Friday, 5 June 2026
ECONBIZ NEWS

‘ตรีนุช’ เปิดระบบ e-WorkPermit ตลอด 24 ชม. ยื่นขออนุญาตแรงงานต่างด้าวออนไลน์ เริ่ม 13 ต.ค. นี้

‘ตรีนุช’ เปิดตัวระบบ “e-WorkPermit” ลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวออนไลน์ ให้บริการ 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ เริ่ม 13 ต.ค. นี้

(7 ต.ค. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานได้พัฒนาระบบการให้บริการอนุญาตทำงานแก่แรงงานต่างด้าวผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ “e-WorkPermit” เพื่อให้บริการแบบออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การยื่นคำขอ ตรวจสอบสถานะ การอนุมัติ จนถึงการรับใบอนุญาตทำงาน โดยไม่จำเป็นต้องติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการยกระดับการให้บริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล ระบบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการจ้างเหมาเอกชนผลิตใบอนุญาตทำงานและให้บริการรับคำขอ และการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว (Outsourcing Service)” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนากระบวนการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้มีความทันสมัย สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ผ่านทางเว็บไซต์ eworkpermit.doe.go.th

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน ได้เปิดศูนย์บริการใบอนุญาตทำงานจำนวน 54 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับระบบใหม่ ประกอบด้วย ศูนย์บริการใบอนุญาตทำงานคนต่างด้าว จำนวน 40 แห่งศูนย์แรกรับเข้าทำงานและสิ้นสุดการจ้าง จำนวน 5 แห่ง หน่วยบริการเคลื่อนที่ จำนวน 8 หน่วย ศูนย์กำกับและควบคุมการปฏิบัติงาน จำนวน 1 แห่ง

ด้านนายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนผ่านการให้บริการด้านแรงงานต่างด้าวไปสู่ระบบดิจิทัลแบบครบวงจร โดยภาครัฐทำหน้าที่กำกับดูแลกฎระเบียบ ส่วนภาคเอกชนผู้รับจ้างจะรับผิดชอบในการให้บริการและดำเนินการทุกขั้นตอนภายใต้กรอบที่กำหนด ระบบ e-WorkPermit จะช่วยลดการใช้เอกสาร ลดขั้นตอน ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ใช้บริการ เพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน รวมถึงการสร้างฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าวแบบบูรณาการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ร่วมกันได้ 

โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน ได้แก่ เริ่มจากการลงทะเบียนเข้าใช้งานระบบ ยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานและการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวผ่านช่องทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เมื่อยื่นคำขอและชำระค่ายื่นคำขอแล้ว สามารถรอการตรวจสอบเอกสาร และจะได้รับแจ้งผลการพิจารณาผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ E-mail, SMS และ Line OA เมื่อได้รับผลการอนุญาตทำงาน ก็สามารถชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และทำการนัดหมายออนไลน์เพื่อเลือกศูนย์บริการ วันและเวลาที่สะดวกในการเข้ารับบริการ จากนั้นเดินทางไปที่ศูนย์บริการใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวที่เลือกไว้ เพื่อรับใบอนุญาตทำงานที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองความถูกต้องด้วยเทคโนโลยีการพิสูจน์ตัวตน อาทิ การสแกนใบหน้า ม่านตา และลายนิ้วมือ เพื่อความปลอดภัยและแม่นยำของข้อมูล ทั้งนี้ บริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ (บนจ.) สามารถลงทะเบียนในระบบ เพื่อเข้าใช้งานจัดเก็บโปรไฟล์และยืนยันตัวตนได้ในวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ส่วนคนต่างด้าวและนายจ้างสามารถลงทะเบียนการใช้งานระบบ และยื่นคำขอใบอนุญาตทำงานได้พร้อมกัน ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป 

นายจ้างและสถานประกอบการที่สนใจ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ eworkpermit.doe.go.th, Facebook DOE e-WorkPermit หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694

ย้อนรอย 10 ปีผลงาน ‘2 ผู้ว่าฯ ธปท.’ ในยุครัฐบาลลุงตู่ บริหาร!! ทองคำในทุนสำรองฯ ทะลุ 9 แสนล้าน!!

(5 ต.ค. 68) นายสันติสุข มะโรงศรี ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

ปัจจุบัน ประเทศไทยเรา มีทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ

ล่าสุด มูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านบาท

การบริหารจัดการทุนสำรองฯ เป็นอำนาจหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยครับ
แต่ก่อนจะมาถึงตรงนี้…

ต.ค.ปี 2558 เรามีทองคำอยู่ในทุนสำรองฯ มูลค่า 190,000 ล้านบาท

27 ก.ค. 2558 ครม. นายกฯลุงตู่ เห็นชอบ ดร.วิรไท สันติประภพ เป็นผู้ว่าการ ธปท. ตามที่คณะกรรมการสรรหาฯ ที่มีนายอำพน กิตติอำพน เป็นประธานฯ (ปัจจุบันเป็นองคมนตรี) รมว. คลัง คุณสมหมาย ภาษี เสนอเข้า ครม. ลุงตู่ เห็นชอบ ดร.วิรไท พ้นตำแหน่ง ผู้ว่าการ ธปท. ต.ค. 2563 (เป็นคณะที่ปรึกษาของนายกฯลุงตู่)

วันนั้น ต.ค. 2563 เรามีทองคำในทุนสำรองฯ 154 ตัน คิดเป็นมูลค่า 289,000 ล้านบาท

ต่อมา …

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ (เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกฯ ลุงตู่) เข้ามาเป็นผู้ว่าการ ธปท. ผ่านการสรรหาของคณะกรรมการฯ ชุดที่มีอดีตปลัดคลัง รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ เป็นประธาน เสนอชื่อเข้า ครม. โดย รมช. คลัง นายสันติ พร้อมพัฒน์ ครม.ลุงตู่เห็นชอบ เมื่อ 28 ก.ค. 63

ล่าสุด ดร.เศรษฐพุฒิ พ้นตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ต.ค. 2568 ต.ค. 2568 ประเทศไทยเรามีทองคำในทุนสำรองฯ ประมาณ 244 ตัน มูลค่ากว่า 914,050 ล้านบาท

ขอบคุณคนทำงานจริง และขอบคุณคนที่เอื้อให้สามารถทำงานได้สำเร็จ ท่ามกลางคลื่นลมมรสุมรุมถล่มขณะนั้น

‘ตรีนุช’ เปิดเกมรุกยกระดับแรงงานไทยทั้งระบบ สู้วิกฤตขาดแคลน – เร่งพัฒนาทักษะ – เสริมสวัสดิการครอบคลุม

‘ตรีนุช’ มอบนโยบายแรงงาน ย้ำโปร่งใส เน้นแก้แรงงานขาดแคลน-ยกระดับสิทธิแรงงาน-พัฒนาทักษะดิจิทัล

(2 ต.ค. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบนโยบายขับเคลื่อนภารกิจงานกระทรวงแรงงานให้แก่คณะผู้บริหารและบุคลากรกระทรวงแรงงาน เพื่อกำหนดเป้าหมายในการเร่งแก้ไขปัญหาแรงงานที่เร่งด่วนและสำคัญ เช่น ปัญหาขาดแคลนแรงงาน, การเร่งพัฒนาทักษะ Upskill และ Reskill ให้แรงงานไทย และการส่งเสริมสวัสดิการแรงงาน โดยมุ่งเป้าเดินหน้านโยบายแรงงานให้สอดรับกับความท้าทายทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมย้ำหลักการทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานทุกกลุ่ม ณ อาคารกระทรวงแรงงาน กรุงเทพฯ

นางสาวตรีนุช เทียนทอง กล่าวว่า ปัญหาสำคัญที่กระทรวงแรงงานต้องเร่งแก้ไขคือ การขาดแคลนแรงงานในภาคธุรกิจที่เป็นผลกระทบมาจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยจะเร่งดำเนินการทำบันทึกความเข้าใจ (MoU) ในการจ้างแรงงานสัญชาติอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ศรีลังกา รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยจากการสู้รบในเมียนมาสามารถเข้ามาเป็นแรงงานทดแทนที่ทำงานได้ชั่วคราว ซึ่งได้ดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ตลอดจนการเร่งรัดการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อป้องกันปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย

อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ การพัฒนาทักษะ Upskill และ Reskill ให้แรงงานไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล โดยจะบูรณาการร่วมกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างทักษะใหม่ เช่น ภาษาและปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมเดินหน้าโครงการ “1 ตำบล 1 ช่างอเนกประสงค์” ที่มุ่งสร้างแรงงานแบบ Multi Skills และสนับสนุนเครื่องมือทำกินหลังการฝึกอบรม รวมถึงการจัดอบรมอาชีพให้นักศึกษาช่วงปิดภาคเรียนเพื่อรองรับนโยบายส่งเสริมการจ้างงาน

ในส่วนของสวัสดิการแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน โดยจะปรับแก้กฎกระทรวงเพื่อให้แรงงานได้รับสิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย เช่น การสู้รบบริเวณชายแดน และยกระดับสิทธิประโยชน์ประกันสังคมสำหรับแรงงานนอกระบบตามมาตรา 40 เช่น เพิ่มเงินทดแทนกรณีทุพพลภาพจาก 1,000 บาทเป็น 3,000 บาทต่อเดือน, เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรจาก 200 บาทเป็น 300 บาทต่อคน และปรับค่าทดแทนการขาดรายได้รักษาพยาบาลจาก 50 บาทเป็น 200 บาทต่อครั้ง ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นการยกระดับความมั่นคงและคุณภาพชีวิตให้แก่แรงงานนอกระบบเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมุ่งขยายโอกาสให้แรงงานไทยมีงานทำในต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องขับเคลื่อนนโยบายขยายตลาดแรงงานเชิงรุก โดยใช้กลไกทูตแรงงานใน 12 ประเทศที่มีศักยภาพในการจ้างงาน เพื่อเพิ่มการจ้างงานและดูแลสิทธิประโยชน์แรงงานไทยในต่างแดน รวมทั้งการเดินหน้าพัฒนาระบบบริหารจัดการแรงงานด้วยเทคโนโลยี ผ่านการจัดทำฐานข้อมูลแรงงานแห่งชาติและ Thai National Resume เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลแรงงานทั้งระบบให้อยู่ในการดูแลของกระทรวงแรงงาน ตลอดจนการนำร่อง Sandbox One Stop Service ในพื้นที่ศักยภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่แรงงานและผู้ประกอบการให้ได้รับบริการแบบครบวงจรในที่เดียว

นางสาวตรีนุช กล่าวทิ้งท้ายว่า “นโยบายเหล่านี้มีเป้าหมาย เพื่อแก้ไขจัดการปัญหาเร่งด่วนที่กำลังเกิดขึ้นและการวางรากฐานในระยะยาว ทั้งด้านการจัดการแรงงานต่างด้าว การพัฒนาทักษะ การเสริมสวัสดิการ การเปิดตลาดแรงงานต่างประเทศ และการใช้เทคโนโลยีมาขับเคลื่อนระบบแรงงานไทยให้มีความมั่นคง แข่งขันได้ และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต โดยภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงแรงงานนี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายหลักคือการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับแรงงานทุกกลุ่ม”

‘เคทีซี’ แนะคนไทยทำ 3 ขั้นตอน “อ–อ–ม” สร้างร่มฉุกเฉินก่อนพายุการเงินจะมาเยือน

(1 ต.ค. 68) 62% ของคนไทยมีเงินสำรองใช้ไม่ถึง 3 เดือน แล้วถ้าวันพรุ่งนี้เกิดเหตุฉุกเฉินเช่น เข้าโรงพยาบาลกะทันหัน รถเสียกลางทาง หรือรายได้สะดุด ทุกคนพร้อมที่จะกาง “ร่มกันฝนทางการเงิน” จากที่ไหน
เพราะพายุการเงินไม่เคยบอกล่วงหน้า และฝนตกหนักครั้งนี้อาจทำให้ชีวิตสั่นคลอนได้

ฤดูกาลไม่ได้เปลี่ยนเพียงท้องฟ้า แต่ยังเปลี่ยนพฤติกรรมการเงินของผู้คนไปพร้อมกัน ในภาษาอังกฤษมีสำนวน “saving for a rainy day” หมายถึงการเตรียมเงินไว้ใช้ในยามลำบาก ไม่ใช่แค่วันที่ฝนตกจริง ๆ ดังนั้นทุกคนควรต้องมี Rainy-day Fund หรือเงินสำรองฉุกเฉิน เพื่อเป็นร่มกันฝนทางการเงินไว้ปกป้องในวันที่ชีวิตไม่เป็นใจ

ผลสำรวจระหว่างปี พ.ศ. 2563–2565 โดยธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า แม้คนไทยมีเงินออมเพิ่มขึ้นเป็น 74.7% จาก 72.0% ในปี 2561 แต่มีเพียง 38% เท่านั้นที่มีเงินสำรองเพียงพอเกิน 3 เดือน สะท้อนว่าคนไทยแม้ออมเงิน แต่ยังไม่พร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินจริงๆ เคทีซีจึงได้รวบรวม 3 ขั้นตอน “อ–อ–ม” เพื่อเริ่มต้นสร้างร่มคุ้มกันทางการเงิน ที่จะช่วยให้ชีวิตมั่นใจได้แม้ในวันที่ฝนตกหนักที่สุด
1. อ – ออมก่อนใช้ 
ทุกครั้งที่มีรายได้เข้ามา ควรหักออก 5–10% เพื่อเก็บทันที เสมือนเป็นค่าใช้จ่ายประจำของตัวเอง หรือใช้หลักการ 50/30/20 ได้แก่ 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% สำหรับไลฟ์สไตล์ และ 20% สำหรับออมและลงทุน โดยให้เงินสำรองฉุกเฉินเป็นหนึ่งในส่วนนั้น 
2. อ – อยู่ในที่ปลอดภัย 
เงินสำรองไม่ควรถูกนำไปลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แต่ควรฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง หรือกองทุนตลาดเงินที่ปลอดภัย เพื่อให้เงินก้อนนี้งอกเงยเล็กน้อย แต่ยังสามารถถอนมาใช้ได้ทันทีเมื่อจำเป็น 
3. ม – มีวินัยสม่ำเสมอ 

การเก็บเงินเพียงวันละ 50–100 บาท เมื่อสะสมอย่างต่อเนื่องจะกลายเป็นก้อนใหญ่ในอนาคต แต่ควรทบทวนจำนวนเงินที่เก็บอย่างน้อยปีละครั้ง โดยปรับตามรายได้และค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้เก็บเงินได้อย่างเหมาะสมกับรายรับ

เมื่อฝนตกเราอาจยืมร่มจากคนอื่นได้ แต่เมื่อการเงินสะดุด ไม่มีใครช่วยเราได้เท่ากับตัวเอง Rainy-day Fund ไม่ใช่แค่การออม แต่คือหลักประกันชีวิตที่คุณสร้างเองได้ตั้งแต่วันนี้ คำถามคือ…คุณจะรอให้ฝนตกก่อนค่อยหาที่กางร่ม หรือจะเริ่มสร้างร่มของคุณตั้งแต่ตอนนี้?

‘อริณชย์ ทองแตง’ แชร์โมเดลอนุรักษ์บนเวที ‘TCAC 2025’ พร้อมเดินหน้าแนวคิด Carbon Credit รับมือกับวิกฤติโลกเดือด

ประชุม TCAC 2025 ครั้งที่ 4 ‘อริณชย์ ทองแตง’ หรือน้องอิน เยาวชนนักอนุรักษ์ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม 'Below the Tides' เผยผลสำเร็จองค์กร ระดมทุนกว่า 1.2 ล้านบาท พร้อมเสนอแนวคิด Carbon Credit รับมือกับวิกฤติการณ์โลกเดือด

(1 ต.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 4 (Thailand Climate Action Conference: TCAC 2025) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร วันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมาได้มีการจัดเวทีเสวนา “Youth Message from Local to Global พลังเยาวชน กู้โลกเดือด” เป็นการเสวนาอภิปรายแลกเปลี่ยนแนวคิดของเยาวชน เพื่อนำเสนอรวบรวม Key Message หรือข้อเสนอเชิงนโยบาย ข้อเสนอที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์โลกเดือดสู่เวทีประชาคมโลกในเวทีการประชุม COP30 ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ต่อไป

ภายในงานมีนักศึกษามหาวิทยาลัยจากเครือข่าย CCE CHILDREN & YOUTH เข้าร่วมงาน และหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนสำคัญ 4 คนที่ขึ้นเวที คือ นายอริณชย์ หรือน้องอิน ทองแตง เยาวชนผู้ก่อตั้งองค์กร Below the Tides โดยนายอริณชย์ ได้นำเสนอการขับเคลื่อน Youth Climate Action สู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน โดยเผยว่า องค์กร Below the Tides ทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อรับมือกับวิกฤติการณ์โลกเดือด ทั้งด้านการระดมทุน การอนุรักษ์ การสร้างความรู้ และกิจกรรมจิตอาสา

นายอริณชย์ เผยว่า ที่ผ่านมามีการระดมทุนไปแล้วกว่า 1.2 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนงานอนุรักษ์ที่สำคัญ อาทิ โครงการอิ่มท้องน้องเต่า 660,000 บาท เพิ่มอัตรารอดชีวิตของลูก เต่าทะเล จาก 0.1% เป็นกว่า 70% โครงการปะ ปลา ยูน หญ้า 300,000 บาท เพื่อฟื้นฟูปะการังที่ เกาะหมาก และ โครงการอยู่ยงคงพะยูน 280,000 บาท สำหรับการอนุรักษ์ พะยูน ในน่านน้ำไทย นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรมภาคสนาม เช่น ปลูกต้นกล้าชายเลนกว่า 2,100 ต้น และโครงการ Magic Big Blue ที่ใช้การเรียนออนไลน์เข้าถึงเด็ก 1,590 คน ใน 210 โรงเรียน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องมหาสมุทรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อีกทั้ง นายอริณชย์ ได้ส่ง Key Message ว่า “While oceans suffer, people suffer.” และเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้และสนับสนุนเยาวชนในเชิงโครงสร้าง ได้แก่ One Child, One Tree: ผลักดันให้ทุกเยาวชนปลูกและดูแลต้นไม้คนละหนึ่งต้น Carbon Credit Aggregator รวมพื้นที่ขนาดเล็กจากโรงเรียนและชุมชนเข้าสู่โครงการที่สามารถขึ้นทะเบียน คาร์บอนเครดิต ได้ และสนับสนุนกองทุนขนาดเล็ก (Micro-grant) เพื่อลดอุปสรรคและค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นโครงการเยาวชน และYouth Carbon Wallet: พัฒนาแพลตฟอร์มให้เยาวชนเห็นคุณค่าของต้นไม้ในรูปของ CO₂ ที่กักเก็บและคาร์บอนเครดิตที่สร้างได้

“หากสามารถลดอุปสรรคและรวมพลังเยาวชนได้ ต้นไม้หนึ่งต้นของแต่ละคนจะรวมกันกลายเป็นป่าแห่งการเปลี่ยนแปลง และสร้างผลลัพธ์ทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) การปรับตัว (Adaptation) และการศึกษา (Education & Awareness) อย่างแท้จริง” นายอริณชย์ กล่าวย้ำ

‘เครือข่ายจัดการความรู้ประเทศไทย’ เปิดเวทีระดมสมอง 21 ต.ค. นี้ เวทีแห่งการเรียนรู้ พร้อมเติมอาวุธพลิกเกมองค์กรไทยฝ่าวิกฤตโลก

(1 ต.ค. 68) เครือข่ายจัดการความรู้ประเทศไทย ระดมพลังทุกภาคส่วน จัด Thailand KM Network Forum 2025 พลิกเกมองค์กรไทยฝ่าวิกฤตโลก 21 ต.ค. นี้ ที่ กระทรวง อว. ลงทะเบียนร่วมงานฟรี “ดร.ทวารัฐ” ชี้องค์กรที่ขาดการจัดการความรู้ ต่อไปจะอยู่ยาก

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ OKMD ถ.วิภาวดีรังสิต - เครือข่ายจัดการความรู้ประเทศไทย (The Thailand Knowledge Management Network : TKMN) โดย สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD, สถาบันที่ปรึกษาด้านการจัดการความรู้และนวัตกรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (IKI-SEA), ทริส คอร์ปอเรชั่น (TRIS) และสถาบันคลังสมองของชาติ (KNIT) แถลงข่าวเตรียมจัดการงาน Thailand KM Network Forum 2025 ในวันอังคารที่ 21 ตุลาคม 2568  เวลา 8.30 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถ.ศรีอยุธยา ภายในงานจะมีการปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “The New Global Order Unveiled Trends, Transformations and Leaderships” โดย ศ.(พิเศษ) ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า การบริหารจัดการความรู้และการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต จะช่วยยกระดับศักยภาพในการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ผ่านการเพิ่มอำนาจ (Empower) และการมีส่วนร่วมของประชาชน (Engagement)  ในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติไปในทิศทางที่เขาต้องการ ด้วยการพัฒนาและแก้ปัญหาที่มีคนและองค์ความรู้เป็นศูนย์กลาง สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยกลไกความร่วมมือของทุกภาคส่วนและการสร้างประชาชนที่มีความยืดหยุ่น (Rescilience) ที่สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของโลกให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้หากองค์กรใดไม่มีการจัดการองค์ความรู้ ต่อไปก็จะอยู่ไม่ได้

“การจัดงาน Thailand KM Network Forum 2025 ครั้งนี้ จึงเป็นเวทีแห่งความก้าวหน้าของการจัดการความรู้ ที่รวบรวมเครือข่ายนักจัดการความรู้องค์กร จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศ และต่างประเทศมาเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และร่วมสร้างการรับรู้และความสนใจเรื่องการจัดการความรู้ในองค์กร โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ การเสวนา Knowledge Management in Action : Navigating Uncertainty and Crisis “การจัดการความรู้เชิงปฏิบัติ : ขับเคลื่อนองค์กรฝ่าวิกฤตและความไม่แน่นอน ผู้เข้าร่วมประกอบไปด้วย ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD ดร.อัมพร แสงมณี กรรมการผู้จัดการ TRIS รศ.ดร.บวร ปภัสราทร ผู้อำนวยการ KNIT และ ดร.จุลเทพ เสนียวงศ์ ณ อยุธยา อาจารย์และนักวิจัย จาก IKI-SEA มหาวิทยาลัยกรุงเทพ” ดร.ทวารัฐ กล่าว

รศ.ดร.วินเซนต์ ริเบียร์ กรรมการผู้จัดการ IKI-SEA มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยว่า องค์กรในปัจจุบันกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่คาดเดาได้ยากและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง การจะปรับตัวและก้าวต่อไปได้ องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ การเลิกยึดติด และการเรียนรู้ใหม่  โดยการสร้างและบริหารจัดการความรู้อย่างเป็นระบบไม่เพียงแต่เป็นทรัพยากรสำคัญ แต่ยังเป็นความสามารถที่ทุกองค์กรต้องเชี่ยวชาญอย่างยิ่ง ซึ่งงาน Knowledge Management Global Network (KMGN) Forum ที่จะจัดขึ้นในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ จะเป็นเวทีที่ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาร่วมกันแลกเปลี่ยนแนวทางการใช้การจัดการความรู้เพื่อนำพาองค์กรให้ก้าวผ่านความไม่แน่นอนและวิกฤติได้อย่างมั่นคง

รศ.ดร.วินเซนต์ กล่าวด้วยว่า อีกหนึ่งในไฮไลต์ของงานจะเป็นการจำลองสถานการณ์ “เกมการจัดการความรู้” โดยใช้นโยบาย KM รูปแบบใหม่ที่ตั้งเป้าหมายระยะ 3 ปี ทีมผู้จัดการความรู้ (Knowledge Manager) ต้องรวบรวมองค์ความรู้จากพนักงาน 40 คน (แทนด้วยหมากบนกระดาน) ท่ามกลางอุปสรรคมากมาย ทั้งการสูญเสียความรู้ การต่อต้านภายใน และการถูกดึงตัวโดยคู่แข่ง นอกจากนี้ยังมี ไพ่ปฏิบัติการ (Action Cards) กว่า 70 ใบ ที่พลิกเกมได้ทุกเมื่อ บางใบช่วยสนับสนุน KM แต่บางใบกลับสร้างแรงกดดันด้วยภาวะ “สมองไหล” (Brain Drain) คำถามคือ ผู้จัดการความรู้จะพิชิตภารกิจและรักษาทักษะสำคัญที่สุดไว้ได้หรือไม่ กลยุทธ์ใดที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ คือบทเรียนสำคัญที่ผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้สัมผัสจากเกมนี้

“การบริหารจัดการความรู้เชิงระบบไม่เพียงเป็นทรัพยากรสำคัญ แต่ยังเป็นความสามารถที่ทุกองค์กรต้องเชี่ยวชาญอย่างเร่งด่วน งานครั้งนี้จึงถือเป็นเวทีระดับโลกที่ผู้เชี่ยวชาญด้าน KM จะมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อช่วยให้องค์กรก้าวข้ามวิกฤตได้อย่างมั่นคง” รศ.ดร.วินเซนต์ กล่าว

ด้านดร.อัมพร แสงมณี กรรมการผู้จัดการ TRIS  กล่าวว่า เทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงขอบเขตการจัดการความรู้ในระดับฐานของความคิด โดยเปลี่ยนกรอบความรู้ขององค์กรจากที่มีลักษณะชัดเจนตายตัวเป็นกรอบความรู้ที่เป็นบริบทและมีความเป็นพลวัตสูง การเปลี่ยนแปลงการจัดการความรู้อย่างก้าวกระโดดนี้เกิดจากการประสานกันทางความคิดระหว่างมนุษย์และ AI องค์กรยุคใหม่ต้องมีความเป็นเลิศในการแลกเปลี่ยนวิธีคิดระหว่างกัน โดยให้ประสบการณ์ของมนุษย์ชี้นำบริบทแนวลึก AI และให้ AI ช่วยขยายหรือหมุนมุมมองของมนุษย์ เพื่อสร้างสรรค์ความรู้ใหม่เชิงลึกที่ไม่มีฝ่ายใดสามารถทำได้เพียงลำพัง เวที TKMN Forum 2025 ที่กรุงเทพฯ จะเป็นโอกาสให้องค์กรต่าง ๆ ได้เรียนรู้ร่วมกันในการรับมือกับภูมิทัศน์ความรู้ที่เปลี่ยนแปลงนี้ เพื่อผสานระหว่างประสบการณ์จริงกับเทคโนโลยีขั้นสูง ให้เป็นศักยภาพที่ใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ

ขณะที่ รศ.ดร.บวร ปภัสราทร ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมองของชาติ (KNIT) กล่าวว่า ท่ามกลางระเบียบโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความยืดหยุ่นไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่กลายเป็นความ จำเป็น การจัดการความรู้คือคลังความรู้ที่มีชีวิตขององค์กร ที่คอยนำพาให้องค์กรก้าวผ่านความพลิกพลัน และการ เปลี่ยนแปลงนานาประการ เมื่อความรู้มีการสะสม แบ่งปัน และต่อยอด วิกฤตจะกลายเป็นเส้นทางสู่การปรับตัวและ การเติบโต การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์อาจสั่นคลอนสิ่งที่คุ้นเคย แต่ก็เปิดขอบฟ้าใหม่แห่งความเป็นไปได้ ด้วยการ ถักทอภูมิปัญญามนุษย์เข้ากับปัญญาเครื่องจักร การจัดการความรู้จึงแปรเปลี่ยนความพลิกพลันให้เป็นโอกาส และเป็น พลังที่ทำให้องค์กรไม่เพียงทนทานต่อความผันผวน แต่ยังสามารถเติบโตและกำหนดอนาคตของตนเองได้

ดร.อภิชาติ ประเสริฐ รองผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ค้นพบวิธีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับการสื่อสารความรู้ได้ชัดเจน เข้าถึงง่าย และน่าติดตาม เน้นการใช้เครื่องมือที่ทุกคนสามารถใช้งานได้ทันที เช่น ChatGPT และแอปพลิเคชัน บนมือถือ เพื่อสร้างและนำเสนอข้อมูลให้น่าสนใจ เหมาะสม และตรงใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลงตัว 

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน https://forms.gle/a7gFbpJ5r6mNcjE1A หรือ sacn QRcode ด้านล่าง และสอบถามข้อมูลและติดต่อการลงทะเบียนที่ คุณพลอยณิชชา (09 8465 4429) และคุณภูวนัย (06 4596 1565) 

Hot Line กฟผ. กับภารกิจบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า เส้นเลือดใหญ่ของประเทศ ซ่อมสายส่งด้วยนวัตกรรม เน้นความปลอดภัย - ประสิทธิภาพสูง

(1 ต.ค. 68) Hot Line กฟผ. กับภารกิจบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า เส้นเลือดใหญ่ของประเทศ ซ่อมสายส่งด้วยนวัตกรรม เน้นความปลอดภัย - ประสิทธิภาพสูง ระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ สังคม และชีวิตประจำวันของคนไทยทั่วประเทศ พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าจะถูกส่งผ่านสายส่งแรงสูงไปยังศูนย์กลางการใช้ไฟฟ้า และเชื่อมโยงหลายระบบเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายและต่อเนื่อง แน่นอนว่า หากเกิดความเสียหายแม้เพียงจุดเดียวในระบบส่ง อาจนำไปสู่ไฟฟ้าตกหรือดับในวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อครัวเรือน อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ดังนั้น การดูแลรักษาให้ระบบส่งไฟฟ้าอยู่ในสภาพดีและพร้อมใช้งานจึงเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่ง

Hot Line กับภารกิจบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า เพื่อไฟฟ้าที่มั่นคง ภารกิจบำรุงรักษา: งานที่ต้องทำก่อนเกิดปัญหา ทีมงานที่รับภารกิจนี้คือ ทีม Hot Line ช่างไฟฟ้าผู้ชำนาญการในการตรวจสอบและซ่อมบำรุงสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 

เพราะการบำรุงรักษาระบบส่งไฟฟ้าไม่ใช่แค่การซ่อมเมื่อเกิดปัญหา แต่คือการตรวจสอบและดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความเสียหายล่วงหน้า อุปกรณ์ทุกชิ้นในระบบส่งจะมีแผนการตรวจสอบเป็นวาระ เช่น การตรวจสอบประจำปี การตรวจสอบทุก 5 ปี หรือ การตรวจสอบจุดร้อน (Hot Spot) เป็นต้น โดยข้อมูลจากการตรวจสอบจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อให้ระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงมีความมั่นคง ปลอดภัย และพร้อมใช้งานอยู่เสมอ งานของทีม Hot Line ถือเป็นงานที่มีความเสี่ยงสูง ต้องใช้ความชำนาญ และความสามัคคี ในการทำงาน โดยที่ผ่านมาผู้ปฏิบัติงานต้องปีนเสาสูง 24–70 เมตร (เทียบกับตึกสูงประมาณ 8-20 ชั้น) และไต่สายตัวนำออกไปยังจุดซ่อม ซึ่งต้องใช้แรงและความอดทนอย่างมาก

ดังนั้น เพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานของทีม Hot Line ทาง กฟผ. จึงได้มีการพัฒนา “Lineman Lift” นวัตกรรมที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการขึ้นปฏิบัติงานบนเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งสามารถยกคนหรืออุปกรณ์ขึ้นเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงระดับ 70 เมตรได้ภายใน 3 นาที และไปยังจุดที่ต้องดำเนินการได้โดยตรง ควบคุมได้ด้วยรีโมตระยะไกล โดยมีคุณสมบัติเด่น ดังนี้ 

• สามารถรับแรงดึงสูงสุดได้ที่ 400 กิโลกรัม และรับแรงดึงอย่างปลอดภัยโดยไม่เกิดความเสี่ยงได้ที่ 200 กก.
• มี Emergency Switch ตัดการทำงานเมื่อเครื่องขัดข้อง
• โหมด Manual, Auto และ Remote สามารถควบคุมได้ไกลได้ 500 เมตร
• ใช้แบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน (LiFePO4) ซึ่งยากต่อการติดไฟ
• มีจอแสดงผลระดับแบตเตอรี่และสถานการณ์ทำงาน
Lineman Lift นั้นทำให้ทีม Hot Line ลดความเสี่ยงในการปีนเสาและไต่สาย เข้าถึงจุดซ่อมได้ตรงจุด ทำให้ลดเวลาในการทำงาน สามารถลดจำนวนผู้ที่ต้องขึ้นไปปฏิบัติงานบนที่สูง ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ และยังลดต้นทุนเนื่องจากการผลิตขึ้นเองมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศ
อีกทั้ง สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายภารกิจ ไม่ว่าจะเป็น งานเปลี่ยนลูกถ้วย 500 kV ด้วยวิธีไม่ดับกระแสไฟฟ้า งานทำความสะอาดลูกถ้วย 230 kV งานติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่า งานซ่อมสายไฟฟ้า และกังหันลมผลิตไฟฟ้า เป็นต้น

ปัจจุบัน Lineman Lift มีจำนวนรวม 15 เครื่อง ซึ่งได้ขยายผลไปนำใช้งานยังทุกภูมิภาคของประเทศ และยังได้มีการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์กับบริษัทเอกชนในงานซ่อมสายส่งและกังหันลมอีกด้วย
ทั้งนี้ การนำ Lineman Lift มาใช้งาน ไม่เพียงแต่เกิดประโยชน์ต่อทีมบำรุงรักษาระบบส่งไฟฟ้าเท่านั้น แต่ผู้ใช้ไฟฟ้ายังได้ประโยชน์ด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น

1. ลดความเสี่ยงไฟฟ้าดับ: ป้องกันเหตุขัดข้องเฉียบพลัน
2. ไฟฟ้ามีคุณภาพ: ลดไฟตก ไฟกะพริบ
3. รองรับโหลดที่เพิ่มขึ้น: โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนและภาคอุตสาหกรรม
4. สร้างความเชื่อมั่น: ส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าทีม Hot Line คือ จิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งของความมั่นคงทางพลังงาน เพราะภารกิจของทีม Hot Line ไม่ใช่แค่การซ่อมสายไฟ แต่คือการรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าไทยให้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีนวัตกรรมอย่าง Lineman Lift เป็นแรงเสริมที่ช่วยให้ภารกิจนี้ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

‘ไฮเออร์’ ทุ่มหมื่นล้านผุดโรงงานแอร์อัจฉริยะในไทย วางเป้าเฟสแรกผลิต 3 ล้านเครื่องต่อปี เน้นส่งออกกว่า 70%

(30 ก.ย. 68) นาย โจว หยุนเจี้ย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไฮเออร์ กรุ๊ป กล่าวว่า ไฮเออร์ ผู้ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับโลกและแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกติดต่อกัน 16 ปีช้อน ประกาศก้าวสำคัญด้านการลงทุนในประเทศไทย เปิดโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศแห่งใหม่ ณ จังหวัดชลบุรี มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 324,000 ตารางเมตร

ออกแบบภายใต้แนวคิดการผลิตยุคใหม่ ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) และระบบจัดการทันสมัย ตอบรับทั้ง ยุทธศาสตร์ S-Curve และ Thailand 4.0 เพื่อรองรับทั้งตลาดในประเทศและการส่งออก ด้วยกำลังการผลิตกว่า 6 ล้านเครื่องต่อปี

พร้อมยกระดับบทบาทของไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในอาเซียน และต่อยอด ศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก โดยในเฟสแรกจะเริ่มเดินสายการผลิตในเดือนกันยายน พร้อมตั้งเป้า 3 ปี (2568-2570) ผลิตกว่า 12.5 ล้านเครื่อง มูลค่าราว 63,650 ล้านบาท

นาย โจว หยุนเจี้ย กล่าวต่อว่า "ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม New S-Curve ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยมีอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในเสาหลักที่มีศักยภาพสูง

การลงทุนครั้งใหญ่นี้จึงไม่เพียงสะท้อนความเชื่อมั่นของไฮเออร์ที่มีต่อเศรษฐกิจไทย แต่ยังตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ของอาเซียน ที่เชื่อมโยงครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน การผลิต การวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการส่งออกสู่ตลาดโลก

อีกทั้งยังเป็นหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือไทย-จีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปีนี้ ซึ่งสะท้อน ถึงความมั่นใจของนักลงทุนจีนต่อศักยภาพ ความมั่นคง และบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก

โดยการลงทุนในโรงงานแห่งใหม่นี้สอดรับกับยุทธศาสตร์ S-Curve และนโยบาย Thailand 4.0 ด้วยการยกระดับสู่มาตรฐานการผลิตใหม่ ผ่านเทคโนโลยี Smart Manufacturing และระบบจัดการที่ทันสมัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) พร้อมวางแผนการผลิตไว้เป็น 3 เฟสอย่างเป็นระบบ

โดยเฟสแรกจะเริ่มเดินสายการผลิตเครื่องปรับอากาศในเดือนกันยายน 2568 จำนวน 3 ล้านเครื่อง มูลค่าประมาณ 14,700 ล้านบาท ก่อนจะขยายกำลังผลิตเป็น 3.5 ล้านเครื่อง มูลค่า 17,800 ล้านบาทในปี 2569 และแตะระดับสูงสุดที่ 6 ล้านเครื่อง มูลค่าราว 31,150 ล้านบาทภายในปี 2570

ซึ่งจะทำให้โรงงานแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค และมีบทบาทสำคัญในการรองรับความต้องการทั้งในประเทศและการส่งออกไปยังตลาดโลก โดยเราเน้นส่งออกไปต่างประเทศมากกว่า 70%  เช่น ยุโรป อเมริกาเหนือ ตะวันออกกลาง เอเชีย เป็นต้น

Haier มีเป้าหมายชัดเจนที่จะมุ่งสู่การเป็น แบรนด์เครื่องปรับอากาศยอดขายอันดับ 1 ของโลก ด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 13% โดยมีแผนเพิ่มยอดขายในประเทศไทยในปี 2568 ให้ได้ 5,500 ล้านบาทสำหรับเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน และ 1,108 ล้านบาทสำหรับเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์

บริษัทได้ลงทุนสร้าง โรงงานแห่งที่ 2 ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 3 จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นโรงงานที่มุ่งเน้นการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างงานในท้องถิ่นกว่า 3,000 ตำแหน่ง โรงงานแห่ง นี้ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมศักยภาพการผลิตและส่งออกเพื่อรองรับความต้องการของตลาดในอาเซียน ตะวันออกกลาง และตลาดโลก

การลงทุนของ Haier ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ทั้งด้านแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศทางอุตสาหกรรม นอกจากนี้ Haier ยังมีแผนที่จะพัฒนาโรงงานให้เป็น Smart Factory เต็มรูปแบบ พร้อมตั้งศูนย์ R&D เพื่อยกระดับการผลิตและคุณภาพสินค้า ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นเป็น ศูนย์กลางการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะในอาเซียน

นโยบาย 4 ด้าน กับรัฐบาล (เฉพาะกิจ) มุ่งเน้นแก้ปัญหาหลัก เรื่องอื่นๆ พักไว้ก่อน

(28 ก.ย. 68) เริ่มภารกิจเข็นครก กู้วิกฤติเศรษฐกิจประเทศไทย ของรัฐบาลใหม่ นายภราดร  ปริศนานันทกุล  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการพูดคุยกับนายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ รวมถึงได้ปรึกษากับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ถึงการใช้งบประมาณปี 2568 ที่จะสิ้นสุดปีงบประมาณในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ว่ามีงบประมาณเหลืออยู่ 6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นงบกลางสำรองฉุกเฉิน และอีกส่วนจะนำไปใช้ในโครงการคนละครึ่งเฟสแรก โดยจะให้กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อน ประมาณ 13 ล้านคน วงเงินประมาณ 2.2 หมื่นกว่าล้านบาท โดยจะให้เพิ่มเติมจากเดือนละ 300 บาท เพิ่มเป็น 2,000 บาท  นอกจากนั้นจะเป็นกลุ่มบุคคลทั่วไป รวมไปถึงจะใช้งบประมาณในปี 2569 มาเพิ่มเติม ประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท

นายภราดร กล่าวว่า ส่วนอื่นจะเป็นของหน่วยงานที่ขอเข้ามา อาทิ หน่วยงานทหารในพื้นที่ชายแดนไทย - กัมพูชา ประมาณ 500-700 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณรายจ่ายประจำ ที่ตั้งไว้อย่างเงินเดือนข้าราชการประมาณ 3,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังเป็นงบประมาณในส่วนที่อนุมัติโครงการไปแล้วแต่ยังไม่ดำเนินการ ก็จะนำงบดังกล่าวมาใช้ เพื่อเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ชายแดนไทย -  กัมพูชา ซึ่งมีในส่วนที่ค้างท่ออยู่ประมาณ 1,580 ล้านบาท ทั้งนี้  น่าจะเหลือเงินงบประมาณปี 68 ที่ยังค้างท่อประมาณ 3.5 หมื่นล้าน โดยจะนำไปใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่รัฐบาลเก่าก่อหนี้ไว้ รวมถึงโครงการพักหนี้เกษตรกร

กำลังซื้อการใช้จ่ายของผู้บริโภค จะกลับมามากน้อยแค่ไหน นอกเหนือจากเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่ง เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนมากขึ้น กระตุ้นกำลังซื้อ เกิดกำลังการผลิตใหม่ เกิดการจ้างงานเพิ่มเติม แต่จากการคาดการณ์ของ TDRI ในปี 2569 กลับมีแนวโน้มว่า บัณฑิตจบใหม่กว่า 78,000 คนมีความเสี่ยงตกงาน เนื่องจากปัญหา “อุปทานแรงงานล้น” ขณะที่ “อุปสงค์ตลาด” ไม่ตรง ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างบัณฑิตและตลาดแรงงานขยายกว้างขึ้น เป็นประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องจับตามอง

รายงานผลสำรวจล่าสุดเผย 60% ของนายจ้างมองว่าทักษะบัณฑิตจบใหม่ไม่สอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงาน โดยเฉพาะทักษะด้านการทำงานเป็นทีม (Teamwork) และทักษะทางสังคมและอารมณ์ (Soft skills) ที่ยังไม่ตอบโจทย์องค์กร สะท้อนปัญหาช่องว่างระหว่างสิ่งที่สถาบันการศึกษาผลิต กับความต้องการจริง

ข้อมูลยังพบว่า ตลาดงานต้องการ “คนมีประสบการณ์” มากกว่า โดย 38.3% ของตำแหน่งต้องการประสบการณ์ 1-2 ปี ขณะที่ 24.8% ต้องการ 3 ปีขึ้นไป มีเพียง 22.3% เท่านั้นที่เปิดรับเด็กจบใหม่โดยตรง ทำให้การหางานของบัณฑิตรุ่นใหม่เป็นโจทย์ที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ

อีกหนึ่งประเด็นคือ ครึ่งหนึ่งของนายจ้างหันไปจ้างงานฟรีแลนซ์หรือพนักงานชั่วคราว แทนการรับพนักงานประจำ เนื่องจากมองว่าทักษะไม่ตรงกับความต้องการ ส่งผลให้หลายตำแหน่งงานถูกปรับเปลี่ยนหรือหายไปจากตลาดแรงงานถาวร

ระยะเวลา 4 เดือน กับ รัฐบาล(เฉพาะกิจ) ประกาศนโยบาย 4 ด้าน 
1. นโยบายด้านเศรษฐกิจมุ่งลดภาระค่าครองชีพโดยการลดราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งและเราเที่ยวด้วยกัน
2. ด้านความมั่นคงจะใช้การทูตเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาชายแดนกับกัมพูชาโดยสันติวิธี และร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ
3. เร่งแก้ไขปัญหาสังคมโดยเน้นปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจัง เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการพนันออนไลน์
4. เตรียมความพร้อมรับมือภัยธรรมชาติ โดยพัฒนาระบบเตือนภัยที่แม่นยำ และมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็ว

มุ่งเป้าหมายให้ตรงประเด็น กับข้อจำกัดด้านเวลา ก็คงต้องให้กำลังใจกันก่อน เพื่อดูงานว่าจะคืบหน้าได้มากน้อยแค่ไหน

รัฐบาลประชาธิปไตย ที่มีการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2562 ถึงแม้จะยังมีบางเสียง แย้งว่ายังเป็นช่วงรัฐบาลเผด็จการ แต่ก็มีการเลือกตั้งครั้งถัดมาในปี 2566 ที่เปิดให้ประชาชนไปหย่อนหีบวิเศษอีกครั้ง ก็ลองเปรียบเทียบดูว่า สภาพเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นอย่างไร 

ปัจจุบัน ก็ยังมีประเด็นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อปากท้องของประชาชน..!! ไม่แน่ใจว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้นยังไง..? ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้นแบบไหน..? ฝ่ายที่เสนอก็ยังไม่ได้ให้คำตอบที่จะพิสูจน์ความเป็นไปได้ แต่ที่เป็นไปได้แน่นอน คือ หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องใช้งบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อทำประชามติ 

หยุดพักไว้ก่อนเถอะ เอาเม็ดเงินมาใช้กระตุ้นกำลังซื้อ ให้ประชาชนมีกินมีใช้กันไปก่อน ในยุคที่เทคโนโลยีด้านข่าวสารที่ประชาชนรับรู้ข้อมูลได้มากขึ้น แก้รัฐธรรมนูญ สนองความต้องการใคร ประชาชนคงเริ่มเข้าใจมากขึ้น 

ปัญหารุมเร้ารอบด้าน จากเพื่อนบ้านประเทศข้างเคียง การพยายามแทรกแซงจากประเทศมหาอำนาจ ประเทศไทยจะดำรงอยู่ต่อไปได้ ต้องอาศัยความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจของคนไทยทุกคน  

‘เซ็นทรัลพัฒนา’ ปฏิเสธ' แทรกแซงการถือหุ้น 'ดุสิตธานี' ขู่ ดำเนินคดีตามกฎหมายคนบิดเบือนทำสังคมเข้าใจผิด

เซ็นทรัลพัฒนา เดินหน้าขอยืนยันแถลงการณ์เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ในการ 'ปฏิเสธข่าวแทรกแซง' และชี้แจงเกี่ยวกับการถือหุ้นบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้ อ้างถึงข่าวพาดพิง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดต่อนโยบายการเข้าลงทุนของ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ในบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) บริษัทฯ ขอปฏิเสธข้อมูลที่มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ และขอชี้แจง ดังนี้

-บริษัทฯ ได้รับโอกาสในการร่วมลงทุน และเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับดุสิตธานีในการพัฒนาโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค มาตั้งแต่ปี 2560 โดยในส่วนของเซ็นทรัลพัฒนา ได้ใช้งบลงทุนมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท โครงการดำเนินการพัฒนาด้วยดีมาโดยตลอด ปัจจุบัน โรงแรม อาคารสำนักงาน และศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค ได้เปิดให้บริการแล้วเมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน ในฐานะแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของประเทศ ที่สะท้อนศักยภาพการพัฒนาโครงการระดับโลก โดยโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค มีมูลค่าโครงการรวมกว่า 46,000 ล้านบาท

-ปัจจุบัน เซ็นทรัลพัฒนาถือหุ้นในดุสิตธานีจำนวน 145,238,320 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 17.09 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของดุสิตตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งที่ผ่านมาเซ็นทรัลพัฒนา เคารพในการบริหารงานของผู้ถือหุ้นใหญ่ และสนับสนุนการดำเนินงานด้วยดีมาโดยตลอด

ดังนั้น เมื่อเซ็นทรัลพัฒนา ได้รับการเสนอให้ส่งตัวแทนเพื่อให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นแต่งตั้งเป็นกรรมการของดุสิตธานี ทางเซ็นทรัลพัฒนา เล็งเห็นว่าจะสามารถใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญเพื่อร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของดุสิตธานีให้เติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไป การเสนอชื่อเพื่อแต่งตั้งกรรมการเป็นไปตามแนวทางการมีส่วนร่วมตามสัดส่วนการถือหุ้นซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติตามปกติ ในการดูแลเงินลงทุน โดยไม่มีอำนาจในการควบคุมในดุสิตแต่อย่างใด 

ทั้งนี้ เซ็นทรัลพัฒนา มีเจตนาอันดีและดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลตามแนวทางของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการกำกับดูแลเรื่องการจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) อันเป็นสิ่งที่เซ็นทรัลพัฒนา ให้ความสำคัญ และดำเนินการในแนวทางปฏิบัติเดียวกันกับการร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจทุกรายทั้งในและต่างประเทศมาโดยตลอด

-ดุสิตธานี บริหารงานโดยกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ คือบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด เซ็นทรัลพัฒนา ขอยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในการตัดสินใจดำเนินการของ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด

เซ็นทรัลพัฒนา ยึดหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจมาตลอด 45 ปี และได้รับการรับรองและตรวจสอบอย่างโปร่งใสมาโดยตลอด รวมถึงสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง

การกล่าวอ้างใดๆ ที่ไม่เป็นความจริง และก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสาธารณะ บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top