Friday, 4 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

กรุงเทพต้องง่ายกว่านี้!! พรรคประชาชนชูแผนคืนคุณภาพชีวิตให้คนเมือง แก้ปัญหาเมืองจากโครงสร้างถึงตรอกซอกซอย ดันกรุงเทพเป็นเมืองของผู้คน ใช้ชีวิตง่ายขึ้นทุกเขตทุกซอย

กรุงเทพง่ายๆ Bangkok made Easy | 4 เสาทีมพรรคประชาชน เพื่อกรุงเทพที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน .
กรุงเทพ คือมหานครชั้นนำของโลกที่รายล้อมไปด้วยความเจริญและความสะดวกสบายเมื่อมองจากภายนอก แต่เมื่อเรามองเข้าไปให้ลึกถึงตรอกซอกซอยต่างๆ เราจะพบความจริงอันน่าเศร้าของปัญหาสารพัดที่ประชาชนในเมืองใหญ่นี้ต้องพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ด้วยขนาด จำนวนประชากร และรายได้ รวมถึงหน่วยการปกครอง งบประมาณ และอำนาจ ที่มากกว่าจังหวัดไหนๆ ในประเทศนี้ กรุงเทพควรที่จะสร้างคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้ให้กับพวกเราทุกคนได้

แต่ความเป็นจริงก็คือโครงสร้างของรัฐปัจจุบันไม่เอื้อให้กรุงเทพมีอำนาจและอิสระที่มากพอในการทำอะไรหลายๆ เรื่องได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่ากรุงเทพ จะทำอะไรไม่ได้เลย เพียงแต่ที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครมาพร้อมเป้าหมายในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของกรุงเทพ

หัวใจของเมืองคือผู้คน หน้าที่ของเมืองคือการสร้างระบบที่โอบอุ้มผู้คนอย่างยั่งยืน และเราเชื่อมั่นว่าเราสามารถสร้าง กรุงเทพ ที่เป็นของผู้คน ดำรงอยู่เพื่อผู้คน ทำให้หลายเรื่องในชีวิตของคน กรุงเทพ ที่เป็นเรื่องยาก กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นได้

วันนี้ พรรคประชาชนพร้อมแล้วที่จะทำให้ "กรุงเทพง่ายๆ" สำหรับทุกคน ด้วยแคนดิเดตผู้ว่าฯ ที่มีวิสัยทัศน์ ด้วยทีมบริหารที่พร้อมทำงานช่วยผู้ว่าครอบคลุมทุกด้าน ด้วยแคนดิเดต ส.ก. ที่พร้อมเคียงข้างผู้คนในทุกเขตไปจนถึงตรอกซอกซอย และด้วยนโยบายที่มีหัวใจอยู่ที่ผู้คน

เพื่อให้กรุงเทพ เป็นเมืองที่มีสวัสดิการที่ดี พร้อมโอบรับในทุกด้านของชีวิตคุณ เป็นเมืองที่จะคืนเวลาให้คุณได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย ไม่ใช่หมดไปกับภารกิจจำเจในชีวิตประจำวัน

นี่คือ 4 เสาหลักของทีมผู้ว่าประชาชน ที่จะทำให้กรุงเทพง่ายขึ้นสำหรับทุกคน เพราะมีแต่พลังของผู้คนเท่านั้น ที่จะออกแบบและสร้างอนาคตของเมืองแห่งนี้ได้ด้วยกัน

ที่มา : พรรคประชาชน - People's Party 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122195411612480817&id=61564424510198&rdid=q2d4UnrRYThRHk2E#

สหรัฐฯ ถอยเกมรบ? ปฏิบัติการ ‘Epic Fury’ กับอิหร่านสิ้นสุดแล้ว ประธานาธิบดีมุ่งสู่สันติภาพและข้อตกลง ผลงานบรรลุเป้าหมายตามแนวทางทรัมป์ ยังรออิหร่านตอบรับข้อเสนอสำคัญ

"ไปกันใหญ่!"

มาร์โก รูบิโอ ยอมรับปฏิบัติการ ‘Operation Epic Fury’ ที่มีต่ออิหร่านสิ้นสุดลงแล้ว โดยอ้างเหตุผล "บรรลุเป้าหมายของปฏิบัติการแล้ว" และไม่ต้องการให้สถานการณ์ขัดแย้งเกิดขึ้นอีก ซึ่งเป็นไปตามเส้นทางแห่งสันติภาพตามที่โดนัล ทรัมป์วางแนวทางไว้

“Operation Epic Fury สิ้นสุดแล้ว เราบรรลุเป้าหมายของปฏิบัติการดังกล่าว” รูบิโอกล่าวกับผู้สื่อข่าว และระบุว่าช่วงการโจมตีของสงครามกับอิหร่านนั้นจบลงแล้ว

ขณะนี้ รูบิโอกล่าวว่า ประธานาธิบดีต้องการเดินหน้าไปสู่การทำข้อตกลงกับอิหร่าน ซึ่งรวมถึงบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ให้กลับมาใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ

“นั่นคือแนวทางที่ประธานาธิบดีต้องการ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ใช่แนวทางที่อิหร่านเลือก” รูบิโอกล่าวเสริม

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1288635783424779/?rdid=i2pT5LFs200Wpc3C#

น้ำมันไทยสำรองพอ 104 วัน!! จับตาวิกฤตฮอร์มุซดันราคาดิบโลกพุ่ง น้ำมันดิบเสี่ยงทะลุ 120 ดอลลาร์ กองทุนน้ำมันติดลบ 6.3 หมื่นล้าน ไทยผลิตดีเซลเกินยอดจำหน่าย แต่กองทุนยังติดลบ

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ประจำวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

-  สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนสูงและได้รับผลกระทบโดยตรงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน โดยประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อตลาดคือความพยายามล่าสุดของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในการเตรียมเข้าคุ้มกันและนำทางเรือสินค้าที่ติดค้างออกจากช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางการเจรจาสันติภาพที่เริ่มมีสัญญาณเชิงบวก อย่างไรก็ตาม การที่เส้นทางขนส่งพลังงานซึ่งคิดเป็น 20% ของอุปทานโลกยังคงถูกปิดกั้น ได้สร้างความกังวลอย่างหนักต่อห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกปิดตลาดและยังคงเคลื่อนไหวในระดับที่สูงมาก โดยข้อมูลล่าสุด ณ 4 พฤษภาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบ Brent เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 114.44 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ระดับ 106.42 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Dubai ทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 102.81 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทั้งนี้ นักวิเคราะห์และสถาบันการเงินชั้นนำประเมินว่า หากความพยายามในการเปิดเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซล่าช้าหรือไม่ประสบผลสำเร็จ อาจเป็นปัจจัยเร่งให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ในระยะสั้น ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 

5 พฤษภาคม 2569

 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 104 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 23 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 39 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 17 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 3 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 74.13 ล้านลิตร และจำหน่าย 55.60 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

-  ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนค่อนข้างสูง

ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีก ดีเซล B7 อยู่ที่ 40.80 บาท และดีเซล B20 ที่ 33.80 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 43.30 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.93 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 36.30 บาท 

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.30 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 45.22 - 88.54 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.80 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย  กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 40.80 – 119.76 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,458.15 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 78.09 ล้านบาท

รัฐบาลเตือนข่าวปลอม!! ดีอี–กรมศิลปากรยืนยันข่าวปลอม รัฐบาลโต้สื่อออนไลน์กัมพูชา ย้ำข่าว “พระบรมมหาราชวังเป็นแหล่งเที่ยวกัมพูชา” ไม่จริง เตือนอย่าแชร์ข้อมูลบิดเบือน

รัฐบาลเตือนข่าวปลอม ยืนยันไม่เป็นความจริง กรณีสื่อกัมพูชาอ้าง "พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับเป็นสถานที่น่าเที่ยวกัมพูชา"

วันนี้ 6 พ.ค. 69   นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคม เพื่อยกระดับสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

โดยในวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 161,352 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,017 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,016 ข้อความ และ Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 20 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 1  เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่น่าเที่ยวในประเทศกัมพูชา

อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง โครงการแลนด์บริดจ์ ต้องให้นักลงทุนต่างชาติเช่าที่ดินระยะยาว 50-99 ปี

อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง วิธีสังเกตผงชูรสแท้ด้วยวิธีเบื้องต้น

อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง กระทรวงการคลัง เปิดเว็บไซต์ใหม่ยื่นชำระภาษี

อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน ทุกโรงน้ำดื่มทั่วประเทศ ต้องจ่ายค่าตรวจน้ำประจำปีเพิ่ม จากปกติ ปีละ 6,900 บาท เป็นปีละไม่เกิน 50,000 บาท

อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง คนไทยกว่า 600 คน กลับประเทศไม่ได้ หลังกัมพูชาไม่เปิดด่านตามที่ตกลง

อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง สนามบินนานาชาติหมู่เกาะพีพี เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม

“สำหรับข่าวปลอม เรื่อง “พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่น่าเที่ยวในประเทศกัมพูชา” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบกับ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” โดยกรณีดังกล่าว เกิดขึ้นจากสื่อออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ว่า พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชา ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ไม่เป็นความจริง และเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่มีลักษณะบิดเบือนผ่านการใช้ภาพและแหล่งอ้างอิงที่ไม่เกี่ยวข้อง ทั้งยังไม่พบแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เพื่อยืนยันการจัดอันดับดังกล่าว โดยเนื้อหาที่ถูกเผยแพร่มีลักษณะนำข้อมูลบางส่วนมาผสมกับภาพที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

นอกจากนี้ การใช้ภาพประกอบแบบรวม (collage) ที่มีทั้ง ภาพนครวัด และภาพพระราชวังที่คล้ายกับพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ถูกใช้เป็นตัวแทนด้านการท่องเที่ยวของประเทศในสื่อสากลอย่างแพร่หลาย ดังนั้นการกล่าวอ้างถึง “พระราชวัง” ในบริบทของกัมพูชา ย่อมหมายถึงสถานที่ภายในประเทศกัมพูชาเอง มิได้เกี่ยวข้องกับพระบรมมหาราชวังของไทย” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

รัฐบาลขอให้ประชาชน ตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.)

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1446993650796301&id=100064570394286&rdid=9HXF3RMghkOt3M0V#

ซื้อคืนรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้าน!! เปิดทางลดค่าโดยสาร แต่รัฐหรือเอกชนได้ประโยชน์กว่ากัน? ใช้งบ 1.4 แสนล้านบาท เปิดทางลดค่าโดยสาร เอกชนได้ขายเสี่ยงน้อย แลกสัญญาจ้างเดินรถ รัฐแบกรับความเสี่ยง ต้องชั่งน้ำหนักดีๆ

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์  ได้กล่าวว่า

ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้าน ใครได้? ใครเสีย?

มีข่าวว่า รัฐจะซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชนผู้รับสัมปทานด้วยวงเงินสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท เพื่อเปิดทางให้ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า และให้รถไฟฟ้าทุกสายทุกสีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

คำถามสำคัญคือ... การตัดสินใจครั้งนี้ “ใครได้” และ “ใครเสีย” กันแน่?

1. จะซื้อคืนสัมปทานสายไหนบ้าง?

ตามข่าวที่ออกมา รัฐมีแนวคิดซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าสายที่เอกชนเป็นผู้ลงทุนหรือร่วมลงทุน และเป็นผู้เก็บรายได้เอง พร้อมรับความเสี่ยงเองทั้งหมด มีทั้งหมด 4 สาย ประกอบด้วยสายสีเขียว (ช่วงหมอชิต-เอกมัย และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน) สายสีน้ำเงิน สายสีเหลือง และสายสีชมพู ด้วยราคาสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท แล้วจะจ้างให้เอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิมเดินรถพร้อมทั้งซ่อมบำรุงรักษา (Operation and Maintenance หรือ O&M) หลังจากซื้อคืนสัมปทานแล้ว รูปแบบการลงทุนจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่รัฐลงทุนเป็นบางส่วนเป็นรัฐลงทุนเองทั้งหมด แล้วจ้างให้เอกชนเดินรถ แต่รัฐเก็บรายได้ทั้งหมด พร้อมกับรับความเสี่ยงเองทั้งหมด เช่นเดียวกับรูปแบบการลงทุนรถไฟฟ้าสายสีม่วง และสายสีแดงในปัจจุบัน

2. วงเงิน 1.4 แสนล้านบาท คิดมาได้อย่างไร?

จนถึงตอนนี้ รัฐยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดการคำนวณ แต่โดยทั่วไปการซื้อคืนสัมปทานมักประเมินจากมูลค่าสินทรัพย์ (เช่น ราง รถไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบตั๋ว) รายได้อื่น (เช่น ค่าโฆษณา ค่าเช่าพื้นที่) และกำไรที่คาดว่าเอกชนจะได้รับตลอดอายุสัญญาที่ยังเหลืออยู่ หากรัฐไม่ซื้อคืนสัมปทาน

3. ใครได้? ใครเสีย?

3.1 ใครได้?

ฝ่ายที่เห็นประโยชน์ชัดที่สุดคือ เอกชนผู้รับสัมปทาน เพราะเมื่อขายคืนสัมปทานแล้ว เอกชนจะไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องจำนวนผู้โดยสารอีกต่อไป โดยเฉพาะสายที่มีผู้โดยสารต่ำกว่าที่คาดไว้ ขณะเดียวกัน ยังมีโอกาสได้รับสัญญาจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงต่อ ทำให้มีรายได้ที่แน่นอนทุกปี

3.2 ใครเสีย?

คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า... หลังลดค่าโดยสารแล้ว ผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นมากพอหรือไม่? หากจำนวนผู้โดยสารเพิ่มไม่มาก รายได้จากค่าโดยสารอาจไม่พอสำหรับค่าซื้อคืนสัมปทาน และค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง สุดท้าย รัฐอาจต้องนำงบประมาณมาชดเชยส่วนต่างต่อเนื่องในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีคำถามเรื่องความสามารถในการบริหาร รฟม.จะสามารถดูแลรถไฟฟ้าทุกสายทุกสีให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มจำนวนผู้โดยสารได้จริงหรือไม่? ที่ผ่านมา รฟม.เคยบริหารเองจริงๆ เพียงสายเดียว คือรถไฟฟ้าสายม่วงเหนือ (ช่วงคลองบางไผ่-เตาปูน) แม้ปัจจุบันจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น แต่ปัจจัยสำคัญก็มาจากการลดค่าโดยสาร ไม่ได้เกิดจากมาตรการเชิงรุกอื่นๆ ในการดึงผู้โดยสาร

ส่วนรถไฟฟ้าสายอื่นในสังกัดของ รฟม. ไม่ว่าจะเป็นสายสีน้ำเงิน สีเหลือง และสีชมพู ล้วนเป็นการบริหารโดยเอกชนผู้รับสัมปทานทั้งสิ้น

4. “ซื้อคืน” หรือ “ไม่ซื้อคืน” แบบไหนดีกว่า?

รัฐควรพิจารณาเปรียบเทียบกรณีซื้อคืน และไม่ซื้อคืน ว่าทางเลือกใดจะใช้เงินน้อยกว่า และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง

กล่าวคือกรณีซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินเป็นรายปีคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันได้ 1.4 แสนล้านบาท (เมื่อรวมดอกเบี้ยจะต้องจ่ายเงินสูงกว่า 1.4 แสนล้านบาท) เปรียบเทียบกับกรณีไม่ซื้อคืน ซึ่งรัฐจะต้องชดเชยรายได้ให้เอกชนหลังจากลดค่าโดยสาร

โดยสรุป ถ้าซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินค่าซื้อคืนเป็นรายปี จ่ายค่าจ้างเดินรถ และแบกรับความเสี่ยงเองทั้งหมด ถ้าไม่ซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินชดเชยตลอดระยะเวลาที่ลดค่าโดยสาร ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถ และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง

คุณคิดว่า ระหว่าง “ซื้อคืน” กับ “ไม่ซื้อคืน” แบบไหนดีกว่ากัน?

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10233133999517257&id=1387533272&rdid=upjTp0vzuboLMHcU#

‘อาจารย์อุ๋ย’ ฟันธง!! ศึกฮอร์มุซไม่ใช่เกมชนะ แต่คือการยื้อเวลาพ่ายแพ้ของ “พญาอินทรีปีกหัก” อาจารย์อุ๋ยชี้สหรัฐฯ ทุ่มกำลังยื้ออิทธิพล ขณะอิหร่านยังคุมแต้มภูมิรัฐศาสตร์

อาจารย์อุ๋ย ฟันธง! ศึกฮอร์มุสล่าสุด แค่เกมยื้อเวลาพ่ายแพ้ของพญาอินทรีปีกหัก !

การขยับเขยื้อนกำลังพลและสรรพาวุธของสหรัฐฯ เข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ในระลอกล่าสุดนี้ หากมองผิวเผินอาจดูเหมือนการสำแดงแสนยานุภาพที่น่าเกรงขามของมหาอํานาจอย่างสหรัฐฯ

แต่ในมุมมองทางยุทธศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ นี่ไม่ใช่ศึกเพื่อชัยชนะเชิงโครงสร้าง แต่เป็นเพียง"การยื้อเวลาความพ่ายแพ้" ของสหรัฐฯ ในสมรภูมิที่ตนเองเริ่มสูญเสียการควบคุมอย่างถาวร ด้วย 5 เหตุผลดังต่อไปนี้ ว่าทำไมอิหร่านยังเหนือกว่า แม้สหรัฐฯ จะทุ่มหมดหน้าตัก

1. ยุทธศาสตร์ "ปลดปล่อย" ที่สายเกินการณ์ และคำถามเรื่องประสิทธิภาพ: 

หากสหรัฐฯ เชื่อว่าตนสามารถ "ปลดปล่อย" (หรือยึดครอง) ช่องแคบฮอร์มุซได้เบ็ดเสร็จจริง ทำไมถึงต้องรอจนถึงตอนนี้? 

การที่สหรัฐฯ ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ทั้งขีปนาวุธร่อน Tomahawk และ JASSM-ER ไปเกือบครึ่งหนึ่งของคลังแสงที่มีอยู่ (Inventory) รวมถึงงบประมาณที่บานปลายกว่า 800,000 ล้านบาท ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือน สะท้อนให้เห็นว่า "อำนาจในการป้องปราม" (Deterrence) ของสหรัฐฯ เสื่อมถอยลงจนต้องใช้ "อำนาจทำลายล้าง" เข้าแลก ซึ่งเป็นการลงทุนที่ขาดทุนย่อยยับในเชิงภูมิรัฐศาสตร์

2. ภูมิศาสตร์ที่ไม่มีวันเปลี่ยน เพราะอิหร่านคือ "เจ้าบ้าน" ตลอดกาล:

ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างในส่วนที่แคบที่สุดเพียง 33 กิโลเมตร อิหร่านครองความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์อย่างสมบูรณ์ ด้วยยุทธวิธี "สงครามไม่สมมาตร" (Asymmetric Warfare) ทั้งทุ่นระเบิดอัจฉริยะ, โดรนพลีชีพ และเรือเร็วโจมตี ต่อให้สหรัฐฯ จะส่งเรือบรรทุกเครื่องบินมากี่ลำ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนความจริงที่ว่า อิหร่านสามารถ "เปิด/ปิดวาล์ว" พลังงานโลกได้ทุกเมื่อที่ต้องการ โดยไม่ต้องใช้ต้นทุนที่สูงเท่าสหรัฐฯ

3. พันธมิตรที่ "เมินเฉย" และความโดดเดี่ยวของทรัมป์:

ความพยายามในการขอความช่วยเหลือจากพันธมิตร NATO และชาติในเอเชียเพื่อร่วมปฏิบัติการคุ้มครองการเดินเรือ กลับได้รับเสียงตอบรับที่เย็นชา ชาติส่วนใหญ่เริ่มตระหนักว่าการกระโจนเข้าสู่สงครามที่ไม่มีวันชนะมีแต่จะสร้างความพินาศทางเศรษฐกิจ การที่สหรัฐฯ ต้อง "ฉายเดี่ยว" (หรือกึ่งเดี่ยว) คือสัญญานชัดเจนว่า ระเบียบโลกขั้วเดียว (Unipolar Moment) ได้จบสิ้นลงแล้ว

4. คะแนนนิยมที่ "ดิ่งเหว" สวนทางกับควันปืน

ในขณะที่ระเบิดถูกทิ้งลงในตะวันออกกลาง คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์กลับร่วงไปอยู่ที่ราว 34% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในวาระการดำรงตำแหน่ง เพราะชาวอเมริกันกำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากภาวะสงคราม 

สงครามครั้งนี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็น "ตัวช่วย" ในการเลือกตั้ง แต่มันคือ "ตัวถ่วง" ที่ทำให้สถานะทางการเมืองของทรัมป์สั่นคลอนอย่างหนัก

5. อำนาจต่อรองของอิหร่านที่ยิ่งรบ ยิ่งแกร่ง:

การที่อิหร่านสามารถยืนระยะต่อสู้กับมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกได้ โดยที่ระบบการควบคุมช่องแคบยังไม่ล่มสลาย ยิ่งเป็นการตอกย้ำ อำนาจต่อรอง (Bargaining Power) ของอิหร่านในเวทีโลก เพราะอิหร่านไม่ได้สู้เพียงเพื่อยึดครองพื้นที่ทางน้ำ แต่สู้เพื่อพิสูจน์ว่า "ระเบียบความมั่นคงในอ่าวเปอร์เซีย ต้องถูกกำหนดโดยคนในภูมิภาค" ไม่ใช่คนต่างแดนจากซีกโลกตะวันตก

บทสรุป:

การเปิดศึกครั้งนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนเกม (Game Changer) แต่เป็นเพียง "ฉากสุดท้าย" ของความพยายามรักษาอิทธิพลที่กำลังจางหาย สหรัฐฯ กำลังสูญเสียทั้งอาวุธ งบประมาณ และพันธมิตร ในขณะที่อิหร่านยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้คุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกเช่นเดิม 

นี่คือภาพสะท้อนของความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่เน้นแต่การใช้กำลัง แต่ขาดความเข้าใจในรากฐานของอำนาจที่แท้จริง

โดย: ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) 

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

https://www.facebook.com/share/p/18PMYKtFWu/?mibextid=wwXIfr

“เบทาโกร” อัปเกรดอาหารสัตว์ ยกระดับสูตรพรีเมียมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ผสานโภชนาการครบถ้วนเพื่อสุขภาพดี เสริมภูมิคุ้มกันนวัตกรรม 3X Biotics ราคาจับต้องง่าย ดีไซน์ทันสมัยโดนใจ

เบทาโกรยกระดับผู้นำอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม 

ปรับสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่ เติมเต็มโภชนาการเพื่อเพื่อนรักสี่ขา

กรุงเทพฯ – 30 เมษายน 2569 – บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ “BTG” บริษัทอาหารครบวงจรชั้นนำของไทย เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งพอร์ตสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง เปิดตัวผลิตภัณฑ์สูตรอัปเกรดใหม่ ครอบคลุมทั้งกลุ่มพรีเมียมและสแตนดาร์ด ภายใต้แบรนด์ Perfecta และ DOG n joy ตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์คุณภาพที่ให้ความสำคัญด้านคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยงที่ดีแบบครบวงจร ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรักสัตว์ยุคใหม่

Perfecta แบรนด์อาหารสุนัขและแมวระดับพรีเมียม ยกระดับการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงสู่มาตรฐาน Human Grade เทียบเท่าอาหารคน พร้อมนำเสนอสูตร Wellness ใหม่ แบบ All-in-1 ที่ผสานแนวคิด Healthy, Beauty และ Safety ไว้อย่างลงตัว โดยพัฒนาร่วมกับนักโภชนาการและสัตวแพทย์ชั้นนำ Healthy ด้วยเนื้อไก่สดคุณภาพมาตรฐานเบทาโกร ผ่านกระบวนการความร้อนชั้นเดียวเพื่อคงคุณค่าสารอาหาร เสริมซูเปอร์ฟู้ด 6 สี ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ พร้อม 3X Biotics (Pre, Pro, Post Biotics) เสริมสร้างสมดุลลำไส้ เพิ่มวิตามินและแร่ธาตุจากเดิม 1.5 เท่า ตามมาตรฐาน AAFCO Beauty ด้วยน้ำมันปลาแซลมอนที่มี Omega 3 & 6 บำรุงผิวหนังและขนสวยเงางาม Safety ปลอดภัยด้วยสูตรปราศจากกลูเตน ข้าวโพด ข้าวสาลี สีสังเคราะห์ สารกันบูด และผลพลอยได้จากสัตว์ ครบจบในสูตรเดียว มั่นใจได้ถึงการใส่ใจคุณภาพตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนของสัตว์เลี้ยงแสนรัก

ด้านแบรนด์ DOG n joy ผลิตภัณฑ์อาหารสุนัขระดับมาตรฐาน อัปเกรดสูตรใหม่เช่นกันเพื่อตอบโจทย์น้องหมาสายแอกทีฟ ให้พร้อมลุยทุกกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ ชูจุดเด่นด้วยวัตถุดิบหลักเนื้อสัตว์แท้เป็นอันดับ 1 และใช้เนื้อสัตว์ชนิดเดียว (Single Animal Protein) ช่วยให้ย่อยง่าย ลดอาการแพ้ ผนวก 3 พลังเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง เสริมซินไบโอติกส์ช่วยปรับสมดุลลำไส้และระบบขับถ่าย ขมิ้นชันที่ช่วยลดการระคายเคือง พร้อมวิตามินและแร่ธาตุจำเป็น 23 ชนิดที่ช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง

โดยทั้งผลิตภัณฑ์ Perfecta และ DOG n joy สูตรอัปเกรดใหม่นี้ ยังมาพร้อมดีไซน์บรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยและโดนใจผู้เลี้ยงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังผ่านการทดสอบความอร่อยจากศูนย์นวัตกรรมสัตว์เลี้ยงของเบทาโกร เพื่อให้น้องหมาและน้องแมวทานได้อย่างเอร็ดอร่อย มั่นใจได้ในคุณค่าสารอาหาร โซเดียมต่ำ และราคาที่เข้าถึงได้ง่าย 

นายสมชาญ ศุภปีติพร ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยง บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการดูแลและใส่ใจสัตว์เลี้ยงมากขึ้น โดยเฉพาะการเลือกอาหารคุณภาพที่ช่วยเสริมสุขภาพที่ดีและอายุที่ยืนยาว สะท้อนถึงสถานะของสัตว์เลี้ยงได้ถูกยกระดับให้เป็นสมาชิกสำคัญของครอบครัว และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในปัจจุบัน เบทาโกรจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบรับความต้องการของผู้เลี้ยงยุคใหม่ และตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้นำตลาดด้านอาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพ และโภชนาการที่เชื่อถือได้”

กลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยงของเบทาโกรผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงที่รวมถึงขนมขบเคี้ยวสำหรับสุนัขและแมว ภายใต้แบรนด์ Perfecta, DOG n joy, CAT n joy และ BingoStar โดยจำหน่ายผ่านช่องทางต่าง ๆ อาทิ ร้านค้าปลีกจำหน่ายอาหารสัตว์ โรงพยาบาลสัตว์และคลินิกสัตวแพทย์ ห้างสรรพสินค้า และแพลตฟอร์มออนไลน์

ฟังให้ลึกก่อนตัดสิน!! แนวคิดองค์กรยุคใหม่ ลด Blind Spot เพิ่มคุณค่าร่วมทุกฝ่าย ยกระดับบริการเข้าใจลูกค้า สร้างความปลอดภัยทางความคิด

เมื่อ “การฟังที่ดี” ช่วยทั้งคนทำงาน ลูกค้าและสังคม

ในวันที่โลกการทำงานต้องเผชิญความซับซ้อนรอบด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจที่ผันผวน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว ไปจนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่คาดเดาได้ยากขึ้น “การตัดสินใจที่ดี” ขององค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า องค์กรสามารถ เข้าถึงข้อมูลที่แท้จริง ได้มากเพียงใด และหนึ่งในข้อมูลที่ทรงพลังที่สุดกลับเป็นข้อมูลที่…ไม่เคยถูกพูดออกมา

หนึ่งในความท้าทายสำคัญขององค์กรไทยในวันนี้ คือ “ข้อมูลที่ไม่เคยถูกพูดออกมา” จากคนทำงานหน้างาน ซึ่งมักเกิดจากวัฒนธรรมการทำงานที่รีบตัดสิน จนทำให้พนักงานลังเลที่จะแสดงความคิดเห็นหรือสะท้อนความเสี่ยง แนวคิด “We listen, but we don’t judge” จึงไม่ใช่เพียงกระแสในโลกออนไลน์ แต่สะท้อนโจทย์เชิงโครงสร้างขององค์กรยุคใหม่ ที่ต้องสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยทางความคิด” (Psychological Safety) เพื่อให้ทุกเสียงมีโอกาสถูกได้ยิน ก่อนที่ปัญหาจะขยายตัว

การฟัง: กลไกสำคัญของธุรกิจ ไม่ใช่แค่ Soft Skill
สำหรับ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนโดยการใช้ Coaching มองว่า “การฟัง” ซึ่งเป็นหัวใจของการ Coaching ไม่ใช่เพียงทักษะด้านบุคคล แต่เป็น Business Enabler ที่เชื่อมโยงกับคุณภาพการตัดสินใจและประสิทธิภาพองค์กรโดยตรง แนวทางนี้ช่วยให้องค์กรสามารถลดต้นทุนจากความผิดพลาดซ้ำซ้อน เพิ่มความคล่องตัว และยกระดับประสบการณ์ลูกค้าได้ในระยะยาว ซึ่งการฟังถูกนำมาใช้ใน 3 ระดับสำคัญ คือ

ระดับทีม: เปิดพื้นที่ให้พนักงานสะท้อนปัญหาและความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้น
ระดับองค์กร: เชื่อมข้อมูลจากหลายมุมมอง เพื่อลด Blind Spot ในการตัดสินใจ
ระดับลูกค้า: เข้าใจความต้องการที่แท้จริง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์ 

เมื่อการฟังสร้างคุณค่าร่วมของทุกฝ่าย (Shared Value)

วัฒนธรรมการฟังที่ดี ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะภายในองค์กร แต่ส่งผลเชิงบวกต่อผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้าง “พนักงาน” มีพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น ลดความเครียด และเพิ่มคุณภาพการทำงาน “องค์กร” เห็นปัญหาเร็ว ตัดสินใจแม่นยำ ลดความสูญเสียจากความผิดพลาด “ลูกค้า” ได้รับบริการที่เข้าใจความต้องการจริง ไม่ใช่การคาดเดา “สังคม” ได้องค์กรที่โปร่งใส รับฟัง และเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ ตามแนวคิด ESG ในมิติ Social

เริ่มต้นจากพฤติกรรมเล็กๆ ที่เปลี่ยนทั้งองค์กร
การสร้างวัฒนธรรม “ฟังโดยไม่ตัดสิน” สามารถเริ่มได้ทันทีในชีวิตการทำงานประจำวัน สำหรับผู้นำเปลี่ยนคำถามจาก “ใครผิด” เป็น “เกิดอะไรขึ้น” ฟังให้ครบก่อนสรุป และแยกปัญหาคนออกจากปัญหาระบบ ใช้การตั้งคำถามเพื่อเปิดมุมมอง แทนการรีบให้คำตอบ สำหรับพนักงาน กล้าสะท้อนเมื่อไม่เข้าใจหรือเห็นความเสี่ยง ไม่ปล่อยให้ปัญหาเล็กสะสมจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ รับผิดชอบต่อสิ่งที่สื่อสาร เพื่อให้การฟังนำไปสู่การแก้ไขจริง

“We listen, but we don’t judge” จึงไม่ใช่เพียงประโยคที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ แต่เป็นหลักคิดที่องค์กรสามารถนำมาใช้ เพื่อยกระดับทั้งคุณภาพการทำงาน การตัดสินใจ และความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เพราะในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรที่ฟังได้ลึกกว่า มักสร้างคุณค่าได้มากกว่า ทั้งต่อคนทำงาน ลูกค้า และสังคมในระยะยาว

The BESTS เปิดตัวเพลง แรปเปอร์หนุ่มสายเมโลดิกเรปร่วมงาน feat. SIMON และ 2Ectasy ถ่ายทอดเรื่องรักสาวชุดนักศึกษา พร้อมบีท Trap ฟังง่ายติดหู

การเงินมีปัญหา? ใส่ชุดนักศึกษามาหา The BESTS
ซิงเกิลล่าสุด “ชุดนักศึกษา (ft. SIMON & 2Ectasy)”

“ชุดนักศึกษา (ft. SIMON & 2Ectasy)” ผลงานใหม่ล่าสุดจาก The BESTS แรปเปอร์หนุ่มขวัญใจ Gen Z เป็นเพลงแนว Melodic Rap ที่ผสมผสานความเท่และความละมุนได้อย่างลงตัว ถ่ายทอดเรื่องราวของความคลั่งรักที่มีต่อสาวในชุดนักศึกษา ผ่านท่อนแร็ปที่สะท้อนไลฟ์สไตล์แบบ Young & Rich เต็มไปด้วยความมั่นใจและความพร้อมจะเปย์แบบไม่มีกั๊กดนตรีมาในบีท Trap ฟังสบาย แฝงกลิ่นอายโรแมนติกและความ

ขี้เล่น จนกลายเป็นเพลงที่ฟังง่ายและติดหู
จุดเริ่มต้นของเพลงมาจากไอเดียสนุกๆ ของ The BESTS ที่หยิบภาพสาวๆ ในชุดนักศึกษามาเป็นแรงบันดาลใจ ก่อนจะต่อยอดเป็นมุมมองความคลั่งรักแบบ “พร้อมเปย์” ที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างมีสไตล์ โดยได้ SIMON เพื่อนซี้จากกลุ่ม DIEOUT มาร่วมเติมสีสันให้เพลงนี้ และเพิ่มอีกหนึ่งความพิเศษด้วยการชวน “2Ectasy” มาร่วม featuring ซึ่งนับเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกของทั้งคู่ โดยนอกจากจะมีส่วนร่วมในการเขียนเนื้อร้องและถ่ายทอดพาร์ตของตัวเองแล้ว 2Ectasy ยังรับหน้าที่ดูแลในขั้นตอน Mix Master อีกด้วย

ในด้าน Visualizer เพลงนี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งก้าวใหม่ของ The BESTS กับการทดลองนำเสนอ Lyric Video ในสไตล์เฉพาะตัวอีกด้วย
รับฟังเพลง “ชุดนักศึกษา (ft. SIMON & 2Ectasy)” จาก The BESTS ได้แล้ววันนี้ทุกช่องทางสตรีมมิ่ง พร้อมรับชม Visualizer ได้ทาง YouTube ช่อง The BESTS
https://youtu.be/1tWLJSuxaK4?si=W4uBZMt9-ob5lAXp

ผนึกกำลังแก้วิกฤตพลังงาน!! จากปัญหาต้นทุนสู่โจทย์ความมั่นคงพลังงาน วุฒิสภาเปิดเวทีฟังเสียงเอกชน–โลจิสติกส์–เอสเอ็มอี ถกทางออกวิกฤตพลังงานไทย ลดแรงกดดันต้นทุนธุรกิจ

วุฒิสภาเปิดโต๊ะกลม "ไขวิกฤตพลังงานไทย" ผนึกกำลังภาคีรัฐ-เอกชน หาทางรอดต้นทุนพุ่ง

กรุงเทพฯ– เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ณ วุฒิสภาได้จัดเวทีเสวนาครั้งสำคัญ “วุฒิสภา...ไขปัญหาวิกฤตพลังงานไทย” เพื่อระดมความเห็นจากทุกภาคส่วนในการหาทางออกวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การรวมตัวครั้งสำคัญของผู้นำนโยบายและภาคเศรษฐกิจ
งานเสวนาเริ่มต้นอย่างเป็นทางการโดยได้รับเกียรติจาก นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานกล่าวเปิดการอภิปราย และ นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา กล่าวต้อนรับคณะตัวแทนจากสมาคมนำเข้าสินค้าไทย และสมาคมการค้าส่งเสริมการส่งออกและการลงทุน (กสสท.)

โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานหลักเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างคับคั่ง ดังนี้:
นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน
นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ดร. คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PEIT)
นายจิระเดช ห้วยหงษ์ทอง นายกสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย
ดร. สุนทร ผจญ นายกสมาคมขนส่งสินค้านำเข้า–ส่งออก
ดร. ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย
*นายเมธวิน อังคทะวานิช ผู้อำนวยการอภิปราย (ช่วงบ่าย)

พร้อมด้วยตัวแทนจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.), คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.), ภาควิชาการ และผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง

เจาะลึกปมปัญหาและข้อเสนอแนะ
ประเด็นหลักในการเสวนามุ่งเน้นไปที่ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น และความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจส่งออกและโลจิสติกส์ โดยที่ประชุมได้เสนอแนวทางแก้ไขเบื้องต้น อาทิ:
การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
การเร่งส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
การกำหนดนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถวางแผนธุรกิจได้อย่างแม่นยำ

มิติใหม่แห่งความร่วมมือ
บรรยากาศการเสวนาเป็นไปอย่างเปิดกว้างและสร้างสรรค์ นอกจากนี้ คณะผู้เข้าร่วมยังได้รับเกียรติเข้าร่วมรับฟังการประชุมในห้องวุฒิสภา ซึ่งมีการถ่ายทอดสดในบางช่วงเวลา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของวุฒิสภาในการเป็นเวทีกลางเพื่อเชื่อมโยงปัญหาของภาคประชาชนและเอกชน สู่การแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

ที่มา : https://peita.org/th/news/147216-050569


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top