Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

‘น็อต’ ไม่สนดราม่า ไอโอ (io) พาทัวร์ลง ด้าน ‘ภูมิ’ พรรครักชาติ ดอดให้กำลังใจ ชื่นชมพี่น็อต ที่กล้าออกมาปกป้อง สถาบันหลักของชาติ 

(กรุงเทพฯ) หลังจากที่เคย ออกมา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นของ น็อต วรฤทธิ์ เฟื่องอารมณ์  ล่าสุด วันนี้ (27 มกราคม 2569) เวลา 13:30 น. นายภูมิ สวัสดี (ไมเคิล) ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 21 เบอร์ 6 พรรครักชาติ เดินทางไปยังร้านลูกโต้งชลวัว ซอย บางนา-ตราด 23 แขวงบางนาเหนือ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร  เพื่อให้กำลังใจนายวรฤทธิ์ เฟื่องอารมย์ (น็อต) ดารา และพิธีกรรายการโทรทัศน์ หลังเจอกระแสดราม่าจากกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคการเมืองหนึ่ง ที่เข้ามาคอมเมนต์เสียหายทางหน้าโซเชียลมีเดียส่วนตัว ลุกลามไปจนถึงการรีวิวร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น ”ลูกโต้งชลวัว” ของน็อต-วรฤทธิ์ ในเชิงลบ 

โดยนายภูมิ ย้ำว่า ต้องการเข้ามาให้กำลังใจ และสนับสนุนสิ่งที่ทำ แม้จะต้องเจอกับกระแสเชิงลบในโลกออนไลน์ก็ตาม 

“ผมอยากขอเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่รักชาติ อยากจะบอกพี่ว่า สู้ต่อไปนะครับ มันไม่ค่อยมีคนที่อยู่ในสื่อ แล้วออกมาสื่อสารอย่างมีจุดยืนแบบที่พี่ทำ เพราะทำแล้วจะโดน IO ลงจนเสียงานเสียการแบบนี้ ทำให้คนกลัวกัน และขอสนับสนุนให้พี่ทำต่อไป เพื่อเป็นตัวอย่างให้ทุกคนเห็นว่ามันไม่ส่งผลกระทบอะไรขนาดนั้น และอยากให้พี่ทราบว่า พี่ไม่ได้ยืนคนเดียว ยังมีพวกเราอีกมากที่เห็นด้วย และพร้อมสนับสนุนพี่” นายภูมิ กล่าว

‘น้าเน็ก’ เผย มีลูก 2 คนแล้ว! ไม่เปิดเพราะไม่อยากให้ใครไปยุ่งกับลูก ไม่แคร์สายตาคนมองป๋าพาเด็กมาเที่ยวแต่เรื่องจริงคือลูก

หลังถูกพุ่งเป้าเป็นพิธีกรดังเปย์เมียน้อยปีละล้าน ในรายการ  Lesson B ทางช่องยูทูป ได้ตัดคำสัมภาษณ์บางช่วงบางตอน ของ “น้าเน็ก เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา” เป็นบทสนทนาที่ยังไม่ได้ถูกตัดต่อออกอากาศ โดยน้าเน็กยอมรับว่าตนเองมีลูกแล้ว 2 คน ไม่ได้แอบซ่อนแต่อยากให้พื้นที่ลูกได้เติบโตด้วยตัวเอง ไม่มีคำห้อยท้ายชื่อว่าลูกน้าเน็ก ซึ่งน้าเน็กเล่าว่าตัวเองใช้ชีวิตกับลูกตามปกติพาลูกไปไหนมาไหนด้วยกัน จนบางครั้งสายตาคนที่พบเห็นก็คิดว่าตนเป็นป๋าควงเด็ก ซึ่งตนไม่ได้แคร์

“ผมมีลูกแล้วนะครับ แต่ผมจะไม่พูดเรื่องนี้อย่างจริงจัง เหตุผลเพราะผมไม่อยากให้ใครไปยุ่งกับลูกผม และผมก็ไม่อยากให้เขาต้องเติบโตมาแล้วถูกลามตัดสินไปว่าลูกนี่น้าเน็ก เพราะถ้าเขาทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ด้วยตัวเขา เขาจะเป็นแค่เพราะมึงเป็นลูกน้าเน็ก แต่ถ้าเขาผิดพลาดเขาจะถูกกระทืบหนักด้วยคำว่าอุตส่าห์เป็นลูกน้าเน็ก ผมไม่อยากให้เขาต้องมาแบกภาระการที่เขาต้องเป็นลูกใคร

ผมไม่อยากให้คนไปยุ่งกับลูกผม โอเคผมหย่าร้าง ผมก็ดูแลเขาอย่างดี เมื่อไม่นานมานี้ 18 มกราคม ผมไปงานรับปริญญาลูกผม ผมเข้าใจความรู้สึกของพ่อแม่ที่เห็นลูกเรียนจบนะครับ ลูกผมคนเล็กเพิ่งเรียบจบปริญญาตรี ผมมีลูก 2 คน ซึ่งคนรอบข้างใกล้ชิดผม เพื่อนลูกที่โรงเรียนผมตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย ก็รู้ว่าเขาคือลูกผม ผมไม่ได้หลบซ่อนปิดบัง แต่ผมไม่ได้เอาลูกมาแห่ออกสื่อชี้ชัดๆ ว่านี่คือลูกผม ผมไม่อยากให้เขาต้องโดนตีตราว่าเป็นลูกใคร

เพราะลูกคนมีชื่อเสียงทุกคนเหนื่อยกับการแบกชื่อเสียงของพ่อแม่ เท่านั้นเอง คนก็พยายามจะไปตัดสินอีกว่า ก็มึงเป็นลูกคนดัง มึงต้องรับภาระหน้าที่นี้ ตัวผมไม่เชื่อหลักนี้ ผมรู้สึกว่ามันแยกกันได้ ข้อดีเดียวของการเป็นลูกผมคือทำให้ผมมีเงินส่งเสียเลี้ยงดูเขา ซึ่งไม่ต้องเป็นลูกคนดังก็ได้ ลูกใครก็สามารถเลี้ยงลูกเขาได้ทั้งนั้น เขาไม่มีความจำเป็นจะต้องมาแบกภาระ ผมย้ำอีกทีถ้าเขาดีเขาก็เป็นแค่ลูกน้าเน็ก แต่ถ้าเขาไม่ดีเขาก็จะเป็นแค่อุตส่าห์เป็นลูกน้าเน็ก ผมรู้สึกว่าเขาต้องไปมีชีวิตของเขาเอง

ซึ่งทั้งคู่ขอบคุณผม เขาเข้าใจ เขาไปฝึกงาน เขาไปไหนทำอะไร เขาชอบที่ไม่ต้องมีการปูพรม ต้องมีอภิสิทธิ์ เขาได้รับการเรียกชื่อด้วยชื่อของเขา เขาไม่ต้องมีคำห้อยท้ายชื่อของเขาว่าลูกน้าเน็ก

ผมเลี้ยงเขาเหมือนที่ผมได้รับการเลี้ยงมา คืออะไรก็ได้เริ่มต้นจากเขา ขอให้เขาได้เป็นเขาในแบบที่เขาเป็นจริงๆ ถ้ารู้สึกว่าเขาไม่เสีย ผมไม่ซ่อม ถ้าเขาไม่ได้ต้องการคำสั่งสอน ผมไม่สอน หากเขาต้องการคำแนะนำเขาจะรู้ว่าเขามีผมอยู่เสมอ เอาลูกเป็นศูนย์กลาง อยากเรียนอะไร อยากจะทำอะไรได้ทั้งนั้น ซัปพอร์ตเต็มที่”มองเป็นเรื่องขบขันและไม่แคร์หากใครเห็นตนเดินกับลูกๆ แล้วแล้วคิดว่าตนควงเด็ก

ปชป.กทม. เดินหน้าโค้งสุดท้าย “เนเน่–อีฟ–เกม–โจ” นำทัพสตรีทรัน จารึกเลข 27 กลางกรุง ตอกย้ำจุดยืน “เทาไม่ใช่ทาง…ทางที่เลือกต้องไม่เทา”

กรุงเทพฯ – พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร เดินหน้าโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง จัดกิจกรรมสตรีทรันภายใต้แคมเปญ “เทาไม่ใช่ทาง” พร้อมสโลแกน “ทางที่เลือกต้องไม่เทา” นำโดย เนเน่ รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกับผู้สมัคร สส.กทม. ได้แก่ เกม พงศ์พล เตมีย์, อีฟ วิเวียน จุลมนต์ และ โจ เจตน์สฤษดิ์ เลิศธนสาร ร่วมกันวิ่งสร้างสัญลักษณ์ เลข “27” บนผืนแผ่นดินไทย  ส่งสารชัดเจนถึงประชาชนว่า การเมืองไทยต้องไม่คลุมเครือ และต้องไม่ยอมจำนนต่อระบบสีเทา

กิจกรรมวิ่งระยะทางกว่า 11 กิโลเมตร เริ่มต้นจาก สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เชื่อมต่อเส้นทางจากพื้นที่สีเขียวสู่ใจกลางเมือง ผ่านซอยพหลโยธิน 18 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอยวิภาวดีรังสิต 16 เข้าสู่ถนนรัชดาภิเษก ผ่านย่านสุทธิสาร ก่อนสิ้นสุดที่ ศาลพระพิฆเนศ ห้วยขวาง เพื่อขอฤกษ์ขอชัย สะท้อนการเดินหน้าทางการเมืองอย่างมุ่งมั่นและไม่ถอย

นางรัดเกล้า กล่าวว่า แคมเปญ “เทาไม่ใช่ทาง” เกิดจากความอัดอั้นของประชาชนจำนวนมากที่ เบื่อการเมืองคลุมเครือ เบื่อระบบสีเทา และเบื่อการถูกบังคับให้เอาตัวรอดแบบประนีประนอมกับความไม่ถูกต้อง พร้อมย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เวลาของทางสายกลางที่ไร้จุดยืน แต่เป็นเวลาที่ประชาชนต้องเลือกข้างอย่างชัดเจน ว่าจะยอมรับความเทาต่อไป หรือเลือกการเมืองที่ซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา

‘ชัยวุฒิ’ นำทีมรักชาติ หาเสียง กทม. สุดช้ำ! ป้ายหาเสียงถูกมือดีแกล้งพับปิดหน้า ‘อ.เจษฎ์’ เรียบ - ผู้สมัครหน้าใหม่ วอนเห็นใจพรรคเล็ก ทำเองติดเองไร้นายทุน


(กรุงเทพฯ) 26 มกราคม 2569 เวลา 23.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7), นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9), นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค  และนายปิ่น แจ้งชะไว ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 28  ร่วมลงพื้นที่ย่านตลาดคลองเตย ถนนพระราม 4 ต่อเนื่องถึงถนนสุขุมวิท ย่านสวนสาธารณะอุทยานเบญจสิริ ถนนสุขุมวิท เพื่อแนะนำตัว นายสรยุทธ ลิขิตอาภากุล ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 4 เบอร์ 11 

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งระหว่างเดินได้ ทีมได้สำรวจความเรียบร้อยของป้ายโฆษณาหาเสียง แต่กลับต้องพบกับภาพที่น่าตกใจ เมื่อป้ายหาเสียงของถูกผู้ไม่หวังดีกลั่นแกล้ง โดยทำการดึงและพับป้ายลงมาปิดเฉพาะบริเวณใบหน้าของ “อ.เจษฎ์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ซึ่งพบความเสียหายในลักษณะเดียวกันแทบทุกป้าย คาดว่าเป็นการกระทำในช่วงเวลากลางคืน ทำให้เจ้าตัวต้องลงมือซ่อมแซมป้ายด้วยตัวเอง

AmazingThailand x LISA สร้างปรากฏการณ์ LISA Effect “เที่ยวตามรอยลิซ่า” หลังนักท่องเที่ยวหลั่งไหลสู่ทะเลบัวแดง จ.อุดรธานี

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ปรากฏการณ์นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเที่ยวชมทะเลบัวแดง บึงหนองหาน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี สะท้อนความสำเร็จในการใช้ศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง“ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล” ในบทบาท “Amazing Thailand Ambassador” ในการทำหน้าที่เป็นตัวแทนการท่องเที่ยวไทยเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว ซึ่งททท. มีความยินดีอย่างยิ่งที่กระแส Amazing Thailand x LISA สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาสัมผัสความงดงามของทะเลบัวแดง บึงหนองหาน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี นับเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดอุดรธานี  

จากข้อมูลสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเรือประมงและนำเที่ยวทะเลบัวแดง ท่าเรือบ้านเดียม อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 - 25 มกราคม 2569 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าชมจำนวนทั้งหมด 50,306 คน เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 26,019 คน คิดเป็นร้อยละ 51.73 และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 24,287 คน คิดเป็นร้อยละ 48.27 อาทิ ประเทศจีน ลาว เยอรมัน ญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งโดยปกติแล้วทะเลบัวแดงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นกลุ่มหลัก แต่ในฤดูกาลนี้พบว่าสัดส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเกือบเทียบเท่านักท่องเที่ยวชาวไทย สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความนิยมจากตลาดต่างประเทศที่ขยายตัวมากขึ้นอย่างชัดเจนจากปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น

‘โอ๋ ชัยวุฒิ’ ฟาดเเรง “เท้งด้อยค่าทหาร" ไม่กล้าด่าพรรคอังเคิล ถามกลัวอะไร? จะเป็นนายกฯ ต้องรับใช้ประชาชน ไม่ใช่รับใช้ "ชินวัตร"

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 - นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายโมเซนคาน เมฆดารา (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 24) และนาย กิตติพศ ถนอมวรารักษ์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 3 ร่วมลงพื้นที่ ตลาดนางเลิ้ง ซอยนครสวรรค์ 6 แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เพื่อแนะนำตัว พร้อมขอคะแนนเสียง ให้กับผู้สมัคร สส.กทม. เขต 1 เบอร์ 15 นายอดัม ชินรัตนพิสิทธิ์ 

ซึ่งบรรยากาศค่อนข้างอบอุ่น ได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่ตลาดนางเลิ้ง และซอยนครสวรรค์ 6 เข้ามาทักทาย ถ่ายรูป และให้กำลังใจทีมพรรครักชาติและขอให้พูดเรื่องรักชาติ เยอะ ๆ พร้อมบ่นว่าพรรคเปิดตัวช้าไป ขณะที่ประชาชนหลายคนถามถึง รศ.ดร.เจษฎ์ เพราะเป็นแฟนคลับอาจารย์ ตั้งใจเดินเข้ามาเพื่อขอใบปลิว 

ทั้งนี้ระหว่างการลงพื้นที่ นายชัยวุฒิ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมือง โดยแสดงความผิดหวังต่อท่าทีของหัวหน้าพรรคประชาชน หลังจากการปราศรัยเมื่อวานนี้ ที่หัวหน้าพรรค ประชาชน นายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ กล่าวบนเวที ว่า “ทหารเขามีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ได้มีไว้ปกครองประเทศ ” 

DIT ขนทัพเกษตรกร–ผู้รวบรวมไทย นำข้าวประณีต ผลไม้ และพืชผลเกษตร ร่วมเวที Gulfood 2026 เปิดประตูตลาดตะวันออกกลาง เชื่อมโยงเกษตรกสู่คู่ค้าตรง เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไทย

(27 ม.ค. 69) นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยระหว่างการเข้าร่วมงาน Gulfood 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–30 มกราคม 2569 (2026) ณ ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ว่า “กรมการค้าภายใน (DIT) ได้นำกลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ และผู้ประกอบการในโครงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรโดยการรับซื้อสินค้าเกษตรในช่วงผลผลิตออกเยอะ เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจในเวทีการค้าอาหารระดับโลก ภายใต้แนวคิด “Local Ingredients, World-Class Experiences” เพื่อขยายโอกาสทางการค้าให้สินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตรและผลไม้สำคัญของประเทศ เข้าสู่ตลาดตะวันออกกลาง โดยงาน Gulfood เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่มีบทบาทสำคัญในระดับนานาชาติ เป็นเวทีที่รวบรวมผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง และผู้ประกอบการธุรกิจอาหารจากหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และความสม่ำเสมอของสินค้าเกษตรและวัตถุดิบอาหาร

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ กรมการค้าภายใน ได้นำสินค้าเกษตรของไทยเข้าจัดแสดงใน โซน Gulfood Green ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มุ่งเน้นพืชผลและวัตถุดิบสด สะอาด และมีคุณภาพ ภายในบูธมีการนำสินค้าเกษตรของไทยจากแหล่งผลิตมาจัดแสดง อาทิ ข้าวไทย ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นถิ่นของไทยที่มีอัตลักษณ์พิเศษ ในกลุ่ม “ข้าวประณีต” ผลไม้ พืชผักและสมุนไพรที่ตลาดตะวันออกกลางมีความต้องการ เช่น หอมแดง กระเทียมไทย พริก หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน ตะไคร้ ข่า และใบมะกรูด

ขณะเดียวกัน ยังได้นำเสนอผลไม้ไทยทั้งรูปแบบผลสดและแปรรูป ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้นำเข้าในประเทศตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ เงาะ มังคุด ทุเรียน ลำไย มะม่วง และชมพู่ ที่ตัดสดจากแหล่งผลิตและนำมาจัดแสดง พร้อมเปิดโอกาสให้คู่ค้าได้เห็นคุณภาพและทดลองชิมรสชาติภายในงาน

รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า “สำหรับงานในวันแรกได้รับกระแสตอบรับดีมาก จากผู้นำเข้าในตะวันออกกลางและยุโรป โดยเฉพาะผู้ที่ทำร้านอาหารรวมถึงซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มองหาสินค้าวัตถุดิบจากประเทศไทยโดยสามารถติดต่อกับกลุ่มวิสาหกิจฯ ได้โดยตรง“

ไม่ใช่แค่บอกว่า ‘ปลอดภัย’ แต่ต้องมีหลักฐาน! เปิดมิติใหม่การทำเหมืองที่ใช้ข้อมูลสุขภาพเป็นตัวเชื่อมโยงใจชุมชน

วันที่ 27 ม.ค. 69 - เมื่อพูดถึงผลกระทบของภาคอุตสาหกรรมต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมเหมืองแร่มักเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ถูกจับตามองมากที่สุด โดยหนึ่งในประเด็นที่ถูกกล่าวถึงซ้ำ ๆ มักหนีไม่พ้นเรื่องความกังวลด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

ความกังวลเหล่านี้สะท้อนความคาดหวังของสังคมที่ต้องการคำอธิบายอันเป็นรูปธรรมและเชื่อถือได้ มากกว่าแค่การสื่อสารว่า “ปลอดภัย” เพียงอย่างเดียว

จากวิกฤตความเชื่อมั่นดังกล่าว จะเห็นได้ว่าการสื่อสารเชิงนโยบายอาจไม่ใช่คำตอบที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้อีกต่อไป ผู้ประกอบการด้านเหมืองยุคใหม่จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านการบริหารจัดการโครงการด้านสุขภาพแบบใหม่ ที่ครอบคลุม และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถติดตาม ตรวจสอบ และตั้งคำถามเกี่ยวกับสุขภาพของชุมชนบนพื้นฐานเดียวกัน

ทุกอย่างเริ่มต้นด้วย “ข้อมูล” 
หนึ่งในแนวทางที่เริ่มเห็นมากขึ้นในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ยุคใหม่ คือการใช้ “ข้อมูล” เป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสารกับชุมชนและสังคม โดยการสร้างระบบฐานข้อมูลสุขภาพในชุมชนที่ครอบคลุม โปร่งใส และมีส่วนร่วม สามารถเริ่มต้นได้จากการหาคำตอบให้แก่คำถามพื้นฐานสี่ข้อ คือ 

1. องค์กรของเรามีการเก็บข้อมูลสุขภาพชุมชนอยู่แล้วหรือไม่ 
2. หากมี ข้อมูลเหล่่านั้นน่าเชื่อถือและมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด 
3. เราสามารถแสวงหาแนวร่วมเพื่อยกระดับคุณภาพและกระบวนการเก็บข้อมูลได้หรือไม่ 
4. ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ต่ออย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าแค่การรายงานผล

สำหรับผู้ประกอบการเหมืองแร่หรือธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการยกระดับการบริหารจัดการสุขภาพของชุมชนโดยรอบ โจทย์เหล่านี้สามารถนำมาต่อยอดต่อเป็นสามมิติสำคัญ ได้แก่

มิติแรก คือการออกแบบกระบวนการเก็บข้อมูลสุขภาพให้ครอบคลุมและต่อเนื่อง ที่ต้องไม่มีเป้าหมายเพียงเพื่อแค่การรายงานผลตามข้อกำหนดเพียงเท่านั้น แต่ควรออกแบบให้ครอบคลุมทุกกลุ่มวัย มีการเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ และเชื่อมโยงกับบริบทและความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง

มิติที่สอง คือการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ข้อมูลที่เก็บได้ ข้อมูลสุขภาพไม่ควรอยู่ในการดูแลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรมีหน่วยงานภายนอกเข้ามามีบทบาท ทั้งในกระบวนการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และรายงานผล เพื่อให้ข้อมูลชุดนี้ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นชุมชน ภาครัฐ หรือผู้ประกอบการ

และมิติสุดท้ายซึ่งเป็นมิติที่สำคัญที่สุด คือการนำข้อมูลไปใช้จริง ข้อมูลไม่ควรอยู่แค่บนหน้ากระดาษรายงาน แต่ต้องถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจ วางแผน และดูแลสุขภาพของชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อมูลเหล่านี้ กลายเป็นเส้นเลือดที่คอยหล่อเลี้ยงระบบสาธารณสุขของพื้นที่ได้ออย่างมีประสิทธิภาพ

กรณีศึกษา: ระบบเฝ้าระวังสุขภาพชุมชนของเหมืองแร่ทองคำชาตรี
หนึ่งในตัวอย่างของการนำแนวคิดทั้งสามมิตินี้มาใช้จริงในประเทศไทย คือระบบเฝ้าระวังสุขภาพชุมชนของเหมืองแร่ทองคำชาตรี ที่ดำเนินการโดย อัครา รีซอร์สเซส ซึ่งถูกออกแบบให้หน่วยงานภายนอกเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ต้น 

ทุกปี อัคราจัดให้มีการตรวจสุขภาพสำหรับประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตรจากพื้นที่เหมือง ตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โดยมีการประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ อาทิ รพ.สต.ด่านช้าง และ รพ.สต.ดงหลง ในจังหวัดเพชรบูรณ์ รวมถึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อร่วมกันคัดกรองกลุ่มประชาชนที่เข้ารับการตรวจให้เป็นไปตามนิยามและแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข โดยคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ไม่ประสงค์เปิดเผยตัวตนควบคู่ไปด้วย อสม. ในพื้นที่ยังมีบทบาทในการทำแบบสอบถามเพื่อประเมินสุขภาวะของประชาชน เพื่อให้ข้อมูลที่ได้ก่อนการตรวจตรงกับบริบทสุขภาพของชุมชนอย่างถูกต้องและรอบด้าน

การตรวจสุขภาพครั้งล่าสุดในปี 2568 มีผู้เข้ารับการตรวจกว่า 600 คน ครอบคลุมทุกกลุ่มวัย ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงวัย รวมทั้งผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อ โดยครอบคลุม 9 รายการตรวจสำคัญ เช่นการตรวจการทำงานของตับและไต ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การเอกซเรย์ทรวงอก และการทดสอบสมรรถภาพปอด รวมถึงการตรวจหาสารชีวเคมีที่เชื่อมโยงกับการทำเหมืองโดยเฉพาะ ได้แก่ แมงกานีสและไซยาไนด์ในเลือด และสารหนูในปัสสาวะ ซึ่งหากมีการพบเจอ สารชีวเคมีเหล่านี้จะถูกส่งไปตรวจ ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่มีห้องปฏิบัติการด้านการตรวจสารชีวเคมีที่ได้มาตรฐาน

เมื่อผลการตรวจได้รับการประมวลผลครบถ้วนแล้ว จะมีการประสานแพทย์จากโรงพยาบาลในพื้นที่เป็นผู้อ่านผลและให้คำแนะนำแก่ประชาชนโดยตรง และสำหรับผู้ที่มีความประสงค์เข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทาง ก็สามารถใช้สิทธิด้านการรักษาพยาบาลตามสิทธิของแต่ละบุคคลได้ตามปกติ

ที่น่าสนใจคือ รายงานสรุปผลการตรวจสุขภาพทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการติดตามและดูแลสุขภาพของประชาชนในมิติอื่น ๆ ต่อไป ทำให้ข้อมูลสุขภาพไม่ได้อยู่ในมือของบริษัทเพียงฝ่ายเดียว แต่มันได้ถูกใช้เป็นรากฐานไปสู่การบูรณาการความร่วมมือ เพื่อสร้างระบบสุขภาพของชุมชนที่เข้มแข็ง

27 มกราคมของทุกปี เป็น “วันสถาปนายุวกาชาดไทย” จุดเริ่มต้นของขบวนการเยาวชนจิตอาสา สร้างความเมตตาและความรับผิดชอบ สำคัญต่อสังคมในยุควิกฤต

(27 ม.ค. 69) ทุกวันที่ 27 มกราคมของทุกปี คือวันสถาปนายุวกาชาดไทย ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2465 ภายใต้สภากาชาดไทย เพื่อเป็นวันระลึกถึงการก่อตั้งขบวนการเยาวชนจิตอาสาที่มุ่งเน้นปลูกฝังจิตสาธารณะและความเมตตาต่อผู้อื่น

ช่วงเริ่มแรก ยุวกาชาดไทยมีชื่อว่า "กองอนุสภากาชาดสยาม" ซึ่งได้รับการก่อตั้งและพัฒนาโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ด้วยเจตนาเน้นสร้างเยาวชนให้มีความเมตตา วินัย และจิตอาสา พร้อมทักษะช่วยเหลือตนเองและผู้อื่น

ยุวกาชาดไทยมุ่งเน้นสอนเยาวชนให้เรียนรู้การช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือผู้อื่น ให้มีความเมตตา เสียสละ และรับผิดชอบต่อสังคม โดยสมาชิกยุวกาชาดมักเป็นเยาวชนอายุระหว่าง 8-25 ปี ที่เข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น งานบำเพ็ญประโยชน์ สุขภาพ และฝึกทักษะชีวิต

วันนี้ไม่ใช่เพียงวันครบรอบ แต่เป็นวันย้ำเตือนถึงความสำคัญของการปลูกฝังมนุษยธรรมผ่านเยาวชน เพื่อเผชิญกับวิกฤตในยุคปัจจุบัน ทั้งภัยพิบัติและความเปราะบางทางสังคม ทำให้ยุวกาชาดยังคงเป็นทุนทางสังคมที่สำคัญ

"งานมนุษยธรรมเริ่มต้นได้จากการปลูกฝังตั้งแต่วัยเยาว์" และจิตอาสายุวกาชาดยังคงสร้างพลเมืองที่รับผิดชอบต่อสังคมในทุกยุคสมัย

ที่มา : https://redcross.or.th/news/information/13009/?utm_source

https://om.moe.go.th/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1/

ระทึกทะเลซูลู!! เรือโดยสารอับปางนอกบาซิลัน ปฏิบัติการค้นหา-กู้ภัยยังไม่ยุติ จับตายอดสูญเสียอาจขยับ ชี้เรือไม่เกินความจุผู้โดยสาร

(26 ม.ค. 69) เรือโดยสารเอ็ม/วี ทริชา เคิร์สติน 3 อับปางนอกชายฝั่งจังหวัดบาซิลัน ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 24 ราย จากจำนวนผู้โดยสารและลูกเรือรวมกว่า 350 คน เรือดังกล่าวกำลังเดินทางจากเมืองซัมโบอังกาไปยังเกาะโจโล เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 26 ม.ค.

รอนนี กิล กาวัน ผู้บัญชาการหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า "เรือไม่ได้บรรทุกผู้โดยสารเกินพิกัด" โดยเรือมีความจุสูงสุด 350 คน และจำนวนผู้โดยสารจริงตามที่กัปตันแจ้งคือ 332 ราย พร้อมกับยืนยันว่าปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นใกล้เกาะบาลุก-บาลุกในเขตเทศบาลฮัดจี มูห์ตามัด ท่ามกลางสภาพทะเลซูลูที่ท้าทายต่อการเดินเรือ การสืบสวนสาเหตุของการอับปางยังอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อหาข้อเท็จจริง

เหตุการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงในการเดินทางด้วยเรือโดยสารในภูมิภาคทะเลฟิลิปปินส์ซึ่งมีเส้นทางเดินเรือหนาแน่นและบางครั้งต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน การกู้ภัยและมาตรการความปลอดภัยจึงยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อไป

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top