Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

เกือบไม่รอด!! “อั๋น ภูวนาถ” เล่านาทีชีวิต พลัดตกเขานิเซโกะ ไถลทะลุตาข่ายติดต้นสน เสี่ยงจมหิมะลึกจนขยับไม่ได้

(8 ม.ค. 69) ‘อั๋น ภูวนาถ คุนผลิน’ พิธีกรชื่อดัง เล่าประสบการณ์หวุดหวิดตายขณะเล่นสกีที่นิเซโกะ ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ในทริปครอบครัวเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เขาไถลหลุดออกนอกเส้นทางจนทะลุแนวกั้นความปลอดภัยไปติดบนยอดต้นสนกลางหิมะหนาทึบ โดยเจ้าตัวอธิบายว่า "เอาจริงน่ากลัวมาก" เพราะมีโอกาสที่จะตกจมหายใต้กองหิมะได้ทุกเมื่อ

‘อั๋น’ เล่าว่าเขาค้างอยู่บนยอดต้นสน ซึ่งไม่มีพื้นมั่นคงให้เหยียบ ทำให้ขยับตัวไม่ได้อย่างปลอดภัย ขณะที่ครูสอนสกีที่อยู่ด้วยยังแปลกใจว่าเขาไถลไปอยู่จุดนั้นได้อย่างไร เหตุการณ์เข้าขั้นอันตรายจนเกือบต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ช่วยเหลือ แต่สุดท้าย ‘อั๋น’ รอดปลอดภัยกลับมาได้

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความเสี่ยงของการเล่นหิมะลึกใกล้ต้นไม้ หรือที่เรียกว่า Tree well หรือ Deep snow immersion ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหิมะลึกบริเวณนี้สามารถสร้างโพรงลึกจนทำให้ถูกตรึงและหายใจลำบากได้ จึงแนะนำว่าอย่าเล่นคนเดียวและควรมองเห็นกันตลอดเวลา

ที่นิเซโกะมีระเบียบชัดเจนให้ใช้ประตู (gates) เข้า-ออกเส้นทางหิมะห้ามฝ่าหรือมุดเชือก ผู้เล่นควรเล่นในโซนที่เปิดใช้งานและหลีกเลี่ยงโซนต้นไม้หากไม่ชำนาญ ‘อั๋น’ เตือนทุกคน "เสี้ยววินาที" อาจเปลี่ยนทริปท่องเที่ยวหิมะให้กลายเป็นอันตรายอย่างไม่คาดคิด

ที่มา : https://entertain.teenee.com/thaistar/316936.html

ฟื้นศรัทธา 'ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว' พีระพันธุ์' ประกาศปราบโกง พิทักษ์คนดี!! ชูสัญลักษณ์ 'เครื่องประหารหัวพยัคฆ์' ย้ำนโยบาย 'พิฆาตคนชั่ว' ขจัดคอร์รัปชัน ทุนเทา สแกมเมอร์

‘พีระพันธุ์’ ประกาศปราบโกง พิทักษ์คนดี!! ชูสัญลักษณ์ ‘เครื่องประหารหัวพยัคฆ์’ ย้ำนโยบาย ‘พิฆาตคนชั่ว’ ขจัดคอร์รัปชัน ทุนเทา สแกมเมอร์ ฟื้นศรัทธา ‘ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว’

วันที่ 8 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายนราพัฒน์ แก้วทอง, พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรค, นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ เหรัญญิกพรรค และนายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมขับเคลื่อนนโยบาย "พิฆาตคนชั่ว" เพื่อตอกย้ำจุดยืนในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน โดยได้นำ "เครื่องประหารหัวพยัคฆ์" จำลอง มาเป็นสื่อสัญลักษณ์ในการประกาศสงครามกับกลุ่มอิทธิพลและข้าราชการที่ทุจริตเงินแผ่นดิน

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า สัญลักษณ์ "เครื่องประหารหัวพยัคฆ์" ไม่ใช่เป็นเพียงการข่มขวัญ แต่เป็นคำมั่นสัญญาในการจัดการกับกลุ่มคนที่ใช้อำนาจรังแกประชาชน โดยเฉพาะพวกโกงชาติ โกงแผ่นดิน กลุ่มทุนสีเทา และแก๊งสแกมเมอร์ที่ปล้นเงินของประชาชน ซึ่งปัจจุบันสังคมไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธาจากค่านิยมผิด ๆ ที่ว่า "ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป" เนื่องจากมีข้าราชการและนักการเมืองบางกลุ่มร่วมมือกับทุนเทา ปล่อยปละละเลยให้เกิดการฉ้อโกงประชาชน

พรรครวมไทยสร้างชาติจึงขอประกาศจุดยืน "ไม่ร่วมสังฆกรรมกับคนโกง" และจะไม่ยอมให้กลุ่มทุนเทาเข้ามาครอบงำพรรคหรือการเมืองไทยอย่างเด็ดขาด

"เรามาเพื่อบอกว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะยืนเคียงข้างคนดี ไม่ใช่แค่พิฆาตคนชั่ว แต่ต้องพิทักษ์คนดีให้มีที่ยืนในสังคม ดังสุภาษิตที่ว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" ต้องกลับมาเป็นความจริงในแผ่นดินนี้" นายพีระพันธุ์ กล่าว

ความหมายของ "เครื่องประหารหัวพยัคฆ์" เป็นเครื่องมือลงโทษขุนนางที่ทุจริตคอร์รัปชันในยุคของ "เปาปุ้นจิ้น" บุคคลต้นแบบแห่งความเที่ยงธรรมในประวัติศาสตร์จีน เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเด็ดขาด ไม่ยอมรับการประนีประนอมกับคนโกงชาติ โกงแผ่นดิน

ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม นายพีระพันธุ์ พร้อมด้วยผู้บริหาร ได้ร่วมกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการเปิดใบมีดเครื่องประหารหัวพยัคฆ์ เพื่อสื่อถึงการพิฆาตคนชั่วคนโกง ให้หมดไปจากแผ่นดินไทย

เก็บไว้ฝุ่นเกาะ!! 'ไรอัน ล็อกต์' โละเหรียญ ตำนานว่ายน้ำสหรัฐฯ ขายเหรียญทองโอลิมปิก เปลี่ยนตำนานเป็นเงิน 13 ล้าน

(8 ม.ค. 69) 'ไรอัน ล็อกต์' อดีตนักว่ายน้ำทีมสหรัฐฯ โละเหรียญทองโอลิมปิก 3 เหรียญ ออกประมูลออนไลน์ที่ Goldin ทำเงินรวมกว่า 385,520 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 12-13 ล้านบาท

เหรียญที่ขายประกอบด้วยเหรียญทองประเภททีมผลัด 4x200 เมตร ฟรีสไตล์ 3 เหรียญจากโอลิมปิก 3 สมัย คือ ปักกิ่ง 2008, เอเธนส์ 2004 และริโอ 2016 ราคาปิดสูงสุดที่ 183,000 ดอลลาร์ และต่ำสุดที่ 80,520 ดอลลาร์

'ล็อกต์' ชี้ผ่านโซเชียลมีเดียว่า "ไม่เคยว่ายเพื่อเหรียญทอง" แต่เหรียญคือ "ส่วนเติมเต็ม" ของการเดินทางในอาชีพ ขณะที่เหรียญเหล่านี้ถูกเก็บมานานจนฝุ่นเกาะก่อนจะนำมาขายเป็นครั้งที่สองตั้งแต่ปี 2022

ครั้งนี้เป็นช่วงที่ 'ล็อกต์' กำลังเผชิญเปลี่ยนผ่านชีวิตทั้งเรื่องครอบครัวและการบำบัด โดยเขาระบุว่าต้องการเดินหน้าต่อและโฟกัสพัฒนาตัวเอง พร้อมขอพื้นที่เพื่อปกป้องลูก ๆ

'ล็อกต์' ถือเป็นตำนานว่ายน้ำที่คว้าเหรียญรวม 12 เหรียญจากโอลิมปิก โดยเหรียญของเขามีมูลค่าสูงเพราะชื่อเสียงและประวัติความสำเร็จที่สร้างความต้องการของนักสะสมที่พร้อมสู้ราคา

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10088881

เกมทะเลเดือด!! มอสโกจับตาเรือ Marinera หลังทหารสหรัฐฯ ขึ้นเรือกลางน่านน้ำสากล ย้ำ “ลูกเรือรัสเซียต้องปลอดภัย” เน้นความเหมาะสมและศักดิ์ศรี

(8 ม.ค. 69) กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเปิดเผยว่า กำลังติดตามอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่กองทัพสหรัฐฯ เข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมัน "มาริเนรา" ซึ่งเดินเรือภายใต้ธงรัสเซียในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ โดยมีพลเมืองรัสเซียอยู่ในหมู่ลูกเรือ

กระทรวงได้เรียกร้องให้กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติต่อพลเมืองรัสเซียบนเรือดังกล่าวด้วยความเหมาะสมและเคารพศักดิ์ศรีของบุคคลเหล่านั้น โดยชี้ว่าการปฏิบัติที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในสถานการณ์นี้

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ในบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ โดยกรณีการยึดเรือและปฏิบัติต่อพลเมืองถือเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ที่มา : Sputnik

ปล่อยปลาไหลแก้เคล็ด!! 'ดร.เจษฏ์' แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ ปล่อยปลาไหล พร้อมแผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญ ให้เจ้ากรรมนายเวรที่จองเวรจองกรรม หลังโดน 'เรืองไกร' ร้อง กกต.สอบเต้นเกาหลัง

‘ดร.เจษฎ์’ ปล่อยปลาไหล แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร หลังโดน ‘เรืองไกร’ ร้อง กกต.สอบปม "เต้นเกาหลัง" 

เมื่อเวลา 06.30 น.วันที่ 8 มกราคม 2569 รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ พร้อมด้วย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค เดินทางไปกราบ พระวิสุทธิวัชราภรณ์ พระราชาคณะชั้นสามัญ , รองเจ้าคณะอำเภอแม่ริม , เจ้าอาวาสวัดลัฏฐิวัน (วัดพระนอนขอนตาล) ที่ อ.แม่ริมจังหวัด จ.เชียงใหม่ ซึ่งวัดดังกล่าวเป็นวัดเก่าแก่ของ จ.เชียงใหม่ มีอายุ 400 ปี โดย พระวิสุทธิวัชราภรณ์ ได้กล่าวให้พร ดร.เจษฏ์, นายชัยวุฒิ และคณะ ให้ชนะข้าศึกศัตรู

จากนั้น ดร.เจษฏ์ ได้ปล่อยปลาไหล จำนวน 8 ตัว พร้อมตั้งจิตอธิฐานแผ่เมตตาให้กับบรรดาเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ที่คอยจองเวรอยู่ในขณะนี้ โดยกล่าวบทแผ่เมตตาว่า

"สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น 
อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย 
อัพพะยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย 
อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย 
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด
ขอให้กรรมเวร ที่บรรดาปวงลูกทั้งหลาย มีต่อใครก็ตาม จงสิ้นไป ลูกทั้งหลายขออโหสิเวร อโหสิกรรม ให้บรรดาคนทั้งหลายที่จองเวรจองกรรมกับปวงลูกด้วย... สาธุ"

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ตรวจสอบดร.เจษฎ์ และนายชัยวุฒิ ที่นำทีมผู้สมัคร ส.ส. ไปเต้นหาเสียงบริเวณสยามสแควร์ เมื่อวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่าเป็นการเข้าข่ายทำการโฆษณาหาเสียงด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่างๆ ที่อาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 (3) หรือไม่ พร้อมขอให้ตรวจสอบขยายผลเพิ่มเติมว่ามีทีมผู้สมัคร ส.ส.รายใดร่วมเต้นด้วยหรือไม่

จีนลุยขนส่ง NEV รถไฟสินค้าออกจากฉงชิ่ง ขนยานยนต์พลังงานใหม่ไปกว่างโจว ต่อเรือส่งตะวันออกกลาง เส้นทางเสถียรผ่านหลายมณฑล

(8 ม.ค. 69) รถไฟสินค้าจากเทศบาลนครฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เริ่มออกเดินทางจากสถานีอวี๋จุ่ยของท่าเรือกั่วหยวนเมื่อวันที่ 7 ม.ค. เพื่อขนส่งยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ไปยังท่าเรือหนานซา เมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตงทางตอนใต้ของจีน ตามแผนภายใน 48 ชั่วโมง ก่อนต่อยอดลำเลียงออกทะเลสู่ตลาดตะวันออกกลาง

ในฐานะฐานการผลิตยานยนต์สำคัญ 'ฉงชิ่ง' ได้พัฒนาระบบขนส่งสินค้าผ่านทางรางและทางทะเลที่เสถียรและต่อเนื่อง รองรับการจัดส่งทั้งทางฝั่งตะวันออกและตะวันตกเฉียงใต้ของจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ “การขนส่งผ่านเส้นทางนี้ช่วยกระตุ้นการเชื่อมโยงและขยายตลาดในภูมิภาค” ระบุในข่าว

เส้นทางสินค้านี้ผ่านเมืองหนิงโปในมณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออก และเมืองชินโจว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ส่งผลให้การขนส่งสินค้าระหว่างภูมิภาคและสู่ตลาดต่างประเทศมีความคล่องตัวมากขึ้น นับเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามขยายโครงข่ายขนส่งและตลาดยานยนต์พลังงานใหม่ของจีนในเวทีโลก

ที่มา : Xinhua

‘ชูวิทย์’ ซัด ‘ธนาธร’ พลิกลิ้นทิ้งอุดมการณ์ “ไม่เอาเทา” แฉแผนส้มผสมน้ำเงินหวังอำนาจรัฐบาล ชี้ กำลังเดินย่ำรอยเดิมการเมืองเก่า เตือน “สนิมเนื้อใน” กำลังกัดกร่อนศาสดาพรรค

'ชูวิทย์' ชี้ท่าที 'ธนาธร' เปลี่ยนไป อย่าแปลกใจพรรคส้มต้องละทิ้งจุดยืน 'ไม่เอาเทา'

(8 ม.ค. 2569) - นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เมื่อส้มผสมกับน้ำเงิน นี่คือช็อตเด็ดที่วัดระหว่าง อุดมการณ์ กับ โลกความเป็นจริง หลังการเลือกตั้งจะได้เห็นผลคะแนน ประชาชนที่เคยได้ยินอุดมการณ์ "ไม่เอาเทา" ของพรรคส้ม หรือที่ "ไหม" เคยบอกว่า "ไม่มีทางโหวตชื่ออนุทินเป็นนายกฯ ครั้งที่สอง"

แต่ล่าสุด ธนาธรมีท่าทีเปลี่ยนไปจากการโพสต์บนเฟซบุ๊กของตัวเองว่า "ไม่เคยพูด ว่าจะไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับน้ำเงินและแดง" หมายความว่า เราอาจจะได้เห็นพรรคส้มจับมือกับพรรคน้ำเงินเป็นรัฐบาลครั้งหน้าก็ได้

โปรดอย่าได้แปลกใจ เมื่อพรรคส้มต้องเลือก ระหว่างละทิ้งอุดมการณ์ และเริ่มคุ้นชินจนถูกกลืนเข้าไปในโลกของการเมืองเก่า แต่ได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ กับการยึดมั่นอุดมการณ์ของตัวเอง แต่เป็นฝ่ายค้านครั้งแล้วครั้งเล่า

ธนาธรเริ่มเข้าใจแล้วว่า "เปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับการเมือง เข้าสู่วงจรอำนาจ ง่ายมากกว่าเปลี่ยนการเมืองให้เป็นแบบที่ตัวเองต้องการ"

เท่าที่เช็คข่าวล่าสุด หัวหน้าเท้งแห่งพรรคส้มยังยืนยันว่า "จะไม่มี ส.ส. พรรคประชาชนคนไหน ยกมือโหวตอนุทินเป็นนายกฯ อีกต่อไป"

นั่นหมายความว่า หากพรรคน้ำเงินได้จำนวน ส.ส. เป็นอันดับ 1 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคส้มจะไม่ร่วมรัฐบาล และไม่โหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ แต่ถ้าพรรคส้มได้ ส.ส. เป็นอันดับ 1 แต่ไม่เกิน 250 ที่นั่งล่ะ? จะยอมให้พรรคน้ำเงินมาร่วมรัฐบาลไหม?

หัวหน้าเท้งช่วยตอบให้ชัดๆ อย่างที่เคยพูดไว้ว่า "พรรคไหนที่ไม่ประกาศชัดล่วงหน้าว่าไม่ร่วมกับใคร นั่นคือเทา" ในเมื่อพรรคส้มบอกว่าตัวเองไม่เทา งั้นช่วยพูดให้ชัดๆ มาล่วงหน้าเลยครับ ประชาชนจะได้ไม่สับสน เพราะหลังๆ การพูดของธนาธรศาสดาพรรคส้ม เสียงเริ่มแปร่งๆ ไปทุกที เมื่อใกล้วันเลือกตั้ง

กลืนน้ำลายมันเป็นเรื่องปกติ แต่กลืนเสลดมันหนักมากกว่าหลายเท่า

ก่อนหน้านี้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊ก มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า วลีของธนาธรที่ชี้ว่า “พรรคอื่นได้เป็นรัฐบาลหมดแล้ว เหลือพรรคส้มที่ยังไม่เคยได้เป็นรัฐบาลอยู่พรรคเดียว จึงสมควรจะให้โอกาสพรรคส้ม”

กลายเป็นว่าบัดนี้ ธนาธรต้องใช้ “อุดมการณ์ทางลัด” แทนอุดมการณ์ที่แท้จริงในยุคเริ่มต้น สะท้อนออกมาอย่างแจ่มชัดในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้

อุดมการณ์ของพรรคส้มโบยบินไปพร้อมกับกาลเวลาที่ผ่านไป การตกขบวนแล้วขบวนเล่า พรรคส้มไม่ได้เป็นรัฐบาลเสียที ไม่ได้เกิดจากประชาชนไม่ให้โอกาสพรรคส้ม

คะแนนมากถึง 14 ล้านเสียง ได้จำนวน ส.ส. มากสุดเป็นอันดับหนึ่ง มันเป็นการไม่ให้โอกาสพรรคส้มของธนาธรตรงไหน? ทั้งที่ประชาชนมีหน้าที่แค่ไปกาบัตรในวันเลือกตั้งเท่านั้น

ที่เหลือเป็นหน้าที่ของพรรคส้ม หรือธนาธร ในการแย่งชิงอำนาจรัฐตามระบอบประชาธิปไตยหลังผลคะแนนออก เพียงแต่ธนาธร และพรรคส้มทำไม่ได้เอง

ยิ่งในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ พรรคส้มกลับบีบเส้นทางของตัวเองให้แคบลงไปอีก ด้วยบทที่ตั้งตัวเองเป็น “พระเอก” คนเดียว และพรรคอื่นเป็นผู้ร้ายเสียหมด

เมื่อกาลเวลาผ่านมา ทำให้เรามองเห็นแล้วว่า บรรดาหนุ่มสาวก้าวออกมาเผชิญโลกกว้าง ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกไปในสิ่งที่ตัวเองฝัน เวลาผ่านไป หนุ่มสาวเหล่านั้นได้พบกับความจริงที่ว่า พวกเขาต่างหากที่ถูกโลกเปลี่ยน

โดยกลับไปเดินย่ำรอยเท้าบนเส้นทางเดิม ที่คนเคยเป็นหนุ่มสาวในอดีตล้วนเคยเดินผ่านมาแล้วทั้งสิ้น

แท้จริงแล้ว "สนิม" ไม่ได้เกิดจากใครอื่นเลย

แต่เกิดจาก "สนิมเนื้อใน" ของธนาธร เจ้าของลัทธิพรรคส้มนั่นเอง

ที่มา : https://www.facebook.com/photo?fbid=1435927097898766&set=a.496460395178779

8 มกราคม วันคล้ายวันประสูติ ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา’

วันนี้ถือเป็นวันสำคัญของปวงชนชาวไทยอีกวันหนึ่ง โดยเป็นวันคล้ายวันประสูติของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งประสูติเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2530 และทรงเจริญพระชนมายุครบ 37 พรรษา

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ 2 ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระเชษฐภคินีและพระอนุชา 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร

เมื่อแรกประสูติทรงดำรงพระอิสริยยศ ‘หม่อมเจ้า’ มีพระนามว่า ‘หม่อมเจ้าบุษย์น้ำเพชร มหิดล’ ต่อมาได้รับพระราชทานพระนามใหม่ว่า ‘หม่อมเจ้าจักรกฤษณ์ยาภา มหิดล’ จากนั้นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระราชทานพระนามใหม่ว่า ‘หม่อมเจ้าสิริวัณวรี มหิดล’ ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น ‘พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์’ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2548

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นทั้งนักกีฬาขี่ม้าและอดีตนักแบดมินตันทีมชาติไทย ในวันที่ 21 กรกฎาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระยศ ‘พันเอกหญิง’ ในฐานะพระอาจารย์หัวหน้าแผนก โรงเรียนทหารม้า ศูนย์การทหารม้า (อัตราพันเอก)

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการออกแบบแฟชันและเครื่องประดับ โดดเด่นเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยทรงออกแบบเสื้อผ้าภายใต้แบรนด์ ‘SIRIVANNAVARI’ และ S’Home เสื้อผ้าของสตรีและบุรุษ ได้รับเสียงชื่นชมอย่างเนืองแน่นในวงการแฟชั่นโลก กับการออกแบบเสื้อผ้าชั้นสูงที่มีความประณีต ที่เหล่าผู้มีชื่อเสียงนิยม ทั้งยังมีแบรนด์ต่างๆ อย่าง Sirivannavari maison แบรนด์ของแต่งบ้าน รวมไปถึงแบรนด์ชุดแต่งงาน

นอกจากทรงออกแบบเสื้อผ้าคอลเลกชันต่างๆ แล้ว พระองค์ยังทรงสนับสนุนผ้าไทย ด้วยการนำผ้าไหมมาตัดเย็บเป็นชุดต่างๆ ทั้งนี้ยังทรงออกแบบชุดให้กับ เดมี ลีห์ เนล ปีเตอร์ มิสยูนิเวิร์ส 2017 และโศภิดา กาญจนรินทร์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018 ได้สวมใส่ในการประกวดรอบไทยไนท์ของเวทีนางงามจักรวาลที่จัดประกวดที่ประเทศไทยอีกด้วย ทำให้กระทรวงวัฒนธรรมถวายรางวัลศิลปาธร ประจำปี 2561 ในสาขาศิลปะการออกแบบ (แฟชันและเครื่องประดับ) ด้วยความสนพระทัยด้านแฟชัน พระองค์จึงเสด็จไปทอดพระเนตรงานปารีสแฟชันวีกอยู่เสมอ และได้รับเสียงชื่นชมจากสื่อต่างชาติ อาทิ นิตยสาร Grazia ประเทศอังกฤษ จัดอันดับให้พระองค์ทรงอยู่ในลำดับที่ 1 ของเจ้าหญิงที่มีสไตล์ที่สุดในโลก จนได้รับการขนานนามว่าทรงเป็น ‘เจ้าหญิงแฟชัน’

ทั้งนี้ พระองค์ยังทรงเป็นพระอาจารย์สอนนักเรียนปริญญาเอก ศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ อีกด้วย

ที่มา : https://www.matichon.co.th/court-news/news_1481254

เป็นสิริมงคลยิ่ง!! ในหลวงพระราชทานชื่อรถไฟฟ้าสายสีชมพู "วิวัฒน์นคร" สื่อความหมาย "ความเจริญของเมือง" มุ่งสืบสานพระราชปณิธานเพื่อพสกนิกร สะท้อนความรุ่งเรืองของเมืองไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานชื่อเส้นทางรถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพูฯ “วิวัฒน์นคร”

ตามที่ กระทรวงคมนาคม โดย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย - มีนบุรี และส่วนต่อขยาย ช่วงสถานีศรีรัช - เมืองทองธานี เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) ที่ทำหน้าที่เป็นขนส่งมวลชนระบบรอง (Feeder) เพื่อเชื่อมต่อและขยายโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยรถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพู ช่วงแคราย - มีนบุรี เริ่มเปิดให้บริการแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2566 และต่อมา รถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพู ส่วนต่อขยาย ช่วงสถานีศรีรัช - เมืองทองธานี ได้เปิดให้บริการแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 นั้น

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานชื่อเส้นทางรถไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพูฯ ว่า “วิวัฒน์นคร” (อ่านว่า วิ-วัด-นะ-คอน) Wiwat Nakhon ซึ่งมีความหมายว่า ความเจริญของเมือง นำมาซึ่งความปีติยินดีและสิริมงคลแก่กระทรวงคมนาคม รฟม. และประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าเป็นอย่างยิ่ง โดย กระทรวงคมนาคม และ รฟม. จะมุ่งมั่นพัฒนาการคมนาคมขนส่งทางรางให้มีความสมบูรณ์ อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน เพื่อให้เป็นไปตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนด้านการคมนาคมและการบริการขนส่งสาธารณะต่อไป

สำหรับรถไฟฟ้ามหานคร สายวิวัฒน์นคร (MRT สายสีชมพู) มีระยะทางรวม 37.5 กิโลเมตร เป็นโครงสร้างทางวิ่งยกระดับตลอดสาย มีสถานีให้บริการทั้งสิ้น 32 สถานี เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 24.00 น. โดยตลอดเส้นทางมีจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายหลักอีก 4 สาย ได้แก่ สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (MRT สายสีม่วง) สถานีหลักสี่ เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าชานเมือง สายธานีรัถยา (สายสีแดง) สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว (สายสุขุมวิท) และสถานีมีนบุรี เชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) พร้อมกันนี้ ผู้ใช้รถยนต์สามารถนำรถมาจอดได้ที่อาคารจอดแล้วจรสถานีมีนบุรี เพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน โดยอาคารจอดแล้วจรเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05.00 – 02.00 น.

อย่าพูดบิดเบือนช่วงหาเสียง!! ‘ชวน’ สวนกลับ ‘พิพัฒน์’ ปมแขวะนายกฯ 2 สมัย แต่ไม่พัฒนาตรัง ตอกกลับพฤติกรรม “เลือกปฏิบัติ” เดินตามรอยทักษิณ ระวังผิดรัฐธรรมนูญ ม.27

‘ชวน’ ตั้งโต๊ะซัด ‘พิพัฒน์’ ปมแขวะนายกฯ 2 สมัย แต่ไม่พัฒนาตรัง เตือนอย่าคิดแบบธุรกิจการเมือง หวังผลกำไร 

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงตอบโต้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลวานนี้ (6 ม.ค.69) โดยมีการพาดพิงพื้นที่จังหวัดภาคใต้ที่มีนายกรัฐมนตรี 2 สมัย แต่ไม่ได้รับการพัฒนา ว่า ตนคือหนึ่งในผู้สมัครรับเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรในระบบบัญชีรายชื่อ หมายเลข 27 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมด้วย เนื่องจากข้อความบางตอนเป็นการโจมตีให้ร้ายกัน และจากการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล เป็นสถานที่ที่ไม่ควร โจมตีให้ร้ายใคร แต่ควรจะเป็นการแถลงนโยบายหรือผลงานมากกว่า ตนจึงอยากเตือนด้วยความเคารพ

นายชวน กล่าวว่า ที่มีกล่าวว่าหากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ช่วยกันเลือกพรรคภูมิใจไทย เราจะเอาสิ่งต่างๆ เข้าไปทำงบประมาณ เพื่อพัฒนาโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมกับยกเป็นการเปรียบเทียบการบริหาร จ.สุพรรณบุรี ในสมัย นายบรรหาร ศิลปอาชา ที่เป็นนายกรัฐมนตรีเพียงปีเดียว แต่พัฒนาจังหวัดไปได้มาก และผู้เปรียบเทียบได้ให้สัมภาษณ์ในตอนท้าย ว่าพื้นที่จังหวัดหนึ่งในภาคใต้มีนายกรัฐมนตรี 2 ครั้งติดต่อกัน ขอให้กลับไปดูว่า วันนี้มีการพัฒนาอย่างไรบ้าง ถึงแม้ไปดูแล้วไม่มีการเอ่ยชื่อ ก็รู้ว่าเป็นตนและจังหวัดตรัง แต่ก็ไม่แน่จริง ควรเอ่ยชื่อให้หมดเรื่องหมดราว ไม่ต้องมานั่งตีความกัน ซึ่งท่านก็คงหมายถึงตน ที่เป็นนายกฯ 2 ครั้ง ท่านบอกว่าไม่ได้โจมตีใคร

นายชวน กล่าวต่อว่า หากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดได้ช่วยกันเลือกพรรคภูมิใจไทย ก็จะนำเอาสิ่งต่างๆ เข้าไปทำงบประมาณเพื่อพัฒนาโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน หากสื่อมวลชนนึกออกการเลือกปฏิบัติ โดยพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือก ผู้แทนของเขา เคยเกิดขึ้นในสมัยที่ นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ใช้คำว่าพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกไทยรักไทยก่อน จังหวัดอื่นไว้ทีหลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งตนเป็นหนึ่งในคนที่ต่อต้านการเลือกปฏิบัติ จึงมีผลทำให้พรรครักไทยไม่ได้รับเลือกจากภาคใต้แม้แต่คนเดียว เพราะเชื่อว่าการเลือกปฏิบัติไม่ยุติธรรม 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่นายพิพัฒน์ พูดก็เป็นแนวคล้ายคลึงกัน หากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ช่วยกันเรื่องพรรคภูมิใจไทย ก็จะนำสิ่งต่างๆ เข้าไปทำงบประมาณนั้น หมายความว่า ถ้าไม่เลือกเขา เขาก็อาจจะไม่เอาสิ่งต่างๆ เข้าไปเพื่อพัฒนา ปัญหาคือเมื่อพรรคภูมิใจไทยเขาพูดแล้วทำ เมื่อพูดอย่างนี้ก็คือพูดแล้ว เขาก็ควรจะทำ คือถ้าไม่เลือก เขาก็จะไม่จัดงบประมาณไปให้ เป็นการเลือกปฏิบัติโดยตรงซึ่งโดยหลักแล้วขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 27 ได้ย้ำไว้ ว่าจะเลือกปฏิบัติ เพราะความคิดความเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน เพราะการเลือกหรือไม่ ถือว่าเป็นการเห็นทางการเมือง และถ้านักการเมืองใช้วิธีการนี้ ความขัดแย้งแตกแยกในบ้านเมืองก็จะเกิดขึ้น อย่างในสมัยนายทักษิณ และจะเกิดความไม่เป็นธรรมต่อกระบวนการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยก็จะผิดเพี้ยนไป กลายเป็นการพัฒนาเฉพาะพื้นที่ที่เลือก พื้นที่ที่ไม่เลือกก็ไม่มีการพัฒนา แต่เก็บภาษีเขา ตนจำได้ว่าเคยเรียกร้องเรื่องนี้ เมื่อเขาได้เสียภาษีเช่นเดียวกันก็ต้องพัฒนาเหมือนกัน

นายชวน กล่าวอีกว่า การนำไปเปรียบเทียบจังหวัดตรัง ในส่วนของตนนั้น เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ตนโชคดีเป็น 6 ปีกว่า เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งนานที่สุด จึงได้ทำโครงการพัฒนาประเทศ ไม่ได้เจาะจงทำเฉพาะ จ.ตรัง โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ตัดถนนเข้าเฉพาะจังหวัดตรัง แต่ทำทั่วประเทศ พร้อมยกตัวอย่าง โครงการพัฒนาถนน 4 เลน ภาคเหนือสิ้นสุดที่ จ.เชียงราย ภาคอีสานสิ้นสุดที่ จ.หนองคาย ภาคใต้สิ้นส่วนที่จังหวัดชายแดนเชื่อมมาเลเซีย นี่คือการบริหารงานในสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เลือกปฏิบัติ ว่าจะเลือกตนหรือไม่

นอกจากนี้ นายชวน ยังระบุว่า โครงการเบี้ยผู้สูงอายุ ได้ริเริ่มในสมัยตน จนมาถึงในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายทักษิณกลับไม่มีการเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ แต่กลับมาเพิ่มในสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จาก 200 บาท เป็น 500 บาท และเป็นต้นแบบจนถึงปัจจุบันนี้ ที่ได้เดือนละ 600 - 800 บาท และนายอภิสิทธิ์ ประกาศว่าจะเพิ่มเป็น 1,000 บาท ต้องพูดในสิ่งที่เป็นไปได้ ไม่พูดอะไรในผลคะแนนเสียงแล้วทำไม่ได้ ขณะเดียวกันตนยังเป็นผู้ผลักดัน จ.ตรัง ให้มีมหาวิทยาลัย และล่าสุดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ก็มาจากนักกีฬาในมหาวิทยาลัยจังหวัดตรัง รวมถึงริเริ่มให้เด็กดื่มนม จนเด็กสูงได้มาตรฐานโลก

นายชวน ยังกล่าวว่า นายพิพัฒน์นั่งเครื่องบินไป จ.ตรัง แล้วพบกับตน เพื่อไปหา สส.ได้มา 2 คน ตนก็ไม่ได้พูดอะไร ไม่เกรงใจ ไม่ให้เกียรติชาวตรัง ตนก็ไม่เคยวิจารณ์ แต่การพาดพิงอย่างนี้ส่งผลกระทบต่อการหาเสียง จ.ตรัง คนจะเข้าใจผิดว่าตนไม่เคยทำอะไรให้ จ.ตรัง ซึ่งตนก็พัฒนา จ.ตรัง เหมือนจังหวัดอื่น ไม่อยากให้คนไปเที่ยวตรัง แล้วด่าว่า เอางบประมาณไปทำบ้านมันคนเดียว

นายชวน กล่าวอีกว่า จ.ตรัง ยังมีรถไฟ มีสนามบินที่สวยที่สุด ซึ่งตนของบประมาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยที่ตนเป็นประธานรัฐสภา และตรังเป็นจังหวัดเดียวที่จตุรัสเมือง ซึ่งเป็นความพยายามมากว่า 20 ปี สมัยที่ตนเป็นประธานรัฐสภา พร้อมชวนผู้สื่อข่าวไปเที่ยวเมืองตรังเพื่อเที่ยวจตุรัสเมือง

"ในการทำงานในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้ถือหลักว่าเราเป็นนายกรัฐมนตรีของคนทั้งประเทศ ดังนั้น การจะทำนโยบายอะไรก็ตาม ต้องไม่เจตนาที่จะทำเพื่อประโยชน์ในบ้านตัวเองเท่านั้น ต้องทำเพื่อประโยชน์ของคนทั้งประเทศ ทุกจังหวัด นี่เป็นแนวที่ตนและพรรคประชาธิปัตย์ได้ยึดปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน" นายชวน กล่าว

นายชวน ยังกล่าวว่า การที่นายพิพัฒน์ ใช้ทำเนียบรัฐบาล เป็นที่กล่าวโจมตีให้ร้าย กระทบในทางกฎหมาย ในหลักแล้วไม่ถูกต้อง พูดให้ร้ายไม่ตรงกับความเป็นจริง ไปเปรียบเทียบกับสุพรรณบุรีแต่ก็ไม่มีสนามบิน การเป็นนักการเมืองจะต้องให้ความสำคัญกับประชาชนทุกจังหวัด ประชาธิปไตยจะไปได้ เมื่อมีความยุติธรรม ไม่ใช่ว่าถ้าไม่เลือกคนนั้น แล้วบ้านเมืองเราจะล้าหลัง ถ้าไม่เลือกคนนี้แล้วจะไม่ได้รับการพัฒนา แต่ต้องมองว่าใครเป็นรัฐบาลก็ต้องมีหน้าที่พัฒนาทุกจังหวัดทั่วประเทศ ตนภูมิใจที่เป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ได้ทำหน้าที่และกระจายความเจริญ ซึ่งกฎหมายกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคเกิดในสมัยตน ประเทศเราเรื่องของคนมีความสำคัญ

นายชวน ยังกล่าวอีกว่า ตนเป็นผู้ตั้งกระทู้ถามสดในเรื่องวิกฤตศาสนา คนไม่ไปทำบุญจนวัดไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำค่าไฟ และถูกตัด จนที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ใช้งบกลางจ่ายค่าน้ำค่าไฟและไม่ให้ตัดไฟ นี่คือสิ่งที่สังคมยังไม่รู้

"ใครมาเป็นรัฐบาลในเที่ยวหน้า ไม่ว่าใครก็ตาม อย่าใช้วิธีที่นายพิพัฒน์พูด พี่น้องภาคใต้ขอให้รับรู้ถ้าทำอย่างที่นายทักษิณเคยทำ ควรจะเลือกพรรคการเมืองประเภทนี้หรือไม่ สำหรับพี่น้องชาวตรัง ขอให้รับทราบว่าสิ่งที่นายพิพัฒน์พูด ตนได้พัฒนาจังหวัดตรัง เหมือนที่พัฒนาจังหวัดอื่น ไม่มีข้อยกเว้น ไม่เอาเปรียบจังหวัดอื่น ให้ความเป็นธรรมกับทุกจังหวัด ในฐานะที่เป็นตัวแทนชาวตรัง ไม่อยากให้ไกลมาจังหวัดตรังแล้ว ด่าว่าจังหวัดนี้เอาเปรียบจังหวัดอื่น เอางบประมาณมากองอยู่ที่นี่ ฝนไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น" นายชวน กล่าว

นายชวน ยังกล่าวอีกว่า ที่จริงไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากระบบยึดอำนาจ หรือเลือกตั้ง มีแค่รัฐบาลนายทักษิณ เป็นรัฐบาลแรกที่ประกาศชัดเจนว่าจะพัฒนาจังหวัดที่เลือกเพื่อไทยก่อน จังหวัดอื่นไว้ทีหลัง ซึ่งตนเพิ่งเห็นนายพิพัฒน์เพิ่งมาพูด นอกนั้นก็ได้บทเรียน ส่วนใหญ่จะพูดในทำนองว่า ยินดีอย่างยิ่งที่จะพัฒนา ไม่ได้เจาะจงจังหวัดใด

เมื่อถามว่า ถ้านายพิพัฒน์มาขอพูดคุยทำความเข้าใจจะว่าอย่างไร นายชวน กล่าวว่า ส่วนตัวรู้จักกัน นายพิพัฒน์ก็ลงไปหา สส.เจอในเครื่องบินอยู่ ที่นายพิพัฒน์ มาพูดเช่นนี้ ตนคิดว่านายพิพัฒน์เป็นนักธุรกิจที่ทำงานการเมือง ถ้าทัศนคติอาจจะมองไปแบบนักธุรกิจการเมืองที่เราเคยเห็น มองเรื่องจะต้องมีกำไรขาดทุน เมื่อลงทุนแล้ว ต้องได้ ดังนั้นเลือกถึงจะให้ ซึ่งความจริงได้นักการเมืองระบอบประชาธิปไตย จริงๆ ทำเช่นนั้นไม่ได้ แต่นักธุรกิจที่มาทำงานการเมือง แต่ความจริงนักธุรกิจที่ทำงานการเมืองที่ดีก็มี ความสำนึก ความเข้าใจธุรกิจ และทำงานการเมืองก็ต้องเอากำไร ซึ่งความจริงเป็นงบหลวงไม่ใช่งบส่วนตัว การเลือกปฏิบัติ ซึ่งไม่ควรจะมี เพราะเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเข้า 90 กว่าปี สิ่งเหล่านี้พรรคไทยรักไทยได้บทเรียนมาแล้ว ไม่มี สส.ใต้แม้แต่คนเดียว ซึ่งเป็นผลมาจากที่เรารณรงค์พรรคการเมืองจะได้เรียนรู้และไม่ใช่วิธีนี้ปฏิบัติ

เมื่อถามว่า การที่นายพิพัฒน์ออกมาพูดเช่นนี้เหมือนกับนายทักษิณ แสดงว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่ได้ที่นั่งใช่หรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ถ้าข้อมูลนี้ไปถึงชาวบ้านตนว่าเขาจะคิด เพราะเขาบอกว่าพูดแล้วทำ แต่ตนว่าเรื่องนี้ จะมีปัญหาอยู่เหมือนกัน ความจริงตนก็ไม่มีอะไร ฉะนั้นท่านจะมาพาดพิงเรื่องอะไร ถ้าท่านไปหาต้นตอที่ตรังผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย แต่ว่าท่านทำเหมือนกับไม่ให้เกียรติคนตรัง แต่ท่านก็ไปพูดอย่างนี้ ไม่ไปว่าอะไร เจอก็ทักทายกัน

เมื่อถามย้ำว่า เป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการตอบรับที่ดีในภาคใต้ใช่หรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ไม่ทราบว่าดีหรือไม่ดี แต่แนวปฏิบัติเรามีมามากแล้ว ท่านอาจจะไม่สามารถปรับเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้ 100% ท่านอาจมองเป็นเรื่องธุรกิจที่ต้องได้ประโยชน์ และต้องได้กำไรการเมืองจะคิดอย่างนั้นไม่ได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top