Thursday, 3 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

FIBO มจธ. จับมือ UTCC!! ลงนาม MOU พัฒนาหุ่นยนต์และ AI ส่งเสริมการศึกษาและวิชาการ สร้างกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมอนาคต ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

FIBO มจธ. จับมือ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ลงนาม MOU พัฒนากำลังคนด้าน Robotics และ AI ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอนาคต

สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน ตลอดจนการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านหุ่นยนต์ (Robotics) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงาน โดยมีระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี

ในการลงนามครั้งนี้ FIBO มจธ. นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุภชัย วงศ์บุญย์ยง ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) ร่วมลงนามกับรองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการบูรณาการองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทรัพยากรของทั้งสองสถาบันในการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูง รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลและการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนภารกิจร่วมกันของทั้งสองสถาบันในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ เพื่อสร้างเยาวชนและกำลังคนที่มีศักยภาพทัดเทียมมาตรฐานสากล สนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

พิธีลงนามจัดขึ้นภายในงาน Thailand AI Business Transformation Powered by UTCC AI Institute ซึ่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดตัว UTCC AI Institute ศูนย์กลางการพัฒนา AI เพื่อธุรกิจ ภายใต้แนวคิด "From Thai Business Knowledge to Thai Business AI" โดยมีคณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน เพื่อเชื่อมโยงการศึกษา งานวิจัย นวัตกรรม และความร่วมมือกับภาคธุรกิจและพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ

ความร่วมมือระหว่าง FIBO มจธ. และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างระบบนิเวศด้าน AI และ Robotics ของประเทศไทย ผ่านการพัฒนาหลักสูตร งานวิจัย และการผลิตกำลังคนคุณภาพสูง เพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศในยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างเป็นรูปธรรม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1603816095088399&id=100063800723556&rdid=XPl0NjzGqc6b9KrV#

EECO ปักหมุดเมืองใหม่ภาคตะวันออก!! เปิด Market Sounding ทดสอบความสนใจนักลงทุน 21 ก.ค.นี้ ชวนเอกชนลงทุน PPP กว่า 7.2 หมื่นล้าน มุ่งพัฒนา EECiti เป็นเมืองอัจฉริยะ เน้นยั่งยืน สะอาด เขียว และชาญฉลาด

EECO ดีเดย์ 21 ก.ค. นี้ เปิดเวที Market Sounding รับฟังความเห็นภาคเอกชนชั้นนำไทยและต่างชาติ

พร้อมเชิญชวนลงทุน PPP กว่า 7 หมื่นล้านบาท เดินหน้า EECiti สู่เมืองน่าอยู่อัจฉริยะอย่างยั่งยืน  

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เตรียมจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นี้ ณ โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเวทีรับฟังข้อเสนอแนะ และทดสอบความสนใจของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ต่อแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง ภายใต้โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) พร้อมเชิญชวนให้เอกชนลงทุนในรูปแบบการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ในระยะถัดไป ซึ่งโครงการฯ จะมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 72,042 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีผู้ประกอบการภาคเอกชน หน่วยงานผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงิน หน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง สนใจเข้าร่วมงานกว่า 100 ราย

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวว่า การจัด Market Sounding ครั้งนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอข้อมูลความคืบหน้าการพัฒนาโครงการ EECiti ภายใต้แนวคิด Smart & Sustainable "LIVE-WORK-PLAY" City  ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับพื้นที่ภาคตะวันออกให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับโลก และมุ่งพัฒนาเมืองอัจฉริยะต้นแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้เป้าหมาย Net Zero รวมไปถึงการนำเสนอรายละเอียดเบื้องต้นของแผนการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในโครงการ EECiti รวม 10 ระบบ อาทิ ระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ระบบน้ำประปา ระบบบริหารจัดการน้ำ จัดการขยะ พื้นที่สีเขียวและภูมิทัศน์ส่วนกลาง ซึ่ง EECO อยู่ระหว่างศึกษาและเตรียมดำเนินการลงทุนในรูปแบบ PPP มูลค่าการลงทุนประมาณ 72,042 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสนอข้อสังเกต ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการลงทุน การจัดสรรความเสี่ยง แนวทางการบริการโครงการ และปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน โดย EECO จะได้นำข้อมูลความคิดเห็นต่างๆ ไปปรับปรุงรายละเอียดของโครงการ และจัดทำเอกสารประกอบการคัดเลือกเอกชนให้มีความเหมาะสม เพื่อให้สามารถออกแบบโครงการ PPP ดังกล่าว ที่ตอบโจทย์ภาครัฐ และเอกชน สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยภายหลังการจัด Market Sounding ครั้งนี้ EECO จะเตรียมการเปิดคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งคาดว่าในปี 2571 จะสามารถส่งมอบพื้นที่ให้ผู้ร่วมลงทุนแบบ PPP เพื่อเริ่มก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคหลักในช่วงแรกทั้ง 10 ระบบดังกล่าวต่อไป 

สำหรับ การจัดสัมมนา Market Sounding เพื่อสร้างมีส่วนร่วมของภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้นโครงการ EECiti ในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการศึกษาโอกาสและความเป็นไปได้เบื้องต้นในการลงทุนพัฒนาโครงการ EECiti และจะเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดสู่การพัฒนาโครงการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อก้าวสู่การเป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะที่รองรับคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง ทั้งในมิติของการลงทุน การอยู่อาศัย และสร้างคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนในอนาคต

อัยการเกาหลีใต้ สั่งฟ้อง 4 โรงกลั่นน้ำมันใหญ่!! HD Hyundai Oilbank–SK Energy–GS Caltex–S-Oil น้ำมันแพงไม่ใช่แค่พิษสงคราม รัฐบาลเกาหลีใต้ส่งสัญญาณปราบธุรกิจไร้จริยธรรม ปมสมคบคิดปั่นราคาช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง

อัยการเกาหลีใต้เมื่อวันจันทร์(6ก.ค.) สั่งฟ้อง 4 โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ โทษฐานละเมิดกฎหมายการค้าด้วยความยุติธรรม กล่าวหาบริษัทเหล่านี้สมคบคิดปั่นราคาเชื้อเพลิงภายในประเทศให้พุ่งทะยาน ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สำนักข่าวยอนฮับ รายงานว่า HD Hyundai Oilbank, SK Energy, GS Caltex, และ S-Oil คือ 4 บริษัทที่ละเมิดกฎหมายการค้าด้วยความยุติธรรมของประเทศ

รายงานข่าวอ้างข้อมูลจากอัยการระบุว่า HD Hyundai Oilbank and SK Energy สมคบคิดเพิ่มราคาขายน้ำมันมูลค่า 14.2 ล้านล้านวอน(ราว 3 แสนล้านบาท) ส่วนโรงกลั่นของ GS Caltex, และ S-Oil ซึ่งถูกกล่าวหาเลียนแบบการปั่นราคาน้ำมันดังกล่าว ก่อผลกระทบจากพฤติกรรมต่อต้านการแข่งขัน รวมแล้วคิดเป็นมูลค่าประมาณ 26 ล้านล้านวอน

การสืบสวนเริ่มต้นขึ้น หลังจากราคาน้ำมันภายในเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้นอย่างมาก ตามหลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน ก่อนที่คณะอัยการจะตรวจพบการสมคบคิดกำหนดราคาระหว่างฝ่ายบริหารของ 2 บริษัท โดยที่มีระยะเวลาและระดับของการปรับขึ้น เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก

อัยการระบุว่าการสมรู้ร่วมคิดดังกล่าวไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่มันเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบมาช้านาน ในช่วงเวลาที่โลกเผชิญกับภาวะวิกฤต

ทางอัยการบอกต่อว่า การปรับราคาสินค้าขึ้นอย่างรุนแรงทันทีหลังเกิดสงคราม ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพียงอย่างเดียว เนื่องจากบริษัทกลั่นน้ำมันเหล่านี้ได้กักตุนน้ำมันดิบไว้เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว

ปกติแล้วกระบวนการนำเข้าน้ำมันดิบ การกลั่น และการจัดหาภายในประเทศจะต้องใช้ระยะเวลาหนึ่ง (Time Lag) ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาในประเทศจะสะท้อนแนวโน้มตลาดโลกอย่างล่าช้า แต่ในกรณีนี้ บริษัทกลั่นน้ำมันทั้ง 4 แห่ง กลับปรับขึ้นราคาในระดับที่ใกล้เคียงกันตั้งแต่วันทำการแรกหลังสงครามปะทุขึ้น ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ได้ดึงดูดความสนใจของอัยการ

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมีนาคม ประธานาธิบดีอี แจ มย็อง ของเกาหลีใต้ เคยโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ เตือนไปยังโรงกลั่นและบริษัทน้ำมันทั้งหลาย ที่มีส่วนร่วมกับการกำหนดราคาจะต้องเผชิญกับการถูกลงโทษ พร้อมประกาศใช้มาตรการทางกฎหมายทั้งหมดที่มีเล่นงานการดำเนินธุรกิจที่ผิดจริยธรรม

(ที่มา:ซีเอ็นบีซี/เอเจนซี) 

ที่มา : https://mgronline.com/around/detail/9690000065875

“เนเธอร์แลนด์” ช่วยยูเครนมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว!! เนเธอร์แลนด์เดินหน้าแพ็กเกจเดิม ทั้งโดรนและอาวุธสหรัฐฯ ส่งยูเครน แต่รับเพิ่มความช่วยเหลือทางทหารโดยตรงไม่ได้แล้ว งบ military aid ปี 2026 แตะ 3 พันล้านยูโร รับช่วยยูเครนเต็มเพดานงบประมาณแล้ว

เนเธอร์แลนด์ยอมรับ "ถึงขีดจำกัด" การช่วยเหลือยูเครนแล้ว

รัฐมนตรีกลาโหมเนเธอร์แลนด์ ดิลัน เยซิลกอซ-เซเกริอุส (Dilan Yeşilgöz-Zegerius) เปิดเผยระหว่างการประชุมนาโตที่กรุงอังการา ว่า เนเธอร์แลนด์ไม่มีศักยภาพที่จะเพิ่มการสนับสนุนทางทหารโดยตรงแก่ยูเครนได้อีก เนื่องจากรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือไว้ครบตามกรอบที่กำหนดสำหรับปี 2026 แล้ว ซึ่งมีมูลค่ากว่า 3 พันล้านยูโร (ประมาณ 113,000 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอ้างว่า ไม่ได้ยุติการสนับสนุนยูเครน แต่เป็นเพราะรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือที่วางแผนไว้สำหรับปีนี้ครบแล้ว โดยวงเงินช่วยเหลือทางทหารในปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 3 พันล้านยูโร ซึ่งเป็นเพดานที่รัฐบาลกำหนดไว้

ขณะที่โครงการที่ประกาศไว้ก่อนหน้ายังคงเดินหน้าต่อ เช่น แพ็กเกจช่วยเหลือทางทหารมูลค่า 500 ล้านยูโร (ประมาณ 18,800 ล้านบาท) โดยแบ่งเป็น 250 ล้านยูโร (ประมาณ 9,400 ล้านบาท) สำหรับจัดซื้อโดรนจากผู้ผลิตในเนเธอร์แลนด์ และอีก 250 ล้านยูโร (ประมาณ 9,400 ล้านบาท) สำหรับจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ ส่งต่อให้ยูเครน รวมถึงโครงการความร่วมมือด้านการผลิตโดรนกับยูเครน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1341885361433154/?rdid=Bt0ePwwLQdCyWoRP#

โกงรัฐ 30 ปี จีนไม่ให้ทางถอย!! ศาลสั่งประหารอดีตบิ๊กหนานจิง ‘หยางโหย่วหลิน’ ฐานทุจริตกว่า 2.21 พันล้านหยวน โกงงบรัฐ ฟอกเงิน รับสินบน ศาลจีนลงดาบอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงแบบไม่มีผ่อนปรน

ศาลจีนฟันโทษประหาร 'อดีตจนท.ระดับสูง' ในหนานจิง ฐานทุจริตนาน 30 ปี

เมื่อวันจันทร์ (6 ก.ค.) ศาลประชาชนชั้นกลางประจำเมืองฉางโจว มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน ได้ตัดสินโทษประหารชีวิต "หยางโหย่วหลิน" อดีตรองผู้อำนวยการบริหารของคณะกรรมการบริหารเขตพัฒนาหนานจิง พร้อมเพิกถอนสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตและยึดทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด เนื่องจากกระทำผิดฐานรับหรือติดสินบน ยักยอกทรัพย์ ใช้งบประมาณรัฐในทางที่ผิด ใช้อำนาจโดยมิชอบ และฟอกเงิน

ศาลฯ ระบุว่าช่วงปี 1993-2023 หยางได้ใช้ประโยชน์จากตำแหน่งต่างๆ ของตนเองในเมืองหนานจิง เพื่อช่วยเหลือองค์กรและบุคคลในเรื่องต่างๆ เช่น จัดทำสัญญารับเหมาก่อสร้าง ดำเนินธุรกิจ โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และจัดหาเงินทุน โดยหยางรับเงินและทรัพย์สินมีค่าโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 2.21 พันล้านหยวน (ราว 1.08 หมื่นล้านบาท)

นอกจากนั้นหยางสมรู้ร่วมคิดกับบุคคลอื่นๆ ในการฉ้อโกงงบประมาณรัฐ มอบเงินและทรัพย์สินมีค่าให้เจ้าหน้าที่รัฐเพื่อผลประโยชน์ที่ไม่เหมาะสม ยักยอกเงินจากบริษัทของรัฐเพื่อธุรกิจของผู้อื่น และจัดทำโครงการรื้อถอนและพัฒนาที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบทางสังคมอย่างร้ายแรง

หยางยังขอคืนค่าธรรมเนียมการโอนที่ดินอย่างผิดกฎหมาย ทำให้รัฐได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจ รวมถึงปกปิดและอำพรางผลประโยชน์จากการรับสินบนด้วยการให้เงินกู้แก่กลุ่มบริษัทที่แท้จริงอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาด้วย

ศาลฯ ระบุว่าหยางรับสินบนมูลค่ามหาศาล ความผิดของเขาเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง ส่งผลกระทบทางสังคมอย่างรุนแรง ทำให้รัฐและประชาชนสูญเสียผลประโยชน์อย่างมาก จึงสมควรต้องโทษประหารชีวิตตามกฎหมายโดยไม่มีการลดหย่อนผ่อนปรน แม้หยางแจ้งเบาะแสการกระทำผิดทางอาญาของผู้อื่น ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง

อนึ่ง ศาลฯ ดำเนินการพิจารณาคดีของหยางเมื่อวันที่ 18 มี.ค. และ 28 เม.ย. ซึ่งคณะอัยการ จำเลย และทนายฝ่ายจำเลยได้ร่วมตรวจสอบพยานหลักฐานและชี้แจงข้อมูลของตนเอง โดยหยางยอมรับสารภาพผิดและสำนึกผิด

ที่มา : Xinhua

8 กรกฎาคม 2503 ในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง เสด็จฯ บ้านหลังแรก ณ เมืองเคมบริดจ์ สหรัฐอเมริกา ที่เคยประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ สะท้อนความผูกพันแห่งพระราชประวัติกับสหรัฐอเมริกา

วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2503 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์พระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ เมื่อพระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปยังเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สถานที่ซึ่งมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับช่วงต้นแห่งพระชนม์ชีพของพระองค์

เมืองเคมบริดจ์เป็นสถานที่สำคัญในพระราชประวัติของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะพระองค์เสด็จพระราชสมภพที่โรงพยาบาลเมาท์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ขณะสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงศึกษาด้านสาธารณสุข ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
การเสด็จฯ กลับมายังเมืองเคมบริดจ์ในปี พ.ศ. 2503 จึงมิใช่เพียงส่วนหนึ่งของพระราชกรณียกิจทางการทูต แต่ยังเป็นการเสด็จฯ กลับสู่สถานที่แห่งความทรงจำ สถานที่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของพระชนม์ชีพของพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์หนึ่ง ผู้ต่อมาทรงอุทิศพระองค์เพื่อประชาชนและประเทศชาติอย่างยาวนาน
ในโอกาสดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ ไปยังบ้านหลังแรกที่เคยประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ในเมืองเคมบริดจ์ บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความหมาย เพราะเป็นเสมือนการเสด็จฯ กลับไปยังสถานที่ซึ่งเชื่อมโยงพระราชประวัติส่วนพระองค์เข้ากับแผ่นดินสหรัฐอเมริกา

ภาพการต้อนรับในเมืองเคมบริดจ์สะท้อนความรู้สึกพิเศษของชาวอเมริกันต่อพระมหากษัตริย์ไทย โดยมีป้ายต้อนรับข้อความ “Welcome Home to the King” หรือ “ขอต้อนรับพระมหากษัตริย์กลับบ้าน” ซึ่งแสดงถึงความผูกพันระหว่างพระองค์กับเมืองที่พระองค์เคยประทับเมื่อครั้งแรกแห่งพระชนม์ชีพ
นอกจากนี้ พระองค์ยังเสด็จฯ ไปยังสถานที่สำคัญในเมืองเคมบริดจ์ รวมถึงบริเวณมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อันเป็นสถาบันที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงศึกษา และยังเสด็จฯ พบผู้ที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาประสูติของพระองค์ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่เคยถวายการดูแลเมื่อครั้งทรงเป็นทารก

เหตุการณ์นี้จึงมีความหมายทั้งในมิติส่วนพระองค์และมิติทางประวัติศาสตร์ เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นพระมหากษัตริย์ไทยที่มีพระราชประวัติเชื่อมโยงกับสหรัฐอเมริกาโดยตรง การเสด็จฯ กลับเมืองเคมบริดจ์จึงเป็นช่วงเวลาที่สื่อมวลชนและประชาชนอเมริกันให้ความสนใจอย่างมาก

ในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2503 เกิดขึ้นในบริบทของโลกยุคสงครามเย็น ซึ่งไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในด้านการเมือง ความมั่นคง และการพัฒนา การเสด็จฯ ครั้งนี้จึงช่วยเสริมสร้างพระราชไมตรีและความเข้าใจระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

แต่สำหรับคนไทย เหตุการณ์ที่เมืองเคมบริดจ์มีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าพิธีการทางการทูต เพราะเป็นภาพของพระมหากษัตริย์ไทยที่เสด็จฯ กลับไปยังสถานที่แห่งจุดเริ่มต้นของพระชนม์ชีพ ก่อนที่พระองค์จะทรงเติบโตขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักเพื่อประชาชนตลอดรัชสมัย

บ้านหลังแรกที่เคยประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ จึงไม่ใช่เพียงอาคารหลังหนึ่งในต่างแดน หากเป็นสัญลักษณ์ของความทรงจำ จุดเริ่มต้น และสายสัมพันธ์ระหว่างพระราชประวัติของในหลวงรัชกาลที่ 9 กับเมืองเคมบริดจ์ สหรัฐอเมริกา

8 กรกฎาคม พ.ศ. 2503 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญอีกวันหนึ่งของพระราชประวัติ เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง เสด็จฯ บ้านหลังแรกที่เคยประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวเมืองเคมบริดจ์

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่เพียงสะท้อนความผูกพันส่วนพระองค์กับสถานที่ประสูติ แต่ยังสะท้อนมิตรภาพไทย–สหรัฐฯ ที่เชื่อมโยงผ่านพระราชประวัติ พระราชไมตรี และความประทับใจของประชาชนสองประเทศอย่างงดงาม

“สวนนงนุชพัทยา” สร้างประวัติศาสตร์!! จับมือสวนพฤกษศาสตร์แห่งชาติจีน ยกระดับอนุรักษ์พันธุ์พืชสู่เวทีโลก องค์กรเอกชนที่แรกลงนาม MOU ขยายงานวิจัยสู่ระดับนานาชาติ

“สวนนงนุชพัทยา สร้างประวัติศาสตร์ องค์กรเอกชนไทยแห่งแรก จับมือสวนพฤกษศาสตร์แห่งชาติของจีน ยกระดับการอนุรักษ์พันธุ์พืชสู่เวทีโลก”

สวนนงนุชพัทยาสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการพฤกษศาสตร์ไทย ด้วยการเป็น องค์กรเอกชนแห่งแรกของประเทศไทย ที่ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับ China National Botanical Garden (North Garden) สวนพฤกษศาสตร์แห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อร่วมขับเคลื่อนภารกิจด้านการอนุรักษ์พันธุ์พืช การวิจัย และการพัฒนาทรัพยากรทางพฤกษศาสตร์ในระดับนานาชาติ

พิธีลงนามจัดขึ้นในวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมเฟื่องฟ้าระหว่าง นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา และ Dr. Wei Yu รองผู้อำนวยการ China National Botanical Garden (North Garden) โดยมี คุณ Zhang Jie อุปทูตจีนประจำประเทศไทย ให้เกียรติเป็นสักขีพยาน ทั้งสองฝ่ายกำหนดกรอบความร่วมมือเป็นระยะเวลา 5 ปี

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่เชื่อมโยงเครือข่ายสวนพฤกษศาสตร์ของไทยเข้าสู่เวทีโลก ผ่านการบูรณาการศักยภาพของสององค์กรชั้นนำ โดย China National Botanical Garden (North Garden) มีความโดดเด่นด้านการวิจัย การอนุรักษ์พันธุ์พืช และการศึกษาทางพฤกษศาสตร์ ขณะที่สวนนงนุชพัทยาได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติจากการเป็นแหล่งรวบรวมปาล์มและปรงที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รวมถึงการอนุรักษ์พันธุ์พืชเขตร้อน พืชหายาก และทรัพยากรพันธุกรรมพืช

ภายหลังพิธีลงนาม นายกัมพล ตันสัจจา ได้นำคณะผู้แทนจากทั้งสองฝ่ายร่วมปลูก ต้นซีเดรลา ฟิสซิลิส (Cedrela fissilis) ณ “สวนรุกขชาติ” บริเวณที่ราบเชิงเขาบันไดกฤษ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นความร่วมมือด้านการอนุรักษ์และการวิจัยพันธุ์พืชระหว่างไทยและจีน โดยไม้ชนิดนี้เป็นไม้พื้นเมืองของทวีปอเมริกาใต้ที่กำลังมีจำนวนลดลงในธรรมชาติจากการตัดไม้และการสูญเสียพื้นที่ป่า สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมกันในการอนุรักษ์ทรัพยากรพืชที่มีคุณค่าของโลกให้คงอยู่สืบไป

นายกฯ สั่งเร่งลดน้ำมัน!! ‘เอกนัฏ’ รับข้อสั่งการทันที หลังต้นทุนน้ำมันดิบโลกอ่อนตัว เรียกประชุม กบง.–กบน. เย็นนี้ หาทางลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มให้ประชาชนทันที

“เอกนัฏ” รับข้อสั่งการนายกฯ เรียกถก กบง.-กบน.ด่วนเย็นนี้ เร่งลดราคาน้ำมันทันที หลังต้นทุนน้ำมันดิบโลกปรับลด ไม่รอราคาสิงคโปร์

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รับข้อสั่งการจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เร่งดำเนินมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ โดยได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เป็นการด่วนในช่วงเย็นวันนี้ เพื่อพิจารณาแนวทางลดราคาน้ำมันให้สอดคล้องกับต้นทุนที่ปรับลดลง

ทั้งนี้ การประชุม กบง. และ กบน. ในช่วงเย็นวันนี้ จะเร่งพิจารณามาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันโดยเร็ว เพื่อให้ราคาภายในประเทศสะท้อนต้นทุนที่ลดลง และให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องรอการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ หากต้นทุนน้ำมันดิบได้ปรับลดลงแล้ว

ไทยออยล์คว้า 5 รางวัล!! เด่น 5 รางวัลยอดเยี่ยมในเอเชีย ย้ำความเป็นเลิศด้านบรรษัทภิบาล ครองใจนักลงทุนด้วยความยั่งยืน สู่การเติบโตมั่นคงในภูมิภาค

ไทยออยล์คว้า 5 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย
จากงานประกาศรางวัล “Asian Excellence Award 2026”

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โดย คุณวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการเงินและบัญชี คุณธาริกา เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้จัดการฝ่ายวางแผนการเงิน และคุณนันทกา บำรุงสุขสวัสดิ์ ผู้จัดการแผนกนักลงทุนสัมพันธ์ เป็นผู้แทนบริษัทฯ รับมอบ 5 รางวัล จากงาน “Asian Excellence Award 2026” ครั้งที่ 16 ซึ่งจัดโดยนิตยสาร Corporate Governance Asia สื่อชั้นนำของฮ่องกงและเอเชียที่มุ่งเสนอประเด็นด้านเศรษฐกิจและการกำกับดูแลกิจการที่ดี ณ โรงแรม JW Marriot เขตปกครองพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยรางวัลที่ได้รับ ได้แก่

1. รางวัลซีอีโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CEO)
2. รางวัลซีเอฟโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CFO)
3. รางวัลความยั่งยืนแห่งเอเชีย (Sustainable Asia Award) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
4. รางวัลบริษัทนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Company) ปีที่ 4
5. รางวัลนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Professional)

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความสามารถของผู้นำในการนำพาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตอกย้ำความเป็นเลิศในการดำเนินธุรกิจตามหลักบรรษัทภิบาล ควบคู่กับการดูแลชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม อันเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สำหรับบรรณาธิการ
ไทยออยล์เป็นผู้ประกอบธุรกิจการโรงกลั่นนํ้ามันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) และเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 โดยมีธุรกิจหลักคือ การกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 275,000 บาร์เรลต่อวัน

นอกจากนี้ ไทยออยล์มีระบบการบริหารจัดการที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ (Operational Excellence) โดยบริหารงานเป็นกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงธุรกิจ ทั้งธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน โดยร่วมวางแผนการผลิตก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันมีคุณภาพสูงในระดับโรงกลั่นชั้นนำ (Top quartile) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้ได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลากหลาย เช่น ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจสารทำละลาย ธุรกิจบริหารการขนส่ทางท่อ ธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด และธุรกิจ New S-Curve

กรมโรงงานฯ สั่งหยุด 2 โรงงาน!! โรงงานของเสียสระบุรีฝ่าฝืน 2 รายถูกสั่งหยุดดำเนินการ ตรวจพบขยายโรงงานผิดกฎหมาย เน้นเฝ้าระวังผลกระทบสิ่งแวดล้อม

กรมโรงงานฯ สั่งหยุด 2 โรงงานจัดการของเสียสระบุรี หลังตรวจสอบพบปัญหาจากการประกอบกิจการ และขยายโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ออกคำสั่งให้ 2 โรงงานจัดการของเสียในจังหวัดสระบุรี หยุดประกอบกิจการ จากกรณีความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ห้วยตะเข้ ตำบลปากข้าวสาร อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี โดยเมื่อวันที่ 4-5 มิถุนายน 2569 กรอ. บูรณาการร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สระบุรี) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงรุก พร้อมเก็บตัวอย่างน้ำเสียและน้ำใต้ดินจากสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกากอุตสาหกรรมและระบบบำบัดน้ำเสีย จำนวน 3 แห่ง ที่ตั้งอยู่บริเวณเหนือน้ำตามเส้นทางการไหลของคลองสาขา ซึ่งใช้เวลาในการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ 2 สัปดาห์

ผลการวิเคราะห์ปรากฎว่า บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) พบปัญหาการจัดการน้ำชะจากหลุมฝังกลบของเสียอันตรายและไม่อันตราย รวมถึงระบบระบายน้ำภายในพื้นที่ กรอ. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สั่งการให้ บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการเฉพาะในส่วนหลุมฝังกลบของเสียอันตรายทันที นับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง และอยู่ระหว่างการตรวจสอบในส่วนอื่นต่อไป

ขณะที่ บริษัท ที.เอ็น.ซี รีไซเคิล จำกัด ซึ่งได้รับอนุญาตคัดแยกวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย มีพฤติกรรมเข้าข่ายขยายโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ลักลอบติดตั้งเครื่องจักรเพิ่มเติมรวม 210 แรงม้า เกินกว่าที่ได้รับอนุญาต อีกทั้งยังพบการขยายพื้นที่ประกอบกิจการ ลักลอบฝังกลบวัสดุที่ไม่ใช้แล้วหลังการคัดแยก การกองเก็บวัสดุภายนอกอาคาร และมีการระบายน้ำชะออกนอกบริเวณโรงงาน กรอ. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สั่งการให้บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมด เพื่อเร่งแก้ไขปรับปรุงการประกอบกิจการให้เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต พร้อมกำชับให้มีการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โดยรอบอย่างเข้มงวด

ส่วน บริษัท สยามไฟเบอร์ซีเมนต์กรุ๊ป จำกัด ไม่พบการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย พร้อมกำชับให้โรงงานประกอบกิจการให้เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต

ที่ผ่านมา กรอ. ได้ประชุมร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) และกรมควบคุมมลพิษ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างรัดกุม รวมถึงได้ให้ข้อมูลแก่คณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กรอ. ยืนยันพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ทั้งกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตรายและประมวมกฎหมายอาญา หากพบว่ามีการกระทำความผิดเพิ่มเติม จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดโดยไม่มีข้อยกเว้น

“กรอ. วางแผนปูพรมตรวจกำกับโรงงานจัดการของเสียอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันการประกอบกิจการผิดกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน” อธิบดีกรมโรงงานฯ กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top