Friday, 4 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

8 พฤษภาคม 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ตั้ง “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ก้าวสำคัญสู่การบริหารราชการแผ่นดินแบบสมัยใหม่ของไทย เป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย

8 พฤษภาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ตั้ง “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ก้าวสำคัญสู่การบริหารราชการแผ่นดินแบบสมัยใหม่ของไทย

วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2417 เป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” หรือ Council of State ขึ้นอย่างเป็นทางการ นักวิชาการด้านการเมืองการปกครองไทยมักยกให้สภานี้เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นต้นแบบของระบบคณะรัฐมนตรีกับสถาบันการเมืองสมัยใหม่ของไทยในเวลาต่อมา แม้ในทางเทคนิคจะยังไม่ใช่ “คณะรัฐมนตรี” ในความหมายแบบหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ก็ตาม

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดคือ ในปี พ.ศ. 2417 ไทยยังอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังนั้น การใช้คำว่า “คณะรัฐมนตรีชุดแรกของไทย” จึงอาจทำให้คลาดเคลื่อนทางประวัติศาสตร์ได้ หากจะใช้ถ้อยคำที่แม่นที่สุด ควรเรียกว่า “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ซึ่งเป็นสภาที่ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาแด่พระมหากษัตริย์ในกิจการบ้านเมือง และเป็นก้าวแรกของการจัดวางโครงสร้างอำนาจฝ่ายบริหารแบบมีที่ปรึกษาและการแบ่งงานเป็นระบบมากขึ้น

การก่อตั้งสภานี้เกิดขึ้นในบริบทที่สยามกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งแรงกดดันจากชาติตะวันตก การขยายตัวของระบบราชการ และความจำเป็นในการปรับปรุงการบริหารประเทศให้ทันสมัยขึ้น รัชกาลที่ 5 จึงทรงริเริ่มการปฏิรูปหลายด้านอย่างต่อเนื่อง และการมี “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการปฏิรูปนั้น เพราะช่วยให้การตัดสินใจด้านนโยบายและราชการแผ่นดินไม่ยึดโยงกับระบบเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มขยับไปสู่รูปแบบที่มีการพิจารณาและอภิปรายอย่างเป็นระบบมากขึ้น
.
ฐานข้อมูลของสถาบันพระปกเกล้าระบุว่า สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินในระยะแรกมีสมาชิก 12 คน ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาเกี่ยวกับราชการแผ่นดินและกฎหมาย โดยเป็นกลไกใหม่ที่เกิดขึ้นควบคู่กับการตั้ง องคมนตรีสภา ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน การจัดตั้งสองสภานี้จึงสะท้อนว่ารัชกาลที่ 5 มิได้มองการปฏิรูปเป็นเพียงเรื่องรายกระทรวงหรือรายหน่วยงาน แต่ทรงมองถึงระดับ “โครงสร้างการใช้อำนาจ” ของรัฐสยามโดยรวมแล้ว

หากมองในเชิงแนวคิด สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นครั้งแรก ๆ ที่สยามพยายามวางระบบให้การบริหารบ้านเมืองดำเนินไปบนหลักของ การปรึกษาหารืออย่างเป็นทางการ ไม่ใช่เพียงการมีขุนนางถวายคำแนะนำตามธรรมเนียมเดิม แต่เป็นการตั้ง “องค์กร” ขึ้นมารองรับการให้คำปรึกษาอย่างชัดเจน มีชื่อ มีหน้าที่ และมีสถานะในทางราชการ สิ่งนี้เองที่ทำให้นักวิชาการจำนวนมากมองว่าสภาดังกล่าวเป็นรากฐานของระบบคณะรัฐมนตรีและสถาบันแบบรัฐธรรมนูญไทยในเวลาต่อมา
ความสำคัญอีกด้านหนึ่งคือ สภานี้สะท้อนพระราชวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงตระหนักว่า การรักษาเอกราชของสยามในโลกศตวรรษที่ 19 ไม่อาจอาศัยแต่กำลังทหารหรือการทูตเท่านั้น แต่ต้องสร้าง “ความทันสมัยของรัฐ” ให้เกิดขึ้นจริงด้วย รัฐที่มีระบบบริหารชัดเจน มีกระบวนการพิจารณาราชการเป็นขั้นตอน และมีการจัดองค์กรทางการเมืองอย่างเป็นสัดส่วน ย่อมช่วยเสริมภาพลักษณ์ของสยามในสายตาชาติตะวันตกว่าเป็นรัฐที่ปกครองตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2417 จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงวันตั้งหน่วยงานใหม่ในราชสำนัก แต่คือวันสำคัญที่แสดงให้เห็นการเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านระบบการเมืองการปกครองไทย จากโครงสร้างแบบดั้งเดิมไปสู่การบริหารราชการแผ่นดินแบบสมัยใหม่มากขึ้น แม้จะยังไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาในเวลานั้น แต่ก็เป็นก้าวสำคัญที่ปูพื้นให้ประเทศไทยค่อย ๆ พัฒนาองค์กรทางการเมืองและระบบบริหารแบบใหม่ในศตวรรษต่อมา

ในแง่นี้ “สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” จึงมีความหมายเกินกว่าตำแหน่งหรือโครงสร้างในเอกสารราชการ เพราะมันคือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นคิดใหม่เรื่องรัฐ การบริหาร และการใช้อำนาจในสยามยุครัชกาลที่ 5 เป็นจุดที่ชี้ให้เห็นว่าการปฏิรูปประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลันในยุคหลังเท่านั้น แต่มีรากที่ลึกและยาวนานมาตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 แล้วอย่างชัดเจน

ที่มา : https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&utm

เผยไทยสำรองน้ำมันเพิ่มเป็น 109 วัน กระทรวงพลังงานรายงาน สถานการณ์พลังงานโลกมีสัญญาณผ่อนคลาย ราคาน้ำมันขายปลีกยังทรงตัวเทียบอาเซียน กองทุนน้ำมันติดลบ 63,439 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ประจำวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

-  สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางล่าสุดส่งสัญญาณในทิศทางที่ผ่อนคลายลงอย่างมาก หลังจากมีรายงานว่าสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกำลังเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม โดยทางการอิหร่านกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเสนอและคาดว่าจะให้คำตอบในเร็วๆ นี้ ซึ่งอาจเปิดทางให้การเดินเรือขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาปลอดภัยอีกครั้ง รวมถึงความเป็นไปได้ในการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงมีความเปราะบางเนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ ได้เตือนถึงการโจมตีที่รุนแรงขึ้นหากการเจรจาล้มเหลว พัฒนาการเชิงบวกทางการทูตนี้ได้ช่วยลดทอนความกังวลของตลาดเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการชะงักงันของอุปทานน้ำมันในภูมิภาคได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าในฝั่งของอุปสงค์จะยังคงสะท้อนความแข็งแกร่งผ่านตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลงก็ตาม จากความหวังที่สงครามอาจใกล้สิ้นสุดลง ส่งผลให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบทั้งสองฝั่งในตลาดโลกเมื่อวันก่อนหน้าปรับตัวร่วงลงอย่างหนัก ก่อนที่จะเริ่มเห็นการปรับขึ้นมาได้เล็กน้อยและแกว่งตัวอยู่ในระดับที่มีความผันผวน เนื่องจากนักลงทุนยังคงรอดูความชัดเจนของข้อตกลงอย่างใกล้ชิด

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2569
 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 109 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 28 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 37 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 19 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 5 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 68.60 ล้านลิตร และจำหน่าย 56.48 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

-  ราคาน้ำมันขายปลีกยังคงที่​ โดยดีเซล B7 อยู่ที่ 40.80 บาท และดีเซล B20 ที่ 33.80 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 43.30 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.93 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 36.30 บาท 

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.30 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว กัมพูชา  เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.97 - 88.15 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.80 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย  กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.​12 – 116.69 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,439.65 ล้านบาท โดยมีรายรับประมาณวันละ 29.89 ล้านบาท
 

EGCO รับรางวัลอนุรักษ์ศิลป์ ศูนย์เรียนรู้ขนอมได้รางวัลดีมาก จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ สะท้อนการรักษามรดกสถาปัตย์ ส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชนและเยาวชน

นายธวัช หิรัณจารุกร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานปฏิบัติการ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีพระราชทานรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประจำปี 2566 - 2567 ซึ่งจัดโดย สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องในโอกาสที่ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมได้รับพระราชทานรางวัล “อนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประจำปี 2567 ประเภท ก. งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน ระดับดีมาก” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช พัฒนาขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง EGCO Group โรงไฟฟ้าขนอม และ ESCO ในกลุ่มเอ็กโก ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจไฟฟ้า วิศวกรรม การก่อสร้าง การบำรุงรักษาและเดินเครื่องโรงไฟฟ้า และ บริษัท ซีเอ็มโอ จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและการพัฒนาเนื้อหานิทรรศการและพิพิธภัณฑ์ ได้รับการพิจารณาให้ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประจำปี 2567 ประเภท ก. งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน ระดับดีมาก จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ สะท้อนความสำเร็จของการปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยจากโรงไฟฟ้าเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ในฐานะแหล่งผลิตไฟฟ้าสำคัญของภาคใต้ ตลอดจนการออกแบบและพัฒนาพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านพลังงาน กระบวนการผลิตไฟฟ้า ตลอดจนการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลระหว่างโรงไฟฟ้า ชุมชน และสิ่งแวดล้อม สำหรับเยาวชน ชุมชน และผู้สนใจทั่วไป

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงเหตุผลที่พิจารณาให้ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมได้รับรางวัลครั้งนี้ว่า “ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมเป็นงานสถาปัตยกรรมในยุคอุตสาหกรรมด้านการผลิตไฟฟ้าที่หาได้ยากยิ่งในประเทศไทย เป็นอาคารที่มีคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และทางวิชาการ ที่ยังคงมีความแท้ในเรื่องของรูปทรง องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม จึงมีศักยภาพอย่างสูงที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ การอนุรักษ์เพื่อนำมาใช้เป็นศูนย์เรียนรู้ในครั้งนี้แสดงออกให้เห็นถึงความตั้งใจ ความตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของอาคาร มีกระบวนการในการออกแบบอย่างครบถ้วนและเลือกเทคนิควิธีการอนุรักษ์ที่เหมาะสม การจัดแสดงภายในอาคารยังสามารถรักษาความแท้ไว้เพื่อสื่อความหมายได้อย่างน่าสนใจ มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายในอย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งมีแผนบริหารจัดการโครงการอย่างชัดเจน เป็นการอนุรักษ์ที่ส่งผลดีต่อสังคมชุมชนโดยรอบ และเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเยาวชนและประชาชนต่อไป”

ภายในศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม จัดแสดงนิทรรศการถาวร จำนวน 7 โซน ครอบคลุมความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไฟฟ้า กระบวนการผลิตไฟฟ้า การรักษาสิ่งแวดล้อม และการอยู่ร่วมกันของโรงไฟฟ้าและชุมชนโดยมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม ผ่านเทคนิคการนำเสนอที่น่าสนใจและทันสมัย นอกจากนี้ ศูนย์เรียนรู้ฯ ได้พัฒนาระบบการเยี่ยมชมเสมือนจริง (Virtual Exhibition) เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น และ จัดกิจกรรมสัปดาห์วิทยาศาสตร์เป็นประจำทุกปี เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในกลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดใกล้เคียง

ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม เปิดให้เยี่ยมชมทุกวันอังคาร-วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. (หยุดวันอาทิตย์ วันจันทร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) เยาวชนและนักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าชมล่วงหน้าได้ที่เว็บไซต์ https://varpevent.com/museum/khanom/ โทร. 098 014 2249 หรือติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/KhanomLearningCenter

‘ดร.ธีรชัย’ อดีต รมว.คลัง ชี้เสี่ยงไม่คุ้ม? เปิดโจทย์ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ไทย ใครคุ้มกว่า ใครเสี่ยงกว่า ชำแหละแลนด์บริดจ์ เสี่ยงต้นทุนสูง–ดีเลย์–เวนคืนใหญ่ โครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่า ค่าใช้จ่ายสูงและดีเลย์เรือบ่อย ก่อนชูระนองเป็นฮับโลจิสติกส์แทน

LOGISTIC HUB ชนะขาด Land bridge *โครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามันด้วยราง

1 ไม่คุ้มค่าทางธุรกิจ ค่าใช้จ่ายสูงในการยกคอนเทนเนอร์ลงจากเรือที่ชุมพร ยกขึ้นขนส่งทางรางหรือรถบรรทุก ยกลงที่ระนอง ยกขึ้นเรือที่ระนอง เทียบกับประหยัดเวลาเดินทางเพียงไม่กี่วัน

2 ปัญหาดีเลย์เรือที่มารับจะทำให้มีคอนเทนเนอร์ค้างบนฝั่ง และแทนที่จะใช้เรือลำเดียววิ่งผ่านช่องแคบมะละกา กลับต้องใช้เรือสองลำ แต่ละลำต้องเข้าคิวจอดเทียบท่า

3 ไม่สร้างงานแก่คนท้องถิ่น เพราะจะไม่มีใครเอาคอนเทนเนอร์มาแกะเพื่อเอาสิ่งของสินค้านำออกมาเพื่อทำงานเพิ่มอีกเพียงเล็กๆน้อยๆ

4 เสียธรรมชาติสองด้าน โดยเฉพาะด้านชุมพรที่อาจกระทบไปถึงธุรกิจท่องเที่ยว

5 ต้องเวนคืนที่ดินมหาศาลเพื่อสร้างถนนขนาดใหญ่ ประชาชนกังวลว่ามีนักธุรกิจและนักการเมืองดักซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรเตรียมไว้แล้ว และแนวคิดให้เอกชนต่างชาติเช่า 99 ปีเป็นเป้าหมายการครองที่ดินเพื่อการพาณิชย์เสียมากกว่า

(ประชาชนเป็นห่วง แค่เกาะพงันและอำเภอปาย รัฐบาลยังป้องกันไม่ได้เลย)

6 รัฐบาลเปิดประมูลให้เอกชนเหมา ไม่มีขบวนการรับฟังข้อกังวลของคนท้องถิ่น และควรรับฟังคำเตือนของคุณสิริกัญญา รองหัวหน้าพรรคประชาชน เตือนให้ระวังการประมูลไปก่อนแล้วขอปรับเงื่อนไขทีหลังเพื่อลดประโยชน์ที่ให้แก่รัฐบาลหรือเพื่อบีบคั้นให้รัฐบาลต้องลงทุนแทนมากขึ้นๆ

*แนวคิดเรื่องทำเป็นคลองลอยฟ้ายกระดับสูงกว่าทะเลเหมือนคลองปานามา

เป็นไปไม่ได้ ลงทุนหนักไม่คุ้มค่า และการยกเรือขึ้นลงในประตูน้ำหลายชั้นจะต้องใช้น้ำจืดมหาศาล ที่ปานามามีทะเลสาปน้ำจืดใหญ่ แต่ชุมพรถึงระนองไม่มีทะเลสาปน้ำจืด

*แนวคิดเรื่องทำเป็นคลองขุดจะเจอปัญหาระดับน้ำทะเลสองด้านไม่เท่ากัน ต้องทำประตูน้ำอย่างน้อยหนึ่งชั้นซึ่งต้องการน้ำจืดเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ เนื่องจากคลองไทยจะเปลี่ยนดุลอำนาจทางทะเล การเมืองโลกจึงยังไม่เอื้ออำนวย แต่ภายหลังจากโครงการ RANONG LOGISTIC HUB เดินหน้าไประยะหนึ่ง ก็อาจหยิบยกเรื่องคลองขุดพิจารณาได้อีก

*โครงการ RANONG LOGISTIC HUB

เชื่อมโลกกับตอนกลางของจีนด้วยเรือ-ต่อ-ราง จากระนองผ่านลาวส่งถึงคุนหมิง

1 แค่เน้นเฉพาะสินค้าที่ใช้ในตอนกลางของจีน ก็มีปริมาณนำเข้าส่งออกพอเพียง จะคุ้มค่าทางธุรกิจทันที ในแผนที่จะเห็นได้ว่าเส้นทางรางระนอง-คุนหมิงนั้น สั้นกว่าผ่านช่องแคบมะละกาไปที่เซี่ยงไฮ้และต่อด้วยรางไปคุนหมิง

2 จีนจะมีทางออกมหาสมุทรอินเดียเป็นครั้งแรก แทนที่จะออกทางมหาสมุทรแปซิฟิกทางเดียว ดังนั้น ไทยสามารถเจรจาให้จีนลงทุนได้

3 สินค้าผลิตในไทยจะมีทางส่งออกเพิ่ม โดยส่งทางรางไปเชื่อมกับรถไฟจีนไปยุโรป รวมไปถึงการนำเข้า

4 สามารถชักชวนโรงงานจีนมาจัดตั้งอุตสาหกรรมแร่ในภาคใต้ของไทย เพื่อแปรรูปแร่ธาตุจากอเมริกาใต้ แอฟริกา อินเดียและปากีสถาน ให้เป็นวัตถุดิบพร้อมใช้งานทั้งในไทย อาเซียน และส่งไปจีน

5 นักธุรกิจในไทยสามารถเป็นคนกลางเชื่อมโยงการค้าอินเดีย-จีน ซึ่งประชาชนทั้งสองประเทศจะมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอีกมาก จำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันอีกมาก

6 โครงการนี้รัฐบาลไทยจะไม่ใช้วิธีกู้เงิน แต่จะต้องทำเป็นโครงการสองรัฐบาลร่วมกัน โดยใช้รัฐวิสาหกิจสองประเทศ และเจรจาให้จีนออกทุนเกือบทั้งหมด ส่วนไทยลงทุนเพียงเล็กน้อย แต่หุ้นของไทยเป็น Golden share มีสิทธิวีโต้ ส่วนการบริหารท่าเรือน้ำลึกที่ระนองจะต้องอยู่ในควบคุมของไทยและใช้เพื่อการพาณิชย์เท่านั้น เพื่อมิให้กระเทือนการเมืองโลก ระหว่างสหรัฐ จีน และอินเดีย

7 ไม่เสียธรรมชาติด้านชุมพร  ส่วนด้านระนองขณะนี้มีท่าเรืออยู่แล้ว ทั้งนี้ จะต้องมีการหารือกับคนในท้องที่ทุกขั้นตอนเพื่อดูแลป้องกันสิ่งแวดล้อม และทำให้ประโยชน์เกิดแก่ท้องที่อย่างแท้จริง

8 รัฐบาลไทยสามารถเชิญชวนให้ต่างชาติมาลงทุน oil tank farm เพื่อเก็บน้ำมันฉุกเฉิน ไม่ว่าน้ำมันดิบหรือน้ำมันสำเร็จรูป โดยไทยอาจเก็บค่าเช่าในรูปน้ำมันแทนเป็นตัวเงิน รวมไปถึงการสร้างโรงกลั่นเพื่อส่งออก

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

Facebook Thirachai Phuvanatnaranubala

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

(เครดิตภาพตามแหล่งที่แสดงชื่อ)

หมายเหตุ: การกล่าวถึงชื่อบุคคลใดมิใช่เป็นการกล่าวหากระทำความผิด แต่เป็นเพื่อประกอบการบรรยายทางวิชาการเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการในการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

และเผยแพร่ในฐานะเป็นความเห็นส่วนตัว มิใช่เกี่ยวกับพรรคการเมืองใด

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1550685879762003&id=100044618165480&rdid=a7s8cWr6mCVtlBCi#

เปิดชีวิต ‘จางจวิ้นเจี๋ย’ จากพนักงานร้านชานมสู่ผู้ก่อตั้ง CHAGEE เรื่องจริงของคนที่เปลี่ยนต้นทุนติดลบเป็นพลังชีวิต ถอดเส้นทาง ‘จางจวิ้นเจี๋ย’ ผู้ปั้น CHAGEE เขย่าวงการชาสมัยใหม่

เปิดประวัติ ‘จางจวิ้นเจี๋ย’ ผู้ก่อตั้ง CHAGEE กับเส้นทางชีวิตที่ไม่ได้หอมเหมือนใบชา

ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยทายาทมหาเศรษฐีและอัจฉริยะจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ใครจะเชื่อว่าผู้เขย่าวงการชาระดับโลกอย่าง “CHAGEE” จะเริ่มต้นชีวิตจากศูนย์หรือพูดให้ตรงกว่านั้นคือ “ติดลบ” จากเด็กชายเร่ร่อนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ สู่ผู้ประกอบการที่ค่อยๆ สร้างตัวเองขึ้นมา และพาแบรนด์ชาจีนให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

จางจวิ้นเจี๋ย เกิดเมื่อปี 1993 ในมณฑลยูนนาน เดิมมีชื่อว่า จางจวิน (张军) ชีวิตวัยเด็กของเขาควรเรียบง่ายเหมือนคนทั่วไป แต่เมื่ออายุเพียง 10 ขวบ พ่อแม่เสียชีวิตไล่เลี่ยกัน เขาตึงกลายเป็นเด็กกำพร้าที่ต้องหาทางเอาตัวรอดด้วยตัวเอง ทั้งที่ยังเล็กเกินกว่าจะทำงานได้

ช่วงอายุ 10 – 17 ปี เขาใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่นานถึง 7 ปี ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและไม่มีรายได้แน่นอนิ อาศัยรอนใต้สะพาน ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ หรือแม้แต่ตลาดสด 

ในช่วงเวลานั้น เขาตัดสินใจเปลี่ยนชื่อจาก จางจวิน เป็น “จางจวิ้นเจี๋ย” ซึ่งหมายถึง ผู้มีความสามารถโดดเด่น และรู้จักปรับตัวตามสถานการณ์ ชื่อใหม่นี้จึงเป็นเหมือนคำเตือนใจว่า ต่อให้ชีวิตไม่แน่นอน เขาก็ต้องเดินต่อและลุกยืนให้ได้

ร้านชานม….จุดเริ่มต้นที่มีความหมาย

ปี 2010 เมื่ออายุได้ 17 ปี จางจวิ้นเจี๋ยยุติชีวิตเร่ร่อนและได้งานในร้านชานมแบรนด์ไต้หวันในตำแหน่งพนักงานระดับล่างสุด นับเป็นอาชีพอย่างเป็นทางการครั้งแรกในชีวิต แม้เงินเดือนไม่มาก แต่มีอาหารและที่พักให้ สำหรับเด็กหนุ่มที่เคยไร้บ้าน นั่นคือจุดเริ่มต้นใหม่ที่มีความหมาย

เนื่องจากเขาอ่านหนังสือไม่ออก จึงกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ในการทำงาน แม้แต่รายการส่วนผสมก็ยังดูไม่เข้าใจ การจำสูตร เขียนใบสั่ง หรือเช็กคลังสินค้าจึงเป็นเรื่องยาก

เสียงล้อเลียนจากเพื่อนร่วมงานและความไม่พอใจจากลูกค้าที่ต้องรอนาน กลายเป็นแรงกดดันในทุกวันที่มาทำงาน แต่เขาไม่ได้ท้อถอย จางใช้เวลาพักทั้งหมดไปกับการเรียนรู้ ซื้อสมุดพินอินมาฝึกเขียน เขียนชื่อวัตถุดิบเป็นบัตรคำแปะไว้หน้าเคาน์เตอร์ สูตรที่คนอื่นอ่านครั้งเดียวก็จำได้ เขาต้องทบทวนซ้ำหลายรอบ งานที่คนอื่นทำครึ่งชั่วโมง เขายอมใช้เวลานานกว่านั้นเพื่อให้ถูกต้อง

ตั้งแต่เก้าโมงเช้าจนร้านปิด เขาฝึกชงชาไม่หยุด มือพองจากน้ำร้อนหลายครั้งแต่ไม่เคยบ่น สำหรับเขาร้านชานมเล็กๆ แห่งนั้นไม่ใช่แค่ที่ทำงาน หากเป็นห้องเรียนชีวิตที่สอนทั้งทักษะอาชีพ ความอดทน และวินัย และต่อมาได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของเส้นทางธุรกิจของเขาในอนาคต

จางมักจะสังเกตลูกค้าอย่างละเอียด จดไว้เสมอว่าความหวานระดับใดขายดี ท็อปปิ้งแบบไหนได้รับความนิยม ทุกแก้วที่เสิร์ฟจึงไม่ใช่แค่ยอดขาย แต่คือข้อมูลสำหรับพัฒนาต่อ เขายังอาสาทำงานเบ็ดเตล็ด ตั้งแต่ทำความสะอาด จัดสต๊อก ไปจนถึงอยู่ช่วยงานดึกๆ โดยไม่ปริปากบ่น

ความมุ่งมั่นนี้ทำให้ผู้จัดการร้านค่อยๆ ไว้วางใจและมอบหมายงานให้เขารับผิดชอบมากขึ้น และจางก็ไม่ทำให้ผิดหวัง สาขาที่เขาดูแลเป็นระเบียบมากขึ้น ข้อร้องเรียนลดลง ยอดขายค่อยๆ เติบโต

ช่วงเวลานั้นไม่ได้สอนเขาให้รู้จักแค่การชงชา แต่ทำให้เขาค้นพบทิศทางชีวิต เขาพบว่าตัวเองมีความละเอียดอ่อนต่อรสชาติชา ทั้งสัดส่วน อุณหภูมิ และความสมดุลของรส เขายังใช้เวลาว่างฝึกอ่านเขียน ขอคำแนะนำด้านการบริหาร และศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างจริงจัง

เพียงไม่กี่ปี เขาเติบโตจากพนักงานหน้าร้าน สู่ผู้ช่วยผู้จัดการ และผู้จัดการสาขา การเริ่มต้นจากศูนย์ทำให้เขาเข้าใจทั้งความเหนื่อยของคนทำงาน และกลไกของตลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ล้ำค่ามาก

การตัดสินใจครั้งใหญ่

ปี 2015 จาง จวิ้นเจี๋ยก้าวออกจากวงการชาไปทำงานที่บริษัทหุ่นยนต์อย่าง Shanghai Muye (上海木爷)  (ปัจจุบันคือ Shanghai NOAM Robot Technology Co., Ltd.) ในตำแหน่งรองหัวหน้าฝ่ายความร่วมมือดูแลตลาดเอเชียแปซิฟิก สำหรับคนที่แทบไม่ได้เรียนหนังสืออย่างเป็นระบบ การเข้าสู่ธุรกิจเทคโนโลยีถือเป็นความท้าทายใหญ่ แต่เขาใช้ทักษะการเรียนรู้และการสื่อสารที่สั่งสมมา ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เดินทางเจรจาธุรกิจในหลายประเทศ และได้เรียนรู้ระบบการบริหารแบบมาตรฐานและแนวคิดธุรกิจระดับสากล

ระหว่างทำงานที่เซี่ยงไฮ้ เขาเห็นการเติบโตอย่างรวดเร็วของแบรนด์ชายุคใหม่ จึงตระหนักว่าเครื่องดื่มชาไม่ใช่แค่ของดื่ม หากสามารถผสานวัฒนธรรมและประสบการณ์ได้ ความคิดเรื่องการสร้างแบรนด์จึงเริ่มชัดเจนขึ้น เขาเฝ้าศึกษาตลาด วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของแต่ละแบรนด์ และกำหนดทิศทางของตนเอง

ประสบการณ์ข้ามสายครั้งนี้ ทำให้เขาเลิกคิดแค่ระดับ “การบริหารร้านร้านเดียว” และเริ่มมองธุรกิจในมุมกลยุทธ์ ซึ่งต่อมากลายเป็นพื้นฐานสำคัญของการขยายแบรนด์ CHAGEE อย่างเป็นระบบในอนาคต

ก่อตั้ง CHAGEE

ปี 2017 เมื่ออายุ 22 ปี จางจวิ้นเจี๋ยตัดสินใจลาออกจากงานรายได้สูง กลับคุนหมิงเพื่อเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง เวลานั้นเขาไม่ใช่เด็กเร่ร่อนที่อ่านหนังสือไม่ออกอีกต่อไป หากเป็นคนทำงานที่มีประสบการณ์ในวงการอาหารและเครื่องดื่ม เข้าใจทั้งสินค้า การบริหาร และตลาด เขานำเงินเก็บรวมกับเงินที่ยืมจากเพื่อน เปิดร้านเล็กๆ  และตั้งชื่อว่า “CHAGEE” หรือ “霸王茶姬” ในภาษาจีน โดยวางโพสิชั่นเป็นชาจีนร่วมสมัย

ชื่อแบรนด์ชาได้แรงบันดาลใจจากอุปรากรจีนสุดคลาสสิกเรื่อง Farewell My Concubine (霸王别姬) โลโก้ผสานลวดลายหน้ากากงิ้วกับเส้นสายมินิมอลสมัยใหม่ ภายใต้แนวคิด “ใช้ชาตะวันออก เชื่อมมิตรทั่วโลก” เพื่อผลักดันชาสไตล์จีนสู่เวทีสากล แน่นอนว่าช่วงเริ่มต้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ทีมงานของ CHAGEE ต้องทำงานในห้องใต้หลังคาขนาดเล็ก กลางวันออกศึกษาตลาด กลางคืนทดลองสูตรและออกแบบเมนู

ปีเดียวกันนั้นเอง ตลาดชายุคใหม่ในจีนมีกระแสร้อนแรง หลายแบรนด์มุ่งสู่ชาผลไม้และชาชีส แต่เขาเลือกจะไม่ตามกระแส หลังประเมินต้นทุนและความยั่งยืน และหันมาพัฒนา “ชานมสดใบชาแท้” วางตำแหน่งระดับกลางถึงสูง พร้อมผสานองค์ประกอบวัฒนธรรมจีนเข้ากับการออกแบบร้าน ทั้งโครงสร้างไม้แบบ “สลักและเดือย” และองค์ประกอบจากงิ้วดั้งเดิม รวมถึงการตั้งชื่อเมนูจากวรรณกรรมจีนคลาสสิก 

ช่วงเริ่มต้นก่อตั้ง CHAGEE เขาเผชิญปัญหาเงินทุนจำกัด แบรนด์ยังไม่เป็นที่รู้จัก และการแข่งขันในตลาดที่ดุเดือด จางจวิ้นเจี๋ยจึงต้องทำหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน ทั้งวางแผนธุรกิจ พัฒนาสินค้า ทำการตลาด และดูแลหน้าร้านด้วยตนเอง เพื่อสร้างความแตกต่าง 

เขาพาทีมลงพื้นที่แหล่งปลูกชาในยูนนาน คัดเลือกใบชาคุณภาพดี และทดลองปรับสูตรซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยมีเป้าหมายคือรักษารสชาติแท้ของชาไว้ ขณะเดียวกันก็ทำให้ถูกใจคนรุ่นใหม่

เขายึดหลักการเรื่อง คุณภาพของวัตถุดิบคือพื้นฐานสำคัญ ตั้งแต่การเก็บเกี่ยว การขนส่ง ไปจนถึงการคัดเลือกนมและส่วนผสมอื่นๆ ล้วนมีมาตรฐานชัดเจน แก้ปัญหาจากฟีดแบกของลูกค้า

เมื่อมีลูกค้าบางส่วนสะท้อนว่าดื่มชาแล้วนอนไม่หลับ เขาไม่มองข้ามเสียงเหล่านั้น แต่ให้ทีมงานใช้เวลากว่าหนึ่งปีทดลองและปรับสูตรหลายร้อยครั้ง พร้อมนำเทคโนโลยีสกัดคาเฟอีนออกจากกาแฟหรือชา โดยใช้ CO₂ ในสภาวะซูเปอร์คริติคัล (ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายทั้งก๊าซและของเหลว) จนสามารถพัฒนาชาลดคาเฟอีนที่ยังคงรสชาติของชาไว้ได้ ขณะเดียวกันก็ลดผลกระทบต่อการนอนหลับ 

ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ช่วยขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่ไวต่อคาเฟอีน และตอกย้ำแนวคิดของเขาว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนต้องอาศัยการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง และเป็นแรงผลักดันให้แบรนด์ปรับตัวและก้าวต่อไปอย่างมั่นคง

วันที่ 17 พ.ย. 2017 ร้านแรกของ CHAGEE เปิดตัวบนถนนอู่อี เมืองคุนหมิง ด้วยจุดยืนความเป็นจีนร่วมสมัยและรสชาติที่โดดเด่น ร้านได้รับการตอบรับดีเกินคาด แต่หลังความสำเร็จระยะแรก เขาก็เผชิญบททดสอบสำคัญ เมื่อการขยายสาขาข้ามพื้นที่ไม่เป็นไปตามคาด กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ครั้งแรกของแบรนด์ เจออุปสรรคในตลาดต่างถิ่น ช่วงครึ่งแรกของปี 2021 เขานำทีมบุกตลาดกวางตุ้ง ฝูเจี้ยน และเซี่ยงไฮ้ แต่ด้วยความไม่คุ้นชินพฤติกรรมผู้บริโภคและระบบบริหารที่ยังไม่ลงตัว หลายสาขานอกพื้นที่ต้องปิดตัว แผนขยายธุรกิจจึงสะดุดลง ความล้มเหลวครั้งนั้นทำให้เขาทบทวนอย่างจริงจัง และพบปัญหาหลักคือ “มาตรฐานยังไม่ชัด” และ “ความเข้าใจท้องถิ่นยังไม่พอ” เขาจึงเร่งสร้างระบบมาตรฐานใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการบริหารหน้าร้าน เพื่อให้รสชาติและคุณภาพเหมือนกันทุกเมือง เขาปรับกลยุทธ์ใหม่ โดยยึดภาคตะวันตกเฉียงใต้เป็นฐาน ก่อนค่อยขยายทั่วประเทศ

เดือนกันยายน 2021 บริษัทได้ย้ายสำนักงานใหญ่สู่นครเฉิงตู ถือเป็นก้าวสำคัญของการเติบโตระดับชาติ

ปี 2022 ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดที่ทำให้หลายแบรนด์ชะลอการลงทุน เขากลับเลือกเร่งขยายสาขา มองว่ายามตลาดชะลอตัวคือจังหวะที่ต้นทุนต่ำและคัดเลือกพันธมิตรได้ดีขึ้น การตัดสินใจที่ดูเสี่ยงนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ภายในสิ้นปี จำนวนสาขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เปิดทางสู่การเติบโตรอบใหม่ของแบรนด์ จากเดิมที่มีอยู่ไม่ถึง 500 สาขา ทะยานสู่กว่า 1,000 สาขา ความกล้าที่จะ “สวนกระแส” คือหัวใจสำคัญที่หล่อหลอมการเติบโตของ CHAGEE ในขณะที่หลายแบรนด์เร่งออกสินค้าใหม่จำนวนมาก จางจวิ้นเจี๋ยกลับยึดแนวคิด “น้อยแต่แม่นยำ” โฟกัสเฉพาะสินค้าหลัก จนเมนูอย่าง ชานมมะลิ (伯牙绝弦) ซึ่งเป็นเมนูซิกเนเจอร์ชาพีชอู่หลง (花田乌龙) และ ชานมดอกหอมหมื่นลี้ (桂馥兰香) กลายเป็นตัวทำรายได้หลักของแบรนด์ ครองสัดส่วนสูงของยอดขายรวม กลยุทธ์นี้ทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และทำให้ผู้บริโภคจดจำภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

เมื่อชาราคาประหยัดแข่งขันกันด้วยสงครามราคา เขาเลือกยืนบนจุดยืน “คุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้” พร้อมยืนยันมาตรฐานวัตถุดิบว่าไม่ใช้ครีมเทียม ไม่ใช้ไขมันพืชสังเคราะห์ และไม่ใช้น้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน และปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดต้นทุนโดยไม่ลดคุณภาพ 

วางหมากในตลาดโลกในขณะที่หลายแบรนด์ยังมุ่งเน้นตลาดในประเทศ เขากลับเริ่มวางหมากระดับสากลตั้งแต่เนิ่นๆ ปี 2018 มีการจัดตั้งฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ และเปิดสาขาแรกในมาเลเซีย ปัจจุบันแบรนด์มีสาขาในต่างประเทศมากกว่าสองร้อยแห่ง ครอบคลุมสิงคโปร์ ไทย สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศ

ปี 2023 นับเป็นจุดเร่งตัวครั้งสำคัญของ CHAGEE ยอดขายรวมตลอดปีทะลุหลักหมื่นล้านหยวน จำนวนสาขาเพิ่มขึ้นจนเกิน 4,500 แห่ง ก่อนจะขยายต่อเนื่องในปี 2024 จนแตะกว่า 6,000 สาขา รายได้ทั้งปีเติบโตอย่างแข็งแกร่งทะลุ 124 ล้านหยวน (ราว 558 ล้านบาท) พร้อมอัตรากำไรสุทธิที่ 20% สะท้อนถึงประสิทธิภาพของโมเดลธุรกิจ

ในปีเดียวกัน จางจวิ้นเจี๋ยยังได้รับเชิญให้ดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระที่ไม่เป็นผู้บริหารของ Haidilao ซึ่งมีเงินเดือนปีละ 1.2 ล้านหยวน (ราว 5.4 ล้านบาท) กลายเป็นหนึ่งในผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ได้รับการยอมรับในแวดวงธุรกิจจีน

เบื้องหลังตัวเลขการเติบโตเหล่านั้น คือคืนวันอันยาวนานของการตัดสินใจและการทบทวน คือความหนักแน่นท่ามกลางเสียงวิจารณ์ และคือบทเรียนจากความล้มเหลวที่เขาไม่เคยปล่อยให้สูญเปล่า ความสำเร็จจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะจังหวะเวลา หากเกิดจากความมุ่งมั่นที่ไม่เคยหยุดยั้ง

17 เม.ย. 2025 CHAGEE เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ของสหรัฐอเมริกา โดยราคาปิดวันแรกอยู่ที่ 32.44 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,005 บาท) มูลค่าตลาดเกิน 4 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.8 แสนล้านบาท) ถือเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ชาจีนจากคุนหมิงสู่เวทีโลก

ปัจจุบัน CHAGEE มีสาขาในต่างประเทศ 169 แห่ง โดยสาขาแรกในลอสแอนเจลิสจำหน่ายได้มากกว่า 5,000 แก้วในวันเปิดร้าน ส่วนสาขาในสิงคโปร์มียอดขายต่อเดือนต่อสาขาสูงถึง 1.8 ล้านหยวน (ราว 8.1 ล้านบาท) 

ชีวิตส่วนตัวที่ถูกจับตา

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2025 จางจวิ้นเจี๋ยได้จัดพิธีสมรสกับเกาไห่ฉุน ประธานร่วมของ Trina Solar หรือที่รู้จักกันในฐานะทายาทรุ่นใหม่ของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด 

การจับมือกันของผู้ประกอบการที่เติบโตจากศูนย์กับผู้บริหารหญิงจากตระกูลนักธุรกิจ กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงในมิติชีวิตส่วนตัว หากยังสะท้อนถึงการมาพบกันของสองบริษัทมหาชนจากต่างอุตสาหกรรม ซึ่งมีมูลค่ารวมกันหลายหมื่นล้านหยวน 

เรื่องราวของจางจวิ้นเจี๋ย คือบทพิสูจน์ว่า “ต้นทุนชีวิต” ไม่ได้ตัดสินปลายทาง เขาเคยเป็นคนเร่ร่อน  ไม่มีโอกาส อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่เขาเลือกที่จะไม่หยุดอยู่ตรงนั้น CHAGEE จึงไม่ได้เป็นแค่ชื่อของแบรนด์ชาจีนระดับโลก แต่เป็นเสมือนบันทึกเรื่องราวของคนที่เปลี่ยนความลำบากให้กลายเป็นแรงผลักดัน และถ่ายทอดให้ผู้คนได้รู้ว่าหากยังไม่ถึงเป้าหมาย บางทีเราอาจอยู่ใน “ช่วงระหว่างทาง” ที่ต้องอดทนอีกนิดเท่านั้น

อ้างอิง :https://baijiahao.baidu.com/s?id=1849461998076846148&wfr=spider&for=pc 

อ้างอิง :https://zhuanlan.zhihu.com/p/1975294319905767500 

อ้างอิง :https://uptogo.com.tw/%E7%BE%8E%E9%A3%9F/%E9%A3%B2%E6%96%99/%E8%8C%B6%E9%A3%B2/chagee%E6%98%AF%E4%BB%80%E9%BA%BC%E5%93%81%E7%89%8C%EF%BC%9F/?utm_source 

อ้างอิง : https://baijiahao.baidu.com/s?id=1846137404530276961&wfr=spider&for=pc 

อ้างอิง : https://finance.sina.com.cn/stock/stockzmt/2024-08-28/doc-incmenpn1903854.shtml?utm_source 

ไทยควรถอดบทเรียนจีน? จีนชู Basic Research ปูทางครบวงจรต้นน้ำถึงปลายน้ำ รับศึก Tech War ชี้องค์ความรู้ต้นน้ำคือกุญแจสู่เทคโนโลยีอนาคต เสริมอีโคซิสเต็มนวัตกรรม หวังลดพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ ไทยต้องสร้างฐานวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ก่อนหวังแข่งนวัตกรรมโลก

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค อุอิ มุมิ ได้กล่าวว่า

จีนประกาศ เน้น วิจัยวิทยศาสตร์พื้นฐาน !!

เออ เป็นอะไรที่แบบผมอยากเห็นในประเทศไทยมากๆ เพราะสิ่งที่ Xi กล่าว "basic research is the origin of the entire scientific system and the matter switch for all technological issues" มันไม่มีอะไรเกินจริงเลย

ต่อให้ผมต้องพูดรอบที่ล้าน ก็ต้องพูดว่า เทคโนโลยีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ระบบ GPS NMR อื่นๆ นั้นล้วนมาจากการเข้าใจธรรมชาติพื้นฐาน ซึ่ง ณ ตอนนั้นองค์ความรู้อาจจะยังไม่ได้โดนหยิบเพื่อเอาไปต่อยอดเป็น "ประโยชน์" แบบทันที (ประโยชน์ก็ต้องนิยามให้ดี หากจะนิยามว่า ทำให้ชีวิตดีขึ้น อำนวยความสะดวก มันก็ได้ แต่หากจะบอกว่า มันทำให้เราฉลาดขึ้น ลดพื้นที่ของความไม่รู้มากขึ้น มันก็ได้เช่นกัน)

สมัยก่อนผมเคยได้ยินว่า จีน ลงทุนซื้อ อุปกรณ์อะไรที่เขาสนใจ แล้วจากนั้นถอดออกทุกอย่างเพื่อดูว่าทำงานยังไง จากนั้นก็ทำการสร้างเรียนแบบ ปรับปรุงให้ดีขึ้น และที่ผ่านมาหากทำจริง ผมว่าเขาก็ประสบความสำเร็จมากๆเลยนะครับ เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นรถ EV / Robot/ AI ผมว่าจีนนี้มาเบอร์ต้นๆ เอาเฉพาะ EV ผมเห็นข่าวว่า รถในเครือญี่ปุ่นออกมายอมรับว่า แพ้แล้ว ไม่น่าจะสู่จีนได้ หรือแม้กระทั้ง Musk เอง มีคนเคยถามถึง BYD ในสมัยเริ่มใหม่ เขาหัวเราะ แต่ตอนนี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะยังหัวเราะได้มั้ย

สิ่งที่ Xi ออกมาประกาศนี้ผมว่ามันมีความสำคัญ เพราะมันจะยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมไปอีกขั้น เพราะหากจีนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ต้นน้ำได้ นั้นหทายความว่า ในอนาคตเขาไม่ต้องพึงใครละ(ถ้าต้องก็คงน้อยมาก) เพราะมันจะครบ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งมันคือ Ecosystem ที่เหมาะ (ทั้งนี้ในแง่ของการทำจริง ก็คงมีอุปสรรคแน่นอน อะไร ยังไง ก็ว่าไป เช่น งานวิจัยสายพื้นฐานนี้มันเห็นผลช้า และต้องการอิสระทางความคิด มันไม่ใช่ Quick win แต่มัน "จำเป็น")

สำหรับมุมมองผม เท่าที่ผมมีเพื่อนและรู้จักนักวิจัยจีน ผมก็เห็นได้เลยว่าเขาสนับสนุนวิจัยพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ เพราะสายงานวิจัยที่ผมทำอยู่อันหนึ่ง เช่น integrable systems เนี้ย ถามว่ามันมีประโยชน์ยังไง จะนำไปสู้นวัตกรรมยังไง ตอบยากมากๆ แต่ก็เห็นมีการจัดประชุมวิชาการเรื่องพวกนี้อย่างต่อเนื่องและสนับสนุนโดยัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐของเขา

ถ้าจะมองลงไปที่ Future Tech อย่างพวก Quantum Tech ผมว่าจีนก็เป็นผู้เล่นที่มีบทบาทมากๆเลย เขาลงทุนทำวิจัยทางด้านนี้แบบจริงจัง มีสถาบัน ห้องแลปวิจัย หรือ startup หลากหลาย หรือว่าง่ายๆ เขาก็ลงไปเล่นใน Tech war ณ ตอนนี้เหมือนกัน

กลับมาดูประเทศไทย ผมเห็น อว ประกาศยุทธศาสตร์เรื่อง Tech war ออกมาเหมือนกัน ผมว่าถือเป็นอะไรที่ดีมากๆ (ก็ต้องดูกันไปยาวๆ เพราะเพิ่มเริ่มต้น) เห็นพูดถึงเรื่องงานวิจัยพื้นฐานด้วย ก็หวังเป็นอย่างมากกว่าจะเพิ่มเม็ดเงินทางด้านงานวิจัยให้มากขึ้น และสร้าง Ecosystem ที่ทำให้คนเก่งอยากทำงานในประเทศ(อันนี้สำคัญมากๆ แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะทำงานที่ไหน ก็คนไทยอยู่ดี)

เจาะลงมาอีกนิด วิทยาลัยเพื่อการค้นคว้าระดับรากฐาน (IF) นั้นก็เป็นหนึ่งสถานที่ในไทยที่เน้นการทำงานวิจัยพื้นฐานจริงๆ ด้านฟิสิกส์ทฤษฎี เช่น

- Gravity

- Cosmology

- Field theory

- Quantum information/Quantum Tech

ก็ต้องขอบคุณมหาวิทยาลัยนเรศวรที่เห็นถึงความสำคัญของงานวิจัยส่วนนี้และส่งเสริม ทำให้เกิด Ecosystem เล็กๆตรงนี้ได้ และผมมองว่า IF จะเป็นส่วนช่วยในการสร้างกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน อีกทั้งยังเป็นที่สำหรับน้องเยาวชนที่สนใจเรื่องฟิสิกส์ในบริบทต่างๆ อีกด้วย

สุดท้าย ผมมองว่าใน Tech war นี้เราคงต้องเลือกว่า เราจะไปอยู่ตรงไหน เพราะเราคงไม่สามารถเอาชนะเจ้าใหญ่ได้ เช่น เราคงจะไปสร้างเครื่อง Quantum Computer แข่งกับเจ้าใหญ่ที่เขาทำ น่าจะยาก แต่หากมีความร่วมมือ แล้วเน้นไปที่พัฒนา Algorithm น่าจะมีโอกาศมากกว่า

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10164921372731948&id=776826947&post_id=776826947_10164921372731948&rdid=rInP7jwElMrVzRik#

‘ณัฏฐ์ มงคลนาวิน’ วิเคราะห์แลนด์บริดจ์ แลนด์บริดจ์ถูกชูทางออกภูมิรัฐศาสตร์ ดันไทยเป็นประตูการค้าอินเดีย–ยุโรป แลนด์บริดจ์ไม่ใช่แค่ถนน–ท่าเรือ แต่คือเกมยุทธศาสตร์ เปลี่ยนภาคใต้เป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่

แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน: ยุทธศาสตร์พลิกโฉมประเทศไทยบนรอยต่อแห่งโอกาส?

ในฐานะที่ผมวางตำแหน่งตัวเองเป็น นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม ผมได้ติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการแลนด์บริดจ์อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด สิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่แค่ตัวเลขงบประมาณมหาศาล แต่คือ “เสียงสะท้อนจากหัวใจของคนไทยและพี่น้องในพื้นที่”

 1. Sentiment จากพื้นที่: เสียงส่วนใหญ่ที่สนับสนุน บนความหิวโหยในข้อมูล

จากการรวบรวมข้อมูลล่าสุด รวมถึงผลสำรวจจาก NIDA Poll เกี่ยวกับทัศนคติของคนใต้ต่อโครงการนี้ พบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากครับ คือคนไทยและพี่น้องในพื้นที่ภาคใต้ส่วนใหญ่กว่า 67% ให้การสนับสนุนโครงการนี้ เพราะเขามองเห็น "โอกาส" ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและการจ้างงานในบ้านเกิด

ทว่า ปมปัญหาที่ทำให้เกิดความลังเลไม่ใช่การปฏิเสธการพัฒนา แต่คือ “ความหิวโหยในข้อมูลที่ถูกต้อง”

Awareness vs Understanding: ข้อมูลจาก NIDA Poll ระบุชัดเจนว่าคนส่วนใหญ่ (กว่า 54%) "เคยได้ยิน" ชื่อโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ "ไม่เข้าใจรายละเอียด" ของมันจริงๆ

ความหวังแฝงความกังวล: แม้จะสนับสนุนเพราะหวังผลเศรษฐกิจ แต่ประชาชนยังมีความกังวลสูงในเรื่องผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ, ความคุ้มค่าของงบประมาณ และความโปร่งใส

 2. พลิกโมเดลเศรษฐกิจ: การคาดการณ์รายได้และผลตอบแทนตามระยะเวลา

หัวใจสำคัญที่ผมอยากให้ทุกคนเห็นภาพ คือ "การเติบโตของเม็ดเงิน" ที่จะไหลเข้าสู่ประเทศตามแผนการพัฒนา 4 ระยะ (Phasing Strategy):

ช่วงก่อสร้างและเริ่มต้น (2573 - 2576): จะมีการอัดฉีดเงินลงทุนระยะแรกกว่า 522,844 ล้านบาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานหลักและเปิดท่าเรือฝั่งชุมพรและระนอง

ช่วงขยายตัว (2574 - 2581): จะมีการลงทุนต่อเนื่องรวมกว่า 393,183 ล้านบาท เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและติดตั้งระบบอัตโนมัติ

เป้าหมายผลตอบแทน (ROI):

- โครงการนี้คาดการณ์ว่าจะสร้างการจ้างงานใหม่รวมถึง 280,000 อัตรา

- ช่วยกระตุ้นให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย ร้อยละ 1.5 ต่อปี

- จากการประเมินของ สนข. อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) จะอยู่ที่ ร้อยละ 11 ถึง 17.38

 มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) สูงถึง 3.07 แสนล้านบาท และคาดว่าจะ คืนทุน (Break-even) ได้ภายใน 24 ปี

 3. ภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitics): ทำไมแลนด์บริดจ์จึงเป็นคำตอบ?

โครงการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการคมนาคม แต่มันคือการแก้ปม “The Malacca Dilemma” หรือวิกฤตการณ์ช่องแคบมะละกาที่ทั่วโลกกำลังกังวล

ความแออัดที่รอวันระเบิด: ช่องแคบมะละกามีเรือผ่านกว่า 90,000 ลำต่อปี และจะเกินขีดจำกัดภายในปี 2573

ความมั่นคงทางพลังงาน: จีนนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบมะละกาถึง 80% แลนด์บริดจ์จึงเป็นเส้นทางสำรองยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค

 4. พลิกโมเดลเศรษฐกิจ: จาก “ทางผ่าน” สู่ “เขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEC)”

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผมสนับสนุนโครงการนี้คือแนวคิดการผนวกแลนด์บริดจ์เข้ากับ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)

สร้างฐานการผลิตในพื้นที่: เราจะไม่ยอมให้แลนด์บริดจ์เป็นเพียงทางผ่าน แต่จะดึงอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมเบา และการเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง เข้ามาลงทุน

จุดเริ่มต้นที่ระนอง: เริ่มต้นเฟสแรกที่ท่าเรือน้ำลึกระนอง เพื่อเป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน เชื่อมสู่ตลาดอินเดียและยุโรปได้โดยตรง ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้ทันที

 5. ความท้าทายที่รัฐต้องตอบโจทย์ให้ชัดเจน

แน่นอนว่าความเสี่ยงย่อมมี และรัฐบาลต้องบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ

ปัญหา Double Handling: ภาคเอกชนกังวลว่าการยกสินค้าขึ้น-ลงรถไฟอาจเสียเวลาเพิ่ม 8-9 วัน และมีต้นทุนเพิ่มถึง 200-300 ล้านบาทต่อเที่ยวเรือ รัฐต้องมีคำตอบเชิงเทคนิคที่ชัดเจน

สิทธิของชุมชน: การเวนคืนที่ดินกว่า 1.5 แสนไร่ และการรักษาป่าชายเลนระนองต้องดำเนินการภายใต้มาตรฐาน ESG ระดับสากล

 มุมมองทางยุทธศาสตร์จากผม ณัฏฐ์ มงคลนาวิน

ผมเชื่อมั่นว่าแลนด์บริดจ์คือ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของคนไทยครับ ชัยภูมิที่ตั้งของไทยคือทรัพย์สินที่ล้ำค่าที่สุด และถึงเวลาแล้วที่เราจะใช้มันเพื่อสร้างอนาคตให้คนรุ่นหลัง โดยโครงการนี้เราจะไม่ได้ใช้เพียงงบประมาณของประเทศเราเองในการดำเนินงาน แต่จะเป็นการเปิดรับเงินลงทุนจากบริษัทเอกชนและพันธมิตรจากต่างประเทศที่จะเข้ามาร่วมขับเคลื่อนความสำเร็จนี้

สิ่งที่รัฐบาลต้องทำในตอนนี้ อ้างอิงจากเสียงสะท้อนใน NIDA Poll คือต้องให้ข้อมูลที่ชัดเจน ตอบคำถามที่ค้างคา และทำให้คนในพื้นที่รู้สึกว่าพวกเขาคือ "เจ้าของโครงการ" อย่างแท้จริง เมื่อวันนั้นมาถึง แลนด์บริดจ์จะเป็นสัญลักษณ์แห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยครับ

ณัฏฐ์ มงคลนาวิน

นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม

6 พฤษภาคม 2569

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1299385335625682&id=100066626826372&post_id=100066626826372_1299385335625682&rdid=lS7GW1a0KtYmpin0#

'AAT' ทุ่มหุ่นยนต์!! พลิกเกมเดิมสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะ ลงทุนกว่า 85 ยูนิต Cobots ผลักดัน Smart Factory ท่ามกลางแรงกดดัน ส่งเสริมศักยภาพทีมงานภายใน

Big Move! AAT ทุ่ม Cobots กว่า 85 ยูนิต
พลิกเกมการผลิตสู่ Smart Factory ด้วยพลังคน + เทคโนโลยี

ระยอง, ประเทศไทย – บริษัท Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd. (AAT) เดินหน้ากลยุทธ์ยกระดับการผลิตครั้งสำคัญ ด้วยการลงทุนใน Collaborative Robots (Cobots) มากกว่า 85 ยูนิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุน แรงงาน และความผันผวนของอุตสาหกรรมยานยนต์

การลงทุนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มเครื่องจักร แต่เป็น “จุดเริ่มต้นของการผลิตยุคใหม่” เพื่อยกระดับโรงงานสู่ Smart Factory ที่สามารถตอบโจทย์การผลิตในปัจจุบัน  โดยมุ่งเน้นทั้ง Productivity ที่สูงขึ้น การลดต้นทุนในระยะยาว และความยืดหยุ่นในการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในเฟสล่าสุด AAT ได้ติดตั้ง Cobots จำนวน 22 ยูนิต โดยดำเนินการติดตั้งและพัฒนาระบบโดยทีมงานภายในทั้งหมด สะท้อนถึงศักยภาพขององค์กรในการต่อยอดเทคโนโลยีและสร้างขีดความสามารถจากภายใน (In-house Capability) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อน Digital Transformation อย่างยั่งยืน

บริษัท Applicad Public Company Limited (AppliCAD) มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd. (AAT) ผ่านการนำ Collaborative Robots (Cobots) มากกว่า 85 ยูนิต เข้ามาใช้งานในกระบวนการผลิต
“The only way to go through all this situation is to continue investing in efficiency, in technology to be prepared for these difficult times.”— Silvio Illy, President & CEO, Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd.

"This is not just about the new equipment, but also about the strengthening AAT capabilities for the future, driven by our own talented people."— Silvio Illy, President & CEO, Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd.
"That's why we have a competitive advantage that even our parent companies in other parts of the world don't have."— Silvio Illy, President & CEO, Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd.

"ถ้าเราไม่มั่นใจในทีมงานที่จะติดตั้ง เราก็คงไม่กล้าซื้อหุ่นยนต์ขนาดนี้ เพราะการซื้อคงไม่ยากเท่าการติดตั้ง" — Supot Langsanam, Executive Vice President, Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd.
“ถ้าเราไม่เริ่มจากหนึ่ง เราจะไม่มีวันรู้ว่าตัวเองทำได้มากแค่ไหน” — เพราะการแข่งขันที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องค่าแรง แต่คือความสามารถในการปรับตัวอย่างไม่หยุดยั้ง” — Supot Langsanam, Executive Vice President, Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd.

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ AppliCAD ทำหน้าที่เป็น Strategic Technology Partner ในการร่วมพัฒนา และผลักดันการนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริงในระดับโรงงาน (Industrial Deployment) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

"AAT เป็นบริษัทที่มี Innovation มากๆ และมีวิสัยทัศน์ในการมองภาพการพัฒนาสถานที่ทำงาน รวมถึงมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาพัฒนากระบวนการทำงานอยู่เสมอ"  — Patipat Klampracha, Deputy Director, Applicad Public Company Limited

การลงทุนครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มสำคัญของภาคอุตสาหกรรมการผลิต ที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุค Smart Manufacturing อย่างเต็มรูปแบบ โดยองค์กรที่สามารถผสาน “เทคโนโลยี + ศักยภาพของบุคลากร” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นผู้สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว
ทั้งนี้ การขยายการใช้งาน Cobots ในระดับมากกว่า 85 ยูนิต ถือเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของ AAT ในการวางรากฐานสู่โรงงานแห่งอนาคต (Factory of the Future) และเป็นกรณีศึกษาสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในการปรับตัวสู่ยุคของ Automation และ AI-driven Manufacturing

ติดตามนวัตกรรมจาก AppliCAD และ JAKA Robotics ได้ที่ https://www.applicadthai.com/jaka/

ปริมาณสำรองยืน 113 วัน ตลาดน้ำมันโลกคลายกังวล พลังงานไทยมั่นคง ดีเซลผลิตได้เกินจำหน่าย กองทุนติดลบ 63,469 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ประจำวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

-  สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศระงับปฏิบัติการ "Project Freedom" หรือภารกิจคุ้มกันเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราว โดยระบุถึงความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วยขีปนาวุธและโดรนจากฝ่ายอิหร่านก็ตาม พัฒนาการดังกล่าวทำให้นักลงทุนในตลาดโลกคลายความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน ท่ามกลางความหวังว่าเส้นทางการขนส่งพลังงานที่สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซอาจกลับมาเปิดใช้งานได้และมีน้ำมันไหลเวียนสู่ตลาดอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาวะตึงตัวของตลาดหลังจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องหลายสัปดาห์ จากความหวังเรื่องการคลี่คลายของอุปทานนี้ ส่งผลให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเมื่อวันก่อนหน้าเผชิญแรงเทขายจนร่วงลงอย่างชัดเจน 

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 

6 พฤษภาคม 2569

 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 113 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 28 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 39 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 21 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 4 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 68.70 ล้านลิตร และจำหน่าย 52.64 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

-  ราคาน้ำมันขายปลีกยังคงที่​ โดยดีเซล B7 อยู่ที่ 40.80 บาท และดีเซล B20 ที่ 33.80 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 43.30 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.93 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 36.30 บาท 

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.30 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 45.15 - 88.75 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.80 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย  กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.99 – 120. 04 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,469. 54 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 15.54 ล้านบาท

‘สรรเพชญ’ ดันโลจิสติกส์เหนือ–ใต้ เปิดโต๊ะถกเอกชน 6 ประเทศลุ่มน้ำโขง เชื่อมลุ่มน้ำโขง–BIMSTEC ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการค้า ดันท่าเรือเชียงแสน–เชียงของ–ระนองขึ้นฮับภูมิภาค ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางขนส่งอาเซียน–เอเชียใต้

“สรรเพชญ” หารือภาคเอกชนลุ่มน้ำโขง ดันเชื่อมโลจิสติกส์เหนือ–ใต้ ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการค้าภูมิภาค

วันนี้ (6 พฤษภาคม 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสมาคมการค้าส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจหกประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ณ ห้อง CB407 อาคารรัฐสภา โดยมีนายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าร่วมรับฟัง ได้แก่ นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง นายวิชัย สุดสวาทดิ์ สส.ชุมพร นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ สส.ชุมพร นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ สส.เชียงราย นางมลธิชา ไชยบาล สส.เชียงราย และนายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ สส.เชียงราย พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ อธิบดีกรมเจ้าท่า ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ผู้แทนการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้แทนการท่าเรือแห่งประเทศไทย และกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมประชุม

ที่ประชุมได้หารือในประเด็น “โครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก–BIMSTEC ผ่านประเทศไทย” เพื่อยกระดับบทบาทของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านการค้า การขนส่ง และโลจิสติกส์ เชื่อมโยงจีน กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง อาเซียน และเอเชียใต้

ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนและท่าเรือเชียงของ จังหวัดเชียงราย รวมถึงการยกระดับท่าเรือระนอง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับเรือบรรทุกสินค้าและการขนส่งระหว่างประเทศ ตลอดจนเชื่อมโยงระบบขนส่งทางน้ำ ทางราง และทางถนน ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ภาคเอกชนที่เข้าร่วมการหารือยังได้แสดงความเห็นสนับสนุนแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของรัฐบาล รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเห็นว่า การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและท่าเรือเชิงยุทธศาสตร์ จะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

นายสรรเพชญ กล่าวว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค และจะช่วยเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งของโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น พร้อมทั้งเสนอให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยเร่งศึกษาการยกระดับท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ท่าเรือเชียงของ รวมถึงท่าเรือสำคัญอื่น ๆ ที่มีศักยภาพ เพื่อพัฒนาให้เป็นท่าเรือหลักและศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค รองรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านมาตรฐานการให้บริการ ระบบบริหารจัดการท่าเรือ การเชื่อมโยงกับระบบขนส่งรูปแบบอื่น ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรองรับปริมาณการค้าและการขนส่งที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต

นอกจากนี้ ยังได้ขอให้การรถไฟแห่งประเทศไทยและกรมการขนส่งทางราง ศึกษาและพิจารณาแนวทางการขยายเส้นทางรถไฟจาก ตำบลสะพลี จังหวัดชุมพร เชื่อมต่อไปยังจังหวัดระนอง เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงระบบขนส่งทางรางกับท่าเรือให้ครบวงจร เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการขนส่งสินค้า และเสริมศักยภาพการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามันในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top