Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

7 มกราคม 2408 วันสวรรคต 'กษัตริย์วังหน้า' พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระประชวรวัณโรค ปิดตำนานพระอัจฉริยภาพแห่งยุคนั้น

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบุตรลำดับที่ 50 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประสูติเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2351 ณ พระราชวังเดิม

หลังพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระราชวงศ์และเสนาบดีมอบหมายให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์เฝ้าเจ้าฟ้ามงกุฎ แต่พระมงกุฎตรัสให้เชิญสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าจุฑามณี ขึ้นครองราชย์เพราะพระองค์ทรงมีพระชะตาแรงและทรงสามารถควบคุมกำลังทหารได้มาก

พระองค์ทรงบวรราชาภิเษกเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม และได้รับพระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธยในพระสุพรรณบัฏยาวว่า "พระบาทสมเด็จพระปวเรนทราเมศร์มหิศเรศรังสรรค์" ซึ่งมีความหมายถึงพระราชศักดิ์สูงสุด

หลังครองราชย์ได้ 15 ปี พระองค์ทรงพระประชวรด้วยวัณโรคและเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2408 สิริพระชนมพรรษา 58 พรรษา ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถในยุคสมัยนั้น

ที่มา : http://lakmuangonline.com/?p=53718

 

'ชัชชาติ' เผยข่าวดี!! สถานการณ์ PM2.5 ปีนี้ดีขึ้นชัดเจน ชี้มาตรการคุมรถ-พื้นที่สีเขียว-WFH เริ่มเห็นผล จับมือ 'อุตสาหกรรม' สกัดฝุ่นจากโรงงาน เดินหน้าคืนอากาศบริสุทธิ์ให้คนกรุง

กทม. เผยสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ปีนี้แนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง จำนวนวันเกินมาตรฐานลดลง 40% ค่าเฉลี่ยฝุ่นลดลง 12% เพราะความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดรอบข้าง

(6 ม.ค. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม แถลงข่าว “การยกระดับมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานคร” เดินหน้าแก้ปัญหา PM2.5 ทั้งระบบ ครอบคลุมยานพาหนะ โรงงาน และการคุ้มครองสุขภาพประชาชน ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เผยว่าภาพรวมสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในปีนี้ พบว่ามีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งในด้านจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานและค่าเฉลี่ย      ความเข้มข้นของฝุ่น โดยเป็นผลจากการดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน      ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดโดยรอบ

ตัวเลขสะท้อนผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
จากการติดตามและประมวลผลข้อมูลคุณภาพอากาศ พบว่า จำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ลดลงร้อยละ 40 ขณะที่ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของ PM2.5 ลดลงร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงประสิทธิผลของมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษและการบริหารจัดการสถานการณ์ฝุ่นของกรุงเทพมหานครในภาพรวม

ความร่วมมือข้ามจังหวัด ลดฝุ่นจากต้นทาง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สถานการณ์ฝุ่นดีขึ้น คือความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดในภาคกลางและภาคตะวันออก ในการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตร โดยข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) พบว่า จำนวนจุดเผาในพื้นที่ดังกล่าวลดลงร้อยละ 28 ความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างหลายจังหวัดช่วยลดผลกระทบของฝุ่นจากพื้นที่ต้นลมที่ส่งผลต่อกรุงเทพมหานครได้อย่างเป็นรูปธรรม

คุมรถเข้ม ลดฝุ่นจากการจราจร
กรุงเทพมหานครได้ยกระดับความเข้มงวดในการควบคุมรถควันดำ โดยปรับค่ามาตรฐานควันดำจากเดิมไม่เกินร้อยละ 30 เหลือไม่เกินร้อยละ 20 ส่งผลให้การตรวจจับมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถจับกุมรถที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐานเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 3.5 เท่า

นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านโครงการ “รถคันนี้ #ลดฝุ่น” ซึ่งปัจจุบันมีรถเข้าร่วมโครงการแล้ว 186,095 คัน สามารถช่วยลดการปล่อยมลพิษจากภาคการจราจรได้ประมาณร้อยละ 9.3

WFH ช่วยลดรถ ลดฝุ่น
มาตรการ Work From Home ที่กรุงเทพมหานครประกาศใช้ในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม มีส่วนช่วยลดปริมาณการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างเห็นผล โดยพบว่าสามารถลดปริมาณการจราจรเฉลี่ยได้ร้อยละ 8.5 ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 ลดลงจากค่าเฉลี่ย 47.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม เหลือ 19.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในวันที่ 5 ธันวาคม หรือคิดเป็นการลดลงร้อยละ 58

เพิ่มพื้นที่สีเขียว เสริมการป้องกันฝุ่น
ในส่วนของการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ภายใต้นโยบายปลูกต้นไม้ล้านต้น ปัจจุบันกรุงเทพมหานครปลูกต้นไม้ไปแล้วรวม 2,326,667 ต้น เป็นไม้ยืนต้น 1,377,340 ต้น โดยในจำนวนนี้มี 932,452 ต้น ที่ปลูกเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ     ฝั่งตะวันออก เพื่อทำหน้าที่เป็นกำแพงสีเขียวช่วยลดฝุ่นที่พัดมาจากจังหวัดต้นลม นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มสวน 15 นาทีแล้วรวมทั้งสิ้น 441 แห่ง

เดินหน้ามาตรการต่อเนื่อง
กรุงเทพมหานครยืนยันว่าจะเดินหน้ามาตรการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่อง ทั้งการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษในเมือง การทำงานร่วมกับจังหวัดรอบข้าง และการส่งเสริมความร่วมมือจากประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศของกรุงเทพมหานครให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยย้ำว่า ตัวเลขที่ดีขึ้นสะท้อนว่า การแก้ปัญหาฝุ่นต้องทำทั้งระบบ และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ผสานพลังกระทรวงอุตสาหกรรม คุมเข้มปล่องระบายมลพิษ
ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ยกระดับมาตรการควบคุมมลพิษจากภาคโรงงาน โดยปรับปรุงมาตรฐานการระบายมลพิษจากปล่องหม้อน้ำในเขตกรุงเทพมหานครให้เข้มงวดขึ้น และกำหนดให้โรงงานติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษอากาศอัตโนมัติ (Continuous Emission Monitoring System: CEMS) พร้อมรายงานผลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการกำกับดูแล

ด้านนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่าได้มีการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนนโยบายอากาศสะอาด โดยเฉพาะการออกประกาศเกณฑ์มาตรฐานค่าสารเจือปนในอากาศจากปล่องหม้อน้ำในเขตกรุงเทพฯ พ.ศ. 2568 ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น "เรากำหนดให้โรงงานในพื้นที่กรุงเทพฯ ต้องติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษอากาศจากปล่องแบบอัตโนมัติ (CEMS) และรายงานผลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการกำกับดูแล ควบคู่กับการควบคุมการเผาอ้อยเพื่อลดปัญหาฝุ่นในช่วงเทศกาลสำคัญยั่งยืน" ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว

อุทาหรณ์ชัด!! “นก จริยา” เล่านาทีชีวิต พาวเวอร์แบงค์ระเบิด ไฟลุกติดโซฟาหนังในเวลาไม่กี่วินาที ชี้อของใช้มานานก็เสี่ยง ตรวจสภาพก่อนชาร์จ แนะเลือกของได้มาตรฐาน และวางชาร์จในจุดปลอดภัย

(6 ม.ค. 69) นักแสดงและผู้จัดละคร 'นก จริยา' เผชิญเหตุระทึกเมื่อพาวเวอร์แบงค์ของหลานชายในบ้านระเบิดขณะชาร์จไฟจนเกิดเปลวไฟ ลุกโชนติดโซฟาหนังภายในเวลา 3–5 วินาที เหตุการณ์นี้ไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่สร้างความตกใจเป็นอย่างมาก

'นก จริยา' เล่าว่า "ไฟลุกไหม้เร็วมากและแทบช็อก" พร้อมเตือนระวังหากชาร์จแบตเตอรี่ทิ้งไว้ขณะนอนหลับหรือไม่มีคนอยู่บ้าน เธอยังชี้แจงว่าแบตเตอรี่สำรองชิ้นนี้เป็นของหลานและคาดว่า "น่าจะใช้มานาน" จึงไม่แน่ใจว่าแบตเตอรี่เสื่อมหรือมีชำรุดหรือไม่

นอกจากนี้ เธอยังเตือนเกี่ยวกับการพกพาพาวเวอร์แบงค์ขึ้นเครื่องบิน โดยแนะนำให้นำอุปกรณ์ขึ้นเครื่องในกระเป๋าถือเท่านั้น หลีกเลี่ยงการเก็บในกระเป๋าโหลดใต้ท้องเครื่อง เพื่อป้องกันเหตุไฟไหม้ที่ควบคุมได้ยากในสัมภาระ

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แนะนำให้ตรวจสอบสภาพพาวเวอร์แบงค์ก่อนใช้ หากพบว่ามีลักษณะบวม ปริ หรือร้อนผิดปกติ ควรหลีกเลี่ยงใช้งาน โดยอายุการใช้งานของพาวเวอร์แบงค์ทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 2 ปี พร้อมทั้งควรเลือกซื้อสินค้าที่มีมาตรฐาน มอก. เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9866526/

'เลือกตั้ง' 69 เลือกตั้งอย่างไรให้บ้านเมืองไปรอด? คนไทยต้องใช้สติแยกแยะ 'พรรคขายฝัน' ก้าวข้ามกับดัก 'นโยบายด้านเดียว' ชี้ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบต้องเลือกพรรคที่เลวน้อยสุด

เลือกตั้งอย่างไร? บ้านเมืองจึงจะไปรอด

การเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ พี่น้องประชาชนคนไทยจะต้องเลือกตั้งอย่างไร จึงจะทำให้บ้านเมืองอยู่รอดและไปต่อได้ เมื่อพิจารณาสถานการณ์ของประเทศชาติบ้านเมืองในภาพรวม ซึ่งพบว่า ประเด็นปัญหาที่ต้องเผชิญมีดังนี้:
1. การเมืองและเสถียรภาพรัฐบาล: 
- การเมืองของไทยยังคงอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และค่อนข้างที่จะไม่มีเสถียรภาพ การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งอาจใช้เวลา โดยมีการแข่งขันหลักระหว่างหลายพรรคใหญ่ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะได้รัฐบาลเสียงข้างมากทันทีหรือไม่ 
- ความเชื่อมั่นทางการเมืองอยู่ในระดับต่ำ โดยดัชนีเชื่อมั่นเกิดการตกและมีเสียงกังวลถึง ภาวะ “วิกฤตความเชื่อมั่น” ในระดับประเทศ 
- ธรรมชาติของการเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แต่ยังไม่มีรัฐประหารรอบใหม่เกิดขึ้น

2. เศรษฐกิจ: 
- แม้ว่า เศรษฐกิจของไทยจะคงยังเติบโตต่อไปได้ แต่ก็ไม่เร็วตามที่หวัง ยังคงมีอุปสรรคมากมายหลายด้าน โดยเฉพาะการขยายตัวของ GDP ยังคงอยู่ในระดับต่ำ คาดการณ์เติบโตที่อาจชะลอลงอีกในปี 2026 ส่งผลต่อรายได้ครัวเรือน โดยเฉพาะเงินเฟ้อและหนี้ครัวเรือนยังเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญ
- ความไม่แน่นอนทางการเมือง และ “ช่องว่างอำนาจ” ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจเกิดความวิตกกังวล จากการที่ดัชนีตลาดหุ้น (SET) เคยตกลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนนี้ 
- ธนาคารโลกและ IMF ได้คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยด้วยความระมัดระวัง แต่ก็เห็นโอกาสจากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคที่กำลังค่อย ๆ ฟื้นตัว 
- ปัญหาความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง เช่น การผลิตในภาคอุตสาหกรรมลดลง และความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่มีแนวโน้มจะถดถอย หากยังไม่สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

3. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคง:
- ความตึงเครียดบริเวณชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านจนเกิดการปะทะกันทางทหาร 2 รอบแล้ว ความขัดแย้งกับเขมรส่งผลต่อความมั่นคงตลอดแนวชายแดน ซึ่งเป็นตัวแปรด้านนโยบายต่างประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุน และมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่จะมีเหตุการณ์ปะทะระหว่างไทยกับเขมรเกิดขึ้นอีกในปี พ.ศ. 2569 ด้วยเหตุที่ผู้นำเขมรพยายามใช้เหตุจากสถานการณ์ความขัดแย้งจนเกิดการปะทะด้วยกำลังทหารสร้างความชอบธรรมและความนิยมทางการเมือง

4. สังคมและชีวิต: 
- ต้นทุนชีวิตและรายได้ของพี่น้องประชาชนยังคงเป็นประเด็นปัญหาที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ค่าใช้จ่ายด้านการครองชีพและความคาดหวังเรื่องความช่วยเหลือจากรัฐยังเป็นเรื่องที่ยังมีการพูดถึงอันมาก 
- มลพิษทางอากาศหรือคุณภาพชีวิตในเมืองใหญ่ก็ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีการต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน 

ดังที่ได้บอกไว้ในเลือกตั้ง’69 EP#1 แล้วว่า บนโลกใบนี้ สังคมในอุดมคติไม่เคยมีอยู่จริง และจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ตราบเท่าที่คนเรายังคงมี รัก โลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา ฯลฯ อยู่ในจิตใจ ฉะนั้นวิธีคิดหรือความคาดหวังแบบ “โลกสวย” ที่คิดว่าจะรอเลือกพรรคการเมืองที่ทำให้บ้านเมืองเป็นสังคมในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบนั้น แทนที่จะเป็นเจตนาที่ดีต่อชาติบ้านเมืองกลับกลายเป็นผลร้ายที่น่ากลัวและเป็นอันตรายยิ่งต่อความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองของชาติ

ผลจากการเลือกตั้งของไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 คือการเมืองไทยที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่จนทุกวันนี้ นั้นก็คือการเลือกโดยการรับฟังข้อมูลและนโยบายด้านเดียว ซึ่งเป็นด้านดีด้านบวกของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่นิยมชมชอบ มากกว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขี้น โดยไม่สนใจข้อมูลและนโยบายของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ไม่ชอบ สิ่งเหล่านี้ทำให้ความสามารถในการแยกแยะผิดชอบชั่วดีของผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งลดน้อยถอย และเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้นักการเมืองและพรรคการเมืองที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองนำมาใช้อย่างได้ผล 

และที่สุดความไม่ถูกต้องชอบธรรมในการใช้อำนาจรัฐของนักการเมืองและพรรคการเมืองจะทำให้บ้านเมืองเกิดความเดือดร้อนและวุ่นวาย นำไปสู่การรัฐประหารของฝ่ายความมั่นคงเมื่อถึงจุดที่สถานการณ์ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยกฎหมายและการเมืองในสภาวะปกติ หากพิจารณาถึงประเด็นปัญหาที่ประเทศชาติบ้านเมืองต้องเผชิญในปัจจุบันดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น จึงควรพิจารณาถึงวิธีคิดและแนวทางของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ไม่เป็นภัย ไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติบ้านเมืองที่กำลังเผชิญอยู่ในทุกวันนี้

เมื่อนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ดีพร้อมและสะอาดบริสุทธิ์ตามสังคมในอุดมคติไม่ได้มีอยู่จริง ดังนั้น จึงต้องเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เลวน้อยที่สุด (The Lesser Evil) ด้วยเพราะ ไม่มีนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดสมบูรณ์แบบ นักการเมืองแทบทุกคนและทุกพรรคการเมืองต่างก็มีข้อบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น จากนโยบายที่ไม่เป็นที่นิยม หรือความล้มเหลวในอดีต ดังนั้นพี่น้องประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงอาจไม่พบตัวเลือกที่ตรงกับค่านิยมของตนได้อย่างสมบูรณ์ จึงต้องเลือกตัวเลือกที่เชื่อว่าจะก่อให้เกิดผลเสียให้กับชาติบ้านเมืองที่น้อยที่สุด

ฉะนั้น ในการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 พี่น้องประชาชนคนไทยจึงควรเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ดีที่สุดนั้นก็คือนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เลวน้อยที่สุด ซึ่งจะต้องไม่เป็นภัยคุกคามต่อปัญหาและอุปสรรคของชาติบ้านเมืองโดยเฉพาะเรื่องของความมั่นคง อันเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดซึ่งชาติบ้านเมืองกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

วันนี้มาดูโร พรุ่งนี้ใคร? เมื่อสหรัฐฯ ฉีกกฎอธิปไตย จับผู้นำเวเนฯ ขึ้นศาลนิวยอร์ก สัญญาณ 'สงครามโลกครั้งที่ 3' ที่เริ่มขึ้นโดยไม่ต้องประกาศ

วันนี้จับมาดูโร พรุ่งนี้จับใคร? เมกาข้ามเส้นอธิปไตย—สัญญาณ ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’ แบบไม่ต้องประกาศ
เมื่อ ‘การบังคับใช้กฎหมาย’ ถูกยกระดับเป็นปฏิบัติการข้ามแดน โลกกำลังเข้าสู่สนามรบใหม่: อำนาจ + กฎหมาย + ข่าวสาร

ต้นเดือนมกราคม 2026 โลกสะดุ้งพร้อมกัน เมื่อสื่อสากลหลายสำนักรายงานว่า สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการในกรุงการากัส และควบคุมตัวนิโกลัส มาดูโร พร้อมซิเลีย ฟลอเรส ก่อนนำตัวขึ้นศาลรัฐบาลกลางในนิวยอร์ก ท่ามกลางข้อถกเถียงที่ใหญ่กว่า ‘คดี’ นั่นคือ ‘กติกาโลก’ ว่ายังมีอยู่จริงแค่ไหน และใครเป็นคนถือดินสอเขียนกติกา

นี่ไม่ใช่ข่าวคดี—แต่นี่คือข่าวกติกาโลก
การนำตัวผู้นำประเทศไปอยู่ในเขตอำนาจศาลของอีกประเทศ ไม่ได้เป็นแค่การเอาผิดทางอาญา แต่มันคือการยกระดับการต่อสู้ให้กลายเป็นสงครามเชิงระบบ (system war) ที่เดิมพันอยู่ที่ความชอบธรรม การยอมรับของนานาชาติ และความเชื่อของผู้คนต่อคำว่า ‘อธิปไตย’

ในโลกยุคเก่า สงครามคือการยึดพื้นที่ แต่ในโลกยุคใหม่ สงครามคือการยึด ‘สถานะ’ วันนี้คุณเป็นผู้นำประเทศ พรุ่งนี้คุณกลายเป็นผู้ต้องหาในศาลต่างชาติ—และโลกทั้งใบถูกบังคับให้เลือกว่าจะเชื่อใคร.

สงครามโลกครั้งที่ 3 เวอร์ชันศตวรรษที่ 21: ไม่ต้องยิงกันมาก แต่บังคับให้ทั้งโลกเลือกข้าง
เคสเวเนซุเอลาครั้งนี้สะท้อนลายเซ็นของสงครามยุคใหม่ 3 ชั้นซ้อนกัน:
• ชั้นที่ 1: Lawfare (สงครามผ่านกฎหมาย) — ใช้ข้อกล่าวหาและกระบวนการยุติธรรมเป็นอาวุธทางการเมือง เพื่อดึงคู่ขัดแย้งเข้าสนามที่ตนถนัด
• ชั้นที่ 2: Deterrence (การขู่เพื่อยับยั้ง) — แสดงให้เห็นว่า ‘ไปถึงตัวได้’ และ ‘เอาตัวออกมาได้’ เพื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามลังเล
• ชั้นที่ 3: Narrative war (สงครามเรื่องเล่า) — ใครเล่าเรื่องได้เหนือกว่า จะได้ครองความชอบธรรม: ‘จับผู้ร้าย’ หรือ ‘ลักพาตัวผู้นำ’ คือคนละจักรวาล

ทำไมเหตุการณ์นี้อันตรายกว่าที่คิด
ความเสี่ยงไม่ใช่แค่การตอบโต้ระหว่างสองประเทศ แต่คือการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ประเทศอื่นอาจเลียนแบบ และทำให้โลกเข้าสู่ยุคที่ทุกฝ่ายตีความกฎหมายระหว่างประเทศคนละชุด—จนคำว่า ‘กติกากลาง’ กลายเป็นของหายาก.
เมื่อบรรทัดฐานถูกขยับ ความขัดแย้งก็มีโอกาสลุกลามเป็นการตอบโต้แบบลูกโซ่: การคว่ำบาตร การตัดระบบการเงิน สงครามข่าวปลอม ปฏิบัติการไซเบอร์ การใช้กลุ่มตัวแทน (proxy) และสุดท้ายคือความเสี่ยงต่อการปะทะโดยตรง.

บทเรียนสำหรับไทย: ประเทศเล็กต้องอ่านเกมใหญ่ให้ขาด
1) กระจายความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์: พลังงาน อาหาร และซัพพลายเชน ต้องไม่ผูกกับเส้นทางเดียวหรือฝ่ายเดียว
2) เสริมภูมิคุ้มกันข้อมูล: สงครามยุคนี้ชนะด้วยความเชื่อ—รัฐและสังคมต้องรู้เท่าทันข่าวลวงและปฏิบัติการข้อมูล
3) ยกระดับความมั่นคงไซเบอร์: เป้าหมายอันดับต้น ๆ ของสงครามระบบคือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
4) การทูตต้องไวและแม่น: ในโลกที่ถูกบีบให้เลือกข้าง ประเทศเล็กต้องยืนบนผลประโยชน์ชาติอย่างเยือกเย็น

สงครามโลกครั้งที่ 3 อาจเริ่มขึ้นแล้ว—เมื่อกติกาถูกฉีก โดยไม่ต้องมีคำประกาศ
หาก ‘สงครามโลก’ ในอดีตวัดกันที่จำนวนรถถัง วันนี้อาจวัดกันที่จำนวนประเทศที่ถูกบีบให้เลือกข้าง และจำนวนระบบที่ถูกทำให้ล่มหรือไม่น่าเชื่อถือ เคสเวเนซุเอลาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของมาดูโร แต่คือคำเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เส้นแดงถูกข้ามได้ง่ายขึ้น และผลกระทบจะย้อนมาถึงทุกประเทศ—ไม่ว่าคุณจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม

อ้างอิง (ข่าวต่างประเทศ)
1. Associated Press (AP News), 5 Jan 2026: Maduro appeared in Manhattan federal court and pleaded not guilty after being captured in Caracas.
2. Reuters, 3–5 Jan 2026: Reports and legal explainer on the capture and the debate over international law/sovereignty.
3. Financial Times, 5 Jan 2026: Maduro said he was ‘kidnapped’ and denied charges.
4. The Guardian, 5 Jan 2026: Courtroom scene and political fallout coverage

อนุทิน นำทีมแถลงด่วน! จี้กัมพูชาแจงปมกระสุน ค. ตกเนิน 469 ทำทหารไทยเจ็บ 1 ยันไทยทำตามกรอบ ลั่นพร้อมตอบโต้ตามกฎการปะทะทันที พร้อมสั่งคุมเข้มพื้นที่ชายแดนยังไม่สั่งอพยพ

นายกฯ สั่งประท้วงเขมรละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ลั่นพร้อมตอบโต้ตามความจำเป็น หลังพบลูกปืน ค. ยิงมาจากฝั่งกัมพูชา ตกที่เนิน 469 ช่องบก จ.อุบลราชธานี ส่งผลให้ทหารเจ็บ 1 นาย

(06 ม.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว. มหาดไทย พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ, พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ร่วมแถลงถึงเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีพบลูกปืน ค. ยิงมาจากฝั่งกัมพูชา ตกที่เนิน 469 ช่องบก จ.อุบลราชธานี ส่งผลให้ทหารเจ็บ 1 นาย ว่า รัฐบาลได้รับทราบรายงานมาโดยตลอด ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ได้กำหนดไว้ของบันทึกข้อตกลง

ขณะนี้ทางฝ่ายกองทัพและฝ่ายความมั่นคง ได้ทำการประท้วงไปยังฝ่ายความมั่นคงของกัมพูชา และได้แจ้งให้ทางกัมพูชาชี้แจงเพื่อพิจารณาว่าไทยจะตอบโต้อย่างไร ส่วนทางด้านการต่างประเทศได้ออกหนังสือไปยังรมว.ต่างประเทศของกัมพูชา เพื่อให้ชี้แจงว่า มีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และวันนี้ได้เกิดเหตุเหล่านี้ขึ้น เพราะฉะนั้นไทยต้องขอให้กัมพูชาได้แสดงการชี้แจงมายังประเทศไทยโดยทางการทูตเช่นกัน

นายอนุทิน ย้ำว่า ลูกกระสุนจากฝั่งกัมพูชาได้ตกมายังฝั่งไทย เพราะฉะนั้นการตอบโต้หรือการใช้กฎแห่งการปะทะ ประเทศไทยได้มีการเตรียมพร้อมและจะพิจารณาตอบโต้ด้วยการตัดสินใจของประเทศไทย

ทั้งนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า นี่เป็นการแถลงข่าวเบื้องต้น ซึ่งจะมีขั้นตอนในการดำเนินการเพื่อให้ทุกฝ่ายได้เห็นว่าประเทศไทยอยู่ในกรอบปฏิบัติตามข้อตกลงทุกอย่าง แต่ถ้าถึงจุดที่ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องตอบโต้เราก็พร้อมที่จะตอบโต้ ส่วนรายละเอียดจะขอให้มีการบรรลุเกิดขึ้นมาอย่างรูปธรรมก่อน เพราะตอนนี้ทางกองทัพได้ดำเนินการพิจารณาวิธีการตอบโต้ที่เหมาะสม

นายอนุทิน ยังระบุถึงการรายงานจากหน่วยปฏิบัติที่บริเวณชายแดนได้แจ้งมาว่า ทางกัมพูชาอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่จะรับผิดชอบต่ออุบัติเหตุนี้อย่างไร ให้เวลาทางกัมพูชาได้คิด แต่ขอให้มั่นใจว่าการเตรียมพร้อมทุกอย่าง ทั้งทางด้านการต่างประเทศความมั่นคง ก็มีความพร้อมที่จะตอบโต้

ส่วนชาวบ้านในพื้นที่ก็ยังคงมีการพูดคุยกันในระดับกองทัพ ดังนั้น ฝ่ายปกครอง โดยกระทรวงมหาดไทย ให้คอยดูแลชาวบ้านในพื้นที่ แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องอพยพ

รัฐบาลจีนสั่งลุย!! “วินัยขยะ” จัดการหนักทั้งประเทศ ตั้งเป้าตัวเลขชัดถึงปี 2030 เร่งตั้งกรอบบริหารระยะยาว หวังคุมวิกฤตสุขภาพสาธารณะ

(6 ม.ค. 69) คณะรัฐมนตรีจีนประกาศแผนปฏิบัติการยกระดับการจัดการและบำบัดขยะมูลฝอยทั่วประเทศ เพื่อรับมือกับผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและความปลอดภัยในการทำงาน ภายในวันที่ 5 มกราคม โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างกรอบบริหารจัดการที่ครอบคลุมและมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวดต่อปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว

แผนดังกล่าวตั้งเป้าหมายให้มีการใช้ประโยชน์จากขยะมูลฝอยประมาณ 4.5 พันล้านตันต่อปี และนำทรัพยากรหมุนเวียนกลับมาใช้ซ้ำได้ถึง 510 ล้านตันภายในปี 2030 เพื่อสนับสนุนการจัดการขยะที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดมาตรฐานและขั้นตอนที่ชัดเจนสำหรับการเก็บรวบรวม การขนย้าย และการจัดเก็บขยะ พร้อมทั้งยกระดับศักยภาพในการกำจัดขยะอย่างปลอดภัยเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

คณะรัฐมนตรีจีนกล่าวในแถลงการณ์ว่า "เราต้องเร่งรัดการจัดตั้งกรอบการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างรอบด้านในระยะยาว พร้อมกับจัดมาตรการควบคุมที่เข้มงวด เพื่อรับมือกับปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้น" นับเป็นแผนงานที่เน้นความสำคัญกับการจัดการขยะอย่างครบวงจรและเข้มงวด

ที่มา : Xinhua

ยาแรงปราบโกง!! 'พีระพันธุ์' นำทีม รทสช. ลงสัตยาบันต้านโกง เดินหน้าดันกฎหมาย "โกงชาติ=โทษประหาร" ล้างบางคอร์รัปชัน-ตัดสินคดีจบใน 1 ปี เปิดเครื่องประหารหัวพยัคฆ์ "พิฆาตคนชั่ว"

‘พีระพันธุ์’ นำทัพ รทสช. ลงนามสัตยาบันต้านโกง ชูยาแรง “โกงชาติ = โทษประหาร” ย้ำจุดยืน “กา 6 ไม่โกหก” เปิดมีด! สัญลักษณ์ “พิฆาตคนชั่ว” กำราบคอร์รัปชัน

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เดินหน้าประกาศจุดยืนก่อนโค้งสุดท้ายในศึกเลือกตั้ง  โดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 พร้อมด้วย นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค  นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 นำทีมผู้สมัคร สส. กทม. เข้าพบ นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ที่อาคารศรีจุลทรัพย์ เพื่อยื่นหนังสือและลงนามสัตยาบันประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต ตามจุดยืนของพรรครวมไทยสร้างชาติที่เน้นความ "เด็ดขาด" ในการบริหารประเทศ และความซื่อสัตย์จริงใจภายใต้แคมเปญ "กา 6 ไม่โกหก" 

นายพีระพันธุ์ กล่าวย้ำถึงแนวทางการปราบปรามคอร์รัปชันซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศว่า ปัญหานี้แก้ไม่ได้ด้วยการประนีประนอม แต่ต้องใช้ยาแรงและการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง  

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ทุกวันนี้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยขยายตัวมากขึ้น เพราะไม่เคยมีความเกรงกลัวต่อโทษ และกว่าที่กระบวนการพิจารณาสืบสวนสอบสวนจะเสร็จสิ้นก็ใช้เวลาเป็น 10 ปี เพราะฉะนั้น สิ่งแรกที่ต้องดำเนินการแก้ไข ก็คือ ต้องปรับโทษให้หนักขึ้นด้วยการประหารชีวิต เพราะเป็นการปล้นเงินประชาชนทั้งประเทศ ประการที่ 2 ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายให้มีการพิจารณาคดีอย่างรวดเร็วเสร็จสิ้นไม่เกิน 1 ปี และต้องปรับลดเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษเพื่อให้เป็นการลงโทษที่เด็ดขาด ทุกวันนี้ถึงจุดที่ต้องใช้ยาแรงไม่อย่างนั้นจะทำให้เกิดความเสียหายทั้งประเทศ 

"ทุกวันนี้ประเทศเกิดความเสียหาย 3.8 ล้านล้านบาท จากการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งเราจะปล่อยไว้ต่อไปไม่ได้ เราต้องเอาจริงและเด็ดขาดในการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน วันนี้พาผู้สมัคร สส.พรรครวมไทยสร้างชาติมาปฏิญาณกับองค์กรฯ เพื่อที่จะเป็นนักการเมืองที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ เพื่อให้เป็นนักการเมืองที่ดีต่อไป" นายพีระพันธุ์กล่าว

ด้าน นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กล่าวเสริมในมิติการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาปากท้อง โดยยกผลงานการลดราคาพลังงานที่ผ่านมาเป็นเครื่องพิสูจน์

"เศรษฐกิจฐานรากกำลังวิกฤต รอไม่ได้ และแก้ไม่ได้ด้วยนโยบายขายฝัน ต้องใช้วิธีเด็ดขาด ไม่เกรงใจทุนใหญ่ 1. ค่าไฟ เราทำสำเร็จมาแล้วเรื่องการลดค่าไฟลง 76 สตางค์ จาก 4.70 บาท ลงมาที่ 3.94 บาท โดยแก้ที่โครงสร้างและไม่ได้ใช้เงินแผ่นดินเลย เป้าหมายเราคือ 3.3 บาท เรามั่นใจ เราทำได้  2. ลบบัญชีเสียเครดิตบูโรทันที ที่ชำระครบแล้ว ห้ามธนาคารแชร์ข้อมูลต่อ ไม่ต้องรอ 3 ปี แบบในปัจจุบัน คนทำงานต้องมีโอกาสสร้างตัว วิกฤตแก้ได้ต้องเด็ดขาด นโยบายทำได้จริง เบอร์ 6 ไม่โกหก ครับ" นายอรรถวิชช์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า พรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมแล้วที่จะใช้นโยบายที่ "เด็ดขาด" ทั้งในมิติการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำประเทศก้าวข้ามวิกฤตไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ในโอกาสลงนามสัตยาบันประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริตครั้งนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติยังได้เปิดตัวสัญลักษณ์ “พิฆาตคนชั่ว” ตามนโยบายเรือธงของพรรค นั่นคือ สัญลักษณ์จำลอง “เครื่องประหารหัวพยัคฆ์” ที่ใช้ลงโทษขุนนางทุจริตและฉ้อราษฎร์บังหลวงในตำนานของ “เปาปุ้นจิ้น” บุคคลต้นแบบแห่งความเที่ยงตรงและยุติธรรมในประวัติศาสตร์จีน  โดยสัญลักษณ์นี้จะถูกนำไปจัดวางที่บริเวณหน้าสำนักงานใหญ่ของพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อสะท้อนเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการ “พิฆาตคนชั่ว” และเป็นเครื่องเตือนใจให้ข้าราชการและนักการเมืองทุกคนยึดมั่นในคุณธรรม ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และทำงานเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง

รัสเซียเดือด!! เรียกร้องปล่อยตัว 'มาดูโร' ทันที ตำหนิสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา ประณามละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ยอมให้สหรัฐฯ เป็นผู้พิพากษาสูงสุด

(6 ม.ค. 69) รัสเซียโดย 'วาซิลี เนเบนเซีย' เอกอัครราชทูตประจำยูเอ็น เรียกร้องให้สหรัฐฯ ปล่อยตัว ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา 'นิโกลัส มาดูโร' และภรรยาทันที หลังเหตุโจมตีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา

'เราขอเรียกร้องให้ผู้นำสหรัฐฯ ปล่อยตัวประธานาธิบดีซึ่งได้รับการเลือกตั้งอย่างชอบธรรมของรัฐเอกราช และคู่สมรสของเขาโดยทันที' เนเบนเซียกล่าวผ่านการแถลงข่าวที่สหประชาชาติ

เอกอัครราชทูตรัสเซียระบุว่า การกระทำของสหรัฐฯ เป็นการโจมตีโดยตรงและการรุกรานที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมวิจารณ์ว่าสหรัฐฯ ยอมรับแรงจูงใจที่แท้จริงคือการควบคุมทรัพยากรของเวเนซุเอลา

นอกจากนี้ 'เนเบนเซีย' ยังเตือนว่าไม่อาจปล่อยให้สหรัฐฯ เป็นผู้พิพากษาสูงสุดที่ตัดสินใจบุกประเทศอื่นโดยไม่คำนึงถึงกฎหมายระหว่างประเทศ เหตุการณ์นี้สะท้อนความตึงเครียดในเวทีโลกเกี่ยวกับการแทรกแซงของสหรัฐฯ ในประเทศอื่น

ที่มา : Sputnik

5 มกราคม 2484 ไทยลุยอินโดจีน ย้อนรอยสงครามฝรั่งเศส-ไทย เปิดฉากรุกชายแดน กองทัพบก-อากาศข้ามลาวกัมพูชา ญี่ปุ่นกดดันหย่าศึกกรณีพิพาท ชัยชนะที่ไม่ถาวรบนแผนที่

(5 ม.ค. 69) วันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2484 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อกองทัพไทยเริ่มปฏิบัติการรุกข้ามชายแดนเข้าไปยังลาวและกัมพูชา ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของอินโดจีนฝรั่งเศสในขณะนั้น เพื่อทวงคืนดินแดนที่เคยเสียให้ฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5

ในช่วงเวลาที่ฝรั่งเศสถูกกดดันหนักจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และอิทธิพลของญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลจอมพล 'ป.พิบูลสงคราม' เห็นว่าถึงเวลาที่ไทยจะต้องลุกขึ้นทวงคืนดินแดน พร้อมทั้งเสริมกำลังทหารด้วยอาวุธและยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ รวมถึงกองทัพอากาศที่เหนือกว่า ฝรั่งเศสในอินโดจีน เริ่มปะทะที่เวียงจันทน์ พระตะบอง และสีโสภณ พร้อมกันนั้นมีการปะทะอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ไทยประกาศเดินเกมรุก

การรุกครั้งใหญ่ในวันที่ 5 มกราคม เริ่มจากกองทัพบูรพาที่เข้าแถบกัมพูชา และกองทัพอีสานที่ปฏิบัติการฝั่งลาว โดยไทยยึดพื้นที่สำคัญหลายแห่งทั้งในลาวและกัมพูชา พร้อมมีเครื่องบินทิ้งระเบิดสนับสนุน ทำให้ดุลยภาพบนบกเอนไปทางไทยอย่างชัดเจน

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฝรั่งเศสจะยอมถอยง่าย ๆ หลังจากนั้นมีการสู้รบหนักเช่นที่หมู่บ้านยางดังขุมและยุทธนาวีเกาะช้างที่ฝรั่งเศสชนะทางทะเล ญี่ปุ่นเข้ามามีบทบาทเป็นคนกลางกดดันให้หยุดยิง และนำไปสู่ข้อตกลงในเดือนพฤษภาคม 2484 ที่ฝรั่งเศสยอมคืนดินแดนบางส่วนให้ไทย

อย่างไรก็ตามหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ฝรั่งเศสกลับมาและไทยต้องคืนดินแดนเพื่อแลกกับการเข้าร่วมสังคมโลก แม้ชัยชนะครั้งนั้นจะไม่ยืนยาว แต่วันที่ 5 มกราคม ยังคงเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนว่าประเทศเล็กอย่างไทยก็สามารถยืนได้ในเกมมหาอำนาจ ผ่านประวัติศาสตร์บทหนึ่งที่ไม่ลืม

ที่มา :https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top