Thursday, 3 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

แต่งตั้ง วีระศักดิ์-กอบศักดิ์-ปิติ-อาร์ม เป็นที่ปรึกษา ‘ศุภจี’ รองนายกฯ หวังบริหารราชการเรียบร้อย เกิดผลดีต่อประเทศ เดินหน้าขับเคลื่อนงานพาณิชย์–เศรษฐกิจ เสริมกลไกขับเคลื่อนงานรองนายกรัฐมนตรีและกระทรวงพาณิชย์

จากรายงานคำสั่งรองนายกรัฐมนตรี ที่ ๒ /๒๕๖๙ เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ณ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๙  ระบุว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นางศุภจี สุธรรรมพันธุ์ เป็นรองนายกรัฐนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตามประกาศวันที่ ๓๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ นั้นเพื่อให้การบริหารราชการในความรับผิดชอบของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์)ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย บังเกิดผลดีแก่ทางราชการ จึงแต่งตั้งที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ดังนี้

๑. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๒.นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๓.รองศาสตราจารย์ ปิติ ศรีแสงนาม ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๔.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาร์ม ตั้งนิรันดร ที่ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๕. นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๖. นายยรรยง ไทยเจริญ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๗. นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๘.นายอนันต์ ลาภสุขสถิต ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๙. นางสาวอาจารี ตราชูกุล ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๑๐.นางสาวอนัญญา แก้วนิล ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๑๑.นายอดิศร์ หะริณสุต ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

๑๒.นายนนทกร โรจน์อุ่นวงศ์ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

เพื่อให้คำปรึกษา เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่าง ๆ และติดตามการปฏิบัติราชการ

ของหน่วยงานภายใต้บังคับบัญชาและกำกับของรองนายกรัฐมนตรีให้บรรลุผลสัมฤทธิ์และเป็นไป

อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสนับหนุนการกิจของรองนายกรู้มนตรีตานที่ได้รับมอบหมาย

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ

คนรุ่นใหม่เริ่มต้าน AI ? จุดกระแสเดือด AI สะดุดกลางพิธีรับปริญญา กศึกษาจบใหม่เริ่มส่งเสียงค้าน หลังเทคโนโลยีล้ำเส้นชีวิตจริง หวั่นอนาคตถูกแทนที่โดยเครื่องจักร

นักศึกษามหาวิทยาลัยแสดงความไม่พอใจอย่างมาก หลังจากมหาวิทยาลัยเลือกที่จะใช้ AI ในการขานชื่อผู้เข้ารับปริญญาตามลำดับ แต่ระบบทำงานผิดพลาดขานชื่อผิด แถมยังไม่ยอมให้ทำการรับปริญญาใหม่

นับเป็นประสบการณ์ที่แย่มากๆ สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะถูกแทนที่ด้วย AI?

ในขณะที่อีกงาน อดีต CEO ของ Google Eric Schmidt ได้ไปกล่าวสุนทรพจน์และรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาวิทยาศาสตร์ ที่ University of Arizona แต่กลับถูกเด็กโห่ทุกครั้ง เมื่อพูดถึงคำว่า Artificial Intelligence แสดงความไม่พอใจ  จนถึงจุดหนึ่งที่เขาถึงกับต้องบอกนักศึกษาว่า "Would you let me make this point please?" นับเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นว่า นักศึกษาจบใหม่มีปฏิกิริยาแบบนี้ แสดงให้เห็นว่า เริ่มมีความไม่พอใจเกี่ยวกับ AI อย่างจริงจัง

ที่มา :

https://www.facebook.com/706831750/posts/10162369351666751/?rdid=II2DNLNRn1IHxPS2#

https://x.com/BTnewsroom/status/2056408582560621031

จีนเปิดเกมสันติภาพ!! เมื่อมังกรกับพญาอินทรีต้องอยู่ร่วมโลก ‘สีจิ้นผิง’ เสนอ ‘เคารพกัน อยู่ร่วมกัน ร่วมมือกัน’ อ้างภูมิปัญญาโบราณ หนุนสัมพันธ์สร้างสรรค์กับสหรัฐฯ

สีจิ้นผิงอ้างอิงปรัชญาความสามัคคี ส่งเสริม 'จีน-สหรัฐฯ' ดำรงอยู่ร่วมกัน

ปักกิ่ง, 18 พ.ค. (ซินหัว) -- หอสักการะฟ้าเทียนถาน อายุมากกว่า 600 ปี ณ ใจกลางกรุงปักกิ่งของจีน ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อเกี่ยวกับความกลมกลืนระหว่างฟ้ากับดินมาแต่โบราณ ได้ต้อนรับสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) โดยสีจิ้นผิงอธิบายให้ทรัมป์ฟังว่าผู้ปกครองจีนในยุคโบราณจัดพิธีกรรมระดับรัฐที่นี่เพื่อขอให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง สังคมสมัครสมานสามัคคี และสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเก็บเกี่ยวพืชผลได้อุดมสมบูรณ์

หอสักการะฟ้าเทียนถานเป็นสัญลักษณ์ของปรัชญาจีนโบราณ "เหอเหอ" ซึ่งหมายถึงสันติภาพ ความสามัคคี และการดำรงอยู่ร่วมกัน ขณะที่สีจิ้นผิงมักกล่าวถึงวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมให้บรรดาผู้นำชาวต่างชาติได้รู้จัก ซึ่งตอกย้ำการให้คุณค่ากับมรดกทางวัฒนธรรมของจีนอย่างลึกซึ้ง โดยสีจิ้นผิงมองว่าปรัชญา "เหอเหอ" เป็นหนึ่งในแก่นแท้ของวัฒนธรรมอันโดดเด่นที่บรรพบุรุษชาวจีนสร้างสรรค์ขึ้นมา และถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์และมีเสถียรภาพในอนาคตข้างหน้า

ค่านิยมแห่งสันติภาพ

หอสักการะฟ้าเทียนถานนั้นประกอบด้วย 3 ตำหนักหลัก ได้แก่ ตำหนักไท่เหอ ตำหนักจงเหอ และตำหนักเป่าเหอ ซึ่งต่างมีตัวอักษรภาษาจีน "เหอ" อยู่ในชื่อ สะท้อนความปรารถนาสันติภาพและความสามัคคีที่มีมานานของประชาชนชาวจีน โดยทรัมป์ที่ยืนอยู่กับสีจิ้นผิงข้างในหอสักการะฟ้าเทียนถานเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) กล่าวชมสถานที่แห่งนี้ว่ายิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์ มีความวิจิตรบรรจงทางศิลปะของสถาปัตยกรรมจีนโบราณและความรุ่มรวยของวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สีจิ้นผิงได้ดำเนินพันธกิจทางการทูตโดยอาศัยภูมิปัญญาโบราณของจีนมาสื่อสารความมุ่งมั่นสู่สันติภาพของจีน โดยสันติภาพถือเป็นค่านิยมหลักที่หยั่งรากลึกอยู่ในอารยธรรมจีน สีจิ้นผิงเคยกล่าวว่าสันติภาพ ความปรองดอง และความสามัคคีเป็นแนวคิดที่ชนชาติจีนยึดมั่นและสืบสานมานานกว่า 5,000 ปี และชนชาติจีนไม่ได้มีนิสัยก้าวร้าวหรือชอบครอบงำผู้อื่นอยู่ในสายเลือด

ตอนเริ่มต้นหารือกับทรัมป์ที่อาคารมหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) สีจิ้นผิงตั้งคำถามว่าจีนและสหรัฐฯ จะสามารถก้าวข้ามกับดักทูซิดิดีส (Thucydides Trap) และสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหญ่ได้หรือไม่ พร้อมเสริมว่าจีนและสหรัฐฯ จะได้รับผลประโยชน์หากร่วมมือกัน แต่จะสูญเสียผลประโยชน์หากเผชิญหน้ากัน ดังนั้นทั้งสองประเทศควรเป็นหุ้นส่วนมากกว่าคู่แข่งกัน

บางโอกาสสีจิ้นผิงยังใช้ภูมิปัญญาจากตำราจีนโบราณในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เพื่อเน้นย้ำมุมมองของสีจิ้นผิงต่อความรอบคอบในการทำสงครามสู้รบ โดยเมื่อปี 2018 ขณะหารือกับเจมส์ แมตทิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ในตอนนั้น ณ กรุงปักกิ่ง สีจิ้นผิงอ้างอิงคำพังเพยจีนที่ว่าผู้เชี่ยวชาญการทหารที่แท้จริงไม่ได้อยากใช้วิธีการทางทหารมาแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ โลกจับตามองการพบปะหารือของสีจิ้นผิงและทรัมป์อย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าทั้งสองประเทศใหญ่จะสามารถค้นหาวิถีทางที่ถูกต้องในการก้าวสู่การดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้หรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่มีนัยยะลึกซึ้งต่อสันติภาพและเสถียรภาพของโลก โดยประธานาธิบดีทั้งสองเห็นพ้องกับวิสัยทัศน์ใหม่ของความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีความสำคัญมากที่สุดในโลก นั่นคือการสร้าง "ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์" ซึ่งเป็นการบรรลุฉันทามติทางการเมืองที่มีความสำคัญมากที่สุดระหว่างการประชุมสุดยอดครั้งนี้

ความแข็งแกร่งส่วนรวม

สีจิ้นผิงมองว่า "สรรพสิ่งทั้งหลายอาจเติบโตเคียงข้างกันโดยไม่เบียดเบียนกันและเส้นทางที่แตกต่างกันอาจอยู่คู่ขนานกันโดยไม่แทรกแซงกัน" โดยสีจิ้นผิงเคยหยิบยกสุภาษิตจีนโบราณนี้มาสื่อสารว่าความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นเมื่อประเทศต่างๆ แสวงหาผลประโยชน์ส่วนรวม ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ และมีส่วนร่วมในความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน ซึ่งความร่วมมือจีน-สหรัฐฯ นั้นยังมีโอกาสรออยู่มากมาย ทั้งสองฝ่ายสามารถช่วยส่งเสริมความสำเร็จซึ่งกันและกัน รวมถึงสร้างผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

ณ งานเลี้ยงต้อนรับทรัมป์ที่อาคารมหาศาลาประชาชนเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) สีจิ้นผิงกล่าวว่าหากมองย้อนดูความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่ผ่านมา กุญแจสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์นี้เดินหน้าอย่างมั่นคงคือการเคารพซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ต่อจากนั้นเมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) สีจิ้นผิงกล่าวกับทรัมป์ระหว่างการพบปะแบบจำกัดวงที่เรือนรับรองจงหนานไห่ในกรุงปักกิ่งว่าขณะทรัมป์หวังให้สหรัฐฯ กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง สีจิ้นผิงมุ่งมั่นนำพาประชาชนชาวจีนก้าวสู่การฟื้นฟูชาติ

สำหรับปี 2026 เป็นจุดเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของจีน ขณะเดียวกันสหรัฐฯ เตรียมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปี การก่อตั้งประเทศ โดยท่ามกลางบริบทของการเปลี่ยนแปลงระดับโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลายฝ่ายต่างคาดหวังว่าจีนและสหรัฐฯ จะทำงานร่วมกันเพื่อรับมือกับความท้าทายเร่งด่วนระดับโลก

เมื่อปี 2024 ขณะพบปะกับแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในตอนนั้น ณ กรุงปักกิ่ง สีจิ้นผิงหยิบยกอีกหนึ่งแนวคิดจากปรัชญาจีนโบราณที่ว่า "ลงเรือลำเดียวกันแล้วควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน" โดยสีจิ้นผิงกล่าวว่าผู้อยู่อาศัยบนโลกใบเดียวกันควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่มีใครหรือประเทศใดสามารถแยกตัวโดดเดี่ยวจากความท้าท้ายที่กำลังเผชิญร่วมกันได้ หนทางเดียวในการก้าวต่อไปคือความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนปรองดอง

การประชุมสุดยอดระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ครั้งล่าสุดนี้ ทั้งสองฝ่ายแสดงความพร้อมดำเนินการแลกเปลี่ยนด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น ทั้งการทูต การทหาร เศรษฐกิจ การค้า สาธารณสุข การเกษตร การท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและระหว่างประชาชน และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเพิ่มแรงกระตุ้นใหม่สู่ปฏิสัมพันธ์ของสองประเทศในอนาคต

สีจิ้นผิงกล่าวว่าประชาชนของจีนและสหรัฐฯ ต่างเป็นประชาชนที่ยอดเยี่ยม โดยการฟื้นฟูชนชาติจีนที่ยิ่งใหญ่และการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งนั้นสามารถดำเนินควบคู่กันไปได้ ทั้งสองฝ่ายสามารถช่วยเหลือกันและกันเพื่อบรรลุผลสำเร็จและเดินหน้าความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งโลก

ที่มา : Xinhua

ธนาคารใหญ่ขึ้น แต่เศรษฐกิจจริงอาจเล็กลง? เปิดคำถามควบรวม KTB–ttb กับอนาคตเครดิตไทย แก้ถูกจุดหรือซ้ำเติมเศรษฐกิจ ไทยต้องเพิ่มการแข่งขันการเงิน ไม่ใช่เร่งควบรวมธนาคาร

จากกระแสข่าวที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอแนวคิดการควบรวมระหว่าง Krung Thai Bank และ ttb bank ผมเห็นว่าเป็นประเด็นที่ควรถูกพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน และอาจส่งผลกระทบต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

สิ่งสำคัญคือ ปัจจุบันระบบธนาคารไทยเองก็มีระดับการแข่งขันที่ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่มีระบบการเงินเปิดและมีผู้เล่นหลากหลายกว่า การควบรวมเพิ่มเติมอาจยิ่งเพิ่มการกระจุกตัวของภาคการเงิน และลดแรงจูงใจในการแข่งขันทั้งด้านอัตราดอกเบี้ย นวัตกรรมทางการเงิน และการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจรายเล็ก

ในทางเศรษฐศาสตร์ ประเทศที่มีจำนวนธนาคารและสถาบันการเงินน้อย หรือมีลักษณะ Banking Oligopoly สูง มักเผชิญปัญหาสำคัญหลายประการ ได้แก่

1. Spread ระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้สูง

   เมื่อการแข่งขันต่ำ ธนาคารมักไม่มีแรงกดดันมากพอในการแข่งขันด้านราคา ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME สูงกว่าที่ควรจะเป็น

2. การส่งผ่านนโยบายการเงินจากธนาคารกลางทำได้ช้าลง

   แม้ธนาคารกลางจะลดดอกเบี้ยนโยบาย แต่ธนาคารพาณิชย์อาจไม่ได้ส่งผ่านต้นทุนทางการเงินที่ลดลงไปยังผู้กู้ได้เต็มที่ ทำให้ Monetary Transmission Mechanism มีประสิทธิภาพลดลง

3. Credit Creation และ Money Creation เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ

   เมื่อระบบการเงินมีการแข่งขันต่ำ ธนาคารมักเลือกปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าความเสี่ยงต่ำและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ขณะที่ SME และธุรกิจใหม่เข้าถึงเครดิตได้ยาก ส่งผลให้การลงทุนใหม่ การจ้างงาน และ GDP Growth ชะลอตัวในระยะยาว

คำถามสำคัญคือ เหตุใดเศรษฐกิจไทยจึงเติบโตต่ำต่อเนื่อง แม้ประเทศไทยจะมีระบบ Payment Infrastructure ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ทั้ง PromptPay, QR Payment และ Mobile Banking

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ “สภาพคล่อง” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “การสร้างและการส่งผ่านเครดิต” (Credit Creation & Credit Transmission) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจสมัยใหม่

เศรษฐกิจยุคปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเงินสดเพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วย “เครดิต” ผ่านระบบธนาคารและสถาบันการเงิน เมื่อธนาคารปล่อยสินเชื่อ จะเกิดเงินฝากใหม่ เกิดการลงทุนใหม่ การจ้างงานใหม่ และนำไปสู่ GDP ที่ขยายตัวในที่สุด ดังนั้น ความสามารถในการสร้างเครดิตของระบบการเงิน จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศ

งานศึกษาของ OECD เรื่อง “Post-Crisis Changes in Banking and Corporate Landscapes: The Case of Thailand” ชี้ให้เห็นว่า หลังวิกฤตปี 1997 ระบบธนาคารไทยมีแนวโน้มระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่มีแนวโน้มเลือกปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าความเสี่ยงต่ำและกลุ่มทุนขนาดใหญ่เป็นหลัก

ขณะเดียวกัน งานวิจัยของ Thammasat Review เรื่อง “Synergizing Economic Growth and Financial Stability: The Role of Banking Institutional Setup in Thailand” ยังระบุว่า ระบบธนาคารไทยเริ่มมีลักษณะ “Detached from the Real Economy” กล่าวคือ สภาพคล่องยังอยู่ในระบบ แต่เครดิตกลับไม่ได้ไหลเข้าสู่เศรษฐกิจจริงอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะภาค SME และธุรกิจใหม่

กรณีศึกษาจากต่างประเทศก็สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน ญี่ปุ่นหลังฟองสบู่แตกในช่วงทศวรรษ 1990 แม้ธนาคารจะมีสภาพคล่องสูงและดอกเบี้ยใกล้ศูนย์ แต่เศรษฐกิจกลับเติบโตต่ำเป็นเวลานาน เนื่องจากธนาคารไม่กล้าปล่อยสินเชื่อใหม่ เกิดภาวะ “Broken Credit Transmission Mechanism” หรือกลไกการส่งผ่านเครดิตสู่เศรษฐกิจจริงอ่อนแรง

ในทางกลับกัน สหรัฐอเมริกามีระบบการเงินที่หลากหลายกว่า ทั้ง Regional Banks, Venture Capital, Capital Market และ Fintech ทำให้การเข้าถึงทุนของธุรกิจใหม่และ Startup มีความยืดหยุ่นสูงกว่า แม้ระบบจะมีความผันผวนมากกว่า แต่ก็ช่วยสนับสนุน Innovation และ GDP Growth ได้ดีกว่าในระยะยาว

ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญ อาจไม่ใช่การทำให้ธนาคารมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่คือการเพิ่ม “Financial Deepening” ของระบบเศรษฐกิจ ผ่านการแข่งขันทางการเงิน การเปิดทางให้ Virtual Bank, Digital Lending, Fintech และระบบ Credit Scoring สมัยใหม่ เพื่อให้เครดิตสามารถไหลเข้าสู่ SME และเศรษฐกิจจริงได้มากขึ้น

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเทศที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่ประเทศที่มีเพียงธนาคารขนาดใหญ่ แต่คือประเทศที่ระบบการเงินสามารถสร้างและกระจายเครดิตไปยังเศรษฐกิจจริงได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

ดร.พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์

อดีตเลขา รัฐมนตรีพาณิชย์

สปิริตหายที่แยกอโศก!! โศกนาฏกรรมแยกอโศก ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ แต่คือวิกฤตจริยธรรมทางการเมือง 8 ชีวิต สังเวยระบบล้มเหลว แต่รัฐมนตรีคมนาคมยังไร้เงารับผิดชอบ

“สปิริตที่หายไปที่แยกอโศก” : เมื่อความตาย 8 ศพ ยังไม่เพียงพอให้รัฐมนตรีคมนาคมแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง

โศกนาฏกรรมรถไฟพุ่งชนรถโดยสารสาธารณะบริเวณแยกอโศก จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 8 ราย มิใช่เพียง “อุบัติเหตุเฉพาะหน้า” ที่จะผลักภาระทั้งหมดไปยังพนักงานขับรถหรือเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเท่านั้น หากแต่สะท้อนถึง “ความล้มเหลวเชิงระบบ” ของการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยสาธารณะภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในรัฐประชาธิปไตยที่ยึดมั่นในหลัก “ความรับผิดชอบทางการเมือง” (Political Accountability) ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงมิอาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้เพียงเพราะตนมิใช่ผู้กระทำโดยตรง เพราะหน้าที่สำคัญที่สุดของรัฐคือการปกป้องชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน

การลาออกในลักษณะนี้ มิใช่การยอมรับผิดทางอาญา หากแต่เป็น “ความรับผิดชอบเชิงศีลธรรมและการเมือง” ต่อความล้มเหลวของระบบที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของตนเอง ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่อารยประเทศใช้รักษาความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อรัฐบาล

ประวัติศาสตร์การเมืองโลกมีตัวอย่างชัดเจนหลายกรณี

ญี่ปุ่น : อุบัติเหตุรถไฟฟุกุจิยามะตกราง (เมษายน 2005)

เหตุรถไฟสายฟุกุจิยามะของ JR West พุ่งตกรางชนอาคารที่พักอาศัย จนมีผู้เสียชีวิต 107 ราย นำไปสู่การลาออกของผู้บริหารระดับสูงของบริษัท JR West และก่อให้เกิดแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนักต่อหน่วยงานกำกับดูแลด้านคมนาคมของญี่ปุ่น

สิ่งสำคัญในกรณีนี้ไม่ใช่เพียงการค้นหาว่า “ใครเป็นผู้กระทำผิด” แต่คือการที่ทั้งองค์กรและภาครัฐต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อความบกพร่องของระบบความปลอดภัยสาธารณะ

เกาหลีใต้ : โศกนาฏกรรมเรือเซวอลอับปาง (เมษายน 2014)

ความล้มเหลวของระบบกู้ภัยและการกำกับมาตรฐานความปลอดภัยทางทะเล จนนำไปสู่การเสียชีวิตของประชาชนกว่า 300 คน ทำให้นายกรัฐมนตรี ชุง ฮง-วอน ประกาศลาออกภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์หลังเกิดเหตุ

แม้ไม่ได้เป็นผู้ทำให้เรืออับปางด้วยตนเอง แต่รัฐบาลเกาหลีใต้ตระหนักว่า ความสูญเสียระดับชาติย่อมต้องมี “ผู้รับผิดชอบทางการเมือง” และผู้นำรัฐบาลไม่อาจเพิกเฉยต่อความล้มเหลวของรัฐได้

ลัตเวีย : เหตุหลังคาซูเปอร์มาร์เก็ตถล่มในกรุงรีกา (พฤศจิกายน 2013)

เมื่ออาคารพาณิชย์ในกรุงรีกาถล่มจนมีผู้เสียชีวิต 54 ราย นายกรัฐมนตรี วัลดิส โดมโบรฟสกิส ตัดสินใจลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองต่อความล้มเหลวด้านมาตรฐานความปลอดภัยและการกำกับดูแลของรัฐ

ภายใต้ระบบรัฐสภาของลัตเวีย การลาออกของนายกรัฐมนตรีส่งผลให้รัฐบาลทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามกลไกทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่า รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยพื้นฐานของประชาชน

กรณีศึกษาทั้งสามประเทศสะท้อนหลักการร่วมกันว่า ในรัฐที่ยังคงยึดมั่นใน “จริยธรรมทางการเมือง” ตำแหน่งรัฐมนตรีมิใช่เกราะกำบังจากความล้มเหลวของระบบ แต่คือภาระหน้าที่ที่ต้องพร้อมรับผลทางการเมืองเมื่อประชาชนสูญเสียชีวิตจากความบกพร่องของรัฐ

ดังนั้น คำถามสำคัญต่อสังคมไทยวันนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครเป็นผู้ขับรถ” หากแต่คือ “ใครต้องรับผิดชอบต่อระบบที่ล้มเหลว”

หากโศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตประชาชนถึง 8 คนกลางเมืองหลวง ยังไม่เพียงพอให้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงคมนาคมแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ประเทศไทยก็อาจกำลังเผชิญวิกฤตที่ใหญ่กว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ นั่นคือ “วิกฤตของจริยธรรมทางการเมือง” และการเสื่อมถอยของหลักความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของประชาชนไม่ควรถูกทำให้เป็นเพียง “สถิติข่าวอาชญากรรมรายวัน” หากแต่ต้องมีคุณค่ามากพอที่จะทำให้ผู้มีอำนาจรู้สึกว่าตนเองจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นในสังคมที่ตนบริหารอยู่

ด้วยความปรารถนาดี

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ / สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1BHoTDVs5X/?mibextid=wwXIfr

ภาพจาก : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_10247746

หนีตกงานหวังเข้าไทย!! ทัพเรือเข้มชายแดนจันทบุรี สกัดแรงงานกัมพูชาลอบเข้าไทยผิดกฎหมาย ทัพเรือรวบ 6 กัมพูชา ลอบข้ามแดนจันทบุรี อ้างตกงาน-เศรษฐกิจฝืด หวังเข้าไทยหางาน

'จับรายวัน' กองทัพเรือเข้มชายแดนจันทบุรี สกัดแรงงานกัมพูชาลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ยังคงเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน ซุ่มเฝ้าตรวจ และสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้ (18 พฤษภาคม 2569) เวลา 16.00 น. กปช.จต. โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี กองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 521 จับกุมชาวกัมพูชาจำนวน 6 ราย พร้อมสัมภาระ เป็นชาย 2 ราย หญิง 1 ราย และเยาวชน 3 ราย โดยทั้งหมดไม่มีเอกสารการเดินทางเข้าราชอาณาจักร จากการสอบสวนเบื้องต้น ชาวกัมพูชาทั้งหมดให้การว่า เดินทางมาจากพื้นที่จังหวัดบันเตียเมียนเจย และจังหวัดกำปงจาม ประเทศกัมพูชา โดยประสบปัญหาเศรษฐกิจและตกงาน จึงตัดสินใจลักลอบเข้ามาในประเทศไทยเพื่อหางานทำในพื้นที่ตอนใน เช่น จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดขอนแก่น ผ่านขบวนการนายหน้าลักลอบข้ามแดน โดยเสียค่าใช้จ่ายคนละ 8,000 บาท ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและควบคุมตัวไว้ได้

โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบันยังคงมีขบวนการลักลอบขนคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่อาศัยช่องทางธรรมชาติตามแนวชายแดนในการเคลื่อนย้ายบุคคลเข้าออกประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับปัญหาการใช้แรงงานผิดกฎหมาย เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ และกิจกรรมผิดกฎหมายข้ามชาติในพื้นที่ชายแดน

กองทัพเรือยืนยันว่าจะยังคงบูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดน การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมย้ำว่าการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน และปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อย่างเคร่งครัด

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

‘เมอร์ซ’ เตือนลูกอย่าไปอเมริกา!! นายกฯ เยอรมนีลั่น ไม่แนะนำลูกเรียน-ทำงานสหรัฐฯ อเมริกาไม่ใช่ดินแดนแห่งโอกาสเหมือนเดิม เตือนคนรุ่นใหม่ เชื่อมั่นอนาคตในประเทศตัวเอง ชี้สังคมสหรัฐฯ เปลี่ยนหนัก งานหายาก แม้คนเก่งก็ไม่รอด

นายกรัฐมนตรีเยอรมนีได้แนะนำลูกชายของเธอไม่ให้ไปศึกษาหรือทำงานในสหรัฐอเมริกา

นายฟรีดริช เมอร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า สภาพแวดล้อมทางสังคมในสหรัฐอเมริกากำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง และแม้แต่ผู้ที่มีคุณสมบัติสูงก็ยังหางานทำได้ยาก

เมอร์ซกล่าวถ้อยแถลงดังกล่าวในการประชุมเยาวชนคาทอลิกที่เมืองเวือร์ซบูร์กเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม

“ผมจะไม่แนะนำให้ลูกๆ ไปเรียนและทำงานที่อเมริกา เพราะสภาพสังคมที่นั่นเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่คนที่มีความรู้ความสามารถดีที่สุดในอเมริกาก็ยังหางานทำได้ยากมาก” เขากล่าว

แต่ในทางกลับกัน นายเมอร์ซได้กระตุ้นให้ชาวเยอรมัน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศชาติของตน

นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเน้นย้ำว่า "ผมเชื่อว่ามีเพียงไม่กี่ประเทศใน โลก ที่มอบโอกาสที่ดีมากมายเท่ากับเยอรมนี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนหนุ่มสาว" พร้อมทั้งแนะนำประชาชนอย่าตกอยู่ใน "ความคิดในแง่ร้าย" เมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในปัจจุบัน

คำกล่าวเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดมากขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรในยุโรปภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับนโยบายการค้า สงครามในยูเครน และล่าสุดคือความขัดแย้งในอิหร่าน กำลังสร้างแรงกดดันต่อพันธมิตรนาโตมากขึ้นเรื่อยๆ

ความตึงเครียดระหว่างเบอร์ลินและวอชิงตันทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อเมอร์ซวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ อย่างเปิดเผย โดยกล่าวว่าสหรัฐฯ กำลังถูก "ดูหมิ่น" ในความขัดแย้งกับอิหร่าน

คำกล่าวนี้สร้างความไม่พอใจให้กับทรัมป์ในทันที และเขาตอบโต้ด้วยการประกาศถอนทหารสหรัฐบางส่วนที่ประจำการอยู่ในเยอรมนี และเพิ่มภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นการโจมตีโดยตรงต่อหนึ่งในจุดแข็ง ทางเศรษฐกิจ หลักของเยอรมนี

อย่างไรก็ตาม เมอร์ซยืนยันว่าเขายังคงมีความประทับใจที่ดีต่ออเมริกา “ผมชื่นชมอเมริกามาก” เขากล่าวกับผู้ชม แต่แล้วท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือ เขาก็เสริมว่า “ความชื่นชมนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นอีกต่อไปแล้ว”

นายเมอร์ซเข้ารับตำแหน่งในปี 2025 และก่อนหน้านี้เคยกล่าวว่าตนเองเป็นผู้สนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และสหรัฐอเมริกาอย่างแข็งขัน อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ที่นายทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง ผู้นำเยอรมนีก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเบอร์ลินอย่างเปิดเผยมากขึ้น

ฮา เดา

ที่มา: https://tuoitre.vn/thu-tuong-duc-khuyen-con-khong-nen-sang-my-hoc-tap-lam-viec-20260516092302962.htm

‘ปูติน’ เยือนจีน!! เปิดฉากความร่วมมือรอบด้าน รัสเซีย–จีน ยกระดับสัมพันธ์ไร้ขีดจำกัด ‘ปูติน’ ชูความไว้ใจ ความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน ชี้ศักยภาพความร่วมมือยังไร้ขีดจำกัด

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในฐานะส่วนหนึ่งของความพยายามร่วมกันเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์รอบด้านระหว่างสองประเทศ และปลดล็อกศักยภาพที่แทบไร้ขีดจำกัดของความร่วมมือรัสเซีย–จีน

ปูตินกล่าวว่า “ปัจจุบัน ความสัมพันธ์รัสเซีย–จีนได้ก้าวขึ้นสู่ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนอย่างแท้จริง ลักษณะพิเศษของความสัมพันธ์นี้สะท้อนผ่านบรรยากาศแห่งความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความมุ่งมั่นในการดำเนินความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันและเป็นธรรม การเจรจาด้วยความเคารพ และการสนับสนุนซึ่งกันและกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หลักของทั้งสองประเทศ รวมถึงการปกป้องอธิปไตยและเอกภาพแห่งรัฐ”

ประธานาธิบดีรัสเซียย้ำว่า “การค้าระหว่างรัสเซียกับจีนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้ทะลุระดับ 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปนานแล้ว ขณะที่การชำระเงินระหว่างกันในปัจจุบันดำเนินการเกือบทั้งหมดด้วยสกุลเงินรูเบิลและหยวน”

รัสเซียมีความสนใจที่จะทำให้ประชาชนของจีนและรัสเซียใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมความเข้าใจซึ่งกันและกัน และเปิดรับสิ่งดีงามจากขนบธรรมเนียมและมรดกทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของทั้งสองประเทศ
ปูตินกล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยเหตุนี้ เราจึงยินดีต่อการริเริ่มระบบยกเว้นวีซ่าระหว่างกันของสองประเทศ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกต่อการแลกเปลี่ยนทางธุรกิจและการท่องเที่ยว รวมถึงเปิดโอกาสใหม่ ๆ สำหรับการสื่อสารและการติดต่อระหว่างประชาชนรัสเซียและจีน”

เขายังเน้นย้ำว่า รัสเซียและจีนสนับสนุนความร่วมมือเชิงรุกผ่านองค์การสหประชาชาติ องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ กลุ่ม BRICS และกลไกพหุภาคีอื่น ๆ โดยมีส่วนสำคัญในการแก้ไขความท้าทายเร่งด่วนทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค

ที่มา : Sputnik

ห้องเรียนหรือสนามปลุกปั่น? เปิดคำถามใหญ่ต่อบทบาทอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เมื่อรั้วมหาวิทยาลัยไม่ใช่พื้นที่ปัญญา แต่ถูกครหาเป็นแหล่งเพาะความเกลียดชัง สังคมไทยต้องจับตาขบวนการชี้นำเยาวชนเกลียดสถาบัน

เมื่อมหาวิทยาลัยของประเทศไทย
กลายเป็น “โรงงานล้างสมองนักศึกษา” ให้เกลียดชังสถาบัน

ประเทศไทยเดินทางมาถึงในวันที่คนที่ได้ชื่อว่าเป็น “แม่พิมพ์ของชาติ” มีหน้าที่คอย “หล่อหลอม” ให้นักศึกษาเป็นเด็กดี มีจริยธรรม และเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม กลายมาเป็น “อาจารย์ชั่ว” คอยหลอกเด็กที่อ่อนต่อโลกให้เกลียดชังสถาบันกษัตริย์

มหาวิทยาลัยควรเป็นเบ้าหลอมทางสติปัญญา เป็นสถานที่สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม และมีความกตัญญูรู้คุณต่อ “แผ่นดินแม่” ที่ให้ที่ซุกหัวนอน แต่ในปัจจุบัน “ภาพความศักดิ์สิทธิ์” เหล่านี้กำลังถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง เมื่ออาจารย์บางกลุ่มฝักใฝ่ “ลัทธิชังชาติ” รวมถึงการรู้เห็นเป็นใจจาก "อธิการบดีเลว" ร่วมมือกัน “เปลี่ยนห้องเรียน” ให้กลายเป็น “สนามเพาะพันธุ์ความเกลียดชัง” และเปลี่ยนมหาวิทยาลัยที่ดีงามให้กลายเป็น “โรงงานล้างสมองเยาวชน”

ความน่าละอายที่สุดคือการที่คนเป็น "ครู" แต่กลับไร้สิ้นซึ่งจรรยาบรรณ ใช้ความเป็นผู้รู้ ชี้นำและปลุกปั่น รวมไปถึงการข่มขู่ “เด็กบริสุทธิ์” ให้เห็นคล้อยไปกับ “อุดมการณ์บาป” หนำซ้ำยังยัดเยียดข้อมูลที่บิดเบือน ปลูกฝังความเกลียดชังต่อสถาบันหลักของชาติอันเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยมาอย่างยาวนาน

อาจารย์ชั่วกับอธิการบดีเลวจำนวนหนึ่ง นอกจากแอบร่วมมือกับ “พรรคการเมืองสามกีบ” ยังรับเงินจากชาติตะวันตก เพื่อมาทำลายรากเหง้าของความเป็นไทย เพียงเพื่อตอบสนองตัณหาทางการเมือง และอัตตาที่สุดแสนจะวิปลาสของตัวเอง

ผลลัพธ์จาก “อาจารย์หัวใจชั่ว” ตกไปอยู่กับเด็กมหาวิทยาลัยที่กลายเป็นเหยื่อ พวกเขาถูกหล่อหลอมให้มองความกตัญญูเป็นเรื่องล้าหลัง มองวัฒนธรรมอันดีงามเป็นสิ่งต้องห้าม และมองการแสดงความเคารพสถาบันเป็นโลกของคนขี้แพ้ เด็กหลายคนได้กลายเป็นคนก้าวร้าว หลงผิดคิดว่าการด่าทอสถาบันคือความ "เท่" และ "ฉลาด" โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองกำลังตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนกลุ่มหนึ่งที่เนรคุณต่อสถาบัน และอาจจะต้องถูกดำเนินคดีในมาตรา ๑๑๒ ตามมา

ถ้าครูที่โกงวิชาการคือคนบาป ครูที่โกงรากเหง้าของเด็ก ก็คืออาชญากรทางวัฒนธรรม

สังคมไทยต้องตื่นรู้ และต้องไม่ยอมทนต่อขบวนการบ่อนทำลายอนาคตของชาติ ต้องทวงคืนมหาวิทยาลัยกลับมาเป็นพื้นที่แห่งปัญญา ไม่ใช่พื้นที่ของ “คนหนักแผ่นดิน” อีกต่อไป  

ถ้าระดับผู้บริหารของแต่ละหาวิทยาลัยยังไร้น้ำยา และเหล่าอาจารย์ชังสถาบันยังไร้สำนึก อนาคตของชาติก็คงต้องพังทลายลงด้วยน้ำมือของคนที่เรียกตัวเองว่า "แม่พิมพ์สารเลว"


แจ็ค รัสเซล

‘สีจิ้นผิง’ เตรียมเยือนสหรัฐฯ !! ฤดูใบไม้ร่วงนี้ ตามคำเชิญ ‘ทรัมป์’ หลังประชุมปักกิ่งจบด้วยสัญญาณบวก เดินหน้าสานต่อสัมพันธ์ จีน–สหรัฐฯ หวังสร้างผลลัพธ์ใหม่สองมหาอำนาจ

สีจิ้นผิงเตรียมเยือนสหรัฐฯ ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ตามคำเชิญจากทรัมป์

เมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) หวังอี้ นักการทูตระดับสูงของจีน เปิดเผยว่าสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จะเดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้ตามคำเชิญจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเยือนจีนอย่างเป็นทางการในวันที่ 13-15 พ.ค. ที่ผ่านมา

หวังเปิดเผยเรื่องดังกล่าวขณะแถลงข่าวเกี่ยวกับการพบปะหารือระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ที่เพิ่งเสร็จสิ้นในกรุงปักกิ่ง โดยหวังเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปฏิสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้นำสองประเทศ บ่มเพาะบรรยากาศที่เกื้อหนุน และสร้างผลลัพธ์เพิ่มขึ้น

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top