Saturday, 1 August 2026
ECONBIZ NEWS

'อมตะคอร์ปฯ' จับมือ 'เจ็ม-เยียร์' ซื้อที่ดิน 130 ไร่ ตั้งโรงงานใหม่ในชลบุรี

(24 ต.ค. 68) นายยาสุโอ สึสึอิ ผู้อำนวยการฝ่ายการขายและการตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามในสัญญาซื้อขายที่ดิน กับบริษัท เจ็ม-เยียร์ อินดัสเทรียล จำกัด จากประเทศจีน จำนวน 130 ไร่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี 2 เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตแห่งแรกของเจ็ม-เยียร์ในประเทศไทย 

โดยมีนายจิ้น จาง ไข่ ประธานกรรมการ บริษัท เจ็ม-เยียร์ อินดัสเทรียล จำกัด  ผู้ผลิตสลักภัณฑ์ เช่น สกรูน็อต สตัด รีเวท และอุปกรณ์สำหรับยึดติดต่างๆ สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมร่วมลงนาม ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายฐานการผลิตนอกประเทศจีนและเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดอาเซียน

ผู้นำอุตสาหกรรมยุคใหม่ พร้อมผลักดันไทยสู่ 'อุตสาหกรรมสมดุล'

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ ดร. ณัฐพล รังสิตพล ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการขับเคลื่อนกระทรวงอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่ภาครัฐต้องทำงานแบบองค์กรธุรกิจ มีระบบ มีเป้าหมาย และต้องสร้างสมดุลระหว่าง “เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และชุมชน” ภายใต้วิสัยทัศน์ “MIND – Ministry of Industry” ที่หมายถึง กระทรวงอุตสาหกรรมที่ทำงานด้วย “สมอง หัวใจ และความตั้งใจจริง”

🚗 ผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ฐานการผลิตของอาเซียน
หนึ่งในผลงานสำคัญของ ดร. ณัฐพล คือการปูรากฐานให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์” ของภูมิภาค ตั้งแต่ช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งอธิบดีสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (OIE) เขาเป็นหนึ่งในผู้นำทีมวางนโยบายโครงการ Eco Car ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของประเทศ ช่วยให้ไทยดึงดูดการลงทุนจากค่ายรถยนต์ระดับโลก และสร้างเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วน (Supply Chain) ในประเทศได้อย่างเป็นระบบ

นโยบายที่เขาวางรากไว้ในเวลานั้นได้ต่อยอดมาถึงปัจจุบัน เมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดย ดร. ณัฐพล ยังคงมีบทบาทสำคัญในการออกแบบแนวทางรองรับ ทั้งในมิติเทคโนโลยี มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และการยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก.

🌿 ขับเคลื่อนนโยบาย “MIND” – อุตสาหกรรมเพื่อเศรษฐกิจและชุมชน
เมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ดร. ณัฐพล ได้สร้างแนวคิดใหม่ให้กับองค์กร ผ่านแคมเปญ “MIND Rebranding” ที่วางเป้าหมายให้กระทรวงฯ เป็นมากกว่าองค์กรกำกับ แต่ต้องเป็น “พาร์ตเนอร์ของผู้ประกอบการและประชาชน”

เขาวางกรอบ 4 มิติของความสมดุลอุตสาหกรรมไทย ไว้ชัดเจน ได้แก่
1. ความสำเร็จทางธุรกิจของภาคอุตสาหกรรม
2. การอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน
3. การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
4. การกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม

แนวคิดนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของกระทรวงอุตสาหกรรมเปลี่ยนไปจากหน่วยงานราชการแบบเดิม สู่ “องค์กรนวัตกรรมภาครัฐ” ที่เข้าถึงได้ โปร่งใส และขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและผลลัพธ์จริง

💡 ส่งเสริมเศรษฐกิจ BCG และนวัตกรรมอุตสาหกรรม
ภายใต้การนำของเขา กระทรวงอุตสาหกรรมได้เดินหน้าสนับสนุนโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio – Circular – Green Economy) โดยเน้นการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียวและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

เขายังเป็นตัวแทนไทยในเวทีระหว่างประเทศ เช่น การประชุมของ Asian Productivity Organization (APO) เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนวัตกรรมกับประเทศคู่ค้าอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

พร้อมกันนั้น เขายังผลักดันความร่วมมือกับสถาบันการเงิน เช่น EXIM Bank of Thailand ในการส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงเงินทุน และเทคโนโลยีอัตโนมัติ (Automation & Robotics) ในภาคการผลิต

🧭 การศึกษา: รากฐานแห่งวิสัยทัศน์เชิงระบบ
เบื้องหลังแนวคิดบริหารแบบบูรณาการนี้ คือพื้นฐานทางการศึกษาที่มั่นคงของ ดร. ณัฐพล รังสิตพล จากหลายสถาบันชั้นนำ:
- ปริญญาเอก (Ph.D.) สาขา Engineering Management จาก Southern Methodist University (SMU) สหรัฐอเมริกา
- ปริญญาโท MBA จาก SMU
- ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์การอาหารและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ปริญญาโท Agricultural and Food Engineering จาก Asian Institute of Technology (AIT)

เส้นทางการศึกษานี้ทำให้เขามีความเข้าใจทั้งด้านเทคโนโลยี การบริหาร และเศรษฐกิจเชิงระบบ ซึ่งต่อยอดสู่การเป็น “นักอุตสาหกรรมเชิงนโยบาย” ที่สามารถมองทั้งระบบ และบริหารให้ขับเคลื่อนได้จริง

🔖 บทสรุป
ดร. ณัฐพล รังสิตพล คือตัวอย่างของ “ข้าราชการนักนวัตกรรม” ที่ผสมผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการบริหารเข้าด้วยกัน เขาไม่เพียงเป็นผู้กำหนดนโยบาย แต่ยังเป็นผู้สร้างระบบ และปรับภาพลักษณ์ของกระทรวงอุตสาหกรรมให้เท่าทันยุค “อุตสาหกรรม 4.0” อย่างมีวิสัยทัศน์

ททท. ดึง ‘ลิซ่า นั่งแท่น Amazing Thailand Ambassador ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ประเทศไทยพร้อมโปรโมตท่องเที่ยว ปี’69

ททท. ดึง ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล นั่งแท่นตัวแทนการท่องเที่ยวไทย 'Amazing Thailand Ambassador' ถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทย พร้อมโปรโมตการท่องเที่ยวไทยปี 2569 

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.มีความภูมิใจที่จะประกาศว่า ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล ได้ตอบรับทำหน้าที่เป็นตัวแทนการท่องเที่ยวไทย 'Amazing Thailand Ambassador' เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวชั้นนํา

“การร่วมงานกับ ‘ลิซ่า’ ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการนำเสนอเสน่ห์ ความหลากหลายและความมหัศจรรย์ของเมืองไทยในมุมมองใหม่ที่จะทำให้ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ร่วมค้นพบไปพร้อมกันกับ Amazing Thailand”

นางสาวฐาปนีย์กล่าวว่า ททท.มุ่งมั่นผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่มีคุณภาพและปลอดภัย พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอย่างอบอุ่น สะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวชั้นนำคุณภาพสูง (Quality Leisure Destination) และสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวที่อยากเดินทางมาสร้างความทรงจําที่มีคุณค่าและไม่รู้ลืมในทุกย่างก้าวของการเดินทาง

โดยบทบาท 'Amazing Thailand Ambassador' ของ ‘ลิซ่า’ ในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทย ด้วยผลงานและความสำเร็จของเธอที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก นอกจากนี้ เธอยังเป็นเสียงอันทรงพลังที่จะบอกเล่าเรื่องราวของความงดงามและเอกลักษณ์ไทยให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การที่ ททท.พร้อมทั้งแบรนด์ 'Amazing Thailand' ได้ร่วมงานกับ ‘ลิซ่า’ ในครั้งนี้ ไม่เพียงสร้างความสนใจในการท่องเที่ยวของประเทศไทย แต่เป็นการตอกย้ำคุณค่าของวัฒนธรรมไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน รวมถึงความอบอุ่นและความไมตรีจิตของคนไทย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในทุกมิติว่า ประเทศไทยคือจุดหมายปลายทางที่พร้อมมอบประสบการณ์ที่จะสร้างความประทับใจกับผู้มาเยือน

‘กระทรวงอุตฯ’ หนุน!! ‘คนละครึ่งพลัส’ 44,000 ล้าน เสริมแกร่ง SME ผ่าน Digital Payment ขยายฐานลูกค้า

(13 ต.ค. 68) นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมดำเนินการตามแนวนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 'คนละครึ่งพลัส' วงเงิน 44,000 ล้านบาท ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะมีระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม - 31 ธันวาคม 2568 โดยมอบให้ น.ส.ณัฐฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) เร่งสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยในเครือข่าย มากกว่า 30,000 ราย เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Payment และขยายฐานลูกค้า

นายธนกร กล่าวต่อว่า สำหรับนักธุรกิจรายย่อยในเครือข่าย DIPROM เช่น นักธุรกิจใหม่ นักธุรกิจ และวิสาหกิจชุมชน ร้านอาหารถิ่น และ SME รายย่อย กระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินการผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ 

1. เชิญชวน โดยประชาสัมพันธ์ให้นักธุรกิจรายย่อยในเครือข่ายดีพร้อม สมัครและใช้งานแอปพลิเคชัน 'ถุงเงิน' เพื่อรับชําระค่าสินค้าและบริการ กระตุ้นยอดขายและกระแสเงินสด ผ่านกําลังซื้อที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ 

2. กลั่นกรองโดยคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบนิเวศดีพร้อม (DIPROM Ecosystem) เพื่อนําดิจิทัลแพลตฟอร์มต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ เน้นการทําตลาดออนไลน์ (Online Marketing) และการบริหารจัดการ ร้านค้าผ่านระบบ e-Payment เพื่อขยายช่องทางการตลาดหลังสิ้นสุดโครงการรัฐ และ 

3.สนับสนุน โดยเชื่อมกลไกสนับสนุนต่อเนื่องให้ธุรกิจที่เข้าสู่ ระบบดิจิทัล สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง

"กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ด้วยการเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) อํานวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งทุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และช่วยเหลือผ่านโครงการยกระดับผลิตภาพ (Productivity Improvement) อาทิ ระบบบริหารจัดการธุรกิจ ระบบบัญชีการเงิน และการใช้เทคโนโลยีเพิ่มขีดความสามารถ ทั้งนี้ เพื่อมาตรฐานกระบวนการผลิตที่ดี และยกระดับภาคอุตสาหกรรมของไทยในอนาคต" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวทิ้งท้าย

‘ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5’ ความสำเร็จที่จับต้องได้ ช่วยชาติประหยัดไฟกว่า 4 หมื่นล้านหน่วย - ลดคาร์บอน 22 ล้านตัน

(8 ต.ค. 68) ในโลกที่พลังงานกลายเป็นหัวใจของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการ “ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5” ได้พิสูจน์ตัวเองตลอด 30 ปีว่าไม่ใช่แค่เครื่องหมายบนผลิตภัณฑ์ แต่คือสัญลักษณ์ของความร่วมมือ ความมุ่งมั่น และผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในการลดการใช้พลังงานของประเทศ

ตั้งแต่ปีแรกที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เริ่มต้นโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เมื่อปี 2538 เป้าหมายคือการยกระดับมาตรฐานอุปกรณ์ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกินความคาดหมาย โดยสามารถวัดได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วยการลดการใช้พลังงานไฟฟ้ากว่า 40,000 ล้านหน่วย, ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 22 ล้านตัน ซึ่งเทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 1,720 ล้านต้น

ที่ผ่านมา มีการปรับรูปแบบฉลากเบอร์ 5 ให้แสดงประสิทธิภาพมากขึ้นเป็น เบอร์ 5 “3 ดาว” และเบอร์ 5 สูงสุด “5 ดาว” ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากเบอร์ 5 แล้วกว่า 520 ล้านดวง ครอบคลุม 27 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งความสำเร็จนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของคนไทยอย่างแพร่หลาย และเป็นต้นแบบที่ได้รับการยอมรับในระดับอาเซียนและระดับสากล

ทั้งนี้ ในวาระครบรอบ 30 ปี โครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5  ทางกระทรวงพลังงาน กฟผ. และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ การควบรวมฉลากเบอร์ 5 กับฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงของ พพ. ให้เป็นฉลากเดียวกัน เพื่อสร้างความมั่นใจและนำพาประเทศไทยสู่โลกสีเขียวแบบคูณสอง

ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการอนุรักษ์พลังงานของประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและพฤติกรรมการใช้พลังงาน พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050”

สำหรับฉลากเบอร์ 5 โฉมใหม่จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ 16 มกราคม 2569 ครอบคลุมผลิตภัณฑ์กว่า 45 ประเภท ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ความมั่นใจคูณสอง” ให้กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

ด้าน ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช รักษาการผู้ว่าการ กฟผ. เสริมว่า “การร่วมมือกับ พพ. จะช่วยขยายผลโครงการไปยังบ้าน อาคาร โรงเรียน และโรงแรม พร้อมกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในทุกภาคส่วน”

แน่นอนว่า ฉลากเบอร์ 5 ไม่ใช่แค่เรื่องของวันนี้ แต่คืออนาคตของพลังงานไทย ที่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ เมื่อ 30 ปีก่อน สู่การเป็นกลไกสำคัญในการลดพลังงานและลดคาร์บอน และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฉลากเบอร์ 5 ได้พิสูจน์แล้วว่า “ความรัก(ษ์)” ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ และเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการควบฉลาก ความมั่นใจของผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า พร้อมนำพาประเทศไทยสู่โลกสีเขียวอย่างยั่งยืนต่อไป

‘ปฐม อินทโรดม’ เปิดแผนนำ SVOA เจาะตลาด AI จับมือพันธมิตรจับลูกค้ากลุ่มโรงแรม–โรงพยาบาล–ค้าปลีก

‘ปฐม อินทโรดม’ เผย SVOA เดินหน้าปรับธุรกิจมุ่งเจาะตลาดโซลูชัน AI ตั้งเป้ารายได้ 10% ของรายได้รวมมาจาก Digital Solution ภายในปี 69 กางแผนลุย 3 กลุ่มหลัก โรงแรม-โรงพยาบาล-ค้าปลีก 

(7 ต.ค. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) หรือ SVOA กล่าวถึงทิศทางใหม่ SVOA ซึ่งดำเนินธุรกิจมา 44 ปี ว่าได้เปลี่ยนวิสัยทัศน์ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันดิจิทัล โดยการปรับเปลี่ยนครั้งนี้เป็นทางรุ่ง ไม่ใช่แค่ทางรอด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนี้ถูกขับเคลื่อนโดยการมาถึงของ AI ซึ่ง SVOA เห็นเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับธุรกิจให้แข่งขันได้ในระดับโลก

"คนทำธุรกิจในปัจจุบัน ถูกบีบให้ไปแข่งขันในระดับโลก ตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ถูกกำหนดด้วย World Ranking เช่น มหาวิทยาลัยที่ถูกแรงกดดันให้ต้องติดอันดับ Top 500 หรือ Top 100 ของโลก โรงพยาบาลก็มีแรงกดดันแบบเดียวกัน รวมถึงร้านอาหารที่ต้องถูกประเมินด้วยการให้คะแนน การถูกบีบให้แข่งขันระดับโลกนี้ประจวบเหมาะกับการมาของ AI ซึ่ง SVOA มองว่าเป็นโอกาสในการยกระดับธุรกิจ SVOA จึงมุ่งเน้นการขยายตัวไปยังธุรกิจขนาดกลาง (SMB) ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ โรงแรม โรงพยาบาล และค้าปลีก ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังเปลี่ยนผ่านและมีเจ้าของเป็นรุ่นหลาน ที่พร้อมรับเทคโนโลยี"

SVOA หรือ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) นั้นเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีจำนวนพนักงานกว่า 700 คน จากที่ก่อตั้งใน พ.ศ. 2524 ธุรกิจหลักของบริษัทครอบคลุมตั้งแต่การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไอที ขายทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก อุปกรณ์ต่อพ่วง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงผลิตภัณฑ์แบรนด์ SVOA ของตัวเอง ปัจจุบันมีการทำงานผ่านเครือข่าย SI (System Integrator) และดีลเลอร์กว่า 300 รายทั่วประเทศ ทำรายได้ราว 4,800 ล้านบาทต่อปี ซึ่งหากรวมบริษัทในเครือที่ต้องนำมารวมงบ เช่น DataOne, IT City และอื่นๆ รายได้รวมจะอยู่ที่ระดับหมื่นล้านบาท

สำหรับเป้าหมายรายได้ใหม่ SVOA ที่คาดหวังว่ารายได้จาก Digital Solution จะมีสัดส่วน 10% ของรายได้รวมภายในปี 69 เป้าหมายนี้ไม่เกินจริงเพราะการสำรวจล่าสุดพบว่าองค์กรไทยกว่า 73% มีแผนลงทุน AI ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมูลค่าตลาด AI ไทยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 28% ต่อปี จนแตะระดับ 114,000 ล้านบาท

ปฐมระบุว่าได้วางยุทธศาสตร์ในการปรับเปลี่ยนบริษัทสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันดิจิทัล และให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยี AI ในหลายด้าน ซึ่งไม่เพียงจะมุ่งจับมือกับพันธมิตร เช่น Huawei, SuperMicro, Graid, Netka, MSI และ Gigabyte เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันขององค์กรไทยทั้งในประเทศและในภูมิภาค แต่ยังมีการลงทุนสร้าง "แล็บ" ในโปรเจ็กต์การพัฒนาระบบ Health Scoring ที่ SVOA ได้ใช้เงินทุนของบริษัทสำหรับการทำ POC (Proof of Concept) ผ่านการดำเนินโครงการร่วมกับสตาร์ทอัปซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างคนไทยและสิงคโปร์

ปฐมเล่าว่า Health Scoring คือแนวคิดใหม่ในอุตสาหกรรมการประกันสุขภาพ ถือเป็นแนวคิดใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในประเทศไทยและเป็นเรื่องใหม่สำหรับสิงคโปร์ เป้าหมายคือเพื่อนำไปใช้ในการกำหนดเบี้ยประกัน ซึ่งผู้ที่ได้รับการประเมินคะแนนสุขภาพดี จะสามารถจ่ายเบี้ยประกันในราคาที่ดีกว่า ดังนั้นจึงต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำ Health Scoring ทั้งแหล่งข้อมูลจากอุปกรณ์ติดตามตัว (Wearable Devices) เช่นนาฬิกาอัจฉริยะ รวมถึงข้อมูลจากระบบ IoT ในบ้าน

"ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมารวมกัน โดยได้รับความยินยอมจากลูกค้าเพื่อวิเคราะห์เป็นคะแนน ความท้าทายคือโปรเจ็กต์นี้ต้องใช้เวลาในการเจรจากับผู้ผลิตอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเปิด Gateway และโยนข้อมูลขึ้นไปยังคลาวด์ ซึ่งขั้นตอนมีความซับซ้อนและใช้เวลา เนื่องจากมีอุปกรณ์หลากหลายยี่ห้อ เช่น Apple, Samsung, Huawei แต่หากสำเร็จ ก็จะมี Health Profile ของลูกค้าแต่ละคน ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง"

ยุทธศาสตร์ต่อมาคือการใช้โครงสร้างพื้นฐาน AI และพาร์ทเนอร์ SVOA วางแผนใช้โครงสร้างพื้นฐาน AI โดยร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ทั้งฝั่งซีกโลกตะวันตกและตะวันออก เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และรองรับความหลากหลายทางเทคโนโลยี ในส่วนการร่วมมือกับ Huawei ปฐมมองว่า Huawei เป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีและระบบเครือข่ายที่มีอิทธิพลในตลาด บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ AI Infrastructure ของจีน และสนับสนุนให้องค์กรไทยกระจายการทำงานไปยังแพลตฟอร์มของ Huawei เนื่องจากเป็นทางเลือกที่ดีและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

ปฐมยกตัวอย่างการนำกล้องวงจรปิดมาทำ Image Processing เพื่อตรวจจับการกระทำผิดกฎจราจร เช่น การป้องกันการขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้า หรือการนำภาพถ่ายสแกนม่านตาเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงอัลไซเมอร์ในอนาคต ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ที่มีประโยชน์ในด้านการเตรียมป้องกันไว้ก่อน และในบริบทของเทคโนโลยี เทคโนโลยีนี้ถือเป็นหนึ่งในโซลูชันด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีการยืนยันในประเทศจีนแล้วว่าทำงานได้จริง

ในอีกด้าน SVOA ยังเป็นตัวแทนจำหน่ายของ Supermicro แบรนด์ที่มีความเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดอย่าง TSMC เพื่อให้เกิดการนำเสนอ Server ที่รองรับ AI ในหลายระดับราคา ทำให้ SVOA มีโซลูชัน AI ตั้งแต่ระดับราคาหลักแสนบาท ไปจนถึงระดับองค์กรขนาดใหญ่ โดย Huawei นำเสนอโซลูชันระดับ 10-20 ล้านบาท สำหรับ LLM ขนาดใหญ่ในองค์กร ในขณะที่ Supermicro เสนอโซลูชันที่ย่อมเยาลงมาในระดับ 4-5 ล้านบาท

ในภาพรวม การปรับตัวของ SVOA จะเน้นการขยายตัวไปที่กลุ่มลูกค้าที่เป็น SMB ขนาดกลาง โดยโฟกัสกลุ่มโรงแรมขนาด 50-150 ห้อง ปัจจัยสนับสนุนคือสถานการณ์ที่ IT กลายเป็นแกนกลางสำคัญในห้องพัก ยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงที่มีความอัจฉริยะสะดวกสบายมากขึ้น เช่น ระบบที่สามารถปรับอุณหภูมิหรือผ้าม่านตามความชอบของลูกค้าได้ล่วงหน้า

นอกจากนี้ SVOA ยังมุ่งโฟกัสที่โรงพยาบาลขนาดกลาง ทั้งเอกชนและรัฐ รวมถึงอุตสาหกรรมค้าปลีกไซส์กลาง ที่เป็นร้านค้าที่ดูแลโดยรุ่นหลาน ซึ่งพร้อมใช้งานเทคโนโลยี เช่น กล้องวงจรปิด และ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า เพื่อให้รู้สินค้าที่ได้รับความนิยม และป้องกันการทุจริตของพนักงาน

ที่สุดแล้ว ปฐมมองว่าการปรับตัวของ SVOA จะไม่ช้าเกินไป เพราะการทำ Digital Transformation นั้นกินระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 3 เฟส ซึ่งจากเฟสแรกที่องค์กรไทยเริ่มลองผิดลองถูกจนมีโปรเจกต์ล้มเหลวไปเกือบ 50% วันนี้หลายองค์กรเริ่มเข้าเฟสที่ 2 ซึ่งทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมมากขึ้น และเฟสที่ 3 ที่การมาของ AI จะไม่เพียงแต่ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้น แต่ยังช่วยลดต้นทุนองค์กรได้

โครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ เปิดลงทะเบียน 20-26 ต.ค. นี้ คาดมีเม็ดเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจราว 1 แสนล้านบาท

(7 ต.ค. 68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงหลังประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งเห็นชอบ โครงการคนละครึ่งพลัส โดย กระทรวงการคลัง เสนอเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงปลายปี ระหว่างเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม 2568 ภายใต้กรอบงบประมาณรวม 44,000 ล้านบาท โดยใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2569 และงบกลาง 19,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้จะเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงเดือนธันวาคม 2568 รวมระยะเวลา 2 เดือน และใช้หลักการ "รัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง" โดยจะให้สิทธิแก่ประชาชนจำนวน 20 ล้านคน ที่ไม่ได้เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คือ  

กลุ่มผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีจำนวน 9 ล้านสิทธิ รัฐจ่ายให้คนละ 2,000 บาท ใช้จ่ายสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน
ระยะเวลาใช้จ่ายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม 2568

กลุ่มผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจำนวน 11 ล้านสิทธิ รัฐจ่ายให้คนละ 2,400 บาท ใช้จ่ายสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน ระยะเวลาใช้จ่าย ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568

กลุ่มที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน รัฐจะเงินเพิ่ม 850 บาท/เดือน + ของเดิม 350 บาท รวม 1,150 บาท/เดือน และสามารถใช้ได้ ตามวงเงินที่ซื้อจริง

ส่วนวันลงทะเบียน ร้านค้าทั่วไป ลงทะเบียน 15 ต.ค.เป็นต้นไป จนจบโครงการ ผ่านแอปฯ “ถุงเงิน” 

ประชาชนทั่วไป ลงทะเบียน วันที่ 20 - 26 ต.ค. 2568 กดรับสิทธิผ่านแอปฯ "เป๋าตัง" จำกัดจำนวน 20 ล้านคน

เริ่มใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2568 เป็นต้นไป จนถึง ธันวาคม 2568 โดยขั้นตอนรายละเอียดโครงการอยู่ใน www.คนละครึ่งพลัส.com สามารถใช้ได้แล้ว

นายเอกนิติ ระบุว่า โครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี 2568 ช่วงไตรมาส 4 พร้อมเพิ่มทักษะร้านค้า เป็นเครื่องจักรตัวหนึ่งที่รัฐบาลจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยไม่ติดหล่ม โดยรัฐบาลคาดว่า โครงการคนละครึ่งพลัส จะมีเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจราว 1 แสนล้านบาทจะสามารถกระตุ้น 0.3-0.4% ของจีดีพี

‘ตรีนุช’ เปิดระบบ e-WorkPermit ตลอด 24 ชม. ยื่นขออนุญาตแรงงานต่างด้าวออนไลน์ เริ่ม 13 ต.ค. นี้

‘ตรีนุช’ เปิดตัวระบบ “e-WorkPermit” ลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวออนไลน์ ให้บริการ 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ เริ่ม 13 ต.ค. นี้

(7 ต.ค. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานได้พัฒนาระบบการให้บริการอนุญาตทำงานแก่แรงงานต่างด้าวผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ “e-WorkPermit” เพื่อให้บริการแบบออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การยื่นคำขอ ตรวจสอบสถานะ การอนุมัติ จนถึงการรับใบอนุญาตทำงาน โดยไม่จำเป็นต้องติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการยกระดับการให้บริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล ระบบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการจ้างเหมาเอกชนผลิตใบอนุญาตทำงานและให้บริการรับคำขอ และการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว (Outsourcing Service)” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนากระบวนการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้มีความทันสมัย สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ผ่านทางเว็บไซต์ eworkpermit.doe.go.th

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน ได้เปิดศูนย์บริการใบอนุญาตทำงานจำนวน 54 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับระบบใหม่ ประกอบด้วย ศูนย์บริการใบอนุญาตทำงานคนต่างด้าว จำนวน 40 แห่งศูนย์แรกรับเข้าทำงานและสิ้นสุดการจ้าง จำนวน 5 แห่ง หน่วยบริการเคลื่อนที่ จำนวน 8 หน่วย ศูนย์กำกับและควบคุมการปฏิบัติงาน จำนวน 1 แห่ง

ด้านนายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนผ่านการให้บริการด้านแรงงานต่างด้าวไปสู่ระบบดิจิทัลแบบครบวงจร โดยภาครัฐทำหน้าที่กำกับดูแลกฎระเบียบ ส่วนภาคเอกชนผู้รับจ้างจะรับผิดชอบในการให้บริการและดำเนินการทุกขั้นตอนภายใต้กรอบที่กำหนด ระบบ e-WorkPermit จะช่วยลดการใช้เอกสาร ลดขั้นตอน ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ใช้บริการ เพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน รวมถึงการสร้างฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าวแบบบูรณาการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ร่วมกันได้ 

โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน ได้แก่ เริ่มจากการลงทะเบียนเข้าใช้งานระบบ ยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานและการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวผ่านช่องทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เมื่อยื่นคำขอและชำระค่ายื่นคำขอแล้ว สามารถรอการตรวจสอบเอกสาร และจะได้รับแจ้งผลการพิจารณาผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ E-mail, SMS และ Line OA เมื่อได้รับผลการอนุญาตทำงาน ก็สามารถชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และทำการนัดหมายออนไลน์เพื่อเลือกศูนย์บริการ วันและเวลาที่สะดวกในการเข้ารับบริการ จากนั้นเดินทางไปที่ศูนย์บริการใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวที่เลือกไว้ เพื่อรับใบอนุญาตทำงานที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองความถูกต้องด้วยเทคโนโลยีการพิสูจน์ตัวตน อาทิ การสแกนใบหน้า ม่านตา และลายนิ้วมือ เพื่อความปลอดภัยและแม่นยำของข้อมูล ทั้งนี้ บริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ (บนจ.) สามารถลงทะเบียนในระบบ เพื่อเข้าใช้งานจัดเก็บโปรไฟล์และยืนยันตัวตนได้ในวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ส่วนคนต่างด้าวและนายจ้างสามารถลงทะเบียนการใช้งานระบบ และยื่นคำขอใบอนุญาตทำงานได้พร้อมกัน ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป 

นายจ้างและสถานประกอบการที่สนใจ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ eworkpermit.doe.go.th, Facebook DOE e-WorkPermit หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694

ย้อนรอย 10 ปีผลงาน ‘2 ผู้ว่าฯ ธปท.’ ในยุครัฐบาลลุงตู่ บริหาร!! ทองคำในทุนสำรองฯ ทะลุ 9 แสนล้าน!!

(5 ต.ค. 68) นายสันติสุข มะโรงศรี ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

ปัจจุบัน ประเทศไทยเรา มีทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ

ล่าสุด มูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านบาท

การบริหารจัดการทุนสำรองฯ เป็นอำนาจหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยครับ
แต่ก่อนจะมาถึงตรงนี้…

ต.ค.ปี 2558 เรามีทองคำอยู่ในทุนสำรองฯ มูลค่า 190,000 ล้านบาท

27 ก.ค. 2558 ครม. นายกฯลุงตู่ เห็นชอบ ดร.วิรไท สันติประภพ เป็นผู้ว่าการ ธปท. ตามที่คณะกรรมการสรรหาฯ ที่มีนายอำพน กิตติอำพน เป็นประธานฯ (ปัจจุบันเป็นองคมนตรี) รมว. คลัง คุณสมหมาย ภาษี เสนอเข้า ครม. ลุงตู่ เห็นชอบ ดร.วิรไท พ้นตำแหน่ง ผู้ว่าการ ธปท. ต.ค. 2563 (เป็นคณะที่ปรึกษาของนายกฯลุงตู่)

วันนั้น ต.ค. 2563 เรามีทองคำในทุนสำรองฯ 154 ตัน คิดเป็นมูลค่า 289,000 ล้านบาท

ต่อมา …

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ (เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกฯ ลุงตู่) เข้ามาเป็นผู้ว่าการ ธปท. ผ่านการสรรหาของคณะกรรมการฯ ชุดที่มีอดีตปลัดคลัง รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ เป็นประธาน เสนอชื่อเข้า ครม. โดย รมช. คลัง นายสันติ พร้อมพัฒน์ ครม.ลุงตู่เห็นชอบ เมื่อ 28 ก.ค. 63

ล่าสุด ดร.เศรษฐพุฒิ พ้นตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ต.ค. 2568 ต.ค. 2568 ประเทศไทยเรามีทองคำในทุนสำรองฯ ประมาณ 244 ตัน มูลค่ากว่า 914,050 ล้านบาท

ขอบคุณคนทำงานจริง และขอบคุณคนที่เอื้อให้สามารถทำงานได้สำเร็จ ท่ามกลางคลื่นลมมรสุมรุมถล่มขณะนั้น

‘ตรีนุช’ เปิดเกมรุกยกระดับแรงงานไทยทั้งระบบ สู้วิกฤตขาดแคลน – เร่งพัฒนาทักษะ – เสริมสวัสดิการครอบคลุม

‘ตรีนุช’ มอบนโยบายแรงงาน ย้ำโปร่งใส เน้นแก้แรงงานขาดแคลน-ยกระดับสิทธิแรงงาน-พัฒนาทักษะดิจิทัล

(2 ต.ค. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบนโยบายขับเคลื่อนภารกิจงานกระทรวงแรงงานให้แก่คณะผู้บริหารและบุคลากรกระทรวงแรงงาน เพื่อกำหนดเป้าหมายในการเร่งแก้ไขปัญหาแรงงานที่เร่งด่วนและสำคัญ เช่น ปัญหาขาดแคลนแรงงาน, การเร่งพัฒนาทักษะ Upskill และ Reskill ให้แรงงานไทย และการส่งเสริมสวัสดิการแรงงาน โดยมุ่งเป้าเดินหน้านโยบายแรงงานให้สอดรับกับความท้าทายทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมย้ำหลักการทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานทุกกลุ่ม ณ อาคารกระทรวงแรงงาน กรุงเทพฯ

นางสาวตรีนุช เทียนทอง กล่าวว่า ปัญหาสำคัญที่กระทรวงแรงงานต้องเร่งแก้ไขคือ การขาดแคลนแรงงานในภาคธุรกิจที่เป็นผลกระทบมาจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยจะเร่งดำเนินการทำบันทึกความเข้าใจ (MoU) ในการจ้างแรงงานสัญชาติอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ศรีลังกา รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยจากการสู้รบในเมียนมาสามารถเข้ามาเป็นแรงงานทดแทนที่ทำงานได้ชั่วคราว ซึ่งได้ดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ตลอดจนการเร่งรัดการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อป้องกันปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย

อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ การพัฒนาทักษะ Upskill และ Reskill ให้แรงงานไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล โดยจะบูรณาการร่วมกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างทักษะใหม่ เช่น ภาษาและปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมเดินหน้าโครงการ “1 ตำบล 1 ช่างอเนกประสงค์” ที่มุ่งสร้างแรงงานแบบ Multi Skills และสนับสนุนเครื่องมือทำกินหลังการฝึกอบรม รวมถึงการจัดอบรมอาชีพให้นักศึกษาช่วงปิดภาคเรียนเพื่อรองรับนโยบายส่งเสริมการจ้างงาน

ในส่วนของสวัสดิการแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน โดยจะปรับแก้กฎกระทรวงเพื่อให้แรงงานได้รับสิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย เช่น การสู้รบบริเวณชายแดน และยกระดับสิทธิประโยชน์ประกันสังคมสำหรับแรงงานนอกระบบตามมาตรา 40 เช่น เพิ่มเงินทดแทนกรณีทุพพลภาพจาก 1,000 บาทเป็น 3,000 บาทต่อเดือน, เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรจาก 200 บาทเป็น 300 บาทต่อคน และปรับค่าทดแทนการขาดรายได้รักษาพยาบาลจาก 50 บาทเป็น 200 บาทต่อครั้ง ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นการยกระดับความมั่นคงและคุณภาพชีวิตให้แก่แรงงานนอกระบบเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมุ่งขยายโอกาสให้แรงงานไทยมีงานทำในต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องขับเคลื่อนนโยบายขยายตลาดแรงงานเชิงรุก โดยใช้กลไกทูตแรงงานใน 12 ประเทศที่มีศักยภาพในการจ้างงาน เพื่อเพิ่มการจ้างงานและดูแลสิทธิประโยชน์แรงงานไทยในต่างแดน รวมทั้งการเดินหน้าพัฒนาระบบบริหารจัดการแรงงานด้วยเทคโนโลยี ผ่านการจัดทำฐานข้อมูลแรงงานแห่งชาติและ Thai National Resume เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลแรงงานทั้งระบบให้อยู่ในการดูแลของกระทรวงแรงงาน ตลอดจนการนำร่อง Sandbox One Stop Service ในพื้นที่ศักยภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่แรงงานและผู้ประกอบการให้ได้รับบริการแบบครบวงจรในที่เดียว

นางสาวตรีนุช กล่าวทิ้งท้ายว่า “นโยบายเหล่านี้มีเป้าหมาย เพื่อแก้ไขจัดการปัญหาเร่งด่วนที่กำลังเกิดขึ้นและการวางรากฐานในระยะยาว ทั้งด้านการจัดการแรงงานต่างด้าว การพัฒนาทักษะ การเสริมสวัสดิการ การเปิดตลาดแรงงานต่างประเทศ และการใช้เทคโนโลยีมาขับเคลื่อนระบบแรงงานไทยให้มีความมั่นคง แข่งขันได้ และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต โดยภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงแรงงานนี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายหลักคือการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับแรงงานทุกกลุ่ม”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top