Saturday, 6 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

แกร็บเปิดเกม AI เปิดตัว 13 นวัตกรรมใหม่ ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ ช่วยชีวิตคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขยายบริการเชิงธุรกิจและไลฟ์สไตล์

แกร็บ เปิดตัว 13 นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในงาน “GrabX 2026”

แกร็บ จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ประจำปี “GrabX 2026” ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เผยโฉม
13 นวัตกรรมและบริการใหม่ล่าสุดที่ขับเคลื่อนด้วย AI ยกระดับแพลตฟอร์มจาก “ซูเปอร์แอป” ไปสู่การเป็น “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” (Intelligent Everyday Guide) ที่ทำให้ชีวิตประจำวันของผู้คนนับล้านในภูมิภาค
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

ฟิลลิป แคนดัล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของแกร็บ กล่าวว่า “ในฐานะผู้พัฒนานวัตกรรม ผมเชื่อว่าเทคโนโลยี AI ควรพัฒนาและทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้น เช่นเดียวกันกับผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมต่างๆ ที่เปิดตัวในงาน GrabX 2026 ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ช่วยอัจฉริยะที่จะอยู่เคียงข้างทุกคน ไม่ว่าจะเป็น ผู้ใช้บริการที่ต้องการเลือกเมนูมื้อกลางวันผ่านแชตบอต ผู้ประกอบการที่ต้องบริหารร้านอาหารหลายสาขาโดยไม่ได้เข้าไปที่ร้าน รวมถึงคนขับที่ต้องการคำแนะนำผ่านระบบสั่งงานด้วยเสียง (โดยไม่ต้องใช้มือ) ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบและพัฒนามาเพื่อให้ Grab เป็น Everyday Guide ที่ช่วยจัดการเรื่องต่างๆ ในชีวิต เพื่อให้ทุกคนโฟกัสกับบทบาทในแต่ละวันได้อย่างเต็มที่”

สำหรับไลน์อัพผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมทั้ง 13 ที่เปิดตัวในงานนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่มาจากอินไซต์และพฤติกรรมการเดินทาง-การสั่งอาหารของผู้ใช้บริการกว่าสองหมื่นล้านครั้ง ซึ่งอยู่ภายใต้ 3 แกนหลัก ประกอบด้วย

FOR LOCAL LIFE: นวัตกรรมเพื่อเชื่อมต่อไลฟ์สไตล์และตอบโจทย์ชีวิตของคนยุคนี้ 

Group Ride บริการเรียกรถสำหรับการเดินทางเป็นกลุ่ม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้บริการประหยัดค่าโดยสาร
ได้มากถึง 40% เมื่อเดินทางในเส้นทางใกล้เคียงกัน โดยผู้ใช้บริการสามารถเลือกจุดรับ-ส่งได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็น รับจากหลายจุดไปส่งยังที่หมายเดียวกัน หรือรับจากจุดเดียวกันไปส่งหลายที่หมาย โดย AI ของแกร็บจะทำหน้าที่จัดลำดับการเดินทาง พร้อมคำนวณค่าโดยสารของแต่ละคนโดยวัดจากระยะทาง สภาพการจราจร และเวลาที่ใช้จริง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ แกร็บยังเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ “Waiting Room” เร็วๆ นี้ เพื่อให้ทุกคนสามารถเช็คความพร้อมของผู้ร่วมเดินทาง และติดตามสถานะของรถได้แบบเรียลไทม์  

Grab More ฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้บริการและคนใกล้ชิดสามารถสั่งอาหารจากร้านที่อยู่ใกล้กันในออเดอร์เดียวกันได้โดยไม่ต้องเสียค่าส่งเพิ่ม ไม่มีขั้นต่ำในการสั่งซื้อ และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมคำสั่งซื้อขนาดเล็ก (Small Order Fee) ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเพิ่มออเดอร์ได้ทั้งก่อนหรือหลังชำระเงิน โดยมี AI เป็นตัวช่วยเพื่อให้อาหารจากคนละร้านส่งถึงมือได้ในเวลาเดียวกัน

Grab AI Assistant เลขาส่วนตัวอัจฉริยะในรูปแบบ AI ที่จะเข้ามาเปลี่ยนเรื่องยุ่งยากให้กลายเป็นเรื่องง่าย เช่น หากผู้ใช้บริการต้องการวางแผนงานเลี้ยงบริษัท ไม่ว่าจะสั่งผ่านฟู้ดเดลิเวอรีหรือการทานที่ร้าน เพียงแค่ระบุจำนวนคน ประเภทอาหาร หรือข้อจำกัดด้านอาหาร (Dietary restrictions) Grab AI Assistant จะช่วยแนะนำร้านอาหารและทำการจองให้เสร็จเรียบร้อยในแชทเดียว นอกจากนี้ แกร็บยังมี Grab Shopping Agent ผู้ช่วยคนเก่งที่จะทำให้การเลือกซื้อของเข้าบ้านสะดวกสบายยิ่งขึ้น เพียงแค่ถ่ายรูป ส่งข้อความเสียง หรือพิมพ์รายการที่ต้องการเข้าไปในระบบ หลังจากนั้น AI จะช่วยค้นหาสินค้าจากหลากหลายร้านค้า เลือกของลงตะกร้า พร้อมนำเสนอสินค้าทดแทนหากสินค้าที่ต้องการหมดให้โดยอัตโนมัติ 

GrabMaps สำหรับบุคคลทั่วไป ถูกออกแบบมาให้เป็นมากกว่าแผนที่นำทาง แต่เป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจ ทั้งในเรื่องเวลาและวิธีการเดินทางให้กับทุกคน ด้วยฟีเจอร์ “Journey Planner” ที่เชื่อมต่อโดยตรงกับปฏิทินของผู้ใช้บริการ ทำให้ระบบสามารถคาดการณ์จุดหมายปลายทางได้เองโดยอ้างอิงจากประวัติการเดินทาง พร้อมแนะนำ-เปรียบเทียบทางเลือกระหว่างการเรียกแกร็บและขับรถส่วนตัว รวมถึงยังมีการอัพเดตข้อมูล ที่จอดรถแบบเรียลไทม์ จุดชาร์จรถไฟฟ้า และตารางเดินรถสาธารณะได้แบบครบจบในที่เดียว หรือหากผู้ใช้ต้องการค้นหาเส้นทางในพื้นที่ห้างสรรพสินค้าหรือภายในอาคาร ยังสามารถใช้ฟีเจอร์ “Indoor Navigation” เพื่อบอกวิธีเดินทางไปยังร้านนั้นๆ หรือประตูทางออกที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ แกร็บยังได้นำเสนอฟีเจอร์ “Custom Voice” ที่ผู้ใช้บริการสามารถจำลองเสียงของตนเองหรือคนในครอบครัว มาเป็นเสียงนำทาง เพื่อช่วยเติมเต็มความสุขให้กับทุกการเดินทางของทุกคน

Cash Loan สินเชื่อเงินสดสำหรับบุคคลทั่วไปที่ใช้ข้อมูลของแกร็บและ AI มาช่วยวิเคราะห์และประเมินศักยภาพทางการเงินของผู้สมัคร ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถสมัครสินเชื่อได้ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน Grab โดยไม่ต้องใช้เอกสาร พร้อมสามารถระบุจำนวนเงินและระยะเวลาผ่อนชำระตามที่ต้องการ และทราบผล การอนุมัติภายในเวลาไม่กี่วินาที บริการนี้จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการทางด้านการเงินของผู้คนหลายล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบหรือไม่มีประวัติทางการเงิน

FOR EFFORTLESS TRAVEL: นวัตกรรมเพื่อการท่องเที่ยวและการเดินทางที่ไร้รอยต่อ

Personalised Travel Experience ที่เปลี่ยนแอปพลิเคชัน Grab ให้กลายเป็น “เพื่อนร่วมเดินทาง”
ของผู้ใช้บริการตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวออกจากบ้าน โดยแกร็บจะนำเสนอประสบการณ์การเดินทาง
เฉพาะบุคคล ด้วยการรวบรวมข้อมูลและตั้งการแจ้งเตือนผู้ใช้ ทั้งในเรื่องพาสปอร์ต ข้อมูลเคาน์เตอร์เช็คอิน ทางออกประตูขึ้นเครื่อง หรือการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน นอกจากนี้ ภายในแอปยังมีฟีเจอร์ “Travel Checklist” เพื่อช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถจัดการเรื่องสำคัญ อาทิ การซื้อซิมการ์ดดิจิทัล eSIM หรือแพ็คเกจส่วนลด แบบครบวงจร Travel pass ได้อย่างง่ายดาย และเมื่อเดินทางไปถึงจุดหมาย ฟีเจอร์ “Indoor Navigation” ยังสามารถพาไปยังสายพานรับกระเป๋าและจุดเรียกรถได้อย่างแม่นยำ

GrabStays บริการจองโรงแรมภายใต้โปรแกรม Partner Apps ที่เกิดจากความร่วมมือกับ Nuitee แพลตฟอร์มท่องเที่ยวและจองโรงแรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งโดดเด่นในการรองรับการจองแบบนาทีสุดท้าย (Last-minute) ด้วยการมอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับการจองห้องในวันเข้าพัก (Same-day rates) ควบคู่กับสิทธิ์ในการรับ GrabCoin ทั้งนี้ ด้วยการบันทึกข้อมูลส่วนตัวและวิธีการชำระเงินของผู้ใช้บริการที่อยู่บนแอป ทำให้การจองโรงแรมกลายเป็นเรื่องง่ายไม่ต่างจากการเรียกรถไป-กลับโรงแรม

Discover by Grab คู่มือแนะนำร้านดังเมนูเด็ดทั่วสารทิศ ที่ให้เหล่าฟู้ดดี้ได้เสพคอนเทนต์อาหารที่รีวิว
โดยผู้ใช้บริการจริง โดยมี AI เป็นตัวช่วยเรียนรู้พฤติกรรมและคัดสรรร้านที่ตรงใจของแต่ละคน ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถกดเซฟ ไลก์ แชร์ หรือร่วมรีวิวได้ด้วยเช่นกัน หรือหากเจอร้านไหนที่ถูกใจ ก็สามารถเลือกสั่งเดลิเวอรี จองโต๊ะ หรือใช้ดีลสำหรับกินที่ร้าน (DineOut deal) เรียกรถไปที่ร้าน หรือชำระเงินผ่านแอปได้ทันที  

GrabPay for Travel ที่ทำให้การจ่ายเงินผ่าน QR Code เมื่อเดินทางไปประเทศต่างๆ ในภูมิภาค
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นเรื่องง่าย เพียงแค่สแกนจ่ายในร้านที่ร่วมรายการด้วยแอปพลิเคชัน Grab ที่บันทึกข้อมูลบัตรเดบิตหรือเครดิตของผู้ใช้บริการไว้ โดยไม่ต้องเสียเวลาดาวน์โหลดแอปอื่นๆ หรือเติมเงินเข้า E-Wallet หมดปัญหาการมีเงินตราต่างประเทศเหลือค้างในบัญชีหลังจบการเดินทาง 

FOR BUSINESS EMPOWERMENT: นวัตกรรมเพื่อเสริมพลังและศักยภาพทางธุรกิจ

Virtual Store Manager ที่เปลี่ยนกล้องวงจรปิดให้กลายเป็นผู้ช่วยจัดการร้านอัจฉริยะ ด้วยการนำเทคโนโลยี AI Computer Vision มาช่วยดูแลร้านค้าทั้งในด้านมาตรฐานสุขอนามัย หรือจำนวนพนักงานประจำร้าน พร้อมส่งการแจ้งเตือนเจ้าของร้านหากมีปัญหาเกิดขึ้น ทั้งนี้ ฟีเจอร์ดังกล่าวยังสามารถวิเคราะห์ความยาวของคิว จำนวนลูกค้าที่เข้าร้าน อัตราการซื้อ และข้อมูลสำคัญอื่นๆ ที่จะช่วยให้เจ้าของร้านที่มีหลายสาขาสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ไม่อยู่ที่หน้าร้าน

Cloud Printer เครื่องพิมพ์ใบคำสั่งซื้ออัจฉริยะที่จะช่วยลดปัญหาการส่งต่อคำสั่งซื้อระหว่างหน้าร้าน
และในครัว โดยแต่ละคำสั่งซื้อที่ร้านได้รับจะถูกพิมพ์ออกมาทันทีที่เข้าสู่ระบบ และเมื่ออาหารปรุงเสร็จ พนักงานในครัวจะสามารถสแกน QR Code บนใบคำสั่งซื้อเพื่อแจ้งเตือนให้ไรเดอร์ให้มารับอาหาร
ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอหน้าร้าน นอกจากนี้ เครื่องพิมพ์อัจฉริยะนี้ยังสามารถกด “ปิดร้านชั่วคราว”
ในแอปพลิเคชัน Grab ได้โดยอัตโนมัติ หากร้านค้าไม่มีความเคลื่อนไหวในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งจะทำให้ร้านค้าหมดกังวลเรื่องคำสั่งซื้อตกค้างเมื่อร้านปิด

Tap to Pay ด้วยการเปลี่ยนสมาร์ทโฟนที่มีแอปพลิเคชัน GrabMerchant ให้กลายเป็นเครื่องรับชำระเงินแบบไร้สัมผัส ซึ่งรองรับทั้งบัตรเดบิต-เครดิต หรือ QR Code ได้ทันที โดยไม่ต้องมีเครื่องรูดบัตร (EDC)

Driver AI Assistant เพื่อนคู่ใจบนท้องถนนของเหล่าคนขับและไรเดอร์ ที่ช่วยให้ข้อมูลและคำแนะนำทั้ง
ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ วิธีการเพิ่มรายได้ นโยบายของแกร็บ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น เช่น การส่งข้อความหาผู้ใช้บริการ เป็นต้น

ภายในงาน GrabX 2026 ยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการได้สัมผัสฟีเจอร์ใหม่ก่อนใครผ่านโปรแกรม “Grab Early Access” พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทดลองและให้คำแนะนำเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น โดยในปีนี้แกร็บยังได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ “Shake and Share” ที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถแสดงความคิดเห็นหรือแจ้งปัญหาด้านการใช้งานได้ง่ายขึ้น เพียงแค่ “เขย่าโทรศัพท์” โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมโปรแกรมดังกล่าว สามารถลงทะเบียนได้ที่เว็บไซต์ของ GrabX

หมายเหตุ: การเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละประเทศ ข้อกำหนดทางกฎหมาย การอนุญาต และความพร้อมของพันธมิตร ซึ่งจะส่งผลต่อการตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ คุณสมบัติ ค่าธรรมเนียม และช่วงเวลาในการเปิดให้บริการ ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ

เกี่ยวกับแกร็บ

แกร็บ (Grab) คือ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งให้บริการทั้งด้านเดลิเวอรี การเดินทางและการเงินดิจิทัล ครอบคลุมกว่า 900 เมืองใน 8 ประเทศ อันได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดยในทุกวันแกร็บช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้คนหลายล้านสามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ภายในแอปพลิเคชันเดียว ไม่ว่าจะเป็น การสั่งอาหาร การสั่งซื้อสินค้าและของชำ การจัดส่งพัสดุเอกสาร การเรียกรถรับ-ส่งหรือแท็กซี่ ไปจนถึงการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ เช่น บริการสินเชื่อและการทำประกัน แกร็บยังได้ดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศมาเลเซียภายใต้แบรนด์ Jaya Grocer และ Everrise ซึ่งสร้างความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและของชำแบบออนดีมานด์ให้กับผู้บริโภคได้มากขึ้น นอกจากนี้ แกร็บยังให้บริการทางการเงินผ่านธนาคารดิจิทัล GXS Bank ในประเทศสิงคโปร์และ GX Bank ในประเทศมาเลเซียด้วย ทั้งนี้ แกร็บก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2555 ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปข้างหน้า ผ่านการสร้างโอกาสและส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับทุกคน และยึดมั่นเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งให้กับผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมทั่วทั้งภูมิภาค

DRT ชี้วัสดุ Well-Being มาแรง รับเทรนด์โลกเปลี่ยนและสุขภาพ ขยายฐานตลาดสู่บ้านระดับกลาง สินค้านวัตกรรมเน้นลดความร้อนเสียง เป้าการตลาดโต 2-5% ปีนี้

DRT ชี้กลุ่มวัสดุ Well-Being มาแรง รับภาวะโลกร้อนและการดูแลสุขภาพ

มองเทรนด์ใช้งานขยายฐานจากบ้านพรีเมียมสู่ระดับกลาง

ชูความพร้อมสินค้าตอบโจทย์ ‘ลดร้อน-ลดเสียงรบกวน-ลดความชื้น’  

“บมจ.ผลิตภัณฑ์ตราเพชร หรือ DRT” ชี้เทรนด์กลุ่มวัสดุก่อสร้างตามแนวทาง Well-Being มาแรงรับภาวะโลกร้อนและการดูแลรักษาสุขภาพ คาดตลาดโตต่อเนื่อง และการใช้งานที่มีแนวโน้มขยายจากตลาดบ้านระดับพรีเมียมสู่บ้านระดับกลาง ชูความพร้อมสินค้าและบริการหลากหลายครอบคลุมสินค้า “หลังคา-ผนัง-พื้นและบันได” ช่วยสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน ทั้งการลดอุณหภูมิให้บ้านเย็นสบาย (Feel Cool) ลดเสียงรบกวนจากภายนอก (Feel Calm) ลดความชื้นและเชื้อโรคภายในบ้าน (Feel Clean) รวมถึงต้องมีความคุ้มค่าเมื่อเลือกใช้ (Feel Comfort)

นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าวัสดุหลังคา โครงหลังคาและบริการติดตั้งทั้งระบบ ไม้สังเคราะห์ไฟเบอร์ซีเมนต์และไฟเบอร์ซีเมนต์บอร์ด  อิฐมวลเบา พื้น บันได และผนัง พร้อมบริการติดตั้ง 'SPC Solutions' และไม้สังเคราะห์ WPC แบบครบวงจร ภายใต้เครื่องหมายการค้า ‘ตราเพชร’ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ของภาวะโลกร้อนในปัจจุบันที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและเทรนด์การใส่ใจดูแลรักษาสุขภาพเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาว ส่งผลให้ภาพรวมตลาดวัสดุก่อสร้างและตกแต่งในกลุ่ม “Well-Being” เช่น การช่วยป้องกันความร้อนและลดอุณหภูมิ, ลดเสียงรบกวน, ลดความชื้น, ลดเชื้อโรค มีแนวโน้มได้รับความนิยมและเติบโตต่อเนื่อง และประเมินว่าความต้องการใช้สินค้าดังกล่าวจะขยายจากบ้านระดับพรีเมียมสู่บ้านระดับกลาง โดยปัจจุบันผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำได้นำธีมบ้านอยู่สบายและรักษ์โลกมาเป็นจุดขายของโครงการ

จากเทรนด์ดังกล่าว บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นนำเสนอกลุ่มสินค้านวัตกรรม DIAMOND Well-Being ภายใต้แนวคิดวัสดุที่ช่วยสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนแก่ผู้อยู่อาศัย สามารถตอบโจทย์การออกแบบและใช้งานทุกฟังก์ชั่นของบ้าน ตั้งแต่ หลังคา ฝ้า ผนังและพื้น โดยมีสินค้าและบริการครอบคลุมการใช้งานหลากหลายในราคาที่ผู้บริโภคจับต้องได้ ได้แก่

1) กลุ่มหลังคา อาทิ หลังคายูพีวีซี แอร์รูฟ ลดเสียงรบกวนจากฝนตกกระทบ ทั้งรุ่น Standard และ รุ่น Hollow, กระเบื้องจตุลอนและลอนคู่ วินเทอร์ไวท์ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสะท้อนความร้อน TSR สูงถึง 90%, หลังคาเหล็กเคลือบผิวด้วยหินธรรมชาติ Diamond Stone Coated ลดความร้อนและลดเสียงรบกวนได้ถึง 13 เดซิเบล, ฉนวนกันความร้อน แอร์คูล ความหนา 3 และ 8 มิลลิเมตร สะท้อนความร้อนได้ 95%, ฉนวนใยแก้ว Very Cool ความหนา 2 และ 3 นิ้ว ช่วยลดความร้อนจากใต้หลังคาเข้าสู่บ้าน และได้รับฉลากประหยัดพลังงาน และฝ้าระบายอากาศ ช่วยเพิ่มการระบายอากาศร้อนบริเวณใต้หลังคา ช่วยให้บ้านเย็นขึ้น

2) กลุ่มผนัง อาทิ อิฐมวลเบา G2 สำหรับบ้านและทาวน์โฮม และอิฐมวลเบา G4 สำหรับคอนโดมิเนียมและอาคารสูง ผ่านมาตรฐาน มอก. 1505-2541 ความหนา 7.5 – 20 เซนติเมตร ช่วยป้องกันความร้อนเข้าสู่ภายในอาคารได้ดีกว่าอิฐมอญ รวมถึงลดเสียงรบกวนจากภายนอก, อิฐมวลเบา MAX BLOCK ขนาด 60x60x7.5 ซม. นวัตกรรมเพื่อการก่อสร้างที่รวดเร็วขึ้น 3 เท่า ลดเวลาลดค่าแรง ลดปริมาณปูนก่อ ลดต้นทุนงานก่อผนังได้, ผนังตกแต่ง SPC Fast Panel รอยต่อแนบสนิท ทำความสะอาดง่าย ไม่ต้องยาแนว  

3) กลุ่มวัสดุตกแต่งพื้นและบันได อาทิ แผ่นพื้น SPC และไม้บันได SPC สำหรับใช้งานภายใน พื้นผิวสัมผัสกันลื่นระดับ R10 และไม่ปล่อยสารเคมีอันตราย, ไม้สังเคราะห์ Diamond XTruShield WPC สำหรับใช้งานภายนอก อายุการใช้งานยาวนาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ วางเป้าหมายยอดขายกลุ่มสินค้านวัตกรรม DIAMOND Well-Being เติบโต 2-5% ในปีนี้ โดยจะมุ่งทำการตลาดผ่านช่องทางจำหน่ายหลักทั้ง 4 ช่องทาง ได้แก่ ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย โครงการอสังหาริมทรัพย์ ห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ และตลาดต่างประเทศ รวมถึงการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทาง Shopee เพื่อเข้าถึงลูกค้าครบทุก Touchpoint นอกจากนี้ มีแผนเปิดตัวพื้น SPC รุ่นใหม่ที่เพิ่มคุณสมบัติด้านสุขอนามัยเพื่อตอบสนองเทรนด์ Well-Being ได้ดียิ่งขึ้น

เกี่ยวกับ บมจ.ผลิตภัณฑ์ตราเพชร 

บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ “DRTผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าวัสดุหลังคา โครงหลังคาและบริการติดตั้งทั้งระบบ ไม้สังเคราะห์ไฟเบอร์ซีเมนต์และไฟเบอร์ซีเมนต์บอร์ด  อิฐมวลเบา พื้น บันได และผนัง พร้อมบริการติดตั้ง 'SPC Solutions' และไม้สังเคราะห์ WPC แบบครบวงจร ภายใต้เครื่องหมายการค้า ‘ตราเพชร’ มีประสบการณ์ยาวนานในธุรกิจกว่า 40 ปี มีเทคโนโลยีการผลิตทันสมัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และได้รับการรับรองระบบมาตรฐาน ISO9001:2015, ISO14001:2015 และ ISO45001:2018 จากสถาบัน BSI Group (Thailand) Co., Ltd. รวมถึงได้รับเครื่องหมายมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งยืนยันถึงคุณภาพสินค้า ตลอดจนมีการบริหารจัดการภายในโรงงานที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นทางเลือกที่ดีกว่าด้านวัสดุก่อสร้างและบริการ”

ZEEKR แนะรถ EV เตรียมความพร้อมก่อนเที่ยว แนะนำตรวจเช็กรถทุกระบบ พร้อมวางแผนชาร์จระหว่างทาง ขับขี่ปลอดภัย เคารพกฎจราจร

ZEEKR ใส่ใจทุกการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์

แนะนำการเตรียมความพร้อมรถ EV เพื่อการเดินทางอย่างมั่นใจและปลอดภัย

กรุงเทพฯ 9 เมษายน 2569 – ZEEKR แนะนำการเตรียมความพร้อมรถยนต์ไฟฟ้าก่อนการเดินทางไกลช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อให้ทุกเส้นทางเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เดินทางราบรื่นและปลอดภัย สร้างประสบการณ์ที่ดีในทุกมิติของการขับขี่

เช็กรถให้พร้อมก่อนออกเดินทาง

ผู้ใช้รถ ZEEKR ควรตรวจสอบสภาพรถก่อนออกเดินทาง เน้นระบบที่สำคัญ ได้แก่ ระดับแบตเตอรี่ แรงดันลมยาง สภาพยาง ระบบเบรก ไฟส่องสว่าง และระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ พร้อมทั้งตรวจสอบระบบความปลอดภัยของรถ EV ตามมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อาทิ ระบบช่วยเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ (Automatic Lane Change – ALC), ระบบรักษาตำแหน่งในเลน (Lane Centering Control – LCC), ตรวจสอบระบบแจ้งเตือนวัตถุในจุดบอด (Blind Spot Detection – BSD), ระบบแสดงภาพรอบตัวรถ ระบบเตือนการชนต่าง ๆ ในตัวรถ เพื่อให้มั่นใจว่ารถอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งาน นอกจากนี้ ZEEKR ยังพัฒนาระบบซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้ควรตรวจสอบและอัปเดตระบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบนำทางและฟีเจอร์ความปลอดภัยทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

วางแผนเส้นทางและจุดชาร์จล่วงหน้า

การเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้าในระยะทางไกล ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม 100% ก่อนออกเดินทาง พร้อมวางแผนเส้นทางและจุดชาร์จล่วงหน้า โดยค้นหาสถานีชาร์จที่อยู่ระหว่างเส้นทางได้จากแอปพลิเคชันของผู้ให้บริการ อาทิ PlugShare, EV Station PluZ, PEA VOLTA ฯลฯ โดย ZEEKR มอบสิทธิ์การชาร์จฟรี ให้กับเจ้าของรถ ZEEKR ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 เมษายน 2569 ณ สถานี ZEEKR Power @Central World รองรับ ZEEKR ทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น ZEEKR X, ZEEKR 009 และ ZEEKR 7X ทั้งนี้สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ZEEKR Power ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำ EVOLT (ตลาดสามย่าน BNN Park ราชพฤกษ์ Harudot Café จังหวัดชลบุรี และสาขาใหม่ล่าสุดที่อาคาร One Bangkok ได้เปิดให้บริการแล้ว และ SHARGE+ จำนวน 2 สถานี บริเวณ Velaa Sindhorn Village และ K Village สุขุมวิท 26 ทั้งนี้ ในระหว่างการเดินทาง หากพบว่าแบตเตอรี่อยู่ในระดับ 15-20% ควรหาสถานีชาร์จที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยไม่ควรปล่อยให้แบตเตอรี่อยู่ในระดับต่ำกว่า 10% และแนะนำชาร์จถึงระดับ 80% ซึ่งเป็นระดับที่สามารถให้ระยะทางที่ไกล และใช้เวลาชาร์จไม่นาน เพื่อให้การเดินทางต่อเนื่องและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ขับขี่อย่างปลอดภัย เคารพกฎจราจร

ในช่วงเทศกาลที่มีปริมาณรถหนาแน่น ควรรักษาความเร็วตามกฎหมาย เว้นระยะห่างจากรถคันหน้าพอสมควร ระยะที่สามารถหยุดรถได้โดยปลอดภัย โดยหลักสากลที่แนะนำคือใช้ กฎ 3 วินาที ในสภาพถนนปกติ หรือเพิ่มเป็น 4-5 วินาทีเมื่อฝนตกหรือถนนลื่น เพื่อให้มีเวลาเบรกทัน ใช้เทคนิค “คาดการณ์อุบัติเหตุ (Hazard Perception)” เพื่อวิเคราะห์และคาดการณ์ความเสี่ยงบนท้องถนนหรือสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น พร้อมประเมินแนวทางการรับมือ เมื่อเกิดเหตุการณ์จะมีข้อควรปฏิบัติตามขั้นตอนได้อย่างไร นอกจากนี้ การขับขี่อย่างประหยัดพลังงานด้วยการใช้ความเร็วคงที่ หลีกเลี่ยงการเร่งหรือเบรกกะทันหัน และเลือกใช้โหมดประหยัดพลังงาน จะช่วยยืดระยะทางการขับขี่และลดความจำเป็นในการชาร์จระหว่างทาง ที่สำคัญคือหลักการ ดื่มไม่ขับ ขับไม่เร็ว คาดเข็มขัดนิรภัย เคารพกฎจราจร พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่

ระวังสภาพอากาศและการเล่นน้ำ

ช่วงสงกรานต์อาจมีฝนตกและการเล่นน้ำตามท้องถนน ผู้ขับขี่ควรหลีกเลี่ยงการขับรถผ่านพื้นที่น้ำท่วมขังสูง และระมัดระวังไม่ให้น้ำเข้าสู่บริเวณช่องชาร์จหรือระบบไฟฟ้าของรถ

การเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ การเดินทางด้วย ZEEKR นอกจากจะมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายและปลอดภัยตามมาตรฐาน Euro NCAP แล้ว ZEEKR ยังเตรียมความพร้อมเพื่อสนับสนุนทุกการเดินทางตลอด 24 ชั่วโมง โดยสามารถแจ้งขอรับความช่วยเหลือได้ที่ Call Center 02-086-9999

11 เมษายน 2436 ในหลวง รัชกาลที่ 5 เปิดทางรถไฟครั้งแรก เปิดรถไฟสายแรกของสยามกรุงเทพฯ–สมุทรปราการ สะท้อนวิสัยทัศน์ผลักดันประเทศก้าวหน้า แสดงถึงการเริ่มยุคคมนาคมสมัยใหม่ในไทย

11 เมษายน พ.ศ. 2436 ‘ในหลวง ร.5’ เสด็จฯ เปิดทางเดินรถไฟสายแรกของสยาม เส้นทางกรุงเทพฯ–สมุทรปราการ ระยะทาง 21 กิโลเมตร

วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2436 นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการเดินรถ ทางรถไฟสายกรุงเทพฯ–สมุทรปราการ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “รถไฟสายปากน้ำ” ซึ่งถือเป็น ทางรถไฟสายแรกของสยาม ระยะทางราว 21 กิโลเมตร อันเป็นจุดเริ่มต้นของยุคคมนาคมสมัยใหม่ในประเทศไทยอย่างแท้จริง

ความสำคัญของเหตุการณ์นี้ไม่ได้อยู่แค่การเปิดเส้นทางเดินทางสายหนึ่งเท่านั้น แต่คือการประกาศให้เห็นว่า สยามได้ก้าวเข้าสู่ยุคของเทคโนโลยีการคมนาคมสมัยใหม่อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 รถไฟคือสัญลักษณ์ของความก้าวหน้า ความรวดเร็ว และการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกสมัยใหม่ การที่สยามมีรถไฟใช้อย่างจริงจัง จึงสะท้อนพระราชวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 5 ในการนำประเทศให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การค้า และการบริหารบ้านเมือง

ทางรถไฟสายปากน้ำมีจุดเริ่มต้นจากกรุงเทพมหานคร มุ่งลงสู่สมุทรปราการ ซึ่งในยุคนั้นเป็นเมืองปากน้ำที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเดินเรือ การค้า และการติดต่อกับต่างประเทศ เพราะเป็นประตูทะเลของสยาม การเชื่อมกรุงเทพฯ เข้ากับสมุทรปราการด้วยทางรถไฟ จึงเท่ากับเป็นการเชื่อม ศูนย์กลางอำนาจของราชอาณาจักร เข้ากับ เมืองหน้าด่านทางทะเล ให้ติดต่อถึงกันได้รวดเร็วขึ้น สะดวกขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าการอาศัยเรือหรือเกวียนเป็นหลักแบบเดิม

ในเชิงประวัติศาสตร์ รถไฟสายปากน้ำมีลักษณะพิเศษตรงที่เป็นกิจการภายใต้สัมปทานเอกชน ไม่ใช่รถไฟหลวงของรัฐโดยตรง แหล่งข้อมูลประวัติศาสตร์รถไฟไทยระบุว่า เส้นทางนี้เป็นผลงานของกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาร่วมดำเนินการในสยาม และกลายเป็นเส้นทางรถไฟที่เปิดใช้งานได้จริงก่อนรถไฟหลวงของรัฐหลายปี จึงมักถูกกล่าวถึงเสมอว่าเป็น “รถไฟสายแรกของสยาม” อย่างไรก็ตาม หากกล่าวในอีกความหมายหนึ่งว่า “รถไฟหลวงสายแรก” ของไทย หน่วยงานทางการของรัฐจะยกให้เป็นสาย กรุงเทพฯ–นครราชสีมา ซึ่งเปิดเดินรถบางส่วนในเวลาต่อมา และเป็นที่มาของ วันสถาปนากิจการรถไฟ 26 มีนาคม ของการรถไฟแห่งประเทศไทย

นี่คือจุดที่คนจำนวนมากมักสับสน เพราะคำว่า “สายแรก” มีอยู่ 2 ระดับ ถ้าพูดถึง รถไฟสายแรกที่เปิดใช้ในสยาม ต้องยกให้สายกรุงเทพฯ–สมุทรปราการ หรือรถไฟสายปากน้ำในวันที่ 11 เมษายน 2436 แต่ถ้าพูดถึง รถไฟหลวงสายแรกของรัฐ ต้องยกให้สายกรุงเทพฯ–นครราชสีมา ซึ่งเป็นรากฐานของกิจการรถไฟหลวงไทยในเวลาต่อมา

รถไฟสายปากน้ำมีระยะทางประมาณ 21 กิโลเมตร และในสมัยนั้นถือว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวิถีชีวิตผู้คน เพราะช่วยย่นระยะเวลาเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ กับสมุทรปราการลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับการเดินทางแบบเดิมที่ต้องพึ่งพาเส้นทางน้ำหรือถนนที่ยังไม่สะดวกนัก เส้นทางรถไฟนี้จึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะเชิงเทคนิค แต่มีผลจริงต่อเศรษฐกิจ การค้าขาย และการเคลื่อนย้ายผู้คนในชีวิตประจำวัน

เมื่อมองในบริบทของรัชสมัยรัชกาลที่ 5 เหตุการณ์นี้ยิ่งมีความหมายมากขึ้น เพราะเป็นช่วงเวลาที่สยามกำลังเร่งปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับระบบราชการ การศึกษา การทหาร การสื่อสาร และการคมนาคม เพื่อตอบรับความเปลี่ยนแปลงของโลก และเพื่อแสดงให้มหาอำนาจตะวันตกเห็นว่าสยามเป็นรัฐที่มีศักยภาพจะพัฒนาตัวเองได้ ไม่ใช่ดินแดนล้าหลังที่ควรถูกแทรกแซง การสร้างและเปิดใช้รถไฟจึงเป็นทั้งโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ และเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองของความเป็นรัฐสมัยใหม่ในเวลาเดียวกัน

อีกมุมหนึ่ง รถไฟสายปากน้ำยังทำหน้าที่เป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ระบบรางสามารถเกิดขึ้นและใช้งานได้จริงในสภาพสังคมไทย จากนั้นแนวคิดการขนส่งทางรางจึงค่อย ๆ ขยายตัวไปสู่โครงการขนาดใหญ่ของรัฐ โดยเฉพาะรถไฟหลวงสายกรุงเทพฯ–นครราชสีมา ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นแกนหลักของเครือข่ายรถไฟไทย การรถไฟแห่งประเทศไทยเองจึงถือวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 ซึ่งเป็นวันเปิดเดินรถบางส่วนของสายกรุงเทพฯ–อยุธยา เป็นวันสถาปนากิจการรถไฟ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของ “กิจการรถไฟหลวง” โดยตรง ขณะที่วันที่ 11 เมษายน 2436 ยังคงมีความสำคัญในฐานะวันเปิด ทางรถไฟสายแรกของสยาม

แม้รถไฟสายปากน้ำจะเป็นกิจการยุคบุกเบิกที่รุ่งเรืองมากในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป รูปแบบการคมนาคมของประเทศก็เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ถนน รถยนต์ และระบบขนส่งแบบใหม่เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้รถไฟสายนี้ค่อย ๆ ลดความสำคัญลง กระนั้น ในความทรงจำทางประวัติศาสตร์ รถไฟสายปากน้ำยังคงเป็น “บทแรก” ของเรื่องเล่าระบบรางไทย และเป็นสัญลักษณ์ของก้าวแรกที่ทำให้ประเทศเริ่มเดินเข้าสู่ยุคใหม่อย่างชัดเจน

ดังนั้น วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2436 จึงไม่ใช่เพียงวันเปิดเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ–สมุทรปราการเท่านั้น แต่คือวันสำคัญที่สะท้อนพระราชวิสัยทัศน์ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการผลักดันสยามให้ก้าวทันโลก ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้จริง และส่งผลต่อทั้งเศรษฐกิจ การเดินทาง การค้า และภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาว กล่าวได้ว่า รถไฟสายปากน้ำไม่ได้เป็นเพียง “รถไฟสายแรก” หากยังเป็นสัญญาณสำคัญของการเริ่มต้นความทันสมัยของสยามบนรางเหล็กอีกด้วย 

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3?utm_source=

‘สี จิ้นผิง’ พบผู้นำก๊กมินตั๋งที่ปักกิ่ง รื้อสัมพันธ์สองพรรคในรอบ 10 ปี กลายเป็นประธานพรรคคนแรกเยือนในรอบทศวรรษ ชี้สัมพันธ์ข้ามช่องแคบไต้หวันต้องสันติภาพ ย้ำแรงผลักดันฟื้นฟูความยิ่งใหญ่จีน

สีจิ้นผิงพบปะหารือประธานพรรคก๊กมินตั๋งในปักกิ่ง

เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ (10 เม.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) พบปะหารือกับเจิ้งลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ในกรุงปักกิ่งของจีน

เจิ้งลี่เหวิน ซึ่งได้รับเชิญจากสีจิ้นผิงและคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ถือเป็นประธานพรรคก๊กมินตั๋งคนแรกในรอบทศวรรษที่นำคณะผู้แทนเยือนแผ่นดินใหญ่ของจีน โดยก่อนหน้านี้คณะผู้แทนพรรคก๊กมินตั๋งได้เดินทางเยือนมณฑลเจียงซูและนครเซี่ยงไฮ้ ก่อนจะมาถึงกรุงปักกิ่ง

สีจิ้นผิงกล่าวว่าการพบปะกันระหว่างผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนและพรรคก๊กมินตั๋งหลังผ่านไป 10 ปี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองพรรค รวมถึงความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบไต้หวัน และไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศและสถานการณ์ข้ามช่องแคบไต้หวันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แนวโน้มภาพรวมสู่การฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชนชาติจีนจะไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับพลังขับเคลื่อนของชาวจีนทั้งสองฝั่งในการรวมเป็นหนึ่งที่จะไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน

นอกจากนี้ สีจิ้นผิงระบุว่าประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบไต้หวันต่างต้องการสันติภาพและความสงบ ความสัมพันธ์ระหว่างสองช่องแคบที่ปรับปรุงดีขึ้น และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม สิ่งนี้คือความรับผิดชอบที่ทั้งสองพรรคไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และยังเป็นแรงผลักดันให้ทั้งสองพรรคมาทำงานร่วมกันด้วย

ที่มา : Xinhua

พลังงานไทยมั่นคง!! ราคาน้ำมันโลกแตะใกล้ 100 ดอลลาร์ ปริมาณน้ำมันสำรองพอใช้ 110 วัน ราคาขายปลีกไทยถูกกว่าเพื่อนอาเซียน กองทุนน้ำมันติดลบ 59,448 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ

ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประจำวันที่ 10 เมษายน 2569 

1. สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

- ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นกลับไปแตะระดับใกล้ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง (โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ปิดบวก 3.46 ดอลลาร์ แตะที่ 97.87 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วน Brent ปิดที่ 95.92 ดอลลาร์/บาร์เรล และน้ำมันดิบดูไบ อยู่ที่ระดับประมาณ 104 ดอลลาร์) เนื่องจากนักลงทุนและตลาดมีความกังขาต่อข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ยังคงเปราะบาง ประกอบกับสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง            ที่ยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะการที่อิหร่านยังคงปิดกั้นและควบคุมการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก รวมถึงการที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง       ปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดความกังวลอย่างหนักต่อภาวะชะงักงันของอุปทานพลังงานโลก โดยนักวิเคราะห์     จากสถาบันการเงินชั้นนำประเมินว่า หากความขัดแย้งยังดำเนินต่อไปและช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ถูกเปิดใช้งาน   ตามปกติ ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปจนถึงสิ้นปีนี้

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 10 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 110 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 23 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 31 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 31 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 8 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 83.23 ล้านลิตร และจำหน่าย 64.74 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 48.40 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 43.40 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 38.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 43.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 43.58 บาท

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.95 บาท ขณะที่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์  สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 49.67 - 86.02 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 48.40 บาทต่อลิตร ขณะที่ กัมพูชา มาเลเซีย สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 55.27 - 117.72 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 10 เมษายน 2569 ติดลบ 59,447.80 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 520.70 ล้านบาท

บางจากฯ แจงชัด!! ย้ำขนส่งน้ำมันดิบโปร่งใส เที่ยวเรือดังกล่าวเป็น co-loading ขนน้ำมันดิบลูกค้าร่วมเรือลำเดียว แวะสิงคโปร์ก่อนถึงไทย

บางจากฯ แจงเรือขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง

มีลูกค้าร่วมที่ประเทศสิงคโปร์ นำส่งตามลำดับปลายทาง

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขอชี้แจงกรณีการขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่มีการกล่าวถึงในสื่อว่า การขนส่งน้ำมันดิบเที่ยวดังกล่าวเป็นการขนส่งในลักษณะ co-loading หรือมีลูกค้าร่วมใช้บริการขนส่ง ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติปกติในอุตสาหกรรม โดยมีการบรรทุกน้ำมันดิบสำหรับลูกค้ามากกว่าหนึ่งรายในเรือลำเดียวกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการขนส่ง

สำหรับเที่ยวเรือนี้ มีลูกค้าอีกรายหนึ่งที่มีจุดหมายปลายทางที่ประเทศสิงคโปร์ จึงมีการนำส่งตามลำดับปลายทางตามแผนการขนส่ง ก่อนที่เรือจะเดินทางต่อมายังประเทศไทยเพื่อนำส่งน้ำมันดิบที่ท่าเรือโรงกลั่นน้ำมัน บางจาก ศรีราชา 

ทั้งนี้ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับลูกค้ารายอื่นเป็นข้อมูลทางการค้า ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยในที่สาธารณะได้ อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวแก่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เริ่มประสานงานขอความอนุเคราะห์จากรัฐบาลไทย นอกจากนี้ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯ ก็ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเมื่อวานนี้ด้วย

เสื้อผ้าหมุนเวียน ไทยทิ้งเสื้อผ้าหลังใส่แค่ครั้งเดียว อุตสาหกรรมแฟชั่นสร้างขยะปีละ 92 ล้านตัน ผลิตเสื้อผ้าใช้ทรัพยากรน้ำมหาศาล แนวคิด Circular Fashion เริ่มเป็นทางเลือกใหม่

จากใช้แล้วทิ้ง สู่ลูปการใช้ซ้ำ เมื่อเสื้อผ้า ไม่ควรใส่แค่ครั้งเดียว

ในตู้เสื้อผ้าของใครหลายคน อาจมีเสื้อที่ยังสภาพดี ถูกใส่เพียงครั้งเดียวในโอกาสพิเศษ หรือบางตัวอาจยังติดป้ายราคา แต่กลับไม่เคยถูกหยิบขึ้นมาใช้อีกเลย เสื้อผ้าเหล่านี้จำนวนไม่น้อยจบเส้นทางลงที่ถังขยะ ทั้งที่แทบไม่ได้ผ่านการใช้งานจริง

ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ปี2567 ระบุว่า กว่า 40% ของคนไทยมีการทิ้งเสื้อผ้าหลังสวมใส่เพียงครั้งเดียว โดย 1 ใน 4 ทิ้งอย่างน้อย 3 ชิ้น ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมแฟชั่นทั่วโลกผลิตเสื้อผ้ามากกว่า 100,000 ล้านชิ้นต่อปี และก่อให้เกิดขยะสิ่งทอกว่า 92 ล้านตันต่อปี ซึ่งมีเพียงประมาณ 1% เท่านั้นที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลเป็นเสื้อผ้าใหม่ได้ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนเพียงปริมาณเสื้อผ้าที่เพิ่มขึ้น แต่กำลังบอกว่า “อายุการใช้งานของเสื้อผ้า” สั้นลงกว่าที่เคยเป็นอย่างมาก

ยิ่งเสื้อผ้าถูกผลิตและถูกทิ้งเร็วเท่าไร ทรัพยากรที่โลกต้องจ่ายก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สภาพัฒน์ฯ ระบุว่า การผลิตเสื้อเชิ้ตฝ้ายหนึ่งตัวต้องใช้น้ำถึง 2,700 ลิตร หรือเทียบเท่าปริมาณน้ำดื่มของคนหนึ่งคนในเวลากว่า 2.5 ปี และเมื่อคูณกับจำนวนการผลิตในระดับแสนล้านชิ้นต่อปี ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ใช่แค่ต้นทุนของสินค้า แต่คือการใช้ทรัพยากร พลังงาน และสารเคมีในปริมาณมหาศาล
ปัจจัยสำคัญที่เร่งวงจรนี้คือโมเดลธุรกิจแบบ Fast Fashion ที่ทำให้เทรนด์หมุนเร็ว คอลเลกชันใหม่ถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจซื้อจึงเกิดถี่ขึ้นโดยไม่รู้ตัว เสื้อผ้าหลายชิ้นไม่ได้หมดอายุเพราะชำรุด แต่หมดอายุเพราะ “ไม่ทันจังหวะตลาด” หรือไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

จากใช้แล้วทิ้ง สู่ “ใช้แล้ว ใช้อยู่ ใช้ต่อ”
ท่ามกลางบริบทนี้ แนวคิด Circular Fashion Economy จึงเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในฐานะทางเลือกของอุตสาหกรรมแฟชั่น แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าสูงสุด ผ่านการยืดอายุการใช้งานของเสื้อผ้าแต่ละชิ้น จากเส้นทางเดิมแบบ “ผลิต–ใช้–ทิ้ง” ไปสู่การ “ใช้–หมุนเวียน–ใช้ต่อ” เพื่อให้เสื้อผ้ายังคงสร้างคุณค่าได้มากกว่าหนึ่งครั้ง
 
อย่างไรก็ตาม Circular Fashion ไม่ได้เป็นเรื่องของโรงงานหรือผู้ผลิตเท่านั้น แต่สามารถเริ่มต้นได้จากชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ตั้งแต่การเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสอง การส่งต่อเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้งาน ไปจนถึงการตั้งคำถามง่าย ๆ ก่อนซื้อว่า “เสื้อผ้าชิ้นนี้จะมีโอกาสใส่ซ้ำได้กี่ครั้ง”

เคทีซีมองว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น หากผู้บริโภคมีทางเลือกที่เข้าถึงได้จริง ปัจจุบันแพลตฟอร์มเสื้อผ้ามือสองอย่าง Loopers เปิดพื้นที่ให้เสื้อผ้าแต่ละชิ้นสามารถหมุนเวียนต่อในระบบได้อย่างสะดวก โดยสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีสามารถใช้คะแนน KTC FOREVER แลกรับเครดิตเงินคืน 10% เท่ากับยอดซื้อ ซึ่งช่วยสนับสนุนให้การเลือกซื้ออย่างมีความหมายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น นอกจากนี้ เสื้อผ้ามือสองยังต่อยอดโดยการนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับผู้ที่เรียนหรือฝึกทักษะด้านการตัดเย็บ เพื่อพัฒนาฝีมือจากของจริง และทำให้ “ลูปของการใช้งาน” ไม่จบลงเพียงการสวมใส่ครั้งแรก แต่ต่อเนื่องไปสู่การสร้างคุณค่าในรูปแบบใหม่ได้อีกครั้ง

แม้การตัดสินใจส่งต่อหรือเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสองจะดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ทุกครั้งที่เสื้อผ้าชิ้นหนึ่งได้ถูกใช้งานต่อ เท่ากับทรัพยากรถูกใช้คุ้มค่าขึ้นอีกครั้ง และในวันที่เสื้อยืดหนึ่งตัวอาจต้องใช้น้ำมากถึง 2,700 ลิตร ผู้บริโภคจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการลดการใช้ทรัพยากรของโลก เพราะบางครั้ง การเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มต้นง่ายกว่าที่คิด เพียงแค่ให้โอกาสเสื้อผ้าตัวเดิมได้มี “โอกาสถูกใช้งานต่อ” แทนที่จะจบลงในครั้งเดียว

รัสเซียประณามญี่ปุ่น!! ความสัมพันธ์ทวิภาคีต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ปมข้อตกลงลงทุนพัฒนาโดรนในยูเครน เรียกทูตญี่ปุ่นยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการ การเจรจาสันติภาพคูริลยุติชั่วคราว

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาลญี่ปุ่น ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี 'ซานาเอะ ทากาอิชิ' ว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่นได้ตกลงสู่ "ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์" เนื่องจากนโยบายของญี่ปุ่นที่รัสเซียมองว่าเป็นการแสดงตนเป็นศัตรูอย่างชัดเจนและเป็นระบบ

ทางการรัสเซียได้เรียกตัวนาย 'อากิระ มูโตะ' เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงมอสโก เข้าพบเพื่อยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการกรณีบริษัท "Terra Drone" ของญี่ปุ่นได้ลงนามข้อตกลงร่วมกับบริษัท "Amazing Drones" ของยูเครนในการพัฒนาโดรน Terra A1 ที่ออกแบบมาเพื่อต่อต้านโดรนพลีชีพของรัสเซีย ซึ่งถือเป็นการคุกคามความมั่นคงของรัสเซียโดยตรง

การประกาศว่าความสัมพันธ์เหลือศูนย์ สะท้อนว่าจะไม่มีการเจรจาสนธิสัญญาสันติภาพหรือประเด็นหมู่เกาะพิพาทคูริลในทันที ตราบใดที่ญี่ปุ่นยังสนับสนุนยุทโธปกรณ์ให้แก่ยูเครนไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม

นี่เป็นการชี้ชัดถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัสเซียและญี่ปุ่นท่ามกลางสงครามในยูเครน ปัจจุบันความสัมพันธ์ทางการทูตกำลังเผชิญภาวะย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1596632125642455&id=100058870487273&rdid=gW9efNBbmhw8tTXR#

'สรรเพชญ' สั่งเข้มความปลอดภัย ตรวจท่าเรือด่วนเจ้าพระยา เน้นมาตรการเคร่งครัดช่วงสงกรานต์ ห้ามปรับขึ้นค่าโดยสารในเทศกาล เพิ่มเที่ยวเรือลดความแออัดเสี่ยงอุบัติเหตุ

 "สรรเพชญ" สั่งเข้มมาตรการความปลอดภัยเรือโดยสาร กำชับหาแนวทางลดค่าโดยสารตามอัตราในช่วงเทศกาลสงกรานต์ รองรับการเดินทางทางน้ำของประชาชน

วันที่ 9 เมษายน 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า และคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมท่าเรือด่วนเจ้าพระยา และท่าเรือเกียกกายวัดแก้วฟ้า (หน้ารัฐสภา) เพื่อติดตามความพร้อมในการให้บริการประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์และวันหยุดยาวที่กำลังจะมาถึง

ในการนี้ ได้มีการรายงานภาพรวมความพร้อมทั้งด้านการบริหารจัดการ การอำนวยความสะดวก และมาตรการด้านความปลอดภัย โดยเน้นการเตรียมความพร้อมของเรือโดยสารทุกประเภท ทั้งเรือโดยสารสาธารณะ เรือท่องเที่ยว และเรือข้ามฟาก ให้สามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้มอบนโยบายและข้อสั่งการ โดยเน้นย้ำให้กรมเจ้าท่าดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวดสูงสุด ทั้งการตรวจสอบสภาพเรือโดยสารทุกลำก่อนให้บริการ ครอบคลุมระบบเครื่องยนต์ โครงสร้างตัวเรือ และอุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น เสื้อชูชีพและอุปกรณ์กู้ภัย ให้มีความพร้อมใช้งานและได้มาตรฐานครบถ้วน

พร้อมกันนี้ ได้กำชับการบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเคร่งครัด อาทิ การควบคุมจำนวนผู้โดยสารไม่ให้เกินพิกัด การกำกับให้ผู้โดยสารสวมเสื้อชูชีพตลอดการเดินทาง และการงดให้บริการในช่วงที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย รวมถึงให้จัดเจ้าหน้าที่ประจำท่าเรือตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงวันหยุดยาว และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทัพเรือ ตำรวจน้ำ และหน่วยกู้ภัย เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้พิจารณาเพิ่มความถี่เที่ยวเรือและขยายเวลาให้บริการ เพื่อรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ลดความแออัด และลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ

ทั้งนี้ กรมเจ้าท่ายืนยันว่าจะไม่มีการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารในช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและนักท่องเที่ยว ให้สามารถเดินทางทางน้ำได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรมตลอดช่วงเทศกาล ซึ่งนายสรรเพชญได้กำชับให้กรมเจ้าท่าดำเนินการประสานกับผู้ประกอบการให้ลดค่าโดยสารตามอัตราที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top