Thursday, 17 September 2026
ECONBIZ NEWS

มจธ. จับมือ EV ALL ประเทศเกาหลีใต้ พัฒนา “EV Guard” นวัตกรรมแผ่นทำความสะอาดสำหรับหัวชาร์จรถ EV เพื่อความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าลัดวงจร และช่วยยืดอายุให้อุปกรณ์

ปัจจุบันการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกรุงศรีคาดว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย ปี 2569-2571อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยจะยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยยอดจดทะเบียนใหม่ของรถยนต์นั่ง BEV คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 125,000 คันต่อปี หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 3.8% (CAGR) 

เมื่อจำนวนผู้ใช้รถ EV เพิ่มขึ้น ความสำคัญของ จุดจ่ายไฟหรือสถานีชาร์จ ก็เพิ่มตามไปด้วย เนื่องจากหัวชาร์จและระบบแบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีความอ่อนไหวสูง หากขาดการดูแลรักษาที่เหมาะสม โดยเฉพาะในกรณีที่มีฝุ่น และความชื้นสะสม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ประกายไฟ หรือความเสียหายต่อระบบชาร์จได้

ผศ. ดร.ธิดารัตน์ บุญศรี อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ และหัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า จากปัญหาดังกล่าว ทีมวิจัยจึงได้พัฒนา EV Guard นวัตกรรมแผ่นทำความสะอาดสำหรับหัวชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน และลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าลัดวงจร และความชื้นสะสม EV Guard เป็นการต่อยอดจากผลงานวิจัยด้านวัสดุชีวภาพของทีม ได้แก่ แผ่นนุ่นทนไฟ แผ่นนุ่นซับคราบน้ำมัน และแผ่นนุ่นป้องกันไฟฟ้าสถิต โดยนำแผ่นนุ่นทั้งสามคุณสมบ้ติมาออกแบบเป็นแผ่นเช็ดทำความสะอาดแบบ 3 ชั้น วางซ้อนกันและเชื่อมติดกันด้วยกาวไบโอโพลิเมอร์ เพื่อให้เป็นแผ่นเดียวที่สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยกับหัวชาร์จรถ EV โดยเฉพาะ

ผศ. ดร.ธิดารัตน์ อธิบายเพิ่มเติมว่า หัวชาร์จและแบตเตอรี่รถ EV ต้องเผชิญกับฝุ่น น้ำ และความชื้นอยู่ตลอดเวลา แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า ผู้ใช้งานจำนวนมากไม่ได้ทำความสะอาดหัวชาร์จเป็นประจำ ทั้งที่อุปกรณ์นี้ต้องอยู่ในสภาพ “แห้งและสะอาด” เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร การเกิดประกายไฟ รวมถึงการกัดกร่อนและสนิม ซึ่งทำให้ระบบชาร์จขัดข้องและมีอายุการใช้งานสั้นลง

EV Guard จึงออกแบบให้ทำงานเป็นลำดับภายในแผ่นเดียว ชั้นที่หนึ่ง ช่วยลดประจุไฟฟ้าและลดความเสี่ยงจากสนามไฟฟ้า (ใช้นุ่นผสมเส้นใยไผ่ เพิ่มความแข็งแรง) ชั้นที่สอง ทำหน้าที่ดูดซับ และกักเก็บความชื้นไม่ให้ไหลย้อนกลับ (ใช้นุ่นล้วน) และชั้นที่สาม ช่วยลดไฟฟ้าสถิต ป้องกันไม่ให้ฝุ่นกลับมาเกาะซ้ำ โดยทุกชั้นยึดติดด้วยกาวไบโอโพลิเมอร์ ไม่ใช้สารเคมีอันตราย ไม่มีสารตกค้าง ใช้ซ้ำได้ และย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ 

นวัตกรรม EV Guard พัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยทั้งสำหรับผู้ใช้รถ EV ทั่วไป และผู้ดูแลระบบในสถานีชาร์จ สามารถใช้เช็ดทำความสะอาดหัวชาร์จที่อยู่ภายนอกตัวรถ เพื่อกำจัดฝุ่น น้ำ และความชื้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของไฟฟ้าลัดวงจร และช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าสถิตในระหว่างการใช้งาน 

ในอนาคต ทีมวิจัยมีแผนต่อยอด EV Guard ให้เป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ทำหน้าที่เหมือน “ฉนวนป้องกันไฟฟ้า” เพื่อลดการถ่ายโอนประจุไฟฟ้าสู่ผู้ใช้ โดยเฉพาะในกรณีที่แบตเตอรี่ EV ซึ่งมักติดตั้งอยู่ใต้ท้องรถ ต้องเผชิญกับน้ำ และความชื้น รวมทั้งแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง (DC) สูงถึง 600 โวลต์ EV Guard จะช่วยดูดซับความชื้นได้ทันที และลดความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดคิด เปรียบเหมือน “เกราะป้องกันที่มองเห็นได้” สำหรับอันตรายทางไฟฟ้าที่มองไม่เห็น

ผลงานวิจัยนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างนักวิจัย มจธ. กับ บริษัท EV ALL จากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่มีความเชี่ยวชาญตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่การผลิต การซ่อมบำรุง การดูแลจัดการแบตเตอรี่ สถานีชาร์จ ไปจนถึงการรีไซเคิลแบตเตอรี่ และกำลังขยายตลาดรถ EV ในประเทศไทย 

“นุ่ง/ห่มสไบ ใส่ยีนส์” มาได้ไง: จากเพลงไวรัล สู่สตรีทแฟชั่นแบบไทยๆ ที่คนทั้งเมืองแต่งตาม

เดินแถวเมืองเก่า–จุดถ่ายรูปยอดฮิตช่วงนี้ คุณจะเห็นภาพเดิมซ้ำๆ แบบตั้งใจ: สไบพาดไหล่ แต่ท่อนล่างเป็นยีนส์—แล้วมือถือยกขึ้นถ่ายคอนเทนต์ทันที เทรนด์นี้ไม่ได้เกิดจากดีไซเนอร์ในรันเวย์ แต่มาจาก “โซเชียล + เพลง + ชาเลนจ์” ที่ปลุกให้คนอยากแต่งตามกันเป็นวงกว้าง

จุดเริ่มของกระแสถูกอธิบายว่ามาจากคอนเทนต์โปรโมตเพลง Bangkok City ของกระแต อาร์สยาม (KT KRATAE) ที่ใช้ลุคสไบแมตช์ยีนส์เป็นภาพจำ แล้วขยายต่อด้วยการชวนทำคอนเทนต์ในรูปแบบแคมเปญ/ชาเลนจ์ จนผู้คนแต่งตามและถ่ายคลิปตามสถานที่ต่างๆ

ประเด็นสำคัญคือ มันไม่ใช่ “เพลงดังแล้วคนบังเอิญแต่งตาม” แต่เป็นการออกแบบให้เกิด UGC (คอนเทนต์จากผู้ใช้) ผ่านชาเลนจ์—ยิ่งคนเล่น ยิ่งเห็นลุคนี้มากขึ้น ยิ่งกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของ “ไปถ่ายรูปเมืองเก่า”

ทำไม “สไบ + ยีนส์” ถึงไวรัลเร็ว
•    ภาพมันขัดกันแต่ลงตัว: สไบคือไทย-พิธีการ-ความละเมียด ส่วนยีนส์คือสากล-สตรีท-คล่องตัว พอจับคู่กันแล้ว “สะดุดตา” ทันทีในเฟรมมือถือ.
•    แต่งตามง่าย ต้นทุนต่ำ: ยีนส์แทบทุกคนมีอยู่แล้ว สไบเป็นผ้าชิ้นเดียว เปลี่ยนลุคได้ไว เหมาะกับวัฒนธรรม “แต่งแล้วถ่ายเลย”.
•    ชาเลนจ์ทำให้คนมีเหตุผลจะเล่น: เมื่อมีการชวนร่วมสนุกแบบเป็นระบบ (กติกา/แฮชแท็ก/แรงจูงใจ) มันเร่งการกระจายเร็วกว่าเทรนด์แฟชั่นธรรมดา.
•    โซเชียลชอบคอนเทนต์ “ก่อน–หลัง/พิกัดถ่ายรูป”: ลุคนี้ทำงานกับคลิปสั้นมาก เพราะเห็นแล้วรู้ทันทีว่า “นี่คือธีม” และคนดูอยากทำตาม.

Soft Power เวอร์ชันที่เกิดจาก “คนอยากเล่น” ไม่ใช่ “คนถูกสั่งให้โชว์”
สิ่งที่น่าสนใจคือ กระแสนี้ทำให้คำว่า “Soft Power” กลายเป็นของจับต้องได้ในชีวิตจริง—ไม่ต้องเริ่มจากนโยบายใหญ่โต แต่เริ่มจาก “ความสนุกที่คนอยากมีส่วนร่วม” แล้วค่อยไหลไปหาการท่องเที่ยว ร้านเช่าชุด ร้านผ้า ร้านทำผม-แต่งหน้า ช่างภาพ และโลเคชันถ่ายรูป.
พูดแบบ TST: ไทยไม่ได้ขาดวัฒนธรรม ไทยขาด “วิธีทำให้คนอยากหยิบมันมาใช้ในชีวิตประจำวัน” และกรณีนี้เป็นตัวอย่างว่าพอทำถูกสูตร—วัฒนธรรมจะไม่ถูกเก็บไว้บนหิ้งเอง มันเดินลงถนนได้

คดีเหมืองทองอัครา “ปิดแฟ้ม” แล้ว—บทเรียนที่คนไทยควรจำ ไม่ใช่ชื่อคน

คดีพิพาทเหมืองทองอัคราที่ลากยาวหลายปี “จบ” ในความหมายทางกฎหมายได้ เพราะบริษัท Kingsgate Consolidated Limited ถอนข้อเรียกร้องต่ออนุญาโตตุลาการโดยสมัครใจแบบไม่มีเงื่อนไข และมีคำสั่งให้ยุติกระบวนการ ส่งผลสำคัญที่สุดคือไทยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามที่เคยถูกเรียกร้องไว้

แต่สิ่งที่ควรคุยกันต่อในฐานะสังคม ไม่ใช่ “ใครได้เครดิต” — คือ “คนไทยเรียนรู้อะไร” เพื่อไม่ให้ประเทศต้องเสี่ยงซ้ำอีก โดยเฉพาะเมื่อเรื่องเล็กในประเทศสามารถลุกลามไปถึงเวทีระหว่างประเทศได้จริง

1) “คดีจบ” ต้องจบด้วยเอกสาร ไม่ใช่จบด้วยคำพูด
บทเรียนแรกคือ เวลาเจอคำว่า “ปิดฉาก” ให้ดู “หลักฐานปลายทาง” 3 อย่างเสมอ: (ก) ถอนคำร้องหรือข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการ (ข) มีคำสั่งยุติกระบวนการจากคณะอนุญาโตฯ และ (ค) สถานะชัดว่า “ไม่มีค่าชดเชย” หรือ “ไม่มีภาระการเงินแฝง” ต่อรัฐ

2) เกมที่ชนะจริงคือ “สู้ให้พร้อม + คุยให้เป็น”
สาระที่สังคมควรเก็บไว้เป็นสูตร คือ “ต้องเตรียมสู้คดีให้พร้อม” และ “เจรจาไปพร้อมกัน” เพื่อพาประเทศไปสู่ผลลัพธ์ที่แน่นอน มากกว่าปล่อยให้ความเสี่ยงลากยาว ทั้งงบประมาณ ชื่อเสียงประเทศ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

3) จำวัน-เดือน-ปีให้แม่น เพราะรัฐทำงานเป็นขั้นตอน
เรื่องใหญ่แบบนี้ไม่ใช่เหตุการณ์วันเดียว แต่คือ “ปิดงานเอกสาร” จนสถานะชัดเจน จึงควรยึดไทม์ไลน์จากเอกสารและข่าวที่มีรายละเอียดขั้นตอน เช่น วันที่คณะอนุญาโตฯ รับทราบการขอยุติ และวันที่คณะรัฐมนตรีรับทราบผลลัพธ์ เพื่อแยก “ข่าวดัง” ออกจาก “งานจบจริง”

4) ความโปร่งใสของข้อมูลคดีระหว่างประเทศ สำคัญกว่าการสรุปเร็ว
คดีระหว่างรัฐ-นักลงทุนมักถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลต่างประเทศหลายแห่ง และบางแห่งอาจจัดหมวดผลคดีต่างกัน (เช่น ระบุว่า “ยุติกระบวนการ” หรือ “ตกลงยุติ”) บทเรียนคือ เวลาอ่านข้อมูลต้องดูหลายแหล่ง แล้วกลับมาเช็คกับคำยืนยันของรัฐและเอกสารทางการ เพื่อไม่ให้สรุปผิดเพราะยึดแหล่งเดียว

เคทีซีเดินเกมรัดกุมรับเศรษฐกิจผันผวน ชูสมดุล ‘เติบโต–คุมความเสี่ยง’  เป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนหลักเพื่อความยั่งยืน

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและอุตสาหกรรมสินเชื่อผู้บริโภคที่ยังหดตัว กลุ่มบริษัทเคทีซีสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในทุกผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มเป็น 13.6% ลูกหนี้บัตรเครดิตเพิ่มเป็น 14.8% และลูกหนี้สินเชื่อบุคคลเพิ่มเป็น 4.2% สวนทางกับภาพรวมอุตสาหกรรมที่หดตัว โดยปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของเคทีซีมีมูลค่า 302,527 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง 3.6% ขณะที่ตัวเลขตลาดโดยรวมติดลบเล็กน้อย 

ด้านผลประกอบการเชิงคุณภาพ เคทีซีมีกำไรสุทธิ 7,782 ล้านบาท เติบโต 4.6% จากปีก่อนหน้า สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารพอร์ตสินเชื่อรวม 111,585 ล้านบาท ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ขณะที่อัตราหนี้เสีย (NPL Ratio) อยู่ในระดับต่ำเพียง 1.79% โดยปี 2568 มีรายได้รวมอยู่ที่ 27,695 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 5.23% จากการบริหารต้นทุนและคุณภาพสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดลงเป็น 34.8% Credit Cost ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 5.3% จาก 6.1% ในปี 2567 สะท้อนการควบคุมความเสี่ยงที่รัดกุม พร้อมกันนี้ บริษัทมีวงเงินกู้ยืมระยะสั้นที่ยังไม่เบิกใช้รวม 20,470 ล้านบาท สูงกว่าภาระหนี้หุ้นกู้และเงินกู้ที่จะครบกำหนดในปี 2569 ซึ่งอยู่ที่ 15,830 ล้านบาท ทำให้สถานะสภาพคล่องยังแข็งแกร่งและอยู่ในระดับปลอดภัย

สำหรับปี 2569 เคทีซีเตรียมเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ “การเติบโตควบคู่การบริหารความเสี่ยง” โดยลงทุนในระบบงานหลักใหม่ (Core System) เพื่อรองรับการขยายตัวในระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน และยกระดับประสบการณ์สมาชิก บริษัทตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อรวมเติบโต 1–2% ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโต 5% พอร์ตสินเชื่อบุคคลเติบโต 2% และคุมระดับ NPL ไม่เกิน 2% นอกจากนี้ บริษัทยังขยายฐานรายได้ผ่านธุรกิจนายหน้าประกันภัย ทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย โดยอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรและเทคโนโลยีการขายที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมอย่างยั่งยืนในอนาคต

‘ดร.พีระ เจริญพร’ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ชี้ ปี 69 ‘จีดีพี’ ยังโตได้มากกว่านี้ ชิงจังหวะย้ายฐานการผลิตจากจีน ดึงลงทุนไทย – เร่งปิดดีล FTA

รศ. ดร.พีระ เจริญพร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ตามที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 โดยระบุถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2568 ว่ามีการขยายตัวอยู่ที่ 2.4% ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้นั้น ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจสักเท่าใด เพราะศักยภาพของประเทศไทยสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากขึ้นกว่านี้ แต่ก็ถือเป็นทิศทางที่ดี และสามารถพูดได้ว่าเศรษฐกิจไทยออกจากห้องไอซียู (ICU) แล้ว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงที่มีอัตราการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และต่ำกว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกัน นั่นหมายความว่า แม้จะออกจากห้องไอซียูแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาล

รศ. ดร.พีระ กล่าวว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในไตรมาส 4 ของปี 2568 สะท้อนว่านโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว เช่น โครงการผลักดันการลงทุนอย่าง Thailand Fastpass โครงการคนละครึ่ง ฯลฯ แต่สิ่งที่สำคัญและมีผลต่อการทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมากที่สุด คือการเบิกจ่ายภาครัฐและการลงทุน ฉะนั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการในปี 2569 คือจะต้องทำให้โมเมนตัมเกิดผลต่อเนื่องในระยะยาว ผ่านการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาครัฐในส่วนที่เหมาะสม 

“อย่างที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งในแต่ละปีมีบริษัทต่างประเทศเข้ามาขอรับบีโอไอมูลค่าเป็นแสนล้านบาท แต่ก็เป็นเพียงตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอเท่านั้น ยังไม่เกิดการลงทุนจริง โดยการลงทุนจริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกิจการเหล่านี้หาพื้นที่ลงทุนได้ และโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับ ซึ่งตรงนี้เองที่ภาครัฐจะต้องมาลงทุนเพื่อสนับสนุน เพื่อให้เกิดการลงทุนในประเทศจริง ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินหลักแสนล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประเทศ” รศ. ดร.พีระ กล่าว

นอกจากนี้ เรื่องการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ซึ่งเห็นได้จากประวัติศาสตร์ เช่น ในช่วงปี 2535 ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ก็มีการเปิดตลาดเสรีกับอาเซียนและทำให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตสูง รวมถึงหลังปี 2545 ช่วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็มีการทำ FTA กับต่างประเทศจำนวนมาก เป็นผลให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตต่อเนื่อง ฉะนั้น ภายใน 1 – 2 ปีนี้ รัฐบาลใหม่ต้องทำ FTA กับสหภาพยุโรป (EU) หรือคู่ค้าต่างประเทศที่สำคัญในภูมิภาคอื่นๆ ให้สำเร็จ ไม่ให้แพ้เวียดนาม หรือมาเลเซีย เพื่อเพิ่มการลงทุนในประเทศให้ยิ่งสูงขึ้น และส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งตรงนี้ก็น่าจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทางพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต้องการจะควบรวมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาอยู่ภายใต้พรรคภูมิใจไทยด้วย

“รัฐบาลควรเรียนรู้บทเรียนจากสมัยรัฐบาลนายกฯ ประยุทธ์ กลุ่ม 4 กุมารที่เป็นเทคโนแครตคนนอก พอโดนขับไล่ หลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยเป๋หมดเลย เพราะนักการเมืองมาแบบต่างคนต่างทำ ซึ่งถ้าครั้งนี้ภูมิใจไทยกับพรรคร่วมรัฐบาลไม่สามารถรักษาสัญญาว่าจะให้เทคโนแครตมือดีมาทำงานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ ก็อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเจอปัญหาได้ เรื่องนี้เป็นความเสี่ยงทางการเมืองที่ต้องดูกันต่อไป” นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ

‘คิงส์เกต’ ถอนคำร้องอนุญาโตตุลาการโดยสมัครใจ ยุติข้อพิพาทกับไทยแบบไร้เงื่อนไข ปิดฉากมหากาพย์ 8 ปีเหมืองทองคำอัครา

18 ก.พ. 2569 – นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะทำงานระงับข้อพิพาทฯ เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุม ครม. ได้รับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทยกับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด กรณีเหมืองทองคำอัครา ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ซึ่งถือเป็นข่าวดี เมื่อทั้งสองฝ่าย คือ บริษัท คิงส์เกตฯ และประเทศไทย ได้ตกลงยุติข้อพิพาทลงได้โดยสมัครใจ

“การดำเนินการครั้งนี้ บริษัท คิงส์เกตฯ ได้แจ้งถอนข้อเรียกร้องทั้งหมดต่อคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการได้ออกคำสั่งยุติกระบวนการอย่างเป็นทางการแล้ว ถือเป็นการปิดฉากข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมากว่า 8 ปี นับตั้งแต่มีการนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการในปี 2560 โดยที่ประเทศไทยไม่ต้องเสียค่าชดเชยใด ๆ ตามข้อเรียกร้องของคิงส์เกตฯ” นายณัฐพล กล่าว

.

ทั้งนี้ คณะทำงานฯ ได้กำหนดแนวทางในการต่อสู้คดีอย่างเป็นระบบ มีการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและที่ปรึกษากฎหมายอย่างใกล้ชิดเพื่อแสดงจุดยืนที่เข้มแข็งของไทย เราใช้ยุทธวิธีคู่ขนาน คือการเตรียมพร้อมต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการจนถึงที่สุด ควบคู่ไปกับการเจรจาฉันมิตรโดยยึดหลักกฎหมาย แต่ ‘ต้องไม่มีเงื่อนไขที่สร้างภาระให้กับประเทศไทย’ ส่งผลให้สามารถบรรลุการยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจในที่สุด

ขณะที่ นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่(กพร.) กล่าวว่า การรายงานผลในที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2569 นั้น เป็นเครื่องยืนยันว่าข้อพิพาทดังกล่าวได้สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ตามกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ สอดคล้องกับแนวทางที่ภาครัฐได้กำกับดูแลและแก้ไขปัญหาโดยคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญมาโดยตลอด

'ดร.อธิป' ถอดรหัส 'อปริหานิยธรรม 7' ชี้ไม่ใช่แค่ธรรมะที่เก็บไว้บนหิ้ง แต่คือทางรอดองค์กรที่ผู้นำยุคปัจจุบันต้องเรียนรู้ เชื่อ 'ความเข้มแข็งภายใน' ชนะทุกสงคราม

‘ดร.อธิป’ ถอดรหัส "อปริหานิยธรรม 7" หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า สู่ทางรอดองค์กรยุคใหม่ ชี้ชัด "ความเข้มแข็งภายใน" สามารถชนะทุกสงคราม

(17 กุมภาพันธ์ 2569) – ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและการแข่งขันที่รุนแรง การบริหารจัดการองค์กรหรือแม้แต่การปกครองบ้านเมือง จำเป็นต้องอาศัยหลักการที่มั่นคงและยั่งยืน ดร.อธิป อัศวานันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล ได้นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจผ่านคลิปวิดีโอใน TikTok โดยการหยิบยกหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่อง "อปริหานิยธรรม 7" มาปัดฝุ่นและตีความใหม่ในบริบทของโลกปัจจุบัน ชี้ให้เห็นว่า หลักธรรมที่มีอายุกว่า 2,500 ปีนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องราวในตำรา แต่คือ "พิมพ์เขียว" ของการสร้างความเข้มแข็งที่จับต้องได้จริง

ดร.อธิป เริ่มต้นด้วยการพาผู้ฟังย้อนกลับไปสู่พุทธกาล ในเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกไว้ใน "มหาปรินิพพานสูตร" เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูแห่งแคว้นมคธ ผู้ทรงอำนาจ หมายจะกรีธาทัพเข้าบดขยี้แคว้นวัชชี จึงส่งวัสสการพราหมณ์ไปทูลถามพระพุทธเจ้าถึงความเป็นไปได้ในการศึกครั้งนี้ พระพุทธเจ้ามิได้ทรงตอบรับหรือปฏิเสธโดยตรง แต่ทรงเลือกที่จะสนทนากับพระอานนท์ถึงวิถีปฏิบัติของชาววัชชีแทน โดยตรัสถามถึงหลัก 7 ประการที่ชาววัชชียึดถือปฏิบัติ ซึ่งประกอบด้วย:
1. การหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
2. การพร้อมเพรียงกันประชุมและเลิกประชุม รวมถึงพร้อมเพรียงกันทำกิจที่พึงทำ
3. การไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ได้บัญญัติไว้ และไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว (ยึดมั่นในกฎกติกา)
4. การเคารพและรับฟังผู้ใหญ่ผู้มีประสบการณ์
5. การคุ้มครองสตรี มิให้ถูกข่มเหงรังแก
6. การเคารพสักการะปูชนียสถานและสัญลักษณ์ร่วมของบ้านเมือง
7. การให้ความคุ้มครองแก่พระอรหันต์และผู้ทรงศีล

พระพุทธเจ้าทรงสรุปไว้อย่างทรงพลังว่า "ตราบใดที่ชาววัชชียังปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้ ความเจริญย่อมเป็นสิ่งที่คาดหมายได้ และความเสื่อมย่อมเป็นสิ่งที่คาดหมายไม่ได้" ซึ่งแม้แต่วัสสการพราหมณ์เอง เมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ยังยอมรับว่า หากแคว้นวัชชียังดำรงธรรมเหล่านี้ไว้ แม้เพียงข้อเดียวก็มิอาจเอาชนะด้วยการรบได้ ต้องใช้อุบายยุยงให้แตกสามัคคีภายในเท่านั้นถึงจะสำเร็จ

จากเรื่องราวในอดีต ดร.อธิป ได้เชื่อมโยงมาสู่ปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นว่า "ความพ่ายแพ้" ของประเทศหรือองค์กรส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากศัตรูภายนอกที่เก่งกาจกว่า แต่เกิดจาก "สนิมเกิดแต่เนื้อในตน" หรือความอ่อนแอภายใน ไม่ว่าจะเป็นการเลิกประชุมปรึกษาหารือ การไม่รับฟังความเห็นต่าง หรือการละเมิดกติกาที่วางไว้ เพื่อป้องกันความเสื่อมเหล่านี้ ดร.อธิป ได้ถอดบทเรียนออกมาเป็น 4 หลักปฏิบัติง่ายๆ สำหรับผู้นำและองค์กรยุคใหม่ เพื่อสร้าง "ภูมิคุ้มกันความเสื่อม" และขจัดวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นพิษ (Toxic Culture):

• ประชุมให้เป็นงาน: การประชุมต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่เพียงพิธีกรรม ต้องมีการเตรียมข้อมูล มีข้อสรุปที่ชัดเจน และมีการติดตามผลอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนงาน ไม่ใช่ปล่อยให้ความเงียบสร้างความเข้าใจผิด
• ทำกติกาให้มีศักดิ์ศรี: ยึดมั่นในหลักนิติธรรม (Rule of Law) กติกาต้องโปร่งใส ยุติธรรม และบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่มีการเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของผู้มีอำนาจ
• สร้างความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety): สร้างสภาพแวดล้อมที่คนในองค์กรกล้าพูดความจริง กล้าเสนอแนะ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตำหนิหรือคุกคาม เพื่อให้เกิดการระดมสมองและความร่วมมืออย่างแท้จริง
• ปกป้องผู้ยึดมั่นในจริยธรรม: ต้องมีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง และให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่กล้าออกมาเปิดโปงความไม่ถูกต้อง หรือผู้ที่ยืนหยัดในความดี เพื่อไม่ให้คนดีท้อถอยและระบบถูกครอบงำโดยผู้มีอิทธิพล

ดร.อธิป ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า หากเราสามารถนำหลัก "อปริหานิยธรรม 7" มาประยุกต์ใช้ได้จริง มันจะไม่ใช่แค่ธรรมะบนหิ้งบูชา แต่จะเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด ที่จะพาองค์กรและสังคมก้าวข้ามทุกวิกฤตไปสู่ความเจริญอย่างยั่งยืนได้

‘ไมเดีย’ ชูไทยฐานผลิตใหญ่ที่สุดนอกประเทศจีน ทุ่มลงทุนต่อเนื่องในไทยกว่า 25,000 ล้านบาท จ้างงานกว่า 15,000 คน ใช้ชิ้นส่วนไทย 60-70%

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการเข้าเยี่ยมชมโรงงาน 2 แห่งของกลุ่มไมเดีย (Midea) ได้แก่ บริษัท ไมเดีย รีฟริเจอเรชั่น อีควิปเมนท์ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศในนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง จังหวัดชลบุรี และบริษัท ไมเดีย อินเทลลิเจนท์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้ผลิตตู้เย็นในนิคมอุตสาหกรรมซีพีจีซี จังหวัดระยอง ว่า กลุ่มไมเดีย ได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยตั้งแต่ ปี 2559 โดยในระยะแรก เป็นการควบรวมกิจการของกลุ่มบริษัท โตชิบา และตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ได้เดินหน้าลงทุนในไทยอย่างเต็มที่ภายใต้ชื่อกลุ่มไมเดีย ปัจจุบันมีโรงงาน 8 แห่ง ครอบคลุมการผลิตเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว เพื่อการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลางและเอเชีย เม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 25,000 ล้านบาท จ้างงานบุคลากรไทยกว่า 15,000 คน และมีทีมวิจัยและพัฒนากว่า 200 คน   โดยกิจการในไทย ถือเป็นฐานการผลิตใหญ่ที่สุดนอกประเทศจีน และเป็นฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใหญ่ที่สุดในโลกของกลุ่มไมเดีย สะท้อนความเชื่อมั่นของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกต่อความพร้อมและศักยภาพของประเทศไทย โดยบริษัทมีแผนขยายการลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในไทยอีกในอนาคตอันใกล้นี้

กลุ่มไมเดีย เป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีและการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยได้รับการคัดเลือกให้เป็น No.1 Smart Home Appliances Brand in the World จากสถาบัน Euromonitor International และได้รับรางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยม 2025 สำหรับเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่จาก Time Magazine โดยที่ผ่านมา ไมเดียได้ขยายการลงทุนและยกระดับฐานการผลิตในประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีทันสมัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็น Smart Factory โดยโรงงานที่จังหวัดชลบุรี เป็นโรงงานแห่งแรกนอกจีนที่ได้รับรางวัล Global Lighthouse Network โดย World Economic Forum (WEF) เป็น 1 ใน 12 โรงงานอัจฉริยะล้ำสมัยที่สุดในโลกประจำปี 2025 สะท้อนศักยภาพการประยุกต์ใช้ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง เพื่อควบคุมเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ รวมถึงด้านความปลอดภัยและการพัฒนาบุคลากร เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต  เชื่อมโยงซัพพลายเชนอย่างไร้รอยต่อ ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน 

รมช.อุตฯ ลุย “บ่อขยะหนามแดง” สั่งแก้ปัญหากลิ่น-ทำให้ถูกต้อง ขีดเส้น 30 วัน ลั่นกลับมาตรวจซ้ำ เพื่อชาวบ้าน

จังหวัดฉะเชิงเทรา – จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะ ประกอบด้วย นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายพีรวัส สมวงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายธีรทัศน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมกับ นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา นายปรัตรวีร์ วิจบ นายอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา นางสาวศิริลักษณ์ วิศวรุ่งโรจน์ อุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบ “บ่อขยะชุมชนหนามแดง” ตั้งอยู่ หมู่ที่ 5 ตำบลหนามแดง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งดำเนินงานโดย บริษัท ตันหนึง อินเตอร์ไพรส์ จำกัด ภายหลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนกรณีส่งกลิ่นเหม็นและมีน้ำเสียไหลลงลำรางสาธารณะ

จ่าเอก ยศสิงห์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเร่งแก้ไขปัญหาโดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยได้กำชับให้ผู้ประกอบการดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะปัญหากลิ่นจากขยะชุมชนที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชน ซึ่งผู้ประกอบการให้ความร่วมมือในการปรับปรุง เช่น การฉีดพ่นน้ำยา EM เพื่อลดกลิ่น วันละ 2 ครั้ง การกำหนดเวลาทิ้งขยะเฉพาะช่วงเวลากลางคืน การก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียและระบบบำบัดอากาศซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2569 รวมถึงกำชับให้รถขนส่งขยะคลุมผ้าใบอย่างมิดชิด

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า บริษัทดังกล่าวมีการประกอบกิจการ 2 ส่วน คือ บ่อขยะ เนื้อที่กว่า 70 ไร่  ซึ่งรับขยะชุมชนมาจัดการ และโรงงานคัดแยกสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช่แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย เนื้อที่กว่า 5 ไร่ โดยพบว่า มีการดำเนินการในส่วนขยะชุมชน  แต่ไม่มีการประกอบกิจการโรงงานคัดแยกวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย ตามใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน และพบเครื่องจักรคัดแยกขยะมูลฝอย ติดตั้งภายในบริเวณโรงงาน  จำนวน 2 เครื่อง ซึ่งไม่อยู่ในรายการเครื่องจักรที่ได้รับอนุญาต

บางจาก ทุ่ม 270 ล้านดอลล์เข้าซื้อหุ้น Chevron Hong Kong รุกขยายฐานธุรกิจในฮ่องกง

บมจ.บางจากคอร์ปอเรชั่น [BCP] เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติเข้าทำรายการ และบริษัทได้ลงนามในสัญาซื้อขายหุ้นกับ Chevron Companies (Greater China) Limited (CCGC) เพื่อเข้าซื้อหุ้นใน Cheveon Hong Kong Limited (CHK) จำนวน 60,000 หุ้น (คิดเป็น 100% ของหุ้นทั้งหมด) โดยได้เข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้นกับผู้ขายเมื่อวันที่ 13 ก.พ.69 โดยได้ตกลงซื้อขายหุ้นเบื้องต้นเป็นจำนวน 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ราคาซื้อขายหุ้นที่ซื้อขายสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและการปรับราคาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายหุ้น บริษัทจะชำระราคาเป็นเงินสด โดยบริษัทมีแผนที่จะใช้วงเงินสินเชื่อ

การเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้สะท้อนถึงการขยายฐานธุรกิจของบางจากฯ สู่ตลาดต่างประเทศช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว และยกระดับความน่าเชื่อถือของบางจากฯในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การลงทุนดังกล่าวสนับสนุนการขยายธุรกิจพลังงานของประเทศไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศเพื่อประโยชน์ของบริษัท และผู้ถือหุ้นของบริษัท พร้อมทั้งช่วยสร้างความพร้อมด้านตลาดสำหรับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารการใช้กำลังการกลั่นของบริษัทบางจากในระยะยาว ตลอดจนสร้างโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ให้แก่บริษัทในกลุ่มบริษัทบางจากจากปัจจัยสนับสนุนต่างๆ

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ BCP ระบุว่า นับเป็นก้าวสำคัญของ บางจากฯ ในการขยายธุรกิจพลังงานไทยสู่ตลาดต่างประเทศและการเตรียมความพร้อมด้านตลาดสำหรับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารกำลังการกลั่นของกลุ่มบริษัทบางจากในระยะยาว

“การเข้าซื้อกิจการ CHK ไม่เพียงเป็นการขยายธุรกิจของบางจากฯ สู่ตลาดต่างประเทศ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการเดินหน้านำธุรกิจพลังงานไทยไปสร้างความเชื่อมั่นในระดับภูมิภาค เรามุ่งมั่นยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน และพร้อมก้าวสู่อนาคตด้านพลังงานภายใต้ทิศทางที่ชัดเจน โดยฮ่องกงเป็นเขตเศรษฐกิจเสรีที่พัฒนาแล้ว มีกรอบกฎหมายและกติกาการค้าปลีกเสรีที่ใกล้เคียงตลาดแข่งขันสมบูรณ์ อีกทั้งมีอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศอยู่ในระดับสูง (อันดับเครดิตของประเทศอยู่ที่ AA+) สะท้อนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และระบบกำกับดูแลภายใต้กรอบกฎหมายที่เข้มแข็ง และเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการเดินเรือที่สำคัญของเอเชีย จึงเหมาะกับการเข้าทำธุรกรรม”นายชัยวัฒน์ กล่าว

CHK ประกอบธุรกิจพลังงานที่หลากหลาย ได้แก่ ธุรกิจน้ำมันค้าปลีก ธุรกิจน้ำมันภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจน้ำมันเรือเดินสมุทร พร้อมคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือระดับมาตรฐานสากล นอกจากนี้ CHK ยังเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการสถานีบริการหลักของตลาดน้ำมันฮ่องกง โดยมีสถานีบริการ 31 แห่ง กระจายครอบคลุมพื้นที่เขตเมืองและชานเมือง ซึ่งภายหลังการเข้าซื้อกิจการ บางจากฯ จะยังคงดำเนินการสถานีบริการภายใต้แบรนด์ Caltex ภายใต้สัญญาเครื่องหมายการค้าระหว่าง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top