Saturday, 6 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

ดราม่า! รถจีนระดับเวิลด์คลาส ช่างญี่ปุ่นชำแหละ BYD Sealion 7 ก่อนยอมรับ “ของเขามาดีจริง” ช่างดังชี้ฮาร์ดแวร์ไม่ธรรมดา เทียบชั้น Benz-BMW ได้

ดราม่าวงการยานยนต์ญี่ปุ่น เมื่อช่างระดับโปรชำแหละ BYD Sealion 7 เพื่อพิสูจน์คำสบประมาท “รถจีน = รถญี่ปุ่นเมื่อ 30 ปีก่อน”

เกิดกระแสดราม่าในวงการยานยนต์ญี่ปุ่น เมื่อช่างผู้เชี่ยวชาญด้านช่วงล่างจากสำนักแต่งชื่อดัง 'Sanko Works' รื้อรถไฟฟ้า BYD Sealion 7 ของจีนอย่างละเอียดเพื่อตอบโต้คำสบประมาทที่ว่ารถจีนล้าหลังเหมือนรถญี่ปุ่นเมื่อ 30 ปีก่อน

ผลการตรวจสอบเผยว่า BYD Sealion 7 มาพร้อมฮาร์ดแวร์ระดับยุโรป เช่น ช่วงล่างหน้าแบบ Double Wishbone วัสดุอะลูมิเนียม พร้อมเบรก 4 Pot และจานเบรกเจาะรู โครงสร้างแข็งแกร่ง ช่างญี่ปุ่นบอกว่า "เหมือนเอาข้อดีของ Benz และ BMW มารวมกัน" พร้อมโช้คอัพที่ผลิตโดย BYD ใช้วัสดุเกรดพรีเมียมซึ่ง "ดีกว่าของญี่ปุ่นบางรุ่น" และงานเก็บรายละเอียดใต้ท้องรถที่ประณีตและจัดการอากาศพลศาสตร์ได้ดีเยี่ยม

ช่างญี่ปุ่นสรุปว่า ปัญหาที่มีไม่ใช่เรื่องคุณภาพชิ้นส่วน แต่เป็นเรื่องประสบการณ์การปรับจูนเซ็ตช่วงล่างที่เริ่มต้นหนืดแข็งเกินไป ส่งผลให้การกระจายน้ำหนักตอนเข้าโค้งไม่ดีพอ แก้ไขได้ง่ายโดยลงทุนจูนเซ็ตช่วงล่างใหม่ภายในงบไม่ถึง 1 แสนเยน (ราว 2 หมื่นกว่าบาท) ทำให้รถนุ่มนวลและเกาะถนนขึ้นอย่างชัดเจน

เหตุการณ์นี้สะท้อนว่ารถยนต์ไฟฟ้าจีนรุ่นใหม่มีคุณภาพฮาร์ดแวร์ที่ก้าวหน้าและเทียบเท่ากับรถยุโรปพรีเมียมได้แล้ว และสิ่งที่ต้องตามมาคือการเพิ่มประสบการณ์ด้านการปรับจูนเพื่อพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=957853813813493&id=100087666501033&rdid=EajIujGcjyu62E5k#

10 เมษายน 2455 ‘ไททานิค’ เรือที่ถูกมองว่าไม่มีวันจม ออกเดินทาง 10 เมษายน ท่ามกลางชื่อเสียงเรือไร้เทียมทาน ก่อนจมหายกลางแอตแลนติก

10 เมษายน พ.ศ. 2455 ‘ไททานิค’ ออกเดินทางเที่ยวปฐมฤกษ์ จากเรือหรูแห่งความหวัง สู่โศกนาฏกรรมกลางมหาสมุทรในอีก 5 วันต่อมา

วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2455 คือวันที่เรือโดยสารขนาดมหึมา RMS Titanic ออกเดินทางเที่ยวปฐมฤกษ์จากเมืองเซาแทมป์ตัน ประเทศอังกฤษ มุ่งหน้าสู่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ท่ามกลางความสนใจของผู้คนทั่วโลกในฐานะเรือเดินสมุทรสุดหรูและทันสมัยที่สุดลำหนึ่งของยุคนั้น แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า การเดินทางครั้งแรกของมันจะกลายเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมทางทะเลที่สะเทือนใจที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เมื่อเรือชนภูเขาน้ำแข็งในคืนวันที่ 14 เมษายน และจมลงในช่วงเช้ามืดของวันที่ 15 เมษายน 1912 คร่าชีวิตผู้คนไปราว 1,500 คน

ไททานิคในเวลานั้นไม่ได้เป็นเพียงเรือโดยสารธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์ของยุคอุตสาหกรรม ความก้าวหน้าทางวิศวกรรม และความมั่งคั่งของโลกตะวันตก เรือถูกสร้างขึ้นให้เป็นเรือโดยสารขนาดใหญ่และหรูหรามากที่สุดลำหนึ่งของโลก มีสิ่งอำนวยความสะดวกหรูหราสำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่ง ขณะเดียวกันก็เป็นพาหนะสำคัญของผู้อพยพและแรงงานที่หวังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอเมริกา จึงอาจกล่าวได้ว่า บนเรือลำเดียวกันนั้น มีทั้งโลกของชนชั้นสูง ความฝันของคนยากจน และความเชื่อมั่นของมนุษย์ต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่รวมอยู่พร้อมกัน

หนึ่งในภาพจำที่ฝังแน่นที่สุดเกี่ยวกับไททานิค คือการถูกเรียกว่าเป็นเรือที่ “ไม่มีวันจม” หรือ unsinkable แม้ในทางเทคนิค ตัวเรือจะถูกออกแบบด้วย ห้องกันน้ำ 16 ห้อง และถูกมองว่าปลอดภัยอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับมาตรฐานยุคนั้น แต่เหตุการณ์จริงกลับพิสูจน์ว่า ความมั่นใจในเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เมื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นเกินกว่าที่การออกแบบจะรับมือไหว เรื่องของไททานิคจึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญว่าความยิ่งใหญ่ทางวิศวกรรม ไม่ได้หมายความว่าจะปราศจากข้อผิดพลาดหรือความเปราะบาง

ในวันที่ 10 เมษายน 1912 ไททานิคออกจากท่าเรือเซาแทมป์ตัน ก่อนแวะรับผู้โดยสารเพิ่มที่ เชอร์บูร์ก ประเทศฝรั่งเศส และต่อไปที่ ควีนส์ทาวน์ ในไอร์แลนด์ ซึ่งปัจจุบันคือเมืองโคฟ จากนั้นจึงออกเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกสู่สหรัฐฯ การเดินทางครั้งนี้ได้รับการจับตามองอย่างมาก เพราะไม่ใช่แค่การเดินเรือโดยสารข้ามทวีปธรรมดา แต่เป็นการเปิดตัวเรือที่ถูกคาดหวังว่าจะเป็นบทพิสูจน์ของความล้ำหน้าทางทะเลของยุโรปในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

บรรยากาศของเที่ยวปฐมฤกษ์เต็มไปด้วยความหวังและความตื่นเต้น ผู้โดยสารบนเรือประกอบด้วยผู้คนหลากหลายชนชั้น ตั้งแต่มหาเศรษฐี นักธุรกิจ บุคคลมีชื่อเสียง ไปจนถึงผู้อพยพจากยุโรปที่ใฝ่ฝันถึงชีวิตใหม่ในโลกใหม่ ความหลากหลายนี้เองทำให้โศกนาฏกรรมไททานิคไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุทางทะเล แต่เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจคนทั่วโลก เพราะสะท้อนว่าความสูญเสียครั้งนั้นครอบคลุมมนุษย์จากทุกชนชั้นและทุกความฝัน

อย่างไรก็ดี เพียงสี่วันหลังออกเดินทาง สัญญาณอันตรายก็เริ่มปรากฏขึ้น บันทึกของ National Archives ระบุว่า ในช่วงก่อนเกิดเหตุมีการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำแข็งลอยในเส้นทางเดินเรือ และในวันเกิดเหตุเองก็มีคำเตือนเกี่ยวกับภูเขาน้ำแข็งหลายครั้ง แต่ไททานิคยังคงเดินเรือด้วยความเร็วสูงในสภาพทะเลหนาวจัดของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ซึ่งภายหลังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่หายนะครั้งนี้

คืนวันที่ 14 เมษายน 1912 เวลาประมาณ 23.40 น. ไททานิคชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็งนอกชายฝั่งนิวฟันด์แลนด์ หลังชนไม่นานก็เริ่มชัดเจนว่าความเสียหายรุนแรงเกินกว่าที่เรือจะเอาตัวรอดได้ และแม้เรือจะไม่จมในทันที แต่ก็สูญเสียความสามารถในการทรงตัวอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายไททานิคจมลงในช่วงเวลาประมาณ 02.20 น. ของวันที่ 15 เมษายน ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง 40 นาที หลังการชน ก่อนหายลงสู่ก้นมหาสมุทรอย่างสมบูรณ์

สิ่งที่ทำให้โศกนาฏกรรมนี้รุนแรงยิ่งขึ้น คือจำนวนเรือชูชีพที่มีไม่เพียงพอสำหรับทุกคนบนเรือ ประเด็นนี้กลายเป็นหนึ่งในข้อวิจารณ์สำคัญที่สุดหลังเหตุการณ์ เนื่องจากไททานิคบรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือรวมกันราว 2,200 คน แต่มีเรือชูชีพไม่พอรองรับทั้งหมด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,500 คน แม้เรือ Carpathia จะเดินทางมาช่วยเหลือผู้รอดชีวิตในเวลาต่อมา แต่ก็ไม่ทันยับยั้งความสูญเสียอันมหาศาลที่เกิดขึ้นแล้ว

หลังเหตุเรือล่ม โลกไม่ได้จดจำไททานิคเพียงเพราะความหรูหราหรือขนาดอันยิ่งใหญ่ของมันเท่านั้น แต่จดจำมันในฐานะบทเรียนราคาแพงของมนุษยชาติด้วย เพราะโศกนาฏกรรมครั้งนี้นำไปสู่การสอบสวนอย่างจริงจังทั้งในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร และผลักดันให้เกิดการปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยทางทะเลครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา รวมถึงการยกระดับกฎเรื่องเรือชูชีพ การสื่อสารไร้สาย และการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล หรือ SOLAS ซึ่งกลายเป็นหลักสำคัญของความปลอดภัยทางเรือสมัยใหม่

เหตุการณ์ของไททานิคยังคงอยู่ในความทรงจำของโลกมาอย่างยาวนาน เพราะมันไม่ได้เป็นแค่อุบัติเหตุ แต่เป็นเรื่องเล่าขนาดใหญ่เกี่ยวกับมนุษย์ ความทะเยอทะยาน เทคโนโลยี ชนชั้น และชะตากรรม เรือที่เคยถูกมองว่าแข็งแกร่งเกือบไร้เทียมทาน กลับพ่ายแพ้ต่อธรรมชาติในเวลาไม่กี่ชั่วโมง และยิ่งเวลาผ่านไป เรื่องของไททานิคก็ยิ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของคำเตือนว่า มนุษย์อาจสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้เพียงใด แต่ก็ไม่ควรประมาทต่อข้อจำกัดของตนเองและพลังของธรรมชาติ

ดังนั้น วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2455 จึงมีความหมายมากกว่าวันออกเดินทางของเรือลำหนึ่ง เพราะมันคือวันเริ่มต้นของเรื่องราวที่โลกไม่มีวันลืม จากเที่ยวปฐมฤกษ์อันสง่างาม สู่โศกนาฏกรรมที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์การเดินเรือไปตลอดกาล และทำให้ชื่อ “ไททานิค” กลายเป็นสัญลักษณ์ทั้งของความยิ่งใหญ่และความเปราะบางของอารยธรรมมนุษย์ในเวลาเดียวกัน

ที่มา : https://www.britannica.com/topic/Titanic?utm_source

‘ดร.อานนท์’ โพสต์!! กองทุนน้ำมันไม่สุจริต เงินอุดหนุนทำราคาน้ำมันบิดเบือน เสี่ยงพ่อค้าตุนโกง-นักการเมืองร่วมมือ รัฐถูกวิจารณ์แทรกแซงราคาผิดกลไกตลาด สะท้อนปัญหาหนี้กองทุนเพิ่มหลายหมื่นล้าน

ผมเพิ่งสนทนากับ หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม - Warong Dechgitvigrom เรื่องนี้ครับ ตัวเลขสถิติการใช้น้ำมันของไทยในแต่ละวัน กระโดดสูงขึ้นมาผิดปกติ หมอถามผมว่ามันเกิดจากอะไรได้บ้าง

ผมก็พยายามอธิบายโดยพฤติกรรมของบัญชีต้นทุน หลักเศรษฐศาสตร์ ประกอบกัน

ในสถานการณ์ปกติ ราคาน้ำมันของไทย แพงกว่าเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย เพราะเรามีอัตราภาษีสูงกว่า ทำให้เกิดการค้าน้ำมันเถื่อนในอ่าวไทยและทางภาคใต้ เพราะน้ำมันจากมาเลเซียราคาถูกกว่าในประเทศไทย

แต่ตอนนี้ รัฐบาล พยายามไม่ยอมให้ราคาน้ำมันในประเทศขึ้นสูง พยายามแทรกแซงราคาน้ำมัน ใช้เงินกองทุนน้ำมัน มาอุดหนุน (Subsidy) ทำให้ราคาน้ำมันของไทยกลับถูกกว่าในมาเลเซีย

เรื่อง การอุดหนุน Subsidy นี้อันตรายมาก เหมือนกับรับจำนำข้าวนั่นแหละครับ สุดท้ายคือทุจริตกัน ไม่ว่าจะนักการเมือง ข้าราชการ หรือ พ่อค้า และในระยะยาวก็ทำไม่ได้หรอก ไม่มีเงินถุงเงินถังขนาดนั้น และที่อุดหนุนไปสุดท้ายก็ต้องกลับมาเก็บจากประชาชนอยู่ดี

ทำไมการอุดหนุนราคาน้ำมันจึงอันตรายมาก และควรยกเลิก ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ให้เป็นไปตามราคาตลาด

หนึ่ง จะเกิดการส่งออกน้ำมันไปประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่น้ำมันเถื่อนไหลจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาไทยแล้ว เท่ากับเอาเงินของคนไทย ไปให้ต่างชาติใช้น้ำมันราคาถูก มาเลเซียจะมาซื้อน้ำมันที่กองทุนน้ำมันของไทยอุดหนุนในราคาถูก เท่ากับคนไทยจ่ายค่าน้ำมันราคาถูกให้เรือประมงหรือเรือเดินสมุทรของมาเลเซียได้ใช้ ก็เงินของคนไทยทั้งนั้น

สอง พ่อค้าน้ำมันตุนน้ำมันกัน จะตุนกันในเรือกลางทะเลก็ได้ จะตุนในถังบนดินก็ได้ จะตุนในถังใต้ดินก็ได้ แนวโน้มคือราคาสูงขึ้น เท่ากับเท่าให้พ่อค้าน้ำมันหรือ jobber ยิ่งได้กำไรมหาศาล แล้วก็กลับมาเก็บคืนจากประชาชน ผ่านกองทุนน้ำมัน

ยิ่งไม่มีการตรวจสต็อกน้ำมันเคร่งครัด ก็ตุนกันแหลก แต่ถึงตรวจกันเคร่งครัด เช่าเรือตุนน้ำมันไว้กลางมหาสมุทรก็ยังได้ และยังคุ้ม เพราะแนวโน้มราคาจะพุ่งถ้าสงครามไม่จบและยืดเยื้อ จะมีปัญญาไปตรวจกันกลางมหาสมุทร กลางทะเลหลวงได้อย่างไร

สาม จะเกิดการค้าน้ำมันทิพย์ เหมือนสต๊อกลมจำนำข้าว คือไม่มีการใช้น้ำมันหรือซื้อน้ำมันจริง ๆ แต่ทำเอกสารปลอม เพื่อเอาเงินอุดหนุนหรือ subsidy ถ้าแบบนี้อย่างน้อยต้องมีข้าราชการร่วมด้วย แต่ผมไม่มีหลักฐานอะไร

ตัวเลขการใช้น้ำมันของไทยในแต่ละวันที่สูงขึ้นมาในช่วงนี้มีเหตุผลที่สันนิษฐานและอธิบายได้ดังนี้ครับ

ก็ลองไปตรวจสอบกันดูได้ครับ

อะไรที่บิดเบือนราคาตลาด มันไม่ส่งผลดี บิดเบือนกลไกตลาด อยู่ไม่ได้ยาว ๆ ต่อให้สายป่านยาวแค่ไหน ก็ไม่อาจจะต้านทานได้ ยิ่งธรรมาภิบาล (Governance) ไม่ดี ยิ่งโกงกันสนุก ต้องเลิกการอุดหนุน (subsidy) อยู่กับความจริง ไม่บิดเบือนราคา

เราคงนึกถึงนิทานต้มกบได้นะครับ ราคาน้ำมันนั้นก็แบบเดียวกัน เจ็บปวดเร็ว ปรับตัวเร็ว ไม่ใช่กบต้มในน้ำเย็นค่อย อุ่น ๆ จนเดือด แบบนั้นตาย แต่จับกบโยนลงหม้อน้ำร้อนเดือดจัด กบยังกระโดดหนีตายทันครับ

ศาสตราจารย์ ดร. ชวินทร์ ลีนะบรรจง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความคิดเห็นอันพึงรับฟังยิ่งว่า

กลไกราคากับอำนาจนักการเมือง

การแทรกแซงราคาโดยอำนาจนักการเมืองไม่ว่าจะทำให้ราคาถูกลงหรือแพงขึ้นไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์สำหรับใครเลย

เงื่อนไขความสำเร็จของการแทรกแซง มิใช่จำนวน สส. หากแต่เป็น เงิน หรือ ปริมาณสินค้าที่ต้องมีเพื่อจะทำให้ราคาสินค้านั้นเป็นไปในทิศทางที่ต้องการ

ถ้าต้องการให้ราคาน้ำมันลดลงก็ต้องเอาน้ำมันมาขายแบบ “ไม่อั้น” เพื่อแสดงให้ตลาดรู้ว่ามีน้ำมันพร้อมจะขายในราคาที่กำหนด หรือหากต้องการให้ขึ้นราคาก็ต้องมีเงินเพื่อรับซื้อน้ำมันแบบ “ไม่อั้น” ในราคาที่ต้องการกำหนดเช่นกัน นี่คือกลไกการแทรกแซงเพื่อกำหนดราคา หาใช่กฎหมายฉบับใดไม่

รัฐบาลนายก “หนู” มี เงิน หรือ น้ำมัน เป็นหน้าตักพร้อมจะสู้แบบ “ไม่อั้น” หรือไม่ คำตอบก็ชัดเจนอยู่ว่า “ไม่มี” ไม่ว่าเงินหรือปริมาณน้ำมัน แล้วจะไปแทรกแซงกำหนดราคาให้แตกต่างไปจากราคาตลาดไปได้อย่างไร?

อำนาจที่นักการเมืองมีคือ กฎหมาย จะเอาไปต่อกรบิดเบือนกลไกตลาดไปได้อย่างไร

นโยบายการเงินด้วยการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นตัวอย่างของการแทรกแซงที่ได้ผล

อัตราดอกเบี้ยไม่ได้ขึ้นลงเพราะธปท.ออกกฎระเบียบหรือเพราะกฏหมายฉบับใด หากแต่เพราะ ธปท. มีความสามารถในการเพิ่มหรือลดปริมาณเงินแต่เพียงผู้เดียวในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นตลาดจึงรู้ว่าธปท. พร้อมที่จะอัด (ดูด) เงินเข้า (ออก) ในระบบเพื่อทำให้ดอกเบี้ยลด (เพิ่ม) หาใช่เพราะ ธปท.กำหนดอัตราดอกเบี้ยด้วยกฎ ระเบียบแต่อย่างใดไม่

นโยบาย “จำนำข้าวทุกเมล็ด” ของนายก “ปู” ที่หนีโทษจำคุกเป็นตัวอย่างที่ดี ของ “ความล้มเหลว” จากการแทรกแซงโดยนักการเมืองที่มักอ้างประโยชน์ของประชาชน

หากความจำไม่สั้นรัฐบาลผลาญเงินไปหลายแสนล้านบาทจากการแทรกแซงราคาข้าวด้วยการรับซื้อให้แพงเกินปกติ อ้างว่าช่วยชาวนา แต่กลับก่อหนี้ให้ประชาชนทุกคน รวมถึงคุกนายก “ปู” อีก ๕ ปีฐานปล่อยปละละเลยไม่กำกับดูแล

ในยุคนายก “หนู” การแทรกแซงราคาขายปลีกน้ำมันโดยกองทุนน้ำมันกำลังจะซ้ำรอยนโยบาย “จำนำข้าวทุกเมล็ด” หรือไม่? หนี้จากการแทรกแซงราคาน้ำมันให้ถูกลงก่อให้เกิดหนี้กับกองทุนน้ำมันไปแล้วกว่า ๕ หมื่นล้านบาทในชั่วระยะเวลาไม่นาน เป็นหนี้ที่คนไทยทุกคนไม่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้น้ำมันโดยตรงต้องร่วมจ่าย

การเปลี่ยนผู้รับภาระโดยหันไปแทรกแซงราคาขายน้ำมันหน้าโรงกลั่นแทนโดยอ้างว่ามีกำไรจาก “ค่าการกลั่น” มากเกินไป รัฐบาลจึงแทรกแซงกำหนดให้ “ค่าการกลั่น” ลดลงอีกประมาณ ๒ บาท “บังคับ” เอาโรงกลั่นมาเป็นจำเลย “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” ในการนี้ด้วย

“ค่าการกลั่น” ไม่ใช่กำไรที่โรงกลั่นได้ ไม่เชื่อไปดูในงบกำไรขาดดุลของแต่ละโรงกลั่นได้ว่าคิดกำไรขาดทุนอย่างไร มี“ค่าการกลั่น” เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ จะมีกำไรมากน้อยเพียงใดมันเป็นความผิดที่โรงกลั่นไม่ควรได้และต้องไปตามเก็บภาษี “ลาภลอย” คืนมาหรืออย่างไร?

ที่สำคัญ รัฐบาลนายก “หนู” ไม่ยอมบอกความจริงกับประชาชนว่า ประเทศไทยผลิตน้ำมันไม่พอใช้ต้องนำเข้า เมื่อน้ำมันแพงมาตั้งแต่ต้นทางแต่ที่ราคาถูกกว่าปกติได้เพราะรัฐให้เงินอุดหนุน แต่ทำได้ไม่นานเพราะไม่มีเงิน การเปลี่ยนวิธีแทรกแซงราคาบังคับให้โรงกลั่นเข้ามารับผิดชอบในราคาน้ำมันก็ไม่สามารถทำให้ความจริงเปลี่ยนไป

อำนาจนักการเมืองคือการออกกฎหมาย แต่จะออกกฏหมายให้ขัดกับกลไกตลาดหาได้ไม่

ฝากให้ลองไปคิดใคร่ครวญกันดูนะครับ พี่น้องชาวไทย

เงินอุดหนุน ผ่านกองทุนน้ำมัน สุดอันตราย ทำให้พ่อค้าโกง ข้าราชการ นักการเมือง โกงได้ง่ายมาก

รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

สาขาวิชาสถิติศาสตร์

สาขาวิชาปัญญาและการวิเคราะห์ธุรกิจ

สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง

คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ที่มา : https://www.facebook.com/784302727/posts/10164501016722728/?rdid=gvCTJhCS95yRlzny#

 

พลังงานแปรปรวน!! ราคาน้ำมันโลกผันผวนอีกครั้ง ปัจจัยสงครามเร่งเพิ่มต้นทุนพลังงาน ไทยสำรองน้ำมันพอใช้ 109 วัน ฐานะกองทุนติดลบกว่า 59,000 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ

ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประจำวันที่ 9 เมษายน 2569

1. สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

- หลังจากมีข่าวการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลงทันทีเนื่องจากคาดการณ์ว่าช่องแคบจะเปิดใช้งานได้ตามปกติ แต่ล่าสุดในวันนี้ (9 เมษายน) กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ประกาศ ระงับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกรอบ โดยอ้างว่าอิสราเอลละเมิดข้อตกลงด้วยการโจมตีเลบานอนครั้งใหญ่ ทำให้อิหร่านต้องกลับมาควบคุมเส้นทางเดินเรืออย่างเข้มงวดและแจ้งเตือนเรือทุกลำให้หยุดการสัญจรทันที หากฝ่าฝืนอาจถูกโจมตี ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันและสินค้าจำนวนมาก (ประมาณ 800-2,000 ลำ) ยังคงติดค้างอยู่บริเวณอ่าวเปอร์เซียและทะเลโอมาน แม้จะมีความพยายามทดสอบเส้นทางเดินเรือสำรองหรือการอนุญาตให้เรือบางสัญชาติ (เช่น จีน) ผ่านไปได้บ้าง แต่ในภาพรวมเส้นทางหลักยังถือว่าถูกปิดกั้นและมีความเสี่ยงสูงมาก ซึ่งสถานการณ์นี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มกลับมามีความผันผวนและเผชิญแรงกดดันด้านราคาอีกครั้ง ทั้งนี้ ในส่วนของประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึงร้อยละ 52 ทำให้ราคาน้ำมันดิบของประเทศจึงถูกอิงกับกับราคาน้ำมันดิบที่สะท้อนกับตลาดเอเซียที่อิงน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก เช่น​ น้ำมันดิบดูไบ​ ซึ่งมีความเคลื่อนไหวต่างจากตลาด WTI หรือ​ Brent ที่มักปรากฏในข่าวต่างประเทศอย่างชัดเจน ประกอบกับภาวะสงครามได้เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายแฝงอย่าง​ Crude Premium และ War Risk Premium เช่น​ ค่าประกันภัย และค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นต้นทุนส่วนเพิ่มที่อยู่นอกเหนือจากราคาน้ำมันดิบที่มีการซื้อขายปกติในภาวะทั่วไป ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันดิบอยู่ในระดับที่สูงกว่าราคาที่ตลาดประกาศ​ แม้ราคาในบางตลาดจะเริ่มปรับตัวลดลงบ้างแล้วก็ตาม ทั้งนี้​ กระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลจากกลุ่มโรงกลั่นเพื่อนำมาปรับปรุงโครงสร้างราคาให้สะท้อนข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เพื่อให้มั่นใจว่าราคาน้ำมันมีความเป็นธรรมและสอดคล้องกับต้นทุนการนำเข้าที่เกิดขึ้นจริง​ รวมถึงช่วยให้ราคาพลังงานในประเทศมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ​ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 9 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 109 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 22 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 31 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 31 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 7 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 83.37 ล้านลิตร และจำหน่าย 68.69 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 48.40 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 43.40 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 38.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 43.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 43.58 บาท

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.95 บาท ขณะที่ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 52.47 - 87.31 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 48.40 บาทต่อลิตร ขณะที่ เวียดนาม มาเลเซีย  กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 55..28 - 118.10 บาทต่อลิตร (วันนี้ มาเลเซียปรับราคาดีเซลขึ้น 5.44 บาท)

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 9 เมษายน 2569 ติดลบ 59,007 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 1,220.61 ล้านบาท

CardX ช่วยลดภาระค่าครองชีพ เปิดแคมเปญคุ้มครองลูกค้า ลดค่าใช้จ่ายเดินทาง พลังงาน ยานยนต์ เครดิตเงินคืนสูงสุดถึง 15% ต่อหมวด เสริมสภาพคล่องท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

CardX เดินหน้ามาตรการช่วยลูกค้ารับวิกฤตพลังงาน ออกแคมเปญลดภาระค่าครองชีพ ครอบคลุมการเดินทาง–พลังงาน–ยานยนต์

กรุงเทพฯ, 9 เมษายน 2569 - บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด (CardX) ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ เดินหน้ามาตรการเชิงรุกเพื่อช่วยลูกค้าลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ผ่านการออกแคมเปญเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยมุ่งเน้นหมวดที่กระทบผู้บริโภคโดยตรง ได้แก่ การเดินทาง พลังงาน และยานยนต์ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของคนไทยในปัจจุบัน

CardX ระบุว่าจากข้อมูล Insight พฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงเศรษฐกิจผันผวน พบว่าค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและพลังงานมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ในการดูแลลูกค้าเชิงรุกจึงได้ออกแคมเปญนี้ขึ้นภายใต้แนวคิด “คุ้มทุกเส้นทาง ลดภาระค่าครองชีพ” มุ่งหวังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมได้รับความคุ้มค่ากลับคืนในทุกการใช้จ่าย และเสริมสภาพคล่องในระยะสั้น ผ่านสิทธิประโยชน์ครอบคลุม 4 หมวดสำคัญ ได้แก่

• คุ้ม 2 ต่อ หมวดการเดินทาง

รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 300 บาท (5%)* เมื่อมียอดใช้จ่ายสะสมในหมวด MRT, BTS และทางพิเศษ ตามเงื่อนไขที่กำหนด พร้อมรับสิทธิ์แลกคะแนน POINTX ผ่านฟีเจอร์ Point2Pay เพื่อรับเครดิตเงินคืนเพิ่มสูงสุด 10%** รวมสูงสุด 2,000 บาทต่อเดือน ช่วยลดภาระค่าเดินทางในชีวิตประจำวัน

• เติมน้ำมันคุ้มทั่วไทย

รับเครดิตเงินคืน 10%* เมื่อใช้คะแนน POINTX เท่ายอดใช้จ่าย สำหรับการเติมน้ำมันทุกสถานีทั่วประเทศช่วยบริหารค่าใช้จ่ายด้านพลังงานซึ่งเป็นต้นทุนหลักของผู้บริโภค

• ชาร์จรถ EV คุ้มทุกครั้ง

รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 7%* เมื่อใช้จ่ายผ่านแอปชาร์จรถไฟฟ้า เช่น EA Anywhere, Elexa, EV Station PluZ, RÊVERSHARGER และ Shell Recharge สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและลดต้นทุนการใช้งาน

• ดูแลรถครบวงจร คุ้มทั้งซื้อและซ่อม

รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 15%* สำหรับการจองรถยนต์ระดับพรีเมียม รถยนต์ไฟฟ้า หรือการนำรถเข้าศูนย์บริการที่ร่วมรายการ ช่วยบริหารค่าใช้จ่ายด้านยานยนต์ได้อย่างครบวงจร

นายปัญญา เวชบรรยงรัตน์ Chief Business and Channel Officer บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “ภายใต้สถานการณ์ที่ค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น CardX มุ่งเน้นการออกแคมเปญสิทธิประโยชน์ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะหมวดการเดินทางและพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค เราต้องการให้ลูกค้าสามารถบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการได้รับความคุ้มค่าที่ชัดเจนในทุกการใช้จ่าย และยังคงใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจแม้ในช่วงเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน”

นอกจากนี้ CardX ระบุเพิ่มเติมว่า แคมเปญดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะสั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการช่วยให้ลูกค้าบริหารกระแสเงินสดได้ดีขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน พร้อมตอกย้ำบทบาทของบริษัทในการอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกสถานการณ์ 

ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

*/**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด โปรดศึกษาเงื่อนไขและรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.cardx.co.th

บัตรเครดิตไทยพาณิชย์ที่โอนธุรกิจไปยังคาร์ดเอกซ์ซึ่งยังไม่ได้เปลี่ยนหน้าบัตรใหม่ สามารถร่วมรายการส่งเสริมการขายนี้ได้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้บริการโดย บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเอสซีบีเอกซ์

SPRC ชี้แจง!! ยันให้ความร่วมมือรัฐเสมอ โต้ข่าวไม่ฟ้องหน่วยงาน ย้ำทำงานโปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมสนับสนุนนโยบายพลังงาน

(9 เม.ย. 69) บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ 'SPRC' ส่งหนังสือชี้แจงกรณีข่าวและความคิดเห็นในสื่อที่กล่าวหาว่า บริษัทอาจไม่ให้ความร่วมมือหรือตั้งใจดำเนินการทางกฎหมายกับหน่วยงานภาครัฐเรื่องมาตรการลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล โดยระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้องและทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

บริษัทยืนยันว่าไม่ได้มีการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีใดๆ กับหน่วยงานภาครัฐในกรณีนี้ อีกทั้งยังให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างต่อเนื่องในการหารือและดำเนินมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเสถียรภาพด้านพลังงานและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในช่วงพลังงานผันผวน

'บริษัทฯ ดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล โดยยึดมั่นในความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงความสมดุลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน' นอกจากนี้ 'SPRC' ยังเน้นย้ำความพร้อมในการสนับสนุนนโยบายของรัฐและบริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.energynewscenter.com/sprc-%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B8%87-%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A7/

OR เตรียมพร้อม!! รองรับความต้องการใช้น้ำมัน ช่วงสงกรานต์ทั่วประเทศ บริการครบครันผ่อนชำระ 0% กระจายน้ำมันครบทั่วถึงต่อเนื่อง

OR เตรียมความพร้อมคลังและสถานีบริการทั่วประเทศ 

รองรับความต้องการใช้น้ำมันของประชาชนช่วงสงกรานต์

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ปฏิบัติตามนโยบายภาครัฐในการดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์  เตรียมความพร้อมระบบบริหารจัดการน้ำมันอย่างเต็มความสามารถเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการเดินทางในช่วงวันหยุดยาว โดยได้วางแผนบริหารจัดการน้ำมัน ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหา การสำรองน้ำมันในคลังน้ำมัน และการขนส่งไปยังสถานีบริการ 

PTT Station ทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถกระจายน้ำมันได้อย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และเพียงพอ รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำมันในตลาดโลกอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับแผนให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ โดยสถานีบริการ PTT Station ได้เตรียมความพร้อมด้วยผลิตภัณฑ์หลากหลาย บริการที่ครบครัน เพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาล 

ก่อนออกเดินทาง ขอเชิญชวนประชาชนตรวจเช็กสภาพรถ โดยการเข้ารับบริการตรวจเช็กรถฟรี 35 รายการพร้อมโปรโมชั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องราคาพิเศษ ฟรี ไส้กรองและค่าแรง รวมถึงโปรโมชั่นยางรถยนต์ และโปรโมชั่นผ่อนชำระอัตราดอกเบี้ย 0% ที่ FIT Auto ทุกสาขา และสามารถวางแผนการเดินทางและค้นหาสถานีบริการ PTT Station บนเส้นทางที่เดินทางได้ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+  

OR พร้อมอยู่เคียงข้างคนไทยในทุกช่วงเวลา เพื่อเติมเต็มความสุขของประชาชนตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์  โดย PTT Station และร้านค้าต่าง ๆ ในเครือ OR พร้อมเป็นจุดแวะพักเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางสำหรับทั้งคนและรถเพื่อให้ให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ขอให้ทุกท่านใช้ความระมัดระวังในการขับรถและเดินทางถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ

ปตท. รับประกันน้ำมัน!! กลุ่ม ปตท. พร้อมรองรับน้ำมันช่วงสงกรานต์ จัดแผนเพิ่มผลิตน้ำมันดีเซลสู่ตลาด ประสานขนส่งครบวงจรตลอด 24 ชม. เปิดบริการตรวจเช็กรถฟรี ปลอดภัยเดินทาง

กลุ่ม ปตท. มั่นใจมีน้ำมัน รองรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและวิกฤตการณ์พลังงาน กลุ่ม ปตท. ดำเนินการปรับแผนการจัดหา การผลิต และ

การกระจายน้ำมันอย่างเต็มความสามารถ ด้วยศักยภาพทางการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายพันธมิตรที่มีอยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ มาทดแทนจากแหล่งตะวันออกกลางที่มีสัดส่วนหลักของการผลิตภายในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง เช่น น้ำมันดิบจากสหรัฐอเมริกา บราซิล ไนจีเรีย แองโกลา ลิเบีย ออสเตรเลีย และมาเลเซีย เป็นต้น แม้ในสภาวะที่ต้นทุนน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัยสูงขึ้น และมีความผันผวนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังคงเดินหน้าลงทุนในแหล่งน้ำมันและแหล่งก๊าซธรรมชาติในต่างประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงาน

กลุ่ม ปตท. เตรียมการรองรับความต้องการใช้น้ำมันช่วงเทศกาลสงกรานต์ไม่ให้เกิดความขาดแคลน โดยโรงกลั่นน้ำมันในกลุ่ม ซึ่งมีกำลังการผลิตกว่า 60% ของประเทศ ปรับแผนการผลิตโดยเพิ่มปริมาณน้ำมันดีเซลเข้าสู่ตลาด และขอให้มั่นใจว่าจะยังคงผลิตน้ำมันสำเร็จรูปมาให้ประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของการกระจายน้ำมันสู่ผู้บริโภค บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ประสานความร่วมมือกับภาครัฐในการขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังคลังภูมิภาคทุกช่องทาง ทั้งทางท่อ รถบรรทุก รถไฟ และเรือ ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด และยืนยันความพร้อมของสถานีบริการ PTT Station บนถนนสายหลักและสายรองที่มีปริมาณผู้ใช้รถยนต์จำนวนมาก โดยใช้ข้อมูลวิเคราะห์และประเมินความต้องการรายสถานี รวมถึงกำหนดปริมาณพร้อมจ่ายของสถานีบริการ และยังจัดสรรน้ำมันให้กับกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชน

นอกจากนั้น เพื่อให้การเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์มีความปลอดภัย OR จึงเปิดให้ประชาชนตรวจเช็กสภาพรถก่อนออกเดินทาง โดยสามารถเข้ารับบริการตรวจเช็กรถฟรี 35 รายการ พร้อมโปรโมชั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องราคาพิเศษ ฟรี ไส้กรองและค่าแรง รวมถึงโปรโมชั่นยางรถยนต์ และผ่อนชำระอัตราดอกเบี้ย 0% ที่ FIT Auto ทุกสาขา

ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ พร้อมดำเนินงานตามนโยบายภาครัฐและยึดมั่นในหลักการทำงาน "มั่นคง โปร่งใส เพื่อประเทศไทย" โดยเป็นผู้นำในการเปิดเผยข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและมั่นใจในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ

'ดี้' เตือนตั้งสติ!! อย่าตระหนกวิกฤตพลังงาน เข้าใจสถานการณ์น้ำมันแพง แนะใช้จ่ายตามสมควรไม่ควรนิ่ง หวังสถานการณ์คลี่คลายเร็วขึ้น

'ดี้ นิติพงษ์' ห่อนาค นักแต่งเพลงชื่อดัง เตือนคนไทยอย่าตระหนกจนเกินไปต่อวิกฤตพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางในขณะนี้ โดยเขาเน้นว่า การกลัวและตื่นตระหนกมากเกินไปจะทำให้เกิดปัญหาเพิ่ม เช่น การแย่งชิงทรัพยากรที่แต่ละคนมีเพียงพอแล้ว

'ดี้' ให้สัมภาษณ์ว่าเขาได้รับผลกระทบน้อยเนื่องจากไม่ค่อยเดินทางและอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ก็เข้าใจว่าสถานการณ์น้ำมันแพงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเผชิญ ที่ทำได้คือให้ตั้งสติและไม่ตื่นตระหนก รวมถึงให้ใช้จ่ายตามความจำเป็น เพราะถ้านิ่งเฉยไม่ใช้จ่าย "เงินมันก็ยิ่งแย่ลงไปอีก" จากผลกระทบต่อตลาดและพ่อค้าแม่ค้า

เขายังกล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์โลกที่กำลังคลี่คลายและหลายฝ่ายเริ่มถอยหลังเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายร้ายแรง โดยกล่าวว่า "ข่าวดีล่าสุดที่ได้ยินมา...เริ่มรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น ความปกติมันก็จะเข้ามามากขึ้น" แต่ก็เตือนว่าไม่อาจกลับสู่ภาวะปกติได้ในทันที

'ดี้' ปิดท้ายด้วยการให้กำลังใจแก่ประชาชนให้เดินหน้าชีวิต "ถ้าจะต้องจับจ่ายใช้สอย เดินทาง บางครั้งถ้าจะต้องไปสงกรานต์ ไปเที่ยว ก็สมควรที่จะต้องทำ ไม่งั้นทุกอย่างระบบมันล่มหมด" เป็นคำแนะนำให้รักษาความสมดุลระหว่างรับมือกับปัญหาพลังงานและใช้ชีวิตตามปกติ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10203397

จีนเร่งส่งสัญญาณสันติภาพ ปักกิ่งขานรับดีลหยุดยิงอิหร่าน 2 สัปดาห์ หนุนเจรจา สันติภาพในตะวันออกกลาง หวังทุกฝ่ายร่วมมือฟื้นช่องแคบฮอร์มุซ เล็งเสถียรภาพตะวันออกกลางยั่งยืน

จีนหนุนข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวสหรัฐฯ-อิหร่าน เรียกร้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซตามปกติ

เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงว่า จีนยินดีที่อิหร่านและฝ่ายที่เกี่ยวข้องประกาศบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ พร้อมสนับสนุนความพยายามไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศ เช่น ปากีสถาน ที่เข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้

เหมาหนิงกล่าวว่า "จีนสนับสนุนให้ยุติปฏิบัติการทางทหารและแก้ไขข้อพิพาทด้วยวิธีทางการเมืองและการทูต" และได้พยายามเต็มที่ในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพอย่างยั่งยืนในตะวันออกกลางและอ่าวเปอร์เซีย

นอกจากนี้ เหมาได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับรายงานอิหร่านและโอมานอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่า "จีนหวังให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน เพื่อเอื้อให้การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว"

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางค้าสำคัญของพลังงานโลก ความปลอดภัยและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้จึงเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของนานาชาติ ขณะที่อิหร่านกับสหรัฐฯ ได้ตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ และจะเจรจาที่ปากีสถานก่อนถึงกำหนดเส้นตายของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top