Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

เลือกผู้นำในโลกเดือด อย่าดูแค่ “นโยบายแจก” ต้องดู “วิธีตัดสินใจตอนวิกฤต”

โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ภูมิรัฐศาสตร์” แรงกว่าที่หลายคนเคยชิน—สงคราม เศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี และข่าวสาร ถูกผูกเป็นเกมเดียวกันหมด และในเกมนี้ คำพูด/ท่าที/นโยบาย ของผู้นำประเทศหนึ่ง อาจกลายเป็น “ชนวน” ที่อีกฝ่ายใช้เป็นเหตุผลในการยกระดับความขัดแย้งได้

บทเรียนนี้เห็นชัดในกรณี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน—ต้องย้ำก่อนว่า ความขัดแย้งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2014 และการยกระดับเป็นการตัดสินใจของรัสเซียเอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “การตัดสินใจบางจังหวะ” ของผู้นำยูเครนถูกมองเป็นเส้นแดง และถูกใช้เป็นคำอธิบาย/ข้ออ้างในฝั่งมอสโก

ต่อไปนี้คือ “4 ช็อตการตัดสินใจ” ที่นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า ทำให้รัสเซียไม่พอใจขึ้นไปจากเดิม—และกลายเป็นเชื้อไฟที่สะสมจนปะทุเป็นการบุกเต็มรูปแบบในปี 2022

1) เดินหน้าเส้นทาง NATO แบบเปิดหน้า ขอคำตอบ “ใช่/ไม่ใช่” ให้ชัด

เซเลนสกีเลือกส่งสัญญาณว่า ยูเครนต้องการ “เส้นทาง” เข้า NATO ให้ชัดเจน ถึงขั้นขอคำตอบตรง ๆ จากสหรัฐฯ ในเรื่องแผนเข้าร่วม (Membership Action Plan)

ในมุมของรัสเซีย “ยูเครนใกล้ NATO” ไม่ใช่เรื่องเทคนิค—แต่คือเรื่องความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ (อย่างน้อยในกรอบคิดของเครมลิน) และปลายปี 2021 รัสเซียยื่นข้อเสนอความมั่นคงที่ระบุชัดให้ NATO “ไม่ขยายเพิ่ม รวมถึงไม่รับยูเครน”

บทเรียนสำหรับไทย: ผู้นำที่ดีต้องรู้ว่า “ประโยคเดียว” บนเวทีโลกมีราคาเท่าไร—และต้องประเมินผลสะเทือนล่วงหน้า ไม่ใช่พูดเอามันหรือพูดให้คนในประเทศสะใจ

2) “ทุบเครือข่ายอิทธิพล” ของรัสเซียในยูเครน: ปิดสื่อ-คว่ำบาตรคนโปรรัสเซีย

ยูเครนภายใต้เซเลนสกีออกมาตรการคว่ำบาตร/จำกัดสื่อที่ถูกกล่าวหาว่าได้รับทุนหรืออิทธิพลจากมอสโก และคว่ำบาตรบุคคล/เครือข่ายที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนอิทธิพลรัสเซียในยูเครน

ในมุมยุทธศาสตร์ นี่คือการ “ตัดแขนทางการเมือง” ของคู่แข่งภายนอก—ทำให้เกมกดดันแบบนิ่ม ๆ (soft power/เครือข่ายการเมืองภายใน) ทำได้ยากขึ้น และยิ่งผลักความตึงเครียดไปสู่การเผชิญหน้าแข็งขึ้น

บทเรียนสำหรับไทย: ปราบทุนเทา-ปราบอิทธิพลเป็นเรื่องจำเป็น แต่ผู้นำที่ดีต้องทำให้ “ชอบธรรม-โปร่งใส-ตรวจสอบได้” และต้องรู้ว่าการจัดการเครือข่ายข้ามชาติอาจลากเอาแรงตอบโต้ทางการเมือง/เศรษฐกิจตามมา

3) ยก “ไครเมีย” ขึ้นเป็นวาระโลก: ยุทธศาสตร์ยึดคืน + เวที Crimea Platform

เซเลนสกีลงนามยุทธศาสตร์ de-occupation/reintegration ของไครเมีย (มีทั้งมิติการทูต เศรษฐกิจ ข่าวสาร และความมั่นคง) และผลักดันเวที Crimea Platform เพื่อรวมแรงกดดันนานาชาติเรื่องไครเมียให้เป็นระบบ

จากนั้นยูเครนใช้เวทีนี้เป็น “รูปแบบสถาบัน” เพื่อกดดันทางการเมือง-การทูตต่อรัสเซีย ขณะที่รัสเซียพยายามบั่นทอนและย้ำว่า “ประเด็นไครเมียปิดไปแล้ว” ในมุมของตน

บทเรียนสำหรับไทย: บางเรื่องเป็น “หลักการ” ที่ต้องยืน—แต่การยืนหลักการในเวทีโลก ต้องมาพร้อม “ยุทธศาสตร์รองรับ” ไม่ใช่ยืนแบบไม่มีแผน เพราะคู่แข่งจะมองว่าเราล็อกตัวเองให้เดินได้ทางเดียว และพร้อมใช้มันเป็นข้ออ้างในการกดดัน

4) ขยับยุทธศาสตร์ความมั่นคงให้ “ยับยั้งรัสเซีย” ชัดขึ้น และผูกกับตะวันตกมากขึ้น

ยูเครนรับรองยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทหารที่เน้นการยับยั้ง/เพิ่มต้นทุนของการรุกราน และมองความเสี่ยงการรุกจากรัสเซียเป็นโจทย์หลัก

พอมาชนกับข้อเรียกร้องด้านความมั่นคงของรัสเซียปลายปี 2021 ที่พยายามจำกัดการขยายตัวของ NATO และกิจกรรมทางทหารใกล้รัสเซีย มันยิ่งทำให้สองฝ่ายเหมือน “ชนกันตรง ๆ”

บทเรียนสำหรับไทย: โลกใหม่ไม่ได้วัดผู้นำจากคำว่า “รักชาติ” หรือ “เก่งพูด” แต่วัดจากความสามารถในการจัดสมดุล (ความมั่นคง–เศรษฐกิจ–พันธมิตร–การทูต) และมีแผนรับแรงสั่นสะเทือนจริง

แล้วทำไมสิ่งเหล่านี้ถึงถูกมองเป็น “ชนวน” ในสายตารัสเซีย?

เพราะมันกระทบ “เส้นประสาท” 3 เรื่องพร้อมกัน: (1) ยูเครนขยับออกจากวงอิทธิพลรัสเซียไปหาตะวันตกเร็วขึ้น (2) ยูเครนตัดเครื่องมืออิทธิพลทางการเมืองภายในที่รัสเซียเคยใช้ และ (3) ยูเครนทำให้ไครเมียกลับมาเป็นวาระโลกอย่างเป็นระบบ

จีนเผยผลผลิต 'ทองคำ' เพิ่มขึ้น ความต้องการลงทุนพุ่งสูงในปี 2025

ปักกิ่ง, 5 ก.พ. (ซินหัว) -- วันพฤหัสบดี (5 ก.พ.) สมาคมทองคำแห่งประเทศจีนเผยว่าการผลิตทองคำของจีนในปี 2025 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 1.09 เมื่อเทียบปีต่อปี อยู่ที่ 381.339 ตัน และผลผลิตจากวัตถุดิบนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.81 คิดเป็น 170.681 ตัน ขณะที่การบริโภคโดยรวมลดลง ท่ามกลางแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากการซื้อเครื่องประดับไปสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุนมากขึ้น

การบริโภคทองคำในปี 2025 มีจำนวนรวม 950.096 ตัน ลดลงจากปีก่อนหน้าร้อยละ 3.57 เนื่องจากความต้องการเครื่องประดับลดลงอย่างมาก ขณะที่การซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ปริมาณทองคำเพื่อการลงทุนรายปีแซงหน้าการบริโภคเครื่องประดับในจีน

บูลลี่ชาติกำเนิด: เมื่อการเมืองปลุกสัญชาตญาณ “พวกเรา–พวกเขา”

กรณีสนามเลือกตั้ง สงขลา เขต 2 ที่ร้อนแรงขึ้นจาก “การบูลลี่ชาติกำเนิด” ไม่ได้เป็นแค่ดราม่าการเมืองท้องถิ่น แต่มันคือภาพสะท้อนกลไกจิตวิทยาพื้นฐานของมนุษย์—กลไกเดียวกันที่ทำให้สังคมทั่วโลก “แบ่งคนเป็นกลุ่ม” แล้วเริ่มเหยียด เริ่มผลักไส และเริ่มทำร้ายกันด้วยคำพูด

ในเคสนี้ จูรี นุ่มแก้ว ระบุว่าถูกโจมตีด้วยถ้อยคำทำนอง “เกิดระโนด” “ไปเลือกทำไมเด็กบ้านๆ” ขณะเดียวกันมีรายงานว่า นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ปราศรัยในเชิง “ต้องเป็นคนหาดใหญ่เท่านั้น” และ “คนระโนดให้ไปอยู่ระโนด”

คำถามคือ: ทำไม “การบูลลี่” ถึงเกิดขึ้นง่ายนัก และทำไมคนบางคนถึงเผลอ/เลือกใช้มันเป็นอาวุธทางการเมือง?

1) บูลลี่มาจากอะไรในมุมจิตวิทยา

1.1 “ยกตัวเอง” ด้วยการ “กดคนอื่น”
นิยามการบูลลี่ในมุมจิตวิทยา มักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทำร้ายซ้ำ ๆ ในความสัมพันธ์ที่มีความไม่สมดุลของอำนาจ (power imbalance) ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางสังคม การยอมรับ หรือการรวมฝูง คนที่บูลลี่จำนวนไม่น้อยไม่ได้ “มั่นใจ” อย่างที่แสดงออก แต่กำลังใช้การกดอีกฝ่ายเพื่อยกระดับตัวเองให้เหนือกว่า

1.2 สมองมนุษย์ชอบ “แบ่งข้าง” โดยธรรมชาติ
แนวคิด ingroup/outgroup อธิบายว่าเรามีแนวโน้มจัดคนเป็น “พวกเรา/พวกเขา” เพื่อความรู้สึกเป็นเจ้าของและคุณค่าของตัวเอง—และนี่เองที่เปิดประตูให้เกิดอคติ/การกีดกันได้ง่ายมาก พอการเมืองเข้ามาแตะ “อัตลักษณ์” เช่น บ้านเกิด ชนชั้น อำเภอ เมือง-ชนบท มันจะกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดี

1.3 “แพะรับบาป” ช่วยระบายความคับข้องใจ
เวลาคนเครียด โกรธ หรือรู้สึกว่ากำลัง “เสียเปรียบ” สมองจะมองหาเป้าระบายที่ง่ายที่สุด—และเป้าที่ยิงง่ายที่สุดคือ “คนที่ถูกทำให้เป็นคนนอก” หรือ “คนที่ถูกเล่าให้ดูด้อยกว่า”

1.4 การทำให้ตัวเองไม่รู้สึกผิด (Moral disengagement)
กลไกที่คนใช้ “ปลดล็อกความรู้สึกผิด” เพื่อทำร้ายคนอื่นได้ เช่น ทำให้ดูเป็นเรื่องขำ ๆ, โทษเหยื่อ, หรืออ้างว่า “ก็พูดความจริง” นี่คือเหตุผลว่าทำไมคำเหยียดจำนวนมากถึงมาในรูป “มุก” หรือ “แซวเล่น” ทั้งที่จริง ๆ มันบาดลึก

1.5 ออนไลน์ยิ่งแรง: Online disinhibition effect
ในโลกออนไลน์ คนจำนวนมาก “หลุด” ง่ายขึ้นเพราะความรู้สึกนิรนาม ไม่เห็นหน้ากัน และไม่ต้องรับผลทันที ผลคือคอมเมนต์รุมมักพาให้คำบูลลี่ขยายเร็วและรุนแรงกว่าชีวิตจริง

2) โยงเคสนี้: ทำไมคำว่า “คนระโนดให้ไปอยู่ระโนด” ถึงมีพลัง (และมีพิษ)
ถ้อยคำลักษณะ “ห้ามคนนอกพื้นที่” เล่นกับสัญชาตญาณดั้งเดิมมาก ๆ: สร้างภาพว่ามี “เจ้าของพื้นที่ตัวจริง” กับ “คนนอกที่ไม่ควรมีสิทธิ์” ลดทอนอีกฝ่ายให้เหลือแค่ “บ้านเกิด” แทนที่จะถกกันที่ความสามารถ/นโยบาย และชวนให้ผู้ฟัง “เลือกข้าง” ด้วยอัตลักษณ์ ไม่ใช่เหตุผล

3) แล้วทำไม “หมอสุภัทร” ถึงพูดแบบนั้น? (วิเคราะห์เชิงแรงจูงใจ/กลยุทธ์)
หมายเหตุ: ต่อไปนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงพฤติกรรม/การสื่อสาร ไม่ใช่วินิจฉัยตัวบุคคล

3.1 ปลุกฐานด้วย Local identity
การย้ำว่า “ต้องเป็นคนหาดใหญ่เท่านั้น” คือการใช้ทางลัดทางความคิดให้ผู้ฟังตัดสินเร็ว: คนของเรา vs คนนอก

3.2 ลดคู่แข่งโดยไม่ต้องสู้ด้วยนโยบาย
เมื่อโยนกรอบว่าอีกฝ่าย “ไม่ใช่คนพื้นที่” บทสนทนาจะหลุดจากเรื่องนโยบายทันที และกลายเป็นศึกศักดิ์ศรี/ความเป็นเจ้าของ

3.3 เล่นกับความรู้สึก “ถูกแย่งทรัพยากร”
ทำให้คนรู้สึกว่า ถ้าคนนอกเข้ามา เราจะเสียโอกาส/เสียอำนาจ ทั้งที่ข้อเท็จจริงอาจซับซ้อนกว่านั้นมาก

3.4 อารมณ์เวที + แรงเสริมจากเสียงเชียร์
การปราศรัยเป็นพื้นที่ที่ “อารมณ์นำเหตุผล” ได้ง่าย และเมื่อมีเสียงเชียร์สนับสนุน ผู้พูดมักถูกผลักให้ไปต่อไกลขึ้น

3.5 ความกดดันช่วงโค้งสุดท้าย
บรรยากาศคะแนนสูสี/โค้งสุดท้าย มักทำให้การโจมตีตัวตนปะทุง่ายขึ้น

เสียงเดียวแต่คิดมาก การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญมาก เพราะประเทศกำลังในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อต้องการการนำและต้องการผู้นำที่มีความสามารถ

วันที่ 5 ก.พ. 2569 ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) ได้แสดงความเห็นถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงว่า เสียงเดียวแต่คิดมาก การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญมากเพราะประเทศกำลังในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อต้องการการนำและต้องการผู้นำที่มีความสามารถ

กลุ่มเดิม ที่เคยร่วมรัฐบาลกันมา ทั้ง แดง น้ำเงิน เขียว และอื่นๆ คงมีแนวโน้มที่จะรวมกัน โดยมีน้ำเงินเป็นพรรคนำ หากผลการเลือกตั้งออกเอื้อให้จัดตั้งรัฐบาลได้

• กลุ่มนี้และพรรคเหล่านี้ สับเปลี่ยนทำงานมากว่า 20 ปี แต่สุดท้ายประเทศก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ เศรษฐกิจยังตกต่ำ โครงสร้างไม่แข็งแรง สังคมล้าหลัง การดูแลกฎหมายอ่อนแอ 
• การทำงานเพื่อทำผลประโยชน์ของประเทศบ้าง ของตนเองบ้าง ของพรรคบ้าง ทำให้ผลประโยชน์ส่วนรวมได้ไม่เต็มที่   จึงมีทั้งการปฏิวัติ การมีรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ความไม่ไว้ใจเรื่องเขมร เรื่องคาสิโน พนันออนไลน์ และสแกมเมอร์ 
• ช่วงดังกล่าว เน้นการเลือกคนของตัวเอง ทำให้ระบบราชการขาดคนทำงานที่มีความสามารถ ชาวบ้านทั่วไปก็ปรับตัวกับความไร้ประสิทธิภาพเหล่านี้ วันนี้เราขับรถกันโดยไม่ต้องใช้ตำรวจจราจร วันนี้เราจะไปเลือกตั้งไม่ต้องพึ่งกกต. นำ
• ข้อดีของกลุ่มเดิม คือ เข้าใจระบบ หากมีผู้นำที่ดี มีความสามารถ เด็ดขาด ไม่คดโกง ใช้คนมีความสามารถ การแก้ปัญหาทำได้เร็ว มีโอกาสสำเร็จสูง หวังว่าจะเห็นช่วงเวลาที่มีผู้นำแบบนั้นหลังการเลือกตั้ง

กลุ่มใหม่ สีส้มนำ สนับสนุนโดยคนอายุน้อยที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง  หากมีสส.มากจริง จะเป็นรัฐบาลแนวปฏิรูป  เราพอรู้ว่าจะปฏิรูปอะไร  แต่ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะปฏิรูปอย่างไร
• ตลอดมาคนกลางทั่วไปสงสัย ทำไมนำนโยบายด้วยใช้การแก้รัฐธรรมนูญ และ ม.112 แทนที่จะนำการแก้ปัญหาของประชาชนเป็นหลัก แม้กระทั่งยอมเป็นฝ่ายค้านในครั้งก่อน และยอมให้สีน้ำเงินเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในช่วงที่ผ่านมา
• ข้อดีคือเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ ชี้นำปัญหาเก่งชัดเจนทั้ง ประกันสังคม น้ำท่วมหาดใหญ่ หนี้ท่วม นายทุนเอาเปรียบ 
• ที่ไม่ชัดเจนคือทางแก้ปัญหา และคนจะไปแก้ปัญหายังไม่เป็นที่รู้จัก หรือมีกลุ่มมืออาชีพที่คนฝากความหวังได้ คนกลางๆกลัวว่าเลือกกันไปก่อนแล้วไปตายเอาดาบหน้า    
• ประกันสังคมต้องแก้แน่ แต่การนำประกันสังคมออกนอกระบบคงไม่พอ ใครจะทำการปฏิรูป
• น้ำท่วมหาดใหญ่ สะท้อนความล้มเหลวของระบบการบริหารน้ำท่วม จะแก้ระบบใหญ่อย่างไร ใครจะนำ   
• ปัญหาสินเชื่อประชาชนแม้มีวิธี แต่ใครจะนำ ก.คลัง และธปท. อย่างเป็นระบบ 
• การนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาประเทศทำอย่างไร ฉาบฉวยคงไม่สำเร็จ

พูดไปแล้ว ดูเหมือนคนกลางๆ อย่างผมกลับดูไม่เป็นกลางเท่าไหร่ เพราะกำลังสร้างแรงกดดันหนักให้คนรุ่นใหม่ แก้ปัญหาคนรุ่นเก่า ดูแล้วก็ไม่ค่อยเป็นธรรม ประกอบกับนโยบายพรรคต่างๆในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็ยังเป็นประชานิยม  เสนอใช้เงินงบประมาณมาแจกกันด้วยข้ออ้างต่างๆ  แต่ก็ไม่เห็นนโยบายที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประชาชนพื้นฐานที่พอเชื่อได้จริงๆ เลือกไปก็อาจไปตายเอาดาบหน้าเหมือนเดิม

อีกด้านของความหวัง: 7 เรื่องที่ประชาธิปไตยไทย “ยังไม่ดีขึ้น” ก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569

เมื่อเครื่องมือดีขึ้น แต่ความไว้ใจและโครงสร้างยังเป็นโจทย์เดิม

มีคนบอกว่าไทย “ดีขึ้น” เพราะคนตื่นตัวขึ้น ตรวจสอบเก่งขึ้น ใช้ข้อมูลมากขึ้น—จริง

แต่ถ้ามอง “ในทางตรงข้าม” เราก็ต้องยอมรับว่า บางรากของปัญหา ยังอยู่ครบ และบางเรื่องยังเป็นวงจรเดิมที่วนกลับมาทุกครั้งที่ถึงวันเลือกตั้ง

บทความนี้ชวนมอง 7 จุดอ่อนที่ประชาธิปไตยไทยยังไม่ดีขึ้นแบบเห็นชัด—เพื่อให้เราไม่เผลอ “ดีใจกับปลายยอด” แต่ลืม “ซ่อมราก”

1) วิกฤต “ความไว้ใจในกติกา” ยังไม่หาย
ปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่ใครชนะ–ใครแพ้ แต่คือสังคมยังรู้สึกว่าเกมนี้ “ไม่แฟร์เท่ากัน” ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

ต่อให้มีระบบรายงานผล มีข้อมูลมากขึ้น แต่ถ้าความเชื่อว่า “บังคับใช้กติกาไม่เสมอภาค” ยังฝังอยู่ การยอมรับผลก็จะเปราะบางเสมอ—และนี่คือเชื้อไฟชั้นดีของความขัดแย้ง

2) การเมืองไทยยังถูก “ชี้ขาดนอกคูหา” อยู่บ่อยครั้ง
การเลือกตั้งควรเป็น “จุดจบของข้อถกเถียง” แต่การเมืองไทยจำนวนไม่น้อยกลับเป็น “จุดเริ่มต้นของคดี/ข้อพิพาท”

กรณีการยุบพรรคและการตัดสิทธิ์ทางการเมืองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่า การเมืองไทยยังมี “ประตูหลัง” ที่สามารถเปลี่ยนกระดานได้ตลอดเวลา [1]

3) เสรีภาพในการแสดงออก โดยเฉพาะ “โลกออนไลน์” ยังถูกกดทับ
ยุคดิจิทัลควรทำให้การเมืองเปิดกว้างขึ้น แต่รายงานด้านเสรีภาพอินเทอร์เน็ตสะท้อนภาพตรงข้าม—ทั้งการดำเนินคดี การสอดส่อง และการคุกคามต่อผู้สื่อข่าว/นักกิจกรรมจากคอนเทนต์ออนไลน์ [2]

เมื่อพื้นที่ถกเถียงไม่ปลอดภัยพอ สังคมจะได้แต่เสียงที่ดังที่สุด ไม่ใช่เสียงที่จริงที่สุด และคุณภาพการตัดสินใจทางการเมืองก็จะยิ่งแย่ลง

4) เงิน–ทุน–เครือข่ายอุปถัมภ์ ยังครองสนาม (การแข่งขันไม่เท่ากันจริง)
เราพูดเรื่อง “ประชาธิปไตยของประชาชน” แต่ในทางปฏิบัติ การเมืองยังหนีไม่พ้นทุนการเมืองและเครือข่ายแบบอุปถัมภ์ ที่ทำงานเป็นระบบในหลายพื้นที่

งานวิจัยเกี่ยวกับเครือข่ายแบบอุปถัมภ์ในการเลือกตั้งชี้ให้เห็นว่า “อำนาจท้องถิ่น–เครือข่าย–การจัดการคะแนน” ยังเป็นตัวแปรสำคัญ [3]

และถ้าฐานเกมยังเป็นแบบนี้ คนเก่งแต่ “ไม่มีทุน/ไม่มีเครือข่าย” ก็ยากจะขึ้นมาแข่งขันอย่างเท่าเทียม

5) การเงินการเมือง “โปร่งใสไม่พอ” และโครงสร้างยังเอื้อความเหลื่อมล้ำระหว่างพรรค
ถ้าพรรคใหญ่เข้าถึงทรัพยากรมากกว่า (ทั้งทุน ทั้งเครือข่าย ทั้งการสนับสนุน) ความเป็นธรรมของการแข่งขันย่อมเสียสมดุล

รายงานประเมินเรื่องการเงินการเมืองของ International IDEA ชี้ประเด็นสำคัญว่า เกณฑ์การจัดสรรเงินสนับสนุนอาจก่อผล “เพิ่มช่องว่างรายได้” ระหว่างพรรคใหญ่กับพรรคเล็ก [4]

นี่คือเรื่อง “โครงสร้าง” ที่ต้องแก้ ไม่ใช่แค่จับผิดรายเคส

6) ความขัดแย้งแบบ “ทีมกีฬา” ยังกลบการถกเถียงเชิงเหตุผล
เรายังเห็นการเมืองที่แข่งกัน “เอาชนะอีกฝั่ง” มากกว่า “หาคำตอบร่วมกัน”โลกออนไลน์ทำให้การสื่อสารเร็วขึ้น แต่ก็ทำให้ความเกลียดชังและการเหมารวมแพร่เร็วขึ้นด้วย ผลคือพื้นที่ตรงกลางแคบลง คนที่อยากคุยด้วยเหตุผลเงียบลง และประเทศยิ่งหาทางออกยากขึ้น

7) ประชาชนมีส่วนร่วม “แค่วันเลือกตั้ง” มากกว่าการกำกับตรวจสอบระหว่างวาระ
ไทยเก่งขึ้นเรื่อง “ไปใช้สิทธิ” แต่ยังไม่แข็งแรงพอเรื่อง “กำกับผู้แทนหลังชนะ”

ดัชนี/ตัวชี้วัดด้านประชาธิปไตยของ International IDEA ชี้ให้เห็นว่า มิติการมีส่วนร่วมและความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง [5]

6 กุมภาพันธ์ ของทุกปี กำหนดให้เป็น "วันมวยไทย" เทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระเจ้าเสือ” พระบิดาแห่งมวยไทย เชิดชูศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ มรดกภูมิปัญญาไทย

(6 ก.พ. 69) วันที่ 6 กุมภาพันธ์ของทุกปีถูกกำหนดให้เป็น "วันมวยไทย" เพื่อเชิดชูมวยไทยในฐานะศิลปะการต่อสู้และมรดกภูมิปัญญาประจำชาติ มุ่งส่งเสริมและอนุรักษ์สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น พร้อมผลักดันสู่เวทีโลกผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย โดยมีพื้นที่สำคัญอย่างพระนครศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางกิจกรรม

วันที่เลือกคือวันที่สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือ "พระเจ้าเสือ" กษัตริย์กรุงศรีอยุธยา ทรงขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น "พระบิดาแห่งมวยไทย" เพราะพระปรีชาสามารถด้านศิลปะมวยไทยที่โดดเด่น

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้วันที่ 6 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันมวยไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อยืนยันความเป็นเอกลักษณ์และการสืบสานวัฒนธรรมนี้ กระทรวงวัฒนธรรมและกรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้ขึ้นทะเบียนมวยไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติในสาขากีฬาภูมิปัญญาไทย เพื่อเป็นการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทย

กิจกรรมหลักในวันมวยไทยได้แก่พิธีไหว้ครูและครอบครูมวยไทยเพื่อรำลึกถึงครูบาอาจารย์ การสาธิตแม่ไม้มวยไทยและมวยโบราณ รวมถึงการเผยแพร่องค์ความรู้ต่าง ๆ พร้อมการดึงนักมวยและผู้สนใจจากต่างประเทศร่วมงานเป็นอีกหนึ่งมิติของซอฟต์พาวเวอร์

แม้จะมีอีกวันที่ถูกพูดถึงคือวันที่ 17 มีนาคม ในฐานะ "วันนักมวย/วันมวยไทย" ที่เชื่อมโยงกับตำนานนายขนมต้ม แต่ความเป็นทางการและการเชิดชูศิลปะมวยไทยประจำชาติอยู่ที่วันที่ 6 กุมภาพันธ์

ที่มา :https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1111861

สปส. เปิดเผยผลตอบแทนการลงทุนปี 2568 กองทุนประกันสังคมเติบโต 6.16% ท่ามกลางความท้าทายเศรษฐกิจโลก

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยผลการดำเนินงานด้านการลงทุนของกองทุนประกันสังคมประจำปี 2568 โดยระบุว่า แม้ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่มีความท้าทาย    อย่างมากจากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามในหลายภูมิภาค รวมถึงมาตรการกำแพงภาษีที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก 

โดยผลตอบแทนรวมจากการลงทุนของกองทุนประกันสังคมในปี 2568 อยู่ที่ระดับ 6.16% วัดตามราคาตลาด ส่งผลให้มูลค่าเงินกองทุนเพิ่มขึ้นจากการลงทุนรวมทั้งสิ้น 168,177 ล้านบาท ประกอบด้วย 

  1. กำไรสุทธิจากการลงทุนที่รับรู้แล้ว (Realized Gain) จำนวน 80,161 ล้านบาท ซึ่งมาจากดอกเบี้ยรับ เงินปันผล และกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ลงทุน
  2. กำไรสุทธิจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Unrealized Gain) จำนวน 88,016 ล้านบาท อันเป็นผลจากการปรับเพิ่มขึ้นของมูลค่าสินทรัพย์ลงทุนในพอร์ต

กองทัพเรือประกาศใช้สถาปัตยกรรมองค์กร มุ่งสู่ “กองทัพเรือดิจิทัล”

กองทัพเรือให้ความสำคัญกับการพัฒนาการบริหารจัดการองค์กรให้มีความทันสมัย เป็นระบบ และโปร่งใส เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเล การช่วยเหลือประชาชน และการคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างยั่งยืน

ภายใต้กรอบดังกล่าว กองทัพเรือได้พัฒนาสถาปัตยกรรมองค์กร (Enterprise Architecture: EA) เพื่อจัดระเบียบกระบวนการทำงาน การบริหารข้อมูล และระบบสนับสนุนให้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็วในการสั่งการ และยกระดับการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างความพร้อมของกองทัพเรือในการรับมือกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ควบคู่กับการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลของภาครัฐ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (5 กุมภาพันธ์ 2569) กองทัพเรือได้จัดแถลงแผนการจัดทำสถาปัตยกรรมองค์กร (EA) อย่างเป็นทางการ โดยมี พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธาน และประกาศใช้ EA เป็นกรอบการพัฒนาการทำงานของกองทัพเรือในทิศทางเดียวกัน เชื่อมโยงทุกหน่วยงานอย่างเป็นระบบ พร้อมขับเคลื่อนสู่องค์กรที่ทันสมัย ภายใต้มอตโต “B R I G H T” ซึ่งสะท้อนการบริหารจัดการด้วยข้อมูล ความเท่าทันเทคโนโลยี และการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล

“ส้มจับแดง” ในศึกเลือกตั้ง 69: จากคำพูด “ชัยวุฒิ” สู่ฉากทัศน์หลังเลือกตั้ง

ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศการเมืองไทยเริ่มเข้าสู่โหมดตีความ “หลังคูหา” มากขึ้น โดยเฉพาะคำถามใหญ่ที่วนกลับมาเรื่อย ๆ คือ “ส้มจะจับมือแดงไหม” (ส้ม = พรรคประชาชน / แดง = พรรคเพื่อไทย) เมื่อคำถามนี้ถูกยกขึ้นมาเป็นวาทกรรมหาเสียงอย่างชัดเจนจาก ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้า พรรครักชาติ

1) “ข่าวชัยวุฒิ” พูดอะไร และพูดในบริบทไหน
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ชัยวุฒิลงพื้นที่หาเสียงที่ตลาดกิมหยง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อม เจษฎ์ โทณะวณิก โดยให้สัมภาษณ์ในทำนองว่า คนในพื้นที่ “ไม่ได้กังวลเรื่องรัฐประหารมากเท่ากับกังวลว่าส้มกับแดงจะมารวมกันหลังเลือกตั้ง” และสื่อว่าการรวมขั้วดังกล่าวอาจทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย รวมถึงกระทบต่อสถาบันหลักของชาติ
ประเด็นนี้ถูกนำเสนอในหลายสำนักข่าวในทิศทางใกล้เคียงกัน ซึ่งสะท้อนว่า “ส้มจับแดง” ถูกวางให้เป็นภาพจำความเสี่ยงในช่วงหาเสียง มากกว่าจะเป็นข้อมูลยืนยันว่ามีดีลเกิดขึ้นแล้วจริง

2) ทำไมวาทกรรม “ส้มจับแดง” ถึงถูกหยิบมาเล่นในช่วงนี้
วาทกรรมแบบนี้มักถูกใช้ด้วยเหตุผลหลัก 3 ข้อ:
1. เกม “ปิดประตูดีล” แต่เปิดพื้นที่คะแนน: เมื่อการเมืองไทยมักจบที่รัฐบาลผสม การชี้ว่าอีกฝ่ายจะไปจับมือกับ “ศัตรูเดิม” ช่วยดึงคะแนนจากคนที่ไม่อยากเห็นการเปลี่ยนขั้วแบบฉับพลัน หรือคนที่ไม่ไว้ใจการต่อรองหลังเลือกตั้ง
2. สร้างกรอบความกลัวที่เข้าใจง่าย: คำว่า “ส้ม” กับ “แดง” เป็นรหัสสีที่คนจำนวนมากตีความได้ไว พอถูกวางคู่กันก็กลายเป็นภาพจำทันทีว่า “สองขั้วใหญ่จับมือ = สูตรวุ่นวาย/สูตรเสี่ยง”
3. บริบทการเมืองหลัง 2566 ทำให้คนเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้: ประสบการณ์การตั้งรัฐบาลรอบก่อนทำให้สังคมคุ้นกับคำว่า “ดีลหลังคูหา” มากขึ้น ดังนั้นการคาดการณ์ว่าใครจะจับมือกับใครจึงกลายเป็นหัวใจของการหาเสียงในช่วงท้าย

3) ถ้า “ส้มจับแดง” เกิดขึ้นจริง จะเกิดอะไรขึ้น
เพื่อไม่ให้คุยกันแบบอารมณ์ล้วน ๆ ลองแยกเป็น 3 ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ (จากเบาไปหนัก) โดยยึดหลักว่า “ความเป็นไปได้” ต้องพิจารณาควบคู่กับสมการเสียงในสภาหลังวันเลือกตั้ง
ฉากทัศน์ A: จับมือเชิงนโยบายเป็นเรื่อง ๆ (ไม่ตั้งรัฐบาลร่วม)
เป็นรูปแบบที่ต้นทุนทางการเมืองต่ำสุด: โหวตร่วมเฉพาะกฎหมายหรือวาระที่เห็นตรงกัน เช่น เศรษฐกิจปากท้องบางด้าน ปรับปรุงระบบราชการบางส่วน หรือมาตรการลดค่าครองชีพ
ผลที่มักเกิด: ประเทศเดินได้เป็นช่วง ๆ แต่ความคมของนโยบายจะติดเงื่อนไขความต่าง และยังไม่มีเสถียรภาพแบบรัฐบาลผสม

ฉากทัศน์ B: จับมือตั้งรัฐบาลร่วม
ถ้าคณิตศาสตร์สภาบังคับให้ต้องรวมเสียงกัน การตั้งรัฐบาลร่วมก็เกิดได้ในทางทฤษฎี
ผลที่มักเกิด:
•    ประเทศอาจได้รัฐบาลที่เสียงแน่นขึ้น (ถ้ารวมกันแล้วได้เสียงมาก)
•    แต่ต้องแลกกับการเฉือนนโยบายคนละครึ่ง และแรงเสียดทานจากฐานเสียงทั้งสองฝั่ง
•    ความเสี่ยงหลักคือปัญหาความไว้ใจและเสถียรภาพ หากแบ่งงาน/วาระร่วมไม่ชัด จะเกิดเกมดึง-เกมถ่วงภายในรัฐบาลเอง

‘ชัยวุฒิ-ดร.เจษฎ์’ กังขา ประชาธิปัตย์ ลืมจุดยืน ร่วมส้ม-แดง ขัดใจคนใต้ - คนกรุง 

[สงขลา] 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 น. -นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 8), นายณภัทร ชุ่มจิตตรี (คิง ก่อนบ่าย) ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 11, นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค และนายณภัทร นวเครือสุนทร รองเลขาธิการพรรค ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา พบปะพี่น้องประชาชน เพื่อแนะนำพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และนำเสนอนโยบาย 

โดยทีมพรรครักชาติ เริ่มต้นหาเสียงช่วงบ่ายด้วยการ เข้าสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสงขลา โดยมีลักษณะเป็นศาลเจ้าแบบเก๋งจีน สร้างสมัยพระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง ณ สงขลา) เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ภายในศาลเป็นที่ประดิษฐานหลักเมืองทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานให้ประจำเมือง 

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ และคิง ก่อนบ่าย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ได้เป็นตัวแทนทีมพรรครักชาติ เชิดสิงโตแบบจีน ต่อหน้าศาลฯ ซึ่งสื่อความหมายถึงความมั่งคั่ง สมปรารถนา ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง หลังจากนั้นทีมพรรครักชาติได้เดินพบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยรอบ ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ทั้งนี้ระหว่างทีมพรรครักชาติ แวะพักบริเวณร้านอาหารที่เกาะยอ ได้พบกับทีมหาเสียงพรรคโอกาสใหม่ ซึ่งมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคนำทีม จึงได้เข้าไปทักทายอย่างเป็นกันเอง

ขณะที่ FC อาจารย์ต่างตื่นเต้น เข้ามาขอถ่ายรูป และประชาชนบางส่วน สะท้อนมุมมองทางการเมือง ถึงพรรคการเมืองเดิม ๆ โดยเฉพาะพรรคเก่าแก่ อย่างประชาธิปัตย์ ว่า เริ่มทำให้พี่น้องชาวใต้สับสนกับแนวคิด และจุดยื่นของพรรค

ซึ่ง รศ.ดร.เจษฎ์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์อย่างดุเดือด ระบุว่า จากการลงพื้นที่พบปะพี่น้องชาวใต้ เสียงสะท้อนส่วนใหญ่ต้องการพรรคการเมืองที่ยึดมั่นในการธำรงรักษาชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อชาวบ้านพูดถึงพรรคเดิมที่เคยเลือกอย่าง ‘ประชาธิปัตย์’ กลับเต็มไปด้วยความสับสนและไม่เข้าใจในทิศทางของพรรค โดยเฉพาะสโลแกน ‘ฟ้าจะกลับใต้’ ซึ่งขัดแย้งกับความรู้สึกของคนในพื้นที่ที่ประกาศชัดว่า ไม่เอาพรรคที่จะทำร้ายสถาบันหลัก หรือสร้างปัญหาชายแดน แต่ประชาธิปัตย์กลับแสดงท่าทีว่าสามารถพูดคุยกับพรรคประชาชนได้ แม้จะมีประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 1 และหมวด 2 หรือแม้แต่การระบุว่าสามารถร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยได้หากไม่มีนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เพราะนายทักษิณยังคงมีอิทธิพลอยู่

รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้ตั้งคำถามถึงวาทกรรม “สมบัติพ่อเฒ่า” ของพรรคประชาธิปัตย์ว่า มีความหมายที่แท้จริงอย่างไร โดยเชื่อมโยงไปถึง พันตรีควง อภัยวงศ์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าพรรคคนแรกของ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะราษฎร ผู้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 และเคยร่วมมือกับนายปรีดี พนมยงค์ ฉีกรัฐธรรมนูญปี 2489 จึงตั้งข้อสังเกตว่า การที่ประชาธิปัตย์ประกาศจะกลับไปหาสมบัติพ่อเฒ่า หมายถึงการจะจับมือกับกลุ่มคนที่ต้องการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง เพื่อย้อนกลับไปสู่ยุคคณะราษฎร 2475 ใช่หรือไม่ จึงขอให้ชี้แจงให้ชัดเจนเพราะคนใต้ฝากคำถามมา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top