Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

มิตรภาพอันยั่งยืน: บันทึกประวัติศาสตร์การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของในหลวงและพระราชินี

ในปีพุทธศักราช 2568 ซึ่งเป็นปีแห่งการฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีน เหตุการณ์ที่ทรงคุณค่าและเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งคือการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง
.
การต้อนรับอันอบอุ่น ณ มหาศาลาประชาชน
การเสด็จฯ เยือนในครั้งนี้เริ่มต้นด้วยพิธีต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่สะท้อนถึงคำกล่าวที่ว่า "ไทย-จีน ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน" การพบปะระหว่างประมุขของทั้งสองประเทศไม่ได้เป็นเพียงภารกิจทางการทูต แต่เป็นการตอกย้ำถึงสายสัมพันธ์ทางสายเลือดและวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกมานานหลายศตวรรษ โดยมีการหารือถึงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และนวัตกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต

สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์: น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” แม่แห่งแผ่นดิน

วันที่ 24 ตุลาคม 2568 นับเป็นความวิปโยคอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้ของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ เมื่อแสงแห่งพระบารมีที่แผ่ไพศาลคุ้มเกล้าชาวไทยมาอย่างยาวนานได้เสด็จคืนสู่สวรรคาลัย การเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของพระราชวงศ์ แต่คือการสูญเสีย “แม่” ผู้เป็นที่รักยิ่งของคนไทยทั้งชาติ

 พระแม่ผู้เคียงข้างพระภูมินทร์

ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภาพที่คุ้นตาชาวไทยคือพระราชกรณียกิจที่ทรงตรากตรำพระวรกายเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปในถิ่นทุรกันดารทั่วทุกตารางนิ้วของแผ่นดินไทย ทรงเป็น “คู่พระบารมี” ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขและทรงเป็นกำลังพระราชหฤทัยสำคัญในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ราษฎร

 ศิลปาชีพ: สายใยแห่งการชุบชีวิตภูมิปัญญา

พระมหากรุณาธิคุณที่โดดเด่นที่สุดประการหนึ่งคือการก่อตั้ง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ทรงเล็งเห็นถึงคุณค่าของงานฝีมือชาวบ้าน โดยเฉพาะ “ผ้าไหมไทย” ที่เกือบจะสูญหายไปตามกาลเวลา ทรงนำความงดงามของผ้าพื้นเมืองไทยสู่เวทีโลก จนกลายเป็นอัตลักษณ์ที่สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ครอบครัวเกษตรกรอย่างยั่งยืน ทรงทำให้ “ผ้าไหม” ไม่ใช่แค่เครื่องนุ่งห่ม แต่คือชีวิตและความภูมิใจของคนไทย

“อนุทิน ชาญวีรกูล” ผงาดนายกฯ คนที่ 32! สภาโหวตท่วมท้นรับภารกิจกู้วิกฤตชาติ

หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้ถูกจารึกใหม่อีกครั้ง เมื่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมากโหวตเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งจากกรณีคลิปเสียงสนทนาที่เป็นประเด็นด้านจริยธรรมและความมั่นคง

การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นไปตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยรัฐสภาได้ร่วมกันพิจารณาและลงมติเลือกผู้ที่เหมาะสมเข้ามาบริหารประเทศในช่วงเวลาที่สำคัญนี้

เจ้อเจียงขยายฐานสกี สกีรีสอร์ตเติบโตในมณฑลเจ้อเจียง ฤดูกาล 24-25 มีนักสกี 26 ล้านคน เจ้อเจียงอันดับ 6 ของจีนใต้ มียอดนักสกีสูงสุดในจีนใต้

(1 ม.ค. 69) กีฬาฤดูหนาวอย่างการเล่นสกีกำลังเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นในมณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของจีน ด้วยรีสอร์ตน้ำแข็งและหิมะหลากหลายทั้งในร่มและกลางแจ้งกระจายอยู่ทั่วภูมิภาค จุดเด่นได้แก่สกีรีสอร์ตว่านซงหลิงในหางโจวและสกีรีสอร์ตผานอันในเมืองจินหัว เป็นต้น

ตามรายงานสมุดปกขาวอุตสาหกรรมสกี ฤดูกาล 2024-2025 มีนักสกีจากทั่วจีนเข้าร่วมรวม 26.05 ล้านคน โดยมณฑลเจ้อเจียงมีจำนวนนักสกี 1.29 ล้านคน อยู่ในอันดับ 6 ของประเทศ และเป็นจังหวัดทางตอนใต้ที่มีผู้เล่นมากที่สุด

ความนิยมที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่นี้สะท้อนถึงการลงทุนและพัฒนาสถานที่กีฬาฤดูหนาว รวมถึงความตื่นตัวของสาธารณะต่อกิจกรรมที่เหมาะกับฤดูที่เปลี่ยนแปลง "สกีรีสอร์ตในมณฑลเจ้อเจียงกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว" ข้อมูลจากสมุดปกขาวระบุ

บรรยากาศด้านกีฬาฤดูหนาวในจีนโดยรวมกำลังเติบโตอย่างชัดเจน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลจีนที่ส่งเสริมกีฬาฤดูหนาวและการท่องเที่ยวเชิงกีฬา เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในภูมิภาค

ที่มา : Xinhua

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ‘แพทองธาร’ พ้นตำแหน่งนายกฯ เซ่นคลิปเสียงคุย ‘ฮุน เซน’ ชี้ขาดจริยธรรมร้ายแรง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 วงการการเมืองไทยสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยครั้งประวัติศาสตร์ สั่งให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซน กับสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและบิดาของฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถูกมองว่าเป็นการเจรจาลับที่กระทบต่ออธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติอย่างร้ายแรง

กรณีดังกล่าว เกิดจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 36 คนยื่นต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีของแพทองธาร ชินวัตร ผู้ถูกร้องสิ้นสุดหรือไม่ เพราะขาดคุณสมบัติไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ ปี2560 โดยเหตุสืบเนื่องมาจากคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซน

1 มกราคม 2484 ไทยลุยปีใหม่สากล จุดเปลี่ยนปฏิทินชาติ วันแรกที่ไทยเลิกขึ้นปีใหม่กลางเมษา วันไทยหันหน้าเข้าหาโลก เลิกนับปีใหม่ที่สงกรานต์มาขึ้นปีใหม่พร้อมสากล

เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2484 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ประเทศไทยประกาศใช้วันปีใหม่ตามปฏิทินสากล ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาปฏิทินแบบ 1 มกราคมกลายเป็นมาตรฐานปีใหม่ราชการและระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านั้น ไทยนับวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีสงกรานต์ประมาณวันที่ 13-15 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของพิธีกรรมที่รวมถึงการทำบุญรดน้ำดำหัวและเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ อย่างชัดเจน แต่หลังปี 2484 ปีใหม่ในเชิงราชการบริหารประเทศและวัฒนธรรมเริ่มแยกกันชัดเจนระหว่าง

ปีใหม่สากลในเดือนมกราคม และปีใหม่ตามประเพณีสงกรานต์ในเดือนเมษายน โดยรัฐบาลยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีนโยบายเร่งให้ประเทศทันสมัยด้วยการออกพระราชกำหนดปีปฏิทิน ผลักดันให้วันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อเชื่อมประสานกับระบบโลก ลดความสับสนในงานราชการและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ปี 2483 ถือเป็นปีที่มีเพียง 9 เดือน เนื่องจากการปรับเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จาก 1 เมษายนเป็น 1 มกราคม ซึ่งส่งผลให้ปีนั้นเริ่มต้นที่ 1 เมษายน และสิ้นสุดที่ 31 ธันวาคม 2483 เท่านั้น จากนั้นเริ่มต้นปีใหม่สากลอย่างเต็มรูปแบบในปี 2484

แม้ว่าการเปลี่ยนวันปีใหม่จะทำให้ไทยซิงค์กับมาตรฐานสากล แต่วัฒนธรรมสงกรานต์ก็ยังคงอยู่ในใจคนไทย โดยวันที่ 13-15 เมษายน กลายเป็นวันปีใหม่เชิงจิตใจ ปีที่เริ่มต้นของครอบครัวและวัฒนธรรมควบคู่กับการขึ้นปีใหม่ทางการในเดือนมกราคมอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ที่มา : https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=1_%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2484

สมรภูมิไทย-กัมพูชา 2568: สดุดี 42 วีรชนผู้พลีชีพปกป้องอธิปไตยจากรอยร้าวสู่เปลวเพลิง

ปี พ.ศ. 2568 กลายเป็นปีที่ประวัติศาสตร์ความมั่นคงไทยต้องจารึกด้วยความเศร้าสลดและความภาคภูมิใจ เมื่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุขึ้นเป็นสงครามเต็มรูปแบบอันมีจุดเริ่มต้นจากการละเมิดสัจจะและกฎหมายสากลอย่างร้ายแรง

ชนวนเหตุแห่งความสูญเสีย: กรกฎาคมที่เลือดอาบแผ่นดิน
วิกฤตการณ์เริ่มต้นขึ้นอย่างอำมหิตในเดือนกรกฎาคม 2568 เมื่อฝ่ายกัมพูชาลักลอบรุกล้ำเส้นเขตแดนเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในพื้นที่ที่ทหารไทยใช้ลาดตระเวนปกติ เหตุการณ์ลอบกัดในครั้งนั้นส่งผลให้ทหารไทยหลายนายต้องประสบชะตากรรมอันน่าสลด สูญเสียขาและกลายเป็นผู้พิการจากการปฏิบัติหน้าที่รักษาแผ่นดินเกิด ไม่เพียงเท่านั้น กัมพูชายังเป็นฝ่ายเปิดฉากระดมยิงอาวุธหนักเข้าใส่ฐานปฏิบัติการและพื้นที่พลเรือนของไทยก่อนอย่างไร้เหตุผล บังคับให้กองทัพไทยต้องยกระดับการตอบโต้เพื่อคุ้มครองอธิปไตย

บิ๊กสุชัย แจงชัด!! ปัดข่าวยื่นอภัยโทษให้ 'มนัส' ไม่ช่วยอภัยโทษ แต่เปิดโอกาส “บิ๊กสุชัย” วอนมนัสใช้บทเรียนชีวิตสอนรุ่นน้อง เรียกร้องเปิดโอกาสให้กลับตัว

(31 ธ.ค. 68) 'บิ๊กสุชัย' ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง หลังมีกระแสข่าวคลาดเคลื่อนว่าเขาได้ยื่นขออภัยโทษให้กับ 'มนัส' อดีตนักกีฬาชื่อดัง โดยยืนยันว่าไม่เคยมีการดำเนินการในเรื่องนี้แต่อย่างใด

'บิ๊กสุชัย' ระบุว่าเขาจำเป็นต้องออกมาแก้ไขความเข้าใจผิดที่ส่งผลกระทบต่อหลายฝ่ายทั้งตัวเอง วงการกีฬา และเยาวชนที่ติดตาม รวมถึงย้ำว่า "การอภัยโทษเป็นกระบวนการตามกฎหมาย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับตนในกรณีนี้"

พร้อมแสดงความห่วงใย โดยกล่าวว่า "ทุกคนเคยผิดพลาดได้ แต่สิ่งสำคัญคือการยอมรับและปรับปรุงตัว หากสามารถกลับมาเป็นแบบอย่างที่ดี ช่วยแนะนำและเตือนสติรุ่นน้อง ไม่ให้เดินซ้ำรอยเดิม ก็ถือว่าเป็นการคืนประโยชน์ให้สังคม"

นอกจากนี้ยังฝากถึงสื่อมวลชนให้ตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเสนอข่าว เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และขอให้สังคมเปิดโอกาสให้ผู้ที่เคยพลาดพลั้งได้พิสูจน์ตัวเองอย่างสร้างสรรค์ในวงการกีฬาไทย

ที่มา : https://www.siamsport.co.th/other-sports/boxing/97239/?tbref=hp

 

สานสัมพันธ์สองอาณาจักรแห่งขุนเขา: บันทึกประวัติศาสตร์การเยือนภูฏานของในหลวงและพระราชินี

ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามของเทือกเขาหิมาลัยและความสงบนิ่งของวัดวาอาราม การเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและงดงามระหว่างสองราชวงศ์ที่ผูกพันกันด้วยหลักพุทธศาสนาและวิถีแห่งความพอเพียง อีกทั้งยังเป็นการเสด็จฯ เยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการในรัชสมัยอีกด้วย
.
เมื่อเครื่องบินพระที่นั่งร่อนลงจอด ณ ท่าอากาศยานพาโร ราชอาณาจักรภูฏาน เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 โดยพระองค์ทรงขับเครื่องบินพระที่นั่ง (Boeing 737-800) ด้วยพระองค์เอง (ทรงเป็นนักบินที่ 1 และสมเด็จพระราชินีทรงเป็นนักบินผู้ช่วย) ภาพความอบอุ่นเริ่มต้นขึ้นจากการถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติโดย สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้งสองอาณาจักรไม่ใช่เพียงเรื่องของการทูตระดับรัฐต่อรัฐ แต่คือความผูกพันดุจพี่น้องและมิตรสหายที่มีมายาวนานตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

รำลึกโศกนาฏกรรม 28 มีนาคม: เมื่อแผ่นดินไหวเมียนมาเปลี่ยนบทเรียนความปลอดภัยไทยไปตลอดกาล

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 13.20 น. ตามเวลาประเทศไทย ที่ดูเหมือนจะเป็นวันทำงานปกติของใครหลายคน แต่สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและกรุงเทพมหานคร วันนั้นได้กลายเป็นบันทึกหน้าเศร้าของประวัติศาสตร์ภัยพิบัติ เมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่ประเทศเมียนมา มีขนาดความรุนแรง 8.2  แมกนิจูด มีจุดศูนย์กลางใกล้เมืองมัณฑะเลย์ ลึกลงไปในใต้ดินประมาณ 10 กิโลเมตร แผ่นดินไหวครั้งนี้มีค่าความรุนแรงตามมาตราเมร์กัลลีอยู่ที่ระดับ X (หายนะ) นับเป็นแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดในประเทศเมียนมานับตั้งแต่ พ.ศ. 2455

แรงสั่นสะเทือนจากรอยเลื่อนสะกาย ซึ่งเป็นรอยเลื่อนสำคัญในภูมิภาค แผ่กระจายไปยังประเทศไทยหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากกว่า 1,000 กิโลเมตร ก็ยังรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้อย่างชัดเจน

 เหตุการณ์อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่ม

เวลาประมาณ 13.25 น. อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (หลังใหม่) ซึ่งมีความสูง 33 ชั้น ตั้งอยู่บริเวณจตุจักร กรุงเทพมหานคร ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง พังถล่มลงมา เหตุการณ์นี้กลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สร้างความสูญเสียอย่างมหาศาล

กรุงเทพมหานครตั้งอยู่บนชั้นดินเหนียวอ่อน ทำให้สามารถขยายคลื่นแผ่นดินไหวให้แรงขึ้นได้อีก 3-4 เท่า ส่งผลให้อาคารสูงเกิดอาการสั่นโยกอย่างรุนแรง แผ่นดินไหวครั้งนี้มีลักษณะคลื่นคาบเวลายาว ซึ่งเมื่อตรงกับคาบเวลาธรรมชาติของอาคารสูง ทำให้เกิดการสั่นพ้อง (Resonance) หรืออาคารสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเป็นพิเศษ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top