Thursday, 3 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

จากรักและอาลัย “นิพนธ์” อาลัยรักภรรยา “กัลยา บุญญามณี” เงินทำบุญทั้งหมด มอบให้มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครรินทร์ จัดพิธีบำเพ็ญกุศล 21-25 พ.ค.

เงินทำบุญงานศพ “กัลยา บุญญามณี”ทั้งหมดมอบให้มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครรินทร์

นิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เมื่อวานนายกฯอนุทิน ชาญวีระกูล ได้แจ้งต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงการเสียชีวิตของคุณกัลยา บุญญามณี ภรรยาของนิพนธ์ และมารดาของสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

”มีรัฐมนตรีหลายคนแจ้งว่า จะเดินทางไปร่วมงานบุญด้วย ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณผู้หลักผู้ใหญ่ ญาติมิตร พี่น้อง เพื่อนฝูงที่ร่วมแสดงความเสียใจต่อการจากไปของเสาหลักคนหนึ่งในครอบครัว“

นิพนธ์ ได้โพสต์อาลัยรักต่อการจากไปอย่างกะทันหันของภรรยา “สู่สุขคติภพนะขุ้ย ตลอดเวลาขุ้ยทำหน้าที่ภรรยา หน้าที่แม่ของลูกๆ และหน้าที่การงานได้ดีที่สุดแล้ว ไม่ต้องห่วงกังวลสิ่งใดแล้วนะ จะทำทุกอย่างแทนขุ้ยให้ดีที่สุด หลับให้สบายนะ

รักและคิดถึงเสมอ”

นิพนธ์ บอกว่า ในการณ์นี้ ทางคณะเจ้าภาพขอแจ้งให้ทราบว่า กรณีมีผู้ประสงค์จะร่วมทำบุญ ทางคณะเจ้าภาพมีความประสงค์มอบเงินทำบุญทั้งหมดให้แก่ มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ไม่รับเงินสด โดยสามารถสแกน QR Code ตามรูปสแกนโอนทำบุญได้เลย โดยระบบจะบันทึกว่ามาจากการร่วมทำบุญในนามคุณกัลยา บุญญามณี

“ขอกุศลผลบุญที่กระทำในครั้งนี้ให้ไปถึงคุณกัลยา หอบหิ้วผลบุญเป็นใบเบิกทางไปสู่สัมปรายภพ พบเจอแต่คนที่รักในภพหน้า”

สำหรับพิธีบำเพ็ญกุศลศพคุณกัลยา วันพฤหัสที่ 21 พฤษภาคม จะเคลื่อนย้ายศพมาจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (มอ.)ไปยังศาลาเฉลิมพระเกียรติ ร.9 วัดแหลมทราย เวลา 14.00 น.รดน้ำศพ เวลา 17.00 น.พระราชพิธีน้ำหลวงอาบศพ เวลา 18.30 น.สวดพระอภิธรรมทุกวัน วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม เวลา 16.00 น.พระราชทานเพลิงศพ

‘ซานาเอะ’คิดการใหญ่!! ญี่ปุ่นจ่อมี “หน่วยสายลับ” รวมศูนย์ครั้งแรกหลังสงครามโลก ปั้นหน่วยข่าวกรองญี่ปุ่น โมเดล CIA–MI6 รับมือจีน เกาหลีเหนือ รัสเซีย

ไม่รู้ว่าความเฟี้ยวฟ้าวของนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ทาคาอิจิ ซานาเอะ จะไปสุดที่ตรงไหน ล่าสุด รมต. ซานาเอะ เตรียมผลักดันร่างกฎหมายจัดตั้งสำนักงานหน่วยข่าวกรองพิเศษ หรือ ที่เรียกง่ายๆว่า "หน่วยสายลับ" โดยใช้โมเดลของ MI6 ของ อังกฤษ และ CIA ของสหรัฐอเมริกา เพื่อใช้ในงานสืบราชการลับจาก จีน เกาหลีเหนือ และ รัสเซีย โดยเฉพาะ

โดยหน่วยงานสายลับใหม่ของรัฐบาลซานาเอะ ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจาก FBI ของสหรัฐอเมริกา ที่จะเป็นการรวมศูนย์อำนาจของหน่วยข่าวกรองที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจาย ให้มาอยู่ใต้การดูแลของรัฐบาลกลางโดยตรง และดึงนักวิเคราะห์ นักเทคโนโลยีหัวกะทิ ทั้งภาครัฐ และ เอกชนกว่า 700 คนมาเข้าสังกัด และจะได้เริ่มดำเนินการภายในเดือนกรกฎาคมปีนี้ นับเป็นการก่อตั้งหน่วยสายลับรวมศูนย์ของรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

อธิบายคร่าวๆ ให้พอเห็นภาพก็คือ หน่วยงานรัฐเดิมที่มีหน้าที่ในการรวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนสูงในญีุ่ปุ่นนั้นมีอยู่แล้ว ได้แก่ Cabinet Intelligence and Research Office (CIRO) - หน่วยงานหลักของคณะรัฐมนตรีและรายงานตรงกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งสามารถเทียบได้กับ CIA ของสหรัฐ

แต่หน่วยข่าวกรองนี้ก็ไม่ได้มีอยู่หน่วยเดียว เพราะกระทรวงที่ต้องใช้ข้อมูลข่าวกรองต่างก็มีหน่วยสืบข่าวของตัวเองต่างหากเช่นใน กระทรวงการต่างประเทศ, กลาโหม, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วย Public Security Intelligence Agency (PSIA) ที่สังกัดกระทรวงยุติธรรม

จึงทำให้งานข่าวกรองมีความซ้ำซ้อน และยังมีข้อกฎหมายที่จำกัด ไม่สามารถบุรณาการ หรือเข้าถึงข้อมูลจากหน่วยงานอื่นได้

และนั่นจึงเป็นที่มาของร่างกฎหมายต่อต้านการจารกรรมข้อมูลโดยต่างชาติ เพื่อก่อตั้งหน่วยงานใหม่ ที่ชื่อว่า สภาข่าวกรองแห่งชาติ - National Intelligence Council (NIC) ที่สามารถสั่งงานได้ทุกองค์กร โดยมีนายกรัฐมนตรีนั่งตำแหน่งประธาน รวมถึงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยเรื่องการต่อต้านการจารกรรม ที่จะมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

ร่างกฎหมายเพื่อปฏิรูป ยกเครื่องสำนักหน่วยข่าวกรองใหม่นี้พรรครัฐบาล LDP เคยพยายามผลักดันเข้าสภามาแล้วตั้งแต่ปี 1985 แต่ว่าไม่สำเร็จ อันเนื่องจากเสียงคัดค้านเรื่องขัดรัฐธรรมนูญที่ปกป้องสิทธิ เสรีภาพส่วนบุคคล  ทำให้งานข่าวกรองของญี่ปุ่นค่อนข้างล้าหลังกว่าชาติพันธมิตร จนไม่อาจนำมาใช้เป็นอำนาจในการต่อรองกับชาติใดได้

เรื่องนี้อยู่ในใจ ทาคาอิจิ ซานาเอะ นักการเมืองหญิงสายขวาจัดมานานแล้ว และ ตั้งปณิธานว่า ถ้าวันใดที่เธอได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เธอจะผลักดันให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านสภา และก่อตั้งสภาข่าวกรองใหม่นี้ให้ได้ ที่เธอถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดในการปกป้องอธิปไตยและเกียรติยศของญี่ปุ่น

และเมื่อวันนี้มาถึงแล้ว จากผลการเลือกตั้งระดับแลนด์สไลด์ของนายกฯหญิง และ พรรค LDP ในการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา ก็จะทำให้ ซานาเอะ สามารถทำในสิ่งที่นายกรัฐมนตรีชายหลายคนก่อนหน้าเธอทำไม่สำเร็จ และเตรียมเป็นผู้นำญี่ปุ่นคนแรกที่ได้นั่งหัวโต๊ะสภาข่าวกรองในเร็วๆนี้

ซานาเอะ ย้ำว่า สถานการณ์โลกตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว และการทำงานของหน่วยข่าวกรองญี่ปุ่นแบบเดิมๆ ไม่สามารถป้องกันภัยคุกคามสมัยใหม่ ที่มีทั้งการโจมตีทางไซเบอร์ การก่อการร้าย จารกรรมข้อมูลลับอันมีค่าทางอุตสาหกรรม การข่มขู่จากชาติอริที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ หรือกลไกการจับกุมสายลับ และแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างทัดเทียมกับชาติพันธมิตร ได้อีกต่อไป

เสริมความมั่นใจเต็มร้อย ด้วยแรงหนุนสุดตัวจาก FBI ของสหรัฐอเมริการ ที่สนับสนุนให้ญีปุ่นมีหน่วยข่าวกรองที่มีอำนาจเต็มเสียที แถม แคช พาเทล ผอ. FBI ยังได้เชิญ ฮาระ คาซุยะ  ผอ.จากหน่วย CIRO เดิมไปดูงานถึงสำนักงานใหญ่ที่กรุงวอชิงตันเลยด้วย

ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าลูกค้าข้อมูลข่าวกรองจากหน่วยงานสายลับน้องใหม่คือใคร  และชาติเป้าหมายที่จะถูกส่องเป็นพิเศษจากหน่วยข่าวกรองญี่ปุ่น

และจะกลายเป็นหน่วยที่น่าเกรงขามได้อย่าง "เคมเปไต" หน่วยสืบราชการลับทางทหารของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นที่ก่อตั้งขึ้นในสมัยเมจิ ที่มีส่วนสำคัญในการล้วงข้อมูลข้าศึก ในการทำสงครามขยายแสนยานุภาพของจักรวรรดิญี่ปุ่น เหนือกองทัพชาติอื่นๆ ก่อนจะถูกยุบเมื่อญี่ปุ่นยอมจำนนในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1945  ได้หรือไม่นั้น ก็ต้องมาพิสูจน์ฝีมือของ นายกฯหญิง ซานาเอะ กัน

ที่มา : หรรสาระ

20 พฤษภาคม 2535 วันสำคัญการเมืองไทย พระราชดำรัส รัชกาลที่ 9 คลี่คลายวิกฤต ‘พฤษภาทมิฬ’ หมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย

20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พระราชดำรัส รัชกาลที่ 9 ดั่งน้ำทิพย์ คลี่คลายวิกฤตการเมือง “พฤษภาทมิฬ”

วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 เป็นหนึ่งในวันสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย เมื่อวิกฤตความขัดแย้งที่ลุกลามจากการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลทหารและการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงในเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” เดินมาถึงจุดตึงเครียดสูงสุด ก่อนจะเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญจากพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งถูกจดจำในความทรงจำของคนไทยจำนวนมากว่าเป็นถ้อยคำที่ช่วยคลี่คลายวิกฤตบ้านเมืองในยามคับขัน

ต้นตอของวิกฤตครั้งนั้นย้อนกลับไปหลังรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 และการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ จนกระทั่ง พลเอก สุจินดา คราประยูร ซึ่งเคยให้สัญญาว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กลับขึ้นดำรงตำแหน่งในวันที่ 7 เมษายน 2535 สร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนและกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตย โดยเฉพาะการนำของ พลตรี จำลอง ศรีเมือง ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแกนนำการชุมนุมสำคัญ

การชุมนุมใหญ่เริ่มขยายตัวอย่างเข้มข้นในช่วง 17–20 พฤษภาคม 2535 และนำไปสู่การปราบปรามอย่างรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ จนมีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญหายจำนวนมาก แหล่งข้อมูลภาษาอังกฤษเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ระบุว่า ยอดทางการอยู่ที่ 52 ศพ มีผู้บาดเจ็บ 696 คน และมีผู้สูญหาย 175 คน ขณะที่บางแหล่งและฝ่ายอาสาพยาบาลเชื่อว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจสูงกว่านั้นมาก

ท่ามกลางสถานการณ์ที่บ้านเมืองกำลังเผชิญความรุนแรงและความแตกแยก ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระบรมราชวโรกาสให้ พลเอก สุจินดา คราประยูร และ พลตรี จำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้าฯ และมีพระราชดำรัสที่ถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยในค่ำวันนั้น ภาพของผู้นำทั้งสองฝ่ายนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องพระพักตร์กลายเป็นหนึ่งในภาพประวัติศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุดภาพหนึ่งของการเมืองไทย

สาระสำคัญของพระราชดำรัสในวันนั้นมิได้อยู่ที่การเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ทรงชี้ตรงไปที่ผลเสียของความขัดแย้ง โดยมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า หากบ้านเมืองมีแต่การเผชิญหน้าจน “ผู้แพ้ไม่มี ผู้ชนะไม่มี มีแต่ผู้ที่ประเทศชาติจะพังพินาศไปทั้งหมด” ซึ่งกลายเป็นถ้อยคำที่ถูกจดจำอย่างกว้างขวางในฐานะหัวใจของพระราชดำรัสครั้งประวัติศาสตร์นั้น

เหตุที่พระราชดำรัสครั้งนี้ถูกเปรียบว่า “ดั่งน้ำทิพย์” ก็เพราะเกิดขึ้นในจังหวะที่สังคมไทยกำลังใกล้ถึงทางตัน ความรุนแรงบนท้องถนนได้สร้างความหวาดกลัวไปทั่วประเทศ เศรษฐกิจเริ่มสั่นคลอน ภาคธุรกิจออกมาเรียกร้องให้ยุติวิกฤต และประชาชนจำนวนมากไม่แน่ใจว่าความขัดแย้งจะจบลงอย่างไร พระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 จึงทำหน้าที่เป็นทั้ง จุดหยุดการเผชิญหน้า และ จุดเริ่มต้นของการหาทางออกทางการเมือง ในเวลาเดียวกัน

หลังคืนวันที่ 20 พฤษภาคม สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญ ฝ่ายผู้ชุมนุมเริ่มยุติการเคลื่อนไหว ขณะที่แรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้น จนในที่สุด พลเอก สุจินดา คราประยูร ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 24 พฤษภาคม 2535 และต่อมามีการแต่งตั้ง อานันท์ ปันยารชุน กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งเพื่อนำประเทศออกจากวิกฤตและเตรียมสู่การเลือกตั้ง

ผลสะเทือนของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬไม่ได้จบลงเพียงการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี แต่ยังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางการเมืองไทยในระยะต่อมา โดยเฉพาะแนวคิดที่ว่า นายกรัฐมนตรีควรมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในบทเรียนสำคัญจากวิกฤตปี 2535 และมีอิทธิพลต่อพัฒนาการรัฐธรรมนูญไทยในเวลาต่อมา

เมื่อมองย้อนกลับจากวันนี้ เหตุการณ์ 20 พฤษภาคม 2535 จึงไม่ได้เป็นเพียงวันหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หากเป็นวันที่ทำให้คนไทยจำนวนมากตระหนักถึงราคาของความขัดแย้งทางอำนาจ และเห็นชัดว่าความรุนแรงไม่เคยนำไปสู่ชัยชนะที่แท้จริง พระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 ในวันนั้นจึงถูกจดจำไม่ใช่เพียงในฐานะถ้อยคำปลอบประโลม หากแต่เป็นพระราชดำรัสที่ช่วยชี้ทางออกให้บ้านเมืองในยามที่สังคมกำลังเผชิญความมืดมนที่สุดช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ร่วมสมัยไทย

ผู้เชี่ยวชาญชี้ ‘ทรัมป์’ ส่งสัญญาณชัด!! ไม่เปิดทางไต้หวันประกาศเอกราช ผู้เชี่ยวชาญจีนชี้สะเทือน DPP ไต้หวันคือแกนกลางจีน–สหรัฐฯ สองมหาอำนาจต้องคุมเส้นแดงเพื่อสันติภาพ

ผู้เชี่ยวชาญจากแผ่นดินใหญ่ชี้คำพูดทรัมป์ สกัดกระแส 'ภาพฝันเอกราชไต้หวัน'

ปักกิ่ง, 19 พ.ค. (ซินหัว) -- ผู้เชี่ยวชาญจากแผ่นดินใหญ่ของจีนหลายรายระบุว่าถ้อยแถลงล่าสุดของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกี่ยวกับไต้หวัน ยิ่งทำลายภาพฝัน "เอกราชไต้หวัน" ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน

"สหรัฐฯ ไม่ต้องการให้ใครพูดว่าสามารถประกาศเอกราชได้เพราะสหรัฐฯ หนุนหลังอยู่" ทรัมป์กล่าวในการให้สัมภาษณ์ หลังเสร็จสิ้นการเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-15 พ.ค.

ในการแถลงสรุปการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่าภาพรวมที่สะท้อนจากการประชุมสุดยอดครั้งนี้คือฝ่ายสหรัฐฯ เข้าใจจุดยืนของจีน ให้ความสำคัญกับข้อกังวลของจีน และไม่ได้เห็นด้วยหรือยอมรับความพยายามประกาศเอกราชของไต้หวันเฉกเช่นเดียวกับประชาคมระหว่างประเทศ

หลิวเซียงผิง ผู้เชี่ยวชาญด้านไต้หวันศึกษาจากมหาวิทยาลัยหนานจิง กล่าวว่าคำพูดของทรัมป์แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วย ไม่สนับสนุน และไม่ยอมรับ "เอกราชไต้หวัน" ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่ยอมให้ขบวนการแบ่งแยกดินแดน "เอกราชไต้หวัน" ใช้สหรัฐฯ เป็นผู้หนุนหลัง ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อไล่ชิงเต๋อ ผู้นำภูมิภาคไต้หวัน และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ที่ยังคงยืนกรานผลักดันเอกราชไต้หวัน

หวังอิงจิน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบแห่งมหาวิทยาลัยเหรินหมินของจีน เห็นว่าต้นตอของความตึงเครียดข้ามช่องแคบในปัจจุบัน มาจากการที่ทางการพรรคฯ ยังคงแสวงหาการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ต่อวาระ "เอกราช" ของตน ขณะเดียวกันยังมีแรงกดดันจากภายนอกบางส่วนที่พยายามใช้ไต้หวันเพื่อสกัดจีน แต่คำพูดของทรัมป์ส่งสัญญาณชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะไม่รับผิดชอบต่อการผลักดัน "เอกราชไต้หวัน" อย่างหุนหันพลันแล่นของใครบางคน และไม่ต้องการถูกดึงเข้าสู่สงครามข้ามมหาสมุทร

หวังอิงจินเสริมว่าข้อความดังกล่าวของทรัมป์ทำลายภาพฝันของ "เอกราชไต้หวัน" และยังเป็นคำเตือนต่อทางการพรรคฯ รวมถึงทุกฝ่ายที่ยังยึดติดกับภาพลวงดังกล่าว

ระหว่างการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องต่อวิสัยทัศน์ใหม่ในการสร้างความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าจะช่วยวางรากฐานที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นต่อสันติภาพข้ามช่องแคบไต้หวัน

สวีเสี่ยวเฉวียน นักวิจัยจากสถาบันไต้หวันศึกษา สังกัดสถาบันสังคมศาสตร์จีน กล่าวว่าปัญหาไต้หวันเป็นประเด็นแกนกลางที่สำคัญสูงสุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ซึ่งไม่อาจมองข้าม และมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการสร้างความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์

สวีระบุว่าการร่วมกันรักษาเส้นแดงของสันติภาพข้ามช่องแคบไต้หวัน ไม่เพียงสร้างเงื่อนไขต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังถือเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์สำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อโลก และเป็นก้าวจำเป็นที่ทั้งสองประเทศใหญ่ต้องดำเนินการเพื่อปฏิบัติตามความรับผิดชอบของตน

เซิ่งจิ่วหยวน ผู้อำนวยการศูนย์ไต้หวันศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ เจียวทง ระบุว่าจีนและสหรัฐฯ มีเป้าหมายร่วมกันในการรักษาสันติภาพข้ามช่องแคบไต้หวัน โดยฝ่ายสหรัฐฯ ต้องการเห็นทั้งสองฝั่งของช่องแคบแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาและการหารืออย่างสันติ

ด้านสวีกล่าวเสริมว่าการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าแนวทางของสหรัฐฯ ต่อประเด็นที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันมีความเป็นเหตุเป็นผลและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งช่วยหักล้างวาทกรรมเท็จที่ทางการพรรคฯ พยายามเผยแพร่มาโดยตลอด

ทั้งนี้ หลิวระบุเพิ่มเติมว่าหากมองในระยะยาว แผ่นดินใหญ่ของจีนมีพื้นฐานทรัพยากรที่แข็งแกร่งกว่า มีขีดความสามารถสูงกว่า และอยู่ในจุดยืนทางยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบกว่าในการแก้ไขปัญหาไต้หวัน พร้อมเสริมว่าประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบควรร่วมกันต่อต้านแนวคิด "เอกราชไต้หวัน" ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนอย่างเด็ดขาด ขยายการแลกเปลี่ยนและปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ตลอดจนร่วมกันส่งเสริมการรวมชาติอีกครั้ง

ที่มา : Xinhua

ไทยช่วยไทยพลัสมาแล้ว!! รัฐบาลลุยเยียวยาค่าครองชีพ ของแพง เงินเฟ้อ ว่างงาน อนุมัติไทยช่วยไทยพลัส 1.76 แสนล้าน ก่อนค่าครองชีพลากเศรษฐกิจดิ่ง

ครม. เคาะ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ 1.76 แสนล้าน รับมือวิกฤติของแพง เงินเฟ้อพุ่ง-ว่างงาน

วันที่ 19 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมครม. มีมติอนุมัติโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยใช้วงเงิน 176,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่คณะกรรมการกลั่นการใช้จ่ายเงินกู้เสนอ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนและธุรกิจรายย่อย โดยมุ่งหวังที่จะช่วยดูแลไม่ให้กำลังซื้อของประชาชนหดตัวมากจนเกินไป ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรไม่ให้ธุรกิจต้องปิดกิจการและเกิดการเลิกจ้างงาน เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่วิกฤติระลอกที่ 3 หลังจากวิกฤติพลังงานและสงครามที่ยังคือ วิกฤติของแพง โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดในเดือนเมษายนที่ขยับสูงขึ้นถึง 2.9% และมีโอกาสสูงมากที่อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งอาจสูงแตะระดับ 5%

นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติระดับโลกที่ทุกฝ่ายกำลังกังวลเรื่องราคาผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้นมากในวันนี้ ทิศทางดังกล่าวเป็นการยืนยันจากมุมมองของนักการเงินและนักเศรษฐศาสตร์ว่า ตลาดการเงินโลกกำลังคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากไม่สามารถหยุดยั้งวิกฤติของแพงในครั้งนี้ได้ จะนำไปสู่ภาวะวิกฤติต่อเนื่องคือวิกฤติกำลังซื้อ เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นจะทำให้มูลค่าเงินในกระเป๋าของประชาชนลดลง และส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้คนที่มีรายได้น้อย รวมถึงธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีกำไรสะสมในอดีตมารองรับแรงกระแทก

ผลไม้ไทยขึ้นห้างกลางกรุง!! ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง บุกสยามพารากอน จันทบุรีโชว์พลัง Soft Power ผ่านงาน “Thailand, The Land of Tropical Fruits” ดันผลไม้ไทยสู่ Soft Power ระดับโลก

“Thailand, The Land of Tropical Fruits”

อีกหนึ่งภาพสะท้อนพลัง Soft Power ไทย

ที่อบอวลไปด้วยเสน่ห์ของผลไม้เมืองร้อนจากผืนแผ่นดินตะวันออก

งาน “Thailand, The Land of Tropical Fruits” จัดโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ณ Gourmet Market สยามพารากอน ใจกลางกรุงเทพมหานคร

โดยได้รับเกียรติจาก นางบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน

ภายในงานได้รวบรวมผลไม้คุณภาพจากจันทบุรีและหลายพื้นที่ของไทย

ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และผลไม้เมืองร้อนนานาชนิด มาไว้กลางห้างกลางกรุง ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและอบอุ่น

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการเชิญเอกอัครราชทูต และผู้แทนทางการทูตจากหลายสิบประเทศเข้าร่วมงาน เพื่อร่วมสัมผัสรสชาติผลไม้ไทยสดๆ จากสวน

และเปิดประสบการณ์เสน่ห์แห่ง “ผลไม้ไทย” ที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นบนเวทีโลก

ไม่ใช่เพียงเทศกาลผลไม้ แต่คือการนำเสนอประเทศไทย ผ่านรสชาติ วัฒนธรรม และความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินไทย

ในวันที่ “ผลไม้ไทย”

กำลังก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่ง Soft Power สำคัญของประเทศ

‘วรภัค’ ฟ้องสื่ออิสระ ‘ทอม ไรต์’ ปมแฉเครือข่ายฟอกเงินระดับโลก หลังถูกโยงเครือข่ายฟอกเงิน ‘เบน สมิธ’ เรียกค่าเสียหาย 48 ล้าน สื่อนอกจับตา ก.ล.ต.ไทยยังนิ่ง


"วรภัค ธัญวงศ์" อดีต รมช.คลัง ฟ้องหมิ่นประมาท "ทอม ไรต์" สื่ออิสระ หลังถูกแฉโยงขบวนการฟอกเงินของ “เบน สมิธ” นัดไต่สวน 22 มิ.ย.-สื่อนอกข้องใจไฉน ก.ล.ต.ยังนิ่ง สำนักข่าว Next News รายงาน

ข่าวเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ว่า เว็บไซต์ https://whalehunting.projectbrazen.com ได้รายงานข่าวว่า นายวรภัค ธัญวงศ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของไทย ได้ยื่นฟ้องหมิ่นประมาททางอาญาต่อนายทอม ไรต์ สื่อมวลชนอิสระ เจ้าของเว็บไซต์ Whale Hunting ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สื่อข่าวที่เคยเปิดโปงการทุจริตกองทุน 1MDB ของมาเลเซีย โดยการฟ้องร้องครั้งนี้ นายวรภัคเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 48.84 ล้านบาท จากการรายงานข่าวของ Whale Hunting ที่พาดพิงถึงบทบาทของเขาในเครือข่ายของนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ "เบน สมิธ" ผู้ต้องหาคดีฟอกเงินจากแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นอาชญากรระดับโลก เครือข่ายอาชญากรรมและการแทรกซึมสถาบันการเงินไทย Whale Hunting ระบุว่า เครือข่ายของนายมอเออร์เบอร์เกอร์เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา ซึ่งมีการบังคับใช้แรงงานทาสสมัยใหม่ เพื่อฉ้อโกงเหยื่อทั่วโลก เข้าสู่ระบบการเงินระหว่างประเทศ โดยเครือข่ายดังกล่าวได้ทำการคอร์รัปชันร่วมกับชนชั้นนำของไทยอย่างเป็นระบบ เพื่อฝังตัวเข้าไปในสถาบันการเงินที่มีการกำกับดูแลของประเทศ การสอบสวนของ Whale Hunting ซึ่งอ้างอิงเอกสารหลักฐานที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ระบุว่า ภรรยาของนายวรภัค ธัญวงศ์ ได้รับเงินจำนวน 2.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 94.42 ล้านบาท ในรูปแบบของสกุลเงินดิจิทัล Tether (USDT) โดยเป็นการจ่ายเงินลับซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงเพื่อโอนการควบคุมบริษัท ฟินันเซีย เอ็กซ์ ซึ่งเป็นบริษัทการเงินไทย ให้กับนิติบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นส่วนหน้าของเครือข่ายนายเมาเออร์เบอร์เกอร์ การเข้าครอบงำกิจการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้การดำเนินงานของนายเมาเออร์เบอร์เกอร์ ดูน่าเชื่อถือ

ข้อโต้แย้งทางกฎหมายและการดำเนินคดี แม้ว่าการรายงานข่าวของ Whale Hunting จะนำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งในรัฐบาลไทยของนายวรภัคในช่วงปลายปี 2568 แต่ Whale Hunting อ้างว่านายวรภัคกลับพยายามใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อปิดปากสื่อ นายวรภัคยื่นฟ้องคดีในเดือนธันวาคม 2568 โดยมีกำหนดไต่สวนครั้งแรกในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 Whale Hunting ตั้งข้อสังเกตว่าการที่นายวรภัคเลือกยื่นฟ้องคดีในประเทศไทย แทนที่จะเป็นสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางกฎหมายที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและเป็นสถานที่ที่ธุรกรรมที่เป็นประเด็นสำคัญเกิดขึ้นนั้น "เป็นเรื่องที่น่าคิด" เนื่องจากสิงคโปร์มีกฎหมายที่ยากต่อการใช้เพื่อข่มขู่สื่อมวลชนมากกว่า ในทางกลับกัน ประเทศไทยถูกจัดอันดับอยู่ในอันดับที่ 77 จาก 143 ประเทศทั่วโลกในด้านหลักนิติธรรมปี 2568 และมีประวัติการใช้กฎหมายหมิ่นประมาททางอาญาเพื่อข่มขู่นักเคลื่อนไหวและนักข่าวมาอย่างยาวนาน 

ความเชื่อมโยงกับเครือข่ายฟอกเงินและการกระทำของเจ้าหน้าที่ Whale Hunting อ้างว่าได้เปิดเผยหลักฐานเพิ่มเติมที่ค้านคำกล่าวอ้างของนายวรภัคที่ว่าเขาเป็นเพียงคนรู้จักกับนายเมาเออร์เบอร์เกอร์ โดยมีการเปิดเผยภาพถ่ายของนายวรภัคที่เดินทางบนเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของนายมอเออร์เบอร์เกอร์ และภาพลูกชายของเขาบนเรือยอทช์มูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,256 ล้านบาทของนายเมาเออร์เบอร์เกอร์ ซึ่งกรณีนี้นายวรภัคเคยชี้แจงกับสำนักข่าว Next News ไปแล้วว่ารูปถ่ายบนเครื่องบินส่วนตัวนั้นเป็นแค่การบินไปดูไร่กัญชาที่เชียงราย ส่วนภาพลูกชายบนเรือยอทช์ก็ไม่ใช่เรือของนายเมาเออร์เบอร์เกอร์แต่อย่างใด

'วรภัค' ย้ำอีกปัดเอี่ยว 'เบน สมิธ' หลังเจอภาพลูกชายบนเรือยอชท์หรู Whale Hunting ระบุอีกว่ามีหลักฐานว่า นายวรภัคยอมรับว่ารู้จักนายยูจีน แทง ซีอีโอของ Capital Asia Investments (CAI) ซึ่งเป็นบริษัทที่นายเมาเออร์เบอร์เกอร์ใช้เป็นส่วนหน้าในการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายหลายพันล้านดอลลาร์ โดย CAI ได้ให้เงินกู้แก่นายวรภัคจำนวน 693 ล้านบาท หรือกว่า 21.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้าซื้อหุ้นใน ฟินันเซีย เอ็กซ์  ในนามของเครือข่ายนายเมาเออร์เบอร์เกอร์  แม้ว่านายวรภัคจะเคยกล่าวอ้างว่าทางการสิงคโปร์ไม่พบหลักฐานการกระทำผิดทางอาญาที่ CAI แต่ในวันที่ 5 มีนาคม 2569 ตำรวจสิงคโปร์และธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ได้จับกุมนายยูจีน แทง และนายจอร์จ แทน กรรมการอีกคนของ CAI พร้อมอายัดทรัพย์สินกว่า 124 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,037.44 ล้านบาท . การสอบสวนพบว่า CAI และนายแทงถูกกล่าวหาว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมและศูนย์หลอกลวง  Whale Hunting ยืนยันว่าเอกสารที่เกี่ยวข้องแสดงให้เห็นถึงความพยายามร่วมกันในการส่งมอบสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของไทยให้กับเครือข่ายอาชญากรรม และการจ่ายเงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับนายวรภัคนั้นเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทน อนึ่งนายวรภัคได้เคยชี้แจงต่อสื่อมวลชนไปแล้วว่ากรณีการได้รับเงินของภรรยานั้นเป็นแค่เงินที่มาจากการขายหุ้นฟินันเซีย เอ็กซ์เท่านั้นไม่เกี่ยวกับนายเมาเออร์เบอร์เกอร์แต่อย่างใด ปัจจุบัน ศาลไทยได้ออกหมายจับนายมอเออร์เบอร์เกอร์ ซึ่งเชื่อว่าอยู่ในดูไบ และได้อายัดทรัพย์สินหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงหุ้นในบริษัท ฟินันเซีย เอ็กซ์ . กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินการสอบสวนต่อไป อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่นำการสอบสวนการเข้าครอบงำบริษัท ฟินันเซีย เอ็กซ์ กลับยังไม่มีการดำเนินการใดๆ กับนายวรภัค

ที่มา : https://whalehunting.projectbrazen.com/vorapak-sues-whale-hunting-the-high-stakes-fight-for-the-truth/

“ธรรมศาสตร์” จับมือ “สถานทูตอิหร่าน” ไทย–อิหร่านเปิดประตูวิชาการ ธรรมศาสตร์หารือสถานทูตอิหร่าน ดันวิจัยร่วม–แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ขยายมิติเอเชียตะวันตกศึกษา

เมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2568 ผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทน ได้เข้าพบ ดร. นัสเซอเรดิน ไฮดารี (Dr. Nasseredin Heidari) 

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย และเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฯ

ในระหว่างการหารือ ทางสถาบันฯ ได้แสดงความพร้อมที่จะศึกษาและดำเนินการเกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือและการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัย รวมถึงศูนย์วิจัยและศูนย์การศึกษาต่างๆ ในอิหร่านกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งนี้ ทางสถาบันฯ ได้มอบทุนการศึกษาในสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในมิติอนาคต (Future Studies of Southeast Asia) และมีแผนที่จะเพิ่มสาขาวิชาเอเชียตะวันตกศึกษา (West Asian Studies) เข้าไปในหลักสูตร จึงได้ประสานขอความร่วมมือจากทางอิหร่านในด้านเนื้อหาทางวิชาการ

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย ได้บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอิหร่าน พร้อมทั้งสรุปการดำเนินงานของสถานเอกอัครราชทูตฯ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ และขยายความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ กงสุล วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม ให้แก่คณะผู้บริหารของสถาบันฯ ได้รับทราบ นอกจากนี้ ท่านทูตยังได้เสนอแนะให้มีการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของมหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัย และคลังสมอง (Think Tanks) ของอิหร่าน ในการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการแลกเปลี่ยนร่วมกัน ตลอดจนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางวัฒนธรรมของสถานเอกอัครราชทูตฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มูลนิธิเพื่อการศึกษาและวิจัยอัล-มุสตาฟา (Al-Mustafa Educational and Research Foundation) ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทยและมีสำนักงานตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ในการแปลและจัดพิมพ์หนังสือของอิหร่านเป็นภาษาไทย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบร่วมกันที่จะส่งข้อมูลแนะนำสถาบันฯ และศักยภาพของสถาบันฯ ไปยังกรุงเตหะราน เพื่อพิจารณาและประกาศแนวทางความร่วมมือที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศต่อไป

ในการดำเนินการตามข้อเสนอของผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกี่ยวกับการแปลหนังสือด้านประเด็นเศรษฐกิจร่วมกันและเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ท่านทูตอิหร่านได้เสนอแนวคิดในการกำหนดและดำเนินโครงการวิจัยร่วมกันภายใต้หัวข้อ "การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างปรัชญาเศรษฐกิจต้านทาน (Philosophy of Resistance Economy) ของท่านผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติอิสลาม อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี กับ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Philosophy of Sufficiency Economy) ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของทั้งสองประเทศ" ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากคณะกรรมการของสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ข้อสรุปว่า ท่านทูตอิหร่านจะเป็นผู้จัดทำและนำเขร่างแรก (Initial draft) เป็นภาษาอังกฤษ

อนึ่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถือเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่เป็นอันดับสองของประเทศไทย ที่เปิดสอนในสาขาวิชาการที่หลากหลาย และผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้ล้วนดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระทรวงการต่างประเทศของไทย

R Iran Embassy in Bangkok Thailand

ที่มา : https://www.facebook.com/100069530857075/posts/1318957177098632/?rdid=k3F32wj4UgKzcLTR#

ใช้น้ำมันไตรมาสแรกปี 69 พุ่ง 5.3% !! เบนซิน-ดีเซล-Jet A1 โต สะท้อนเศรษฐกิจเดินเครื่อง แต่ NGV ยังทรุดต่อเนื่อง ใช้ลดลง 14.3% ตามจำนวนรถจดทะเบียนที่หดตัวต่อเนื่อง

สถานการณ์การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 (มกราคม-มีนาคม)

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ปริมาณการใช้อยู่ที่ 166.77 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยน้ำมันเตาเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 น้ำมันกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 น้ำมันดีเซลหมุนเร็วเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 ขณะที่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) มีปริมาณการใช้ลดลงร้อยละ 14.3 โดยมีรายละเอียดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ดังนี้

ปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 33.21 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 21.12 ล้านลิตร/วัน สาเหตุมาจากส่วนต่างราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ซึ่งในเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 31.80 บาท/ลิตร ขณะที่ในช่วงเดียวกันของปีก่อนราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 33.82 บาท/ลิตร มีส่วนต่างอยู่ที่ 2.02 บาท/ลิตร จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 สูงขึ้นจากปีก่อน และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.13 บาท/ลิตร อันเนื่องมาจากการปรับส่วนต่างราคาน้ำมันและการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้ E20 ให้มากขึ้น เพื่อลดการใช้สัดส่วนน้ำมันเบนซินพื้นฐานและเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตในประเทศ รวมทั้งน้ำมันเบนซินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.39 ล้านลิตร/วัน ขณะที่การใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 85 มีปริมาณการใช้ลดลงมาอยู่ที่ 6.53 ล้านลิตร/วัน และ 0.04 ล้านลิตร/วัน ตามลำดับ 

ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เฉลี่ยอยู่ที่ 72.33 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาที่ 72.33 ล้านลิตร/วัน ขยายตัวจากปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่สร้างความไม่แน่นอนต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่งผลให้ในเดือนมีนาคมมีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 5 ครั้ง รวม 10.80 บาท/ลิตร ความต้องการใช้น้ำมันจึงขยับตัวสูงขึ้นก่อนการปรับราคาในแต่ละรอบ ดังนั้นปริมาณการจำหน่ายในภาพรวมจึงเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราวตามกลไกการปรับตัวของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจะเป็นแรงกดดันสำคัญ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงสามารถรักษาระดับการขยายตัวได้สอดคล้องกับการประมาณการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ระบุว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังคงฟื้นตัวและขยายตัวที่ร้อยละ 1.61 ขณะที่ปริมาณการใช้ดีเซลหมุนเร็วบี 20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.003 ล้านลิตร/วัน ซึ่งเป็นการกลับมาจำหน่ายหลังจากมีการชะลอการจำหน่ายไปตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2568 อันเป็นผลจากการบริหารจัดการภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาล ที่มุ่งเพิ่มความสะดวกและเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้รถที่รองรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ควบคู่ไปกับเป้าหมายในการควบคุมต้นทุนด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาภาระของภาคประชาชนและผู้ประกอบการ

ปริมาณการใช้ Jet A1 เฉลี่ยอยู่ที่ 20.04 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน จากปริมาณจำนวนเที่ยวบินเดือนมกราคม-มีนาคม เฉลี่ยอยู่ที่ 83,043 เที่ยว เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 5.80 2 ประกอบกับการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 8.94 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน3 แต่ยังคงมีปัจจัยท้าทายจากสถานการณ์ด้านราคาพลังงานที่กระทบต่อต้นทุนในการบริการและการดำเนินงาน โดยวิทยุการบินแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมการบินยังคงมีแนวโน้มเติบโตเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แม้การเติบโตจะต่ำกว่าแนวโน้มเดิมก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง

ปริมาณการใช้น้ำมันเตา เฉลี่ยอยู่ที่ 6.03 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ซึ่งเป็นการขยายตัวจากปริมาณการใช้น้ำมันเตาสำหรับเรือเดินสมุทร สอดคล้องกับมูลค่าการส่งออกของไทยในภาพรวม 3 เดือนแรก ปี 2569 ที่ขยายตัวร้อยละ 17.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักขับเคลื่อนการส่งออกยังคงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยี AI และ Data Center ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปริมาณการใช้ LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 17.84 ล้านกก./วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ภาคปิโตรเคมี ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.34 ล้านกก./วัน ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.10 ล้านกก./วัน ขณะที่ภาคขนส่งลดลงมาอยู่ที่ 2.27 ล้านกก./วัน และภาคอุตสาหกรรมลดลงมาอยู่ที่ 2.129 ล้านกก./วัน

ปริมาณการใช้ NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 2.16 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 14.3 โดยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับจำนวนรถจดทะเบียน NGV สะสมที่ลดลงร้อยละ 19.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,042,838 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 2.1 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 78,261 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการลดลงของการนำเข้าน้ำมันดิบที่มีการนำเข้าอยู่ที่ 1,011,340 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 2.9 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 76,137 ล้านบาท/เดือน ขณะที่น้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน และ LPG) มาอยู่ที่ 31,498 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.7 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 2,124 ล้านบาท/เดือน

ปริมาณการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 126,711 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 16 โดยเป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 11,511 ล้านบาท/เดือน โดยปริมาณการส่งออกมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมาตรการระงับการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 เพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง

กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน

‘ทรัมป์-สี’ จับมือส่งสัญญาณบวก!! แต่โลกยังต้องจับตาเกม 2 มหาอำนาจ “รศ.ดร.ปณิธาน” ชี้ “สหรัฐฯ-จีน” อาจกำลังติด ‘กับดักความมั่งคั่ง’ ก่อนลามสู่ ‘กับดักความมั่นคง’ เขย่าโลก

การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่เพิ่งปิดฉากลง ถูกจับตามองอย่างกว้างขวางในฐานะเวทีสำคัญของสองมหาอำนาจโลก ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงครามในหลายภูมิภาค และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ยังดำเนินต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคง

เมื่อไม่นานมานี้ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “TNN ข่าวเที่ยง” วิเคราะห์กรณีการประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยชี้ว่า แม้ภาพภายนอกของการประชุมจะสะท้อนความพยายามประคับประคองความสัมพันธ์ แต่เบื้องลึกยังเต็มไปด้วยการแข่งขันเพื่อรักษาความมั่งคั่งและความมั่นคงของตนเอง

ประเด็นแรกที่ รศ.ดร.ปณิธาน หยิบยกขึ้นมาคือ การประชุมครั้งนี้อาจสะท้อนภาพของ “กับดักความมั่งคั่ง” ซึ่งเป็นด้านหนึ่งของเหรียญสองหน้าในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า “สิ่งที่จีนและสหรัฐฯ ไม่ได้บอก แต่แทบทุกประเทศก็เห็นคล้ายกันว่าทั้งสองยักษ์ใหญ่ มีเป้าหมายในการประชุมสุดยอดในครั้งนี้คล้ายกันในทิศทางเดียวกัน คือต้องการสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ เพื่อให้ตนเอง "เข้มแข็งที่สุด" และ “ปลอดภัยที่สุด””

พร้อมอธิบายต่อถึงโครงสร้างของระบบโลกปัจจุบันว่า “ในระบบโลกแบบตัวใครตัวมัน (Anarchical System) ที่ไม่มีกฎกติกาชัดเจนและไม่มีใครเป็นใหญ่ที่สุด (No Rules, No Masters) สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ จะต้องพึ่งพาตนเองให้อยู่รอดปลอดภัยให้ได้ ทั้งมั่งคั่งและมั่นคง ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน แต่อยู่คนละด้านของเหรียญ และทุกประเทศก็จะต้องทำอย่างเดียวกัน ซึ่งก็จะนำไปสู่ “กับดักของความมั่นคง” (Thucydides Trap หรือ Security Dilemma) ในที่สุด”

อีกด้านหนึ่ง แม้สหรัฐฯ และจีนจะเป็นคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ แต่ในทางเศรษฐกิจ ทั้งสองประเทศยังคงเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง และต่างฝ่ายต่างยังต้องอาศัยกันในระบบทุนนิยมโลกเดียวกัน

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุต่อว่า “ในความเป็นจริง จีนและสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นอิสระต่อกัน เพราะต่างก็เป็นคู่ค้าสำคัญซึ่งกันและกันในระบบเดียวกัน และทั้งสองก็อยู่ในระดับต้น ๆ ของโลก (ปธน.จีนตอกย้ำประเด็นนี้ในการกล่าวเปิดการประชุมสุดยอดในครั้งนี้ด้วย) แม้ว่าสหรัฐฯ จะลดการค้ากับจีนลงมากในปัจจุบัน (ลดลงจากกว่า 20% เป็นต่ำกว่า 10%) แต่ทั้งสองประเทศก็ยังต้องพึ่งพากันและกัน เพื่อให้ได้ประโยชน์จากระบบทุนนิยมเดียวกันให้ได้มากที่สุด (สหรัฐฯ ส่งออกสูงเป็นอันดับสองของโลก จีนส่งออกเกือบ 4 ล้านล้านเหรียญ สูงกว่าสหรัฐฯ กว่าเท่าตัว) ที่สำคัญ ต่างก็นำความมั่งคั่งของตน (World GDP: สหรัฐฯ - 42% จีน - 34%) ไปสร้างอิทธิพลทางการเมืองและการทหารที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองเป็นอันมาก (สหรัฐฯ ใช้จ่ายด้านการทหารถึง 33% ของโลก จีนประมาณ 12%)”

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของระบบโลก ทั้งสงครามใหญ่ในยุโรป ตะวันออกกลาง ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในหลายประเด็น รวมถึงความไม่แน่ใจของนานาประเทศต่อบทบาทผู้นำโลกของทั้งสองฝ่าย

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า “แต่ในขณะนี้ ทั้งสองประเทศมีความกังวลถึงความมั่งคั่งและมั่นคงของตน เพราะระบบทุนนิยมแบบ “การค้าเสรี” กำลังมีความแปรปรวนและไม่แน่นอน เกิดสงครามใหญ่ในยุโรปและตะวันออกกลาง เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งเรื่องภาษี เรื่องเทคโนโลยีชั้นสูง และเรื่องไต้หวัน (3Ts) และเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอีกหลายประเทศ เช่น กับอิหร่าน ลาตินอเมริกัน ยุโรป แคนาดา จึงทำให้ทั่วโลกไม่แน่ใจในการเป็นผู้นำของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และทำให้ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อประคับประคองสถานการณ์และระบบของตน”

ด้วยเหตุนี้ การประชุมสุดยอดครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญในเชิงสัญญาณมากกว่าการประกาศชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะทั้งสองประเทศจำเป็นต้องแสดงให้โลกเห็นว่า ความสัมพันธ์ยังอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในการพบกันครั้งนี้ จีนและสหรัฐฯ จึงต้องการส่งสัญญาณเชิงบวกว่ามีความพยายามแก้ปัญหาหลายอย่าง มีความคืบหน้าในหลายด้าน ทั้งเรื่องภาพรวมความสัมพันธ์ การค้าการลงทุน ความมั่นคง และอื่นๆ ทั้งนี้ เพื่อให้คู่ค้า มิตรประเทศ บริวาร แม้แต่ศัตรูหรือคู่แข่งของตน ได้รับรู้รับทราบว่าทั้งสองมหาอำนาจยังมุ่งมั่นที่จะรักษาระบบ ร่วมมือกันแก้ไขปัญหา เพิ่มพูนการค้าการลงทุน โดยเฉพาะในด้านใหม่ ๆ ที่ประเทศอื่น ๆ จะได้รับอานิสงส์หรือผลดีตามไปด้วย”

ส่วนประเด็นที่ถูกมองว่าเป็น “ข่าวดี” จากการประชุมครั้งนี้ มีทั้งเรื่องการซื้อเครื่องบินโดยสาร การเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ จากจีน ตลอดจนความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและห่วงโซ่การผลิตในอนาคต

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า “ข่าวดีจากการประชุมสุดยอดในครั้งนี้มีหลายประการ เช่น เรื่องจีนจะซื้อเครื่องบินโดยสารนับร้อย ๆ ลำ (ข่าวระบุว่าเป็น Boeing 200 ลำ แต่น้อยกว่า 500 ลำที่คาดไว้ ทำให้หุ้นของบริษัท Boeing ตก 4% ในสัปดาห์ก่อน แต่ ปธน.ทรัมป์ ก็ให้ข่าวแก้ว่าอาจจะถึง 750 ลำได้ในอนาคต) หรือที่จีนจะซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า (ข่าวระบุว่าเป็น เนื้อสัตว์ ถั่ว ถั่วเหลือง และอื่น ๆ) รวมทั้งที่จีนจะเปิดโอกาสให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นสูง บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทคอมพิวเตอร์ และอื่น ๆ ร่วมมือกันมากขึ้น ทั้งการซื้อชิปคอมพิวเตอร์ H200 ของ Nvida การเข้าถึงตลาดรถยนต์ของ Tesla การเพิ่มห่วงโซ่การผลิตของ Apple โดยสหรัฐฯ เสนอให้มีการจัดตั้ง Board of Trade และ Board of Investment เพื่อเปิดช่องทางการค้าขายให้มากขึ้น เป็นต้น”

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ข้อตกลงที่ถูกนำเสนอในเชิงบวกเหล่านี้ ยังมีข้อสังเกตสำคัญ เพราะไม่ได้ปรากฏรายละเอียดอย่างเป็นทางการในเอกสารแถลงผลการประชุมของทั้งสองประเทศ

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า “แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้อตกลงต่าง ๆ ตาม “ข่าวดี” นั้น ไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการในเอกสารแถลงผลการประชุมของสองประเทศ ไม่มีรายละเอียดเฉพาะเรื่อง เช่น จีนไม่ได้ยืนยันเรื่องการซื้อเครื่องบิน สินค้าเกษตร หรือสินค้าอื่น ๆ ถ้อยแถลงที่เป็นทางการของจีนนั้น ส่วนใหญ่เน้นเรื่องหลักการ เช่น “ความสัมพันธ์ที่ต่างก็เป็นประโยชน์ต่อกัน” (win-win in nature) และเห็นด้วยในเรื่องวิสัยทัศน์ที่จะสร้างความสัมพันธ์ทาง “ยุทธศาสตร์ที่มีเสถียรภาพ” (Strategic Stability) ในอีกสามปีข้างหน้า ขณะที่แถลงการณ์สหรัฐฯ ไม่ได้ยืนยันถึงเรื่อง “เสถียรภาพทางยุทธศาสตร์” นี้ที่จีนแถลงในเอกสาร เพียงแต่มีรายละเอียดที่ ปธน.ทรัมป์ได้ให้ข่าวเท่านั้น”

ขณะเดียวกัน ภาพการพบปะที่ดูเป็นมิตรระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ก็ถูกตั้งคำถามว่าเป็นเพียงการแสดงออกทางการทูตเพื่อสร้างบรรยากาศเชิงบวก หรือสะท้อนความคืบหน้าที่แท้จริงในประเด็นใหญ่ของโลก

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุเพิ่มเติมว่า “การ “จับมือถือแขน” และ “เอาอกเอาใจ” กันหรือชื่นชมกันเป็นพิเศษในการเยือนจีนของปธน.ทรัมป์ในรอบ 9 ปีเพื่อประชุมสุดยอดนัดประวัติศาสตร์นี้ หลายฝ่ายมองว่าเป็นการสร้างภาพถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน (โดยเฉพาะปธน.ทรัมป์ที่ทำให้โลกปั่นป่วน แต่กลับสงบเสงี่ยมเรียบร้อยผิดสังเกตในการประชุมครั้งนี้) เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน แต่ไม่มีความคืบหน้าในเรื่องที่สำคัญอย่างชัดเจน”

แม้จะยังมีข้อจำกัดหลายด้าน แต่การประชุมครั้งนี้อย่างน้อยได้ช่วยลดแรงกดดันในความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ และทำให้หลายฝ่ายเห็นว่าทั้งสหรัฐฯ และจีนยังไม่ต้องการให้สถานการณ์เดินไปสู่จุดแตกหัก

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุต่อว่า “ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ทั้งสองผู้นำโลกได้ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อการพูดคุยเจรจาเพื่อแก้ปัญหา มีนัดหมายจะคุยกันต่อไป ส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนในหลายด้าน ทำให้เกิดความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าความสัมพันธ์จะไม่เลวร้ายลง และจะนำไปสู่เสถียรภาพ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของทั้งสองประเทศ และได้รับการตอบรับกันพอสมควรทั้งสองฝ่ายและในเวทีระหว่างประเทศ”

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ท่าทีประนีประนอม ทั้งสองประเทศยังคงเป็นคู่แข่งสำคัญในเวทีโลก โดยต่างฝ่ายต่างต้องการรักษาและขยายอิทธิพลของตนเอง ขณะที่ระบบเศรษฐกิจโลกยังทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถตัดขาดจากกันได้

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า “แต่การที่ทั้งสองประเทศ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นมิตรต่อกัน แต่มีเป้าหมายแข่งขันกันเพื่อสร้างอิทธิพลในเวทีโลก โดยเฉพาะต้องการที่จะเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งแต่เพียงผู้เดียวนั้น จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตนและให้กับระบบที่สร้างความมั่งคั่งให้กับตนเช่นนี้ จึงกล่าวได้ว่าทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างก็ติดกับดักเดียวกันทางเศรษฐกิจ คือต่างก็ยังต้องพึ่งพากันและกันเพื่อความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในขณะที่ต่างฝ่ายต่างก็ยังไม่สามารถที่จะกำจัดหรือทำลายกันได้ ทั้งสองประเทศ ซึ่งมั่งคั่งเป็นลำดับที่หนึ่งและที่สองของโลกนั้น จึงกำลังติด “กับดักความมั่งคั่ง” ของตนเอง”

ในตอนท้าย รศ.ดร.ปณิธาน ทิ้งประเด็นสำคัญที่โลกยังต้องจับตา คือความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจจะหยุดอยู่เพียงการแข่งขันทางเศรษฐกิจ หรือจะขยับไปสู่ “กับดักด้านความมั่นคง” ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงในอนาคต

“ในอนาคต สองยักษ์ใหญ่นี้จะติด “กับดักด้านความมั่นคง” (Thucydides Trap) ด้วยหรือไม่ จะทำลายกันเองอย่างที่ปธน.สี จิ้นผิงได้เตือนไว้ในการประชุมครั้งนี้หรืออย่างไร ไม่มีใครจะหยั่งรู้อนาคต แต่ในการพูดคุยกันของทั้งสองมหาอำนาจในเรื่องไต้หวัน อิหร่าน อาวุธนิวเคลียร์ และความมั่นคงอื่นๆ ในการประชุมครั้งนี้ มีสิ่งบอกเหตุพอสมควรว่าสหรัฐฯ และจีนจะนำพาโลกไปสู่โศกนาฏกรรมสงครามโลกอีกหรือไม่” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวทิ้งท้าย

ขอบคุณที่มา: TNN ข่าวเที่ยง / YouTube

Facebook Panitan Wattanayagorn (ปณิธาน วัฒนายากร)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top