Saturday, 6 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

อ.ประพฤติ วิเคราะห์!! ถอดรหัส “ทรัมป์” ถอยจริง หรือแค่สับขาหลอก? ภายใต้เกมอำนาจที่เริ่มคุมไม่ได้ เมื่อสันติภาพอาจไม่ใช่ความเมตตา แต่คือการยอมจำนนต่อความจริง


“ทรัมป์” ถอยจริง หรือแค่สับขาหลอก?

ผมมองว่าท่าทีของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ แสดงออกกลับไปกลับมาและมีการใช้คำหยาบคายในบางช่วงเวลา เป็นกรอบคิดทางยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนมากกว่าเพียงแค่ "ความแปรปรวน" ของตัวบุคคล ด้วยเหตุุผล ดังนี้:

1. ภาวะสุญญากาศของความเชื่อถือ (Credibility Gap) และทฤษฎีคนบ้า (Madman Theory):

การแสดงออกที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของทรัมป์ในหน้าสื่อ ไม่ได้เป็นเพียงบุคลิกภาพส่วนตัว แต่เป็น "ยุทธศาสตร์ความไม่แน่นอน" เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง อย่างไรก็ตาม ในบริบทปัจจุบัน ความน่าเชื่อถือ (Credibility) ของเขากำลังเผชิญกับวิกฤต เนื่องจากกฎหมายระหว่างประเทศและการปฏิบัติจริงในสนามรบไม่ได้เคลื่อนไปตาม "คำขู่" ของเขา 

การประกาศหยุดยิงชั่วคราวอาจมองได้ว่าเป็น "Strategic Retreat" (การถอยเชิงกลยุทธ์) เพื่อลดการเผชิญหน้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

2. ข้อจำกัดทางยุทธวิธีและจุดตายของภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Chokepoint):

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ต้อง "ยอมลง" คือความล้มเหลวในการจัดตั้งพันธมิตรเพื่อควบคุม ช่องแคบฮอร์มุส (Strait of Hormuz)

• กฎหมายทะเลและการปิดช่องแคบตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แม้อิหร่านจะไม่ได้เป็นภาคีในบางส่วน แต่การใช้สิทธิผ่านทาง (Innocent Passage) ถูกปิดกั้นด้วยอิทธิพลทางทหารจริง ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกอย่างรุนแรง

• ความอ่อนแอของอำนาจทางอากาศ: ปฏิบัติการทางอากาศที่ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ (Air Superiority Failure) และความสูญเสียยุทโธปกรณ์ระดับสูง เป็นตัวบ่งชี้ทางสถิติว่าเทคโนโลยีทางทหารของฝ่ายตะวันตกสามารถถูกโต้กลับด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพที่มีต้นทุนตํ่ากว่า ทำให้ "ต้นทุนของสงคราม" (Cost of War) พุ่งสูงจนเกินจุดคุ้มทุน

3. จะมีเซอร์ไพรส์? หรือ ทรัมป์ยอมจำนนต่อข้อเท็จจริง?

ความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะ "กลับลำ" (U-turn) กลับไปทำสงครามเต็มรูปแบบนั้น ผมว่ามีน้อยมากในเชิงตรรกะ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯ และความล้มเหลวในการโน้มน้าวพันธมิตรอาหรับให้เข้าร่วมสังฆกรรม 

การแสดงอาการฟาดหัวฟาดเหวี่ยงที่ผ่านมา จึงเป็นเพียง "การแสดงออกเพื่อรักษาหน้า" (Face-saving diplomacy) หลังจากตระหนักดีว่า อิหร่านมีขีดความสามารถในการทำสงครามแบบอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ที่สามารถสร้างความเสียหายถาวรต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคได้

บทสรุป: สันติภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องของความเมตตา แต่เป็นเรื่องของ "Realpolitik" หรือการเมืองแห่งความเป็นจริงที่ว่ามหาอำนาจไม่สามารถเอาชนะสงครามในพื้นที่ที่ตนเองเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์ได้ตลอดไป การหยุดยิงครั้งนี้จึงมีความน่าเชื่อถือสูงในแง่ของ "ความจำเป็นบังคับ" (Compulsion) มากกว่าความสมัครใจ

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและนักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ

https://www.facebook.com/share/p/1CTmzQFKDx/?mibextid=wwXIfr

‘รัดเกล้า’ ชี้น้ำท่วมกระทบเด็ก!! เปิดเผยน้ำท่วมหาดใหญ่ทำโรงเรียนพัง นักเรียน 7 หมื่นเสียโอกาสเรียน ชี้รัฐบาลเยียวยาไม่ถึงโรงเรียน เสนอทางออกแก้ระเบียบช่วยด่วน

“รัดเกล้า” เปิดสถิติสุดช็อก น้ำท่วมหาดใหญ่ ทำ 700 รร.พัง นักเรียน 7 หมื่น เคว้ง ชี้ “วิกฤตที่ถูกลืม” กระทบอนาคตเด็กไทย แฉรัฐบาลเยียวยาเหลื่อมล้ำ แจกครัวเรือนแต่ลืมโรงเรียน  ชี้ต้องมีงบฉุกเฉินระดับโรงเรียน

“น้ำท่วมจบได้ แต่อย่าให้อนาคตเด็กจบไปด้วย”

(8 เม.ย.2569) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการอภิปรายในญัตติปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการอุทกภัยแบบบูรณาการ (หาดใหญ่โมเดล) เพื่อการเฝ้าระวัง ป้องกัน และฟื้นฟูเศรษฐกิจหาดใหญ่อย่างยั่งยืน นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้หยิบยก “วิกฤตการศึกษา” ที่เป็นประเด็นถูกลืม และแทบไม่มีใครพูดถึง เปรียบเหมือน "ภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำ" ที่กำลังกระทบอนาคตเด็กไทยอย่างเงียบ ๆ แต่ รัฐบาลกลับมองข้าม 

นางรัดเกล้า เปิดเผยสถิติที่สุดรันทดว่า ขณะนี้มีโรงเรียนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมถึง 723 แห่ง อุปกรณ์การเรียนพังพินาศ และมีเด็กนักเรียนกว่า 76,000 คนที่ต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษา พร้อมตั้งคำถามถึง "ความเหลื่อมล้ำในการเยียวยา" ว่า รัฐบาลจัดงบช่วยครัวเรือน 9,000-29,000 บาท มีพักหนี้ พักดอกเบี้ย มีค่าปลงศพ - ซึ่งเป็นเรื่องดี - แต่ในเชิงเปรียบเทียบ กลับไม่มีมาตรการช่วยเหลือโรงเรียนโดยตรงบ้างเลย ทั้งที่เป็นหัวใจของการฟื้นฟูอนาคต

"ดิฉันยกหูคุยกับ ผอ.โรงเรียนบ้านวังหรัง (ประสิทธิ์อุปถัมภ์) ด้วยตัวเอง โรงเรียนมีเด็กแค่ 160 คน แต่กำแพงโรงเรียนพังและเอียงถล่ม โดยเฉพาะโซนเด็กอนุบาล ผอ.ต้องไปเรี่ยไรเงินบริจาคมาได้แค่ 4-5 แสน ซึ่งไม่พอซ่อม ท่าน ผอ.ถึงขั้นพูดด้วยความอัดอั้นว่า "ต้องรอให้มีข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งว่ากำแพงทับเด็กอนุบาลตายก่อนหรือเปล่า รัฐบาลถึงจะส่งเงินเยียวยามาให้" สส. รัดเกล้า กล่าว 

พร้อมกันนี้ยังได้หยิบยกกรณีของ "น้องเกรซ" นักเรียน ปวช. ที่กลายเป็นเหยื่อน้ำท่วมจนต้องลาออกจากการเรียนต่อ ปวส. เพราะเสื้อผ้าและอุปกรณ์การเรียนไหลไปกับน้ำหมด ครอบครัวไม่มีเงินส่งเสีย พร้อมเผยข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ว่าใน จ.สงขลา มีนักเรียนทุนเสมอภาคถึง 3,100 คน ที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบ (Dropout) โดยกลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ นักเรียนในช่วงรอยต่อ ได้แก่ ป.6 ม.3 และ ม.6 รวมถึงสายอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต แต่รัฐบาลกลับเงียบกริบ ทั้งที่เคยประกาศนโยบาย Zero Dropout ไว้ใหญ่โต

ในช่วงท้าย นางรัดเกล้า ได้เสนอทางออก 2 ข้อใหญ่ คือ

1. บูรณาการฐานข้อมูล เชื่อมข้อมูลความเหลื่อมล้ำ (iSEE) เข้ากับข้อมูลภัยพิบัติเพื่อให้ความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน แม่นยำ รวดเร็ว ทันท่วงที

2. แก้ไข พรบ.จัดซื้อจัดจ้าง เพื่อปลดล็อกระเบียบราชการที่ล่าช้า พร้อมตั้งกองทุนเยียวยาฉุกเฉินให้โรงเรียนเข้าถึงงบได้ทันทีเหมือน "เงินสดย่อย" ไม่ต้องรอขั้นตอนที่รวมศูนย์อยู่แต่ในกรุงเทพฯ

“น้ำท่วมจบได้ แต่อนาคตเด็กไทยจบไม่ได้ - ภัยธรรมชาติเราอาจห้ามไม่ได้ แต่ความล่าช้าจากระบบราชการ คือการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร และรัฐบาลต้องรับผิดชอบ” นางรัดเกล้ากล่าว

พร้อมทิ้งท้ายว่า หากยังไม่เร่งปลดล็อกโครงสร้างและกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง น้ำท่วมครั้งต่อไปจะไม่ใช่แค่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่จะหมายถึง “อนาคตของเด็กไทยที่ไหลหายไปกับสายน้ำ”

ทรัมป์ขุด “เพิร์ลฮาร์เบอร์” เปิดแผลจักรวรรดิญี่ปุ่น ‘ทรัมป์’ พลั้งปากหรือจงใจ ใช้ประวัติศาสตร์กดหัวพันธมิตร จุดฉนวนถกเถียงในญี่ปุ่น หมดศักดิ์ศรีมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเอเชีย

“เพิร์ลฮาร์เบอร์” ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “พลั้งปาก หรือตั้งใจ”

“เรื่องที่จริงจัง หรือเป็นเพียงตลกร้าย” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เหตุการณ์ทางการทูตที่เกิดขึ้นใน วันที่ 19 มีนาคม 2026 ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เดินทางเยือนทำเนียบขาว ซึ่งขณะนั้น สหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอลทำการโจมตีอิหร่าน จนทำให้อิหร่านปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ และมำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ในฐานะประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ การเดินทางของเธอจึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อสื่อสารและประสานงานกับสหรัฐฯ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

การแถลงข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ นักข่าวชาวญี่ปุ่นถามว่า “ทำไมพันธมิตร รวมถึงญี่ปุ่น จึงไม่ได้รับแจ้งก่อนการโจมตีอิหร่าน?” ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ตอบกลับไปว่า: “เราไม่อยากส่งสัญญาณมากจนเกินไป... เราต้องการเซอร์ไพรส์ ใครจะรู้เรื่อง 'การโจมตีแบบลอบกัด' ดีไปกว่าญี่ปุ่นล่ะ? ทำไมคุณไม่บอกเราเรื่องการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ก่อนล่ะ?"

ทันทีที่เขาพูดจบ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา “ตาเบิดโต รอยยิ้มหายไป เธอเอนหลัง และลดมือลง” แสดงให้เห็นได้ชัดว่า เธอตกตะลึงกับการเปรียบเทียบทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ของประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ โดยใช้บาดแผลทางประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์เพิร์ลฮาร์เบอร์มาตอบคำถามจากนักข่าวชาวญี่ปุ่น จนทำให้ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นต้องอับอาย และเป็นการจุดประเด็นการถกเถียงในญี่ปุ่นเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันของพันธมิตร

การต่อสู้เพื่อ "ศักดิ์ศรี" ของญี่ปุ่น: ความเงียบหรือความอัปยศ คำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์จุดประกายความคิดเห็นที่ตรงกันข้ามภายในญี่ปุ่นสองฝ่ายอย่างสิ้นเชิง ประเด็นความขัดแย้งหลักจึงอยู่ที่ “เมื่อเผชิญกับ ‘ความอัปยศ’ จากพันธมิตร” ควรจะอดทนหรือคัดค้าน? โดยฝ่ายผู้สนับสนุนเชื่อว่า “การไม่ตอบโต้" ของทาคาอิจิเป็นการกระทำที่คำนึงถึงผลประโยชน์ ญี่ปุ่นต้องการการรับประกันความมั่นคง อยู่ภายใต้ร่มนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกา และเพื่อรักษาพันธมิตรโดยรวม ญี่ปุ่นจึงไม่ควรทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องโกรธเคืองจากการโต้เถียงด้วยวาจาด้วยอารมย์เพียงชั่วครู่

แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายตรงกันข้ามกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเชื่อว่า นี่เป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของญี่ปุ่นอย่างร้ายแรง ฮิโตชิ ทานากะ อดีตนักการทูต วิพากษ์วิจารณ์คำพูดของทรัมป์ โดยระบุว่า ในฐานะผู้นำประเทศ พันธมิตรทั้งสองฝ่ายควรมีความเท่าเทียมกัน เขากล่าวว่า การประจบประแจงประธานาธิบดีทรัมป์ และคิดว่า ความสำเร็จตรงนั้นเป็นเรื่องที่ “น่าสมเพช” ตราบใดที่ไม่มีใครได้รับความเสียหาย หนังสือพิมพ์อาซาฮีชิมบุนของญี่ปุ่นได้วิพากษ์วิจารณ์คำพูดของทรัมป์ว่าเป็น “เรื่องไร้สาระที่เพิกเฉยและไม่สนใจต่อบทเรียนทางประวัติศาสตร์” ความเห็นที่แตกแยกนี้เผยให้เห็นถึงภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางการทูตมาอย่างยาวนานของญี่ปุ่น นั่นคือ ความจำเป็นในการรักษาความเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา ในขณะเดียวกันก็ปรารถนาที่จะได้รับการปฏิบัติในฐานะพันธมิตรที่แท้จริงอย่างเท่าเทียมกัน

ตรรกะใน “เชิงแลกเปลี่ยน” จากมุมมองของประธานาธิบดีทรัมป์ สิ่งนี้จึงไม่ใช่การพลั้งปาก แต่เป็นการ “ศิลปะแห่งการแลกเปลี่ยน” ที่คำนวณมาอย่างรอบคอบ ด้วยการอ้างถึงเพิร์ลฮาร์เบอร์ ซึ่งทำให้เขาสามารถบรรลุเป้าหมายสองประการได้อย่างชาญฉลาด:

1.  ปิดปากญี่ปุ่น โดยบอกเป็นนัยว่า ญี่ปุ่นไม่ได้เปรียบทางศีลธรรมเหมือนกันในประเด็น "การโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว" ซึ่งเป็นการบั่นทอนข้อสงสัยใด ๆ ในประเด็นไม่มีการแจ้งล่วงหน้า

2.  เป็นการเตือนญี่ปุ่นถึง “สถานะที่ด้อยกว่า”: ในการตัดสินใจสำคัญ ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา ชี้ให้เห็นว่า สิทธิของพันธมิตรในการรับรู้ข้อมูลสามารถถูกยกเลิกได้ ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาทางการทูต “อเมริกามาก่อน” (America First) และมุมมองของเขาต่อความสัมพันธ์กับพันธมิตรว่า เป็นเรื่องของ “การแลกเปลี่ยน”

พันธมิตรภายใต้เงาแห่งประวัติศาสตร์ เหตุการณ์นี้สร้างความเจ็บปวดให้กับญี่ปุ่นอย่างมากมาย เพราะไปแตะบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยหายสนิทของญี่ปุ่น การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ในปี 1941 และการโจมตีด้วยระเบิดปรมาณูในเวลาต่อมา เป็นเรื่องต้องห้ามที่มีความละเอียดอ่อนในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นมาโดยตลอด แม้ว่าประธานาธิบดีโอบามาของสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะของญี่ปุ่น จะได้วางพวงมาลาที่เพิร์ลฮาร์เบอร์และฮิโรชิมาในปี 2016 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้วยการสร้างเรื่องราวของความ “ปรองดอง” แต่คำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์กลับทำลายเส้นบาง ๆ ที่แบ่งกั้นความรู้สึกนี้ออกไปอย่างง่ายดาย ทำประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นเครื่องมือในการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในปัจจุบัน

ประเด็นนี้จึงไม่เป็นเพียงแค่ “การพลั้งปาก” ของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่เป็นเสมือนกระจกที่สะท้อนให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น เพราะนั่นคือ พลวัตอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน และบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของสองประเทศที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ที่สวยงาม

ส่วนรอยยิ้มที่ดูอึดอัดและแข็งทื่อของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น บางคนมองว่า เป็นสัญญาณของการอดทนอดกลั้น ในขณะที่บางคนมองว่า เป็นการสูญเสียศักดิ์ศรี นี่อาจเป็นภาพสะท้อนของความขัดแย้งภายในที่ญี่ปุ่นและพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาอีกหลายประเทศรู้สึกเมื่อเผชิญกับการทูตของประธานาธิบดีทรัมป์ อย่างเช่น คำพูดที่บอกให้เจ้าชาย MBS มาจูบก้นเป็นต้น

สำหรับสหรัฐฯ แล้ว ญี่ปุ่นยังคงเป็นอดีตศัตรูที่น่ากลัว เพราะเป็นเพียงชาติเดียวในโลกใบนี้ที่เคยส่งกำลังทหารโจมตีดินแดนสหรัฐฯ ทั้ง “เพิร์ลฮาร์เบอร์” และส่งกำลังทหารเข้ายึดครอง “เกาะ Attu” กับ “เกาะ Kiska” ใกล้กับมลรัฐ Alaska ได้สำเร็จ แม้จะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ

9 เมษายน 2480 กำหนดเป็น “วันกองทัพอากาศ” ย้อนวันยกฐานะ ‘กรมทหารอากาศ’ สู่เหล่าทัพเต็มรูปแบบ จุดเริ่มต้นบทบาทพิทักษ์น่านฟ้าไทยอย่างเป็นทางการ รากฐานกำลังทางอากาศไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน

9 เมษายน “วันกองทัพอากาศ” จุดเปลี่ยนจาก “กรมทหารอากาศ” สู่เหล่าทัพเต็มรูปแบบ

วันที่ 9 เมษายนของทุกปี เป็น “วันกองทัพอากาศ” ของไทย อันมีที่มาจากเหตุการณ์สำคัญ

เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2480 ซึ่งกระทรวงกลาโหมได้ยกฐานะ “กรมทหารอากาศ” ขึ้นเป็น “กองทัพอากาศ” อย่างเป็นทางการ พร้อมแต่งตั้ง นาวาอากาศเอก พระเวชยันตรังสฤษฏ์ เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศคนแรก นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้กำลังทางอากาศของไทยก้าวสู่การเป็นเหล่าทัพสมบูรณ์แบบในระบบความมั่นคงของชาติ

แม้วันนี้จะถูกจดจำในฐานะวันกองทัพอากาศ แต่รากฐานของกิจการบินทหารไทยเริ่มต้นมาก่อนหน้านั้นหลายปี ในสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของอากาศยานเพื่อการป้องกันประเทศ จึงส่งนายทหารไทย 3 นายไปศึกษาการบินที่ฝรั่งเศส ก่อนจะพัฒนากิจการบินอย่างต่อเนื่อง และยก “แผนกการบิน” ขึ้นเป็น “กองบินทหารบก” ในเวลาต่อมา ซึ่งกองทัพอากาศใช้วันที่ 27 มีนาคม เป็น “วันที่ระลึกกองทัพอากาศ” เพื่อรำลึกถึงต้นกำเนิดของกิจการบินทหารไทย

การเปลี่ยนผ่านจากหน่วยงานด้านการบินในระยะเริ่มต้น ไปสู่ “กรมทหารอากาศ” และสุดท้ายเป็น “กองทัพอากาศ” สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของกำลังทางอากาศไทยอย่างชัดเจน เพราะในช่วงก่อนปี 2480 ภารกิจด้านการบินไม่ได้จำกัดอยู่แค่การฝึกหรือการลาดตระเวนอีกต่อไป แต่เริ่มมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ทั้งในด้านการป้องกันน่านฟ้า การวางกำลัง การสนับสนุนปฏิบัติการ และการพัฒนาเทคโนโลยีการบินทางทหาร จนมีความจำเป็นต้องยกฐานะเป็นเหล่าทัพอิสระอย่างเป็นทางการ

สาระสำคัญของการยกฐานะเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2480 จึงไม่ได้มีความหมายเพียง “เปลี่ยนชื่อหน่วย” แต่คือการเปลี่ยนสถานะของกำลังทางอากาศไทยในเชิงโครงสร้างและยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง เพราะเมื่อเป็น “กองทัพอากาศ” แล้ว ย่อมหมายถึงการมีระบบบังคับบัญชาเฉพาะ มีภารกิจชัดเจน และมีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาขีดความสามารถทางอากาศเพื่อรับผิดชอบต่อภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศโดยตรง

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ หลายคนมักสับสนระหว่าง “วันกองทัพอากาศ” กับ “วันที่ระลึกกองทัพอากาศ” ซึ่งเป็นคนละโอกาสสำคัญกัน โดย 27 มีนาคม ใช้รำลึกถึงการยก “แผนกการบิน” เป็น “กองบินทหารบก” อันเป็นจุดเริ่มต้นของกิจการบินทหารไทย ส่วน 9 เมษายน ใช้รำลึกถึงการยกฐานะ “กรมทหารอากาศ” เป็น “กองทัพอากาศ” ในฐานะเหล่าทัพเต็มรูปแบบ ดังนั้น วันที่หนึ่งจึงสะท้อน “ต้นกำเนิด” ขณะที่อีกวันที่สะท้อน “การเติบโตสู่สถาบันหลักของชาติ”

ในปัจจุบัน วันกองทัพอากาศยังคงเป็นวันสำคัญขององค์กร โดยกองทัพอากาศมีการจัดพิธีฟังสารผู้บัญชาการทหารอากาศและพิธีรำลึกถึงบุพการีทหารอากาศเป็นประจำทุกปี สะท้อนว่าวันที่ 9 เมษายนไม่ได้เป็นเพียงวันสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นวันแห่งการทบทวนอุดมการณ์ หน้าที่ และเกียรติภูมิของกำลังพลกองทัพอากาศไทยในปัจจุบันด้วย

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กองทัพอากาศไทยได้พัฒนาบทบาทจากกำลังรบทางอากาศแบบดั้งเดิม ไปสู่ภารกิจที่กว้างขวางมากขึ้น ทั้งการป้องกันน่านฟ้า การลำเลียงทางอากาศ การค้นหาและช่วยชีวิต การช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ภัยพิบัติ และการสนับสนุนยุทธศาสตร์ความมั่นคงของประเทศในหลายมิติ จึงกล่าวได้ว่า การยกฐานะเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2480 คือรากฐานสำคัญที่ทำให้กองทัพอากาศไทยมีบทบาทอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ดังนั้น “วันกองทัพอากาศ” 9 เมษายน จึงไม่ใช่เพียงวันแห่งการระลึกถึงการเปลี่ยนชื่อหน่วยงานในอดีต แต่คือวันแห่งการจดจำจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์การทหารไทย วันที่กำลังทางอากาศได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเสาหลักของการป้องกันประเทศ และเป็นวันที่ชาวกองทัพอากาศร่วมกันน้อมรำลึกถึงผู้บุกเบิก ผู้วางรากฐาน และภารกิจสำคัญในการพิทักษ์น่านฟ้าไทยสืบมาจนถึงทุกวันนี้

จีนถวายการต้อนรับ ‘หวัง อี้’ รับเสด็จ ‘สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ’ ตอกย้ำ สานสัมพันธ์ไทย-จีน ยั่งยืน ย้ำ 50 ปีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและวัฒนธรรมร่วมกัน

นายหวัง อี้ถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีของประเทศไทย ณ กรุงปักกิ่ง

นายหวัง อี้ ได้กราบบังคมทูลว่าในปี 2568 เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงถวายการต้อนรับ และประมุขทั้งสองประเทศได้บรรลุฉันทามติสำคัญในการส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งเป็นการชี้แนะแนวทางในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นายหวัง อี้ กราบบังคมทูลว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จเยือนจีน 57 ครั้งในรอบ 45 ปีที่ผ่านมา เสด็จไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทรงเป็นผู้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน ทรงเป็นพยานในการพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัยแบบจีน และทรงเป็นผู้ปฏิบัติในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างจีนและไทยอย่างเป็นรูปธรรม พระองค์ทรงเป็นมิตรเก่าแก่และเพื่อนที่ดีของประชาชนชาวจีน และทรงทุ่มเทความพยายามและมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ถวาย “เครื่องอิสริยาภรณ์รัฐมิตราภรณ์” แด่พระองค์เป็นพิเศษ ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทย โดยยึดมั่นในฉันทามติที่สำคัญที่ประมุขทั้งสองประเทศได้บรรลุร่วมกัน เพื่อสานต่อมิตรภาพอันดีงามระหว่างจีนและไทย เสริมสร้างความร่วมมือกับไทยในด้านที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญ เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง การศึกษา และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ทรงปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งมิตรภาพอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประชาชน

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีตรัสว่า จีนเป็นมิตรที่ดีของประเทศไทย ประเทศไทยซาบซึ้งในความช่วยเหลืออย่างแข็งขันของจีนในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาบุคลากรและทรัพยากรมนุษย์ ในระหว่างการเสด็จเยือนจีน พระองค์ได้เสด็จเยี่ยมชมโครงการไฮเทคต่างๆ ที่ทรงสนใจและทรงได้รับประโยชน์อย่างมาก พระองค์ทรงหวังที่จะเสริมสร้างการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนกับจีนในหลากหลายสาขาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกษตรกรรม การแพทย์ วัฒนธรรม และการศึกษา ส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ และผลักดันให้มิตรภาพไทย-จีนเจริญงอกงามยิ่งขึ้น

กบน.ประกาศลดดีเซล!! ลด 2.14 บาทต่อลิตร ปรับสูตรค่าการกลั่นใหม่ ลดเงินชดเชยตามราคาน้ำมัน กองทุนติดลบกว่า 5.7 หมื่นล้าน

กบน.ประกาศ ดีเซลลดทุกปั๊ม 2.14 บาท หลัง “เอกนัฏ” ปรับสูตรค่าการกลั่น ลดภาระประชาชน มีผลพรุ่งนี้

(8 เมษายน 2569) รมว.พลังงาน เคาะปรับลดราคาขายปลีกดีเซลทุกชนิด 2.14 บาทต่อลิตร หลังปรับโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นรูปแบบใหม่ พร้อมปรับลดอัตราเงินชดเชยหลังราคาน้ำมันโลกลดลงหวังพยุงสถานะกองทุนน้ำมันฯ ที่ยังวิกฤต ติดลบมากกว่า 57,000 ล้านบาท
 
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) โดยมีมติเห็นชอบให้ปรับ  ลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ลง 2 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นการปรับลดลงครั้งแรก         ในประวัติศาสตร์ โดยใช้สูตรอ้างอิงราคาตลาดกลางสิงคโปร์รูปแบบใหม่ ส่งผลให้ราคาขายปลีก ณ สถานีบริการน้ำมันปรับลดลง 2.14 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม น้ำมันดีเซล B7 อยู่ที่ 48.40 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซล B20 อยู่ที่ 43.40 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
 
นอกจากนี้ กบน. ยังเห็นชอบให้ปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซล หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกมีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยราคาตลาดโลกเมื่อวันที่ 2 เมษายน อยู่ที่ประมาณ 293 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ก่อนปรับลดลงเหลือประมาณ 255 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา โดยมีการปรับลดเงินชดเชยดีเซล B7 ลง 3.54 บาทต่อลิตร (จากเดิม 18.54 บาทต่อลิตร เหลือ 15.00 บาทต่อลิตร) และดีเซล B20 ลดลง 3.06 บาทต่อลิตร (จากเดิม 20.09 บาทต่อลิตร เหลือ 17.03 บาทต่อลิตร) ส่งผลให้สภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายน้อยลง 288.44 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายจ่ายวันละ 1,533.05 ล้านบาท เป็นมีรายจ่าย 1,244.61 ล้านบาท      การลดการชดเชยอัตราเงินชดเชยในครั้งนี้ เพื่อรักษาสมดุลและสร้างเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันฯ ต่อไป
 
ในส่วนของประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 8 เมษายน 2569 พบว่าภาพรวมยังคงน่ากังวล โดยมีสถานะติดลบรวมกว่า 57,762 ล้านบาท แบ่งออกเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 20,254 ล้านบาท บัญชีLPG ติดลบ 37,508 ล้านบาท
 
นายเอกนัฏ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความร่วมมือคือทางออกของทุกวิกฤต ผมขอขอบคุณ ประชาชนคนไทยที่เข้าใจในสถานการณ์วิกฤติโลกที่ส่งผลกระทบต่อเรา และขอบคุณกลุ่มโรงกลั่น ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาและลดภาระให้แก่สังคม การร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อค่าครองชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความผันผวนของโลกครับ”
 

‘MT.POLA’ ฝ่าวิกฤตฮอร์มุซ ถึงไทยสำเร็จหลังฝ่าช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง ขนน้ำมันดิบ 6 แสนบาร์เรล เข้าบางจาก เสริมความมั่นคงพลังงา

เรือบรรทุกน้ำมัน “MT.POLA” ฝ่าวิกฤตฮอร์มุซ ถึงไทยสำเร็จ ขนน้ำมันดิบ 6 แสนบาร์เรลเข้าโรงกลั่นบางจาก

วันที่ 8 เมษายน 2569 มีรายงานความสำเร็จด้านโลจิสติกส์พลังงานของประเทศไทย เมื่อเรือบรรทุกน้ำมัน “MT.POLA” ของบริษัทบางจาก สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก ได้อย่างปลอดภัย และเข้าถึงประเทศไทยเป็นลำแรก ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

เรือลำดังกล่าวบรรทุกน้ำมันดิบรวมประมาณ 600,000 บาร์เรล เพื่อนำเข้าสู่ระบบกลั่นของโรงกลั่นบางจาก โดยถือเป็นภารกิจสำคัญในการเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในช่วงที่เส้นทางขนส่งมีความเสี่ยงสูง

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการประสานงานระหว่างรัฐบาลไทยกับประเทศในภูมิภาค ได้แก่ อิหร่าน และโอมาน เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงวันที่ 23–24 มีนาคม 2569 ทำให้เรือสินค้าไทยสามารถผ่านพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

สำหรับเรือ “MT.POLA” เป็นเรือสัญชาติไลบีเรีย มีความยาว 274.5 เมตร กินน้ำลึก 13.90 เมตร และมีระวางขับน้ำกว่า 182,538 ตัน

เมื่อถึงน่านน้ำไทย เรือได้เข้าจอดที่ทุ่นผูกเรือน้ำมันกลางทะเลของบางจาก (BMBMI) บริเวณอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ก่อนดำเนินการสูบถ่ายน้ำมันดิบเข้าสู่โรงกลั่น เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการด้านพลังงานของไทย ภายใต้สถานการณ์วิกฤตโลก และช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบนำเข้าและสำรองพลังงานของประเทศในระยะต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/100064534396330/posts/1358961292931671/?rdid=zbg6xOeXQyRN4vCP#

หอการค้าชี้ธุรกิจเพชรบุรี ประชุมใหญ่สามัญปี 2568 เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจ เน้นนวัตกรรมเงินทุนและความเสี่ยง เตรียมพร้อมรับมือโลกธุรกิจใหม่

หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 พร้อมบรรยายพิเศษโดย “จิตรเทพ เนื่องจำนงค์” ชี้ทิศทางธุรกิจในยุคความไม่แน่นอน

หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 เมื่อวันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569 ณ The Grand Century Hall The PBRU Heritage อาคารปฏิบัติการโรงแรมและท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เพื่อรายงานผลการดำเนินงานของหอการค้า พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจและแนวโน้มธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในจังหวัดเพชรบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้การนำของ คุณธวัช สิทธิยานุรักษ์ ประธานหอการค้าจังหวัดเพชรบุรี โดยมี คุณศรวณีย์ พรมเสน พิธีกรด้านเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน และการวางแผนการเงิน เป็นผู้ดำเนินรายการ

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “The New Business Game : นวัตกรรม เงินทุน โอกาสและความเสี่ยงของธุรกิจในยุคความไม่แน่นอน” โดย จิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นักธุรกิจและนักกลยุทธ์ด้านนวัตกรรมและการเงินการลงทุน

ในการบรรยายครั้งนี้ คุณจิตรเทพได้ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับ ความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงใหม่ของภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจ การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี ความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุน รวมถึงผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมรับมือ

พร้อมกันนี้ยังได้สะท้อนแนวคิดว่า “ธุรกิจในยุคใหม่ไม่สามารถใช้วิธีคิดแบบเดิมได้อีกต่อไป” ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเข้าใจทั้งความเสี่ยง โอกาส และโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลง เพื่อวางกลยุทธ์ธุรกิจให้สามารถเติบโตได้ท่ามกลางความไม่แน่นอน

การบรรยายดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และสมาชิกหอการค้าจำนวนมาก เนื่องจากเนื้อหามุ่งเน้น การมองอนาคตของธุรกิจไทยในเวทีโลก พร้อมการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้กับภาคธุรกิจในภูมิภาค

การประชุมใหญ่ครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ช่วย เชื่อมโยงภาคธุรกิจในจังหวัดเพชรบุรีกับองค์ความรู้และแนวคิดทางเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ

'บีซีพีจี' ลุยทำสมุด!! เปลี่ยนกระดาษใช้แล้วส่งต่อ ให้น้องในพื้นที่ห่างไกลเรียนรู้ได้ ทำได้ 85 เล่มใน 3 ชั่วโมง ลดคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 8 กิโลกรัม

BCPG จัดกิจกรรม “BCPG Paper Ranger” เปลี่ยนกระดาษใช้แล้วเป็นสมุดทำมือ 

ส่งต่อให้น้องๆ ในพื้นที่ห่างไกล

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรม “BCPG Paper Ranger” โดยพนักงานได้ร่วมกันเปลี่ยนกระดาษ A4 ที่ใช้แล้วเพียงหน้าเดียว ให้กลายเป็นสมุดเล่มใหม่ เพื่อส่งต่อให้น้อง ๆ นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์การเรียน ณ สำนักงานใหญ่ อาคารเอ็ม ทาวเวอร์ 

ภายในระยะเวลาเพียง 3 ชั่วโมงของกิจกรรมสามารถจัดทำสมุดทำมือได้ถึง 85 เล่ม ด้วยกระดาษใช้แล้วจำนวน 1,700 แผ่น ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตกระดาษจำนวนดังกล่าวได้ประมาณ 8.755 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้ 1 ต้น

กิจกรรมนี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) โดยผสานสิ่งแวดล้อมและสังคม ผ่านแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยการต่อยอดวัสดุเหลือใช้ ควบคู่กับการลดของเสีย การ Reuse และการสร้างโอกาสทางการศึกษา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top