Thursday, 3 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

มจธ. จับมือ กฟน. ลงนามสัญญาสร้างพลังงานทดแทนใหม่ ติดตั้งบำรุงรักษาโซลาร์เซลล์ 3 แห่ง ตั้งเป้าคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2583 ผสานเทคโนโลยีในวิทยาเขตยั่งยืน

มจธ. จับมือ กฟน. ลงนามสัญญาการให้บริการติดตั้งและบำรุงรักษาอุปกรณ์ประหยัดพลังงานในระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก มุ่งเป้าการบริหารจัดการพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ลงนามสัญญาการให้บริการติดตั้งและบำรุงรักษาอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ในระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก เพื่อยกระดับการใช้พลังงานสะอาดภายในสถาบันการศึกษา ณ อาคารสำนักงานอธิการบดี มจธ

การลงนามสัญญาโดย รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
และนางสาวภัทรา สุวรรณเดช รองผู้ว่าการธุรกิจการไฟฟ้านครหลวง พร้อมผู้บริหารทั้งสองฝ่ายเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการยกระดับการใช้พลังงานสะอาดในสถาบันการศึกษา ผ่านการติดตั้ง
ระบบโซลาร์เซลล์และการดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ ทั้ง 3 พื้นที่การศึกษา (มจธ.บางมด มจธ.บางขุนเทียน และ อาคารเคเอกซ์) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และถูกต้องตามมาตราฐานของระบบการจัดการพลังงานอันเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเป็นมหาวิทยาลัยที่ยั่งยืน (Sustainable University)  ซึ่งตอบสนองต่อการประกาศเจตนารมณ์ การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของ มจธ. ภายในปี พ.ศ. 2583 (KMUTT Carbon Neutrality 2040)

การขับเคลื่อนในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการพลังงานในระดับปฏิบัติการ บูรณาการระบบให้เข้ากับการดำเนินการทุกด้านของมหาวิทยาลัยพร้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้เป็นแนวปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SEP for SDGs) มากไปกว่านั้นมหาวิทยาลัยฯ จะเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ สนับสนุนการเรียนการสอน การวิจัย และการพัฒนานวัตกรรมในอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงการผสานศักยภาพระหว่างภาคการศึกษาและหน่วยงานด้านพลังงานไฟฟ้าได้อย่างลงตัว โดยก่อให้เกิดทั้งประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจจากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและตอบรับการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศชาติ

23 พฤษภาคม 2510 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร สองวีรสตรี ตอกย้ำวีรกรรมปกป้องแผ่นดินไทย หมุดหมายสำคัญของภูเก็ต

23 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร รำลึกสองวีรสตรีผู้ปกป้องเมืองถลาง

วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของจังหวัดภูเก็ตและของประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พร้อม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร ณ สี่แยกท่าเรือ บ้านท่าเรือ ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต อย่างเป็นทางการ เหตุการณ์ครั้งนั้นถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเทิดทูนวีรกรรมสองสตรีผู้กอบกู้เมืองถลางให้ปรากฏเด่นชัดในความทรงจำของชาติไทย

ความสำคัญของการเสด็จฯ เปิดอนุสาวรีย์ในวันดังกล่าว ไม่ได้อยู่เพียงการเปิดสิ่งก่อสร้างเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่คือการประกาศให้เรื่องราวของ ท้าวเทพกระษัตรี และ ท้าวศรีสุนทร กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่สังคมไทยร่วมกันรำลึกอย่างจริงจัง ทั้งสองท่านเดิมคือ คุณหญิงจัน และ คุณมุก ซึ่งได้รับการยกย่องจากบทบาทสำคัญในการนำชาวเมืองถลางต่อสู้กับกองทัพพม่าที่เข้ามารุกรานในปี พ.ศ. 2328–2329 หรือในบริบทของสงครามเก้าทัพ

ตามเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เมื่อกองทัพพม่ายกกำลังมาประชิดเมืองถลาง เมืองตกอยู่ในภาวะคับขันอย่างยิ่ง แต่คุณหญิงจันและคุณมุกได้รวบรวมผู้คนให้ลุกขึ้นป้องกันบ้านเมือง ใช้ทั้งความกล้าหาญ ไหวพริบ และกลยุทธ์ในการรักษาเมืองเอาไว้ จนสามารถต้านทานข้าศึกได้สำเร็จ วีรกรรมครั้งนั้นทำให้ทั้งสองได้รับการสถาปนาเป็น ท้าวเทพกระษัตรี และ ท้าวศรีสุนทร ในเวลาต่อมา และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเสียสละเพื่อแผ่นดินของคนไทย โดยเฉพาะชาวภูเก็ตและชาวใต้

อนุสาวรีย์ที่เปิดอย่างเป็นทางการในปี 2510 จึงมีความหมายมากกว่างานประติมากรรมกลางเมือง เพราะเป็น “อนุสรณ์แห่งชัยชนะ” และ “อนุสรณ์แห่งความทรงจำ” ของชาวถลาง ตัวอนุสาวรีย์ตั้งอยู่บนเส้นทางสำคัญของเกาะภูเก็ต และต่อมาถูกยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของจังหวัดภูเก็ต ถึงขั้นถูกนำไปใช้เป็นตราประจำจังหวัดในเวลาต่อมา

การที่รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอนุสาวรีย์ด้วยพระองค์เอง ยังยิ่งเพิ่มความสำคัญทางประวัติศาสตร์ให้กับสถานที่แห่งนี้ เพราะเป็นการเทิดทูนเกียรติของสองวีรสตรีในระดับชาติอย่างชัดเจน เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงพิธีท้องถิ่นของชาวภูเก็ต แต่เป็นวาระที่สะท้อนว่าประเทศไทยให้คุณค่ากับความกล้าหาญของผู้ปกป้องแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง และไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใดก็ตาม

หากมองในมิติทางสังคมและวัฒนธรรม อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทรยังทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมความเคารพศรัทธาของประชาชนจำนวนมาก ทุกปีจะมีพิธีรำลึกและงานที่เกี่ยวข้องกับสองวีรสตรีอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าเรื่องราวของท่านไม่ได้หยุดอยู่เพียงในหนังสือประวัติศาสตร์ แต่ยังมีชีวิตอยู่ในความทรงจำร่วมของผู้คนและในอัตลักษณ์ของเมืองภูเก็ตอย่างแนบแน่น

ดังนั้น วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญอีกวันหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย วันที่ ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร เพื่อเทิดทูนสองวีรสตรีผู้ปกป้องเมืองถลางจากทัพพม่า และทำให้วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของทั้งสองท่านได้รับการสืบทอดอย่างสง่างามในความทรงจำของคนไทยตราบจนปัจจุบัน

EVIVA เปิดสถานีชาร์จเร็ว ตึกออลซีซั่นเพลส!! แบรนด์จีนลุยตลาดไทย ตั้งสถานีชาร์จเร็วพิเศษ รองรับชาร์จ 40 ช่องทั่วกรุงเทพฯ ร่วมมือ CP Group พัฒนาใหญ่

EVIVA สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์จีน เปิดสถานีชาร์จเร็วพิเศษแห่งแรกในไทย

กรุงเทพฯ, 22 พ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (19 พ.ค.) บริษัท ไชน่า รีซอร์ส หลงตี้ จำกัด (China Resources Longdation) และบริษัท ไชน่า รีซอร์ส แก๊ส จำกัด (China Resources Gas) ร่วมเปิดตัวแบรนด์สถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบบเร็วพิเศษในกรุงเทพฯ ภายใต้ชื่อ "อีวีว่า" (EVIVA) โดยมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วม อาทิ โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภาไทยและนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ผู้แทนคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไทยและโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หยางผิง ประธานไชน่า รีซอร์ส แก๊ส และจางเหว่ย ประธานไชน่า รีซอร์ส หลงตี้

สถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าแบบเร็วพิเศษแห่งนี้ตั้งอยู่ที่อาคารออล ซีซั่นส์ เพลส ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานของไชน่า รีซอร์ส หลงตี้ และถือเป็นสถานีชาร์จแบบเร็วพิเศษที่ระบายความร้อนด้วยของเหลวแห่งแรกในย่านใจกลางกรุงเทพฯ ประกอบด้วยช่องชาร์จทั้งหมด 40 ช่อง แบ่งเป็นช่องชาร์จกระแสไฟฟ้าตรง (DC) จำนวน 10 ช่อง และช่องชาร์จกระแสไฟฟ้าสลับ (AC) จำนวน 30 ช่อง โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าการชาร์จเพียง 1 วินาทีสามารถเพิ่มระยะทางวิ่งได้ 1 กิโลเมตรภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม ปกติใช้เวลาไม่เกิน 30 นาทีในการชาร์จจนเกือบเต็ม ทำให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสประสบการณ์ "ดื่มกาแฟสักแก้ว แบตเตอรี่ชาร์จเต็ม"

ทั้งนี้ มีการใช้เทคโนโลยีชาร์จแบบเร็วพิเศษที่ระบายความร้อนด้วยของเหลว รวมถึงปรับแต่งอุปกรณ์ต่างๆ ให้เข้ากับสภาพอากาศร้อนของไทย เพื่อรับประกันการทำงานอย่างเสถียรในสภาพแวดล้อมอุณหภูมิอากาศสูงตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระบบจัดการการชาร์จแบบดิจิทัลและสารพัดสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งร้านค้าปลีกและร้านอาหาร รวมถึงการจอดรถฟรี 1 ชั่วโมงระหว่างชาร์จ

เมื่อวันพุธ (20 พ.ค.) แบรนด์อีวีว่าได้ลงนามบันทึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับอัลเตอร์วิม (Altervim) บริษัทพลังงานใหม่ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) เพื่อร่วมกันพัฒนาและก่อสร้างสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าในไทยภายใต้โมเดล "การชาร์จ+การค้าปลีก" และการบริการพลังงานสีเขียว

ที่มา : Xinhua

Amazon ลุยลงทุนอาเซียน!! ลงทุนคลาวด์AI อาเซียนมูลค่าหลายแสนล้าน โฟกัสไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เป้าหมายถึงปี 2039 เร่งขยายดิจิทัล-AI หนุนธุรกิจ-เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโต

Amazon จ่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน cloud-AI ในอาเซียน รวมไทย กว่า 3.3 หมื่นล้านดอลล์

สิงคโปร์, 22 พ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (21 พ.ค.) แอมะซอน (Amazon) เปิดเผยแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มูลค่ามากกว่า 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.07 ล้านล้านบาท) ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทยภายในปี 2039 ซึ่งตอกย้ำบทบาทของภูมิภาคนี้ในการขยายตัวทางดิจิทัลระดับโลก

แอมะซอนระบุว่าภูมิภาคอาเซียนกำลังก้าวขึ้นเป็นกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของโลก ซึ่งเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคนี้มีแนวโน้มสูงถึง 5.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 18 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030 โดยแอมะซอนกำลังขยายโครงสร้างพื้นฐานข้างต้นทั่วภูมิภาคนี้เพื่อสนับสนุนธุรกิจและองค์กรที่ปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มขึ้น

เดวิด ซาโพลสกี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการโลกและฝ่ายกฎหมายของแอมะซอน กล่าวว่ารัฐบาลประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมนโยบายและเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่เร่งการลงทุนขนานใหญ่ด้านปัญญาประดิษฐ์และโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล

ที่มา : Xinhua

สำนักพระราชวังแจ้ง พระราชพิธีวิสาขบูชา 30-31 พ.ค. เปิดขายบัตรชมพระบรมมหาราชวัง “งดเข้าชมพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนา” แต่งกายสุภาพเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ

ระหว่างวันที่ 30 - 31 พฤษภาคม 2569  มีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา พุทธศักราช 2569

สำนักพระราชวัง ขอแจ้งการเข้าพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสตาราม ดังนี้

เปิดการจำหน่ายบัตรเข้าชมฯ ตั้งแต่เวลา 08.30 - 12.00 น.

งดเข้าชม พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตลอดทั้งวัน

เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้ตั้งแต่เวลา 08.00 - 12.00 น. (จุดคัดกรองในอุโมงค์ทางเดินลอด ถนนหน้าพระลาน ปิดเวลา 11.00 นฺ)

โปรดแต่งกายสุภาพ

- เข้าปราสาทพระเทพบิดรสุภาพบุรุษห้ามสวมกางเกงยีนส์ สุภาพสตรีต้องสวมกระโปรงหรือผ้านุ่ง

- เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ ชุดสุภาพไว้ทุกข์

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1461482126014120&id=100064570394286&rdid=aDsxpien6D9ui6DY#

กองทัพเรือจับมือ ปตท. !! เรือหลวง–UAV–ระบบ C4ISR พร้อมรบ ทัพเรือซ้อมคุ้มกันเรือพาณิชย์ในอ่าวไทยตอนบน ปตท. ใช้ระบบ Real-Time ติดตามเรือพาณิชย์–รับมือภัยทางทะเล ย้ำกำลังทางเรือคือเกราะมั่นคงเศรษฐกิจไทย

กองทัพเรือฝึกคุ้มครองเรือพาณิชย์และเส้นทางคมนาคมทางทะเล ร่วม ปตท. ย้ำความสำคัญกำลังทางเรือต่อความมั่นคงเศรษฐกิจของประเทศ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (22 พฤษภาคม 2569) ระหว่างเวลา 08.00 – 12.00 น. กองทัพเรือได้ดำเนินการฝึกควบคุมเรือ (Harbor Control) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเล (FTX) ร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาขั้นตอนการประสานการปฏิบัติ และซักซ้อมความเข้าใจในกลไกการควบคุมและการประสานงานระหว่างกองทัพเรือ บริษัท ปตท. บริษัทเจ้าของเรือ และเรือพาณิชย์ ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมกันรักษาความปลอดภัยของเส้นทางคมนาคมทางทะเลเข้า–ออกประเทศ

ในการฝึกครั้งนี้ บริษัท ปตท.ฯ ได้จัดเรือบรรทุกน้ำมัน Eagle Kuching สัญชาติมาเลเซีย ระวางขับน้ำ 107,481 ตัน เข้าร่วมการฝึก โดยกองทัพเรือภาคที่ 1 ได้จัดกำลังเข้าร่วม ประกอบด้วย เรือหลวงเจ้าพระยา เรือหลวงคำรณสินธุ์ เรือ ต.112 และอากาศยานไร้คนขับ (UAV) พื้นที่การฝึกอยู่บริเวณอ่าวไทยตอนบน โดยมีการใช้ระบบติดตามเป้าในทะเล และระบบ C4ISR ของกองทัพเรือ มาใช้ในการควบคุมสั่งการและติดตามสถานการณ์การฝึกแบบ Real-Time โดยมีผู้แทนจากศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และบริษัท ปตท.ฯ เข้าร่วมติดตามการฝึก ณ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือภาคที่ 1 ซึ่งการฝึกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

โฆษกกองทัพเรือกล่าวเพิ่มเติมว่า การฝึกดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความมั่นคงทางทะเล ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการคุ้มครองเรือพาณิชย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรักษาความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลที่สำคัญของประเทศ อาทิ แท่นขุดเจาะน้ำมัน ท่อส่งพลังงาน ท่าเรือน้ำลึก และเส้นทางลำเลียงสินค้าและพลังงานทางทะเล ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หากเกิดความไม่มั่นคงในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่งสินค้า ราคาพลังงาน และเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ประเทศไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการค้าทางทะเลและการนำเข้าพลังงาน จึงจำเป็นต้องมีกำลังทางเรือที่มีความพร้อม มีขีดความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ และสามารถคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กองทัพเรือจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังทางเรือ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการรักษาความมั่นคงทางทะเล การคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเศรษฐกิจ การขนส่ง และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในทุกสถานการณ์

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

คนไทยเปลี่ยนวิธีใช้เงิน!! จากซื้อเพื่อตอบสนอง สู่การวางแผนระยะยาว ให้ความสำคัญความคุ้มค่า และคุณภาพชีวิตดีขึ้น

“ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งคิดก่อนใช้เงิน” สัญญาณใหม่ของการเลือกใช้เงินของคนไทย

ท่ามกลางค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยังเป็นโจทย์ใหญ่ ผู้บริโภคไทยจำนวนมากกำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการใช้เงิน จากเดิมที่มองหาราคาและโปรโมชั่น ไปสู่การประเมิน “ความคุ้มค่าในระยะยาว” เพื่อสร้างเสถียรภาพทั้งด้านชีวิตและการเงินในอนาคต

ในยุคที่แคมเปญกระตุ้นการซื้อปรากฏแทบทุกชั่วโมง รีวิวแน่นทุกแพลตฟอร์ม และระบบถูกออกแบบให้ “กดซื้อได้ภายในไม่กี่วินาที” คำถามที่ผู้บริโภคเริ่มหันมาถามตัวเอง กลับไม่ใช่เพียง ซื้ออะไรดี แต่เป็นจำเป็นจริงหรือไม่ ซื้อแล้วได้ใช้จริงหรือเปล่า และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายหรือไม่ คำถามเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงพฤติกรรม จากการซื้อเพื่อครอบครอง สู่การใช้จ่ายเพื่อคุณภาพชีวิต และเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด Conscious Consumption หรือการบริโภคอย่างมีสติ ที่เริ่มชัดเจนขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่ เทรนด์นี้อาจไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว หากแต่เป็นการปรับโครงสร้างความคิดของผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่าในระยะยาว” มากกว่าความพึงพอใจระยะสั้น

จาก “ซื้อเยอะ” สู่ “ซื้ออย่างเข้าใจชีวิต”

หลายทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจขับเคลื่อนภายใต้สมการง่ายๆ คือ “ยิ่งซื้อ ยิ่งเติบโต” แต่วันนี้สมการดังกล่าวเริ่มถูกท้าทาย ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยกำลังขยับจากการตัดสินใจบน “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพ” ลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย และหันมาให้ความสำคัญกับการใช้เงินในเรื่องที่ส่งผลต่อชีวิตในระยะยาวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพและเวลเนส (Wellness) บ้านและคุณภาพการอยู่อาศัย  เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน  การวางแผนอนาคต รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน ทั้งหมดสะท้อนภาพผู้บริโภคที่ “ซื้ออย่างเข้าใจชีวิต” มากกว่าซื้อเพราะแรงกระตุ้นระยะสั้น

ข้อมูลปี 2568 จาก นีลเส็นไอคิว (NielsenIQ) ระบุว่า ผู้บริโภคในเอเชียมากกว่า 70% ให้ความสำคัญกับแนวคิด “ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเงินที่จ่าย” มากขึ้น โดยเลือกใช้จ่ายกับสิ่งที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต มากกว่าการซื้อเพื่อความพึงพอใจระยะสั้น ขณะที่ข้อมูลจาก ยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชันแนล (Euromonitor International) ประเมินว่า แนวคิดเศรษฐกิจสุขภาวะ (Well-being Economy) และการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน (Sustainable Living) กำลังกลายเป็นแกนหลักของพฤติกรรมผู้บริโภคในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า “การประหยัด” ของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ได้หมายถึงการหยุดใช้เงิน แต่คือการ เลือกใช้เงินอย่างมีเหตุผลมากขึ้น

คนไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Value Conscious”

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภคไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Value Conscious หรือยุคที่การตัดสินใจใช้เงินไม่ได้วัดเพียง “ราคาถูกหรือแพง” แต่พิจารณาถึงความคุ้มค่าในภาพรวมของชีวิต พฤติกรรมที่เห็นได้ชัด ได้แก่

  • เปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้ออย่างรอบคอบ
  • วางแผนการใช้จ่ายมากขึ้น
  • เลือกลงทุนกับสิ่งที่ช่วยลดต้นทุนในอนาคต
  • ใช้สิทธิประโยชน์ทางการเงินอย่างมีเป้าหมาย
  • ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองการใช้เงินเป็นเพียงการ “ซื้อของ” แต่กำลังซื้อ “เวลา” “ความสบายใจ” และ “เสถียรภาพของชีวิต” ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยประหยัดค่าไฟในระยะยาว การติดตั้งเครื่องฟอกอากาศเพื่อคุณภาพชีวิตในบ้าน การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน หรือการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เพื่อลดต้นทุนค่าไฟในอนาคต

ทั้งหมดสะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มคิดแบบ “เจ้าของต้นทุนชีวิต” มากขึ้น และยอมจ่ายวันนี้ เพื่อช่วยลดภาระในวันข้างหน้า สอดคล้องกับข้อมูลปี 2568 จาก ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า คนไทยยังเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย และให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินมากขึ้น

บัตรเครดิตยุคใหม่: จากเครื่องมือซื้อ สู่เครื่องมือบริหารชีวิต

เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน บทบาทของผู้ให้บริการทางการเงินก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย “เคทีซี” มองว่าบัตรเครดิตในโลกยุคใหม่ ไม่ควรเป็นเพียงเครื่องมือกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารคุณภาพชีวิตทางการเงินได้จริง ทั้งในด้านการวางแผน การควบคุมรายจ่าย และการใช้สิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มใช้บัตรเครดิตอย่างมีวินัยและมีเป้าหมายมากขึ้น  ใช้จ่ายเฉพาะหมวดจำเป็น  ใช้สิทธิประโยชน์เพื่อเพิ่มความคุ้มค่า  บริหารกระแสเงินสดระยะสั้น  ติดตามรายจ่ายผ่านแอปพลิเคชัน และเลือกผ่อนเฉพาะสินค้าที่สร้างประโยชน์ในระยะยาว

โลกการเงินกำลังขยับจาก “เร่งให้ใช้จ่าย” ไปสู่ “ช่วยให้ใช้เงินอย่างสมดุล”

ในโลกที่การแข่งขันคือการทำให้ผู้คน “อยากซื้อ” มากขึ้นทุกวัน ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังค้นพบว่า ความสุขระยะยาวอาจไม่ได้มาจากการมีของมากที่สุด แต่อยู่ที่การรู้ว่าอะไรควรซื้อ และอะไรควรพอ เพราะในเศรษฐกิจยุคใหม่ คนที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่เพียงคนที่หารายได้เก่งที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจวิธีใช้เงินอย่างเหมาะสมที่สุดเช่นกัน และบางที คำโบราณที่ว่า

“ใช้สตางค์ต้องมีสติ” อาจกำลังกลายเป็นหนึ่งในทักษะทางการเงินที่สำคัญที่สุดของยุคนี้อีกครั้ง

จีนถูกจับตา “บูรณาการในเงามืด”!! จีน–อิหร่าน ขยายเครือข่ายเศรษฐกิจในดอนบาส เสริมฐานอิทธิพลรัสเซียผ่านเหมือง–หยวน–โลจิสติกส์ หลังบริษัท 17 แห่งลุยธุรกิจโดเนตสก์–ลูฮันสก์ ขณะมอสโกเร่งผนวกเศรษฐกิจเข้าระบบตนเอง

จีน–อิหร่าน ปั้นเครือข่ายเศรษฐกิจในดินแดนยูเครนที่รัสเซียยึดครองจากเหมืองหิน–เหมืองถ่านหิน ถึงระบบเงินหยวน-โลจิสติกส์ใหม่ เสริมฐานอิทธิพลมอสโกในดอนบาส

สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า บริษัทจากจีนและอิหร่านกำลังกลายเป็นผู้เล่นหลักในโครงข่ายเศรษฐกิจของพื้นที่ยูเครนที่รัสเซียยึดครอง โดยมีบริษัทจีนอย่างน้อย 17 แห่งเข้าไปดำเนินธุรกิจในโดเนตสก์และลูฮันสก์ ครอบคลุมตั้งแต่เหมืองหิน เหมืองถ่านหิน การก่อสร้าง ระบบโทรคมนาคม ไปจนถึงบริการทางการเงิน ข้อตกลงจัดหาเครื่องจักรบดหินของ Zhongxin Heavy Industrial Machinery และ Amma Construction Machinery ให้กับเหมืองหิน Karansky ถูกใช้ขับเคลื่อนโครงการก่อสร้างในเมืองที่เสียหายจากสงครามอย่างมาริอูโปล รวมถึงพื้นที่อื่นที่รัสเซียยึดครอง

ในขณะที่รัสเซียผนวกดินแดนทั้งสี่ภูมิภาคในปี 2022 และสร้าง “ภาพลวงตา” ของเอกราชผ่านคณะรัฐมนตรีและด่านพรมแดน กลไกจริงกลับอยู่ภายใต้การควบคุมจากมอสโก พร้อมข้อกล่าวหาการทรมานและกำจัดนักกิจกรรมหรือธุรกิจที่ไม่ยอมร่วมมือ ท่ามกลางการล่มสลายของเศรษฐกิจดั้งเดิมในดอนบาส เหมืองถ่านหินกว่า 90 แห่งเหลือดำเนินการเพียงห้าแห่ง ซึ่งหันมาปรับตัวทำงานร่วมกับจีนและรัสเซียอย่างเต็มรูปแบบ ขนานไปกับการ “ใช้เงินหยวนเต็มรูปแบบ” ผ่านระบบชำระเงินดิจิทัลของจีน บริการแลกเปลี่ยนบน Telegram และการกระจายสกุลเงินหยวนผ่านธนาคารเกือบ 80 แห่งในพื้นที่

แมกซิม บุตเชนโก จาก Eastern Human Rights Group นิยามกระบวนการนี้ว่าเป็น “การบูรณาการในเงามืด” เนื่องจากจีนยังคงย้ำจุดยืนบนเวทีทางการเมืองเรื่องบูรณภาพดินแดนของยูเครนและความเป็นกลางต่อสงคราม แต่ในทางปฏิบัติกลับเปิดพื้นที่ให้บริษัทของตนเข้าไปครอบครองตลาดในดินแดนยึดครอง ทั้งในรูปชิ้นส่วนโดรน อุปกรณ์สื่อสาร และบริการทางการเงิน โดยที่รัฐปักกิ่ง “หลับตาข้างหนึ่ง” ต่อความเสี่ยงด้านการคว่ำบาตร ขณะที่ยูเครนออกมาตรการจำกัดการทำธุรกิจกับบริษัทจีนหลายราย รวมถึงผู้เล่นรายใหญ่ด้านเทคโนโลยีและพลังงาน แต่ก็เผชิญข้อจำกัดทั้งจากความพึ่งพาเทคโนโลยีราคาต่ำและข้อจำกัดด้านทางเลือกทดแทน

ด้านอิหร่าน รัสเซียถูกระบุว่ากำลังผลักดันให้ดินแดนยึดครองบูรณาการเข้าสู่ห่วงโซ่โลจิสติกส์ของเตหะราน ผ่านการส่งออกถ่านหิน ธัญพืช และผลิตภัณฑ์อย่างเคซีนจากดอนบาสไปยังอิหร่าน อาศัยบริษัทเหมืองอย่าง Donskiye Ugli เป็นตัวกลาง ภายใต้เครือข่ายผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงกับนักการเมืองยูเครนสาย亲รัสเซียที่ใกล้ชิดเครมลิน สถานการณ์นี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนเตือนว่า การขยายตัวของบริษัทอิหร่านในพื้นที่ยึดครองไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่รัสเซีย “อนุญาตและส่งเสริม” เพื่อสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจคู่ขนานให้ดินแดนที่ยึดครองอยู่นอกระเบียบเศรษฐกิจสากลหลัก

#imctnews รายงาน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122306975924234582&id=61557037466190&rdid=siGvKU522iW9C6n8#

ชายแดนสุรินทร์ตึง!! ทบ. เผยเสียงปืน 5 นัดชายแดนสุรินทร์ ฝ่ายไทยไม่ตอบโต้ ยึดกฎการใช้กำลัง ชี้กัมพูชาเจตนาก่อกวน ขัดถ้อยแถลงร่วมฯ เตรียมประท้วงผ่านชุดประสานงาน

ทบ. เผยเหตุเสียงปืน 5 นัดชายแดนสุรินทร์ ชี้กัมพูชาเจตนาก่อกวน ขัดถ้อยแถลงร่วมฯ ด้านกองกำลังสุรนารีย้ำหน่วยในพื้นที่ยึดกฎการใช้กำลังพร้อมรับสถานการณ์

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยว่าวานนี้ (21 พ.ค. 69) กองทัพบก ได้รับรายงานจาก  ร้อย.ทพ.2603 กองกำลังสุรนารี ขณะจัดกำลังพลปฏิบัติภารกิจปรับปรุงที่มั่นเสริมความมั่นคง บริเวณหลักเขตแดนที่ 18 อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยเมื่อเวลาประมาณ 1420 น. กำลังพลได้ยินเสียงปืนเล็กจำนวน 5 นัด ดังมาจากทางทิศใต้ ระยะทางประมาณ 600 เมตร ซึ่งอยู่ในพื้นที่ควบคุมของฝ่ายกัมพูชา หลังจากนั้น กำลังพลได้หยุดฟังและตรวจการณ์อย่างละเอียด ไม่ปรากฏสิ่งผิดปกติ จึงได้ปฏิบัติภารกิจต่อไป

เหตุการณ์ดังกล่าว ฝ่ายเราไม่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ และไม่มีการยิงโต้ตอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นการเปิดเผยที่ตั้งและการวางกำลังของฝ่ายเรา ทั้งนี้ กองกำลังสุรนารีสั่งการให้เฝ้าระวังและพร้อมปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังตามสถานการณ์อย่างเคร่งครัด

สำหรับการกระทำของฝ่ายกัมพูชาดังกล่าว แม้จะมีลักษณะเป็นการก่อกวนจากระยะไกล แต่จัดเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อถ้อยแถลงร่วมฯ อย่างชัดเจน ซึ่งกองกำลังสุรนารี จะได้แจ้งเตือนและประท้วงฝ่ายกัมพูชาถึงการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ผ่านช่องทางชุดประสานงานในพื้นที่ต่อไป

ค่าไฟบ้านจ่อปรับโครงสร้าง!! ปรับค่าไฟบ้านแบบ Progressive Rate กกพ. เปิดรับฟังความเห็นปรับโครงสร้างค่าไฟบ้าน 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท ชูอัตราก้าวหน้า สะท้อนต้นทุน–ลดใช้ไฟฟุ่มเฟือย

“กกพ.” เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า ตามมติ กพช.

รับฟังความเห็นทุกภาคส่วน ประกอบการพิจารณาแนวทางค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตามขั้นตอนของกฎหมาย

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive rate) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 และมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ซึ่งกำหนดให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก มีอัตราค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป ในลักษณะอัตราก้าวหน้า เพื่อสะท้อนต้นทุนและส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ภายหลังมติ กพช. สำนักงาน กกพ. ได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จัดทำข้อเสนอการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า ภายใต้กรอบนโยบายของภาครัฐ และตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550

การพิจารณาข้อเสนอในครั้งนี้ดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 65–70 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดให้การกำกับดูแลอัตราค่าไฟฟ้าต้องคำนึงถึงต้นทุน

ที่เหมาะสม ความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้รับใบอนุญาต ความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูล และการไม่เลือกปฏิบัติ โดยผู้รับใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้าจะเป็นผู้เสนออัตราค่าไฟฟ้าเพื่อให้ กกพ. พิจารณา พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

สำหรับข้อเสนอที่นำมารับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายได้จัดทำกรณีศึกษา จำนวน 4 กรณี โดยทุกกรณียังคงหลักการดูแลค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตามมติ กพช. ผ่านการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive rate) ในส่วนของค่าพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้สอดคล้องกับแนวนโยบายที่กำหนด และส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีการใช้ไฟฟ้าในระดับสูงขึ้น จะมีอัตราค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามระดับการใช้ไฟฟ้า ทั้งนี้ ไม่รวมค่าบริการรายเดือน ค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) และภาษีมูลค่าเพิ่ม

ทั้ง 4 กรณีศึกษา กำหนดอัตราค่าพลังงานไฟฟ้าที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงการใช้ไฟฟ้า (Block) 

โดยกรณีศึกษาที่ 1 และ 2 จะกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 400 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป สูงกว่าระดับปัจจุบัน ขณะที่กรณีศึกษาที่ 3 และ 4 จะกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 200 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป สูงกว่าระดับปัจจุบัน

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางดังกล่าวเป็นการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ โดยยังคงหลักการสะท้อนต้นทุนที่เหมาะสม และคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าแต่ละกลุ่ม รวมถึงเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในระยะยาว

ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จะถูกนำมารวบรวม วิเคราะห์ และใช้ประกอบการพิจารณาของ กกพ. ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป

ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ. จะเปิดรับฟังความคิดเห็น ระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน 2569 ผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ที่ www.erc.or.th


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top