Thursday, 3 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

จีน–รัสเซีย กระชับสัมพันธ์!! “สีจิ้นผิง–ปูติน” หารือใกล้ชิด ชูความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน ปูตินชื่นชมเยือนจีนสำเร็จเป็นรูปธรรม เดินหน้าประสานยุทธศาสตร์กับสีจิ้นผิง


สีจิ้นผิง-ปูตินร่วมดื่มชาพูดคุยกันในปักกิ่ง 

ปักกิ่ง, 21 พ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อคืนวันพุธ (20 พ.ค.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ดื่มน้ำชาและพูดคุยร่วมกัน ณ อาคารมหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่งของจีน

สีจิ้นผิงกล่าวว่าเขาและปูตินติดต่อแลกเปลี่ยนกันอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอตลอดหลายปีที่ผ่านมา พร้อมร่วมกันสร้างรูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหญ่ที่ตั้งอยู่บนหลักความเคารพซึ่งกันและกัน ความเป็นธรรมและความยุติธรรม ตลอดจนความร่วมมือที่ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมเสถียรภาพที่จำเป็นอย่างยิ่งให้แก่โลกที่กำลังผันผวนและเปลี่ยนแปลง

สีจิ้นผิงระบุว่าทั้งสองฝ่ายได้บรรลุฉันทามติสำคัญครั้งใหม่ในการส่งเสริมการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านจีน-รัสเซีย พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งของทั้งสองฝ่ายจะเกื้อหนุนให้ความสัมพันธ์จีน-รัสเซียเดินหน้าต่อยอดแนวโน้มการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง และก้าวสู่ระดับใหม่ได้อย่างแน่นอน

ด้านปูตินกล่าวชื่นชมการเยือนครั้งนี้ว่าเป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ และบรรลุผลลัพธ์งอกงาม โดยระบุว่าเขาและสีจิ้นผิงได้ร่วมกันทบทวนพัฒนาการของความสัมพันธ์รัสเซีย-จีน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกในหลากหลายประเด็น และกำหนดทิศทางสำหรับความร่วมมือในอนาคต ซึ่งจะช่วยรักษาแรงขับเคลื่อนอันแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ทวิภาคี

ทั้งนี้ ปูตินกล่าวเสริมว่ารัสเซียมุ่งหวังรักษาการสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับจีน เสริมสร้างการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งอาศัยความแน่นอนและเสถียรภาพของความสัมพันธ์รัสเซีย-จีนในการสนับสนุนสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของโลก

ที่มา : Xinhua

นักศึกษารังสิตลุยเวที TEDx Jyoti Singh ขึ้นพูดเวที TEDx เวทีนานาชาติที่คัดเลือกเข้มงวด แสดงวิสัยทัศน์ด้านความสัมพันธ์ สะท้อนศักยภาพนักศึกษาระดับโลก

นักศึกษาการทูต ม.รังสิต สร้างชื่อระดับสากล ได้รับเชิญเป็น Speaker
บนเวที TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026

เวทีระดับโลกอย่าง TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026 พื้นที่สื่อสารระดับสากลที่ทรงอิทธิพลและจำกัดโอกาสให้เฉพาะผู้ที่มีแนวคิดโดดเด่นและควรค่าแก่การส่งต่อ (Ideas Worth Spreading) กับการก้าวขึ้นสู่เวทีที่มีการคัดเลือกอย่างเข้มข้นในครั้งนี้ นับเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพอันเหนือชั้นของนักศึกษาในรั้วรังสิตที่พร้อมจะแสดงพลังทางปัญญาและวิสัยทัศน์ท่ามกลางการยอมรับจากคนทั่วโลก

Ms. Jyoti Singh นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนา (IRD) หลักสูตรนานาชาติ คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้รับคัดเลือกและรับเชิญให้ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ในฐานะองค์ปาฐก (Speaker) ณ โรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ กรุงเทพฯ โดยการได้รับเชิญให้เป็น Speaker ในครั้งนี้ของ Jyoti Singh ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพที่โดดเด่นของนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต ในการถ่ายทอดเรื่องราวและแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนาที่เธอได้ศึกษาอยู่ ตลอดการบรรยายบนเวที Jyoti ได้แสดงให้เห็นถึงทักษะการสื่อสารที่เป็นเลิศและการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของหลักสูตร IRD ที่เน้นให้ผู้เรียนเข้าใจความซับซ้อนของโลกสมัยใหม่และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การก้าวขึ้นสู่เวที TEDx ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนถึงคุณภาพการเรียนการสอนของคณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่มุ่งส่งเสริมให้นักศึกษามี "เสียง" ในระดับสากลและกล้าที่จะแบ่งปันมุมมองเพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก

“สำหรับการขึ้นพูดบนเวที TEDx ในครั้งนี้ ฉันได้นำเสนอแนวคิดที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งสอดคล้องกับหัวใจสำคัญของสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนา ที่ต้องการให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการเสนอทางออกให้กับประเด็นท้าทายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสิทธิมนุษยชน การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือความร่วมมือระหว่างประเทศ”

อาจารย์ฐานุวัชร์ รินนานนท์ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้แทนจากคณะการทูตและการต่างประเทศ (SDIS) เปิดเผยว่า "ทางคณะรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ Jyoti Singh ได้เป็นตัวแทนเยาวชนคนรุ่นใหม่ไปแสดงพลังทางความคิดในงาน TEDx ครั้งนี้ การได้รับเกียรติเป็น Speaker ในงาน TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026 ของ Jyoti Singh ในฐานะนักศึกษาชั้นปีที่ 2 นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า อายุหรือระดับชั้นการศึกษาไม่ใช่ข้อจำกัดในการส่งต่อไอเดียที่มีคุณค่า หากมีความมุ่งมั่นและการสนับสนุนจากสถาบันการศึกษาที่พร้อมเปิดพื้นที่ให้ความเป็นเลิศในทุกด้าน มหาวิทยาลัยรังสิตขอชื่นชมและร่วมเป็นกำลังใจให้ Jyoti ในการสร้างสรรค์ผลงานและเป็นกระบอกเสียงที่สำคัญให้แก่คนรุ่นใหม่ในเวทีระดับนานาชาติต่อไป และนี่คือสิ่งที่สอดคล้องกับนโยบายของคณะที่ต้องการผลักดันให้นักศึกษาไม่ได้มีอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องมีความสามารถในการนำเสนอประเด็นสาธารณะและร่วมขับเคลื่อนสังคมด้วยความรู้และจินตนาการ ทั้งนี้ งาน TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026 ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการสร้างความตระหนักรู้ และส่งต่อพลังบวกให้กับผู้ฟัง ทั้งในและต่างประเทศ โดยวิดีโอการพูดของ Jyoti จะถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางหลักของ TEDx เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจ นี้ไปสู่ผู้คนทั่วโลกต่อไป”

“อินเตอร์ลิ้งค์ฯ” จับมือ “ม.นครพนม” ชูปรัชญา “นำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศไทย” ยกระดับทักษะเครือข่ายดิจิทัล ปั้นบุคลากรสู่มาตรฐานสากล เสริมแกร่งการศึกษา–เทคโนโลยีเครือข่ายยุคดิจิทัล

บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับ มหาวิทยาลัยนครพนม ยกระดับวงการศึกษา ก้าวเตรียมพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายยุคดิจิทัล มุ่งมั่นพัฒนาบุคลากร ก้าวเติบโตสู่สากลอย่างมีประสิทธิภาพ

เชื่อมเครือข่ายสถาบัน วันนี้ (20 พฤษภาคม 2569) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) เดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการ และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับมหาวิทยาลัยนครพนม ณ ห้องประชุมแก้วกาญจนา มหาวิทยาลัยนครพนม

โดยได้รับเกียรติจาก นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ และ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม ร่วมลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และคณาจารย์ของทั้งสองหน่วยงาน ที่ร่วมเป็นสักขีพยานอย่างพร้อมเพรียง 

โดยความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ระหว่างภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานระบบสายสัญญาณสื่อสารของไทยให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Digital Transformation ตลอดจนการเติบโตของเทคโนโลยีในอนาคต 

ซึ่งภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันส่งเสริมงานวิจัย นวัตกรรม และการบริการวิชาการแก่สังคม พร้อมทั้งมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีเครือข่าย และระบบสื่อสารข้อมูล จากประสบการณ์จริงให้แก่บุคลากร และนักศึกษา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ในฐานะผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย และระบบสายสัญญาณของประเทศไทย และมีปรัชญาอันมุ่งมั่นที่จะ “นำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศไทย” ยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนภาคการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล ด้วยคุณภาพที่เหนือกว่า จากสินค้าภายใต้แบรนด์ LINK AMERICAN CABLING ร่วมกับวางรากฐานอันมั่นคงในการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมดิจิทัลของประเทศในระยะยาวต่อไป

ไทยทะยาน Top 50 โลก!! StartupBlink จัดอันดับไทยขึ้นที่ 49 โลก ระบบนิเวศสตาร์ตอัปโตแรงสุดรอบ 6 ปี NIA ปลื้มไทยขยับ 4 อันดับ สู่ชาตินวัตกรรม สะท้อนสตาร์ตอัปไทยขยายสู่เมืองรอง

เปิดผลการจัดอันดับดัชนีระบบนิเวศสตาร์ตอัปโลก ประจำปี 2569 (Global Startup Ecosystem Index 2026) จัดโดย StartupBlink แพลตฟอร์มวิจัยและวิเคราะห์ระบบนิเวศสตาร์ตอัประดับโลกจาก 120 ประเทศและกว่า 1,500 เมืองทั่วโลก โดยอาศัยข้อมูลจากพันธมิตรระดับโลก ร่วมกับข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐมากกว่า 100 ประเทศ

-ผลการจัดอันดับที่สำคัญของประเทศไทย ปี 2026

-ประเทศไทยขยับขึ้น 4 อันดับ อยู่ที่อันดับ 49 ของโลก อันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

-ก้าวเข้าสู่ Top 50 ของโลกในรอบ 6 ปี ด้วยอัตราการเติบโต 63%

-เป็นอันดับ 4 ของโลกในกลุ่ม Top 50 ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด และอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

-ด้าน MedTech อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการแพทย์ ไทยก้าวสู่อันดับ 1 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 8 ของโลก

-ด้าน AgTech อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการเกษตร ไทยก้าวสู่อันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 21 ของโลก

- ด้านกิจกรรมส่งเสริมระบบนิเวศสตาร์ตอัป ไทยครองอันดับ 2 ในเอเชีย และอันดับ 20 ของโลก อาทิ กิจกรรมพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์ และการมีส่วนร่วมของระบบนิเวศ

-ด้านการรับรู้และการเป็นที่ยอมรับของระบบนิเวศ (Ecosystem Visibility) ไทยอยู่ในอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับการรับรู้ในระดับสากลต่อสตาร์ตอัปและแบรนด์ต่างๆ ของไทย

- ผลการจัดอันดับระดับจังหวัด

“กรุงเทพมหานคร” เมืองหลวงแห่งระบบนิเวศ

-กรุงเทพมหานคร ขยับขึ้น 5 อันดับ อยู่ที่อันดับ 76 ของโลก และอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

-กรุงเทพมหานคร ครองอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสาขา Robotics และอันดับ 17 ของโลก

เมืองรองดาวรุ่งของไทยที่กำลังเติบโต

-เชียงใหม่ มีอัตราการเติบโตสูงเป็นอันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเป็นศูนย์กลางสำหรับกลุ่ม Digital Nomads และเทคโนโลยีสร้างสรรค์

-ภูเก็ต มีอัตราการเติบโตสูงเป็นอันดับ 5 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกำลังก้าวขึ้นมาเป็นฐานนวัตกรรมด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์

-4 เมืองใหม่ไทยที่ติดอันดับโลกเป็นครั้งแรกในปีนี้ ได้แก่ พัทยา สมุทรปราการ ปทุมธานี และนครปฐม

NIA ยังคงมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนระบบนิเวศสตาร์ตอัปของประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น "ชาตินวัตกรรม" โดยรายงาน Global Startup Ecosystem Index 2026 สามารถดาวน์โหลดได้ที่ https://lp.startupblink.com/report/

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1409179637903924&id=100064357042971&rdid=B6ClMMNceOSCUyW7#

21 พฤษภาคม 2531 “กรมสมเด็จพระเทพฯ” เสด็จเปิด “อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง” หมุดหมายสำคัญของการอนุรักษ์มรดกขอมบนแผ่นดินไทย ตอกย้ำคุณค่ามรดกอารยธรรมขอมในไทย

21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จเปิด “อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง” หมุดหมายสำคัญของการอนุรักษ์มรดกขอมบนแผ่นดินไทย

วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของวงการประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย เมื่อ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง อย่างเป็นทางการ หลังกรมศิลปากรดำเนินการบูรณะปราสาทพนมรุ้งต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี 2514 ถึง 2531 จนแล้วเสร็จ เหตุการณ์ครั้งนั้นจึงนับเป็นหมุดหมายสำคัญของการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมไทยในระดับชาติอย่างแท้จริง

ความสำคัญของการเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ไม่ได้อยู่เพียงการเปิดแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง แต่คือการเปิดพื้นที่เรียนรู้ของคนไทยต่ออารยธรรมขอมโบราณที่เคยรุ่งเรืองบนผืนแผ่นดินไทย เพราะพนมรุ้งได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งใน ปราสาทหินศิลปะแบบขอมที่งดงามและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ทั้งในแง่ศิลปกรรม ทำเลที่ตั้ง และความสมบูรณ์ขององค์ประกอบสถาปัตยกรรม

ปราสาทพนมรุ้งตั้งอยู่บนยอด ภูเขาไฟดับ ในพื้นที่ตำบลตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ทำให้มีลักษณะโดดเด่นแตกต่างจากโบราณสถานขอมหลายแห่ง ตัวปราสาทตั้งอยู่บนที่สูงราว 200 เมตรจากพื้นราบ และราว 350 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง กรมศิลปากรอธิบายว่าเขาพนมรุ้งและศาสนสถานบนยอดเขาถูกสร้างขึ้นภายใต้คติศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย โดยเปรียบยอดเขาแห่งนี้เสมือน เขาไกรลาส อันเป็นที่ประทับของพระศิวะ จึงทำให้พนมรุ้งมีความสำคัญทั้งในเชิงสถาปัตยกรรมและเชิงคติจักรวาลวิทยา

คำว่า “พนมรุ้ง” เองก็มาจากภาษาเขมรคำว่า “วนํรุง” แปลว่า ภูเขาอันกว้างใหญ่ หรือภูเขาใหญ่ และชื่อดังกล่าวยังปรากฏในศิลาจารึกอักษรขอมที่พบในพื้นที่ด้วย กลุ่มอาคารบนยอดเขาพนมรุ้งมีการก่อสร้างต่อเนื่องหลายยุคสมัย ตั้งแต่ราว พุทธศตวรรษที่ 15 ถึง 18 สะท้อนความต่อเนื่องของความศักดิ์สิทธิ์และความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ในโลกของอารยธรรมขอมเป็นเวลาหลายร้อยปี

นักวิชาการและข้อมูลของกรมศิลปากรระบุว่า ปราสาทพนมรุ้งมีความเชื่อมโยงกับราชวงศ์มหิธรปุระ และเกี่ยวข้องกับ นเรนทราทิตย์ ผู้มีสายสัมพันธ์กับ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด จึงทำให้พนมรุ้งไม่ใช่เพียงศาสนสถานท้องถิ่น แต่เป็นส่วนหนึ่งของโลกอารยธรรมขอมขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายอำนาจ ศิลปกรรม และความเชื่อเชื่อมโยงกันข้ามภูมิภาค

สิ่งที่ทำให้พนมรุ้งมีชื่อเสียงมากเป็นพิเศษ คือความงดงามของผังสถาปัตยกรรมที่วางอย่างมีความหมายเชิงพิธีกรรม เริ่มจากทางเดินนาคราช สะพานนาคราช บันไดทางขึ้น ลานชั้นต่าง ๆ ไปจนถึงองค์ปรางค์ประธานที่ตั้งตระหง่านอยู่บนแกนกลางของภูเขา ทั้งหมดนี้แสดงถึงภูมิปัญญาทางสถาปัตยกรรมและพิธีกรรมของช่างขอมอย่างวิจิตร และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พนมรุ้งได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในโบราณสถานที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

ก่อนจะเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทพนมรุ้งเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 และต่อมาได้กำหนดขอบเขตพื้นที่โบราณสถานเพิ่มเติมในปี 2519 จากนั้นจึงดำเนินโครงการบูรณะขนาดใหญ่ยาวนาน 17 ปี โดยใช้เทคนิคการอนุรักษ์แบบ anastylosis หรือการรื้อชิ้นส่วนอาคารออกมาจัดระบบ ศึกษา และประกอบกลับคืนอย่างใกล้เคียงของเดิมที่สุด วิธีนี้ทำให้การบูรณะพนมรุ้งได้รับการยอมรับอย่างสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ดังนั้น การเสด็จพระราชดำเนินเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2531 จึงมีความหมายมากกว่า “พิธีเปิด” เพราะเป็นการประกาศความสำเร็จของความพยายามอนุรักษ์โบราณสถานระดับชาติ ที่เปลี่ยนซากสถาปัตยกรรมโบราณให้กลับมาเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และวัฒนธรรมของคนไทยได้อย่างสง่างามอีกครั้ง

ในเวลาต่อมา พนมรุ้งยังได้รับการยอมรับกว้างขึ้นในเวทีนานาชาติ โดยมีการเสนอชื่อเข้าสู่บัญชีเบื้องต้นเพื่อพิจารณาเป็นแหล่งมรดกโลกในปี 2005 และยังเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยว นักเรียน นักวิชาการ และผู้สนใจประวัติศาสตร์จากทั่วโลก ความมีชื่อเสียงนี้ยิ่งตอกย้ำว่าเหตุการณ์วันที่ 21 พฤษภาคม 2531 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พนมรุ้งก้าวจากโบราณสถานท้องถิ่น สู่การเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่คนทั้งประเทศภาคภูมิใจ

เมื่อมองย้อนกลับจากวันนี้ วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของทั้งบุรีรัมย์และประเทศไทย เป็นวันที่มรดกขอมโบราณอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของแผ่นดินไทยได้รับการเปิดอย่างเป็นทางการในฐานะ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และเป็นวันที่สะท้อนให้เห็นว่าการอนุรักษ์อดีต ไม่ใช่เพียงการเก็บซากอิฐหินไว้ให้คงอยู่ แต่คือการคืนชีวิตให้ประวัติศาสตร์ กลับมาเล่าเรื่องอารยธรรม ความเชื่อ และความรุ่งเรืองของผู้คนในอดีตแก่คนรุ่นปัจจุบันและอนาคต

ครม. สั่งยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน!! รัฐบาลยกเลิกมาตรการ ผ.60 นักท่องเที่ยว 93 ประเทศกลับเข้าเกณฑ์เดิม 30 วัน เตรียมแจ้งหน่วยงานดำเนินการ รัฐบาลคืนระบบเดิม คุมเข้มท่องเที่ยว–ธุรกิจระยะสั้น

เมื่อวานนี้ วันที่ 19 พฤษภาคม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติให้ยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน สำหรับนักท่องเที่ยวจากกว่า 90 ประเทศ รวมถึงกรณีของประเทศที่มีสิทธิ์ได้รับวีซ่ามากกว่า 1 ประเภท ก็ให้ยกเลิกเช่นเดียวกัน โดยจะกลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิม

หลังจากนี้ จะมีการแจ้งมติดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ รายชื่อประเทศและดินแดนที่ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา หรือเอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทาง สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว เพื่อการท่องเที่ยว การทำงาน หรือการติดต่อธุรกิจระยะสั้น โดยได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา และสามารถพำนักอยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 60 วัน หรือที่เรียกว่า ผ.60 มีทั้งหมด 93 ประเทศ

รายชื่อ 93 ประเทศ ยกเลิก ‘ฟรีวีซ่า 60 วัน’ 
กลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิม (30 วัน)

- กลุ่มประเทศนอร์ดิก: สวีเดน, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ไอซ์แลนด์, นอร์เวย์

- กลุ่มประเทศยุโรป: แอลเบเนีย, อันดอร์รา, ออสเตรีย, เบลเยียม, บัลแกเรีย, โครเอเชีย, ไซปรัส, เช็กเกีย, เอสโตเนีย, ฝรั่งเศส, จอร์เจีย, เยอรมนี, กรีซ, ฮังการี, ไอร์แลนด์, อิตาลี, คอซอวอ, ลัตเวีย, ลิกเตนสไตน์, ลิทัวเนีย, ลักเซมเบิร์ก, มอลตา, โมนาโก, เนเธอร์แลนด์, โปแลนด์, โปรตุเกส, โรมาเนีย, รัสเซีย, ซานมารีโน, สโลวาเกีย, สโลวีเนีย, สเปน, สวิตเซอร์แลนด์, ตุรกี, ยูเครน, สหราชอาณาจักร

- กลุ่มเอเชีย: ภูฏาน, บรูไน, กัมพูชา, จีน, ฮ่องกง, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, คาซัคสถาน, เกาหลีใต้, ลาว, มาเก๊า, มาเลเซีย, มัลดีฟส์, มองโกเลีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ศรีลังกา, ไต้หวัน, อุซเบกิสถาน, เวียดนาม

- กลุ่มตะวันออกกลาง: บาห์เรน, อิสราเอล, จอร์แดน, คูเวต, โอมาน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

กลุ่มอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน: แคนาดา, คิวบา, โดมินิกา, สาธารณรัฐโดมินิกัน, กัวเตมาลา, จาเมกา, เม็กซิโก, ปานามา, ตรินิแดดและโตเบโก, สหรัฐอเมริกา

- กลุ่มอเมริกาใต้: บราซิล, โคลอมเบีย, เอกวาดอร์, เปรู, อุรุกวัย

- กลุ่มโอเชียเนีย: ออสเตรเลีย, ฟิจิ, นิวซีแลนด์, ปาปัวนิวกินี, ตองกา

- กลุ่มแอฟริกา: มอริเชียส, โมร็อกโก, แอฟริกาใต้

ที่มา ไทยรัฐ - https://www.thairath.co.th/news/politic/2933830
เดลินิวส์ https://www.dailynews.co.th/news/5874610/

วิกฤตพลังงานโลกไม่สะเทือน!! ปตท. เดินหน้าสู่ Global LNG Player พร้อมเร่ง CCS–ปลูกป่า หนุน Net Zero ประเทศ ลงทุนโรงกลั่นกว่า 1.11 แสนล้าน เพิ่มความยืดหยุ่น รับน้ำมันดิบหลายแหล่งแทนตะวันออกกลาง

ปตท. เดินหน้าช่วยไทยฝ่าวิกฤตพลังงานโลก ดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เพื่อเติบโตอย่างมั่นคง 

วันนี้ (20 พฤษภาคม 2569) – ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2569 ด้วยกำไรสุทธิ 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,423 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 

จากปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลาง ปตท. รับมือสถานการณ์จากการวางรากฐานเครือข่ายธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่มีสำนักงานกระจายอยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถปรับการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งต่างๆ ทดแทนจากตะวันออกกลางได้อย่างรวดเร็วอีกทั้งโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ได้ลงทุนล่วงหน้ากว่า 111,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาทำให้โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. มีความเสถียรของเครื่องจักร (Reliability) และความยืดหยุ่น (Flexibility) ในการรองรับน้ำมันดิบจากหลากหลายแหล่ง นอกจากนี้การซ้อมแผนฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ ทำให้กลุ่ม ปตท. รับมือวิกฤตได้ทันที 

กลุ่ม ปตท. ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด จัดตั้งศูนย์บริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (PTT Incident Command System : PTT ICS) ทันทีเมื่อเกิดวิกฤต เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ และบริหารจัดการธุรกิจตลอด Supply Chain โดยตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนในช่วงมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. เดินเครื่องเต็มกำลังมากกว่า 100% ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย สำหรับธุรกิจปิโตรเคมี บริษัทในกลุ่ม ปตท. เดินเครื่อง ปิโตรเคมีเต็มกำลัง สร้าง Security of Supply ช่วยให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทานเม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ มีวัตถุดิบใช้อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ปตท. ปรับแผนการจัดหาและการผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อจัดส่งให้โรงไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยจัดหา Spot LNG จากประเทศนอกกลุ่มตะวันออกกลางตามที่ได้รับมอบหมายจากภาครัฐ ตลอดจนเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 เพื่อให้โรงแยกก๊าซฯ ทุกหน่วยเดินเครื่องได้เต็มกำลัง ทำให้สามารถส่งก๊าซฯ ให้โรงไฟฟ้าและผลิต LPG เข้าสู่ระบบตามแผนอย่างต่อเนื่อง และจัดสรร LPG ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศเป็นหลัก

ในช่วงวิกฤต ปตท. บริหารสภาพคล่องทางการเงินเพื่อรองรับการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยในภาวะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จัดเตรียมสภาพคล่องเพิ่มขึ้นถึง 230,000 ล้านบาท ประกอบด้วยหลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท เงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นถึงกว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งมีการเปิดเผยและรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานภาครัฐอย่างโปร่งใส และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

นอกจากนี้ ปตท. ยังเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตามแผนกลยุทธ์ โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ประกอบด้วย ธุรกิจ Hydrocarbon ที่เป็นธุรกิจหลักของกลุ่ม ปตท. โดย ปตท.สผ. เร่งสำรวจและผลิต เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศและเติบโตต่างประเทศตามแผน สำหรับ ธุรกิจ LNG ปตท. เร่งขยาย Portfolio มุ่งสู่การเป็น Global LNG Player ตามเป้าหมาย 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578 ด้านธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ปตท. ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) สนับสนุนการศึกษาความร่วมมือทางธุรกิจของ GC  และ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) (SCGC) ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ P&R Portfolio Reshape ที่มุ่งสร้าง Synergy ยกระดับปิโตรเคมีไทย สู่ National Champion

การดำเนินงานด้านความยั่งยืน ปตท. ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในดัชนี Dow Jones Best-in-Class Index ต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 สะท้อนมาตรฐานการดำเนินงานระดับสากล ภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกระบวนการดำเนินงาน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมกันนี้ กลุ่ม ปตท. ยังเร่งขับเคลื่อนการลดคาร์บอน ผ่านการพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) โดยมี ปตท.สผ. เป็นผู้นำร่องพัฒนา CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติโครงการอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งมีความก้าวหน้าเป็นไปตามแผนงาน ตั้งเป้าเริ่มกระบวนการเก็บกักคาร์บอนในปี 2571 ขณะที่สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. มีพื้นที่ปลูกป่าใหม่สะสม ปี 2566 – 2569 กว่า 146,000 ไร่ เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

การดำเนินการ Profit Enhancement Initiatives ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแรงภายในให้ทั้งกลุ่ม ปตท. สะท้อนในผลกำไรสุทธิในไตรมาส 1 โดยรวมกว่า 3,000 ล้านบาท  โดยมีความก้าวหน้าในโครงการต่างๆ ตามแผนได้แก่ โครงการ MissionX พร้อมทั้งขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านโครงการ AXIS โดยมุ่งเน้นการนำ Digital Tools และ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้ยังเดินหน้าเสริมความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ทั้งในและต่างประเทศผ่านโครงการ P1 และ D1  รวมถึงโครงการ Asset Monetization (A1) เพื่อบริหารการใช้สินทรัพย์ในกลุ่ม ปตท. ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งการดำเนินงานด้าน Financial Excellence (F1) เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและบริหารสภาพคล่องกระแสเงินสดของกลุ่ม ปตท. อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว 

การดำเนินงานด้านสังคม ปตท. มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม พร้อมเคียงข้างสังคมไทยในยามวิกฤตต่างๆ โดยช่วยลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงานของประชาชน เบื้องต้นมีมูลค่ารวมประมาณ 13,000 ล้านบาท อีกทั้งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ส่งเสริมผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงวัย เกษตรกร และชุมชนให้มีอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตรา 2.30 บาทต่อหุ้น โดยเป็นเงินปันผลจ่ายสำหรับผลประกอบการประจำปี 2.10 บาทต่อหุ้น และเพิ่มเงินปันผลพิเศษเป็นครั้งแรกอีก 0.20 บาทต่อหุ้น พร้อมอนุมัติวงเงินกู้เพื่อสำรองการดำเนินงานและการขยายงานในอนาคต ในขณะเดียวกันยังคงรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด และได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่แข็งแกร่งเทียบเท่าประเทศ (BBB+) สะท้อนฐานะการเงินแข็งแกร่งพร้อมรองรับการขยายงานตามกลยุทธ์ในอนาคตและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น

ปตท. ยึดมั่นในวิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” พร้อมยืนหยัดดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ บริหารจัดการพลังงานอย่างเต็มศักยภาพ และดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศผ่านความท้าทายและก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

อีอีซีเดินหน้า!! กพอ. เห็นชอบ Smart Logistics ฉะเชิงเทรา คาดลงทุน 1,350 ล้านบาท เชื่อมลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ชูศักยภาพอุตสาหกรรม–สมุนไพร–โครงสร้างพื้นฐาน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 20 พฤษภาคม 2569
ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ชั้น 3 ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เป็นเลขานุการการประชุมฯ ทั้งนี้ กพอ. ได้พิจารณา และมีมติในเรื่องที่สำคัญ ดังนี้

1. เห็นชอบ การประกาศเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม ได้แก่ เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สมาร์ท
โลจิสติกส์ (ฉะเชิงเทรา) เนื้อที่ประมาณ 29 ไร่ บริเวณถนนสุขุมวิท หลักกิโลเมตรที่ 72 อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ได้แก่ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ด้านบริการโลจิสติกส์ต้นแบบที่นำเทคโนโลยี และนวัตกรรมขั้นสูง มาให้บริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าที่ทันสมัย (International Distribution Center : IDC)ที่ให้บริการกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ส่งออก/นำเข้าสินค้าระหว่างประเทศที่ต้องการความแม่นยำสูง ที่มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ เทคโนโลยี 5G ระบบติดตาม GPS การใช้หุ่นยนต์ AGV (Automated Guided Vehicle) การใช้ชั้นวางอัตโนมัติ (ASRS) หรือชั้นวางอัจฉริยะ และการประมวลผลข้อมูลด้วย AI (Artificial Intelligence) คาดว่าจะเกิดเงินลงทุนในพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว ประมาณ 1,350 ล้านบาท เกิดการจ้างงานประมาณ 350 คน รวมทั้งเกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญจากผู้ประกอบกิจการ เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้งานยกระดับงานบริการโลจิสติกส์อัจฉริยะ (Smart Logistics) ต่อไป

2.  รับทราบ ผลการศึกษาโครงการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่ สกพอ. ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของการกำหนดให้ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพิ่มเติม โดยมีความโดดเด่นด้านทำเลที่ตั้ง ข้อได้เปรียบเชิงพื้นที่และความสอดคล้องกับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สามารถเชื่อมต่อกับพื้นที่อีอีซี มีโรงงานร้อยละ 25 ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการเป็นเมืองสมุนไพรที่สามารถต่อยอดอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีถนนเชื่อมโยงพื้นที่อีอีซี และกรุงเทพ ผังเมืองและนิคมอุตสาหกรรมสามารถรองรับการลงทุนใหม่ได้ในอนาคต และด้านความพร้อมทรัพยากรน้ำและแรงงานที่มีเพียงพอสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายระยะเร่งด่วนภายใน 1 – 2 ปี ที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และมีโครงการสำคัญ คือ การจัดการขยะชุมชน ด้วยการจัดตั้งโรงไฟฟ้าจากขยะอย่างครบวงจร การจัดการน้ำเสียชุมชน และการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ทั้งนี้ กพอ. เห็นชอบในหลักการ ในการกำหนดให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพิ่มเติม โดยขอให้ สกพอ. รับความเห็นและข้อสังเกตต่างๆ จากกรรมการ กพอ. ไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม และนำมาเสนอ กพอ. พิจารณาอีกครั้งเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป 

นอกจากนั้น กพอ. ได้รับทราบความคืบหน้าการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดย สกพอ.
ได้ขับเคลื่อนให้เกิดการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ รวม 46 แห่ง (รวมที่อยู่ในระหว่างรอเสนอ ครม. เพื่อทราบ 7 แห่ง) การให้บริการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรของสกพอ. (EEC OSS) ที่สามารถให้บริการแล้วมากกว่า 50 รายการคำขอ ครอบคลุมการขอจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ การขอรับสิทธิประโยชน์ และการขออนุมัติอนุญาตตามกฎหมายได้ 7 ฉบับ อาทิ การขุดดินถมดิน การก่อสร้างอาคาร และด้านสาธารณสุข เป็นต้น รวมถึงความคืบหน้าในการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค การพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการเชื่อมโยงประโยชน์การลงทุนสู่พื้นที่และชุมชน

‘คิวเรียส คันไป’ ลุยคราฟต์สาเก ยกระดับศิลปะการดื่มด้วยสาเกพรีเมี่ยม คว้าสิทธิ์ "บรุกลิน คุระ" จากนิวยอร์ก จับกลุ่ม GEN ใหม่ขยายตลาดเครื่องดื่ม เสิร์ฟคู่เมนูหลากหลายชาติเพิ่มรสชาติ

“คิวเรียส คันไป” ยกระดับ “ศิลปะแห่งการดื่ม” คว้าคราฟต์สาเก

จากนิวยอร์ก “Brooklyn Kura” เสิร์ฟสายเทส เขย่าตลาดเครื่องดื่มพรีเมี่ยม

นายสกล สุริยะโชติ ผู้ก่อตั้ง และ ผู้เชี่ยวชาญการคัดสรรสาเก (Sake Curator) กลุ่ม คิวเรียส คันไป (Curious Kanpai)  และ นางสาวกุลศิริ ไชยนพกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ คิวเรียส คันไป ร่วมเปิดเผย ถึงผลสำเร็จในการยกระดับธุรกิจของกลุ่ม คิวเรียส คันไป ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านการบริการคัดสรรสาเก  พรีเมี่ยมคุณภาพสูง คว้าสิทธิ์ “บรุกลิน คุระ” (Brooklyn Kura) สาเกพรีเมี่ยมจากแหล่งผลิตในสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ได้รับสิทธิ์การทำตลาดเมื่อปี 2568 และเป็นประเทศที่สองในเอเชียต่อจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างประสบการณ์การดื่มในประเทศไทย ซึ่งมีวัฒนธรรมที่โดดเด่นด้านการสร้างสรรค์เมนูอาหารที่หลากหลายและปรุงอย่างพิถีพิถัน จากร้านอาหารชั้นนำและบาร์ในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด ศิลปะแห่งการดื่มอย่างมีรสนิยม

“บรุกลิน คุระ เป็นเครื่องดื่มที่อยู่ในเซกเมนต์ “Craft Sake” โดยนำมาจับคู่กับเมนูอาหารหลากหลายสัญชาติไม่จำกัดเฉพาะกับอาหารญี่ปุ่น เราได้สร้างสรรค์เมนูอาหารที่จับคู่กับ บรุกลิน คุระ หลากหลายสัญชาติ ทั้ง ไทยดั้งเดิม ไทยครีเอทีฟ ฝรั่งเศส อิตาเลียน ญี่ปุ่น สแกนดิเนเวีย จีน-ไทย และอีสานฟิวชัน จึงเหมาะที่จะเป็นเครื่องดื่มสำหรับเพิ่มรสชาติให้กับอาหารได้ ซึ่งไม่ได้แข่งกับสาเกญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมโดยตรง” นายสกล กล่าว

ปัจจุบันตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทย มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 500,000 ล้านบาท โดยกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีมูลค่าตลาดรวมราว 110,000 ล้านบาท

เปิดเกมรุกขยายฐาน GEN ใหม่  

นางสาวกุลศิริ ไชยนพกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ คิวเรียส คันไป กล่าวว่า “ความเหนือระดับของ “บรุกลิน คุระ” คือการมุ่งสร้างประสบการณ์ให้กับนักดื่ม GEN ใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์การดื่มที่พิถีพิถัน ใส่ใจและมีรสนิยมในการดื่ม ควบคู่กับเมนูอาหารที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เหมือนเลือกร้านอาหาร เลือกการแต่งตัว ที่ได้ค้นพบว่านักดื่ม GEN ใหม่ มีความสนใจเรื่องราว งานคราฟต์ และการค้นพบ พวกเขาพร้อมลองไวน์ธรรมชาติ จากจอร์เจีย เมสกัลจากโออาซากา หรือ Craft Sake จาก “บรุกลิน คุระ” ไม่ใช่เพราะเทรนด์ แต่เพราะต้องการสัมผัสด้วยประสบการณ์จากการดื่มจริง ๆ เพื่อค้นพบความพิเศษ คนกลุ่มนี้ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ที่วงการอาหาร และเครื่องดื่มกำลังเปิดกว้างสำหรับคนที่กล้าลอง แต่รอบรู้เรื่องอาหาร หลงใหล และเปิดกว้างกับการสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ เชื่อลิ้นตัวเองมากกว่ายี่ห้อดัง และชอบแชร์ของดีให้เพื่อน”

“สาเก ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ดื่มได้สนุก เข้ากันได้กับอาหารทุกประเภท ทั้ง ส้มตำ ผัดไทย ซีฟู้ดย่าง หรือ อาหารฝรั่งเศสสไตล์บิสโทร ในฐานะที่ คิวเรียส คันไป เป็นบริษัทที่ทำหน้าที่คัดสรรและเผยแพร่ความรู้เรื่องสาเก  บริษัทมุ่งเน้นการสื่อสารโดยให้ความรู้ด้านกลิ่น รสชาติ และ การจับคู่อาหาร ผ่านแพลตฟอร์ม Online  Facebook และ Instagram เป็นหลัก” นางสาวกุลศิริ กล่าว

นำร่อง คราฟต์สาเก 3 ตัวดัง

“บรุกลิน คุระ” นำร่อง สาเก 3 ตัวดังรุ่นเดียวกับการเปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่นร่วมกับเมนูอาหารหลากหลาย ได้แก่ 1.ออสซิเดนทัล จุนไม/คราฟท์ สาเก (Occidental Junmai/Craft Sake (Dry-Hopped)) คู่กับ ส้มตำ แลมป์เบอร์เกอร์ ทูน่าสเต็กย่าง หมูย่าง 2.แคทสกิล จุนไม ไดกินโจ (Catskills Junmai Daiginjo) คู่กับ ซาชิมิ ซูชิ อาหารทะเล ยำวุ้นเส้น 3.แกรนด์ แพรรี่ จุนไม กินโจ (Grand Prairie Junmai Ginjo) คู่กับ อาหารทะเลย่าง ผัดไทย ชาร์คูเทอรี ทูน่า ทาร์ทาร์ (Tuna Tartare) 

“เรามั่นใจว่าการเปิดตัว “บรุกลิน คุระ” จะได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้รักการดื่มและอาหารในสไตล์ตัวเองทั้งในประเทศไทยและในระดับอาเซียนของกลุ่ม GEN ใหม่ และกลุ่มนักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว ภายใต้กลยุทธ์การสร้างการรับรู้การถ่ายทอดตำนานสาเก ร่วมกับเมนูอาหารที่หลากหลายในประเทศไทย”

อนึ่ง บริษัทฯ ปฏิบัติ และดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมายควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทย โดยมุ่งมั่นสร้างความเข้าใจ และให้ความรู้เรื่องวัฒนธรรมสาเก รวมถึงศิลปะของการดื่มสาเกอย่างแท้จริงในเมืองไทย

OTOP ไทยครองใจชาวญี่ปุ่น กรมการพัฒนาชุมชนปลื้ม ยอดขาย Thai Festival 2026 ทะลุเป้า พุ่งสวนตลาดญี่ปุ่น ยอดขายกว่า 2 ล้านบาท สะท้อนพลังคราฟต์ไทยบนเวทีสากล

กรมการพัฒนาชุมชน ปลื้ม OTOP ไทยครองใจชาวญี่ปุ่น กวาดยอดขายทะลุเป้า

ต่อยอดออร์เดอร์–เจรจาการค้า ดันสินค้าไทยสู่ตลาดโลก

ระหว่างวันที่ 9–10 พฤษภาคม 2569 ณ สวนโยโยงิ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย นำผู้ประกอบการ OTOP ไทยเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงานเทศกาลไทย หรือ Thai Festival 2026 ครั้งที่ 26 งานในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับสินค้าไทยจาก “สินค้าชุมชน” สู่ “งานคราฟต์ระดับนานาชาติ” ผ่านการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับการออกแบบร่วมสมัย ภายใต้แนวคิด “OTOP Thai Craft: Beat Your Heart” ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีเอกลักษณ์ คุณภาพ และสะท้อนเรื่องราวทางวัฒนธรรมไทย

ในโอกาสนี้ ได้รับเกียรติจากนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยกล่าวว่า งานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว นับเป็นเทศกาลไทยที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 300,000 คนต่อปี

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงาน Thai Festival 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายโอกาสทางการค้าและสร้างการรับรู้สินค้า OTOP ไทยในตลาดต่างประเทศ สำหรับการนำผู้ประกอบการสินค้า OTOP จากทั่วประเทศกว่า 23 แบรนด์ชั้นนำ เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยตลอด 2 วันของการจัดงาน สามารถสร้างยอดจำหน่ายรวม 2,081,370 บาท แบ่งเป็นยอดจำหน่ายสินค้าภายในงาน 1,966,570 บาท และยอดสั่งซื้อเพิ่มเติม (Order) อีก 114,800 บาท ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ระฆังทอง จ.อุบลราชธานี มียอดจำหน่ายสูงกว่า 269,780 บาท รองลงมา ได้แก่ พรีม่าเพิร์ล จ.ภูเก็ต จำหน่ายได้ 177,325 บาท อันดับ 3 กลุ่มแปรรูปผ้าย้อมสีธรรมชาติ Indygo จ.สกลนคร จำหน่ายได้ 111,889 บาท สะท้อนความนิยมของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีคุณภาพ มีอัตลักษณ์ และมีเรื่องราวของผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น อาทิ Asia Super Store ซุปเปอร์มาเก็ตไทยขนาดใหญ่ ที่มีสาขาทั้งในโตเกียวและโอซาก้า โดยความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสทางการค้าและต่อยอดความร่วมมือในอนาคต ควบคู่กับกิจกรรม Workshop และการสาธิตผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงแก่ผู้บริโภค และเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อสินค้า

ความสำเร็จของการดำเนินงานครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของสินค้า OTOP ไทยในตลาดต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบในทุกมิติ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันสินค้าไทยสู่เวทีสากลได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top