Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

แยกขั้วชัดเจน!! ศึกประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ทีมเห็นชอบ: ประชาชน, เพื่อไทย, ภูมิใจไทย, ปชป. ขณะที่ ทีมไม่เห็นชอบ: รักชาติ,รทสช., พปชร., ไทยภักดี และคุณล่ะอยู่ทีมไหน?

เช็กชื่อชัดๆ! พรรคไหน ‘เอา’ หรือ ‘ไม่เอา’ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” สรุปจุดยืนล่าสุด ของพรรคการเมืองไทยต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ใครอยู่ฝั่งไหน ดูได้ในภาพเดียว!

ลูกมาก...ไม่ยากจน ส่อง...สองมหาเศรษฐีที่มีลูกกว่า 100 คน

บุคคลรายแรกคือ Xu Bo มหาเศรษฐีชาวจีนแม้จะเรียนไม่จบมัธยมปลาย แต่เป็นผู้สร้างเกมยอดฮิต Fantasy Westward Journey เป็นผู้ก่อตั้งและเจ้าของ  Guangzhou Duoyi Network เขามีลูกมากกว่า 100 คนจากหญิงที่รับจ้างอุ้มบุญในหลายประเทศ ในส่วนของลูกที่เกิดจากหญิงอเมริกัน Xu ทุ่มเงินให้กับนางแบบและนักศึกษาปริญญาเอกหญิงที่มีผลการทดสอบไอคิวสูงเป็นพิเศษเพื่อแลกกับไข่ของพวกเธอ จากนั้นก็จ้างหญิงอเมริกันที่รับจ้างอุ้มท้องแบบสุ่มเพื่ออุ้มท้องเด็กที่ถูกสร้างขึ้นในห้องแล็บโดยใช้เชื้ออสุจิของเขาและไข่ของ "ผู้หญิงที่ยอดเยี่ยม" เหล่านั้น โดยเขามีเป้าหมาย 3 ประการ 

ประการแรก Xu Bo ต้องการลูกสาวและลูกชายที่สูงและสวยงามเป็นพิเศษจากนางแบบเหล่านี้ เพื่อที่จะได้แต่งงานกับครอบครัวชนชั้นสูงทั้งในตะวันตกและตะวันออก และสร้างความมั่งคั่งให้แก่คนรุ่นหลังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก 

ประการที่สอง เขาต้องการทายาทที่ฉลาด ด้วยเชื่อว่าลูกชายซึ่งเป็นลูกครึ่งของเขากับหญิงชาวอเมริกันจะฉลาดและมีความสามารถในการสืบทอดธุรกิจของเขาเมื่อเขาแก่ชรา 

และสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด เขาต้องการให้ลูก ๆ ของเขาคลอดจากแม่ชาวอเมริกันในอเมริกา เพื่อให้ลูกชายและลูกสาวของเขามีสัญชาติอเมริกันควบคู่ไปกับสัญชาติจีน ซึ่งจะทำให้เขาสามารถเก็บสะสมความมั่งคั่งไว้ในต่างประเทศได้ และเขากำลังวางแผนสำรองไว้ เพราะไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในเกมอำนาจของศตวรรษที่ 21 เขาจะยังสามารถอาศัยอยู่ได้ในทั้งสองประเทศ 

แต่ Tang Jing อดีตคนรักของ Xu Bo อ้างว่า เขาเป็นพ่อของลูกราว 300 คน ทั้งสองอยู่ด้วยกันมา 14 ปี แต่ไม่เคยแต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เธอยังกล่าวอีกว่าในการพิจารณาคดี ศาลตัดสินให้เธอชนะและปฏิเสธคำเรียกร้องค่าเสียหาย 300 ล้านหยวนของ Xu เธอยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันเธอกำลังเลี้ยงดูลูก 11 คนที่เกิดกับ Xu ด้วยตัวเอง และกำลังต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในการดูแลลูกสาวสองคนของพวกเขา ต่อมาเครือข่าย Duoyi ของ Xu ได้ออกแถลงการณ์ว่า “ผู้ใช้รายนี้” ได้เผยแพร่ข้อมูลเท็จทางออนไลน์ และเรียกร้องให้แพลตฟอร์มดำเนินการโดยทันที ต้นเดือนธันวาคม 2025 บริษัทของ Xu Bo  ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าเขาเป็นพ่อของลูกมากกว่า 100 คนผ่านการอุ้มบุญในสหรัฐอเมริกา โดยโต้ตอบหนังสือพิมพ์ The Journal กล่าวว่าสำนักข่าวดังกล่าวได้ “จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างข้อมูลเท็จ” แถลงการณ์ระบุว่า มีเด็กเพียง 12 คนที่เกิดบนแผ่นดินสหรัฐฯจากจำนวนเด็ก ๆ ที่เขามีกว่า 100 คน

สำหรับรายที่สองคือ Pavel Durov มหาเศรษฐีผู้เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Telegram ผู้มีลูกมากกว่า 100 คนเช่นเดียวกันกับ Xu Bo เขาเกิดในรัสเซีย ได้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ VKontakte (VK) ในปี 2006 ต่อมาในปี 2014 เขาถูกบีบให้ออกจาก VK หลังจากการพิพาทกับเจ้าของใหม่ของบริษัทและแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากรัฐบาลรัสเซีย ซึ่งทำให้เขาต้องออกจากประเทศ ในปี 2013 เขาและ Nikolai Durov พี่ชายได้พัฒนา Telegram และในปี 2017 พวกเขาย้ายไปนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Telegram ในปัจจุบัน

17 มกราคม ของทุกปี กำหนดให้เป็น “วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช” วันแห่งศิลาจารึกเปลี่ยนประวัติศาสตร์ จากตำนานสู่หลักฐาน มรดกไทยสู่เวทีโลก ตอกย้ำคุณค่ามรดกเอกสารโลก

(17 ม.ค. 69) วันที่ 17 มกราคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น "วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช" เพื่อรำลึกถึงพระมหากษัตริย์และศิลาจารึกหลักที่ 1 ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของสมัยสุโขทัยและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกเอกสารของโลกโดยยูเนสโกในปี 2003

ศิลาจารึกนี้ไม่เพียงเป็นหลักฐานสําคัญที่บอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์บ้านเมืองและการปกครองสมัยสุโขทัย แต่ยังช่วยยืนยันพัฒนาการของอักษรไทยและการสร้างรัฐในยุคนั้น และวันที่ 17 มกราคมยังเป็นวันที่เจ้าฟ้ามงกุฎ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) เสด็จไปค้นพบจารึกในปี พ.ศ. 2376

แม้จะมีข้อถกเถียงในความแท้จริงของศิลาจารึกหลักที่ 1 ซึ่งเคยถกกันในวงวิชาการ เช่นในช่วงทศวรรษ 1990 แต่ "วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช" จึงเป็นวันที่สะท้อนถึงการรับรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ต้องการทั้งความเคารพและการตั้งคำถามไปพร้อมกัน

ในทางปฏิบัติ จังหวัดสุโขทัยและหน่วยงานการศึกษาจะจัดกิจกรรมรำลึก เช่น พิธีสักการะบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์ การแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์ และงานวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อให้วันสำคัญนี้เป็นทั้งวันแห่งความศรัทธาและการเรียนรู้

ดังนั้น "วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช" ไม่ใช่เพียงวันรำลึกบุคคล แต่เป็นวันของ "หลักฐาน" ที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบันผ่านศิลาจารึกที่ยังมีชีวิตในแง่การตีความและการรักษาความทรงจำของชาติในโลกยุคข่าวสารรวดเร็ว

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_14628

16 มกราคม ของทุกปี กำหนดให้เป็น "วันครูแห่งชาติ" ย้ำคุณค่าครูคือรากฐานชาติ เชิดชูคนสร้างคน เทิดพระเกียรติ “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน”

(16 ม.ค. 69) ทุกปีวันที่ 16 มกราคมถูกกำหนดให้เป็น "วันครูแห่งชาติ" เพื่อให้สังคมยกย่องและรำลึกถึงพระคุณครูที่สร้างคนและรองรับการเติบโตทางปัญญาของเด็กไทย ปี 2569 นี้ถือเป็นครั้งที่ 70 ของงานวันครูซึ่งจัดขึ้นโดยคุรุสภาร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้ธีม "พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน" เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

การจัดวันครูมีรากฐานจาก "พระราชบัญญัติครู" ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่สร้างระบบวิชาชีพครูไทยและการก่อตั้งคุรุสภา คุรุสภาจึงเป็นองค์กรกลางที่กำกับดูแลด้านจรรยาบรรณและพัฒนาครู ในปี พ.ศ. 2499 ได้มีมติให้วันที่ 16 มกราคมของทุกปีเป็นวันครูแห่งชาติ โดยมีการจัดงานครั้งแรกในปี 2500

วันครูไม่ใช่เพียงพิธีการเท่านั้น แต่ยังสื่อถึงความหมายเชิงสังคมที่ลึกซึ้ง ทั้งยืนยันคุณค่าและบทบาทของครูในการสร้างคน สร้างวัฒนธรรมกตัญญูของสังคม และเชิญชวนให้มองเรื่องสภาพแวดล้อมและการสนับสนุนครูเพื่อให้สามารถทำงานได้เต็มที่

สำหรับปีนี้งานวันครูทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคจัดในรูปแบบผสมผสานทั้ง on-site และออนไลน์ พร้อมกิจกรรมต่อเนื่อง สัปดาห์วันครู 11-17 มกราคม 2569 โดยมีพิธีบำเพ็ญกุศลและนิทรรศการเทิดพระเกียรติ

คำชวนที่สะท้อนความหมายของวันครูปีนี้คือ "น้อมจิตคารวะ และระลึกถึงพระคุณครู" ซึ่งเป็นความจริงใจและการกระทำที่ต่อเนื่องที่มีค่ามากกว่าของขวัญราคาแพง

ที่มา : bangkokbiznews.com/sustainability/education/1213714

ทำไม ‘ภาคใต้’ และ ‘ชุมพร’ ถึงโหวตเห็นชอบสูงผิดปกติในประชามติปี 59: โครงสร้างการเมือง + ฐานสังคมรัฐ + สนามประชามติที่ไม่แฟร์

ผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. 2559 ออกมาแบบ “เห็นชอบ” ชนะทั้งประเทศ แต่ถ้าดูรายภาค–รายจังหวัด จะเห็นชัดว่ามีพื้นที่หนึ่งที่เห็นชอบ “พุ่งเกินค่าเฉลี่ย” แบบทิ้งห่าง คือภาคใต้ โดยเฉพาะ “ใต้ตอนบน” และจังหวัดอย่างชุมพรที่เห็นชอบสูงถึง 90.04% (208,068 ต่อ 23,004)
คำถามคือ ทำไม “เห็นชอบ” ถึงสูงขนาดนั้น?
คำตอบที่ตรงที่สุดคือ: เพราะการโหวตครั้งนั้นไม่ใช่แค่ “ชอบ–ไม่ชอบเนื้อหา” แต่มันคือการเลือก “ข้างของระเบียบการเมือง” ในช่วงที่ประเทศถูกคุมเกม—และภาคใต้ตอนบนจำนวนมากอยู่ในกลุ่มที่เลือกความนิ่ง เลือกฝ่ายรัฐ เลือกกันการเมืองขั้วตรงข้าม มากกว่าการเสี่ยงลากประเทศยาวออกไป

1) ภาคใต้ตอนบน–ตอนกลางมี “ฐานสนับสนุนรัฐ/กองทัพ” สูงกว่าพื้นที่อื่น
บทวิเคราะห์ทางวิชาการชี้ว่า ‘ค่าย Yes’ ไม่ได้ชนะเพราะเนื้อหาดีเลิศ แต่เพราะกองทัพและเครือข่ายรัฐมีฐานสังคมหนุนอยู่จริง ทั้งชนชั้นกลาง/บน ระบบราชการ ตุลาการ มหาวิทยาลัย และทุนใหญ่ อีกทั้งมีข้อสังเกตว่า ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ กองทัพมีแรงสนับสนุนสำคัญในภาคใต้ตอนบนและตอนกลาง
ถ้าภาคใต้บางส่วนเชื่อสถาบันรัฐมากกว่านักการเมือง ผลจึงถูกแปลออกมาเป็นภาษาง่ายๆ แบบนี้: โหวต “รับ” = เลือกความสงบ/ความเป็นระเบียบ และโหวต “ไม่รับ” = เสี่ยงยื้อความไม่แน่นอน

2) ชุมพร: จังหวัดตัวอย่างของ ‘ใต้ตอนบน’ ที่เข้าแพตเทิร์นรัฐนิยมชัดที่สุด
ชุมพรไม่ได้เห็นชอบสูงแบบเฉียดๆ แต่สูงแบบเกือบเอกฉันท์ 90.04% ในเชิงโครงสร้าง ชุมพรอยู่ในใต้ตอนบนที่มักถูกมองว่าเป็นโซนที่ฐานสังคมของรัฐ/ระบบราชการเข้มแข็ง เมื่อฐานความคิดหลักของพื้นที่คือ ‘รัฐต้องคุมเกมเพื่อกันการเมืองเละซ้ำ’ การโหวตรับร่างจึงกลายเป็นการโหวตแบบเลือกทีม มากกว่าการอ่านมาตรา

3) ภาคใต้ไม่ได้เป็นก้อนเดียว: ชายแดนใต้ ‘ไม่รับ’ แต่ใต้ตอนบน ‘รับท่วม’
ข้อเท็จจริงที่ทำให้ข้อสรุปนี้หนักแน่นขึ้นคือ ภาคใต้มีความต่างภายในชัดมาก จังหวัดชายแดนใต้บางจังหวัด ‘เห็นชอบ’ ต่ำ เช่น ปัตตานี 35.02% และนราธิวาส 36.04% แปลว่าไม่ใช่ ‘คนใต้รับหมด’ แต่เป็น ‘โซนใต้ตอนบน/ตอนกลาง’ ที่รับแรงมาก และชุมพรคือปลายสุดของกราฟนั้น

4) ปัจจัยที่คนชอบมองข้าม: สนามประชามติปี 59 ถูกวิจารณ์ว่า ‘ไม่เสรี ไม่แฟร์’
อีกมุมหนึ่งที่ทำให้ต้องอ่านตัวเลขอย่างระวังคือ บริบทประชามติปี 59 ถูกวิจารณ์เรื่องข้อจำกัดการรณรงค์และการวิพากษ์วิจารณ์ มีรายงานถึงการจับกุม/ดำเนินคดีต่อผู้รณรงค์หรือแสดงความเห็น การควบคุมพื้นที่ข้อมูลข่าวสาร และการสร้างบรรยากาศกดทับ เมื่อสนามมันเอียง พื้นที่ที่รัฐเข้มแข็งและเครือข่ายราชการแน่น ผลก็มีแนวโน้มจะเทไปทางที่รัฐต้องการได้ง่ายกว่า

รีเซ็ตรัฐธรรมนูญใหม่

เมื่อพรรคการเมืองส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ กับคำถามที่ต้องตอบ แค่คำว่า ‘ใหม่’ ยังไม่พอ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ‘ใหม่เพื่อใคร?’

ทำไม ‘พรรคใหญ่’ ชอบคำว่า ‘ฉบับใหม่ทั้งฉบับ’ มากกว่า ‘แก้เป็นมาตรา’

การเมืองไทยมีคำหนึ่งที่ได้ยินบ่อยทุกครั้งที่ประเทศติดหล่ม: “ต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ”
ฟังดูเหมือนทางออกที่สวยงาม—รีเซ็ตประเทศให้เริ่มใหม่ แต่ในโลกการเมืองจริง คำนี้มี “มูลค่า” สูงมาก เพราะมันเป็นปุ่มรีเซ็ตกติกาที่กระทบอำนาจโดยตรง

ประเด็นสำคัญคือ “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” เป็นคำที่กว้าง จนแต่ละฝ่ายตีความได้ตามใจ ทำให้พรรคใหญ่จำนวนหนึ่งชอบคำนี้ในฐานะเครื่องมือทางการเมือง มากกว่าเลือกเส้นทางที่ตรงไปตรงมาอย่าง “แก้รายมาตรา” ที่ต้องตอบให้ชัดว่าแก้อะไรและเพื่อใคร

1) เพราะ ‘ฉบับใหม่ทั้งฉบับ’ คือแพ็กเกจต่อรองที่ใหญ่ที่สุด
การแก้รายมาตราเป็นงานละเอียด ต้องบอกให้ชัดว่าแก้มาตราไหน เปลี่ยนอะไร ผลดี-ผลเสียคืออะไร และใครได้-ใครเสีย
แต่ “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” ไม่ต้องตอบละเอียดตั้งแต่ต้น เพราะยังไม่รู้เนื้อหา พรรคใหญ่จึงใช้มันเป็นแพ็กเกจต่อรองได้ เช่น ต่อรองกับพรรคร่วม/กลุ่มการเมือง/ฐานเสียงว่า “ค่อยไปคุยกันทีหลังในกรรมาธิการ/สภาร่างฯ”
พูดแบบง่ายๆ: คำนี้ให้พื้นที่ดีลมากกว่าคำว่า “แก้รายมาตรา” ที่ตรวจสอบง่ายและปิดช่องพูดกว้าง

2) เพราะมันเป็น ‘ทางลัด’ ที่ทำให้เปลี่ยนหลายเรื่องพร้อมกัน
รัฐธรรมนูญไม่ได้มีแค่เรื่องสิทธิหรือโครงสร้างรัฐสภา แต่มันแตะระบบอำนาจทั้งชุด เช่น ระบบเลือกตั้ง โครงสร้าง/ที่มา/อำนาจขององค์กรตรวจสอบ กระบวนการแต่งตั้งและถ่วงดุล รวมถึงขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ-ตุลาการ
หากแก้รายมาตรา คุณจะได้ทีละชิ้น และถูกจับตาทีละประเด็น แต่ถ้าทำใหม่ทั้งฉบับ คุณสามารถจัดชุดใหม่ได้พร้อมกันหลายส่วน และผลรวมมันมหาศาลกว่า

3) เพราะ ‘ฉบับใหม่’ เป็นคำขวัญที่ขายง่ายกว่านโยบายปากท้อง
การหาเสียงด้วย “รัฐธรรมนูญใหม่” มีข้อดีทางการตลาดการเมือง: ย่อให้เหลือประโยคเดียวได้ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าแก้เกมใหญ่ และโยนความผิดไปที่ “กติกา” ได้ทันทีเมื่อแก้เศรษฐกิจยาก
ในภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพเป็นโจทย์หนัก คำว่า “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” ทำหน้าที่เป็นธงรวมมวลชนที่ใช้เรียกพลังได้เร็ว แม้รายละเอียดจริงยังไม่ชัด

4) เพราะมันช่วย ‘ล้างกระดานความเสี่ยง’ ที่ผูกกับนักการเมืองบางกลุ่ม
ประเด็นที่คนจำนวนหนึ่งกังวลไม่ใช่แค่ชอบ/ไม่ชอบฉบับเดิม แต่คือคำถามว่า การทำใหม่ทั้งฉบับจะกลายเป็นการรีเซ็ตด่านตรวจสอบบางอย่างหรือไม่
ย้ำให้ชัด: นี่ไม่ใช่การกล่าวหาว่า “ทุกคน” ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ในเชิงโครงสร้าง พรรคและนักการเมืองย่อมประเมินว่า กติกาแบบไหนเสี่ยงกับตนเอง และกติกาแบบไหนคุมเกมได้มากกว่า
ดังนั้น “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” จึงเป็นคำที่เปิดช่องให้เปลี่ยนสมดุลการถ่วงดุลได้ หากคุมกระบวนการร่างได้

5) เพราะมันเป็น ‘คำกลาง’ ที่พูดแล้วไม่เสียคะแนนทันที
พรรคใหญ่มีฐานเสียงหลากหลาย บางส่วนอยากแก้มาก บางส่วนไม่อยากแตะ การพูดว่า “แก้รายมาตรา” ต้องระบุจุดยืนชัด อาจเสียคะแนนจากอีกฝั่ง
แต่การพูดว่า “ทำใหม่ทั้งฉบับ” พรรคสามารถพูดได้สองแบบพร้อมกัน: กับฝ่ายที่อยากเปลี่ยนคือ “เราจะเปลี่ยนให้หมด” กับฝ่ายที่กลัวแตะบางหมวดคือ “ไม่ต้องห่วง เรามีกรอบ/ไม่แตะเรื่องนั้น”
คำเดียว แต่ใช้สื่อสารคนละแบบกับคนละกลุ่มได้ นี่คือเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ที่พรรคใหญ่ชอบ

6) เพราะ ‘ฉบับใหม่’ ทำให้คนถามน้อยกว่า ‘คุณจะแก้มาตราไหน’
สังคมตรวจสอบง่ายขึ้นเมื่อคำถามเฉพาะเจาะจง เช่น คุณจะแก้ระบบเลือกตั้งแบบไหน คุณจะแก้กลไกตรวจสอบตรงไหน คุณจะแก้เรื่องคุณสมบัติ/จริยธรรมอย่างไร
แต่เมื่อเป็น “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” การตรวจสอบยากขึ้น เพราะคำตอบถูกเลื่อนไปอนาคต: “ค่อยไปดูตอนร่าง”
สุดท้ายประชาชนอาจถูกขอให้ “เชื่อก่อน” แล้วค่อย “อ่านทีหลัง” ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงทางประชาธิปไตยที่สุด

ทำไมต้อง ‘เชื่อเจษฎ์’ และ ‘พรรครักชาติ’ ว่าจะปกป้อง รธน. 2560 ได้จริง ไม่ใช่แค่คำพูดหาเสียง

รัฐธรรมนูญ 2560 เคยผ่านประชามติด้วยเสียง “เห็นชอบ” 16,820,402 คะแนน (ราว 61.35% ของคะแนนที่แสดงความเห็น) จากผู้มาใช้สิทธิ 29,740,677 คน (อัตราใช้สิทธิราว 59.40%) นี่คือหลักฐานเชิงตัวเลขว่า กติกาสูงสุดฉบับนี้เคยได้รับการรับรองโดยประชาชนในระดับ “หลักสิบหกล้านคน” ไม่ใช่คนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย

แต่การเมืองไทยกลับวนอยู่กับคำเดิม—“เขียนใหม่ทั้งฉบับ” ผ่านประชามติ 8 ก.พ. 2569 และกระแสของพรรคใหญ่หลายพรรคที่ชวนให้ “กาเห็นชอบ” เดินหน้าทำฉบับใหม่

คำถามคือ ถ้าคนจำนวนมากกังวลว่า “ฉบับใหม่อาจเป็นการรีเซ็ตกติกาเพื่อประโยชน์นักการเมือง” ใครคือทีมที่ประชาชนพอจะฝากความหวังว่า จะปกป้องรัฐธรรมนูญเดิมได้จริง?

1) เหตุผลแรกที่ ‘ต้องเชื่อเจษฎ์’: ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพที่เพิ่งมาพูดเรื่อง รธน. ตอนหาเสียง
รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ถูกสื่อหลักแนะนำประวัติในฐานะนักวิชาการกฎหมาย และเป็นอดีตคณะกรรมการ/ที่ปรึกษาในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนเข้าสู่สนามการเมืองและเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรครักชาติ ที่สำคัญ มีเอกสารเชิงทางการจากหน่วยงานรัฐ/รัฐสภาที่ระบุชื่อเขาในฐานะ “ที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” แปลเป็นภาษาชาวบ้าน: เขาไม่ได้เดากติกาจากข้างนอก แต่เคยอยู่ในวงที่ต้องอ่าน-คิด-ออกแบบเหตุผลของตัวบทจริง จึงรู้ว่าเจตนารมณ์เขียนไว้เพื่อแก้ปัญหาอะไร และช่องโหว่ของระบบอยู่ตรงไหน

2) เหตุผลที่สอง: ‘พรรครักชาติ’ ผูกตัวเองกับภารกิจเดียว—ไม่แก้ ไม่ทำใหม่ และสื่อสารซ้ำอย่างต่อเนื่อง
ความน่าเชื่อถือของการ “ปกป้องรัฐธรรมนูญ” วัดได้จาก 2 อย่าง: (ก) ประกาศจุดยืนชัด (ข) ยืนระยะ ไม่เปลี่ยนคำพูดตามกระแส
ในข่าวล่าสุด พรรครักชาติลงพื้นที่และย้ำจุดยืนชัดว่า “ไม่แก้รัฐธรรมนูญ 2560” และมองว่าการทำใหม่ทั้งฉบับเปลืองงบ ควรนำเงินไปแก้ปากท้อง นี่ทำให้ “สัญญาทางการเมือง” ของพรรคถูกล็อกไว้กับประชาชนแบบถอยยาก—หากพรรคกลับลำเมื่อได้อำนาจ จะถูกถามทันทีว่า ‘พูดไว้ทำไม’ และ ‘หลอกคนหรือไม่’

3) เหตุผลที่สาม: คนที่เข้าใจ ‘หลักกฎหมายมหาชน’ จะรู้ว่า ‘ความมั่นคงของกติกา’ สำคัญต่อประเทศมากกว่าการรีเซ็ตตามรอบเลือกตั้ง
การมีรัฐธรรมนูญไม่ได้มีไว้ให้ทุกฝ่าย “ชนะ” แต่มีไว้ให้ทุกฝ่ายเล่นอยู่บนสนามเดียวกัน
มุมมองแบบกฎหมายมหาชนจะให้ค่าน้ำหนักกับ 3 เรื่อง:
•    หลักนิติรัฐ/นิติธรรม: กติกาต้องมั่นคง คาดหมายได้
•    ความต่อเนื่องของรัฐ: ประเทศไม่ควรเปลี่ยนกติกาสูงสุดเหมือนเปลี่ยนนโยบาย
•    การแก้ปัญหาแบบตรงจุด: ถ้าบางมาตรามีปัญหา ควรถกเป็น “มาตรา” ไม่ใช่เผาทั้งเล่ม
ดังนั้น ทีมที่ปกป้องรัฐธรรมนูญเดิมไม่จำเป็นต้องบอกว่า “ฉบับนี้สมบูรณ์แบบ” แต่ต้องยืนหลักว่า อย่าให้การเมืองใช้คำว่า ‘ฉบับใหม่ทั้งฉบับ’ เป็นทางลัดรีเซ็ตด่านตรวจสอบ โดยเฉพาะในสังคมที่ความไว้วางใจต่อผู้มีอำนาจทางการเมืองยังต่ำ

15 มกราคม 2477 พิธีเปิดอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เป็นสัญลักษณ์วีรสตรีโคราช ตั้งหน้าประตูชุมพลสำคัญ กลายเป็นมรดกแห่งชาติไทย

อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือ "ย่าโม" ถูกเปิดเผยที่หน้าประตูชุมพลในเมืองนครราชสีมาในช่วงต้นปี พ.ศ. 2477 โดยวันนี้ 15 มกราคมถือเป็นวันสำคัญของพิธีเปิดซึ่งถูกจดจำและสืบทอดจนถึงปัจจุบัน

"ท้าวสุรนารี" มีตำนานเกี่ยวกับวีรกรรมในยุคต้นรัตนโกสินทร์ โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาคุณหญิงโมเป็นท้าวสุรนารีในปี 2370 อนุสาวรีย์ที่สร้างในปี 2476 โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และพระเทวาภินิมมิตนั้นกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนโคราช

รูปหล่อทองแดงรมดำสูง 185 เซนติเมตร วางอยู่บนฐานไพที ตรงหน้าประตูชุมพลที่เป็นประตูเมืองด้านทิศตะวันตก ช่วยยืนยันความสำคัญของทำเล ทางราชการยังบรรจุอัฐิของท้าวสุรนารีในฐานอนุสาวรีย์ในปี 2510 เช่นกัน "อนุสาวรีย์ไม่ใช่แค่สิ่งก่อสร้าง แต่เป็นศูนย์รวมจิตใจของเมือง" ตามคำกล่าว

อนุสาวรีย์ย่าโมยังกลายเป็นเวทีสาธารณะและวัฒนธรรมที่ผู้คนสามารถร่วมระลึกถึงวีรกรรมได้ทุกวัน และส่งผลต่อประเพณีงานฉลองที่เรียกว่า "งานย่าโม" ซึ่งจัดทุกปลายมีนาคมถึงต้นเมษายน

นอกจากเป็นสัญลักษณ์สำคัญ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารียังถูกกรมศิลปากรกำหนดให้เป็นโบราณสถานของชาติในปี 2480 ร่วมกับประตูชุมพลและแนวกำแพงเมืองเก่าที่สำคัญของนครราชสีมา ทำให้ที่นี่กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่รัฐรับรองและคุ้มครอง

ที่มา : https://news.trueid.net/detail/n2W7g1z9xx32


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top