Thursday, 3 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

บัลลังก์ราชันคอร์ตหญ้า!! ‘ซินเนอร์’ โชว์หัวใจมือ 1 โลก พลิกดับซเวเรฟ 3-1 เซต ป้องกันแชมป์วิมเบิลดัน 2 สมัยซ้อน คว้าเงินรางวัล 3.6 ล้านปอนด์

ยานนิค ซินเนอร์ นักเทนนิสมือ 1 ของโลกจากอิตาลี โชว์หัวใจแชมป์ พลิกสถานการณ์หลังเสียเซตแรก ก่อนเอาชนะ อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ มือวางอันดับ 2 ของรายการ และมือ 3 ของโลกจากเยอรมนี 3-1 เซต

คว้าแชมป์ชายเดี่ยวศึกแกรนด์สแลม วิมเบิลดัน 2026 พร้อมป้องกันแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน
การแข่งขันเทนนิสแกรนด์สแลมรายการที่ 3 ของปี วิมเบิลดัน 2026 ชิงเงินรางวัลรวม 64.2 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,889 ล้านบาท) ที่ออล อิงแลนด์ ลอน เทนนิส แอนด์ โครเกต์ คลับ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศประเภทชายเดี่ยว

การแข่งขันครั้งนี้ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก แคทเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ องค์อุปถัมภ์ของออล อิงแลนด์ ลอน เทนนิส แอนด์ โครเกต์ คลับ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์, เจ้าชายจอร์จแห่งเวลส์ และ เจ้าหญิงชาร์ลอตต์แห่งเวลส์ เพื่อทอดพระเนตรการแข่งขันและพระราชทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะ ท่ามกลางแฟนเทนนิสที่เข้าชมเต็มความจุของเซนเตอร์คอร์ต

ซเวเรฟคว้าเซตแรก ก่อนซินเนอร์เร่งเครื่อง
เซตแรก ทั้งสองฝ่ายรักษาเกมเสิร์ฟได้อย่างเหนียวแน่น ก่อนเสมอกัน 6-6 และต้องตัดสินด้วยไทเบรก ซึ่งเป็น ซเวเรฟ ที่เฉือนชนะ 9-7 ขึ้นนำ 1-0 เซต

เซตที่สอง รูปเกมยังสูสีและต้องตัดสินด้วยไทเบรกอีกครั้ง แต่คราวนี้ ซินเนอร์ เล่นได้เฉียบคมกว่า เอาชนะ 7-2 ตีเสมอเป็น 1-1 เซต

เซตที่สาม จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในเกมที่ 8 เมื่อซินเนอร์เบรกเกมเสิร์ฟได้สำเร็จ ก่อนปิดเซตด้วยสกอร์ 6-3 พลิกขึ้นนำ 2-1 เซต

เข้าสู่เซตที่สี่ มือ 1 ของโลกยังคุมเกมได้เหนือกว่า เบรกเสิร์ฟสำคัญขึ้นนำ 4-3 ก่อนเสิร์ฟปิดแมตช์เอาชนะ 6-4

จบการแข่งขัน ยานนิค ซินเนอร์ เอาชนะ อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ 3-1 เซต 6-7 ไทเบรก (7-9), 7-6 ไทเบรก (7-2), 6-3 และ 6-4 ใช้เวลาแข่งขัน 3 ชั่วโมง 46 นาที คว้าแชมป์วิมเบิลดันเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน
จากชัยชนะครั้งนี้ ซินเนอร์คว้าแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 5 ในอาชีพ ต่อจาก ออสเตรเลียน โอเพ่น 2024 และ 2025, ยูเอส โอเพ่น 2024 รวมถึง วิมเบิลดัน 2025 และ 2026 พร้อมรับเงินรางวัล 3.6 ล้านปอนด์ (ประมาณ 162 ล้านบาท)

ด้าน ซเวเรฟ รับเงินรางวัลรองแชมป์ 1.8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 81 ล้านบาท) และแพ้ให้กับ ซินเนอร์ เป็น นัดที่ 9 ติดต่อกัน

ซเวเรฟ: "ผมเริ่มไม่ชอบหน้า ซินเนอร์ แล้ว"
ซเวเรฟ กล่าวพร้อมรอยยิ้มหลังจบการแข่งขันว่า
"ตอนนี้ผมเริ่มไม่ชอบหน้า ยานนิค ซินเนอร์ แล้วล่ะ เพราะผมแพ้เขามา 9 ครั้งรวด" (หัวเราะ)
"แต่ต้องยอมรับว่าเขาแสดงให้เห็นอีกครั้งว่าทำไมถึงเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสร้างความทรงจำในรอบชิงชนะเลิศบนเซนเตอร์คอร์ต"

เจ้าตัวยังเผยว่า การผ่านเข้าชิงชนะเลิศวิมเบิลดันครั้งแรก ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของอาชีพ และทำให้เชื่อมั่นว่าจะมีโอกาสคว้าแชมป์รายการนี้ในอนาคต

ซินเนอร์: "ซเวเรฟ เข้าใกล้แชมป์มาก และจะทำได้แน่นอน"

แชมป์ชาวอิตาเลียนกล่าวชื่นชมคู่แข่งหลังจบแมตช์ว่า

"มันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมาก ซาสช่า วันนี้คุณเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์มาก หากยังรักษามาตรฐานแบบนี้ไว้ได้ ผมมั่นใจว่าคุณจะคว้าแชมป์รายการนี้ รวมถึงก้าวขึ้นเป็นมือ 1 ของโลกได้แน่นอน"
ก่อนทิ้งท้ายด้วยการขอบคุณแฟนเทนนิส บอลบอย บอลเกิร์ล และทีมงานทุกคนที่ทำให้การแข่งขันดำเนินไปอย่างราบรื่น

"วิมเบิลดันคือทัวร์นาเมนต์ที่พิเศษที่สุดของปี และการได้กลับมายืนคว้าแชมป์ที่นี่อีกครั้งมีความหมายกับผมมาก แล้วพบกันใหม่ปีหน้าครับ"

ที่มา : https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/106579/#google_vignette

อุโมงค์ 3,500 เมตรเจาะทะลุถึงกันแล้ว!! งานสร้างรถไฟจีนคืบหน้า กวางตุ้งเร่งโครงข่ายรางความเร็วสูง โครงการรถไฟ จูไห่–จ้าวชิ่ง คืบหน้า เติมเส้นเลือดใหม่ให้โครงข่ายความเร็วสูง

งานสร้าง 'อุโมงค์ทางรถไฟ' ยาว 3,500 เมตร เจาะทะลุถึงกันในกวางตุ้ง

ประมวลภาพการดำเนินงานก่อสร้างอุโมงค์เจียงจวินหลิ่ง ความยาว 3,500 เมตร บนเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายจูไห่-จ้าวชิ่ง ในมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน โดยอุโมงค์แห่งนี้เจาะทะลุเชื่อมถึงกันแล้วในวันศุกร์ (10 ก.ค.)

ที่มา : Xinhua

เยาวชนไทยสร้างชื่อ!! ตัวแทนไทยทำผลงานน่าภูมิใจ คว้า 1 เงิน 1 ทองแดง เหรียญคณิตศาสตร์นานาชาติ พร้อมเกียรติบัตรจากการแข่งขันนานาชาติที่ปักกิ่ง จากค่ายฤดูร้อนคณิตศาสตร์นานาชาติ ครั้งที่ 4 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน

ขอแสดงความยินดีกับผลงานของน้องๆ คว้า 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง จากการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายฤดูร้อนคณิตศาสตร์นานาชาติ ครั้งที่ 4 จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. - 11 ก.ค. 2569 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยนักเรียนตัวแทนประกอบด้วย

1.นายธฤษณุธัช กริ่มใจ  ได้รับรางวัลเหรียญเงิน  ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา

2.นายธนกร ตั้งเจตน์   ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง  ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา

3.นายชยากร ศิริไกร  ได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน  ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา

4.นายจิระพัชร์ พุฒดี  ได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขันร.ร.เซนต์คาเบรียล

5.ด.ช.ปรรณ กาญจนารัณย์   ได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน  ร.ร. สาธิต มศว ปทุมวัน

6.นาย ปัณณวิชญ์ คลังเพ็ชร์  ได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน  ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1427913082480590&id=100057857341280&rdid=FEBAFYLqG8Z7jV5f#

‘เนเน่ รอยัล’ สาวน้อยชาวไทยวัย 16 ปี ผู้คว้า 4 Yes จากเวที America’s Got Talent ซีซั่นล่าสุด

“เนเน่ บอกว่า คิดถึงและอยากเล่นดนตรีให้ทุกคนฟัง พร้อมบอกเล่าจุดเริ่มต้นของการเล่นดนตรีและร้องเพลงว่า ตอนนั้นเป็นช่วงซัมเมอร์ เธอตั้งใจไปลงทะเบียนเข้าชมรมวิชาการ แต่เพราะตื่นสาย ชมรมเต็ม”

“พ่อบอกว่า หนูตื่นสาย ชมรมเต็ม ครูบอกว่า เหลือแต่ชมรมดนตรี no other choice และเหลือกีตาร์อย่างเดียว เอาจริงๆ ตอนนี้ถือว่า โชคดีมาก”

เนเน่ รอยัล
สาวน้อยชาวไทยวัย 16 ปี จากเวที America’s Got Talent ซีซั่นล่าสุด

ที่มา : https://www.facebook.com/100064321946557/posts/1540184468135603/?rdid=3LvPTVCalv8SBiom#

“ลิซ่า” และ “เนเน่ รอยัล” คือเพชรไทยที่ต้องเจียระไนตัวเอง ไม่ได้เกิดจาก Soft Power ของรัฐ แต่เกิดจากพรสวรรค์ไทยที่ต้องดิ้นรนจนโลกหันมามอง ย้ำเด็กไทยดังไกลระดับโลกด้วยตัวเอง

ความโด่งดังในระดับ “ปรากฏการณ์โลก" เหนือกว่า “Soft Power” ธรรมดา ของ “ลิซ่า” และ “เนเน่ รอยัล” เด็กไทยที่โตบนเวทีโลก..ด้วยตัวเอง

ความสำเร็จของเด็กไทยบนเวทีโลกไม่เคยเป็นเรื่องบังเอิญ แต่สิ่งที่น่าเศร้าคือความสำเร็จเหล่านั้นแทบไม่เคยได้รับการโอบอุ้มจากโครงสร้างภาครัฐตั้งแต่ต้น ตั้งแต่วันที่ "ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ใช้ทุนรอนของตัวเองไปเขย่า “อุตสาหกรรมเพลงระดับโลก” ในฐานะศิลปินเดี่ยว และสมาชิกวง “ BLACKPINK” ได้สำเร็จ จนมาถึงปรากฏการณ์ล่าสุดของ "เนเน่ รอยัล" หรือ แพรว รัตติกานต์ อำลอย สาวน้อยวัย 16 ปีจากภูเก็ต ที่เพิ่งระเบิดพลังร็อก กวาด 4 ผ่าน (YES) จากคณะกรรมการในรายการ “America’s Got Talent” ไปอย่างสมศักดิ์ศรี

หากลองพิจารณาเส้นทางของทั้งคู่ เราจะพบภาพสะท้อนที่ชัดเจนของคำว่า "อยากเป็นเพชรก็ต้องฝึกเจียระไนด้วยน้ำมือของตนเอง"

หลายปีก่อน “ลิซ่า” ต้องหอบความฝัน กอดความเพียรพยายาม ไปฝึกฝนอย่างหนักหน่วงในต่างแดน ภายใต้ “ระบบนิเวศบันเทิงของเกาหลีใต้” ที่เพียบพร้อม และเข้มงวด มาปีนี้ “เนเน่ รอยัล” เติบโตมาจาก “ดนตรีเปิดหมวก” ตามตลาดในจังหวัด ภูเก็ต ฝึกฝนกีตาร์ไฟฟ้าด้วยตัวเองผ่านอินเทอร์เน็ต โดยมีครอบครัวเป็นแรงผลักดันหลักเพียงหนึ่งเดียว

ทั้งสองคนคือตัวแทนของความสามารถอันเหนือชั้นที่พิสูจน์ให้เห็นกระจ่างชัดว่า เด็กไทยเก่งและมีศักยภาพในระดับโลก แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามที่สุดคือ “บทบาทของรัฐบาลไทย” ในการขับเคลื่อนสิ่งที่เรียกว่า "Soft Power" เมื่อพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา รัฐมักจะตกอยู่ในสถานะ "ผู้ตามเทรนด์" มากกว่า "ผู้สร้างโอกาส" ใช่หรือไม่?

มาดูกัน เช่น กรณีของ “ลิซ่า” เมื่อใดที่เธอหยิบจับอะไร ไม่ว่าจะเป็นผ้าถุงไทย ลูกชิ้นยืนกิน ภาครัฐจึงจะตื่นตัว รีบโผเข้ามา "เคลมความดีความชอบ" หรือจัดกิจกรรมเกาะกระแส เช่นเดียวกับกรณีของ “เนเน่” ทันทีที่คลิปเพลง “Zombie” กลายเป็นไวรัลทั่วโลก เราถึงจะเริ่มเห็นหน่วยงานรัฐเดินอุ้ยอ้ายออกมาชื่นชม และประกาศความภาคภูมิใจ

อดนึกเป็นอื่นไปไม่ได้ว่า “รัฐบาลไทย” มักจะมองเห็นสิ่งดี ๆ ก็ต่อเมื่อสิ่งเหล่านั้นได้รับเสียงปรบมือจากชาวต่างชาติแล้วเท่านั้น แต่ในระหว่างทางที่ “เด็กสาวสองคน” ต้องซ้อมเต้นจนเข่าช้ำ และหอบกีตาร์ไปเล่นเปิดหมวก รัฐสวัสดิการไม่รู้ไปมุดอยู่มุมไหนของประเทศไทย

ถ้ายังช้าเป็นเต่าล้านปีอยู่เช่นนี้ อนาคตก็จะเกิด “สมองไหลทางวัฒนธรรม” ศิลปินที่มีพรสวรรค์จะเลือกไปเติบโต และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แพลตฟอร์มหรือค่ายเพลงต่างประเทศ ก็จะเกิดการสูญเสีย “โอกาสทางเศรษฐกิจ” แทนที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตบุคลากรสร้างสรรค์ เรากลับเป็นได้เพียง "ผู้ส่งออกวัตถุดิบ" ที่ให้ต่างชาติเอาไปเจียระไนแล้วขายกลับมาให้เราดู

สิ่งเดียวที่ “อัจฉริยะของชาติ” ขาดมาตลอด คือรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และกล้าลงทุนใน “ทรัพยากรมนุษย์” อย่างจริงจัง ก่อนที่ประเทศจะเสียโอกาสในการสร้าง "ซูเปอร์สตาร์โลก" คนต่อไป เพียงเพราะความล่าช้า และสายตาโง่ ๆ ที่เอาไว้จ้องมองแต่ “งบประมาณแผ่นดิน” เท่านั้น

เด็กไทยคว้าชัยฟิสิกส์โอลิมปิกโลก 2569!! ทีมฟิสิกส์โอลิมปิกไทยกลับบ้านพร้อมความภูมิใจ หลังคว้าเหรียญจากเวทีนานาชาติ กวาด 1 ทอง 2 เงิน 1 ทองแดง 1 เกียรติคุณ เตรียมถึงสุวรรณภูมิ 15 ก.ค. พร้อมเหรียญรางวัลจากโคลอมเบีย

ขอแสดงความยินดีกับผู้แทนประเทศไทยจากการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 56 ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 – 12 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองบูการามังกา สาธารณรัฐโคลอมเบีย

โดยผลงานของผู้แทนประเทศไทยฯ มีดังนี้

1. นายภัทรภณ ธนพิทักษ์ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา เหรียญทอง

2. นายสิรวิชญ์ มุสิกะโสภณ ร.ร.กำเนิดวิทย์ เหรียญเงิน

3. นายชยพล นนทสูติ ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัย เหรียญเงิน

4. นายพุฒิธร วิบูลย์เจริญกิจจา ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต เหรียญทองแดง

5. นายอังกูร ธนาสิทธิกุล ร.ร.มงฟอร์ตวิทยาลัย เกียรติคุณประกาศ

โดยคณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย

1. ผศ.ดร.มนต์สิทธิ์ ธนสิทธิโกศล ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หัวหน้าทีม

2. ดร.อุชุพล เรืองศรี ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ รองหัวหน้าทีม

3. ดร.วิศิษฐ์ สิงห์สมโรจน์ ม.มหิดล ผู้ช่วยหัวหน้าทีม

4.นายกฤษชพล ทิวพุดซา สสวท. ผู้จัดการทีม

คณะผู้แทนประเทศไทยฯ มีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ในวันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2569 โดย สสวท. กำหนดจัดพิธีแสดงความยินดี เวลา 13.00 น. บริเวณประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า มาร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีกับน้องๆกันเยอะๆนะครับ 

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1428647785740453&set=a.700426908562548

13 กรกฎาคม วันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

วันที่ 13 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันประสูติของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เจ้านายฝ่ายในแห่งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงมีพระกรณียกิจโดดเด่นด้านสังคมสงเคราะห์ การสาธารณสุข การช่วยเหลือเด็ก สตรี ผู้ยากไร้ และผู้ประสบความเดือดร้อนในสังคม

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ มีพระนามเดิมว่า หม่อมหลวงโสมสวลี กิติยากร

ประสูติเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เป็นธิดาของหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กิติยากร และท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา พระองค์ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานด้านการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส การสงเคราะห์เด็กและเยาวชน การดูแลผู้ป่วย และการสนับสนุนงานด้านสาธารณสุข ซึ่งล้วนสะท้อนพระเมตตาและพระวิริยะอุตสาหะในการบรรเทาความทุกข์ของประชาชน

พระกรณียกิจที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง คือบทบาทของพระองค์ในการทรงสนับสนุนงานด้านสาธารณสุขและการดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ พระองค์ทรงมีพระเมตตาต่อผู้ป่วยและครอบครัวที่เผชิญความยากลำบาก ทั้งในด้านการรักษา การฟื้นฟูคุณภาพชีวิต และการลดการตีตราทางสังคม

พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญในโครงการและกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ เช่น โครงการช่วยลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก กองทุนยาสำหรับผู้ติดเชื้อ และกองทุนนมสำหรับเด็กในโครงการช่วยลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก งานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพระกรณียกิจที่มุ่งช่วยเหลือผู้เปราะบางในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากด้านสาธารณสุขแล้ว พระองค์ยังทรงสนพระทัยงานสังคมสงเคราะห์ในหลายมิติ ทั้งการช่วยเหลือเด็กในกระบวนการยุติธรรม เด็กด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนที่ประสบความเดือดร้อน พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการดูแลผู้คนที่มักถูกมองข้าม เพื่อให้ได้รับโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

พระองค์ยังทรงเกี่ยวข้องกับมูลนิธิและองค์กรสาธารณประโยชน์หลายแห่ง ซึ่งทำงานด้านการสงเคราะห์ การแพทย์ การศึกษา และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน งานเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของพระกรณียกิจที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนพระปณิธานในการช่วยเหลือสังคมด้วยความเมตตา

ในด้านการทำงานเพื่อประชาชน พระองค์ทรงเป็นที่จดจำในฐานะเจ้านายที่ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจอย่างใกล้ชิดกับผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยและผู้ด้อยโอกาส พระเมตตาของพระองค์ไม่ได้ปรากฏเพียงในพิธีการ แต่ปรากฏผ่านการสนับสนุนงานที่ช่วยให้ชีวิตของผู้คนจำนวนมากได้รับการดูแลและมีความหวังมากขึ้น

พระกรณียกิจของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ จึงมีความหมายอย่างยิ่งในสังคมไทย เพราะสะท้อนบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการเกื้อกูลประชาชน โดยเฉพาะการดูแลผู้ที่เผชิญปัญหาด้านสุขภาพ ความยากจน และความเปราะบางทางสังคม

วันที่ 13 กรกฎาคมของทุกปี จึงเป็นโอกาสที่ปวงชนชาวไทยได้น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ และร่วมถวายพระพรชัยมงคลแด่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง

พระกรณียกิจของพระองค์ยังคงเป็นแบบอย่างของความเมตตา ความเสียสละ และการทำงานเพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการโอกาสและกำลังใจในชีวิต

13 กรกฎาคม วันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ จึงเป็นวันที่ควรน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณและพระเมตตาที่ทรงมีต่อประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วย เด็ก ผู้ด้อยโอกาส และผู้เปราะบางในสังคมไทย

C.A.P Studio กลับนิมมานเหมินท์!! สตูดิโอภาพพิมพ์ดังภาคเหนือ ย้ายกลับหลังปรับโฉมใหญ่เสร็จสิ้น เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ใหม่เต็มรูปแบบ ต้อนรับศิลปินและผู้สนใจงานภาพพิมพ์

กรุงเทพฯ, 6 กรกฎาคม 2569 – C.A.P Studio สตูดิโอภาพพิมพ์ชั้นนำทางภาคเหนือ ประกาศย้ายกลับสู่ย่านนิมมานเหมินท์ จังหวัดเชียงใหม่ อย่างเป็นทางการ หลังเสร็จสิ้นการปรับปรุงอาคารครั้งใหญ่ พร้อมเปิดพื้นที่สร้างสรรค์โฉมใหม่ที่ได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อการทำงานด้านภาพพิมพ์โดยเฉพาะ พร้อมต้อนรับทั้งศิลปินและผู้สนใจให้เข้ามาใช้พื้นที่ เรียนรู้ และสัมผัสกระบวนการสร้างสรรค์งานภาพพิมพ์อย่างใกล้ชิด

C.A.P Studio หรือ Chiang Mai Art on Paper ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2546 โดย กิติก้อง ติลกวัฒโนทัย ศิลปินและช่างภาพพิมพ์ชาวไทยผู้เชี่ยวชาญด้านภาพพิมพ์ สตูดิโอทำงานร่วมกับศิลปินไทยและนานาชาติในการสร้างสรรค์ผลงานภาพพิมพ์ศิลปะต้นฉบับแบบทำมือในจำนวนจำกัด (Limited Edition) ตลอดเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา C.A.P Studio มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เชียงใหม่เป็นหนึ่งในศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยและงานภาพพิมพ์ที่ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศไทย และระดับนานาชาติ

สิ่งที่ทำให้ C.A.P Studio แตกต่างจากโรงพิมพ์ทั่วไป คือการทำงานในฐานะพื้นที่แห่งความร่วมมือระหว่างศิลปิน และช่างภาพพิมพ์ โดยศิลปินจะพัฒนาผลงานร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญของสตูดิโอในทุกขั้นตอน C.A.P Studio เชี่ยวชาญการผลิตภาพพิมพ์ศิลปะต้นฉบับที่พิมพ์ด้วยมือ (Hand-pulled Fine Art Prints) ซึ่งเป็นผลงานดั้งเดิม ไม่ใช่งานพิมพ์ซ้ำ (Reproduction) และผลิตในจำนวนจำกัด (Limited Edition) สตูดิโอสนับสนุนทั้งด้านเทคนิค วัสดุ และกระบวนการผลิต โดยผลงานในแต่ละชุดจะถูกแบ่งระหว่างศิลปินและสตูดิโอ ตามข้อตกลง

C.A.P Studio เริ่มก่อตั้งขึ้นในห้องคอนโดมิเนียมขนาดเล็กด้านหลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งแต่ปี 2546 เป็นเวลาสามปี ก่อนจะย้ายมายังพื้นที่ที่กว้างขึ้นในย่านนิมมานเหมินท์ หลังจากนั้นต่อมาในปี พ.ศ. 2564 สตูดิโอตัดสินใจปรับโฉมอาคารครั้งใหญ่ จึงย้ายไปเปิดดำเนินงานชั่วคราวในย่านเมืองเก่าของเชียงใหม่ในช่วงระหว่างการก่อสร้าง เพื่อรองรับการเติบโตและยกระดับคุณภาพการสร้างสรรค์ผลงาน จนแล้วเสร็จ

ปัจจุบัน การปรับปรุงอาคารเดิมในย่านนิมมานเหมินท์เสร็จสมบูรณ์แล้ว และ C.A.P Studio ได้กลับมาเปิดดำเนินงานเต็มรูปแบบอีกครั้งในพื้นที่ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ และได้ปิดสตูดิโอชั่วคราวย่านเมืองเก่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อาคารแห่งนี้ได้รับการออกแบบและจัดสรรพื้นที่อย่างพิถีพิถัน เพื่อรองรับกระบวนการสร้างสรรค์งานภาพพิมพ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมสะท้อนแนวคิดและความตั้งใจของ C.A.P Studio ในการสร้างพื้นที่แห่งความร่วมมือระหว่างศิลปินและช่างภาพพิมพ์มาอย่างต่อเนื่อง

ในฐานะ “พื้นที่ทดลองสร้างสรรค์ที่มีชีวิต” (Living Lab) C.A.P Studio เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้ามาสัมผัสกระบวนการสร้างงานภาพพิมพ์อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนพูดคุยกับศิลปินและทีมช่างพิมพ์ นอกจากนี้ ผู้เข้าชมยังสามารถชมและเลือกสะสมผลงานภาพพิมพ์ที่สร้างสรรค์ขึ้นภายในสตูดิโอได้อีกด้วย

C.A.P Studio สาขานิมมานเหมินท์ ซอย 17 เปิดให้บริการตั้งแต่วันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 10.30–18.00 น.

รายละเอียด C.A.P Studio สาขานิมมานเหมินท์
-ที่ตั้ง: นิมมานเหมินท์ ซอย 17 (หมายเหตุ: สตูดิโอเดิมบนถนนสามล้านปิดให้บริการแล้ว)
-เวลาเปิดทำการ: วันอังคาร–วันเสาร์ เวลา 10.30–18.00 น. ปิดวันอาทิตย์และวันจันทร์
-ที่อยู่: 17/1 ถนนนิมมานเหมินท์ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200
-โทรศัพท์: 087 810 8860
เกี่ยวกับ C.A.P Studio

C.A.P Studio หรือ Chiang Mai Art on Paper คือสตูดิโอภาพพิมพ์ศิลปะที่สร้างสรรค์ผลงานภาพพิมพ์ต้นฉบับแบบทำมือในจำนวนจำกัด (Limited Edition) ร่วมกับศิลปินไทยและนานาชาติ สตูดิโอมีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคภาพพิมพ์แบบดั้งเดิมหลากหลายรูปแบบ อาทิ เทคนิคภาพพิมพ์ร่องลึก (Etching) และภาพพิมพ์แกะไม้ (Woodblock Printing) โดยทุกผลงานเป็นงานภาพพิมพ์ต้นฉบับที่ศิลปินสร้างสรรค์ขึ้นบนแม่พิมพ์โดยตรง มิใช่งานพิมพ์ซ้ำจากผลงานเดิม (Reproductions) C.A.P Studio เปิดต้อนรับผู้ที่สนใจงานภาพพิมพ์ร่วมสมัย รวมถึงผู้ที่ต้องการเรียนรู้และสัมผัสกระบวนการสร้างสรรค์งานภาพพิมพ์อย่างใกล้ชิด ผ่านการทำงานจริงของสตูดิโอและทีมช่างภาพพิมพ์

“เคทีซี” ดันเทรลวิ่งเศรษฐกิจ!! Trail Running หน้าฝนดันตลาดเติบโต กระตุ้นการใช้จ่ายกว่า 2,500 บาทต่อคน เชื่อมโยงชุมชนธุรกิจท้องถิ่น ลุย 5 จุดวิ่งเทรลยอดนิยมในไทย

เคทีซีชวนมอง Trail Running หน้าฝน จากความท้าทายบนเส้นทาง สู่แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจประสบการณ์

ในวันที่หลายคนมองฝนตกเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง ยังมีคนอีกกลุ่มที่กลับเฝ้ารอฤดูกาลนี้มาตลอดทั้งปี พวกเขาเตรียมรองเท้าพื้นดอกลึก เช็กพยากรณ์อากาศ แพ็กอุปกรณ์ใส่ Running Vest และออกเดินทางสู่ภูเขา ป่าไม้ และเส้นทางธรรมชาติที่กำลังกลับมาเขียวขจีที่สุดของปี สำหรับนักวิ่งเทรล (Trail Running) และนักเดินป่า ฤดูฝนไม่ใช่ช่วงเวลาของการหลบฝน แต่คือฤดูกาลแห่งการออกเดินทาง ภาพของทางดินที่กลายเป็นโคลน ลำธารที่ไหลเชี่ยว รากไม้เปียกฝน และสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ อาจเป็นสิ่งที่คนทั่วไปพยายามหลีกเลี่ยง แต่กลับเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้ผู้คนจำนวนมากยอมเดินทางหลายร้อยกิโลเมตรเพื่อไปสัมผัส

ปรากฏการณ์นี้กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ไม่ได้มองการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพหรือการท่องเที่ยวแยกออกจากกันอีกต่อไป แต่เลือกลงทุนกับ "ประสบการณ์" ที่มอบทั้งความสุข ความหมาย และการพัฒนาตัวเองในเวลาเดียวกัน

Trail Running สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคยุคใหม่
"เคทีซี" หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่าปรากฏการณ์ Trail Running ไม่ได้สะท้อนเพียงกระแสการออกกำลังกาย แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มให้คุณค่ากับการลงทุนเพื่อสุขภาพ การเดินทาง และประสบการณ์มากขึ้น จากเดิมที่การใช้จ่ายอาจมุ่งเน้นไปที่การครอบครองสินค้า วันนี้ผู้คนจำนวนมากพร้อมลงทุนกับกิจกรรมที่มอบคุณค่าระยะยาวทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความทรงจำ เคทีซีจึงร่วมกับพันธมิตรด้านกีฬาและ Outdoor ชั้นนำ อาทิ Decathlon, Salomon, The North Face REV Runner และ Element72 เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกเข้าถึงอุปกรณ์และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดังกล่าวได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อหนึ่งการวิ่งนำไปสู่การเดินทาง การใช้บริการในชุมชน การจองที่พัก และการสร้างรายได้ให้ธุรกิจท้องถิ่น Trail Running จึงไม่ใช่เพียงกีฬาอีกต่อไป หากกำลังกลายเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจประสบการณ์ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย

จากกีฬาเฉพาะกลุ่ม สู่ตลาดที่กำลังเติบโต
เมื่อย้อนกลับไปเพียงไม่กี่ปีก่อน การวิ่งเทรลยังถูกมองว่าเป็นกิจกรรมของนักวิ่งสายฮาร์ดคอร์หรือคนรักการผจญภัยกลุ่มเล็กๆ แต่ปัจจุบันภาพดังกล่าวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ปฏิทินการแข่งขันเทรลของไทยมีสนามเกิดขึ้นตลอดทั้งปีในแทบทุกภูมิภาค ทั้งเชียงใหม่ น่าน เลย เพชรบูรณ์ สระบุรี ระยอง นครศรีธรรมราชและกระบี่ สะท้อนการขยายตัวของฐานผู้เข้าร่วมที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงนักกีฬา แต่รวมถึงนักท่องเที่ยว ครอบครัว คนทำงาน และกลุ่มผู้บริโภคสายสุขภาพด้วย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เองก็เริ่มผลักดัน Trail Running ในฐานะเครื่องมือขับเคลื่อน Sports Tourism อย่างจริงจัง ผ่านโครงการ Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026 ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าร่วมมากกว่า 100,000 คน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 250 ล้านบาท ให้กับระบบเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า Trail Running ไม่ใช่แค่กีฬาอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับทั้งชุมชน ผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

หนึ่งการวิ่ง สร้างการใช้จ่ายมากกว่าที่คิด
สิ่งที่น่าสนใจคือ นักวิ่งเทรลไม่ได้สร้างรายได้เพียงจากค่าสมัครแข่งขัน ตรงกันข้าม การตัดสินใจเข้าร่วมงานวิ่งหนึ่งสนาม มักนำมาซึ่งการใช้จ่ายอีกหลายต่อ ทั้งค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร การซื้อสินค้าชุมชน และอุปกรณ์กีฬา หากอ้างอิงจากเป้าหมายผู้เข้าร่วมกว่า 100,000 คน และมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 250 ล้านบาทของโครงการ Trail Running ระดับประเทศ จะเท่ากับเกิดการใช้จ่ายเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 2,500 บาทต่อคน แม้จะรวมผู้เข้าร่วมในรูปแบบ Virtual Run ไว้ด้วยก็ตาม แต่สำหรับนักวิ่งที่เดินทางไปแข่งขันต่างจังหวัด ค่าใช้จ่ายจริงมักสูงกว่านั้นมาก ค่าเฉลี่ยต่อทริปสามารถอยู่ในช่วงประมาณ 5,000-15,000 บาทต่อคน แบ่งเป็น ค่าสมัครแข่งขัน 800-3,500 บาท ค่าเดินทาง 1,000-5,000 บาท ค่าที่พัก 1-2 คืน 1,500-6,000 บาท ค่าอาหาร คาเฟ่และกิจกรรมท่องเที่ยว 500-2,000 บาท ค่าใช้จ่ายซื้อสินค้าท้องถิ่นและของที่ระลึก 500-3,000 บาท

สำหรับนักวิ่ง Ultra Trail หรือผู้ที่เดินทางพร้อมครอบครัว งบประมาณต่อทริปอาจแตะระดับหลักหมื่นถึงหลายหมื่นบาทได้ไม่ยาก เมื่อรองเท้าคู่หนึ่งนำไปสู่ Outdoor Economy อีกหนึ่งสัญญาณการเติบโตของตลาด คือการขยายตัวของธุรกิจรอบด้าน นักวิ่งเทรลจำนวนมากเริ่มลงทุนในอุปกรณ์เฉพาะทางมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าเทรล เสื้อผ้า Technical Apparel Running Vest นาฬิกา GPS ไม้เท้าเทรล ประกันอุบัติเหตุ และอุปกรณ์โภชนาการกีฬา รองเท้าวิ่งเทรลระดับกลางถึงระดับพรีเมียมในตลาดมีราคาตั้งแต่ 4,000-8,000 บาท ขณะที่อุปกรณ์เสริมบางประเภทมีราคาตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นบาท

ปรากฏการณ์นี้กำลังสร้าง Outdoor Economy หรือเศรษฐกิจกลางแจ้ง ที่เชื่อมโยงร้านอุปกรณ์กีฬา โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ผู้จัดการแข่งขัน ผู้ให้บริการขนส่ง และผู้ประกอบการในท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกัน ฤดูฝนคือไฮซีซันของนักวิ่งเทรล ขณะที่หลายธุรกิจมองฤดูฝนเป็นช่วงโลว์ซีซัน นักวิ่งเทรลกลับมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติสวยที่สุด ป่าไม้เขียวสด น้ำตกสมบูรณ์ อากาศเย็นลง และเส้นทางมีความท้าทายมากขึ้น นี่คือเหตุผลที่หลายสนามยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในช่วง Green Season และกำลังช่วยกระจายรายได้สู่จังหวัดรองนอกเส้นทางท่องเที่ยวหลัก

หน้าฝนต้องเตรียมตัวต่างจากฤดูอื่นอย่างไร
สิ่งที่ทำให้ Trail Running ในฤดูฝนแตกต่าง ไม่ใช่เพียงสภาพอากาศ แต่คือรายละเอียดเล็กๆ ที่ส่งผลต่อความปลอดภัย 1. รองเท้าคืออุปกรณ์สำคัญที่สุด รองเท้าวิ่งเทรลควรมีดอกยางลึกและยึดเกาะพื้นได้ดีเพื่อลดโอกาสลื่นล้มบนทางโคลนหรือรากไม้เปียก 2. เสื้อผ้าต้องแห้งเร็ว หลีกเลี่ยงผ้าฝ้ายที่อุ้มน้ำง่าย ควรเลือกเสื้อผ้า Technical Fabric ที่ระบายอากาศดี น้ำหนักเบาและแห้งเร็ว 3. Running Vest กลายเป็นอุปกรณ์จำเป็น นอกจากน้ำดื่ม ควรพกเสื้อกันฝนแบบ Lightweight โทรศัพท์มือถือ Power Bank ขนาดเล็ก ไฟฉายคาดศีรษะ นกหวีดฉุกเฉิน ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น ถุงกันน้ำสำหรับเก็บอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 4. อาหารและพลังงานสำรอง ในสภาพอากาศเย็นและเปียก ร่างกายใช้พลังงานมากกว่าที่หลายคนคิด จึงควรเตรียม Energy Gel, Energy Bar หรืออาหารให้พลังงานที่รับประทานง่ายระหว่างทาง 5. ศึกษาเส้นทางและสภาพอากาศ การเช็กพยากรณ์อากาศ จุดเติมน้ำ ระยะทาง และแผนการอพยพฉุกเฉิน ถือเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การซ้อมร่างกาย 6. ประกันการเดินทางและอุบัติเหตุ นักวิ่งเทรล จำนวนไม่น้อยเริ่มให้ความสำคัญกับประกันคุ้มครองอุบัติเหตุหรือกิจกรรมกีฬา เพราะเส้นทางธรรมชาติมีความเสี่ยงมากกว่าการออกกำลังกายในเมือง โดยเฉพาะการแข่งขันระยะไกลหรือเส้นทางภูเขาสูง

5 เส้นทางเทรลหน้าฝนที่น่าไปในไทย

1. ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ มีป่าเขียวชุ่มตลอดฤดูฝน อากาศเย็นสบาย มีเส้นทางให้เลือกหลายระดับ เหมาะสำหรับนักวิ่งที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศป่าดิบเขาและทะเลหมอกอย่างใกล้ชิด
2. เขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีป่าฝนเขตร้อนสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย น้ำตกและลำธารตลอดเส้นทาง ความชื้นสูงและท้าทาย เป็นสนามที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักเทรลสายผจญภัยที่ต้องการทดสอบความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ
3. ภูกระดึง - ภูหลวง จังหวัดเลย มีป่าสนเขียวสดช่วงหน้าฝน อากาศเย็นกว่าหลายพื้นที่ วิวสวยตลอดเส้นทาง เหมาะกับนักเดินป่าและนักวิ่งเทรลที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติแบบเต็มอิ่ม
4. เขาค้อ - ภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีทะเลหมอกเกือบตลอดฤดูกาล เส้นทางขึ้นลงหลากหลาย มีสนามเทรลจัดต่อเนื่องทุกปี ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมของนักวิ่งเทรลไทย
5. อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เดินทางสะดวกจากกรุงเทพฯ มีทั้งเส้นทาง Hiking และ Trail Running เหมาะกับมือใหม่ และผู้ที่อยากเริ่มต้นสัมผัสโลกของเทรลโดยไม่ต้องเดินทางไกล

หากในอดีตความหรูหราอาจหมายถึงโรงแรมระดับ 5 ดาว หรือการเดินทางชั้นธุรกิจ วันนี้นิยามความหรูหราของคนจำนวนไม่น้อย อาจหมายถึงการได้ใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ท่ามกลางป่าเขียวหลังฝนตก ได้ยินเสียงน้ำไหลแทนเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ และได้พิสูจน์ว่าตัวเองยังสามารถก้าวต่อไปได้แม้เส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยโคลน นี่จึงเป็นเหตุผลง่ายๆ ที่ Trail Running กำลังเปลี่ยนจาก "กีฬาเฉพาะกลุ่ม" สู่ "ไลฟ์สไตล์แห่งการแสวงหาความหมาย" ที่เชื่อมโยงสุขภาพ การเดินทาง และเศรษฐกิจประสบการณ์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว และฤดูฝนก็คือช่วงเวลาที่เสน่ห์ดังกล่าวปรากฏชัดที่สุด

มธ. ปั้นแพทย์แผนจีนลุยโลก!! ตลาดการแพทย์แผนจีนคึกคัก ไทยดันหลักสูตรนานาชาติ ชิงส่วนแบ่ง 5.5 แสนล้านดอลลาร์ หนุน Medical Hub และ Wellness Tourism

มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์

ในอนาคตอันใกล้ “การแพทย์แผนจีน” ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 2,000 ปี จะไม่ได้เป็นเพียงแค่การแพทย์ทางเลือก แต่จะเป็นหนึ่งในการแพทย์เพื่อสร้างทางรอด ที่ใช้รักษาควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบัน

“บางเคสกินยาแผนปัจจุบันแล้วเจอผลข้างเคียง เลยอยากใช้ยาสมุนไพรจีนแทน เราจะให้ปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันก่อน จากนั้นค่อยมาดูว่าทางศาสตร์แพทย์แผนจีนมีวิธีไหนที่จะช่วยรักษาได้บ้าง” ผศ. ดร.ภารดี แสงวัฒนกุล อาจารย์ประจำหลักสูตรการแพทย์แผนจีนบัณฑิต วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ ระบุ และว่า ผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นจากการผสานระหว่างการแพทย์แผนจีน (ตะวันออก) เข้ากับองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ของการแพทย์แผนปัจจุบัน (ตะวันตก)

“ไม่ใช่ไปบอกกับคนไข้ว่า ไม่ต้องไปหาแพทย์แผนปัจจุบันนะ ให้มารักษาด้วยแผนจีนอย่างเดียว แบบนี้เราไม่ทำ ไม่ถูกต้อง สิ่งที่ถูกต้องคือการรักษาแบบผสมผสานเพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ดีที่สุด” ผศ. ดร.ภารดี เน้นย้ำ

จากรายงานการตลาด Traditional Chinese Medicine Hospitals in China ของ IBISWorld ที่เผยแพร่เมื่อปี 2567 ได้สะท้อนภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์แผนจีน ซึ่งพบว่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากปัจจัยการสนับสนุนของภาครัฐ และความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากผู้ป่วย โดยในช่วงระหว่างปี 2562-2567 มีอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) อยู่ที่ 5.7%

ขณะที่ข้อมูลจาก Business Research Insights เมื่อปี 2569 พยากรณ์ขนาดของตลาดการแพทย์แผนจีน (TCM) ทั่วโลก อยู่ที่ 2.89 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมคาดการณ์ว่าในช่วง 10 ปีจากนี้ คือ

ปี 2569-2578 จะมีอัตราการเติบโต CAGR อยู่ที่ 7.4% ส่งผลให้มูลค่าตลาดก้าวขึ้นไปเป็น 5.51 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578

มากไปกว่านั้น พบว่าหลายประเทศทั่วโลกกำลังขยายการใช้ประโยชน์ด้านการรักษาและสร้างเศรษฐกิจจากระบบนิเวศการแพทย์แผนจีน ตั้งแต่ประเทศในเอเชีย ไปจนถึงยุโรป หรือแม้แต่ในสหรัฐอเมริกาที่ปัจจุบันมีผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพมากกว่า 4 หมื่นราย หรือในเยอรมนี ที่มีการนำบริการแพทย์แผนจีนบรรจุเข้าอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพ ฯลฯ

ในความเป็นจริงแล้ว การแพทย์แผนจีนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และย้อนกลับไปในปี 2562 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้บรรจุหมวดการแพทย์ดั้งเดิม (Traditional Medicine Chapter) เข้าไปในบัญชีจำแนกโรคสากล (ICD-11) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันทั่วโลกด้วย

ความต้องการของผู้คนที่อยากดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและอิงกับธรรมชาติ เพื่อลดการพึ่งพายาเคมี หรือการรักษาที่มากเกินความจำเป็น คือปัจจัยหลักที่ทำให้มูลค่าตลาดการแพทย์แผนจีนเติบโตขึ้น และยังจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากการเข้ามาของเทรนด์การมีอายุยืนยาวแบบมีสุขภาพที่ดี (Longevity)

นี่จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะสร้างเศรษฐกิจและเข้าไปมีส่วนร่วมในการชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาดระดับโลก

“มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากที่รู้จักและเคยรักษาด้วยการแพทย์แผนจีนมาก่อน เมื่อเข้ามาในประเทศไทยก็พยายามมองหาการแพทย์แผนจีน ฉะนั้นหากประเทศไทยยกระดับเรื่องนี้จริงจัง ก็จะยิ่งทำให้นโยบาย Medical Hub และ Wellness Tourism มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น” ผศ. ดร.ภารดี ระบุ

ที่ผ่านมา หน่วยงานในประเทศไทยก็เดินหน้าผลักดันการแพทย์แผนจีนอยู่ไม่น้อย ทั้งการทำระบบการรับรองและออกใบอนุญาตผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน รวมถึงการจัดสรรตำแหน่งในระบบบริการสุขภาพภาครัฐ และล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569 มีมติอนุมัติให้ข้าราชการพลเรือนสามัญสายงานแพทย์แผนจีน ตำแหน่งแพทย์แผนจีน ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรักษาประชาชน มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ เดือนละ 3,500 บาท และ 5,600 บาท อีกด้วย

แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะทำให้มีคลินิกด้านการแพทย์แผนจีนเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในภาครัฐและเอกชน แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นควบคู่กันก็คือ ทุกวันนี้จำนวนแพทย์แผนจีนในไทยยังคงมีอยู่จำกัด และถือว่าขาดแคลนหากเทียบกับความต้องการ ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ที่ได้รับใบอนุญาตฯ เพียงกว่า 2,000 คน ขณะที่ในแต่ละปีมีผู้ได้รับใบอนุญาตเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 300 คน

เพื่อเติมเต็มช่องว่างด้านกำลังคน และสร้างศักยภาพให้ประเทศไทย วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ (CICM) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จึงทำความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู (Chengdu University of Traditional Chinese Medicine) เพื่อพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนแพทย์แผนจีนขึ้น ซึ่งเป็น “แห่งแรกของประเทศไทย” ที่เป็นหลักสูตรนานาชาติ

มากไปกว่านั้นคือ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญาการแพทย์แผนจีนบัณฑิต 2 ใบ (Dual Degree) คือจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1 ใบ และมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู อีก 1 ใบ

อาจมีคำถามว่า เมื่อต้องการเรียนการแพทย์แผนจีน เหตุใดจึงไม่ไปเรียนจากประเทศจีนที่เป็นต้นกำเนิดของศาสตร์การรักษานี้

ผศ. ดร.ภารดี อธิบายว่า นอกจากองค์ความรู้สากลในระดับนานาชาติแล้ว สิ่งสำคัญที่จะได้จากการเรียนที่ธรรมศาสตร์คือสายสัมพันธ์ (คอนเนคชัน) บุคลากรทางการแพทย์ในไทยและจีน ที่สามารถนำไปใช้ในการประกอบวิชาชีพได้จริง ตลอดจนความเข้าใจในบริบท ระบบสุขภาพ ระบบกฎหมาย และระบบนิเวศการแพทย์แผนจีนทั้งหมดในประเทศไทย

นอกจากนี้ CICM ได้ร่วมกับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติในการเปิดคลินิกการแพทย์แผนจีน ซึ่งจะทำให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์จากการได้ตรวจ และดูแลรักษาผู้ป่วยจริงๆ ภายใต้การกำกับของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนจีน

นำไปสู่การเปิดโอกาสทางการประกอบอาชีพได้อย่างหลากหลาย เช่น แพทย์แผนจีนในโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน ผู้ประกอบการคลินิกการแพทย์แผนจีน ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู นักวิจัยด้านการแพทย์และสมุนไพร อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา นักพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ ที่ปรึกษาด้านสุขภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพร ฯลฯ
.
ที่สำคัญคือ สามารถเลือกทำงานได้ทั้งในไทย จีน และประเทศอื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง ตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐฯ เนื่องจากมีการรับรองปริญญาด้านการแพทย์แผนจีนของมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตูให้สามารถสอบเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้

สำหรับการเรียนการสอนจะใช้เวลาทั้งหมด 6 ปี แบ่งเป็น การเรียนที่ธรรมศาสตร์ 3 ปี ได้แก่ ปี 1 เรียนวิชาพื้นฐาน ปี 3 และ ปี 4 เรียนเนื้อหาวิทยาศาสตร์การแพทย์ และทฤษฎีการแพทย์แผนจีน และเรียนที่มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู 3 ปี คือ ปี 2 เรียนภาษาจีน ปี 5 และ ปี 6 เรียนเนื้อหาด้านการแพทย์แผนจีน พร้อมกับปฏิบัติจริงกับผู้ป่วย

ผศ. นพ.พีระพงค์ กิติภาวงค์ คณบดีวิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มธ. อธิบายว่า ปัจจุบันมีนักศึกษาที่จบจากหลักสูตรการแพทย์แผนจีนจาก CICM ไปแล้ว 3 รุ่น และกว่า 90% สอบผ่านได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน

สำหรับแผนอนาคต CICM ผศ. นพ.พีระพงค์ บอกว่า มีอยู่ 3 เรื่องที่วางแผนเอาไว้ ได้แก่ 1. การเปิดหลักสูตรปริญญาโทแบบ Dual Degree 2. การพัฒนางานวิจัยด้านการแพทย์แผนจีนร่วมกับนักวิจัยของจีนมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างระบบนิเวศทางการวิจัย และกรุยทางไปสู่การสร้างนวัตกรรมในอนาคต และ 3. อยากจะผลักดันการผลิตยาสมุนไพรจีนได้เอง พร้อมกับให้มีการตั้งบริษัทภายใต้มหาวิทยาลัย เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาสมุนไพรจีนที่มีคุณภาพที่ผลิตโดยไทยเอง รวมถึงลดการนำเข้าสมุนไพรจีน ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง โดยหากเป็นไปได้อาจใช้สมุนไพรไทยมาทดแทน เนื่องจากมีสมุนไพรไทยหลายชนิดที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับสมุนไพรจีน และมีศักยภาพในการศึกษาวิจัยเพื่อใช้ทดแทนในบางตำรับ

อีกทั้งในเชิงการหนุนเสริมระบบบริการสุขภาพโดยตรง ขณะนี้ก็กำลังเดินหน้าทำให้เกิดการผสานศาสตร์การแพทย์แผนจีนเข้ากับการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองให้กับศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์ และอาจต่อยอดไปถึงการพัฒนาเป็นแนวทางการดูแลรักษาผู้สูงอายุด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน พร้อมกับผลักดันให้ทาง สธ. มีการนำไปใช้จริงทั่วประเทศ เพื่อเป็นแนวทางการดูแลรักษาทางเลือกสำหรับรองรับกับสังคมผู้สูงอายุของไทยที่กำลังจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ในปี 2573

ขณะเดียวกัน หากเป็นไปได้ ผศ. นพ.พีระพงค์ บอกว่า อยากให้รัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ผลักดันเรื่องการแพทย์แผนจีนควบคู่ไปกับการแพทย์แผนไทยด้วย ทั้งในแง่การผลักดันบุคลากรให้เข้าไปสู่ในระบบภาครัฐ รวมถึงบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีเพียงบริการฝังเข็ม 20 ครั้งต่อปีสำหรับฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยระยะกลาง (IMC) เท่านั้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top