Wednesday, 21 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

จากคำวินิจฉัยศาลสู่สนามสภา!! ศาลชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ฝ่ายค้านตั้ง 4 คำถามใหญ่เขย่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน วิกฤตจริงหรือแค่เร่งกู้เกินจำเป็น หนี้สาธารณะพุ่งสูงกระทบเสถียรภาพ

กรณ์ จาติกวณิช  ได้โพสต์ลงเฟสบุ๊ค

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยมติ 7 ต่อ 2 ว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

แต่นั่นเป็นเพียงคำตอบในทางกฎหมายครับ

หน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้มีไว้ดูแค่ว่า “ออกได้หรือไม่” แต่คือการพิจารณาว่า “ควรออกหรือไม่” เพราะ พ.ร.ก. ถูกออกแบบมาให้ใช้เฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น หากใช้พร่ำเพรื่อจะกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลัง และขาดการตรวจสอบเมื่อเทียบกับกระบวนการงบประมาณปกติ

วันนี้ในสภาฯ ผมได้ตั้ง 4 คำถามสำคัญต่อ พ.ร.ก. ฉบับนี้

1. เศรษฐกิจไทยอยู่ในวิกฤตระดับที่กระทบความมั่นคงของประเทศจริงหรือไม่?

เงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าต้องจำเป็นเร่งด่วนและกระทบความมั่นคง เหมือนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 แฮมเบอร์เกอร์ปี 51 หรือโควิดปี 63–64 ซึ่งตอนนั้นไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ครั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้รับฟังผู้เชี่ยวชาญภายนอก 6 ท่าน ซึ่งทั้ง 6 ท่านเห็นตรงกันว่าไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก. เพราะเศรษฐกิจยังเติบโตได้ แม้จะในระดับต่ำ และยังไม่ใช่วิกฤตความมั่นคง

2. แผนการใช้เงินตอบโจทย์ปัญหาของประชาชนหรือไม่?

ปัญหาหลักของประเทศตอนนี้คือ เศรษฐกิจโตช้า (ไตรมาส 2 โต 1.9%) ขาดดุลการค้าและบัญชีเดินสะพัด ค่าครองชีพสูง และรายได้ที่แท้จริงของประชาชนลดลง (ค่าแรงเทียบเงินเฟ้อครึ่งปีแรกติดลบเกือบ 3%) เงินกู้ก้อนนี้ไม่ได้ทำให้รายได้ประชาชนสูงขึ้น ไม่ได้ทำให้ของถูกลง การกู้มาแจกกระตุ้นได้เพียงชั่ววูบ แต่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้

3. มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบกู้จริงหรือ?

โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องใช้เวลายาวนานหลายปี เช่น โซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน ตั้งเป้า 500,000–1,000,000 หลัง แต่ปีที่แล้วทำได้ 100,000 หลัง ปีนี้คาดว่าได้ 140,000 หลัง ต่อให้ปีหน้าทำได้ 200,000 หลัง ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี แต่เงื่อนไข พ.ร.ก. ต้องกู้ให้เสร็จภายใน 30 กันยายน 2570 (เหลือเวลาเพียง 1 ปีเศษ) กรอบเวลาไม่สอดคล้องกันอย่างสิ้นเชิง การรีบกู้เงินมากองไว้ก่อนความพร้อม มีแต่จะสร้างภาระดอกเบี้ยให้ประเทศโดยไม่จำเป็น

4. กระทบความมั่นคงทางการคลังและภาระหนี้อย่างไร?

ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 67% ของ GDP หากรวมกู้ชดเชยขาดดุลปี 69 ที่เหลือ บวกขาดดุลปี 70 อีก 800,000 ล้านบาท และบวก พ.ร.ก. นี้อีก 400,000 ล้านบาท ภายใน 1 ปี หนี้จะเพิ่มขึ้น 1.8–1.9 ล้านล้านบาท (ราว 10% ของ GDP) ซึ่งจะดันหนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังทันที ผลคือกระทบงบประมาณปี 71 รัฐบาลจะไม่มีวงเงินกู้เหลือสำหรับการลงทุน 20% ตามกฎหมาย และประเทศจะหมดพื้นที่ทางการคลังหากเกิดวิกฤตจริงในอนาคต

คำตอบของ 4 คำถามข้างต้นชัดเจนครับว่า พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาทฉบับนี้ ไม่ใช่คำตอบ และอาจจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

ผม และพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่สามารถเห็นด้วย กับ พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาทฉบับนี้

รูปภาพ : กรุงเทพธุรกิจ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1617719903049898&id=100044357112719&post_id=100044357112719_1617719903049898&rdid=VWEMqc8pfg0tsOw7#

ถึงเวลาสร้างเกมของตัวเอง! “ดร.ดนุช” ชี้ มหาวิทยาลัยไทยไม่ต้องวิ่งตามเกมโลก เสนอ 3 แนวทางยกระดับมหาวิทยาลัยไทย ใช้จุดแข็งที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ เชื่อ!! ไต่ Top 10 อาเซียน Top 100 เอเชีย ไม่ยาก

เมื่อวานนี้ (26 สิงหาคม 2569) ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุถึงเรื่องการยกระดับมหาวิทยาลัยไทยสู่การจัดอันดับนานาชาติ มีใจความว่า

​คำถามสำคัญที่ผมอยากชวนพวกเราคิดคือ 'อันดับสากลแบบเดิม เหมาะกับเราจริงหรือ?' และเรากำลังวิ่งตามเกมคนอื่น โดยลืมดึงจุดแข็งของตัวเราเองอยู่หรือเปล่า?

1. เล่นในสนามที่เราชนะ — บทเรียนจาก จุฬาฯ-มหิดล-มธ. สู่โอกาสของ มรภ./มทร.

ถ้าเราไปแข่งในเกณฑ์แบบดั้งเดิมที่เน้นงบประมาณมหาศาลหรืองานวิจัยพื้นฐานขนาดใหญ่ เราอาจต้องเหนื่อยมาก แต่ถ้ามองในเกณฑ์ THE Impact Rankings (SDGs) ที่วัดผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนำอย่าง จุฬาฯ, มหิดล, ธรรมศาสตร์ พิสูจน์แล้วว่าเราขึ้นไปยืน Top ของโลกได้สบายครับ

ที่สำคัญที่สุดคือกลุ่ม มรภ. และ มทร. ครับ มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้ทำงานตอบโจทย์พื้นที่ (Area-based) และเทคโนโลยีประยุกต์มาตลอด หากเราเปลี่ยนมุมมอง ดันกลุ่มนี้เข้าสู่สนาม Social Impact Rankings มรภ. และ มทร. จะไต่อันดับโลกได้อย่างก้าวกระโดดทันที เพราะมันคือสิ่งที่เราทำอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องใส่ระบบ Data Governance เข้าไปจับรวบรวมผลงานอย่างเป็นระบบครับ

2. ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ — "ทางลัด" ทางวิชาการ และ National Ranking

หากเราต้องการไปสู่เป้าหมาย Top 100 เอเชียอย่างรวดเร็ว เราต้องไม่เริ่มจากศูนย์ แต่ต้องใช้ 'ทางลัดเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Shortcuts)' 

-​International Co-authorship & Consortium จับมือทำวิจัยร่วม (Joint Research) และควบตำแหน่ง (Joint Appointment) สมัครเป็นพันธมิตรกับห้องปฏิบัติการกับสถาบัน/นักวิจัย Top 100 ของโลก ดึงดัชนีการอ้างอิง (Citations) และชื่อเสียงสากลขึ้นแบบก้าวกระโดด

​ใช้นโยบายดึงดูดนักวิจัยต่างชาติเกรด A มาควบตำแหน่ง (Joint Appointment) เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและช่วยเพิ่มชื่อเสียงสถาบัน (Academic Reputation)

-​สร้าง 'Thailand National Ranking' ของเราเอง กระทรวง อว. และวุฒิสภา ควรจับมือกันจัดทำเกณฑ์การประเมินสถาบันภายในประเทศที่วัดความคุ้มค่า เช่น ใช้งบประมาณน้อยแต่ได้ผลงานมาก และสร้างนวัตกรรมที่แก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่ได้จริง เพื่อให้ทุกสถาบันได้รับงบประมาณอย่างเป็นธรรม ไม่เบี้ยหัวแตก

​3. การบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ (Data & Resources)

สุดท้าย การจัดอันดับไม่ใช่แค่เรื่องของงานวิจัย แต่คือเรื่องของระบบข้อมูล (Data Governance) มหาวิทยาลัยไทยเสียคะแนนฟรีเยอะมาก เพราะจัดเก็บข้อมูลไม่ตรงตามนิยามสากล เราจำเป็นต้องมี Central Ranking Data Support Unit จากภาครัฐ คอยช่วยเหลือมหาวิทยาลัยในการแปลงผลงานท้องถิ่นให้กลายเป็น Data ที่สำนักจัดอันดับโลกยอมรับ

กล่าวโดยสรุป เป้าหมาย Top 10 อาเซียน หรือ Top 100 เอเชีย ไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริง หากเรา 'เลิกวิ่งตามเกณฑ์ที่ไม่เหมาะกับเรา แล้วหันมาใช้เกณฑ์ที่ตอบโจทย์ประเทศ' ใช้ทางลัดจากการผนึกกำลังสากล และสร้างการประเมินที่คุ้มค่าเงินงบประมาณ

การจัดอันดับนานาชาติจะมีประโยชน์ ก็ต่อเมื่อมันตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ... เราไม่ควรอายที่จะใช้ 'ทางลัด' ด้วยการจับมือกับสถาบันชั้นนำของโลกเพื่อก้าวกระโดด และขณะเดียวกัน ประเทศไทยต้องกล้าตั้งเกณฑ์ประเมินของเราเองที่วัดความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ และผลกระทบต่อสังคมอย่างจริงจัง

“มหาวิทยาลัยไทยจะไม่เพียงแค่ติดอันดับโลกครับ แต่จะกลายเป็นเครื่องมือที่พัฒนาสังคมและบ้านเมืองอย่างแท้จริง”

ขอบคุณครับ

‘อาจารย์อุ๋ย’ ชวนคิด ปรากฏการณ์ ‘เนเน่ รอยัล’ จากเด็กไทยสู่พลัง Soft Power บนเวทีโลก ‘เนเน่ รอยัล’ คือ World Phenomenon ที่สะท้อนพลังความสามารถแท้เหนือยุค AI จุดประกายรัฐไทยต้องสร้างระบบหนุนเด็กมีพรสวรรค์

อาจารย์อุ๋ย ชวนคิด!: ปรากฏการณ์ "เนเน่ รอยัล" กับการชุบชีวิตดนตรีร็อกบนเวทีโลก และบทเรียนการพัฒนาคนไทยสู่สากล

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

แม้ผมจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีโดยตรง และขอวิเคราะห์ในฐานะผู้ฟังดนตรีคนหนึ่งที่เติบโตมากับเสียงเสน่ห์ของดนตรีในยุค 80s ถึง 2000s ยุคที่ดนตรีร็อกคือลมหายใจหลักของโลก ตั้งแต่รุ่น Hair Metal ไปจนถึง Alternative Rock และ Nu-Metal 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ "น้องเนเน่ รอยัล" (Nene Royal) บนเวที America’s Got Talent (AGT) นั้น สำหรับนักวิชาการกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศอย่างผม มันคือ"ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมระดับโลก" (World Phenomenon) ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวของผมล้วนๆ 

1. Contrast Power: มนต์เสน่ห์แห่งความขัดแย้งที่ทรงพลัง

 รูปลักษณ์แรกของน้องเนเน่คือเด็กสาวไทยที่ดูขี้อาย เรียบร้อย ไม่มีรอยสัก หรือการเจาะตามร่างกายแบบ "ดุเดือด" อย่างภาพจำร็อกเกอร์ฝรั่ง ความบริสุทธิ์นุ่มนวลนี้ตัดกับพลังเสียงการร้องและฝีมือการเล่นกีตาร์ที่ "ระเบิดพลัง" ออกมาอย่างสิ้นเชิง

ความขัดแย้ง (Contrast) นี้ทำลายอคติของผู้ฟังโดยฉับพลัน เกิดเป็นความจริงใจ (Authenticity) ที่ไร้การปรุงแต่ง ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาตกตะลึงอย่างแรง จนคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งระบุว่า ไม่เคยติดตามหรือโหวตให้รายการ AGT มาก่อน แต่ต้องยอมกดโหวตให้น้อง เพราะพลังดนตรีของเธอข้ามผ่านกำแพงภาษาและวัฒนธรรมได้ทันที

2. การ "ปรุง" ร็อกจัดจ้าน ให้กลายเป็นรสชาติที่กลมกล่อม: 

เพลงร็อกต้นฉบับบางเพลงมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง จนคนทั่วไปที่ไม่ใช่ขาร็อกอาจรู้สึกว่า "ล้น" หรือฟังยาก แต่พอน้องเนเน่ รอยัล นำมาคัฟเวอร์ ด้วยเทคนิคการร้องที่มีกลิ่นอายความอ่อนโยนตามธรรมชาติแบบไทย ผสานกับอารมณ์ดนตรีอันเข้มข้น ผลลัพธ์คือการลดทอนความกร้าวระด้างลง แต่ยังคงหัวใจของความ Rock 'n' Roll ไว้ครบถ้วน

เทียบได้กับ "อาหารรสจัดจ้าน" ที่เคยกินได้เฉพาะกลุ่ม แต่เมื่อถูกนำมาปรุงใหม่โดยคงความอร่อยไว้และมีความกลมกล่อมพอดี จึงกลายเป็นรสมือที่ผู้ฟังแทบทุกเพศทุกวัยเข้าถึงและหลงรักได้ไม่ยาก

3. ปลุกคืนชีพดนตรีร็อกในยุค AI และการเชื่อม Gen Z & Alpha:

ในยุคปัจจุบันที่อุตสาหกรรมดนตรีเต็มไปด้วยการใช้ AI และการแต่งเพลงเพื่อสร้างยอดไลค์ยอดแชร์และกระแสไวรัลมากกว่าการสร้างสรรค์ผลงานที่เน้นคุณภาพ จนขาด เสน่ห์และจิตวิญญาณเฉพาะตัว วงการร็อกค่อยๆ เลื่อนหายไปพร้อมกลุ่มผู้ฟังเดิมที่อายุมากขึ้นเรื่อยๆ 

การปรากฏตัวของเนเน่ รอยัล จึงเปรียบเสมือนการเชื่อมสะพานดนตรีร้อคสู่สายเลือดใหม่ และทำให้ดนตรีร็อกกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และชวนให้เด็กรุ่นใหม่ทั้ง Gen Z และ Gen Alpha หันมาสนใจดนตรีร็อก และตระหนักถึงคุณค่าของการฝึกฝนทักษะดนตรีจริง (Human Touch)

ศิลปินในอดีตที่เคยสร้างปรากฏการณ์ลักษณะนี้:

หากมองย้อนกลับไป ปรากฏการณ์แบบเนเน่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับศิลปินอย่าง Ukulele Girl "Grace VanderWaal" (ผู้ชนะ AGT 2016) ที่ใช้ความบริสุทธิ์และเครื่องดนตรีชิ้นเดียวช็อกโลก หรือวง "Måneskin" จากอิตาลีที่ชนะ Eurovision 2021 จนปลุกกระแส Glam Rock ให้กลับมาฮิตไปทั่วโลก แต่กรณีของเนเน่มีความพิเศษตรงความเป็นเด็กสาวเอเชียที่สามารถครองใจวงการร็อกฝรั่งได้อย่างเบ็ดเสร็จ

4. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: ประเทศไทยจะสร้าง "ทรัพยากรมนุษย์ระดับโลก" ได้อย่างไร?

ในฐานะนักวิชาการและนักการเมือง ผมมองว่าความสำเร็จของเนเน่ รอยัล ไม่ควรหยุดอยู่แค่ความสามารถส่วนบุคคล แต่ภาครัฐต้องมองเป็นบทเรียนในการพัฒนานโยบายสาธารณะ เพื่อสร้างคนไทยไปสู่เวทีโลกในทุกๆ วงการ ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน ดารา หรือนักวิทยาศาสตร์ ด้วยกลไกขับเคลื่อนดังต่อไปนี้

 1) ปฏิรูประบบการศึกษา โดยสร้างระบบนิเวศน์ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และอํานาจละมุน (Creativity & Soft Power Ecosystem): ลดการเรียนแบบท่องจำ เปิดพื้นที่ให้เด็กค้นพบความชอบเฉพาะทางตั้งแต่เยาว์วัย สร้างสถาบันพัฒนาทักษะเฉพาะด้านที่เข้าถึงง่ายและไม่มีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป

 2) จัดตั้งกองทุนสนับสนุนผู้มีควบมสามารถพิเศษ (Talent Global Fund): รัฐต้องมีทุนสนับสนุนเด็กที่มีศักยภาพสูงเพื่อเดินทางไปแข่งขัน แสดงผลงาน หรือเข้าประกวดบนเวทีระดับสากล โดยไม่ต้องพึ่งพาแต่ทุนทรัพย์ของครอบครัว

 3) สร้างระบบนิเวศทางวัฒนธรรมที่เปิดกว้าง: สนับสนุนพื้นที่แสดงออก (Live Music Spaces, Open Labs, Youth Science Fairs) ที่มีมาตรฐานสากล เพื่อให้เด็กได้ฝึกฝนปะทะกับผู้ชมจริงตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น มีลานกิจกรรมที่ให้คนทุกเพศทุกวัยมาแสดงความสามารถ

 4) การส่งเสริม Soft Power เชิงโครงสร้าง ซึ่งไม่ใช่แค่การโปรโมตภาพลักษณ์ แต่เป็นการส่งเสริมกระบวนการผลิต (Production Value) ให้บุคลากรไทยสามารถทำงานร่วมกับมาตรฐานสากลได้อย่างทัดเทียม

บทสรุป:

ปรากฏการณ์ของ "น้องเนเน่ รอยัล" ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า "จิตวิญญาณแห่งดนตรีและความสามารถที่แท้จริง" ยังคงทรงพลังเหนือเอไอและเทคโนโลยีใดๆ และหากประเทศไทยสามารถสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเจียระไนเพชรเหล่านี้ได้ เราจะมีเด็กไทยอีกมากมายที่ก้าวไปยืนสะกดคนทั้งโลก เหมือนอย่างที่น้องเนเน่ทำได้อย่างงดงาม

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1AufEBuuWd/?mibextid=wwXIfr

'พลโท วันชนะ' ชี้ชัดข้อขัดแย้ง!! ยังไม่พ้นความตึงเครียด ข้อตกลง JBC มี 16 ข้อหลัก ไทยส่งคืนเชลยเขมรแล้ว 100% เขมรไม่ควรขอคืนพื้นที่ล้ำแดน

พลโท วันชนะ สวัสดี โพสในเฟสบุ๊ค

ก่อนที่จะคิดไปไกลว่าจะคุย JBCทั้ง3คนนี้ประกอบด้วย ฮุนเซน และฮุนมาเนต รวมไปถึง เตีย ด้วย ต้องจำใส่ กบาลไว้ ว่า ข้อตกลงล่าสุดที่ต้องทำกันให้ได้ก่อนคือ Joint Statement of the 3/th Special GBC on 27 December 2025

มี 11ข้อที่ต้องทำ เพื่อลดความตึงเครียดและอีก5ข้อเป็นกลไกติดตาม รวม16ข้อ
ข้อที่ทำและชัดเจนที่สุด เกิดจากฝ่ายไทยทำคือ ข้อ 11 ส่งคืน เชลยเขมร18 นาย อันนี้100%แล้ว
ส่วนครั้งนี้จะกล่าวถึงข้อ2 คือ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้โครงการวางกำลังที่มีอยู่ในพื้นที่ปัจจุบัน
เอาง่ายๆคือ ใครอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น แสดงว่า เขตพื้นที่ ที่ครอบครองของแต่ละฝ่ายตอนนี้คือ ตั้งแต่แนววางกำลังไปด้านหลัง การที่เขมรจะมาเรียกร้องขอให้เขมรกลับมาที่บ้านหนองจานนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลย ทั้ง 1ความถูกต้อง และ 2 หลักการ
กล่าวคือ

1 ความถูกต้องคือ พื้นที่ ที่ เขมรมาอาศัยชั่วคราวตอนนั้น คือ พื้นที่ของไทยมาตลอด ที่เข้ามาอยู่นั้นคือบุกรุก ล้ำเกินเขตแดนเข้ามาในไทย

2 หลักการคือ การขอเข้ามาอยู่นี้ จะกลายเป็นว่าเข้ามาอยู่หลังแนววางกำลังของทหารไทย ทำให้ แนววางกำลังของไปปัจจุบัน จะถูก ขนาบหน้าหลังด้วย กำลังเขมร
ใช้ กบาล คิดหน่อยสิ หรือ กบาลมีแต่ความคิดที่จะโกงเท่านั้น
กลับไป ทำตาม Joint ให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาคุย
ครั้ง หน้า จะ ขยายข้ออื่นๆอีก

ที่มา : https://www.facebook.com/100002178103147/posts/27955711827418046/?rdid=PWMu9rLVGEUZyGiY#

คดีสาวจีนในแทกูสะเทือนสังคม!! จากทริปรับปริญญาสู่โศกนาฏกรรม สาวจีนรับปริญญาเกาหลีใต้หายปริศนา ก่อนพบเป็นศพในบ้านอาจารย์ ตำรวจเร่งสอบปมฆาตกรรม

สาวจีนไปรับปริญญาที่เกาหลีใต้ก่อนหายตัว สุดท้ายพบศพในบ้านอาจารย์

เหวินเหวิน (นามสมมุติ) หญิงชาวจีนวัย 25 ปี เพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยแดกูคาทอลิก (Daegu Catholic University) ในเกาหลีใต้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาและเดินทางกลับจีนหลังจบการศึกษา

กระทั่งวันที่ 14 ส.ค. เธอเดินทางกลับไปยังเมืองแทกู เกาหลีใต้เพียงลำพัง เพื่อไปรับใบปริญญาที่มหาวิทยาลัย โดยมีกำหนดเดินทางกลับจีนจากท่าอากาศยานนานาชาติอินชอนในวันที่ 23 ส.ค. เพื่อเริ่มต้นการทำงาน ชีวิตของหญิงสาวดูเหมือนกำลังเดินหน้าไปสู่บทใหม่อย่างราบรื่น แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดกลับเกิดขึ้นก่อนที่เธอจะได้เดินทางกลับบ้าน

หลังเดินทางถึงเกาหลีใต้ เหวินเหวินยังคงติดต่อกับครอบครัวที่จีนอย่างสม่ำเสมอและรายงานความเคลื่อนไหวให้พี่สาวทราบทุกวัน โดยคืนวันที่ 19 ส.ค. เวลาประมาณ 23.30 น. ทั้งคู่ยังพูดคุยกันผ่านวิดีโอคอลตามปกติ ไม่มีสัญญาณผิดปกติหรือความหวาดกลัวใดๆ

กระทั่งช่วงค่ำวันที่ 20 ส.ค. เวลาประมาณ 19.00-20.00 น. เหวินเหวินเก็บสัมภาระออกจากที่พักของเพื่อน โดยตั้งใจจะไปพักที่โรงแรมย่านการค้าทงซองโรในเมืองแทกู ก่อนเดินทางต่อไปยังสนามบินอินชอน แต่หลังจากออกจากที่พัก เธอกลับขาดการติดต่อ โทรศัพท์ถูกปิดและไม่สามารถติดตามที่พัก การใช้จ่ายหรือเส้นทางการเดินทางได้ ขณะที่ข้อมูลตรวจคนเข้าเมืองระบุว่าเธอมีเพียงประวัติเดินทางเข้าเกาหลีใต้และยังไม่มีข้อมูลการเดินทางออกนอกประเทศ

เมื่อครอบครัวเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเริ่มความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ฃกระทั่งวันที่ 22 ส.ค. ครอบครัวได้แจ้งความในจีน ก่อนที่ข้อมูลคดีจะถูกส่งต่อให้ตำรวจเกาหลีใต้ดำเนินการ โดยในช่วงแรก คดีถูกจัดเป็นกรณีบุคคลสูญหายทั่วไป ทำให้การสอบสวนดำเนินไปอย่างล่าช้า

เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านภาษา ครอบครัวจึงต้องว่าจ้างทนายความในเกาหลีใต้เพื่อประสานงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบคดี แต่สามารถได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพียงเล็กน้อย ครอบครัวจึงติดต่อสถานกงสุลใหญ่จีน ณ เมืองปูซานเพื่อขอความช่วยเหลือ พร้อมเผยแพร่ข้อมูลตามหาผ่านช่องทางออนไลน์ โดยหวังว่าจะสามารถพบตัวและยืนยันได้ว่าเธอยังปลอดภัย

ต่อมา ช่วงค่ำของวันที่ 21 ส.ค. เจิ้งชางเซิ่ง ชายชาวจีนเชื้อสายเกาหลีวัย 30 กว่าปีและผู้ถือสถานะผู้พำนักถาวรในเกาหลีใต้เดินทางเข้าแจ้งความกับตำรวจด้วยตัวเอง โดยอ้างว่าเป็นแฟนหนุ่มของเหวินเหวิน พร้อมแจ้งว่าเธอหายตัวไปและขอให้ตำรวจช่วยติดตามหา เขายังแสดงท่าทีวิตกกังวลและให้ความร่วมมือในการสอบถามของตำรวจอย่างเต็มที่

แต่เมื่อการสืบสวนลงลึกมากขึ้น คำให้การของเขากลับพบพิรุธหลายจุดและไม่สอดคล้องกับภาพจากกล้องวงจรปิด ทำให้ข้อสงสัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ชุดสืบสวนจึงเร่งปรับแนวทางการทำงานและยกระดับจากคดีคนหายเป็นคดีฆาตกรรม กระทั่งช่วงเย็นวันที่ 25 ส.ค. ตำรวจเข้าควบคุมตัวเจิ้งชางเซิ่ง ก่อนเข้าตรวจค้นบ้านพักของเขาในตำบลฮายัง เมืองคย็องซานและพบร่างไร้วิญญาณของเหวินเหวินอยู่ภายใน

เจิ้งชางเซิ่งเป็นอาจารย์ผู้สอนในสถาบันการศึกษาที่เหวินเหวินศึกษาอยู่ โดยทั้งสองมีความสัมพันธ์ในฐานะอาจารย์กับนักศึกษา ส่วนความสัมพันธ์ในฐานะแฟนที่เขากล่าวอ้างนั้นเป็นเพียงข้อมูลที่เขาอ้างต่อบุคคลภายนอกฝ่ายเดียวและตำรวจยังไม่ได้ยืนยันว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวแต่อย่างใด ทั้งนี้มีข้อมูลว่าเหวินเหวินมีคนรักอยู่ที่จีนอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน อดีตนักศึกษาบางรายได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยอ้างว่าเจิ้งชางเซิ่งเคยมีพฤติกรรมคุกคามนักศึกษาหญิงและถึงขั้นใช้เรื่องการจบการศึกษาเป็นเงื่อนไขกดดันนักศึกษา และหตุร้องเรียนในครั้งนั้นก็ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม

หลายฝ่ายสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้งสอง รวมถึงแรงจูงใจที่อาจอยู่เบื้องหลัง โดยตำรวจเกาหลีใต้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติม

ด้านสถานกงสุลใหญ่จีน เมืองปูซานได้ขอให้ตำรวจเกาหลีใต้เร่งตรวจสอบรายละเอียดของคดีอย่างรอบด้านและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งจะให้ความช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิตในการจัดการเรื่องต่างๆ ความจำเป็นตลอดกระบวนการ

แม้เกาหลีใต้จะมีสถานการณ์ด้านความปลอดภัยโดยรวมอยู่ในระดับดี แต่ในพื้นที่ห่างไกล การถูกคนรู้จักทำร้ายอาจรับมือได้ยากกว่าการเผชิญเหตุจากคนแปลกหน้า เนื่องจากความคุ้นเคยทำให้หลายคนไม่ทันระมัดระวัง

ขณะนี้ทุกฝ่ายยังคงเฝ้ารอความจริงจากกระบวนการยุติธรรมเกาหลีใต้ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตและครอบครัว

ที่มา : https://www.facebook.com/100059514523438/posts/1431822808811523/?rdid=o9c9h5bV6aBHEj0S#

27 สิงหาคม 2426 ภูเขาไฟ ‘กรากาตัว’ ในอินโดนีเซียระเบิดครั้งรุนแรงที่สุด เกิดเสียงดังกึกก้องไกลถึงออสเตรเลีย คร่าชีวิตกว่า 3.6 หมื่นคน

ภูเขาไฟ ‘กรากาตัว’ ที่ตั้งอยู่ระหว่างเกาะชวา และเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนิเซีย บนแนววงแหวนแห่งไฟ ภูเขาไฟแห่งนี้เคยระเบิดครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2426 โดยเริ่มจากการระเบิดรุนแรงในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2426 แต่เหตุการณ์ก็สงบ แม้จะมีการระเบิดในระดับไม่รุนแรงอีกหลายครั้งซึ่งไม่มีใครคิดว่านี้เป็นสัญญานเตือนภัย…

ต่อมาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2426 เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง และการระเบิดระดับกลางติดต่อกันอีกหลายครั้ง และในวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2426 ก็เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ที่สุด แรงระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เถ้าถ่านจำนวนหลายล้านตันบดบังแสงอาทิตย์จนมืดมิด เสียงระเบิดดังกึกก้องไปไกลถึงออสเตรเลีย ผลจากการระเบิดยังทำให้เกิดคลื่นสึนามิสูงกว่า 30 เมตร ซากปะการัง, เศษหิน และวัสดุต่าง ๆ ประมาณ 600 ตัน ถูกคลื่นหอบขึ้นฝั่ง มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ประมาณ 36,000 คน
>> ความรุนแรงครั้งนั้นส่งผลกระทบไปไกลเพียงใด

ในประเทศไทยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพขณะดำรงพระยศเป็น ‘พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร’ ทรงบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ใน ‘ประวัติอาจารย์’ (พระนิพนธ์ประวัติของพระยาพฤฒาธิบดีศรีสัตยานุการ (อ่อน โกมลวรรธนะ) ซึ่งเคยเป็น เจ้าอาวาสวัดนิเวศน์ธรรมประวัติ) ขณะนั้นพระองค์ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ และประทับที่วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ บางปะอิน อยุธยา ว่า…

“เมื่อเดือนสิงหาคมจะเป็นวันใดข้าพเจ้าไม่ได้จดไว้ แต่อยู่ในระหว่างวันที่ 27 จนถึงวันที่ 30 เวลาบ่าย ข้าพเจ้านั่งอยู่ที่ตำหนักได้ยินเสียงดังเหมือนยิงปืนใหญ่ไกลหลายนัด นึกในใจว่าคงยิงสลุตรับแขกเมืองที่เข้ามากรุงเทพฯ ครั้นเวลาเย็นลงไปนั่งเล่นที่สะพานท่าน้ำตามเคย ไปพูดขึ้นกับพระที่อยู่มาก่อน ท่านบอกว่าที่วัดนิเวศน์ฯ ไม่เคยได้ยินเสียงปืนใหญ่ยิงในกรุงเทพฯ ข้าพเจ้าไม่เห็นเป็นการสำคัญก็ไม่ค้นหาเหตุผลต่อไป

ครั้นรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง เห็นแสงแดดเป็นสีเขียวตลอดวัน คนทั้งหลายพากันพิศวงทั่วไปในท้องถิ่น ที่ตื่นตกใจก็มี แต่ในวันต่อมาก็กลับเป็นปกติตามเดิม เป็นหลายวันจึงทราบข่าวว่าภูเขาไฟระเบิดที่เกาะกระกะเตา ซึ่งอยู่ระหว่างเกาะชวาและเกาะสุมาตรา คนตายหลายหมื่น เสียงภูเขาไฟระเบิดและไอที่ออกบังแสงแดด ทั้งละลอกน้ำในท้องทะเลแผ่ไปถึงนานาประเทศ ไกลกว่าที่เคยปรากฏมาแต่ก่อน”

“กาชาด” ส่งกำลังใจ ความห่วงใย ส่งบอลบีบมือ 1,000 ลูก ให้ผู้ป่วยโรคไต 10 แห่งทั่วประเทศ อาสาสมัครร่วมใจเย็บทุกขั้นตอน ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและกำลังใจ

ความห่วงใยกำลังเดินทาง❤️

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 สำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย ดำเนินการจัดส่ง "บอลบีบมือเพื่อผู้ป่วยโรคไต" จำนวน 1,000 ลูก ผ่านไปรษณีย์ไทย เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้ป่วยโรคไตใน 10 โรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยบอลบีบมือทั้งหมดเกิดจากแรงกาย แรงใจ และความตั้งใจของอาสาสมัครกาชาดที่ร่วมกันเย็บด้วยมือทุกขั้นตอนเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคไต

โครงการบอลบีบมือเพื่อผู้ป่วยโรคไต เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและอาสาสมัครกาชาดได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์อุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างง่ายที่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วย โดยเริ่มต้นตั้งแต่การจัดเตรียมวัสดุ การเปิดรับอาสาสมัครร่วมเย็บบอลบีบมือ การตรวจสอบคุณภาพ ไปจนถึงการรวบรวมและบรรจุหีบห่อเพื่อส่งต่อให้ถึงมือผู้ป่วยอย่างปลอดภัย ทุกขั้นตอนสะท้อนถึงความเอาใจใส่และความปรารถนาดีของผู้ให้ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

บอลบีบมือเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับผู้ป่วยโรคไตที่เข้ารับการฟอกเลือดทางหลอดเลือด (Hemodialysis) โดยการบีบบอลอย่างสม่ำเสมอจะช่วยบริหารกล้ามเนื้อมือและแขน กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยให้เส้นเลือดที่ใช้ในการฟอกไตมีความแข็งแรงและพร้อมใช้งานมากขึ้น นับเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยส่งเสริมการรักษาและเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ป่วยในระหว่างกระบวนการฟอกไต

สำหรับบอลบีบมือจำนวน 1,000 ลูกในครั้งนี้ จะถูกส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลจำนวน 10 แห่ง ประกอบด้วย
โรงพยาบาลสุโขทัย
โรงพยาบาลบุรีรัมย์
โรงพยาบาลระนอง
โรงพยาบาลกำแพงเพชร
โรงพยาบาลชัยนาทนเรนทร
โรงพยาบาลบางคล้า
โรงพยาบาลเกาะคา
โรงพยาบาลราชบุรี
โรงพยาบาลเขาย้อย
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

การส่งมอบบอลบีบมือในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการส่งต่ออุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยโรคไตเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งต่อกำลังใจ ความห่วงใย และพลังแห่งการให้จากอาสาสมัครกาชาดไปยังผู้ป่วยที่กำลังเผชิญกับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย ขอขอบคุณอาสาสมัครกาชาดทุกท่านที่ร่วมแรงร่วมใจเย็บบอลบีบมือด้วยความเสียสละและความตั้งใจจนเกิดเป็นพลังแห่งการแบ่งปันที่ช่วยเติมเต็มรอยยิ้มและกำลังใจให้กับผู้ป่วยโรคไตทั่วประเทศ เพราะทุกลูกที่ถูกเย็บขึ้น ไม่ได้เป็นเพียงบอลบีบมือ แต่คือความหวัง ความห่วงใย และความปรารถนาดีที่ส่งตรงจากผู้ให้ถึงผู้รับด้วยหัวใจแห่งมนุษยธรรม
"1,000 ลูกบอล 1,000 กำลังใจ จากมืออาสาสมัครกาชาด สู่มือผู้ป่วยโรคไตทั่วประเทศ"

“บีโอไอ” ยกระดับอิเล็กทรอนิกส์!! ชู 4 ยุทธศาสตร์หลักขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ลงทุน PCB-เซมิคอนดักเตอร์ทะลุ 1 ล้านล้าน THECA 2026 รวมกว่า 300 องค์กรทั่วโลก เน้นพัฒนาบุคลากรและเชื่อมโยงซัพพลายเชน

บีโอไอชู 4 ยุทธศาสตร์ยกระดับอิเล็กทรอนิกส์ไทย เผยลงทุน PCB-เซมิคอนดักเตอร์ทะยาน 1 ล้านล้านบาท

บีโอไอ เปิดงาน THECA 2026 ชู 4 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมศักยภาพสูง สร้างความพร้อมรองรับการลงทุน สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย และเดินหน้าสร้างระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ เชื่อมโยง PCB เซมิคอนดักเตอร์ Advanced Packaging และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ พร้อมเร่งพัฒนาบุคลากรและเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Global Supply Chain ชูยอดลงทุนอิเล็กทรอนิกส์ไทย 4 ปี ทะลุ 1 ล้านล้านบาท เน้นสานต่อประโยชน์กับผู้ประกอบการไทย

งาน Thailand Electronics Circuit Asia 2026 (THECA 2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 28 สิงหาคม 2569 ณ EH 98-99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “Innovating PCB and Advanced Electronics with Next-Gen Packaging” รวบรวมผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 300 องค์กร ครอบคลุมอุตสาหกรรม PCB, Semiconductor, Advanced Packaging, EMS, Automation และเทคโนโลยีแห่งอนาคต คาดว่าจะสร้างมูลค่าการซื้อขายกว่า 20,000 ล้านบาท และมีผู้เข้าชมงานกว่า 7,000 รายจากทั่วโลก พร้อมไฮไลต์สำคัญ อาทิ งานสัมมนา BOI Forum ด้าน Edge AI และ Future Mobility, งานจับคู่ธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย (BOI Local Supply Chain Pavilion) และงานพัฒนาศักยภาพบุคลากร (Workforce Pavilion) โดยภายในงานยังมีเวทีสัมมนาและการประชุมวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกกว่า 60 หัวข้อ ครอบคลุมประเด็นสำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมในอนาคต อาทิ AI Infrastructure, Semiconductor Ecosystem, Photonics, Advanced Packaging, PCB และ EMS เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และต่อยอดการลงทุนในภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะเจ้าภาพการจัดงาน THECA เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมุ่งไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เทคโนโลยีขั้นสูง และการลงทุนที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อช่วยให้ประเทศไทยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันสู่ 20 อันดับแรกของโลก และเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจให้มากกว่าร้อยละ 3 ต่อปี ภายใต้นโยบายของรัฐบาล บทบาทของบีโอไอในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการส่งเสริมการลงทุน แต่รวมถึงการสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่เข้มแข็ง และสนับสนุนมาตรการสำคัญของภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยโจทย์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงการดึงดูดการลงทุน แต่ต้องทำให้การลงทุนช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างประโยชน์ให้กับประเทศอย่างเต็มที่ บีโอไอจึงให้ความสำคัญกับ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1) การมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น 2) การสร้างความพร้อมและเพิ่มความน่าดึงดูดของประเทศไทย เพื่อให้ไทยเป็นจุดหมายของบริษัทชั้นนำ 3) การสร้างประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนผ่านการสร้างงานและพัฒนาทักษะบุคลากร ตลอดจนการเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในประเทศและเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และ 4) การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อดึงศักยภาพและโอกาสของผู้ประกอบการไทยในระดับโลก

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2566 จนถึงเดือนมิถุนายน 2569 อุตสาหกรรม PCB และชิ้นส่วนได้ทำให้เกิดการลงทุนในประเทศไทยแล้วกว่า 331,000 ล้านบาท จาก 224 โครงการ หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีมูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 1 ล้านล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่อศักยภาพและความพร้อมของระบบนิเวศอุตสาหกรรมไทย

“อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งในฐานะแหล่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและแหล่งจ้างงานคุณภาพให้กับคนไทยจำนวนมาก และวันนี้ PCB กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลักที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตต่อไป เพราะเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในระดับโลก การที่ผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน PCB จากทั่วโลกเลือกมารวมตัวกันที่ประเทศไทยในงาน THECA 2026 ครั้งนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นที่อุตสาหกรรมโลกมีต่อศักยภาพของไทย และตอกย้ำบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมนี้ของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

นายพิธาน องค์โฆษิต นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย ในฐานะผู้จัดงาน THECA 2026 กล่าวเสริมว่า THECA จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยรวบรวมผู้ผลิต นักลงทุน ผู้ซื้อ วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญจากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งอนาคตของเอเชีย ผ่านการจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบ เครื่องจักร PCB เซมิคอนดักเตอร์ ระบบอัตโนมัติ ไปจนถึงเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือ Power2Motion พื้นที่จัดแสดงพิเศษภายใต้แนวคิด “Connecting Electronics with Power, Mobility and Future Energy Systems” ที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับเทคโนโลยีพลังงาน การขับเคลื่อนสมัยใหม่ และ AI รวมทั้งจัดแสดงเทคโนโลยีระดับภูมิภาคใน Technology Associations Pavilion (ASEAN+) ที่รวบรวมเครือข่ายสมาคมและองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำกว่า 15 องค์กร อาทิ สมาคมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ สมาคมอุตสาหกรรมดิจิทัล สมาคม IoT สมาคมปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย ตลอดจนองค์กรจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม เพื่อร่วมกันนำเสนอเทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวโน้มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือทางธุรกิจและการลงทุนข้ามพรมแดน

นายแคนิส ชุง (Mr. Canice Chung) ประธานสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง ผู้ร่วมจัดงาน THECA 2026 กล่าวสนับสนุนว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการพัฒนาองค์ความรู้ การสร้างบุคลากรคุณภาพสูง และความร่วมมือระหว่างประเทศ THECA จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักวิจัย วิศวกร และผู้นำอุตสาหกรรมจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมที่จะกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกในทศวรรษข้างหน้า

การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ออโรเม็กซ์ จำกัด และ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

“งาน THECA 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีจัดแสดงสินค้าและเทคโนโลยี แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของไทย โดยเชื่อมโยงการลงทุน ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการไทย สถาบันการศึกษา และบุคลากรรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะของภูมิภาค และสร้างงานคุณภาพและโอกาสใหม่ให้กับคนไทย” นายนฤตม์ กล่าว

ปมเยาวชนถูกยิงที่จะแนะยังไร้ข้อยุติ ประกาศตามหาคลิป ฮ.ไล่ยิงเยาวชนจะแนะ หลังมีข้อกล่าวหาแต่ยังไม่พบภาพยืนยัน ต้องพิสูจน์ด้วยนิติวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คำกล่าวอ้างฝ่ายเดียว

ประกาศตามหาคลิป! อ้าง ฮ.2 ลำไล่ลั่นไกใส่เยาวชน ทั้งลำใหญ่–เสียงดัง แต่ไร้ภาพบันทึก แถมคำให้การย้อนแย้งหลายจุด

กรณีเยาวชนได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนบริเวณบ้านกูมุง ตำบลช้างเผือก อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ช่วงค่ำวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ยังไม่มีข้อยุติ หลังมีการกล่าวอ้างว่า กระสุนถูกยิงลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ซึ่งกำลังบินติดตามกลุ่มวัยรุ่น

นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.พรรคประชาชน ระบุว่า ข้อมูลจากผู้ได้รับบาดเจ็บและเพื่อนรวม 5 คน อ้างว่ามีเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำบินตาม หลังกลุ่มวัยรุ่นผ่านบริเวณเหตุเผาสำนักงาน อบต.ช้างเผือก ก่อนจอดรถและชูมือแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่ยังถูกยิงจนมีผู้บาดเจ็บ 1 ราย พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เผยแพร่ในแต่ละช่วงยังมีรายละเอียดชวนสงสัย ทั้งรายงานแรกที่ระบุว่าถูกยิงขณะขี่รถจักรยานยนต์ ก่อนมีคำอธิบายภายหลังว่าจอดรถและชูมือแล้ว รวมถึงคำให้การที่ระบุว่าเห็นเฮลิคอปเตอร์บินผ่านก่อนมีเสียงปืนดัง ซึ่งยังไม่เท่ากับมีผู้เห็นขณะยิงจากตัวอากาศยานโดยตรง

ผลตรวจบาดแผลเบื้องต้นพบรูกระสุนเข้าบริเวณด้านหน้าลำตัวและทะลุออกด้านหลัง หากผู้บาดเจ็บอยู่ในท่ายืน วิถีอาจเฉียงขึ้นประมาณ 30 องศา แต่แพทย์ยังไม่สามารถระบุชนิดอาวุธหรือจุดที่ยิงได้อย่างเด็ดขาด จึงต้องอาศัยผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์และสภาพท่าทางของผู้บาดเจ็บขณะเกิดเหตุประกอบ
อีกข้อสังเกตสำคัญคือ จนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏคลิปที่บันทึกภาพเฮลิคอปเตอร์ขณะไล่ติดตามหรือใช้อาวุธ ทั้งที่เฮลิคอปเตอร์เป็นอากาศยานขนาดใหญ่และมีเสียงดัง ขณะที่โทรศัพท์มือถือในปัจจุบันสามารถบันทึกคลิปหรือถ่ายทอดสดได้ทันที การไม่มีภาพจึงเป็นช่องว่างสำคัญที่ฝ่ายกล่าวอ้างควรนำหลักฐานออกมายืนยัน แต่ก็ยังไม่อาจสรุปได้ว่าเหตุการณ์ไม่เกิดขึ้น เพียงเพราะไม่มีผู้บันทึกภาพในช่วงอันตรายและยามค่ำคืน

ด้าน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยอมรับว่ามีเฮลิคอปเตอร์บินลาดตระเวนในพื้นที่จริง แต่ยืนยันว่าไม่มีการใช้อาวุธจากอากาศยาน ข้อเท็จจริงจึงควรตรวจสอบจากบันทึกเส้นทางและเวลาในการบิน รายชื่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ การตรวจอาวุธและกระสุน ภาพจากกล้องในพื้นที่ รวมถึงผลตรวจวิถีกระสุนและร่องรอยบนถนน ไม่ใช่อาศัยคำให้การของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ข้อมูล: รอมฎอน ปันจอร์ และ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า

NEWS1รายงาน

ที่มา : https://www.facebook.com/100064439212441/posts/1585695856921706/?rdid=yRfWCHvQJmg8a2ab#

ลูกชาย ‘นายกมหาเธร์’ ต่อต้านอิสราเอลเต็มที่!! การเมืองมาเลเซียเดือดอีกระลอก ประกาศต้านสหรัฐฯ ปมหนุนอิสราเอล สะท้อนจุดยืนมาเลเซียข้างปาเลสไตน์ สะท้อนแรงต้านวอชิงตันจากปมกาซา

มูคริซ มหาเธร์ นักการเมืองมาเลเซีย โหมกระพือประเด็นถกเถียงบนสื่อสังคมออนไลน์ ประกาศผ่านคลิปวิดีโอหนึ่งว่าเขา "เกลียดอเมริกา เกลียดพวกเขาทั้งหมด" เพราะว่าวอชิงตันสนับสนุนอิสราเอล คำพูดที่สะท้อนจุดยืนกับอดีตนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ผู้เป็นพ่อ ที่ใช้วาทกรรมอันดุเดือดต่อต้านสหรัฐฯมาช้านาน

"ผมเกลียดคนอเมริกา ผมเกลียดชังชาวอิสราเอล ผมเกลียดคนอเมริกา พวกเขาทั้งหมด" มูคริซ กล่าวในวิดีโอที่โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ "ไม่สำคัญว่าพวกเขาจะเป็นพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครต ฝักใฝ่อิสราเอลหรือฝักใฝ่ปาเลสไตน์ มันไม่สำคัญกับผม" เขากล่าว อ้างว่าประชาชนคนธรรมดาชาวอเมริกาก็ต้องร่วมรับผิดชอบเช่นกัน ต่อการกระทำต่างๆของพวกผู้นำที่พวกเขาเลือกมา

มาเลเซีย ชาติที่มีชาวมุสลิมเป็นคนส่วนใหญ่ เป็นหนึ่งในชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ให้การสนับสนุนเหตุผลของชาวปาเลสไตน์อย่างแข็งขันที่สุด และไม่รับรองอิสราเอลในฐานะรัฐหนึ่งๆ

เมื่อปีที่แล้ว นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ขึ้นปราศรัยในเวทีชุมนุมแสดงความเห็นหนึ่งเดียวกันกับชาวปาเลสไตน์เมื่อแที่แล้ว ขณะที่รัฐบาลของเขาส่งเสียงประณามซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อการกระทำของอิสราเอลในฉนวนกาซา จุดยืนที่ทำให้กัวลาลัมเปอร์มีความขัดแย้งกับวอชิงตันมากขึ้นเรื่อยๆ สืบเนื่องจากการที่มาเลเซียปฏิเสธไม่ให้พลเมืองอิสราเอลเข้าประเทศ

ช่วงกลางเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ประกาศจุดยืนของรัฐบาลอย่างชัดเจนว่า หากตรวจพบว่ามีพลเมืองอิสราเอลเดินทางเข้าหรือพำนักอยู่ในประเทศ จะถูกดำเนินการเนรเทศออกนอกประเทศทันที เนื่องจากมาเลเซียไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตและไม่รับรองรัฐอิสราเอล
คำแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลังเกิดข้อกล่าวหาว่า อาจมีชาวอิสราเอลบางรายใช้หนังสือเดินทางของประเทศที่สาม เดินทางเข้าร่วมโครงการ Network School ภายในโครงการ Forest City รัฐยะโฮร์ ส่งผลให้รัฐบาลมาเลเซียสั่งการให้กรมตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจ และหน่วยงานด้านความมั่นคง เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน

การเคลื่อนไหวครั้งนั้นได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย เนื่องจากสะท้อนจุดยืนด้านนโยบายต่างประเทศของมาเลเซียที่สนับสนุนปาเลสไตน์มาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่าจะใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด หากพบว่ามีการฝ่าฝืนนโยบายหรือกฎหมายด้านการเข้าเมืองของประเทศ

(ที่มา:เซาต์ไชนามอร์นิงโพสต์/เพรสนิวส์เอเจนซี)

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1517628557072467&id=100064760106289&rdid=qyCxQfK2nKzCYf5c#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top