Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

‘ภูมิ สวัสดี’ พรรครักชาติ หวิดโดนไล่  ชาวบ้านเห็นเป็นคนรุ่นใหม่ นึกว่า “พรรคส้ม”

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 เวลา 13.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4)และนายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9) ลงพื้นที่ย่านชุมชนประเวศ เขตประเวศ เพื่อช่วยหาเสียงและแนะนำตัว นาย นายภูมิ สวัสดี ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 21 (ประเวศ-สะพานสูง) หมายเลข 6   โดยทีมได้เดินเท้า เคาะประตูบ้าน เพื่อแนะนำตัว เสนอนโยบายและขอโอกาสเข้าไปรับใช้พี่น้องในสภาฯ 

โดยมีชาวชุมชนบางส่วนเห็นทีมพรรครักชาติเป็นเด็กรุ่นใหม่ ที่เดินเท้าเข้ามาเสียง จึงเข้าใจผิดคิดว่า “ผู้สมัครจาก พรรคส้ม” มาหาเสียง

ซึ่งเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นในช่วงที่ทีมพรรครักชาติ กำลังเดินเข้าหาบ้านเรือนประชาชน มีช่วงหนึ่งที่ชาวบ้านในพื้นที่แสดงท่าทีไม่ตอบรับ และเกือบจะปิดประตูบ้านไม่ยอมออกมาพูดคุยด้วย เพราะเข้าใจผิดจากสัญลักษณ์และสีสันบางอย่างว่า เป็นกลุ่มผู้สนับสนุนหรือผู้สมัครจาก “พรรคประชาชน“หรือ “ด้อมส้ม” ซึ่งชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวอาจมีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างออกไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมงานได้เข้าไปชี้แจงและแนะนำตัวอย่างเป็นกันเองว่า นี่คือ “ภูมิ สวัสดี” เบอร์ 6 จาก “พรรครักชาติ” ไม่ใช่กลุ่มที่ชาวบ้านเข้าใจผิด ทันทีที่ทราบความจริง บรรยากาศที่เคยตึงเครียดก็กลับกลายเป็นรอยยิ้ม ชาวบ้านคนดังกล่าวได้เปลี่ยนท่าทีทันที พร้อมเปิดประตูบ้านออกมาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาในชุมชน และให้กำลังใจนายภูมิอย่างอบอุ่น

"ตอนแรกนึกว่าสีส้มมา ผมเกือบปิดประตูหนีแล้ว แต่พอรู้ว่าเป็นพรรครักชาติ เป็นเบอร์ 6 ก็ยินดีเลยครับ เข้ามาคุยกันก่อน ยินดีต้อนรับเต็มที่" เสียงสะท้อนจากชาวบ้านในพื้นที่
.
“ภูมิ สวัสดี” มั่นใจ การลงพื้นที่คือหัวใจ
.
 

EEC ชี้ Re:Build ลดคาร์บอนอาคารได้สูงสุด 50% ดัน Net Zero ไทย

บริษัท อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค จำกัด (EEC) จัดงาน The NOVA Community x 50th EEC Anniversary ฉลองครบรอบ 50 ปี เปิดเวทีผลักดันแนวคิด Re:Build อาคารเดิม ลดพลังงาน ลดคาร์บอน อย่างเป็นรูปธรรม สู่เป้าหมาย Thailand Net Zero Carbon 2050

ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุว่าภาคอาคารของไทยใช้พลังงานสูงถึง 36% ของประเทศ และเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลัก โดย Climate Change Act จะเป็นกลไกบังคับให้อาคารต้องปรับตัว

การใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในอาคาร สามารถลดการใช้พลังงานได้เฉลี่ย 20–30% โดยไม่กระทบการใช้งานหรือคุณภาพชีวิต พร้อมเตรียมตั้งกองทุนภูมิอากาศเพื่อสนับสนุนการอัปเกรดอาคารเดิมในวงกว้าง

เมื่อความรักต่อศิลปิน เดินคู่กับการวางแผนการเงิน

สำหรับ “แฟนคลับ” การได้ไปชมคอนเสิร์ตของศิลปินที่รักไม่ใช่เพียงความบันเทิงชั่วคราว แต่คือช่วงเวลาที่มีคุณค่าทางใจและกลายเป็นความทรงจำที่มีความหมายกับชีวิตไปอีกแสนนาน หลายคนมองว่าคอนเสิร์ตคือ “รางวัลแห่งปี” ที่ช่วยเติมพลังและสร้างแรงบันดาลใจให้กับการใช้ชีวิต งานวิจัยจำนวนมากสนับสนุนว่าประสบการณ์ดนตรีสดมีผลต่อสุขภาวะมากกว่าที่คิด โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า กิจกรรมด้านดนตรีมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพทางอารมณ์และคุณภาพชีวิตโดยรวม 

อย่างไรก็ตาม ความสุขจากคอนเสิร์ตมักมาพร้อมค่าใช้จ่ายที่มากกว่าบัตรเข้าชม ไม่ว่าจะเป็นค่าสมัครสมาชิก (membership) ค่าเดินทาง ค่าที่พัก หรือค่าใช้จ่ายยิบย่อยที่สะสมโดยไม่รู้ตัว เคทีซีจึงชวนแฟนคลับมาดู 3 วิธีเก็บเงินอย่างมีชั้นเชิง เพื่อให้ความสุขจากศิลปินที่รักไม่กลายเป็นภาระทางการเงินในระยะยาว และสนุกกับคอนเสิร์ตได้เต็มที่

วิธีที่ 1 เก็บเงินให้ใกล้เวทีขึ้นทุกวัน 
การเก็บเงินเพื่อคอนเสิร์ตไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่สามารถผูกเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ เช่น เก็บเงินตามเลขวันที่ หรือเก็บเงินทุกครั้งที่เห็นศิลปินอัปเดตผลงาน เงินจำนวนเล็กน้อยที่สะสมอย่างสม่ำเสมอจะค่อย ๆ เปลี่ยนความตื่นเต้นให้กลายเป็นการเตรียมตัวที่จับต้องได้ และช่วยเข้าใกล้วันคอนเสิร์ตโดยไม่สร้างแรงกดดันต่อค่าใช้จ่ายประจำ

วิธีที่ 2 ตั้งงบให้ความสุขไม่ล้นกระเป๋า    
    หลายครั้งภาระทางการเงินไม่ได้เกิดจากค่าบัตรคอนเสิร์ตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการใช้เงินโดยไม่มีกรอบ การกำหนดงบประมาณคร่าว ๆ สำหรับคอนเสิร์ตแต่ละครั้ง ทั้งบัตรเข้าชม ที่พัก ไปจนถึงค่าเดินทาง จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมีขอบเขต และเลือกความสุขในระดับที่เหมาะสมกับสถานะการเงินของตัวเอง

วิธีที่ 3 ดูแลกระเป๋าหลังเวที
    ระหว่างรอวันคอนเสิร์ต ความอยากเล็ก ๆ มักเกิดขึ้นเสมอ การไม่ปิดกั้นตัวเองทั้งหมด แต่เลือกเลื่อนค่าใช้จ่ายที่ยังไม่จำเป็น แล้วนำเงินส่วนนั้นมาเป็นเงินเก็บสำหรับคอนเสิร์ต คือวิธีดูแลทั้งความสุขในวันนี้และความสบายใจในวันข้างหน้า
 

26 มกราคม 2440 ก่อตั้งโรงเรียนกฎหมายแห่งแรก วางรากฐานศาลสมัยใหม่ เริ่มสอนในห้องเสวยโดยพระองค์เจ้ารพีพัฒน์ ยกระดับมาตรฐานกฎหมายไทยให้เท่าทันโลก

วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2440 ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทยในฐานะวันก่อตั้ง "โรงเรียนสอนกฎหมายแห่งแรกของประเทศ" โดยมี พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ หรือที่รู้จักในนาม "พระบิดาแห่งกฎหมายไทย" เป็นผู้วางรากฐานสำคัญของนิติศาสตร์และระบบศาลสมัยใหม่ในไทย

ในยุครัชกาลที่ 5 ประเทศไทยเผชิญความท้าทายจากอำนาจตะวันตกที่พยายามบีบให้ประเทศเปิดเสรีทางการค้าและการทูต พร้อมข้อจำกัดเรื่องเขตอำนาจศาลที่หนุนให้ศาลกงสุลมีบทบาทเหนือศาลไทย จึงเกิดความจำเป็นในการสร้าง "บุคลากรกฎหมายไทย" ที่เข้าใจระบบกฎหมายสากล เพื่อรักษาเอกราชทางการศาล

พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ทรงเป็นแรงผลักดันหลักในการจัดตั้งโรงเรียนนี้ โดยเริ่มต้นสอนด้วยพระองค์เองใน "ห้องเสวย" ใกล้กระทรวงยุติธรรม การเรียนการสอนเน้นการใช้กฎหมายตะวันตกผสมผสานกับกฎหมายไทยเดิม เช่น กฎหมายตราสามดวง พร้อมส่งนักเรียนเข้าสู่ระบบราชการศาลเพื่อรองรับการปฏิรูป

"สิ่งที่เรากำลังสร้างไม่ใช่แค่โรงเรียน แต่เป็นเครื่องจักรผลิตความยุติธรรม" พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์กล่าว ความสำเร็จของเนติบัณฑิตรุ่นแรกทำให้วิวัฒนาการของระบบกฎหมายไทยแข็งแกร่งและเป็นรากฐานรัฐสมัยใหม่ที่ไทยใช้ยืนหยัดในเวทีโลก

จากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน โรงเรียนกฎหมายแห่งแรกถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่วางรากฐานให้สังคมกฎหมายและระบบยุติธรรมของไทยเติบโตอย่างมั่นคงและทันสมัย

ที่มา : https://shorturl.asia/Pbsug

สามชาติอาเซียนรวม 'ไทย' ขึ้นแท่นเที่ยว 'เซี่ยงไฮ้ ดิสนีย์แลนด์' มากสุด

เซี่ยงไฮ้, (ซินหัว) -- สามประเทศจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย กลายเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเยือน "สวนสนุกเซี่ยงไฮ้ ดิสนีย์แลนด์" ในเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ทางตะวันออกของจีนมากที่สุดในปี 2025 ซึ่งถือเป็นอานิสงส์เชิงบวกจากการดำเนินนโยบายฟรีวีซ่าของจีน

เมื่อวันอังคาร (20 ม.ค.) แอนดรูว์ โบลสไตน์ ประธานและผู้จัดการทั่วไปของเซี่ยงไฮ้ ดิสนีย์ รีสอร์ต ให้สัมภาษณ์ว่านอกจากนักท่องเที่ยวชาวอาเซียนแล้ว นักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ยังเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติขนาดใหญ่ของสวนสนุกเซี่ยงไฮ้ ดิสนีย์แลนด์ ในปีที่ผ่านมาอีกด้วย

ข้อมูลสถิติระบุว่าสวนสนุกเซี่ยงไฮ้ ดิสนีย์แลนด์ ซึ่งเปิดทำการมานานกว่า 9 ปี ได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 100 ล้านคนแล้ว เมื่อนับถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2025 ด้านโบลสไตน์เสริมว่าปริมาณนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเยือนสวนสนุกฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 2025

เสียงจากเยาวชนรักษ์โลก! ‘อิน-เอม Below the Tides’ ร่วมเวที ‘Youth After COP30 Forum’

สองพี่น้อง "อิน-เอม" กลุ่ม “Below the Tides” ร่วมเวที “Youth After COP30 Forum” กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวสรุปผลงาน หลังเป็นตัวแทนเยาวชนไทย ร่วมประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ณ กรุงเบแล็ม บราซิล ย้ำความสำคัญ "เสียงเยาวชน"

เมื่อวันที่ 22 ม.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) พญาไท กรุงเทพฯ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) เป็นประธานเปิดงาน “Youth After COP30 Forum” เพื่อรับฟังรายงานสรุปผลการดำเนินงานของเครือข่ายเยาวชนไทยที่ได้เดินทางไปร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 หรือ COP30 ณ กรุงเบแล็ม สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล เมื่อช่วง ปลายปี 2568 ที่ผ่านมา

ภายในงาน นายกลย์ธัช คาโต้ซาโนะ และ นายชัยรัตน์ ดีผอ ตัวแทนเยาวชนจากกลุ่ม Thailand Youth Climate Action ได้ขึ้นรายงานสรุปผลงานพร้อมมอบรายงาน “Thai Youths Report At COP30” เพื่อเป็นข้อมูลเชิงนโยบายให้แก่ภาครัฐ นอกจากนี้ยังมีการเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้แทนเยาวชนหลากสาขา

โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการนำเสนอประสบการณ์ของ นายอริณชย์ หรืออิน ทองแตง และ น.ส.อริสา หรือเอม ทองแตง สองพี่น้องเยาวชนไทยที่ได้รับการคัดเลือกจากโครงการ Thailand Youth Climate Action 2025 ให้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วม COP30 ระหว่างวันที่ 16–20 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองเบแล็ม บราซิล ซึ่งถือเป็นเวทีระดับโลกที่เปิดโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ

โดยทั้งสองเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มเยาวชนด้านการอนุรักษ์ทะเล “Below the Tides” องค์กรเยาวชนที่ทำงานขับเคลื่อนการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมรณรงค์ สื่อสารสาธารณะ และการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยมุ่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะทะเล ความหลากหลายทางชีวภาพ และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อระบบนิเวศชายฝั่ง ในฐานะตัวอย่างของพลังเยาวชนที่ลุกขึ้นมาขับเคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

ปี 2569 กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความท้าทายของภาคการผลิตไทย เมื่อ ส.อ.ท. พบสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยยังคงมีความเปราะบางสูง ท่ามกลางปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ

ท่ามกลางกระแสความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงพัดกระหน่ำ การก้าวเข้าสู่ปี 2569 ของภาคอุตสาหกรรมไทยดูเหมือนจะไม่ใช่ก้าวย่างที่ราบรื่นนัก เมื่อผลสำรวจล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า ว่าปีหน้านี้อาจเป็นปีที่ผู้ประกอบการต้อง "รัดเข็มขัด" และ "เร่งปรับตัว" ครั้งใหญ่ที่สุดอีกปีหนึ่ง

ล่าสุด ส.อ.ท. ได้เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นและแนวโน้มอุตสาหกรรมปี 2569 ซึ่งรวบรวมจากแม่ทัพนายกองของ 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และตัวแทนภาคเอกชนจาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ภาพรวมที่ออกมาฉายชัดถึงสถานการณ์ที่ "ทรงตัว" ไปจนถึง "น่าเป็นห่วง"

จากข้อมูลพบว่า มีเพียง 15 กลุ่มอุตสาหกรรมเท่านั้นที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดีขึ้น ในขณะที่ส่วนใหญ่ (23 กลุ่ม) มองว่าจะทำได้เพียงแค่ทรงตัว และมีถึง 10 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่อแววหดตัวลง ยิ่งเมื่อเจาะลึกลงไปในระดับภูมิภาค สัญญาณเตือนยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อภาคเหนือเป็นเพียงภาคเดียวที่คาดว่าจะประคองตัวได้ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ ต่างถูกคาดการณ์ว่าจะประสบภาวะหดตัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อในระดับรากหญ้าและโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากกำลังอ่อนแรง

มรสุมลูกใหญ่: สินค้าราคาถูกและการเติบโตที่ชะลอตัว
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. และคณะผู้บริหาร ได้ชี้ให้เห็นถึง "หลุมดำ" ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ นั่นคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน โดยเฉพาะในปี 2569 ที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทย (GDP) จะขยายตัวได้เพียง 1.6–2.0% ซึ่งถือว่าชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้สวนทางกับความคาดหวังในการฟื้นตัว และยังตอกย้ำด้วยปัญหา "สินค้าทุ่มตลาด"

การไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ และปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าสวมสิทธิ (Transshipment) กำลังกัดกินความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตไทยอย่างรุนแรง ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ไม่เติบโตเท่าที่ควร แม้ตัวเลขการส่งออกอาจดูเหมือนขยับตัวได้บ้าง แต่ไส้ในกลับกลวงเปล่าเพราะไม่ใช่สินค้าที่ผลิตในไทยอย่างแท้จริง

SMEs โจทย์หินที่ยังแก้ไม่ตก
กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดในสมรภูมินี้หนีไม่พ้น ผู้ประกอบการ SMEs ที่เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย ปี 2569 จะเป็นปีที่ SMEs ต้องเผชิญศึกรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงาน ค่าแรง และดอกเบี้ยที่ยังสูงลิ่ว ประกอบกับมาตรการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดของสถาบันการเงิน ทำให้สภาพคล่องตึงตัว นอกจากนี้ การแข่งขันด้านราคาและเทคโนโลยีกับรายใหญ่และสินค้าต่างชาติ ยิ่งทำให้โอกาสในการทำกำไรของ SMEs ตีบตันลง รายได้จึงคาดว่าจะฟื้นตัวได้ช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่

คาซัคสถานสะอาด: การดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมและการปฏิรูปดิจิทัลกำลังหล่อหลอมวัฒนธรรมแห่งชาติใหม่ในคาซัคสถาน

คาซัคสถานกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ผสมผสานความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงให้ทันสมัยทางดิจิทัล และการมีส่วนร่วมของพลเมือง หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้คือโครงการระดับชาติ “ทาซา คาซัคสถาน” (คาซัคสถานสะอาด) ซึ่งริเริ่มโดยประธานาธิบดีคัสซิม-โจมาร์ท โทคาเยฟ และได้พัฒนาไปสู่หนึ่งในขบวนการทางสังคมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

นับตั้งแต่เปิดตัว มีประชาชนมากกว่า 10 ล้านคน ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรคาซัคสถาน ได้เข้าร่วมในการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การรณรงค์ทำความสะอาดครั้งใหญ่ ไปจนถึงการปลูกต้นไม้ โครงการรีไซเคิล และโครงการอาสาสมัครด้านสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เริ่มต้นจากการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมได้เติบโตขึ้นเป็นความพยายามที่กว้างขึ้นในการปรับเปลี่ยนค่านิยมสาธารณะ ส่งเสริมความรับผิดชอบทางสังคม และปรับปรุงวัฒนธรรมการปกครองของประเทศให้ทันสมัย

จากถนนสะอาดสู่ความคิดสะอาด
ในการกล่าวสุนทรพจน์ในงานเทศกาลสิ่งแวดล้อมทาซา คาซัคสถาน เมื่อเดือนเมษายน 2025 ประธานาธิบดีโทคาเยฟเน้นย้ำว่าความสะอาดไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของทัศนคติและค่านิยมด้วย “ความสะอาดควรเริ่มต้นจากทุกคน ทุกบ้าน ทุกถนน และทุกเมือง มันต้องกลายเป็นวิถีชีวิตของเรา” เขากล่าว พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนรุ่นใหม่

ปรัชญานี้เป็นพื้นฐานของแนวคิดทาซา คาซัคสถาน สำหรับ 2024–2029 ซึ่งรัฐบาลได้นำมาใช้ในเดือนตุลาคม 2024 กลยุทธ์นี้มุ่งเน้นไปที่การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตที่ยั่งยืน การทำงานอาสาสมัคร และการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั่วประเทศมีการจัดแคมเปญระดับภูมิภาคหลายร้อยแคมเปญ โดยรวมพลเมือง ธุรกิจ นักเรียน และเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าด้วยกัน

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่วัดผลได้
- ผลลัพธ์ที่ได้นั้นเป็นรูปธรรม นับตั้งแต่เริ่มโครงการ:
- มีการเก็บขยะได้มากกว่า 1.6 ล้านตัน
- มีการทำความสะอาดพื้นที่ 859,000 เฮกตาร์
มีการปลูกต้นไม้และต้นกล้ากว่า 1.3 พันล้านต้นทั่วประเทศรวมถึงการฟื้นฟูป่าขนาดใหญ่บนพื้นทะเลสาบอารัลที่แห้งแล้ง

คาซัคสถานยังกำลังแก้ไขปัญหาความท้าทายระยะยาว เช่น การจัดการขยะประเทศนี้ผลิตขยะเทศบาลกว่า 4.5 ล้านตันต่อปี โดยมีอัตราการรีไซเคิลอยู่ที่ 25.8% เพื่อปรับปรุงเรื่องนี้ จึงมีการนำกล่องรักษ์โลกและเครื่องรับคืนอัตโนมัติสำหรับพลาสติกและอะลูมิเนียมมาใช้ในเมืองใหญ่ๆ ขณะที่โรงเรียนกำลังกลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับการให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการแยกเก็บขยะ

เครื่องมือดิจิทัลเพื่อการมีส่วนร่วมของพลเมือง
คุณลักษณะที่โดดเด่นของ Taza Kazakhstan คือการบูรณาการกับเครื่องมือการปกครองแบบดิจิทัล ประชาชนสามารถรายงานปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น การทิ้งขยะผิดกฎหมายหรือขยะที่ไม่ได้เก็บรวบรวม ผ่านทางบอท Telegram @TazaQazBot ตั้งแต่ปี 2024 มีการส่งคำขอมากกว่า 16,000 รายการ โดยส่วนใหญ่ได้รับการแก้ไขแล้ว กลไกการให้ข้อเสนอแนะแบบดิจิทัลนี้ได้เสริมสร้างความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความไว้วางใจระหว่างประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่น

การเชื่อมโยงนิเวศวิทยากับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล
การปฏิรูปสิ่งแวดล้อมกำลังเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงระดับชาติในวงกว้างในเดือนมกราคม 2026 ประธานาธิบดีโทคาเยฟได้ประกาศว่าปี 2026 ได้รับการประกาศให้เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์คาดว่าจะเปลี่ยนแปลงการบริหารราชการ การศึกษา การดูแลสุขภาพ และเศรษฐกิจ เสริมสร้างประสิทธิภาพและการปกครองที่มุ่งเน้นประชาชน

ประธานาธิบดียังเน้นย้ำว่าการปรับปรุงให้ทันสมัยจะต้องไม่สามารถย้อนกลับได้และได้รับการสนับสนุนจากการมีส่วนร่วมของพลเมืองอย่างแข็งขัน ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับขบวนการ Taza Kazakhstan อย่างใกล้ชิด ที่น่าสังเกตคือ คาซัคสถานได้เชื่อมโยงวาระด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับค่านิยมระดับโลก: ตามความคิดริเริ่มของคาซัคสถาน สหประชาชาติได้ประกาศให้ปี 2026 เป็นปีอาสาสมัครสากล ซึ่งสะท้อนถึงจิตวิญญาณของอาสาสมัครด้านสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศ

25 มกราคม 2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จไปทรงเปิดอนุสรณ์ดอนเจดีย์ รำลึกวีรกรรมและเกียรติยศสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ถึงเหตุการณ์ยุทธหัตถีที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังตำบลดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อประกอบพิธีบวงสรวงและประกาศเปิด "พระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ ดอนเจดีย์" เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2502 ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกวีรกรรมและเกียรติยศของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชรวมถึงเหตุการณ์ยุทธหัตถีที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ในราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2502 ระบุหมายกำหนดการรัฐพิธีเปิดอนุสรณ์นี้อย่างเป็นทางการ ทำให้การเปิดพระบรมราชานุสรณ์เป็นงานรัฐพิธีที่แสดงถึงความสำคัญในระดับชาติ

พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ประกอบด้วยองค์เจดีย์ยุทธหัตถีขนาดใหญ่ และพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระคชาธาร ที่สื่อถึงวีรกรรมและสงครามยุทธหัตถี นอกจากนี้พื้นที่ดอนเจดีย์เป็นโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอนุรักษ์ด้วย

การก่อสร้างอนุสรณ์สถานแห่งนี้ผ่านกระบวนการยาวนานจากการค้นพบร่องรอยทางโบราณคดี และการรื้อฟื้นโครงการเพื่อสถาปนาความหมายเชิงประวัติศาสตร์และความเป็นชาติ ก่อนจะมีพิธีเปิดอย่างสมเกียรติในปี 2502

นักวิชาการชี้ว่า พิธีเปิดดังกล่าวเป็นการยืนยันบทบาทดอนเจดีย์ในฐานะเวทีความทรงจำของชาติ โดยใช้สัญลักษณ์และพิธีกรรมของรัฐเชื่อมโยงอัตลักษณ์ความเป็นชาติผ่านวีรกรรมสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขณะที่ยังมีข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์เรื่องตำแหน่งสมรภูมิที่ทำให้พื้นที่นี้มีความซับซ้อนทางการตีความไปพร้อมกัน

ที่มา : https://shorturl.asia/QmAB0

จับตา "วาระซ่อนเร้น" เมื่อนักการเมืองอึดอัด อยากเขียนกติกาใหม่ ให้ตัวเองพ้นผิด

ในโลกของการเงิน การ “ตีเช็คเปล่า” คือการลงลายมือชื่อในเช็คโดยไม่ระบุจำนวนเงิน ซึ่งมอบอำนาจให้ผู้ถือเช็คสามารถกรอกตัวเลขเท่าใดก็ได้ตามใจชอบ ความเสี่ยงทั้งหมดจึงตกอยู่กับเจ้าของเช็ค

ในบริบทการเมืองไทยปัจจุบัน ความพยายามที่จะ “รีเซ็ต” หรือ “ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ” โดยการโหวตประชามติเห็นชอบในหลักการล่วงหน้า กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากนักวิชาการและประชาชนบางกลุ่มว่า นี่คือการขอให้ประชาชนตีเช็คเปล่าทางการเมืองหรือไม่?

บทความนี้จะวิเคราะห์ว่าเหตุใดการแก้รัฐธรรมนูญ 2560 แบบล้างไพ่ทั้งใบ ถึงถูกเปรียบเปรยว่าเป็นความเสี่ยงระดับเช็คเปล่า
 
1. "ใครเขียน?" - ผู้ถือปากกาที่ไม่ระบุชื่อ
รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 แม้จะมีที่มาจากการแต่งตั้ง แต่เนื้อหาถูกนำไปทำประชามติให้ประชาชนเห็นชอบถึง 16.82 ล้านเสียง แต่สำหรับการยกร่างใหม่ทั้งฉบับในอนาคต ประชาชนถูกชวนให้ "เห็นชอบ" ก่อนที่จะรู้ว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ใครจะเป็นคนคัดเลือก และคนเหล่านั้นมีวาระซ่อนเร้น (Hidden Agenda) หรือไม่
ความเสี่ยง: หากผู้เขียนเป็นกลุ่มคนที่อิงแอบอยู่กับขั้วอำนาจการเมือง กติกาใหม่ที่ออกมาอาจถูกออกแบบมาเพื่อ "พวกพ้อง" มากกว่า "ประเทศชาติ"

2. "ด่านปราบโกง" - สิ่งที่จะถูกลบออกจากเช็ค
รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกขนานนามว่าเป็น “ฉบับปราบโกง” เพราะมีการวางมาตรฐานจริยธรรมนักการเมืองไว้อย่างเข้มงวด และให้อำนาจองค์กรอิสระในการตรวจสอบอย่างเบ็ดเสร็จ
•    มาตรฐานจริยธรรม: ที่ทำให้นักการเมือง "นั่งไม่ติด" เพราะกลัวถูกสอย
•    การตรวจสอบคุณสมบัติ: ที่เข้มข้นจนคัดกรองคนเทาๆ ออกจากการเมือง
การขอแก้ "ทั้งฉบับ" เปรียบเสมือนการขออนุญาตลบด่านตรวจเหล่านี้ทิ้ง โดยไม่มีหลักประกันว่ากติกาใหม่จะมีด่านตรวจที่เข้มแข็งเท่าเดิม หรือจะกลายเป็นกติกาที่ "ปล่อยฟรี" ให้เหล่านักการเมืองทำงานได้สะดวกขึ้นโดยไร้การตรวจสอบ

3. "ค่าใช้จ่ายหมื่นล้าน" - ตัวเลขที่ประชาชนต้องจ่าย
การทำประชามติและการยกร่างใหม่ทั้งฉบับต้องใช้งบประมาณแผ่นดินมหาศาล (คาดการณ์ว่าไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท) หากเทียบกับการแก้ไข "รายมาตรา" ในส่วนที่มีปัญหาจริงๆ การทำใหม่ทั้งฉบับจึงเป็นการลงทุนที่สูงมาก โดยที่ประชาชนยังไม่เห็น "สินค้า" หรือ "ผลลัพธ์" ว่าจะคุ้มค่ากับเงินภาษีหรือไม่

4. "เช็คเปล่าที่แลกด้วยความมั่นคง"
รัฐธรรมนูญ 2560 ใช้งานมาเกือบ 10 ปี ผ่านการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง จนเริ่มเห็นร่องรอยของเสถียรภาพทางการเมืองและการวางรากฐานการปฏิรูป การกดปุ่ม "รีเซ็ต" ทั้งหมด อาจนำไปสู่ภาวะสุญญากาศทางการเมือง หรือความขัดแย้งรอบใหม่หากเนื้อหาที่ร่างออกมาไม่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
คำถามสำคัญ: เราจะทิ้งกติกาที่คน 16.8 ล้านคนรับรอง เพื่อไปตายเอาดาบหน้ากับกติกาที่ยังไม่เห็นแม้แต่ร่างแรกจริงหรือ?

5. วาระซ่อนเร้น: แก้เพื่อประชาชน หรือ แก้เพื่อพ้นผิด?
แรงจูงใจของพรรคการเมืองที่เร่งรีบผลักดันเรื่องนี้ ถูกมองว่าอาจไม่ใช่เรื่องของ "ประชาธิปไตย" เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพยายามลดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เพื่อให้ฝ่ายการเมืองมีอำนาจล้นพ้นและลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบประเด็นจริยธรรม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top