Friday, 5 June 2026
ECONBIZ NEWS

‘ปฐม อินทโรดม’ ยก ‘ไต้หวัน’ แบบอย่างพัฒนาประเทศ กล้าหักดิบจากพึ่งพาเกษตรพลิกสู่ผู้นำอุตสาหกรรมชิป

(5 ก.ย. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) และกรรมการสภาดิจิทัล (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ช่วงนี้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ใหญ่ชาวไต้หวันหลายคนที่เคยเป็นผู้บริหารบริษัทไอทีรายใหญ่ สิ่งที่น่าทึ่งคือ ทุกคน “ย้ำว่าทุกคน” เติบโตมาในครอบครัวชาวนาเหมือนคนไทยในอดีตแต่เส้นทางชีวิตเขาต่างจากเราเหลือเกิน

ย้อนไปดูรายได้ต่อหัวของไต้หวันในทศวรรษที่ผมเกิด ไทยกับไต้หวันห่างกันไม่มากนักด้วยตัวเลข $100 ของไทยกับ $150 ของไต้หวัน

แต่ในวันนี้ที่ผมเข้าสู่วัย สว. ไทยขยับขึ้นเป็น $7,500-$8,000 แต่ไต้หวันทิ้งห่างไปที่ $35,000 มากกว่าเราเกือบ 5 เท่า
ผมถามผู้ใหญ่ชาวไต้หวันเหล่านั้นว่า “ทำไม” เขาเล่าให้ฟังว่า 

“ไต้หวันนั้นเด็ดขาด เมื่อเห็นว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นอนาคต รัฐบาลและเอกชนจึงทุ่มเต็มที่ ไม่หันเห ไม่ประนีประนอม แม้จะมีคนเสียประโยชน์ก็ยอม เพราะเป้าหมายคือการยกระดับประเทศทั้งระบบ”

สาเหตุที่ลูกชาวนาทุกคนหันหลังให้กับการทำนา เพราะช่วงปี 1960–1970 ไต้หวันเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมสิ่งทอและอุตสาหกรรมขนาดกลาง ตั้งเขตอุตสาหกรรมส่งออก และเริ่มส่งนักเรียนไปเรียนในต่างประเทศโดยเฉพาะอเมริกา

ผมลองค้นข้อมูลดูก็พบว่ารอยต่อสำคัญอยู่ที่ช่วงปี 1980 ไต้หวันก่อตั้ง ITRI และ Hsinchu Science Park ปลุกปั้นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น TSMC, UMC

หลังจากนั้น ในทศวรรษ 1990 เป็นต้นมาอุตสาหกรรมชิปและอิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นหัวใจ เศรษฐกิจโตเร็ว รายได้ต่อหัวพุ่งขึ้นหลายสิบเท่า

ในขณะที่ไทยเราเริ่มเปิดนิคมอุตสาหกรรม มีโรงงานประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์จนได้ชื่อว่าเป็น “Detroit of Asia” แต่ยังพึ่งการลงทุนจากต่างชาติ ขาดเทคโนโลยีของตัวเอง และมองข้ามช็อตไม่เป็น

ไม่น่าแปลกอะไรที่ทุกวันนี้เศรษฐกิจยังเติบโตแบบกระจาย ไม่โดดเด่นด้านเทคโนโลยีขั้นสูง รายได้ต่อหัวจึงตามหลังไต้หวันหลายเท่า

สิ่งที่ผู้ใหญ่ชาวไต้หวันบอกกับผมคือ “ไทยประนีประนอมเกินไป” เรามัวแต่ห่วงคนทุกกลุ่ม อยากให้ทุกฝ่ายพอใจ ผลคือเดินหน้าช้ากว่าที่ควรจะเป็น ในขณะที่ไต้หวันเลือกเส้นทางที่ชัดเจนและยอมเผชิญความเจ็บปวดระยะสั้นเพื่ออนาคต

เขาย้ำว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรก็คงขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่ ประเทศไทยก็ไม่ต่างกัน ทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย ไต้หวันในอดีตยอมเจอกับความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรมไฮเทค พวกเขายอมให้คนบางกลุ่มเสียประโยชน์ ยอมรับแรงกดดันทางสังคม และยืนหยัดเลือกเส้นทางที่ชัดเจน แม้จะไม่ง่ายและไม่สวยงามในระยะสั้น แต่กลายเป็นรากฐานของความสำเร็จในระยะยาว และเขาก็หวังว่าคนรุ่นใหม่ของไทยจะหาเส้นทางดังกล่าวเจอได้ด้วยตัวเอง

ผมก็หวังอย่างนั้นเช่นกัน…

เงินกองทุนน้ำมันฯ ติดลบต่ำสุดในรอบ 4 ปี คาดพลิกเป็นบวกปลายปี หลังมีเงินไหลเข้า 6 พันล้าน/เดือน

(4 ก.ย. 68) กองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดติดลบเหลือ -22,982 ล้านบาท ต่ำสุดในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 หลังหยุดชดเชยราคาน้ำมันทุกชนิดและหันกลับมาเรียกเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันส่งเข้ากองทุนฯ แทน ส่งผลให้ปัจจุบันกองทุนฯ มีเงินไหลเข้ากว่า 6,000 ล้านบาทต่อเดือน คาดเงินกองทุนฯ พลิกเป็นบวกได้ในเดือน ธ.ค. 2568 นี้ 

สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่าถึงสถานการณ์เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรายสัปดาห์ว่า สถานะเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุด ณ วันที่ 31 ส.ค. 2568 ว่าเงินกองทุนฯ ยังคงติดลบ แต่ทยอยติดลบลดลงเหลือ -22,982 ล้านบาท ซึ่งมาจากบัญชีก๊าซหุงต้ม (LPG) ติดลบรวม -42,942 ล้านบาท เพราะนำไปช่วยพยุงราคาขายปลีก LPG ในประเทศ และมาจากบัญชีน้ำมันที่มีรายรับเข้ามารวม 19,960 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามวงเงินรวมของกองทุนฯ ที่ยังติดลบอยู่ -22,982 ล้านบาท นับว่าเป็นการติดลบที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 หรือน้อยที่สุดในรอบ 4 ปี ทั้งนี้เนื่องจากกองทุนฯ ได้ยกเลิกการชดเชยราคาน้ำมันทุกชนิด และหันไปเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันส่งเข้ากองทุนฯ ทั้งหมด ตั้งแต่ 6 ส.ค. 2567 เป็นต้นมา ส่งผลให้บัญชีน้ำมันมีเงินไหลเข้าเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี จำนวน 773 ล้านบาท ในเดือน พ.ค. 2568 ที่ผ่านมา และปัจจุบันบัญชีน้ำมันมีเงินไหลเข้ารวม 19,960 ล้านบาท

สำหรับเงินไหลเข้ารายวัน ปัจจุบันมีเงินเข้ากองทุนฯ รวม 212.78 ล้านบาทต่อวัน  (ประมาณ 6,383 ล้านบาทต่อเดือน) ซึ่งมาจากผู้ใช้น้ำมันส่งเข้ากองทุนฯ 185.09 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 5,552 ล้านบาทต่อเดือน) และมาจากโรงแยกก๊าซ 27.69 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 830 ล้านบาทต่อเดือน)

โดยผู้ใช้น้ำมันต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ ตามประกาศของ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ล่าสุดดังนี้ ผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ถูกเรียกเก็บ 3 บาทต่อลิตร , น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เรียกเก็บ 1.90 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 เรียกเก็บ 3.60 บาทต่อลิตร และเบนซินธรรมดา ออกเทน 95 เรียกเก็บ 9.60 บาทต่อลิตร ส่วนผู้ใช้ดีเซล และดีเซล B20 ถูกเรียกเก็บ 1.40 บาทต่อลิตร และผู้ใช้ดีเซลเกรดพรีเมียม ถูกเรียกเก็บ 2.90 บาทต่อลิตร

อย่างไรก็ตามกองทุนฯ ยังคงมีภาระหนี้สำคัญที่ได้กู้ยืมเงินมาจากสถาบันการเงินฯ ไว้รวม 105,333 ล้านบาท ระหว่างปี 2565-2566 ปัจจุบันเหลือหนี้อยู่ 52,360 ล้านบาท ซึ่งจะต้องทยอยจ่ายเงินต้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามกรอบเวลาที่กู้มาแต่ละครั้ง โดยในเดือน ต.ค. 2568 นี้จะต้องจ่ายหนี้เงินต้นสูงสุดประมาณ 3,000 ล้านบาท หลังจากนั้นจะทยอยลดลง และในแต่ละเดือนจะต้องจ่ายดอกเบี้ย 250 บาทต่อเดือนด้วย โดยคาดว่าจะชำระหนี้หมดตามกำหนดในปี 2572

สำหรับก่อนหน้านี้กองทุนน้ำมันฯ มีรายรับเกือบ 1 หมื่นล้านบาทต่อเดือน และคาดว่าเงินกองทุนฯ น่าจะกลับมาเป็นบวกได้ประมาณเดือน ต.ค. 2568 แต่เนื่องจากในช่วงเดือน มิ.ย. 2568 เกิดภาวะสงครามระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น จนกองทุนฯ ต้องนำเงินไปพยุงราคาดีเซลอีกครั้ง และทำให้รายรับของกองทุนฯ ลดลง จากเดิมคาดการณ์ว่ากองทุนฯ จะกลับมาเป็นบวกได้ประมาณเดือน ต.ค. 2568 ต้องขยับออกไปเป็นเดือน ธ.ค. 2568 นี้แทน เนื่องจากกองทุนฯ มีรายรับประมาณ 6 พันล้านบาทต่อเดือน ขณะที่เงินกองทุนฯ ปัจจุบันติดลบอยู่ -22,982 ล้านบาท

สำหรับราคาน้ำมันโลกล่าสุด ณ วันที่ 4 ก.ย. 2568 เวลาประมาณ 15.00 น. ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ระดับ 69.39 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาเพิ่มขึ้น 0.01 เหรียญหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 63.23 เหรียญหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลง 0.74 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) อยู่ที่ 66.87 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลง 0.73 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ด้านค่าการตลาดน้ำมันที่ผู้ค้าน้ำมันเรียกเก็บจากประชาชน ซึ่งรายงานโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 4 ก.ย. 2568 เปลี่ยนแปลงดังนี้ น้ำมันเบนซินออกเทน 95 ถูกเรียกเก็บค่าการตลาด 3.31 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีค่าการตลาดที่ 3.03 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 3.09 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 3.14 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 3.99 บาทต่อลิตร, ดีเซล อยู่ที่ 1.51 บาทต่อลิตร  โดยเฉลี่ยค่าการตลาดระหว่าง 1-4 ก.ย. 2568 อยู่ที่ 2.37 บาทต่อลิตร (จากค่าการตลาดที่เหมาะสม 1.5-2 บาทต่อลิตร)

จัดกิจกรรมสัมมนาและนิทรรศการผู้รับทุน ประจำปีงบประมาณ 2568 มุ่งเพิ่มขีดความสามารถการเเข่งขันของประเทศไทยในยุคดิจิทัล

เมื่อวันที่ (3 ก.ย. 68) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) เป็นประธานเปิดกิจกรรมสัมมนาและนิทรรศการผู้รับทุนของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีนางสาววรรณศิริ พัวศิริ ผู้อำนวยการกองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  กล่าวรายงาน ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

สำหรับกิจกรรมสัมมนาและนิทรรศการผู้รับทุนของกองทุนดีอี จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564  เป็นต้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานจากโครงการของผู้รับทุนในปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้สนใจ พร้อมย้ำบทบาทของกองทุนในการสร้าง Ecosystem ดิจิทัลและนวัตกรรมที่ยั่งยืน สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกองทุนดีอีในการสนับสนุนโครงการที่สามารถสร้างนวัตกรรมดิจิทัล ส่งเสริมการดำเนินงานของภาครัฐ ภาคเอกชน และสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน รวมถึงเสริมศักยภาพการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศ

ในส่วนปีนี้กองทุนดีอีได้คัดเลือก 10 โครงการที่ประสบผลสำเร็จและเป็นประโยชน์แก่สังคมในวงกว้าง มาร่วมออกบูธนิทรรศการ อาทิ 1. โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางบริการแบบอัจฉริยะของกรมโยธาธิการและผังเมือง (กรมโยธาธิการและผังเมือง) 2. โครงการ Digital Post ID (บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด) 3. โครงการระบบประกาศข่าวชาวเรืออัจฉริยะทางทะเลของประเทศไทย สำหรับสถานี Bangkok Radio (บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด) 4. โครงการพัฒนาจัดทำแพลตฟอร์มสนับสนุนการเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่าในรูปแบบดิจิทัลให้กับประชาชนไทย (องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์) 5. โครงการระบบดิจิทัลต้นแบบการตรวจวินิจฉัยและให้คำแนะนำเกี่ยวกับโรคของสัตว์น้ำระยะไกล (กรมประมง) 6. โครงการพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อบริการประชาชน สำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) 7. โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรอัจฉริยะ (กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก) 8. โครงการโซลูชันการเรียนรู้ตลอดชีวิตแบบดิจิทัล (Digital Lifelong Learning Solutions) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ด้านดิจิทัลในฐานะกำลังแรงงานคุณภาพของประเทศ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) 9. โครงการจ้างกำกับดูแล ติดตาม ให้คำแนะนำในการใช้แพลตฟอร์มภาครัฐฯ สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ให้เป็นไปตามการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล(สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) และ 10. โครงการจัดหาระบบวิเคราะห์การโจมตี (GMS) สำหรับหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสารสนเทศ และหน่วยงานภาครัฐที่สำคัญ (สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ)  

อินโนพาวเวอร์ – ITEL ผนึกกำลังขับเคลื่อน ESG ปักหมุด Green Data Center ใช้พลังงานหมุนเวียน 100%

(4 ก.ย. 68) บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ได้ร่วมสนับสนุน บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL ผู้ให้บริการ Data Center ชั้นนำของประเทศไทย โดยมอบใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (International Renewable Energy Certificate: I-REC) ทำให้ Data Center ของ ITEL ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ตอกย้ำพันธกิจ ESG มุ่งสู่ธุรกิจ Green Data Center สร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในยุคดิจิทัล

นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ส่งมอบใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (International Renewable Energy Certificate: I-REC) ให้กับ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL โดย ดร.บัณฑิต รุ่งเจริญพร กรรมการผู้จัดการ ITEL เข้าร่วมรับมอบ ซึ่ง อินโนพาวเวอร์ได้ให้ความสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายของพันธมิตร โดยเฉพาะธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ที่ส่งเสริมการเติบโตระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมอย่าง ITEL การสนับสนุนด้วยกลไก REC เปรียบเสมือนเป็น สะพานเชื่อม ให้ระหว่างแหล่งผลิตพลังงานสะอาดกับ
ภาคธุรกิจ ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ เดินหน้าไปสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและสร้างคุณค่าด้านธุรกิจไปพร้อมกัน

อินโนพาวเวอร์ พร้อมที่จะเป็นพันธมิตรด้านการลดคาร์บอน (Decarbonization Partner) ที่ช่วยให้องค์กรต่างๆ เดินหน้าสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจ โดยมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาเพื่อวางแผนในระยะสั้นและระยะกลาง สำหรับการลงทุนที่คุ้มค่าและช่วยลดต้นทุนธุรกิจไปพร้อมกับการพัฒนาโปรไฟล์ด้านความยั่งยืน เช่น ในธุรกิจ Data Center เราสามารถนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาวได้

ด้าน ดร.ณัฐนัย อนันตรัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL ระบุว่า การที่บริษัทฯ ได้ขึ้นทะเบียนรับใบรับรองเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน I-REC จากอินโนพาวเวอร์ในครั้งนี้ ยืนยันถึงการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% สำหรับการดำเนินธุรกิจ Data Center ของบริษัทฯ ช่วยตอกย้ำพันธกิจของ ITEL ในการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG (Environmental, Social, and Governance) ผ่านการใช้พลังงานสะอาด และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

ทั้งนี้ การรับใบรับรอง I-REC ในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของแผนการพัฒนาของ ITEL ในด้านการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่ไปกับการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในฐานะ 
“ศูนย์สำรองข้อมูลสีเขียว” (Green Data Center) รายสำคัญของประเทศ ที่สามารถรองรับความต้องการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) และ
ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่มีการขยายตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วได้ โดยเฉพาะกับกลุ่มลูกค้าหลักของ ITEL อย่างกลุ่มสถาบันการเงิน ประกันภัย และผู้ให้บริการคลาวด์ (Cloud Provider) ที่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า เซิร์ฟเวอร์ และเครือข่ายที่เสถียรพร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน

“ใบรับรอง I-REC ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงการยกระดับมาตรฐานทางด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ของ ITEL ได้อีกเช่นกัน เพราะบริษัทฯ สามารถนำใบรับรองดังกล่าวไปใช้เพื่อรายงานผลตามมาตรฐาน “Greenhouse Gas Protocol Scope 2 Reporting” สำหรับการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการใช้พลังงานหมุนเวียน และการมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับโลกได้อีกด้วย” ดร.ณัฐนัย กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับแผนในอนาคต อินโนพาวเวอร์มีเป้าหมายขยายการสนับสนุน REC ให้ครอบคลุมทุกภาคธุรกิจ ทั้งอุตสาหกรรม การผลิต การพาณิชย์ และดิจิทัล ตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่จนถึง SMEs โดยนำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ REC ควบคู่กับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Bundle) หรือการซื้อขายเพียงใบรับรองพลังงานสะอาดตามมาตรฐานสากล (Unbundle) เพื่อให้องค์กรสามารถเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้เหมาะสมกับธุรกิจของตน

พร้อมกันนี้ อินโนพาวเวอร์ยังร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนามาตรฐานการซื้อขาย REC ให้โปร่งใส น่าเชื่อถือ และสร้างระบบนิเวศที่เข้าถึงได้สำหรับทุกองค์กร

ปตท. จับมือ วว. เดินหน้ายกระดับนวัตกรรมพลังงาน เป้าหมายเพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคงและยั่งยืน

(4 ก.ย. 68) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพการบริหารองค์กร เพื่อส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมด้านการจัดการพลังงานและเทคโนโลยี เช่น การประยุกต์ใช้แพลตฟอร์ม AIoT ในระบบ Energy Management การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องสำอาง รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการจับคู่ความร่วมมือรัฐวิสาหกิจ ภายใต้การมอบหมายจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพการดำเนินงานของ ปตท. และ วว. เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจไทยให้มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

‘การบินไทย’ เผยเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2568 เส้นทางยอดนิยม ญี่ปุ่นยังครองแชมป์ - จีนโตแรง

‘การบินไทย’ จับมือพันธมิตรถกแนวโน้มการท่องเที่ยวปี 68 ครึ่งปีแรกเดินทางเพิ่มขึ้น 45% ญี่ปุ่นยังครองแชมป์ ส่วน ‘จีน’ หมุดหมายมาแรงแซงโค้ง พุ่ง จับตา ‘โคลัมโบ -ศรีลังกา-เซี่ยงไฮ้’ ได้รับความสนใจ ส่วนพฤติกรรมนทท. เปลี่ยนโฟกัสทริปคุ้มค่าใกล้บ้าน ใช้ AI วางแผนเที่ยว

(3 ก.ย. 68) นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถิติผู้โดยสารคนไทยของการบินไทยช่วงมกราคมถึงกรกฎาคม 2567 เส้นทางยอดนิยม 5 อันดับแรกจากกรุงเทพฯ สู่เอเชีย ได้แก่ โตเกียว (นาริตะ), ฮ่องกง, โอซาก้า, สิงคโปร์ และเกาหลี (โซล) แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2568 โตเกียวยังคงครองแชมป์ ส่วนสิงคโปร์และเซี่ยงไฮ้ขยับขึ้นมาเป็นที่ 2 และ 3 แทนที่ฮ่องกงและโอซาก้า ส่วนโซล เกาหลีใต้ ยังติดท็อป 10

สำหรับเส้นทางที่มีอัตราการเติบโตน่าสนใจคือ เมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกาที่ได้รับความนิยมจากคนไทยเพิ่มขึ้นกว่า 100% ด้านเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนก็มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นกว่า 80% เช่นกัน โดยในปี 2568 การบินไทยเพิ่มเที่ยวบินในหลายเส้นทางเพื่อรองรับความต้องการใหม่ ๆ เช่น เซี่ยงไฮ้ โคลัมโบ และเดนปาซาร์ (บาหลี) เป็นต้น

“ในมุมมองของการบินไทย เมืองกวางโจว เป็นอีกหนึ่งเมืองที่กำลังมาแรง ปี 2568 ถูกมองว่าเป็นอัญมณีที่ซ่อนอยู่ (Hidden Gem) ที่มีศักยภาพสูงสำหรับตลาดไทย เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่มได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจที่เข้าร่วมงานแสดงสินค้า (Canton Fair) หรือนักท่องเที่ยวทั่วไปที่ต้องการสัมผัสกับร้านค้าทันสมัย อาหารอร่อย และวัฒนธรรมอันเป็นแหล่งกำเนิดของกังฟูหวงเฟยหงส์” นายกิตติพงษ์กล่าว

นอกจากนี้การบินไทยยังมีเที่ยวบินตรงสู่กวางโจว ทำให้การเดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้น เนื่องจากนักเดินทางไทยปัจจุบันให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายมากขึ้น นิยมบินฟูลเซอร์วิสที่จ่ายครั้งเดียวแล้วครบทุกความต้องการ การบินไทยตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารเพื่อความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง ด้วยเครื่องบิน Airbus A320 ได้อัปเกรดที่นั่งทุกลำให้มีชั้น Royal Silk หรือชั้นธุรกิจที่สามารถปรับเอนนอนได้สบายยิ่งขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มพรีเมียมที่ใส่ใจเรื่องความสบายระหว่างเดินทางแม้ในเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการด้วยเครื่องบินลำใหญ่ ห้องโดยสารกว้าง มาพร้อมกับระบบ In-flight Entertainment ที่ทันสมัย และอาหารระดับพรีเมียมที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันในทุกชั้นโดยสาร

ด้านนางสาวจุฑาศรี คูวินิชกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTrip ประเทศไทย เปิดเผยว่าแม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะดูไม่สดใสนัก แต่ตัวเลขการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยกลับสวนทาง โดยเฉพาะการเดินทางไปต่างประเทศที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและน่าจับตา โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 45% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว นอกจากจำนวนที่เพิ่มขึ้นแล้ว พฤติกรรมและแนวโน้มการท่องเที่ยวของคนไทยก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเน้นไปที่ความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในสี่ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปต่างประเทศ เดินทางมากกว่าหนึ่งครั้ง แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นในการเดินทางซ้ำ และนักเดินทางชาวไทยเริ่มมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตนเองมากขึ้น โดยมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่น่าสนใจ โดยพบว่านักท่องเที่ยวถึง 45% เลือกเดินทางไปยังกลุ่มประเทศในเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายแต่ยังคงได้รับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เต็มอิ่ม เช่นเดียวกับการเดินทางไปยังประเทศในโซนยุโรปหรืออเมริกา

“ปัจจุบันพบว่าเทคโนโลยีคือผู้ช่วยส่วนตัว ในการวางแผนเดินทางของคนไทยในยุคนี้ผสานรวมกับเทคโนโลยีอย่างแยกไม่ออก ตั้งแต่การใช้ AI เช่น Chat GPT เพื่อช่วยวางแผนทริป, การหาข้อมูลและรีวิวจากโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok และ Facebook ไปจนถึงการใช้จ่ายแบบไร้เงินสดและจัดการอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าเพื่อความคุ้มค่าและสะดวกสบายสูงสุด โดยการตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายที่สามารถบริหารจัดการได้ ความสะดวกสบายในการเดินทาง และประสบการณ์ที่น่าประทับใจ” นางสาวจุฑาศรี กล่าว

นอกจากนี้ พบว่าญี่ปุ่น ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวชาวไทยตลอดกาล โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวไทยหนึ่งในสามที่เดินทางไปญี่ปุ่นเลือกใช้บริการการบินไทย นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นแนวโน้มการเดินทางไปยังเมืองรองมากขึ้น เช่น ฟุกุโอกะ และ โอกินาว่า ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าและมีเที่ยวบินที่สะดวกสบาย

สำหรับจีนถือเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 180% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เมืองยอดนิยมได้แก่ เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เฉิงตู และ กวางโจว ซึ่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยสำคัญหลายประการ ได้แก่ การยกเว้นวีซ่าสำหรับคนไทยทำให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น อิทธิพลของ Soft Power ซีรีส์และวัฒนธรรมจีนที่แพร่หลายทำให้คนไทยหันมาสนใจเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์จริงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและที่พักในจีนโดยรวมถูกกว่าญี่ปุ่นถึง 3 เท่า ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นอกจากญี่ปุ่นและจีนแล้ว ประเทศอื่น ๆ ใน Top 10 ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง และ เกาหลีซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์ในเรื่องการกิน ช้อปปิ้ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความงาม

กมธ.อุตฯ ลุยภูเก็ต โชว์รถต้นแบบสี่ล้อเล็ก EV คันแรก เล็งเพิ่มสัดส่วนรถโดยสาร EV ทั่วประเทศ ลดมลพิษ - PM2.5

กมธ.อุตสาหกรรม ลุยภูเก็ต โชว์รถต้นแบบสี่ล้อเล็ก EV คันแรก ตั้งเป้าขยายผลทั่วประเทศ เพิ่มสัดส่วนรถโดยสาร EV ลดมลพิษ-PM2.5

(2 ก.ย. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม ได้เปิดเผยว่า จากการที่ตนและคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม ได้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อติดตามโครงการการเปลี่ยนแปลงรถยนต์โดยสารขนาดเล็กจากระบบสันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า

ซึ่งทางคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมได้พิจารณาให้จังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่นำร่องในการเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะจากระบบสันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้าก่อนที่จะมีการขยายผลสู่จังหวัดขนาดใหญ่อื่น ๆ เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น 

โดยการเลือกจังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่นำร่องเนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีการเติบโตของนักท่องเที่ยวสูงมาก และปัญหาการจราจรติดขัด ประกอบกับปัจจุบันมีรถโดยสารขนาดเล็กให้บริการอยู่ประมาณ 2,000 คัน รวมทั้งการได้รับทราบข้อมูลว่าทางผู้ประกอบการในสหกรณ์สี่ล้อเล็กจังหวัดภูเก็ตได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากราคาพลังงาน ซึ่งหากโครงการนี้สามารถประสบความสำเร็จย่อมเป็นที่แน่นอนว่าจะสามารถขยายผลสู่พื้นที่เมืองใหญ่อื่น ๆ ในประเทศได้อย่างแน่นอน 

การดัดแปลงรถยนต์โดยสารขนาดเล็กจากระบบสันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้านั้นจะช่วยลดมลภาวะจากภาคจราจรของรถโดยสารขนาดเล็กในจังหวัดภูเก็ต และยังช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานของผู้ประกอบการรถโดยสารขนาดเล็กในจังหวัดภูเก็ตได้อีกด้วย โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้มีการส่งมอบรถโดยสารสี่ล้อไฟฟ้าต้นแบบคันแรกแก่ทางสหกรณ์สี่ล้อเล็กจังหวัดภูเก็ต

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้นอกจากตนและคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีผู้แทนจากกรมการขนส่งทางบก ผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ร่วมลงพื้นที่เพื่อสนับสนุนการดำเนินการโครงการดังกล่าว 

"การดำเนินการโครงการในครั้งนี้เกิดจากการศึกษาของคณะทำงานในกรณีดังกล่าว ที่คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมได้ตั้งขึ้น โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้มีการส่งมอบรถโดยสารสี่ล้อไฟฟ้าต้นแบบคันแรกแก่ทางสหกรณ์สี่ล้อเล็กจังหวัดภูเก็ต ซึ่งหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จจะมีการขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ เช่น เชียงใหม่ อุดรธานี สงขลา เพื่อเพิ่มสัดส่วนของการใช้รถโดยสารสาธารณะที่ใช้พลังงานไฟฟ้าให้มากยิ่งขึ้น และลดการปล่อยมลพิษลง" นายอัครเดชกล่าวในตอนท้าย

‘จุลพันธ์’ เผยเริ่มโอนเงินช่วยชาวนาไร่ละ 1,000 บาทแล้ว ยันถึงมือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโดยตรงกว่า 2.4 ล้านราย

เมื่อวานนี้ (1 ก.ย. 68) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในโครงการไร่ละ 1,000 บาท ขณะนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เริ่มดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงแล้ว โดยแบ่งการโอนเป็นชุดข้อมูลแรกในแต่ละภูมิภาค ตั้งแต่วันที่ 1-4 ก.ย. 2568 ดังนี้

1 ก.ย. 2568 โครงการนาปรัง ปี 2568 ทั่วประเทศ จำนวน 769,461 ราย วงเงินรวม 6,280 ล้านบาท

2 ก.ย. 2568 โครงการนาปี 2568 ภาคเหนือ จำนวน 286,831 ราย วงเงินรวม 2,459 ล้านบาท

3 ก.ย. 2568 โครงการนาปี 2568 ภาคอีสาน จำนวน 1,291,298 ราย วงเงินรวม 10,586 ล้านบาท

4 ก.ย. 2568 โครงการนาปี 2568 ภาคอื่น ๆ จำนวน 137,478 ราย วงเงินรวม 1,254 ล้านบาท

นายจุลพันธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูลชุดแรกที่ ธ.ก.ส. ได้รับจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ มีเกษตรกรที่ได้รับเงินในโครงการนาปี 2568 รวม 1,715,607 ราย วงเงินรวม 14,299 ล้านบาทและเมื่อรวมกับโครงการนาปรัง ทำให้มีเกษตรกรได้รับเงินทั้งสิ้น 2,485,068 ราย วงเงินรวม 20,580 ล้านบาท

“ส่วนที่เหลือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ จะทยอยส่งข้อมูลให้ ธ.ก.ส. อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกรมส่งเสริมการเกษตรต้องตรวจสอบและยืนยันการผลิตข้าวอีกครั้ง ผมยืนยันว่าเงินช่วยเหลือนี้จะถึงมือเกษตรกรโดยตรงและเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเสริมสภาพคล่องให้กับครัวเรือนชาวนาทั่วประเทศ” นายจุลพันธ์กล่าว

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ มองทิศทางตลาดหุ้นไทย หากได้นายกฯ ใหม่ ใครจะมีอิทธิพลต่อตลาดมากที่สุด

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ มองทิศทางตลาดหุ้นไทย หากได้นายกฯ ใหม่ ใครจะมีอิทธิพลต่อตลาดมากที่สุด 

DIT x CPN จัด ‘Thai Fruits Festival by DIT’ รณรงค์บริโภคผลไม้ไทย ช่วยเกษตรกร ระบายผลผลิต

(31 ส.ค. 68) นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน DIT ร่วมกับ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN จัดกิจกรรม “Thai Fruits Festival by DIT”
เพื่อสนับสนุนพื้นที่ระบายผลผลิตของเกษตรกรไทยในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงนี้ โดยคัดสรรผลไม้คุณภาพเยี่ยมจากสวนเกษตรกร เช่น ลำไยภาคตะวันออก มะพร้าวน้ำหอมภาคกลาง และผลไม้ตามฤดูกาล

ในภูมิภาคอื่นๆ มาจำหน่ายโดยตรงถึงผู้บริโภค กิจกรรมนี้นอกจากจะช่วยกระจายผลผลิต ลดปัญหาผลไม้ล้นตลาดแล้ว ยังเป็นการรณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยบริโภคผลไม้มากขึ้น สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ กำหนดจัด
ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 7 สาขา ได้แก่

• เซ็นทรัล พัทยา วันที่ 30 สิงหาคม 2568
• เซ็นทรัล เวสเกตระหว่างวันที่ 3 – 9 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล พระราม 3ระหว่างวันที่ 4 – 8 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล มหาชัย ระหว่างวันที่ 10 – 14 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล ปิ่นเกล้าระหว่างวันที่ 13 – 17 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล นครปฐม ระหว่างวันที่ 15 – 19 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล ศาลายา ระหว่างวันที่ 17 – 21 กันยายน 2568

รองอธิบดี DIT กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวานนี้ (30 ส.ค. 2568) ที่เซ็นทรัลสาขาพัทยา นอกจาก DIT จะนำผลไม้มาจำหน่ายแล้ว ยังมีกิจกรรมพิเศษ โดย ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวพัทยา “แจกฟรีมะพร้าวน้ำหอม” ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้ลิ้มลอง เพื่อสร้างการรับรู้ในรสชาติ ที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์ของมะพร้าวน้ำหอมไทยที่หอมและหวานจนขึ้นชื่อว่าเป็น “Aromatic Coconut Water from Thailand is the Best in the World” และสร้างภาพจำที่ดีให้นักท่องเที่ยวหากจะซื้อมะพร้าวน้ำหอม ต้องซื้อมะพร้าวน้ำหอมไทยเท่านั้น ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้เป็นหนึ่งในมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นฤดูกาล โดยถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา และเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เรียนรู้การตลาด นำไปสู่การผลิตที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค

“ต้องขอขอบคุณ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนาฯ ที่ร่วมสนับสนุนพื้นที่ศูนย์การค้าให้เกษตรกร
นำผลผลิตมาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องมากว่า 10 ปี ช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางขายตรงถึงผู้บริโภค และสร้างรายได้ที่เป็นธรรม ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน และครอบครัว ร่วมเที่ยว ช้อป ชิม เลือกซื้อผลไม้ไทยคุณภาพดี ได้ครบจบในที่เดียว ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั้ง 7 สาขา ตามกำหนดการดังกล่าว” นางสาวญาณีกล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top