Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

สงครามยกระดับ!! รัสเซียชี้ ‘โจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ’ หลังกล่าวหายูเครนเล็งบ้านพักปูติน ใช้โดรน 91 ลำจากยูเครนสู่โนฟโกรอด ขณะรัสเซียอ้างใช้โอเรชนิคตอบโต้

(11 ม.ค. 69) รัสเซียโจมตีเป้าหมายสำคัญในยูเครนด้วยขีปนาวุธ "โอเรชนิค" เพื่อตอบโต้การโจมตีที่พำนักของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ในแคว้นโนฟโกรอดเมื่อวันที่ 29 ธันวาคมที่ผ่านมา

เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เปิดเผยว่า ยูเครนได้ใช้โดรนจำนวน 91 ลำ เปิดฉากโจมตีที่พำนักของปูตินในรัสเซียช่วงกลางคืนวันที่ 29 ธันวาคม โดยระบุว่าเป็นการก่อการร้าย

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า การโจมตีตอบโต้ครั้งใหญ่ของกองกำลังรัสเซียมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของยูเครน รวมถึงสถานที่และโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตโดรนที่ยูเครนใช้ในการโจมตี และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่สนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมการทหารของยูเครน

กระทรวงกลาโหมสรุปว่า "บรรลุวัตถุประสงค์ของการโจมตีแล้ว" ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดในความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2014 และทวีความรุนแรงหลังการบุกโจมตีของรัสเซียในปี 2022

ที่มา : Sputnik

 AI กับ "ความหิวกระหาย" ที่มองไม่เห็น: เมื่อนวัตกรรมอัจฉริยะกำลังแย่งชิงทรัพยากรน้ำของโลก

ในปีพุทธศักราช 2569 (2026) ในขณะที่คนทั้งโลกกำลังตื่นตาตื่นใจกับความฉลาดล้ำของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาช่วยทำงานและแก้ปัญหาซับซ้อน แต่เบื้องหลังความอัจฉริยะเหล่านั้นกลับมี "ต้นทุน" มหาศาลที่ถูกซ่อนไว้ นั่นคือ ทรัพยากรน้ำจืด ที่กำลังถูกสูบไปใช้ในอัตราที่น่าตกใจ จนเริ่มส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านน้ำในหลายภูมิภาคทั่วโลก

- ทำไม AI ถึง "กระหายน้ำ"?

ความต้องการใช้น้ำของ AI ไม่ได้เกิดจากตัวโปรแกรม แต่เกิดจาก โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่รองรับ:

- ระบบหล่อเย็น (Cooling Systems): ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ประมวลผล AI ต้องใช้ชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง (เช่น GPU) ซึ่งสร้างความร้อนมหาศาล น้ำปริมาณมากจึงถูกใช้เพื่อระบายความร้อน โดยน้ำกว่า 80% มักสูญเสียไปจากการระเหย
- การผลิตกระแสไฟฟ้า: โรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟให้ดาต้าเซ็นเตอร์ (โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังความร้อน) ต้องใช้น้ำมหาศาลในกระบวนการผลิต
- การผลิตเซมิคอนดักเตอร์: ชิป AI รุ่นใหม่ต้องการ "น้ำบริสุทธิ์พิเศษ" (Ultrapure Water) ในขั้นตอนการผลิต ซึ่งสะอาดกว่าน้ำที่ใช้ในอุตสาหกรรมยาถึง 1,000 เท่า

- เปิดสถิติช็อกโลก: ราคาที่ต้องจ่ายต่อหนึ่งคำสั่ง

งานวิจัยและรายงานความยั่งยืนในปี 2568-2569 เปิดเผยตัวเลขที่น่ากังวล:

- 1 คำสั่ง = 1 แก้ว: การป้อนคำสั่ง (Prompt) ให้ AI อย่าง ChatGPT ประมาณ 10-50 ข้อความ อาจใช้น้ำสูงถึง 500 มิลลิลิตร หรือเทียบเท่ากับน้ำดื่มหนึ่งขวด
- การฝึกฝนโมเดล: การฝึก (Training) โมเดลภาษาขนาดใหญ่อย่าง GPT-3 เพียงครั้งเดียว อาจใช้น้ำถึง 700,000 ลิตร เทียบเท่ากับความต้องการน้ำดื่มของคนนับหมื่นคนต่อวัน
- วิกฤตในปี 2570: คาดการณ์ว่าความต้องการน้ำของ AI ทั่วโลกจะสูงถึง 4.2 - 6.6 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งมากกว่าปริมาณการใช้น้ำของประเทศเดนมาร์กทั้งประเทศ
- ผลกระทบ: สมรภูมิแย่งชิงน้ำระหว่าง "คน" กับ "เครื่องจักร"

ตลาดกุ้งเวียดนามพลิก!! เวียดนามส่งออกกุ้งสู่จีนเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ ปี 2025 ตลาดจีนเติบโต 63.3% ทะลุอันดับ 1 สหรัฐฯ ยังตามติดแต่ไม่ถึงระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ ยอดส่งออกกุ้งเวียดนามครองสถิติใหม่ ปีล่าสุด

(11 ม.ค. 69) รายงานจากเวียดนามระบุว่าในปี 2025 จีนได้แซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นเป็นตลาดส่งออกกุ้งขนาดใหญ่ที่สุดของเวียดนาม โดยมูลค่าการส่งออกกุ้งไปจีนสูงถึง 1.24 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าปีที่แล้วถึง 63.3% ขณะที่ปริมาณกุ้งส่งออกอยู่ที่ 1.23 แสนตัน เพิ่มขึ้น 48.4% เมื่อเทียบกับปี 2024

ข้อมูลจากสื่อท้องถิ่นเผยแพร่เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ระบุว่าแม้สหรัฐฯ จะยังคงเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญ แต่ยอดส่งออกกุ้งไปสหรัฐฯ ยังไม่สามารถทะลุหลัก 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐได้ ทำให้จีนขึ้นแท่นเป็นตลาดสำคัญที่สุดแทน

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมกุ้งเวียดนามที่ส่งออกไปทั่วโลก โดยยอดส่งออกกุ้งของเวียดนามในปี 2025 ปรับตัวสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 4.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.46 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 19.9% จากปีก่อนหน้า

ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในแนวโน้มตลาดโลกและการเพิ่มบทบาทของจีนในฐานะคู่ค้าสำคัญทางการค้าเกี่ยวกับการส่งออกสินค้าประเภทอาหารทะเลของเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกุ้งที่ได้รับความนิยมอย่างสูง

อย่างไรก็ตาม ตลาดสหรัฐฯ ยังคงเป็นเป้าหมายหลักของเวียดนามด้วยมูลค่าที่สูง และความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อกลยุทธ์การส่งออกของเวียดนามในอนาคต

ที่มา : Xinhua

11 มกราคม 2552 ย้อนอดีตเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ที่มีสีสันมากที่สุด คนกรุงโหวต “สุขุมพันธุ์” ขึ้นนั่งผู้ว่าฯ ชนะกลางศึก ปชป.–เพื่อไทย ผู้สมัครใหม่สร้างสีสันการเมืองกรุง

(11 ม.ค. 52) การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งพิเศษในวันที่ 11 มกราคม 2552 กลายเป็นหมุดหมายการเมืองสำคัญ เมื่อม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร หรือ 'คุณชายหมู' จากพรรคประชาธิปัตย์ ชนะเลือกตั้งขึ้นครองเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 15 ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองระดับชาติที่มีการแตกขั้วอย่างชัดเจน

การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.กลางคัน เนื่องจากถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดในโครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท แม้เขาจะยืนยันความบริสุทธิ์แต่แรงกดดันทางการเมืองนำไปสู่การลาออกและการเลือกตั้งใหม่

สนามเลือกตั้งรวบรวมผู้สมัครจากหลากหลายฝ่าย เช่น 'คุณชายหมู' จากพรรคประชาธิปัตย์, 'ยุรนันท์ ภมรมนตรี' จากพรรคเพื่อไทย, 'หม่อมปลื้ม' ผู้สมัครอิสระ และผู้ตรวจสอบจากกลุ่มกรุงเทพฯ ใหม่ โดยโพลและสื่อมวลชนส่วนใหญ่ชี้ชัดว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ยังคงนำโด่งในคะแนน

ผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นว่า 'คุณชายหมู' ได้คะแนนประมาณ 45.4% ทิ้งห่างอันดับสองเกือบ 3 แสนเสียง ส่งสัญญาณว่าแม้การเมืองระดับชาติจะแตกขั้ว แต่ฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์ในกรุงเทพฯ ยังแข็งแกร่ง ขณะที่พรรคเพื่อไทยยังไม่สามารถทะลวงฐานเสียงเมืองหลวงได้เต็มที่

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นทั้งการเลือกตั้งและการทดสอบพลังทางการเมืองในกรุงเทพฯ และสะท้อนภาพรวมที่กรุงเทพฯ ยังคงเป็นฐานมั่นของประชาธิปัตย์ในช่วงเวลาหนึ่ง รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นยุคของ 'คุณชายหมู' ที่บริหารกรุงเทพฯ ถึงสองสมัยติดต่อกัน

สมรภูมิธนาคารไร้สาขา 2569: เมื่อยักษ์ชนยักษ์ในยุค Virtual Bank ครองเมือง

ก้าวเข้าสู่ปีพุทธศักราช 2569 ภูมิทัศน์ทางการเงินของประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ เมื่อ "ธนาคารไร้สาขา" หรือ Virtual Bank กำลังจะเริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในช่วงกลางปีนี้ หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศรายชื่อ 3 กลุ่มทุนผู้ชนะใบอนุญาตไปเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 สมรภูมิในปีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการชิงฐานลูกค้า "Underbanked" และ "Unbanked" นับล้านรายที่ธนาคารดั้งเดิมเข้าไม่ถึง

 3 ขั้วอำนาจใหม่: พันธมิตรยุทธศาสตร์แห่งปี 2569

การแข่งขันในปีนี้ถูกขับเคลื่อนโดย 3 กลุ่มบริษัทมหาชนจำกัดที่ผ่านการคัดเลือกเข้มข้น และกำลังอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการทดสอบระบบความพร้อม:

1. ธนาคาร คลิกซ์ จำกัด (มหาชน) (Click Bank): การผนึกกำลังของ ธนาคารกรุงไทย (KTB), AIS (ADVANC) และ OR (ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก) กลุ่มนี้ชูจุดแข็งด้านฐานข้อมูลลูกค้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ทั้งบัญชีเงินฝาก เครือข่ายมือถือ และพฤติกรรมการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันผ่านสถานีบริการน้ำมันและร้านค้าในเครือ
2. กลุ่ม SCBX: ร่วมกับ WeTechnology และ KakaoBank จากเกาหลีใต้ กลุ่มนี้โดดเด่นด้านประสบการณ์การบริหาร Virtual Bank ระดับโลก โดยเน้นการสร้างประสบการณ์ผู้ใช้งาน (User Experience) ที่ไร้รอยต่อ และการวิเคราะห์สินเชื่อด้วย AI ที่แม่นยำ
3. บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (ACM Holding): หรือกลุ่ม Ascend Money (ทรูมันนี่) ภายใต้เครือซีพี ซึ่งมีฐานผู้ใช้งาน Digital Wallet หนาแน่นที่สุด และมีความเข้าใจในกลุ่มลูกค้ารายย่อยและพ่อค้าแม่ค้าเป็นอย่างดี
 อาวุธลับ: ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) และโครงสร้างต้นทุนต่ำ

สิ่งที่ทำให้ Virtual Bank ในปี 2569 แตกต่างจากธนาคารดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิงคือ "โครงสร้างต้นทุน" และ "นวัตกรรมการวิเคราะห์สินเชื่อ":

 ต้นทุนที่ถูกกว่า 1 ใน 3: การไม่มีสาขาและพนักงานจำนวนมาก ทำให้ Virtual Bank สามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้ดีกว่าธนาคารปกติถึง 3 เท่า นำไปสู่การเสนออัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงกว่า หรือค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า
 Alternative Data: Virtual Bank จะไม่พึ่งพาเพียงแค่สลิปเงินเดือนหรือประวัติบูโรเพียงอย่างเดียว แต่จะใช้ข้อมูลพฤติกรรม เช่น การจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ การเติมเงินมือถือ หรือยอดขายในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ มาใช้คำนวณ Credit Scoring
 Agility: ด้วยระบบ Cloud-native และ API-first ทำให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ แทนที่จะเป็นหลายเดือน

ส่องเศรษฐกิจไทยปี 2569: ฝ่ามรสุมสมบูรณ์แบบ (Perfect Storm) สู่การรีเซ็ตโครงสร้างประเทศ

ก้าวเข้าสู่ปีพุทธศักราช 2569 ภูมิทัศน์เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ข้อมูลจากการประเมินของ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และทิศทางนโยบายจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ให้เห็นว่าปีนี้คือปีแห่งความท้าทายที่ซับซ้อน หรือที่นิยามว่า “Perfect Storm” ซึ่งกดดันให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว

 1. สถิติและตัวชี้วัด: เมื่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และหน่วยงานด้านเศรษฐกิจประเมินภาพรวมในปี 2569 ไว้ดังนี้:

-     การขยายตัวของ GDP: คาดการณ์เติบโตเพียง 1.6–2.0% ซึ่งชะลอตัวลงจากปี 2568 (2.0%) สะท้อนถึงกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
-     ภาคการส่งออก: อาจหดตัวในช่วง -1.5% ถึง -0.5% จากผลกระทบของสงครามการค้าและมาตรการกีดกันทางการค้าโลก
-    ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI): อยู่ในสภาวะเปราะบาง หลายอุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิต ต่ำกว่า 60% (เทียบกับระดับปกติที่ควรอยู่ที่ 70–80%)

 2. เจาะลึกปัจจัย "Perfect Storm" ที่รุมเร้าประเทศไทย

พายุเศรษฐกิจในปี 2569 ไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่เป็นการถาโถมของ 3 ปัจจัยหลักที่เกิดขึ้นพร้อมกัน:

1.    แรงกดดันจากภายนอก: ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เช่น CBAM (มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน) และ EUDR (กฎระเบียบว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า) ซึ่งเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ส่งออกไทย

2.    วิกฤตชายแดนและสินค้าทะลัก: ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา คาดการณ์ความเสียหายทางการค้ากว่า 140,000 ล้านบาท ประกอบกับการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศและการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) ที่ทำลายขีดความสามารถของโรงงานไทย

3.    ปัญหาเชิงโครงสร้างภายใน: หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเรื้อรัง ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และค่าแรงที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ SMEs

 3. ทางออกเชิงยุทธศาสตร์: "Reinvent Thailand"

เพื่อตอบโต้กับสภาวะเปราะบาง ส.อ.ท. ได้เสนอแนวคิดการปฏิรูปประเทศขนานใหญ่ โดยเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงฐานผลิต (OEM) ไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง ผ่านกลไกดังนี้:

 ยุทธศาสตร์ CRS เพื่อความยั่งยืน

-     Competitiveness: ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี STEM
-     Resilience: สร้างความยืดหยุ่น กระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
-    Sustainability: ขับเคลื่อนด้วยแนวคิด ESG และเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

นากลางเมืองมีจริง “เอ ศุภชัย” โพสต์ทุ่งเขียวขจี ปลูกข้าวเองตั้งแต่เมล็ดถึงจาน เตรียมเปิดร้านข้าวแกง ลุยร้านข้าวแกงเต็มตัว

(10 ม.ค. 69) 'เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร' ผู้จัดและนักปั้นชื่อดัง เปิดเกมธุรกิจใหม่ด้วยการเปิดร้านข้าวแกงในกรุงเทพฯ พร้อมลงทุนปลูกข้าวเองในแปลงนากลางเมืองเพื่อควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำโดยตรง

'เอ' โพสต์ในโซเชียลมีเดียว่าตนเอง "ปลูกข้าวเอง...ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ" พร้อมประกาศเตรียมเปิดร้านข้าวแกงภายใต้ชื่อ #ข้าวแกงแอลเอ โดยย้ำว่าตัวเองลงมาดูแลทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิดเพื่อการันตีความหอม นุ่ม และอร่อยของข้าวที่จะเสิร์ฟในร้าน

จุดที่น่าสนใจคือบรรยากาศนาข้าวเขียวขจีที่เจ้าตัวจัดเต็มใส่ชุดเดรสพร้อมพร็อพเกษตรแบบจัดเต็มในแปลงนากลางเมือง ทำให้ภาพโพสต์นี้กลายเป็นไวรัล มีแฟนๆ และเพื่อนในวงการบันเทิงเข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจและรอติดตามเมนูอย่าง "ไข่พะโล้" และชื่นชมในความตั้งใจและไอเดียนี้

โปรเจกต์นี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ 'เอ' ที่ต้องการสร้างความแตกต่างในวงการอาหารด้วยการควบคุมวัตถุดิบและคุณภาพเองตั้งแต่ต้นทาง สร้างประสบการณ์ที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติกลางเมืองซึ่งเป็นแนวคิดที่หายากในธุรกิจอาหารปัจจุบัน

แฟนคลับและผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของร้านนี้ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยรอชมการเปิดร้านอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9866734

คะแนนเฉือน!! วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านขั้นตอนมติ แบนใช้ทหารกับเวเนซุเอลา 52-47 รัสเซีย จีนเกาหลีเหนือ ร่วมประณามสหรัฐฯ เวเนซุเอลาร้อง UN หารือสถานการณ์ด่วน

(10 ม.ค. 69) วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างมติห้ามใช้กองกำลังติดอาวุธกับเวเนซุเอลา ด้วยคะแนนเสียง 52 ต่อ 47 ในการลงมติวันพฤหัสบดี ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่แสดงเจตจำนงต่อต้านการใช้ความรุนแรงในภูมิภาคนี้

ประธานที่ประชุมวุฒิสภากล่าวว่า "ที่ประชุมเห็นชอบต่อญัตติ" ซึ่งสะท้อนท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการหาทางแก้ไขสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียดในเวเนซุเอลาโดยไม่มีการใช้กำลัง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเวเนซุเอลาได้ร้องขอการประชุมฉุกเฉินที่สหประชาชาติ เพื่อหารือเกี่ยวกับปฏิบัติการของสหรัฐฯ ขณะที่ศาลฎีกาของเวเนซุเอลามีคำสั่งโอนหน้าที่ประมุขแห่งรัฐให้รองประธานาธิบดี 'เดลซี โรดริเกซ' ทำหน้าที่รักษาการประธานาธิบดีแทน ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม

รัสเซีย จีน และเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง โดยรัสเซียเรียกร้องให้ประกันตัว 'นิโกลัส มาดูโร' พร้อมภรรยาและป้องกันไม่ให้สถานการณ์ตึงเครียดบานปลายจนเกิดการเผชิญหน้าอย่างรุนแรง

ที่มา : Sputnik

อวสานผู้นำรักษ์โลก!! เมื่อประธานาธิบดี Trump สั่งถอนสหรัฐฯ ออกจากองค์กรระหว่างประเทศ 66 แห่ง

รัฐบาล Trump ประกาศถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศหลายสิบแห่ง รวมถึงหน่วยงานด้านประชากรของสหประชาชาติ และสนธิสัญญาของสหประชาชาติว่าด้วยการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังถอยห่างจากความร่วมมือในระดับโลกมากขึ้น

ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ลงนามในคำสั่งบริหารเมื่อวันพุธที่ 7 มกราคม 2026 เพื่อระงับการสนับสนุนของสหรัฐฯ ต่อองค์กร หน่วยงาน และคณะกรรมาธิการรวม 66 แห่ง หลังจากที่ได้ทบทวนการมีส่วนร่วมและการให้ทุนสนับสนุนแก่องค์กรระหว่างประเทศทั้งหมด รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ ตามแถลงการณ์ของทำเนียบขาว

องค์กรระหว่างประเทศที่เป็นเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นหน่วยงาน คณะกรรมาธิการ และคณะที่ปรึกษาที่เกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่เรื่องสภาพภูมิอากาศ แรงงาน การอพยพ และประเด็นอื่น ๆ ซึ่งรัฐบาล Trump จัดประเภทว่าเป็นไปตามกระแสความหลากหลายและ “การตื่นตัวทางสังคม” องค์กรอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ของสหประชาชาติในรายชื่อนี้ ได้แก่ ความร่วมมือเพื่อแอตแลนติก (Partnership for Atlantic Cooperation) สถาบันระหว่างประเทศเพื่อประชาธิปไตยและการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง (International Institute for Democracy and Electoral Assistance) และเวทีต่อต้านการก่อการร้ายระดับโลก (Global Counterterrorism Forum)

“เราพบว่า สถาบันเหล่านี้มีความซ้ำซ้อนในขอบเขตการทำงาน บริหารจัดการผิดพลาด ไม่จำเป็น สิ้นเปลือง ดำเนินการไม่ดี ถูกครอบงำโดยผลประโยชน์ของผู้ที่ผลักดันวาระของตนเอง ซึ่งขัดแย้งกับของสหรัฐฯ หรือเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตย เสรีภาพ และความเจริญรุ่งเรืองโดยทั่วไปของสหรัฐอเมริกา” Marco Rubio รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกล่าวในแถลงการณ์

การตัดสินใจของ Trump ที่จะถอนตัวออกจากองค์กรที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาความท้าทายระดับโลก เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลของเขาได้เริ่มปฏิบัติการทางทหารหรือออกคำขู่ที่ทำให้ทั้งพันธมิตรและศัตรูหวาดหวั่น รวมถึงการจับกุมผู้นำเผด็จการของเวเนซุเอลา นิโคลัส มาดูโร และแสดงเจตจำนงที่จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์

สหรัฐฯ สร้างแบบแผนการถอนตัวออกจากหน่วยงานระดับโลก ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ระงับการสนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ เช่น องค์การอนามัยโลก หน่วยงานของสหประชาชาติเพื่อผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ หรือ UNRWA คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และองค์การยูเนสโก สหรัฐฯ ได้หันมาใช้วิธีการจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับองค์กรระหว่างประเทศแบบเลือกสรรตามต้องการ โดยเลือกเฉพาะหน่วยงานและองค์กรที่เชื่อว่าทำงานสอดคล้องกับวาระของ Trump และยกเลิกการสนับสนุนหน่วยงานที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อีกต่อไป

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทำให้พบว่า การตกผลึกของแนวทางของสหรัฐฯ ต่อระบบพหุภาคี ก็คือ ‘ทำตามฉันหรือไม่ก็ไปซะ’ จึงเป็นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนมากต่อกระบวนการความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้เงื่อนไขของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากวิธีการที่รัฐบาลก่อน ๆ ทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต จัดการกับสหประชาชาติ และบังคับให้องค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งกำลังเผชิญกับการประเมินตนเองภายในอยู่แล้ว ต้องตอบสนองด้วยการลดจำนวนพนักงานและโครงการต่าง ๆ

องค์กรพัฒนาเอกชนอิสระหลายแห่ง หลายแห่งทำงานร่วมกับสหประชาชาติระบุว่า โครงการจำนวนมากต้องปิดตัวลงเนื่องจากการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้วที่จะลดความช่วยเหลือต่างประเทศผ่านทางสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หรือ USAID แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล Trump กล่าวว่า พวกเขามองเห็นศักยภาพของสหประชาชาติ และต้องการที่จะมุ่งเน้นเงินภาษีของประชาชนไปที่การขยายอิทธิพลของอเมริกาในโครงการริเริ่มมาตรฐานต่าง ๆ ของสหประชาชาติ ซึ่งมีการแข่งขันกับจีน เช่น สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ

องค์กรระดับโลกล่าสุดที่สหรัฐฯ กำลังจะถอนตัวคือ อนุสัญญากรอบสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ UNFCCC ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งล่าสุดของ Trump และพันธมิตรในการแยกสหรัฐฯ จากองค์กรระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นเรื่องสภาพภูมิอากาศและการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย UNFCCC ซึ่งเป็นข้อตกลงปี 1992 ระหว่าง 198 ประเทศเพื่อสนับสนุนทางการเงินแก่กิจกรรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศกำลังพัฒนา เป็นสนธิสัญญาพื้นฐานสำหรับข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศปารีสที่สำคัญ Trump ซึ่งเรียกการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า เป็นเรื่องหลอกลวง และได้ถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าวไม่นานหลังจากกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง

จีนลดอาชญากรรม รัฐจีนย้ำ “อาชญากรรมร้ายแรงลด” รับวันตำรวจ 10 ม.ค. สังคมสงบขึ้น จับตาอีกด้าน ‘ความเสี่ยงงานตำรวจ’ ยังสูง ความปลอดภัยดีขึ้นหรือภาระงานหนักขึ้น?

(10 ม.ค. 69) กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีนรายงานสถิติอาชญากรรมปี 2025 พบจำนวนคดีอาญาที่รับแจ้งทั่วประเทศลดลง 12.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นระดับต่ำสุดในศตวรรษนี้ และอาชญากรรมร้ายแรงหลายประเภทลดลงต่อเนื่อง

กระทรวงฯ ระบุว่า "คดีความสงบเรียบร้อย/คดีเกี่ยวกับระเบียบสังคมลดลง 3.5%" และค้ามนุษย์/ลักพาตัวลดลง 40.7% รวมถึงการลักทรัพย์-ชิงทรัพย์-ฉ้อโกงแบบดั้งเดิมหดตัว 21.2%

ในด้านความปลอดภัยทางถนน ปี 2025 ยังพบว่าอุบัติเหตุที่มีผู้เสียชีวิตตั้งแต่ 3 รายขึ้นไปลดลง 11% และปีนี้เป็นครั้งแรกที่ไม่มีอุบัติเหตุจราจรหายนะรุนแรงมากที่มีผู้เสียชีวิต 30 รายขึ้นไปหรือความเสียหายเศรษฐกิจ 100 ล้านหยวนขึ้นไป

ตำรวจและตำรวจเสริมเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่รวม 352 นายในปีเดียว กระทรวงฯ ยังได้ยกย่องผู้เสียสละด้วยตำแหน่ง "วีรบุรุษต้นแบบชั้นหนึ่งของระบบความมั่นคงสาธารณะ" 2 ราย และชั้นสองอีก 40 ราย

การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวมาสอดคล้องกับใกล้วันตำรวจแห่งประชาชนจีน 10 มกราคม ซึ่งถือเป็นวันยกย่องและเชิดชูบทบาทเจ้าหน้าที่ตำรวจในประเทศจีน

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top