกไกล สินค้าหลักที่ขนส่งคือสินค้าเกษตร เหล็ก ปุ๋ย แร่ ไม้ซุง โค้ก และสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ

จุดแข็งของโมเดลนี้อยู่ตรงการเลือกยืนในเซกเมนต์เรือที่คล่องตัวกว่าเรือขนาดใหญ่มาก ทำให้เข้าถึงท่าเรือได้หลากหลายและรองรับสินค้าที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง นี่คือเหตุผลที่ PSL ถูกมองว่าไม่ได้แข่งด้วยความใหญ่ที่สุด แต่แข่งด้วยความเหมาะสมของขนาดเรือและความสามารถในการกระจายงานในหลายภูมิภาคพร้อมกัน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทพยายามปรับตัวตามแรงกดดันของอุตสาหกรรมเดินเรือยุคใหม่ โดยเอกสารนำเสนอของบริษัทระบุว่า PSL ได้ทยอยแทนที่เรือเก่าที่กินพลังงานมากในช่วงปี 2013-2017 ด้วย “eco-vessels” ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนต่อการขนส่ง และเอกสารปี 2025-2026 ของบริษัทก็ยังสะท้อนภาพการปรับกองเรืออย่างต่อเนื่อง ภาพนี้ทำให้เห็นว่า แม้ธุรกิจเดินเรือจะเป็นธุรกิจดั้งเดิม แต่ผู้เล่นที่อยู่รอดต้องคิดเรื่องประสิทธิภาพพลังงาน ต้นทุน และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือความต่อเนื่องของทีมบริหาร โดยชื่อของ Khalid Moinuddin Hashim ปรากฏอยู่ในเอกสารบริษัทในฐานะ Managing Director มาอย่างยาวนาน ซึ่งในธุรกิจที่ผันผวนตามค่าระวางเรือ เศรษฐกิจโลก และอุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์ ความต่อเนื่องของผู้นำถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางบริษัท
สำหรับภาพล่าสุดของบริษัท ข้อมูลจาก SET factsheet ณ 11 มีนาคม 2026 ระบุว่า PSL มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดราว 10,837 ล้านบาท ราคาหุ้นปิดล่าสุดก่อนเปิดตลาดวันที่ 12 มีนาคมอยู่ที่ 6.95 บาท ส่วนเอกสาร Opportunity Day สำหรับผลประกอบการปี 2025 ระบุว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ 345.01 ล้านบาท และเอกสารเชิญประชุมผู้ถือหุ้นปี 2026 เสนอจ่ายเงินปันผลรวม 0.40 บาทต่อหุ้น ขณะเดียวกันเอกสารเปิดเผยข้อมูลของบริษัทในปี 2025 ระบุว่ากองเรือของ PSL อยู่ที่ 40 ลำ

ในเชิงภาพใหญ่ พรีเชียส ชิปปิ้ง คือภาพแทนของบริษัทไทยที่ปักหลักอยู่บน “เศรษฐกิจจริง” ของโลก ไม่ว่าจะเกิดความผันผวนทางการเมือง ความไม่แน่นอนด้านพลังงาน หรือการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ สินค้าเทกองแห้งจำนวนมหาศาลยังคงต้องถูกลำเลียงข้ามทวีปอยู่เสมอ และตราบใดที่การค้าโลกยังขยับ ธุรกิจแบบ PSL ก็ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะฟันเฟืองของระบบนั้น

ดังนั้น หากจะมองพรีเชียส ชิปปิ้งในฐานะ “หุ้นเดินเรือ” อย่างเดียวก็คงไม่พอ เพราะในอีกมุมหนึ่ง PSL คือกรณีศึกษาของธุรกิจไทยที่อยู่รอดในสนามโลกด้วยการวางตัวในจุดที่ชัด เลือกเซกเมนต์ที่ตนเองแข็งแรง และค่อย ๆ ปรับกองเรือให้รับกับโลกยุคใหม่ นี่อาจไม่ใช่ธุรกิจที่หวือหวาที่สุดในหน้าข่าว แต่เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ทำให้เราเห็นว่า บริษัทไทยยังสามารถยืนอยู่ในห่วงโซ่การค้าโลกได้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2106546573222537&set=pcb.2106547559889105

เติมทุน SME ไทย!! สสว. จับมือ 2 แบงก์รัฐ ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ย 1% กระตุ้นเศรษฐกิจ เน้น SME ท่องเที่ยว-นวัตกรรม หนุนปรับตัวดิจิทัล สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่สุดช่วยเพิ่มสภาพคล่อง

สสว. จับมือ SME D Bank - EXIM Bank อัดฉีด 1,200 ล้าน! ส่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ 1% ต่อปี หนุน SME ท่องเที่ยว-นวัตกรรม ปรับตัวรับยุคดิจิทัล คาดกระตุ้นเศรษฐกิจโตกว่า 5,000 ล้านบาท

รัฐบาลยกระดับการช่วยเหลือ SME เป็นวาระเร่งด่วน ผนึกกำลัง 3 หน่วยงานหลัก สสว., ธพว. และ EXIM Bank ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่สุดในระบบเพียงร้อยละ 1 ต่อปี ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม วงเงินรวม 1,200 ล้านบาท มุ่งเติมทุนกลุ่มท่องเที่ยวและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ประธานในพิธีและสักขีพยาน กล่าวว่า ความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงานในวันนี้ คือภาพสะท้อนนโยบายเชิงรุกของรัฐบาลที่ต้องการแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME อย่างบูรณาการ โดยการนำจุดแข็งของ สสว. ในการคัดกรองผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ มาผสานกับความเชี่ยวชาญของ 2 สถาบันการเงินของรัฐ เพื่อส่งผ่านเงินทุนต้นทุนต่ำภายใต้วงเงินรวม 1,200 ล้านบาท ไปยังพี่น้อง SME ทั่วประเทศ

“รัฐบาลมุ่งหวังให้สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษเพียงร้อยละ 1 ต่อปีนี้ เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการเติมสภาพคล่องและสร้าง ‘แต้มต่อ’ ให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ทันท่วงที โดยเราจะเร่งกระจายความช่วยเหลือให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งคาดการณ์ว่าโครงการนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อระบบเศรษฐกิจและเม็ดเงินหมุนเวียนได้ไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท ช่วยให้ SME ไทยสามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” นายนภินทร กล่าว

นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดย สสว. ได้สนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ SME รวมทั้งสิ้น 1,200 ล้านบาท ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียงร้อยละ 1 ต่อปี ระยะเวลากู้สูงสุด 5 ปี มุ่งเสริมศักยภาพและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทยในทุกมิติ โดยโครงการนี้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการ SME ที่หลากหลาย โดยแบ่งการสนับสนุนออกเป็น 3 กลุ่มเป้าหมาย ดังนี้
• กลุ่มที่ 1 — Transformation SME : วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเงินทุนเพื่อปรับปรุงหรือพัฒนากิจการให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมและแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

• กลุ่มที่ 2 — Enhancement SME : วงเงินกู้สูงสุด 10–15 ล้านบาท (ตามขนาดกิจการ) สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเงินทุนเพื่อสร้างการเติบโตและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในทุกมิติ เพื่อให้มีการเติบโตเป็นไปอย่างก้าวกระโดดและมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว
• กลุ่มที่ 3 — ธุรกิจท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว : วงเงินกู้สูงสุด 2 ล้านบาท เช่น ผู้ประกอบการในธุรกิจโรงแรมและที่พัก บริษัทนำเที่ยว ร้านอาหาร สปา บริการรถและเรือ รวมถึงธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เพื่อเสริมสภาพคล่องและเพิ่มทุนหมุนเวียนในกิจการ

รักษาการ ผอ.สสว. เผยว่า การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนความมุ่งมั่นของทั้งสามหน่วยงานในการผนึกกำลังช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ไทยอย่างครบวงจร ทั้งในมิติของการเติบโตแบบก้าวกระโดด การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการปรับเปลี่ยนธุรกิจเพื่อตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในปัจจุบัน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งและยั่งยืน ทั้งนี้ สสว. จะทำหน้าที่กลั่นกรองและคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ก่อนส่งต่อให้สถาบันการเงินพันธมิตรพิจารณาอนุมัติสินเชื่อต่อไป
โดย SME D Bank จะรับผิดชอบดูแลการให้สินเชื่อแก่กลุ่มผู้ประกอบการ Enhancement SME และกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ในวงเงินรวม 800 ล้านบาท และ EXIM Bank จะรับผิดชอบดูแลการให้สินเชื่อแก่กลุ่มผู้ประกอบการ Transformation SME ในวงเงินรวม 400 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านเครือข่ายสาขาและความเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อของทั้งสองสถาบัน

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า SME D Bank มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการสำคัญนี้ เราพร้อมนำเครือข่ายสาขาทั่วประเทศและความเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อ SME มาสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการ ให้สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน โดยมุ่งให้กระบวนการพิจารณาสินเชื่อรวดเร็ว โปร่งใส และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ EXIM Bank กล่าวว่า EXIM Bank มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการสนับสนุน SME กลุ่ม Transformation ที่มีศักยภาพในการปรับตัวและก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ เราเชื่อว่าการเข้าถึงแหล่งทุนด้วยต้นทุนที่ต่ำจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ SME ไทยสามารถนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และแข่งขันได้อย่างมั่นใจในเวทีระดับสากล

ผู้ประกอบการ SME ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถสมัครและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สสว. โทร. 1301 หรือเว็บไซต์ www.sme.go.th ทั้งนี้ สสว. จะทำหน้าที่กลั่นกรองและคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเหมาะสมก่อนส่งต่อให้ SME D Bank และ EXIM Bank พิจารณาอนุมัติสินเชื่อ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับการสนับสนุนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

คุณอันธิกา วรรณศิลป์
ส่วนประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ฝ่ายสื่อสารองค์กร สสว.
โทร. 02 142 9035, 081 266 9226 E-mail: [email protected]

ปตท.ลุยตาข่ายป้องกันโดรน เสริมแนวป้องกันโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนานวัตกรรมตาข่ายแรงดึงสูง ใช้เม็ดพลาสติกพิเศษดูดซับพลังงาน เตรียมขยายตลาดเชิงพาณิชย์

กลุ่ม ปตท. พัฒนานวัตกรรมตาข่ายป้องกันโดรนแบบแรงดึงสูงต้นแบบ เสริมแนวป้องกันโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์

เมื่อวันที่ (10 มี.ค. 69) กลุ่ม ปตท.จัดแสดงการทดสอบตาข่ายประสิทธิภาพสูงป้องกันโดรน โดยมีนายพิรุณ กริ่มวงษ์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ที่ 6 จากขวา)

และคณะผู้บริหารกลุ่ม ปตท. ร่วมงาน ณ วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยองซึ่งเป็นความร่วมมือด้านนวัตกรรม
วัสดุ ระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผ่านโครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น (PRISM) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) และ บริษัท สไกลเลอร์ โซลูชั่นส์ จำกัด (Skyller) ในการพัฒนาตาข่ายประสิทธิภาพสูงป้องกันโดรนด้วยแนวคิด

Energy Absorption จากเม็ดพลาสติก HDPE เกรดพิเศษของ GC และเม็ดพลาสติกคุณภาพสูงของ IRPC ที่มีความแข็งแรงและทนทานในทุกสภาพอากาศ ไม่ลามไฟ ดูดซับพลังงานจากแรงกระแทก ทำให้ป้องกันการโจมตีจากโดรนได้ดีกว่าตาข่ายที่ผลิตจาก HDPE ทั่วไป ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเม็ดพลาสติก ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เสริมแนวป้องกันเชิงกายภาพให้กับโครงสร้างพื้นฐานของสถานประกอบการ พร้อมมุ่งขยายผลเชิงพาณิชย์ในอนาคต

ฝ่ายสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
11 มีนาคม 2569

ครม.ลุยลดพลังงาน!! สั่ง WFH เต็มรูปแบบเร่งลดใช้ไฟ ถอดสูทประชุมปรับแอร์ 26 องศาฯ ระงับเดินทางต่างประเทศ ยกเว้นภารกิจจำเป็น เป้าประหยัดพลังงาน ลดใช้พลังงานลง 5%

(10 มี.ค. 69) คณะรัฐมนตรี เห็นชอบมาตรการรับมือวิกฤตพลังงานด้วยการดำเนินงาน Work from Home (WFH) เต็มรูปแบบสำหรับข้าราชการทั่วประเทศ พร้อมระงับการเดินทางไปต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน เพื่อสกัดผลกระทบราคาพลังงานโลกผันผวน จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุในแถลงการณ์ว่า "ทุกหน่วยงานราชการต้องปรับรูปแบบการทำงานเป็น WFH ทันทีจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ขณะที่หน่วยงานที่บริการประชาชนโดยตรงจึงยังต้องดำเนินการตามปกติ" พร้อมมาตรการประหยัดพลังงาน เช่น การถอดสูทในที่ประชุม การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียส เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า

รัฐบาลสั่งระงับการเดินทางไปต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐ ยกเว้นภารกิจสำคัญและจำเป็นเท่านั้น เพื่อคุมค่าใช้จ่ายและลดการใช้พลังงานในช่วงวิกฤต โดยเน้นการประหยัดพลังงานในหน่วยงาน และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีออนไลน์ในที่ประชุม

สำหรับสถานการณ์พลังงานไทย น้ำมันสำเร็จรูปใช้งานเฉลี่ย 3.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ โดยมีปริมาณสำรองน้ำมันรวม 8,055 ล้านลิตร ซึ่งสามารถรองรับความต้องการใช้ได้ระดับหนึ่ง ขณะเดียวกัน มีการวางมาตรการลดการใช้พลังงานในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

เป้าหมายลดการใช้พลังงานทั้งน้ำมันและไฟฟ้าลงประมาณ 5% ซึ่งจะลดการใช้น้ำมันลงประมาณ 330,000 ลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาท และประหยัดไฟฟ้าได้ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน รัฐบาลตั้งเป้าสร้างความมั่นคงพลังงานและต้นแบบการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ที่มา : https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/147926

ไฟเขียวแรงงาน!! ครม.เห็นชอบยืดต่อใบอนุญาตแรงงาน 3 สัญชาติ “ลาว-เมียนมา-เวียดนาม” มากกว่า 3.7 แสนคนได้รับผล สกัดแรงงานผิดกฎหมาย-ลดผลกระทบเศรษฐกิจ

ครม.ไฟเขียวขยายเวลาแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ “ลาว -เมียนมา- เวียดนาม” กว่า 3.7 แสนคน ออกไปถึง 31 มี.ค.69 หวั่นกระทบระบบเศรษฐกิจประเทศ

วันที่ 10 มีนาคม 2569 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบ ให้ขยายระยะเวลาดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานต่างด้าวสัญชาติ ลาว เมียนมา และเวียดนาม กว่า 3.7 แสนคน ออกไปถึงวันที่ 31 มี.ค.2569จากเดิมที่สิ้นสุดในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อไม่ให้แรงงานกลุ่มนี้ หลุดออกจากระบบ กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย รวมทั้งไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและแรงงานของประเทศ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

รมว.แรงงาน ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ มติครม.ยังได้ให้มีการขยายระยะเวลาในส่วนของการจัดทำหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางและตรวจลงตรา (วีซ่า) จากที่จะสิ้นสุดในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เป็นสิ้นสุดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งจะส่งผลให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวจะได้รับการผ่อนผัน เมื่อประกาศกระทรวงมหาดไทยและประกาศกระทรวงแรงงานมีผลบังคับใช้

ทั้งนี้ ในระหว่างนี้นายจ้างที่มีแรงงานทั้ง 3 สัญชาติในสังกัดและผู้ประกอบการสามารถติดตามข่าวสาร ได้ทางเว็บไซต์กระทรวงแรงงาน www.mol.go.th เว็บไซต์กรมการจัดหางาน www.doe.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top