Thursday, 3 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

“เอเชีย เอรา วัน” แจงใช้สิทธิตามสัญญา!! ไม่ใช่ถอนตัวรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ยืนยันยังมุ่งมั่นเดินหน้าโครงการ แจงประเด็นสัญญา–BOI ไม่ใช่การยกเลิก ยันยังร่วมมือรัฐหาทางออก

เอเชีย เอรา วัน แจงหนังสือใช้สิทธิตามสัญญา ไม่ใช่การถอนตัวจากโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน

กรุงเทพมหานคร, 10 กรกฎาคม 2569 – บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ขอเรียนชี้แจงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการยื่นหนังสือใช้สิทธิตามสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน โดยข้อมูลบางส่วนอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสถานะของโครงการ เจตนาของบริษัท และกระบวนการดำเนินการตามสัญญาร่วมลงทุน

บริษัทขอยืนยันว่าหนังสือดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิตามกลไกที่กำหนดไว้ในสัญญาร่วมลงทุน เพื่อรักษาสิทธิของคู่สัญญาและแจ้งข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในสัญญา มิได้หมายความว่าบริษัทได้ตัดสินใจถอนตัวจากโครงการหรือยกเลิกสัญญาโดยทันที ทั้งนี้ การพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ของโครงการยังอยู่ภายใต้กระบวนการตามสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ภายหลังการลงนามสัญญาร่วมลงทุน ทั้งสองฝ่ายได้พบข้อเท็จจริงและข้อจำกัดบางประการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับลำรางสาธารณะในบริเวณพื้นที่มักกะสัน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและการใช้ประโยชน์พื้นที่ของโครงการ โดยที่ผ่านมา คู่สัญญาได้ร่วมกันหารือและกำหนดแนวทางดำเนินการในประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อไปได้ภายใต้ข้อเท็จจริงและเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน รวมถึงเงื่อนไขอื่น ๆ ของโครงการ ได้ปรับเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การพิจารณาแนวทางแก้ไขสัญญาต้องดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระบวนการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและมีผลต่อความพร้อมในการดำเนินโครงการในหลายด้าน

สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุน บริษัทขอเรียนว่า โครงการได้รับการอนุมัติหลักการจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แล้วตั้งแต่ปี 2565 และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้รับความร่วมมือจาก BOI ในการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ มาโดยตลอด อย่างไรก็ดี ในปี 2567 การขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนได้หมดอายุลง โดยการยื่นขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนอีกครั้งจำเป็นต้องอาศัยรายละเอียดและเงื่อนไขของโครงการที่มีความชัดเจน ซึ่งปัจจุบันยังมีบางประเด็นอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน จึงส่งผลต่อการดำเนินการในขั้นตอนดังกล่าว ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการที่ BOI ไม่ให้การสนับสนุน หรือไม่เห็นชอบต่อการดำเนินโครงการแต่อย่างใด

ในส่วนของการใช้สิทธิตามสัญญาดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่คู่สัญญาสามารถดำเนินการได้ภายใต้กรอบสัญญาร่วมลงทุน และการพิจารณาแนวทางดำเนินโครงการยังอยู่ระหว่างกระบวนการตามสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งไม่อาจตีความได้โดยอัตโนมัติว่าเป็นการผิดสัญญา การละทิ้งงาน หรือเป็นความรับผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

นายสฤษดิ์ จิณสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้ให้ความร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินโครงการ ภายใต้กรอบของสัญญา กฎหมาย และประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ยังคงมีความมุ่งมั่นในการดำเนินโครงการ และเชื่อมั่นว่าการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนจะนำไปสู่แนวทางที่เหมาะสม เป็นธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน โดยบริษัทยังคงยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการดำเนินงานทุกขั้นตอน

‘เนเน่ รัดเกล้า’ โต้ปม “ประชาธิปัตย์ไม่รักสถาบัน”!! ย้ำไม่หนุนล้างผิด ม.112 แต่เปิดทางเยียวยาเยาวชน ‘รัดเกล้า’ อธิบายมติประชาธิปัตย์ ย้ำประชาธิปไตยกับความจงรักภักดีไม่ใช่สิ่งขัดแย้งกัน รักสถาบันได้ แต่ต้องไม่ให้ความรักบังสติ

ไปกันใหญ่แล้ว

"ประชาธิปัตย์ไม่รักสถาบัน" คิดอยู่แล้วว่าจากมติสภาต่อ ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข วันก่อนนี้ จะนำมาสู่ความเข้าใจผิดและความคิดลักษณะนี้

เนเน่นั่งอยู่ข้างๆ หัวหน้าอภิสิทธิ์ตอนที่เขาอภิปรายอยู่ และฟังว่าเนื้อหาฟังง่าย ไม่ซับซ้อน แบ่งประเด็น “นิรโทษกรรม” กับ “มาตรการบำบัดฟื้นฟูเยาวชน” ออกจากกันชัดเจน แสดงถึงเจตนารมย์ของเราที่อยากเห็นคนรุ่นใหม่เติบโตมาอย่างมีความสัมพันธ์อันดีกับสถาบันพระมหากษัตย์ ได้ชัดเจน แต่ในเมื่อมีความเข้าใจผิด เนเน่จะขออธิบายค่ะ

ก่อนจะเริ่มอธิบาย ใครก็ตามที่ติดตามเนเน่มาโดยตลอด จะเห็นได้ว่า ความจงรักภักดี และความพร้อมในการปกป้องสถาบัน เป็นสิ่งที่เนเน่ยึดถือมาตลอด และเป็นเจตนารมณ์ที่สืบทอดจากสายเลือดสุวรรณคีรี ตั้งแต่ต้นตระกูล จนถึงคุณพ่อไตรรงค์ และมาถึงเนเน่ในวันนี้ เอาหละค่ะ ทีนี้ เนเน่จะขออธิบายใน 2 หลักการดังนี้ค่ะ

"หลักการที่ 1 - ประชาธิปไตย และความจงรักภักดี ไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน"

ในการประชุม ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ที่เราร่วมกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือที่เป็นที่รู้จักกันว่า "กฎหมายนิรโทษกรรม" บอกเลยว่า เราถกเถียงกันหนักมาก และหัวใจเนเน่เหมือนถูกแยกออกเป็นสองเสี้ยง

ใจหนึ่ง เนเน่รักและให้ความสำคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากๆ ผู้กระทำผิดตามมาตรา 112 สำหรับเนเน่คือคนที่ย่ำยีความเชื่อ ความศรัทธาของคนไทย แม้ว่าในสายตาคนบางกลุ่มอาจมองว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นสิทธิเสรีภาพของคนไทยในการแสดงออก แต่ตามหลักประชาธิปไตย คนทุกคนในสังคม แม้มี "สิทธิเสรีภาพ" ที่จะศรัทธา แสดงออก และพูดตามสิ่งที่ตนเชื่อ แต่ต้องยึดมั่นใน "บทบาทหน้าที่" ที่จะเคารพและปกป้องความศรัทธาของผู้อื่นด้วย

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เนเน่ทั้งเคยเดินร่วมต่อสู้มากับพี่น้องประชาชน คอยตำหนิและต่อต้านการกระทำของกลุ่มทะลุวัง การขัดขวางขบวนเสด็จ ฯลฯ เพราะเนเน่เชื่อว่า มาตรา 112 คือกฎหมายที่ทำให้เสาหลักในการทำให้ประชาธิปไตยในประเทศไทย ยังคงอยู่และเดินหน้าต่อไปอย่างถูกต้องตามหลักการได้... ใครที่ละเมิดกฎหมายข้อนี้ ไม่ได้แค่ทำผิดกฎหมายธรรมดาๆ แต่เขาคือบุคคลที่เป็นภัยต่อการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของเรา จุดยืนนี้ยังเหนียวแน่น ไม่เคยเปลี่ยนไป

แต่ในอีกใจหนึ่ง คือวลีว่า "เด็กก็คือเด็ก" ไม่ว่าเขาจะก้าวร้าว พฤติกรรมรุนแรง ไม่ใยดีต่อศรัทธาของผู้อื่น มันก็ยังคงมีความเป็นไปได้ที่เด็ก "บางคน" ไม่ได้กระทำไปด้วยความคิดของตนเอง ถูกปลุกปั่น ทำตามกระแส หรือแม้ว่าเขาทำด้วยความคิดของตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไปอาจสำนึก และต้องการกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เคารพสถาบันอีกครั้ง หากมีโอกาสทำให้เยาวชนเพียงบางคนกลับมามีความเข้าใจที่ดีขึ้นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ โอกาสนั้นก็น่าจะมีคุณค่าไม่ใช่หรือคะ? (ส่วนเยาวชนที่กระทำโดยตั้งใจและไม่สำนึก หากเขายึดมั่นในศักดิ์ศรี ก็จะไม่ร้องขอแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟู หรือหากเขาหัวหมอ ขอแผนฯ เพื่อให้หลุดพ้นจากความผิด เพื่อไปทำผิดซ้ำสอง ครั้งต่อไปเขาก็จะไม่มีสิทธินี้อีกแล้ว)

การสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็งในระบอบประชาธิปไตย ควรยึดหลักการ "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" มากกว่าหลักการ "เด็ดขาด ถูกหรือผิดต้องทำให้เป็นสีขาวและดำ" ไม่ใช่หรือ

การสร้างความศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในกลุ่มเยาวชน ควรยึดหลักการ "พระคุณ ให้โอกาสกลับตัว" มากกว่า "พระเดช เชือดไก่ให้ลิงดูจะได้ไม่มีใครทำแบบนี้อีก" ไม่ใช่หรือ

และขอตอบกลับคำตำหนิในโซเชียลมีเดีย เช่นว่า "ควรเสนอวิธีจัดการพวกผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังม็อบสามนิ้ว" คำตอบคือ นี่เป็นการนำแพะมาชนแกะ ชักจูงให้คนรู้สึกไม่ดีต่อพรรคประชาธิปัตย์ (ซึ่งจะเป็นการกระทำจากความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวของผู้เขียน หรือจะมีกระบวนการปลุกปั่นอยู่เบื้องหลัง เนเน่คงไม่อาจทราบ) แต่หากใครอ่านมาถึงจุดนี้ ขอให้ตั้งสติและอย่าพลัดหลงประเด็นตามการชักจูงนี้ค่ะ

วาระในการประชุมในวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2569 นี้ ไม่ได้เป็นวาระที่พูดถึงเหตุการณ์ "ม็อบสามนิ้ว" โดยจำเพาะ แต่เป็นการพิจารณากฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข (กฎหมายนิรโทษกรรม) ฉะนั้นที่หัวหน้าอภิสิทธิ์เน้นพูดถึงมาตรา 11 ที่มีเนื้อหาปิดกั้นโอกาสในการร้องขอแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเยาวชน โดยไม่ได้เสนอวิธีจัดการพวกผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังม็อบใดๆ -- ไม่ใช่เรื่องแปลก -- ไอ้ที่แปลก... คือคนเรียกร้อง คาดหวังให้หัวหน้าอภิสิทธิ์พูดถึงสิ่งนี้ในวาระนี้ต่างหาก

ไม่ต้องห่วงค่ะ เมื่อถึงวาระที่เราต้องหาทางจัดการคนที่อยู่เบื้องหลังการปลุกปั่นทางการเมืองในกลุ่มเด็กและเยาวชน เราจะทำบทบาทนั้นอย่างเต็มที่แน่นอน

"หลักการที่ 2 - หลักกฎหมาย คนผิดคดี 112 ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมอยู่แล้ว"

จริงๆ กฎหมายฉบับนี้ มีที่มาที่ไป หากไม่เข้าใจลำดับเหตุการณ์ ก็ง่ายที่จะหยิบแค่บางท่อนมาขยายผล เข้าใจผิดไปใหญ่โตได้ ขอลำดับเหตุการณ์เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องดังนี้

1. เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติรับหลักการ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ด้วยวัตถุประสงค์ให้กลุ่มที่มีความเห็นต่างทางการเมืองในช่วงปี 2548 - 2568 ได้มีโอกาสล้างความผิด (นิรโทษกรรม) อย่างเท่าๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น คนเสื้อเหลือง คนเสื้อแดง กปปส. และกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านในยุค คสช. แต่ก็เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า "ไม่ให้การนิรโทษกรรมรวมไปถึงผู้กระทำความผิด ม. 112 แต่ยอมให้มีการบำบัดเยียวยาแก่เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี"

2. ในปี 2568 นั้น ร่าง พ.ร.บ. นี้ได้ผ่านสภาผู้แทนฯ (นับเป็นวาระที่ 1) แล้ว ก็ถูกส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณา (เป็นวาระที่ 2) ปรากฏว่ามีการแก้ไขในชั้นกรรมาธิการของวุฒิสภา โดยมี 2 สาระสำคัญที่แก้ไข คือ หนึ่ง ให้ตัดการเปิดโอกาสให้บำบัดเยียวยาแก่เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปีออกไป (ในมาตรา 11) และสอง มีการสอดไส้เนื้อหาที่อาจนำไปสู่การนิรโทษกรรมผู้เกี่ยวข้องคดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. เข้าไป (ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ)... หากใครสนใจ ไปดูร่าง พ.ร.บ. ได้จากลิงก์ในคอมเมนต์ค่ะ

3. ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านวุฒิสภาแล้ว ได้กลับเข้าสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้ง (เป็นวาระที่ 3 ซึ่งคือวาระสุดท้าย) เพื่อให้ ส.ส. ร่วมกันตัดสิน ว่าจะยอมเห็นด้วยกับร่างที่ ส.ว. แก้ไขมาไหม พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับ 2 สาระสำคัญที่ ส.ว. แก้และใส่เข้ามา โดยย้ำว่า เรายังเห็นด้วยกับหลักการทั้งหมดของ พ.ร.บ. ร่างเดิม ที่ไม่นิรโทษกรรมให้ผู้กระทำผิด ม. 112 (แต่ยอมให้มีการบำบัดเยียวยาเด็ก) และไม่นิรโทษกรรมให้ผู้ทุจริตการเลือกตั้งฮั้ว ส.ว.

แต่สุดท้ายด้วยเสียงที่น้อยกว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ได้ผ่านออกไปแล้ว แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วย แต่ต้องยอมรับผลที่ออกมา ตามระบอบประชาธิปไตยค่ะ

ฉะนั้น ย้ำว่า สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์โหวตไปนั้น โปรดอย่าบิดเบือน มันไม่ใช่การเห็นด้วยกับการ "นิรโทษกรรมผู้ที่ทำผิดคดี 112" เลย

เนเน่ขอทิ้งท้ายในฐานะของคนที่ทั้งรักและศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ได้น้อยไปกว่าใคร... เรารักสถาบันได้ หวงแหนมาตรา 112 ได้ แต่เราต้องทำอย่างมี "สติ" ค่ะ อย่าให้รักบังตา จนมองไม่เห็นความผิดปกติที่ซ่อนเร้น แอบแฝงอยู่ค่ะ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1030426886611644&id=100089330267413&rdid=XEXXYQGUPQ6MdYNV#

“ปรีชา ปัดภัย” ฟาดเดือดวงการเพลง!! คนพยายามฝึกฝนไร้พื้นที่ยืน ถ้าดังจากเรื่องผิดศีลธรรมแล้วยังได้งาน เด็กจะพยายามไปเพื่ออะไร หิวกระแสจนลืมคุณค่าศิลปะ

ฟาดเดือดค่ายเพลง! "ปรีชา ปัดภัย" ลั่นวงการนี้มันตกต่ำ ฉะแหลก พวกหน้ามืดหิวกระแส จับคนฉาวทำศิลปิน ป้อนค่านิยมผิดๆ ให้สังคม-คนพยายามฝึกฝนไร้พื้นที่ยืน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล หลังจากอาจารย์ปรีชา ปัดภัย ศิลปินและนักแต่งเพลงร้อยล้านวิว ผู้อยู่เบื้องหลังเพลงฮิต "ยื้อ" ประกอบภาพยนตร์สัปเหร่อ ออกโรงโพสต์เดือดร่ายยาวฉะวงการเพลงปัจจุบัน โดยระบุข้อความว่า “อะไร คาวๆ ฉาวๆ ขอแค่มีกระแส
จับมาเป็นศิลปินหมด ไม่ได้แอนตี้กับการให้โอกาสคนนะ แต่แค่รู้สึกว่า ที่วงการนี้มันตกต่ำลงทุกวัน เพราะคนให้โอกาสคน มองแต่เรื่องผลประโยชน์ที่จะได้อย่างเดียว แต่ไม่ได้คิดไม่สนใจ ว่ากำลังสร้างค่านิยมอะไรให้สังคม”

โดยมีชาวเน็ตร่วมแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มองว่า เอาแต่กระแส โดยไม่สนใจว่าถูกหรือผิด

หลังจากนั้นอาจารย์ปรีชา ยังได้แสดงความเห็นในคอมเมนต์อีกว่า

“ แล้วอย่ามาบอกกูนะ ว่าทำตัวเองให้ดีก่อนอย่าไปสนใจเรื่องของคนอื่น มึงก็คิดดูว่า มันเละเทะไปถึงขั้นไหน ต่อให้มึงเป็นฆาตกรมา ติดคดี หรือเป็นข่าวอะไรก็ได้ ที่แม่งผิดศีลธรรมถึงขั้นสุดโต่ง ขอแค่มึงมีกระแส ก็พร้อมที่จะมีคนจับมือไปเซ็นสัญญา ทำเพลง สร้าง สตอรรี่ให้มีคนมานิยมชมชอบมึง และถ้ายิ่งมือใหญ่ มีคอนแทคงาน ก็พร้อมที่จะยัดงานจ้างลงไปทุกที่ สปอนเซอร์เข้า งานรีวิวแห่จ้าง เพราะไม่ได้สนใจวิธีการ ต้องการแค่ผลลัพธ์เพื่อกอบโกย ในที่สุดก็กลายเป็นเรื่อง ธรรมดา ในสังคมไปแล้ว ใครก็จะคิดว่าขอแค่กูดังไว้ก่อนไม่ว่ากูจะดังมาจากอะไรขอแค่กูมีกระแสไว้ก่อน ไม่ว่ากูจะมีกระแสมาจากอะไร เดี๋ยวก็มีคนให้โอกาส มันน่าสงสารคนที่เขาพยายาม คนที่เขาตั้งใจ ฝึกร้องฝึกเล่น ฝึกเต้นวันนึงหลายชั่วโมงเพื่อที่จะเป็นคนเก่งให้ได้ แล้วมึงไม่คิดเลยเหรอว่า คนต้นแบบของวงการนี้ต้องการคนแบบไหนวะ ถ้ามันง่ายขนาดนั้นคนมันจะพยายามไปเพื่ออะไร ไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นคนดีเหนือใคร หรือดีพอที่จะไปตำหนิติติงใครขนาดนั้น กูศรัทธาเส้นทางนี้มากไง มันคือเส้นทางของครูบาอาจารย์ที่กูเดินตามรอยมา ความเป็นศิลปินมันงดงาม กูจึงอยากให้ช่วยกันรักษามันไว้ ทำนุบำรุงมันให้เป็นที่ ควรแก่การเสพ ขายความเป็นศาสตร์และศิลป์เพื่อยกระดับให้วงการนี้ยังมีคนเก่งและคู่ควรมาสืบเส้นทางจากรุ่นสู่รุ่น และมอบแรงบันดาลใจที่ดีคืนสู่สังคมบ้าง ถ้าไม่เป็นช่วยกันเป็นเสาหลักนำทางให้เด็กมันไปในทางที่ถูกที่ควร แล้วเส้นทางข้างหน้ามันจะพังถึงขั้นไหน อนาคตมึงจะขายอะไรกัน”

ที่มา : https://www.amarintv.com/news/social/551313

วันประกาศ เอกราช

“วันประกาศ เอกราช
Independent stay แปลว่าการหลุดพ้น
จากประเทศผู้ปกครองเขาประกาศเอกราช
เขาเฉลิมฉลองนี่คือวันชาติเขา

เพื่อนยืนประกาศบนเวทีว่าทูเดย์อีส thailand national day
เพื่อนก็มารวมกลุ่มกัน เพื่อนในรุ่นผม
ได้ร้องเพลงในวันชาตินั้นให้ผมฟังรู้ไหมเพลงอะไร
เพลงสรรเสริญพระบารมี
แล้วเขาร้องได้ เขาเป็นฝรั่งเขาเซอร์ไพรส์ผม”
.
พล.อ.อ.เสกสรร คันธา
ผู้บัญชาการกองทัพอากาศ
พูดคุยในรายการ คุยคุ้ยคน

.
ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=B30RxV-zl1Q

“จดหมายรักถึงอาม่า” เตรียมฉายในไทย!! เปิดเรื่องรัก ความทรงจำ และการพลัดถิ่น พาผู้ชมไทยสัมผัสวัฒนธรรมแต้จิ๋วและคำว่าครอบครัว ถ่ายทอดสายใยครอบครัวจีนโพ้นทะเลสุดกินใจ จ่อเข้าไทย 6 ส.ค. หลังโกยรายได้จีนทะลุ 1.9 พันล้านหยวน

หนังจีน 'จดหมายรักถึงอาม่า' เตรียมเข้าฉายในไทยส.ค. นี้ หลังกวาดรายได้ 1.9 พันล้านหยวนในจีน

เมื่อวันพุธ (8 ก.ค.) บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่าภาพยนตร์ภาษาจีนเรื่อง "จดหมายรักถึงอาม่า" (Dear You) มีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วไทยวันที่ 6 ส.ค. นี้  โดยจะพาผู้ชมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปสัมผัสเรื่องราวการอพยพ ความทรงจำอันลึกซึ้ง และสายใยความสัมพันธ์ของผู้คนที่เรียบง่ายแต่กินใจ หลังประสบความสำเร็จจากการทำรายได้เข้าฉายในจีนสูงถึง 1.9 พันล้านหยวน (ราว 9.33 พันล้านบาท) เมื่อนับถึงวันที่ 28 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของเสี่ยวเหว่ย ชายหนุ่มที่เดินทางมายังไทยเพื่อตามหาปู่ที่พลัดพรากกันมานาน ก่อนค้นพบจดหมายเก่าแก่ที่ถูกเก็บรักษาไว้หลายสิบปี การเดินทางครั้งนี้จึงค่อยๆ เผยเรื่องราวความรัก การเสียสละ ความกตัญญู และสายใยแห่งครอบครัว ท่ามกลางฉากหลังของวัฒนธรรมชาวจีนแต้จิ๋วที่สะท้อนประสบการณ์ของชาวจีนโพ้นทะเล พร้อมถ่ายทอดประเด็นสากลเกี่ยวกับการพลัดถิ่น ความโหยหาอดีต และความทรงจำที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

สหมงคลฟิล์มฯ ระบุว่าผู้ชมชาวไทยทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ในวงกว้าง ภาพยนตร์ถ่ายทอดเรื่องราวอัตลักษณ์ของชาวจีนโพ้นทะเล พลังแห่งความรัก และความหมายที่แท้จริงของคำว่าครอบครัวสู่ใจผู้ชมชาวไทย ซึ่งบริษัทเชื่อว่าเรื่องราวที่ซาบซึ้งกินใจนี้จะสร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้งแก่ผู้ชมทุกช่วงวัย

เพื่อรักษาเสน่ห์ของภาษาถิ่นแต้จิ๋วอันเป็นหัวใจสำคัญของภาพยนตร์ ควบคู่ไปกับการเปิดโอกาสสำหรับผู้ชมหลากหลายกลุ่ม โรงภาพยนตร์ในไทยจะจัดฉายทั้งเวอร์ชันภาษาจีนแต้จิ๋วดั้งเดิม พร้อมคำบรรยายภาษาไทยและภาษาจีนกลาง รวมถึงเวอร์ชันพากย์ไทยพร้อมคำบรรยายภาษาอังกฤษ

(แฟ้มภาพซินหัว : โปสเตอร์ภาพยนตร์จีนเรื่อง "จดหมายรักถึงอาม่า" ที่โรงภาพยนตร์ในเมืองเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน วันที่ 20 พ.ค. 2026)

กฟผ. รักษาอันดับเครดิตสูงสุด “AAA” 10 ปีซ้อนคงเครดิตระดับ AAA สะท้อนความมั่นคงและสถานะการเงิน สอดรับยุคเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนพันธบัตร

10 ปีซ้อน ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิต กฟผ. สูงสุด ที่ระดับ “AAA” สะท้อนบทบาทรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง

ทริสเรทติ้งประกาศผลการจัดอันดับเครดิตของ กฟผ. ประจำปี 2569 คงที่ระดับ "AAA" ซึ่งเป็นระดับที่ดีที่สุด เป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน สะท้อนบทบาทรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานไฟฟ้าที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

นางสาวสมจิตต์ ด่านศรีประเสริฐ รองผู้ว่าการการเงินและบัญชี (CFO) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้ประกาศผลการทบทวนการจัดอันดับเครดิตของ กฟผ. ประจำปี 2569 คงที่ระดับ "AAA" ซึ่งเป็นระดับที่ดีที่สุด ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ คงที่ เป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน สะท้อนถึงบทบาทของ กฟผ. ในฐานะรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานไฟฟ้าที่ดำเนินกิจการบูรณาการกับรัฐบาลอย่างเต็มที่ ทั้งการผลิตและจัดหาพลังงานไฟฟ้า ดูแลความมั่นคงระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงทั่วประเทศ รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายระบบไฟฟ้าให้มีความทันสมัยรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ที่สำคัญคือสะท้อนถึงสถานะทางการเงินและสภาพคล่องที่แข็งแกร่งของ กฟผ.

ทั้งนี้ อันดับเครดิตองค์การเป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนในพันธบัตรของ กฟผ. แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการชำระหนี้ รวมถึงความมั่นคงทางการเงินขององค์การ แม้อุตสาหกรรมไฟฟ้าของประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดย กฟผ. ยังคงบทบาทสำคัญในฐานะหน่วยงานหลักดูแลรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้า การบริหารความยืดหยุ่น และการบูรณาการพลังงานไฟฟ้ารูปแบบใหม่ให้สามารถเติบโตควบคู่กับความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

ของเล่นเด็กไม่ควรเป็นภัยเงียบ!! ‘รัดเกล้า’ เตือนแพลตฟอร์มออนไลน์ กำลังเปิดทาง “ของเล่นปีศาจ” เข้าถึงลูกหลานไทย Squishy ของเล่นฮิตเด็ก อาจสะสมฝุ่น–เชื้อโรค–สารเคมีอันตราย

"รัดเกล้า" เตือน "ของเล่นปีศาจ" ทะลักไทยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จี้สภาผู้บริโภคยกระดับคุ้มครองเด็ก ชี้ปกป้องผู้บริโภคยุคดิจิทัล ต้องไม่หยุดแค่คืนเงิน

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรายงานประจำปีของสภาองค์กรของผู้บริโภค โดยชื่นชมการทำงานของสภาผู้บริโภคที่เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิประชาชน พร้อมยกมาตรการ "เปิดก่อนจ่าย ไม่ตรงปก ไม่ต้องจ่าย" ว่าเป็นความสำเร็จที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อขายออนไลน์และเยียวยาผู้บริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม นางรัดเกล้า ระบุว่า รายงานยังมีช่องว่างสำคัญในการรับมือกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่จากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติ ซึ่งปัจจุบันสินค้าจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ประเทศไทยทุกวัน ขณะที่หลายแพลตฟอร์มไม่มีสำนักงานหรือผู้รับผิดชอบในประเทศไทย ทำให้เมื่อเกิดปัญหา ผู้บริโภคไทยแทบไม่สามารถเรียกร้องความรับผิดชอบได้

นางรัดเกล้า กล่าวว่า รายงานของสภาผู้บริโภคสะท้อนว่า ปัจจุบันกว่า 80% ของปัญหาผู้บริโภคเกี่ยวข้องกับภัยออนไลน์ และมีคดีหลอกลวงซื้อขายออนไลน์ถึง 296,042 คดี คิดเป็นร้อยละ 44 ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด แต่เนื้อหาในรายงานยังให้น้ำหนักกับการแก้ปัญหาการฉ้อโกงและสินค้าไม่ตรงปก มากกว่าการป้องกันความเสี่ยงจากสินค้าที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค

"วันนี้ผู้บริโภคไม่ได้เสี่ยงเพียงเสียเงิน แต่กำลังเสี่ยงเสียสุขภาพ และในหลายกรณี ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือเด็ก"

นางรัดเกล้า ยกตัวอย่างกระแสความนิยมของ "สควิชชี่" (Squishy) ของเล่นนุ่มนิ่มที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่เด็กและเยาวชน โดยระบุว่าแม้ภายนอกจะดูไม่มีอันตราย แต่เนื้อโฟมที่มีรูพรุนสามารถสะสมฝุ่นและเชื้อโรคได้ง่าย ขณะเดียวกัน ยังมีรายงานจากหลายประเทศที่ตรวจพบสารเคมีอันตรายในของเล่นบางรายการ เช่น สารพาทาเลต (Phthalates) และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ตับ ไต พัฒนาการของเด็ก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

"ของเล่นที่ดูน่ารัก อาจกลายเป็น 'ของเล่นปีศาจ' หากไม่มีการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยอย่างจริงจัง เพราะเมื่อสินค้าเหล่านี้หลุดรอดเข้าสู่ตลาด ผู้ที่ต้องรับความเสี่ยงคือเด็กและครอบครัวของพวกเขา"

นางรัดเกล้า ตั้งคำถามถึงสภาผู้บริโภคว่า มีแผนยกระดับบทบาทจากการรับเรื่องร้องเรียนไปสู่การผลักดันมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าในยุคดิจิทัลหรือไม่ พร้อมเสนอให้ผลักดันการกำกับดูแลแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติให้มีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคไทยเช่นเดียวกับผู้ประกอบการในประเทศ รวมทั้งประสานสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพิ่มการสุ่มตรวจสินค้านำเข้า โดยเฉพาะสินค้าสำหรับเด็กและเยาวชน

นอกจากนี้ ยังเสนอให้สภาผู้บริโภคขยายการสื่อสารจากการเตือนภัยเรื่องการหลอกลวงทางการเงิน ไปสู่การเตือนภัยเรื่องความปลอดภัยของสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจและสามารถหลีกเลี่ยงสินค้าที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

"การคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัลต้องเป็นการคุ้มครองเชิงรุก ต้องป้องกันความเสียหายตั้งแต่ต้นทาง เพราะการคืนเงินอาจชดเชยความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ แต่ไม่สามารถเยียวยาสุขภาพของเด็กได้ หากสภาผู้บริโภคจะเป็นเพื่อนแท้ของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ภารกิจในอนาคตจึงไม่ใช่เพียงการปกป้องเงินของคนไทย แต่ต้องปกป้องชีวิต สุขภาพ และความปลอดภัยของคนไทยทุกเพศทุกวัยด้วย" นางรัดเกล้า กล่าว

E20 ทางรอดพลังงานไทย!! ใช้วัตถุดิบในประเทศ ลดคาร์บอน เพิ่มรายได้เกษตรกร ลดนำเข้าพลังงาน เสริมความมั่นคง ถอดบทเรียนบราซิล-อินเดีย ต้นแบบสำเร็จ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพอย่างยั่งยืน

กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมฯ ชี้ “E20 คือทางรอดระยะยาว” ร่วมเดินหน้าต่อยอดมาตรการภาครัฐ พร้อมผนึกกำลังรัฐ-เอกชน-ประชาชน ผลักดันการใช้ E20 ลดการนำเข้าพลังงานของประเทศ

ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานโลกที่ผันผวนอย่างรุนแรง ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ล่าสุดทุกภาคส่วนต่างเร่งส่งสัญญาณเตือนว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องปรับมุมมองและตระหนักอย่างจริงจังว่า “แก๊สโซฮอล์ E20” คือทางรอดระยะยาว ของประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่พลังงานทางเลือกชั่วคราวในระยะสั้น พร้อมแนะทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์เปลี่ยนผ่าน E20 จากเชื้อเพลิงทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อมสู่พลังงานหลักจากวัตถุดิบที่มีศักยภาพของประเทศ เพื่อลดภาระการนำเข้าพลังงานและสร้างมูลค่าหมุนเวียนให้ภาคการเกษตรไทยอย่างยั่งยืน โดยถอดบทเรียนความสำเร็จระดับโลกจากประเทศบราซิลและอินเดีย ต้นแบบการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน

สถานการณ์วิกฤตพลังงานในขณะนี้เรียกได้ว่าเป็น “ความผันผวนด้านพลังงาน” ที่ผูกโยงเศรษฐกิจประเทศไทยไว้กับความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้เกิดความสั่นคลอนต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ชะลอการเติบโตของภาคธุรกิจ และกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

ข้อมูลจากงานสัมมนา “ฝ่าวิกฤตพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน โอกาสหรือภาพลวง” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาระบุว่า หากประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 92% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ามหาศาลกว่า 1.33 ล้านล้านบาทต่อปี หรือเฉลี่ยมีเงินตราไหลออกนอกประเทศสูงถึง 3,600 ล้านบาทในทุกๆ วัน คำถามสำคัญคือ เราจะหยุดยั้ง "ภาวะเลือดไหลทางเศรษฐกิจ" นี้ได้อย่างไร?

เพื่อแก้ไขวิกฤตเชิงโครงสร้างนี้ ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จำเป็นต้องประสานพลังร่วมกันขับเคลื่อน "แก๊สโซฮอล์ E20" ให้เป็นยุทธศาสตร์พลังงานแห่งชาติ โดยยกระดับบทบาทของ E20 จากเดิมที่เป็นเพียง "น้ำมันทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อม" ให้กลายเป็น "เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์" ที่จะสร้างภูมิคุ้มกัน ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างยั่งยืน และช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ถอดโมเดลความสำเร็จ Ethanol ระดับโลก: บราซิล และ อินเดีย
ประเทศไทยไม่ได้เดินบนเส้นทางนี้เพียงลำพัง การที่ต้องลดการพึ่งพาน้ำมันดิบด้วยเอทานอลที่เป็นพลังงานชีวภาพ (Biofuel) เราสามารถถอดบทเรียนจาก 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ที่เป็นต้นแบบแห่งความสำเร็จ

• บราซิล | ผู้นำด้านเอทานอลโลก: พลิกฟื้นประเทศจากที่เคยต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 80% ในยุค 1970 สู่การเป็นผู้ส่งออกพลังงานในปัจจุบัน ด้วยนโยบายเอทานอลที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ปัจจุบันบราซิลกำหนดสัดส่วนผสมเอทานอลขั้นต่ำถึง 30% (E30) ในน้ำมันเบนซิน และรถยนต์ใหม่กว่า 90% เป็นระบบ Flex-Fuel ที่ยืดหยุ่นรองรับการเติมเอทานอลได้ทุกสัดส่วนจนถึงเอทานอลบริสุทธิ์ (E100) นโยบายนี้สร้างงานในระบบเศรษฐกิจชีวภาพกว่า 1.5 ล้านตำแหน่ง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมไปแล้วมากกว่า 730 ล้านตัน

• อินเดีย | พลิกวิกฤตเป็นโอกาส: จากปัญหาการนำเข้าน้ำมันดิบราคาแพงและมลพิษทางอากาศที่รุนแรงในเมืองใหญ่ รัฐบาลอินเดียได้เร่งผลักดันนโยบายเอทานอลอย่างก้าวกระโดด จนสามารถบังคับใช้ E20
ทั่วประเทศได้สำเร็จในปี 2025 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิมถึง 5 ปี เทียบกับปี 2014 ที่มีสัดส่วนผสมเอทานอลเพียง 1.5% ช่วยประหยัดงบประมาณนำเข้าน้ำมันดิบได้กว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี และสร้างรายได้สะสมให้เกษตรกรอินเดียกว่า 4.7 แสนล้านบาท ทั้งยังคงมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนในการผสม
เอทานอลขึ้นเป็น 27%

E20 พลังงานหลักเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของไทย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า “ประเทศไทยควรใช้ศักยภาพและความได้เปรียบที่มีอยู่ เป็นพื้นฐานในการขับเคลื่อนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ” โดยการส่งเสริมการใช้ไบโอเอทานอล (Bioethanol) ซึ่งผลิตจากพืชพลังงานที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการเพาะปลูกและผลิตได้อย่างต่อเนื่อง คืออ้อยและมันสำปะหลัง ที่ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบสำหรับการผลิตเอทานอลเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศตามโมเดล BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy) ที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นพลังงานหมุนเวียนที่สามารถทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สร้างความยั่งยืนให้กับระบบพลังงานของประเทศในระยะยาว

การส่งเสริมอุตสาหกรรมเอทานอลจึงมิใช่เพียงนโยบายด้านพลังงาน แต่ยังเป็นการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิตเชื้อเพลิงเอทานอล การผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากชานอ้อยและก๊าซชีวภาพ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ตลอดจนการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูงอื่นๆ คิดเป็นมูลค่าอุตสาหกรรมโดยรวมประมาณกว่า 1.34 แสนล้านบาทในปี 2568 ซึ่งสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างรายได้หมุนเวียนในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ก่อให้เกิดผลเชิงบวกต่อการจ้างงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมการผลิต รวมไปถึงภาคบริการโดยเฉพาะการขนส่งและโลจิสติกส์และการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ โดยช่วยสร้างความมั่นคงแก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังกว่า 1 ล้านครัวเรือน หรือกว่า 4 ล้านคน จากพื้นที่เพาะปลูกโดยรวม 20 ล้านไร่ และขณะเดียวกันยังช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ ส่งเสริมทั้งความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงด้านอาหาร และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ดังนั้น เอทานอลจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างการพัฒนาด้านพลังงานกับการสนับสนุนภาคเกษตรกรรม แต่เป็นนโยบายที่เปรียบเสมือน “การยิงกระสุนนัดเดียวได้ประโยชน์หลายทาง” สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พลังงาน สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนไปพร้อมกันได้อย่างสมดุล สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ทรัพยากรในประเทศให้เกิดคุณค่าสูงสุดและนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต”

ทั้งนี้ประเทศไทยมีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์จากการเป็นผู้ผลิตอ้อยและมันสำปะหลังรายสำคัญของโลก ประกอบกับการมีโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมเอทานอลที่เข้มแข็ง จึงมีศักยภาพในการยกระดับเอทานอลให้เป็นกลไกหลักในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ โดยภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมมีความเห็นสอดคล้องกันว่าการส่งเสริมการใช้ไบโอเอทานอล (Bioethanol) ผ่านนโยบายผลักดันการใช้น้ำมัน E20 อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม จะช่วยสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมแปรรูป ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อันนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน

ด้าน ดร.เสกสรรค์ พรหมนิช รองประธานด้านไบโอฟูเอล กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า “ประเทศไทยมีศักยภาพในการต่อยอดการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่าง E20 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero การต่อยอดนโยบายที่มีอยู่ด้วยการส่งเสริม ให้ประชาชนเข้าถึง และเลือกใช้น้ำมัน E20 มากขึ้น จะช่วยให้ประเทศไทยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในประเทศได้อย่างคุ้มค่า ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น สร้างรายได้ให้ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันยังเป็นการยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว หากประเทศไทยสามารถผลักดันการใช้ E20 ได้อย่างเต็มศักยภาพ จะทำให้มีการใช้เอทานอลประมาณ 6 ล้านลิตรต่อวัน และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 3.12 ล้านตัน การส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ E20 มากขึ้น ควบคู่ไปกับการผลักดันการประหยัดพลังงานในด้านอื่น ๆ จะสามารถช่วยให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน เพิ่มการใช้พลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศ สร้างรายได้หมุนเวียนสู่ภาคเกษตรกร และอุตสาหกรรมไทย พร้อมทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการสร้างทั้งความมั่นคงทางพลังงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศใน ระยะยาว”

สร้างประโยชน์ร่วมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของคนไทยทุกคน
การร่วมมือกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พลังงาน E20 ของประเทศไทยจะสร้างผลประโยชน์มหาศาลกลับคืนมาในหลากหลายมิติ โดยเริ่มจากการลดการนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อสกัดกั้นการรั่วไหลของเงินตราออกนอกประเทศ และปกป้องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศจากวิกฤตราคาน้ำมันโลก ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศอย่าง PM 2.5 ในภาคการขนส่งอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์นี้ยังช่วยยกระดับและเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง และยั่งยืนให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังทั่วประเทศ ตลอดจนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio-economy) มูลค่าสูงภายในประเทศ เพราะ E20 ไม่ใช่แค่เรื่องของน้ำมัน แต่คือ "ทางรอด" ของประเทศไทยที่จะมาร่วมพลิกอนาคตพลังงานไทย เพื่อเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของคนไทยทุกคนตั้งแต่วันนี้

‘อนุทิน’ เปิดเวที ABAC 2026!! ผู้นำธุรกิจเอเปคชูความร่วมมือข้ามภาคส่วน สร้างภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้รุ่งเรืองท่ามกลางวิกฤต ย้ำรัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน รับมือภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน

กรุงเทพฯ, 9 ก.ค. (ซินหัว) -- เหล่าผู้นำแวดวงธุรกิจจากคณะกรรมการที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (ABAC) ได้รวมตัวประชุมในกรุงเทพฯ และเรียกร้องการสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพื่อรักษาการเติบโตที่ยั่งยืนท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนของโลก

อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์สำคัญที่การประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค ครั้งที่ 3 ในปี 2026 ว่าสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบันมีความสลับซับซ้อนเพิ่มขึ้น ขณะความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจทางธุรกิจ

อนุทินชี้ว่ารัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาความท้าทายเหล่านี้ได้เพียงลำพัง เช่นเดียวกับภาคธุรกิจที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความท้าทายเหล่านี้โดยปราศจากสภาพแวดล้อมที่ถูกต้อง ดังนั้นความเป็นหุ้นส่วนภาครัฐ-ภาคเอกชนจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตที่ยั่งยืน

เกษมสิทธิ์ ปฐมศักดิ์ สมาชิกคณะกรรมการฯ และประธานบริหารบริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด กล่าวว่าชุมชนธุรกิจพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เปิดกว้าง เชื่อมโยง และเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

อนึ่ง การประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค ครั้งที่ 3 จัดขึ้นวันที่ 6-9 ก.ค. 2026

ที่มา : Xinhua

รมต.คลัง "เอกนิติ" เปิดเพจอย่างเป็นทางการ เปิดโพสต์แรก ชูหลัก 5T ประคองเศรษฐกิจวันนี้ พลิกวิกฤติเป็นโอกาสบนวินัยการคลัง เปลี่ยนผ่านพลังงาน และลงทุนสร้างอนาคตไทย

ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้กล่าวลงในเฟสบุ๊ค ว่า

สวัสดีครับ หลังจากที่ตั้งใจมาสักพักว่าจะเปิด Facebook เป็นทางการของตนเองในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อใช้เป็นพื้นที่สื่อสารและอธิบายแนวคิดและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจรวมทั้งผลการลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับสาธารณะในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาค การคลัง งบประมาณ การเงิน ตลาดทุน และการลงทุน วันนี้ผมขอเปิด post แรกแบบภาพรวมก่อนนะครับ

ผมเริ่มรับตำแหน่งในรัฐบาลอนุทิน2 ช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 พร้อมกับวิกฤติราคาพลังงาน อันเกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบเป็นระลอก ตั้งแต่วิกฤติน้ำมันขาดและแพง วิกฤติต้นทุนส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น จนกลายเป็นวิกฤติปากท้อง ซึ่งหากหยุดวิกฤติเหล่านี้ไม่ได้ จะนำมาซึ่งปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติ ความท้าทายนี้เกิดขึ้นบนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่มีปัญหาเรื้อรังมานาน ไม่ว่าจะเป็นการที่ประเทศโตต่ำกว่าศักยภาพ ความสามารถในการแข่งขันถดถอย ปัญหาการขาดดุลการคลังเรื้อรังที่รายได้โตไม่ทันรายจ่าย โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ลงทุนใหม่มานาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกยุคใหม่ หากเปรียบเป็นคนป่วย ก็เรียกได้ว่าเป็นโรคมะเร็งเรื้อรัง ยังรักษาไม่หายก็มีโรคแทรกซ้อนมาอีก

ด้วยงบประมาณประเทศที่มีอย่างจำกัด ผมในฐานะดูแลภาพรวมทั้งรายรับและรายจ่ายของประเทศและเห็นตัวเลขทั้งหมด ต้องคิดรอบด้านและระมัดระวังที่สุดเพื่อประคองสถานการณ์ในระยะสั้น ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้โอกาสนี้เปลี่ยนผ่าน และสร้างรากฐานให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่งให้ได้ในอนาคต ภายใต้หลักการที่ผมเรียกว่า 5 T ประกอบด้วย Target, Transition, Transform, Transparency, Together เพื่อประคองเศรษฐกิจระยะสั้น (Stabilize Today) และสร้างการเปลี่ยนผ่านเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส (Transition Now) รวมทั้งลงทุนสร้างอนาคตให้ประเทศไทยกลับมาเข้มแข็งในระยะยาว (Transform for Tomorrow) บนฐานวินัยการเงินการคลัง

Stabilizing Today: ประคับประคองเศรษฐกิจฝ่ามรสุมโลก
จากที่ตั้งธงจะเข้ามาสานต่อนโยบาย Quick Big Win ที่ได้ทำไว้ก่อนหน้าจนเศรษฐกิจไทยเมื่อปลายปีก่อนฟื้นตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อมีวิกฤตการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น จึงต้องประคองเศรษฐกิจฝ่ามรสุมวิกฤติพลังงานโลกที่กระทบไทยอย่างแรงก่อน เพราะประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับต้นๆ ในเอเชีย รัฐบาลจึงพยายามประคับประคองให้ราคาน้ำมันไม่ผันผวนสุดโต่งและขาดแคลนเหมือนหลายประเทศ โดยรัฐบาลสามารถประคองให้ไทยมีน้ำมันใช้ในราคาที่ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียนในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม การตัดสินใจใช้กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารราคาน้ำมันทำให้ไม่กระทบฐานะการคลัง (ซึ่งมีสถานะตึงตัวอย่างมากอย่างที่ทุกท่านทราบกันดีในช่วงอภิปรายงบประมาณที่ผ่านมา) จนลามไปเกิดวิกฤติการคลังเหมือนกรณีตัวอย่างประเทศในอาเซียนที่ต่างชาติไม่เชื่อมั่นในฐานะการคลังและแห่ถอนเงินออกจากประเทศนั้น (เลยกลายเป็นอานิสงค์ส่วนหนึ่งที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยทำใหั set index โตขึ้นมาเฉียด 1600จุดในนปัจจุบัน) พร้อมกันนั้นได้ออกมาตราเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบภาคขนส่งและภาคเกษตรเมื่อวันที่ 11 เมษายน เพื่อชะลอผลกระทบไม่ให้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าอื่นๆ มากเกินไป นอกจากนั้น รัฐบาลยังได้มีมาตรการไทยช่วยไทยพลัสและเติมเงินสวัสดิการเพื่อช่วยคนมีรายได้น้อยลดค่าครองชีพ ป้องกันวิกฤติปากท้อง และต่อลมหายใจร้านค้ารายย่อยในช่วงที่ผ่านมา

Transition Now: เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดวันนี้เพื่อลดจุดเปราะบางและสร้างความมั่นคงในระยะยาว
อย่างที่ทุกท่านทราบกันดี ผมย้ำเสมอว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดสำคัญมากในช่วงเวลาที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวนสูง หลายท่านอาจจะมีแนวคิดว่าจำเป็นเร่งด่วนไหม ค่อยๆ ทำตามแผนงานที่วางไว้ได้ไหม งบประมาณก็มีจัดสรรตามหน่วยงานไว้แล้วในระยะยาว ทำไมต้องออกพ.ร.ก. เงินกู้ฯ ให้เป็นหนี้เพิ่มมาอีก ผมอยากใช้โอกาสนี้ ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ในระยะสั้น หากเราไม่เร่งเปลี่ยนผ่านโดยเริ่มลงมือทำเลยเราอาจจะเจอวิกฤติซ้อนวิกฤติหนักขึ้น ดั่งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว คือ หลังจากไทยเจอวิกฤติราคาน้ำมันแพงในเดือนเม.ย-พ.ค ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เคยเกินดุลมาตลอดก็กลับมาขาดดุลถึงเกือบ 5 แสนล้านบาทในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะไทยเราต้องนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในราคาที่สูงขึ้นในจำนวนที่มาก ซึ่งหากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ไปเรื่อยๆ และสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันในโลกผันผวนยังไม่จบง่ายๆ เราอาจจะต้องขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปเรื่อยๆ จนอาจเกิดวิกฤติขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเหมือนในอดีต

การเร่งเปลี่ยนผ่านวันนี้ โดยการส่งเสริมการใช้รถที่ใช้พลังงานสะอาดหรือ ไบโอดีเซล โดยเฉพาะในระบบขนส่งสาธารณะ และการส่งเสริมการติดตั้ง Solar ภาคประชาชนพร้อมรับขายคืนครบวงจร รวมทั้งการลงทุนพัฒนา upgrade สายส่ง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ smart grid และยังทำได้ไม่ครอบคลุมทั้งประเทศเนื่องจากงบประมาณที่ได้รับจัดสรรแต่ละปีมีจำกัด การลงมือทำในสิ่งเหล่านี้ให้เร็วที่สุดจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวของประเทศได้ เงินกู้ 2 แสนล้านอาจจะเป็นงบประมาณที่ไม่เพียงพอต้องการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดทั้งประเทศ แต่ผมตั้งใจให้โครงการภายใต้เงินกู้นี้ ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งและร่นระยะให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่จำเป็นเร่งด่วนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจ

Transform for tomorrow: พลิกโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยการลงทุน
หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของไทย คือเราลงทุนน้อยเกินไปมานาน ทั้งการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน ปีนี้รัฐบาลประกาศให้เป็นปีแห่งการลงทุน ซึ่งเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในเทคโนโลยี และการลงทุนในทุนมนุษย์เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว รวมทั้งการปลดล็อค กม ทำให้การลงทุนง่ายขึ้น จะทำให้การลงทุนเปฌนเครื่องยนต์หลักของการเติบโตอีกครั้ง (investment-led growth) โดยตั้งเป้าให้สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ค่อย ๆ กลับไปอยู่ใกล้ระดับประมาณ 30% เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่การลงทุนรอบใหม่นี้ต้องไม่ใช่การลงทุนแบบเดิมเท่านั้น ต้องเป็นการลงทุนที่ช่วยเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และเตรียมประเทศสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

อย่างที่เคยเรียนในระหว่างการอภิปรายงบประมาณ การลงทุนภาครัฐผ่านงบประมาณเป็นเครื่องมือหนึ่งของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศเท่านั้น เรายังมีการลงทุนโดยรัฐวิสาหกิจ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และเครื่องมือระดมทุนอื่นๆ เช่น Thailand Future Fund และที่สำคัญอย่างมาก คือการลงทุน FDI ที่ได้รับการเร่งรัดผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินการลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ประมาณ 9แสนล้านบาทในปี 2569 นี้ แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการลงทุน หรือเพิ่มมูลค่า FDI ให้สูงขึ้นเท่านั้น คำถามสำคัญกว่านั้นคือ การลงทุนเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยและเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ไทยเข้าไปอยู่ใน supply chain ของการผลิตสมัยใหมของโลกได้อย่างไร และสร้างงานและยกระดับคุณภาพให้แรงงานไทยได้เท่าไร เหล่านี้จะกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ในการให้สิทธิประโยชน์ใหม่ของ BOI

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานที่ทำแล้ว ทำอยู่ และกำลังจะทำต่อไป ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนร่วมกับภาคเอกชนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐภาคเอกชน (กรอ.) และมีหลายสิ่งที่รัฐบาลต้องปฏิรูปอีกมาก โดยเฉพาะด้านการจัดทำงบประมาณและด้านการคลัง เราไม่ได้นิ่งนอนใจ รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ดีและอยู่ในระหว่างการวางแผนปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังทั้งหมด โดยก้าวแรกของเราคือ สร้างความโปร่งใส เปิดข้อมูล เปิดแผล และเปิด Live ในระหว่างการประชุมกรรมาธิการงบประมาณ และเชื่อว่าจะมีก้าวต่อไปตามมา เพราะหากเราไม่ทำวันนี้ เราจะอาจไม่มีโอกาสอีกแล้ว

การตัดสินใจเชิงนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในฐานะรองนายกฯ และรมว คลัง ไม่เคยง่าย และไม่สามารถถูกใจทุกคนได้ แต่ผมเชื่อว่าหากเรายึดหลักการและลงมือทำด้วยความบริสุทธ์ใจและตั้งใจจริงเพื่อประเทศ ก็จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะยาวได้อย่างแน่นอน

ท้ายที่สุด Teamwork เป็นเรื่องสำคัญ ผมไม่สามารถทำทุกอย่างได้คนเดียว แรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วนสำคัญอย่างมาก ตั้งแต่รัฐบาล ข้าราชการประจำในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ภาคเอกชน และทีมงานที่เข้มแข็งของรองนายกฯ และรมว. คลัง ผมขอขอบคุณทุกท่านจากใจ

ผมจะพยายามมา Update เรื่องต่างๆ อยู่เรื่อยๆ นะครับ โดยอาจจะมีทีม Admin ของ page มาสรุป กิจกรรมของผมและให้ความรู้ต่างๆ รวมทั้งช่วยตอบคำถามเป็นระยะๆ ในช่วงที่ผมติดภารกิจครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top