Saturday, 6 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

ย้ำไม่ถอยก้าวเดียวเสริมกำลัง!! กองทัพเรือลุยชายแดน ยกระดับความพร้อมรับภัยคุกคามทุกด้าน ผู้บัญชาการทหารเรือชื่นชมความสำเร็จ มุ่งมั่นปกป้องอธิปไตยในพื้นที่ตะวันออก

“กองทัพเรือย้ำจุดยืนไม่ถอยแม้ก้าวเดียว เสริมกำลังชายแดนตะวันออก ยกระดับความพร้อมรบรับทุกภัยคุกคาม”

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (16 เมษายน 2569) เวลา 0800 พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เดินทางไปตรวจความพร้อมของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ซึ่งเป็นหน่วยกำลังหลักในการรักษาอธิปไตยของชาติบริเวณชายแดนด้านตะวันออก โดยมีผู้บังคับบัญชาและกำลังพลให้การต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง ในการนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือได้เน้นย้ำบทบาทสำคัญของ กปช.จต. ในฐานะ “ปราการด่านหน้าสุดของประเทศ” ที่มีภารกิจปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติ ทั้งในมิติทางบกและทางทะเล พร้อมชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จที่ผ่านมาเกิดจากการทำงานเป็นทีมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับยุทธการจนถึงกำลังพลหน้าแนวทุกนาย

ผู้บัญชาการทหารเรือได้กล่าวชื่นชมผลการปฏิบัติที่ผ่านมา โดยเฉพาะความสำเร็จในการขับไล่ผู้รุกรานและยึดคืนพื้นที่อธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นผลจากการบูรณาการในทุกมิติ ทั้งด้านข่าวกรอง การส่งกำลังบำรุง ระบบสื่อสาร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตลอดจนการปฏิบัติการร่วมกับทุกเหล่าทัพอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านองค์บุคคล พัฒนาขีดความสามารถและเสริมสร้างขวัญกำลังใจของกำลังพล ด้านองค์วัตถุ ตรวจสอบความพร้อมของอาวุธ ยุทโธปกรณ์ และระบบสนับสนุน และด้านองค์ยุทธวิธีปรับแผนและการฝึกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลง และจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ฝ่ายตรงข้ามยังคงมีการเสริมกำลังทั้งทางบกและทางทะเลอย่างต่อเนื่อง กองทัพเรือจึงได้สั่งการให้หน่วยในพื้นที่ยกระดับความพร้อมรบ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

ในด้านความมั่นคงภายใน ผู้บัญชาการทหารเรือได้เน้นย้ำความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสารทางราชการ โดยเฉพาะการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลที่อาจกระทบต่อภารกิจทางทหาร พร้อมกำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยของที่ตั้ง การเคลื่อนย้ายกำลัง และยุทโธปกรณ์

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ข้อมูลข่าวสารในสังคม ซึ่งอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยยืนยันว่ากองทัพเรือรับฟังทุกเสียงของพี่น้องประชาชน และยึดมั่นในข้อเท็จจริง ความโปร่งใส และการปฏิบัติหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ในตอนท้าย ผู้บัญชาการทหารเรือได้ย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนว่า กองทัพเรือจะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่อ่อนข้อในประเด็นด้านความมั่นคง พร้อมคงการวางกำลังอย่างมั่นคง และจะไม่ยอมให้มีการกระทำผิดกฎหมายเล็ดรอดผ่านพื้นที่ชายแดนทั้งทางบกและทางทะเล การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการเสริมสร้างความพร้อมรบ รักษาอธิปไตย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า กองทัพเรือยังคงเป็นกำลังหลักในการปกป้องประเทศชาติอย่างเข้มแข็ง

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

16 เมษายน 2569

KTC ชูเทรนด์ท่องเที่ยวสุขภาพ งานวิ่ง Gyeongju Marathon ดึงนักท่องเที่ยวกว่าหมื่นร่วมงาน นิยมท่องเที่ยวเชิงเวลเนสมากขึ้น KTO จัดงานวิ่งต่อเนื่องที่เกาะเชจู

KTC และ KTO ชูเทรนด์ท่องเที่ยวสายสุขภาพ
หลังความสำเร็จของงานวิ่ง Gyeongju Marathon รับฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วง

บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ร่วมกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (Korea Tourism Organization: KTO) สำนักงานประเทศไทย ตอกย้ำกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังความสำเร็จของงาน “Gyeongju Cherry Blossom Marathon 2026” ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี

งานวิ่งระดับนานาชาติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของการเดินทางตามความชื่นชอบเฉพาะด้าน โดยเฉพาะในกลุ่มนักเดินทางที่ใส่ใจสุขภาพและไลฟ์สไตล์ ซึ่งมองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมายและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

นางสาวคิม เซฮี ผู้อำนวยการ KTO ประเทศไทย กล่าวว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยกำลังเลือกเดินทางท่องเที่ยวอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น โดยเฉพาะการเดินทางที่เน้นเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี พร้อมทั้งมองหาการผสานแนวคิดด้านเวลเนสเข้าไว้ในทุกการเดินทาง ซึ่งเมืองคยองจูสามารถตอบโจทย์ได้อย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ สอดคล้องกับนโยบายของเกาหลีใต้ที่มุ่งส่งเสริมเมืองท่องเที่ยวภูมิภาคในปี 2026

นางสาวอรินชยา เลิศวัชรชัย ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของ KTO ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า งานดังกล่าวประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 15,000 คนจากประเทศไทยและนานาประเทศทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในฐานะงานระดับนานาชาติอย่างชัดเจน จากแรงส่งดังกล่าว KTO มีแผนจัดกิจกรรมวิ่งครั้งต่อไปที่เกาะเชจูในเดือนตุลาคมนี้ โดยใช้จุดเด่นของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ และต่อยอดตลาดการท่องเที่ยวเชิงกีฬาให้เติบโตยิ่งขึ้น

นางสาววริษฐา พัฒนราชตา หัวหน้าฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต KTC กล่าวว่า ประเทศเกาหลีใต้ยังคงติดอันดับ 1 ใน 3 จุดหมายปลายทางต่างประเทศที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดในหมู่สมาชิกบัตร KTC โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคสายแอ็กทีฟไลฟ์สไตล์ ซึ่งมีแนวโน้มใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปเพิ่มขึ้น เพื่อแลกกับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูงขึ้น

ข้อมูลจาก KTC ระบุว่า ยอดใช้จ่ายในหมวดสุขภาพและความงามในประเทศเกาหลีใต้เติบโตขึ้น 41% ขณะที่หมวดกีฬาเติบโตขึ้น 14% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในวงกว้างที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางของสมาชิก KTC ในทุกช่วงของทริป พร้อมตอกย้ำบทบาทของ KTC ในฐานะพันธมิตรด้านไลฟ์สไตล์ ที่สนับสนุนการเดินทางระหว่างประเทศอย่างราบรื่นและครบวงจร

KTC และ KTO จะเดินหน้าพัฒนาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ผสานไลฟ์สไตล์ เวลเนส และสิทธิพิเศษเฉพาะด้านอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการเดินทาง ที่พัก ร้านอาหาร ตลอดจนบริการด้านสุขภาพและความงาม เพื่อตอบโจทย์ความคาดหวังของนักเดินทางยุคใหม่ที่แสวงหาการเดินทางที่มีความหมายมากยิ่งขึ้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าชมได้ที่
https://ktc.promo/KTO-2026
หรือติดต่อ KTC PHONE ที่หมายเลข 02 123 5000 และติดตามโปรโมชั่นอื่น ๆ ของ KTC ได้ที่
https://www.ktc.co.th

ผู้ที่สนใจสมัครบัตรเครดิต KTC สามารถคลิกที่
https://ktc.today/apply-card
หรือเยี่ยมชมสาขา “KTC TOUCH” ทั่วประเทศ

หมายเหตุ: โปรดใช้บัตรเครดิตอย่างรับผิดชอบ และชำระคืนเต็มจำนวนภายในกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงอัตราดอกเบี้ย 16% ต่อปี

ฮุน มาเนต มาแปลก!! ผ่อนคลายความตึงไทย–กัมพูชา หันเจรจาทวิภาคีมากขึ้น ลดบทศาลโลก เปิดทางสันติวิธี ยังสงวนสิทธิยกระดับข้อพิพาท

ฮุน มาเนต เปลี่ยนหมากชายแดน ลดบทศาลโลก หันโต๊ะเจรจาไทย ทั้งที่ไทยยืนกรอบทวิภาคีมาตั้งแต่ต้น

วันที่ 16 เมษายน 2569 สถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชามีสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น หลังสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ปรับท่าทีสำคัญต่อแนวทางแก้ไขข้อพิพาทชายแดน โดยหันมาให้น้ำหนักกับการเจรจาแบบทวิภาคีกับไทย มากกว่าการเดินหน้าใช้กระบวนการผ่านศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก

รายงานจาก Phnom Penh Post ระบุว่า การเปลี่ยนท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการเดินทางกลับจากฝรั่งเศสในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 โดยผู้นำกัมพูชามองว่า การพูดคุยโดยตรงระหว่างสองประเทศเป็นแนวทางที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่า เมื่อเทียบกับการยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาลระหว่างประเทศ ซึ่งต้องใช้เวลานานและมีขั้นตอนซับซ้อน

ท่าทีใหม่นี้นับว่าใกล้เคียงกับจุดยืนของรัฐบาลไทยที่ยืนยันมาตั้งแต่ต้นว่า ปัญหาชายแดนควรได้รับการแก้ไขผ่านกลไกทวิภาคีและการทูตโดยตรงระหว่างสองประเทศ มากกว่าการยกระดับข้อพิพาทไปยังเวทีระหว่างประเทศ จึงสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายเริ่มมีจุดร่วมทางนโยบายมากขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้า

ฮุน มาเนต ระบุว่า หากช่องทางการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชายังเปิดอยู่ ก็ควรใช้กลไกดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงความตึงเครียด และลดโอกาสการเผชิญหน้าในพื้นที่อ่อนไหวตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นประเด็นเปราะบางที่ยืดเยื้อมายาวนาน อย่างไรก็ตาม กัมพูชายังคงสงวนสิทธิที่จะนำข้อพิพาทเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ หากสถานการณ์บานปลายหรือเกิดเหตุรุนแรงขึ้นในอนาคต

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กัมพูชายังเปิดทางเลือกสำรองในการยกระดับประเด็นเข้าสู่การพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สะท้อนว่าแม้จะหันมาเน้นโต๊ะเจรจาเป็นหลัก แต่ก็ยังไม่ปิดประตูต่อการใช้กลไกระหว่างประเทศ หากเห็นว่าจำเป็น

การเปลี่ยนแนวทางครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นการ “พลิกเกม” ทางการทูตของกัมพูชา และอาจช่วยให้ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาเริ่มคลี่คลายมากขึ้นในระยะสั้น แม้จนถึงขณะนี้จะยังไม่มีข้อตกลงอย่างเป็นทางการออกมา แต่ทิศทางต่อจากนี้จะขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของการเจรจา และความสามารถของทั้งสองฝ่ายในการบริหารจัดการประเด็นอ่อนไหวเรื่องเขตแดนและทรัพยากร ซึ่งยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ที่มา : ปราชญ์ สามสี

'มือเศรษฐกิจจุลภาค' เตือน!! ไทยสู้เงินเฟ้อด้วยวิธีเดิมไม่รอด ของแพงไม่ใช่เรื่องชั่วคราว แนะ!! ยกเครื่องเกษตร-อุตสาหกรรม-บริการ ปฏิรูปผลิตภาพด่วน ก่อนค่าครองชีพบีบคนทั้งประเทศ

ประเทศไทยต้องจัดการเงินเฟ้อด้วยผลิตภาพ

หลายคนที่อยู่ในไทยจะรู้สึกว่าของแพงขึ้นมาก ยิ่งเกิดวิกฤตตะวันออกกลาง สินค้าและบริการเราจะแพงขึ้นไปอีก ที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองมักมอบปัญหาการจัดการของแพงให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยการจัดการนโยบายการเงิน และปริมาณเงิน ซึ่งธปท ไม่สามารถจัดการได้ฝ่ายเดียว รัฐบาลต้องปรับนโยบายเศรษฐกิจใหม่จาก Demand driven เป็น Supply side 

กล่าวคือ รัฐบาลหลายยุคกระตุ้นการบริโภคและเติมเงินในกระเป๋า แต่ไม่ยั่งยืนและสร้างเงินเฟ้ออ่อนๆ แม้จะมีการอุดหนุนค่าครองชีพหลายจุดแต่ก็ส่งผลเสียจนของในไทยแพงขึ้นและนักท่องเที่ยวเริ่มบ่นจนไม่อยากมากแล้ว โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น

ทางออกที่รัฐต้องเร่งแก้คือ การจัดการผลิตภาพ(Productivity) ทั้งภาคการผลิต และบริการโดยเฉพาะภาคเกษตร

จีนเป็นตัวอย่างที่สำคัญ หลายปีมานี้รายได้คนจีนสูงขึ้น พนักงานจบใหม่มีเงินเดือนเริ่มต้นที่ 6,000-8,000 RMB บางเมืองสูงกว่านี้ เทียบกับไทยที่เริ่มที่ 15,000-20,000มานานมาก ที่จีนเงินเดือนแพงขึ้นแต่ของถูกลง หรือไม่เพิ่มราคา ทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อมาก ส่งผลต่อเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างเข้มแข็ง แถมยังมีการจัดการ Demand ที่เก็งกำไรเช่นภาคอสังหา

ยกตัวอย่าง ค่า taxi ที่จีนถูกกว่าไทยมาก เพราะรถยนต์ถูกกว่า ค่าพลังงานถูกกว่า(EV) และมีการแข่งขันเยอะมาก อยู่ในเมืองรอรถไม่เกิน 3 นาที แปลว่ามีรถเยอะมาก

ภาคเกษตร จีนเพิ่มผลิตภาพ ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ใช้คนน้อย ผลิตได้มาก และเน้น organic มากขึ้น การเลี้ยงไก่ที่เคยเอาความรู้จากไทยถูกต่อยอดด้วยคอนโดหมู ที่แก้ปัญหาโรคติดต่อและใช้คนน้อย 

ภาคอุตสาหกรรม Focus เรื่อง Productivity &Efficiency มาก ทำให้สินค้าราคาถูกจีน ขายไปทั่วโลก ภาคการผลิตยังให้ความสำคัญทั้ง Infrastructure& Ecosystem ทำให้เกิดการผลิตที่ประหยัด Economic of scale และการเอื้อในการใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน Economic of scope ทำให้สินค้าจีนไม่ต้องขึ้นราคาแต่กำไรมากขึ้น 

ไทยเราจำเป็นต้องปรับโครงสร้างดังกล่าว ทั้งกระทรวงเศรษฐกิจ และ BOI เพื่อช่วยประชาชนให้คลายความทุกข์จากของแพง

ต๊ะ พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์

อดีตเลขานุการ รมว พาณิชย์

อดีตที่ปรึกษา รมช พาณิชย์

อดีตคณะทำงาน รมว พลังงาน

 

อิตาลีเปิดเกมใหญ่! ผนึก 3 เมืองใหญ่ มิลาน-ตูริน-เจนัว เสนอตัวชิงเจ้าภาพโอลิมปิก 2036 เป้าหมายปี 2036 ใช้สนามเก่าเป็นหลัก รองรับแคว้นต่างๆ พร้อมดันแผนเต็มที่

อิตาลีเริ่มเดินหน้าเสนอตัวเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกเกมส์ปี 2036 หรือ 2040 โดยวางแผนใช้ภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ได้แก่ เมืองตูริน มิลาน และเจนัว เป็นสถานที่จัดการแข่งขันหลัก

นายกเทศมนตรีของสามเมืองนี้ ได้แก่ 'ซิลเวีย ซาลิส' (เจนัว), 'สเตฟาโน โล รุสโซ' (ตูริน) และ 'จูเซปเป ซาลา' (มิลาน) ร่วมมือกันต่อยอดหลังความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพฤดูหนาวโอลิมปิก "มิลาน คอร์ติน่า 2026" โดยเริ่มต้นหารือกับแคว้นต่างๆ เช่น ลอมบาร์ดี ปิอามอนเต และลีกูเรีย ก่อนนำเรื่องสู่คณะกรรมการโอลิมปิกอิตาลี รัฐบาล และภาคส่วนกีฬาต่างๆ โดยใช้ปี 2036 เป็นเป้าหมายหลัก และปี 2040 เป็นทางเลือก

แผนงานเน้นใช้สนามกีฬาเดิมในมหาวิทยาลัยและพื้นที่จัดนิทรรศการที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงการก่อสร้างใหม่จำนวนมาก ขณะที่นครหลวงกรุงโรมก็มีแนวคิดเสนอตัวเป็นเจ้าภาพเช่นกัน ด้านนายกเทศมนตรีมิลานกล่าวถึงรูปแบบการแข่งขันว่า "นี่เป็นศึกดาร์บี้แมตช์กับโรมหรือเปล่า ก็คงไม่ เพราะทางโรมก็มีสิทธิ์ในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ สุดท้ายก็ต้องมาดูกันว่าโครงการไหนแข็งแกร่งกว่า"

ด้านการแข่งขันเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก 2036 ยังเปิดกว้าง มีผู้สนใจจากหลายชาติได้แก่ กาตาร์ เยอรมนี อินเดีย ตุรกี แอฟริกาใต้ ชิลี และอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นคู่แข่งสำคัญในเวทีโลกครั้งนี้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10210896

‘เมโลนี’ ปะทะ ‘ทรัมป์’ นายกฯ อิตาลีปฏิเสธช่วยสงคราม ทรัมป์ขู่ตอบโต้ไม่สนับสนุน เมโลนีค้านโจมตีเลบานอน ระงับข้อตกลงกลาโหมกับอิสราเอล

 

นายกฯหญิงของอิตาลี เมโลนี กลายเป็นปัญหาใหม่ของ ปธน.ทรัมป์ —  นี่คือวิธีที่เธอ “เล่นงานเขา” 

 

ทรัมป์ – “ช่วยสนับสนุนผมในสงครามหน่อย”

เมโลนี – “ไม่ใช่ในทุกกรณี” 

ทรัมป์ – “คุณควรช่วยเรา ไม่อย่างนั้นเราจะจำไว้ และจะตอบโต้ให้สาสม”

อิตาลี –  “ไม่สำคัญ ปฏิบัติการต่ออิหร่านอยู่นอกข้อตกลงทวิภาคี เราไม่สามารถช่วยได้”

ทรัมป์ – “การโจมตีเลบานอนโดยอิสราเอลจะไม่ถือว่าเป็นการละเมิดการหยุดยิง”

เมโลนี – “การโจมตีเลบานอนควรหยุดทันที การกระทำแบบนี้ถือเป็นความตั้งใจยกระดับความขัดแย้ง และเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง”

ทรัมป์ – “สมเด็จพระสันตะปาปาทำหน้าที่ได้ไม่ดี”

เมโลนี – “หยุดกล่าวคำพูดที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับผู้นำทางศาสนาแบบนี้”

ทรัมป์ – “เนทันยาฮูเหมือนพี่ชายของผม”

เมโลนี – “ฉันกำลังระงับข้อตกลงด้านกลาโหมกับอิสราเอล”

 

และตอนนี้ทรัมป์ก็แสดงความไม่พอใจผ่านการให้สัมภาษณ์ โดยเรียกเมโลนีว่า “รับไม่ได้” และบอกว่าเธอจะต้องชดใช้ที่ไม่สนับสนุนเขา

ที่มา : Jaroensook Pone

'สงกรานต์' ลุยเวทีโลก!! เติบโตสู่วงการวัฒนธรรม จัดในหลายประเทศทั่วภูมิภาค กลายเป็นประสบการณ์ต้องสัมผัส ตั้งเป้าขยายสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

เทศกาลสงกรานต์ในปี 2026 ก้าวสู่เวทีระดับโลกอย่างเต็มตัว โดยไม่ใช่แค่เทศกาลประจำชาติของไทย แต่กลายเป็น "ตัวหลักในเกมวัฒนธรรม" ที่เติบโตคู่ขนานกับเทศกาลใหญ่ระดับโลกอย่าง Oktoberfest และ Holi ปีนี้ Songkran ถูกจัดซ้ำในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และยุโรปหลายเมือง กลายเป็นพื้นที่สื่อสารสากลโดยไม่ต้องแปลภาษา ด้วยบรรยากาศความสนุกที่หลอมรวมคนจากทั่วโลก

สื่อระดับโลกเช่น CNN, BBC และ Reuters รายงานถึง Songkran ไม่เพียงแค่ในแง่ของความสนุกสนาน แต่ยังชี้ให้เห็นพลัง Soft Power และการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจที่เป็นระบบด้วย อย่างไรก็ตาม Reuters ยังชี้ประเด็นความปลอดภัยและการบริหารจัดการฝูงชน ซึ่งเป็นบรรทัดฐานของเทศกาลระดับโลกที่ต้องเผชิญ

Songkran เป็นส่วนหนึ่งของ "ฤดูกาลแห่งน้ำ" ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ไทยร่วมกับลาว พม่า มาเลเซีย และอินโดนีเซียจัดงานในรูปแบบวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกัน นักท่องเที่ยวเริ่มวางแผนเดินทางข้ามประเทศในช่วงเทศกาล สร้างเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ที่เพิ่มฤดูกาลท่องเที่ยวระดับโลกให้กับภูมิภาค

แม้แต่ละประเทศแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ แต่ไทยยังคงเหนือกว่าด้วย "scale + authenticity" โดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต มีมาตรฐานงานระดับ World-class ที่ผสมผสานวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมกับความบันเทิงสมัยใหม่อยู่ในบรรยากาศทั่วประเทศ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ระดับความดังของ Songkran แต่เป็นวิธีการพัฒนางานให้ "ลึก" และ "ฉลาด" ขึ้นในอนาคต ทั้งการจัดการฝูงชน ความปลอดภัย มาตรฐานสากล และการเล่าเรื่องวัฒนธรรมในมุมมองที่ครบถ้วน หวังต่อยอด Songkran ให้กลายเป็น "ฤดูกาลเศรษฐกิจ" ที่รวมธุรกิจท้องถิ่นและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ พร้อมเป็นผู้นำในการกำหนด Narrative ของเทศกาลในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=26329123836714070&id=100001294357814&rdid=IZXlHz6i6phAGm7k#

มจธ จับมือ มธ ลุยนวัตกรรมทันตกรรม พัฒนาวัสดุอุดฟันไมครอน ลดฟันผุซ้ำได้ดี เสริมความทนทานสูง ลดพึ่งพาวัสดุนำเข้าราคาสูง ระยะยาว สร้างความเท่าเทียม รักษาฟันทั่วไทย

มจธ. จับมือ มธ.พัฒนานวัตกรรม “วัสดุอุดฟันระดับไมครอน” ป้องกันฟันผุซ้ำ ลดการนำเข้าวัสดุ

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.)

ประเทศไทยกำลังเจอโจทย์ใหญ่ด้าน “ความมั่นคงทางสาธารณสุข” และ “ความเท่าเทียมในการทำฟัน” เพราะวัสดุอุปกรณ์บูรณะฟันเกือบทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ต้นทุนการรักษาสูงและประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้ ในขณะเดียวกันทันตแพทย์ทั่วโลกต้องพบเจอกับปัญหา “ฟันผุซ้ำที่ขอบวัสดุ” (Secondary Caries) ซึ่งมักเกิดจากผิววัสดุที่มีความขรุขระจนเกิดการเกาะตัวของไบโอฟิล์มและแบคทีเรีย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่น้ำลายน้อย (Hyposalivation) ทำให้ความสามารถในการชะล้างกรดและคืนแร่ธาตุตามธรรมชาติให้แก่ผิวฟันลดลง ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงฟันผุซ้ำและการบูรณะล้มเหลว รวมถึงวัสดุอุดฟันรุ่นเดิมประเภทโลหะ หรืออะมัลกัม (Amalgam) แม้แข็งแรงแต่เมื่อใช้ไปนานๆ อาจเกิดรอยร้าวและช่องว่างที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค

จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ ผศ.ดร.ปาริชาต นฤพนธ์จิรกุล อาจารย์และนักวิจัยจากหลักสูตรวิศวกรรมชีวภาพ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับ รศ.ดร.ทพ.ปิยะพงษ์ พรรณพิสุทธิ์ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พัฒนา “สูตรผลิตภัณฑ์เรซินซีเมนต์มีองค์ประกอบของอนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโนชนิดสตรอนเทียมและฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุซ้ำ” ที่ออกแบบให้เนื้อวัสดุสม่ำเสมอ ลดช่องโหว่การเกิดรอยร้าว พร้อมเพิ่มคุณสมบัติ “ปลดปล่อยไอออนเพื่อซ่อมแซมฟัน ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย–คืนแร่ธาตุ” เพื่อแก้ปัญหาฟันผุซ้ำที่ต้นเหตุ และลดการพึ่งพาวัสดุนำเข้าราคาแพงในระยะยาว

ผศ.ดร.ปาริชาต กล่าวว่า หัวใจสำคัญของสูตรผลิตภัณฑ์นี้ คือการใช้ "อนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโน" (Bioactive Glass Nanoparticles: BGNs) ชนิดที่มีสตรอนเทียม (Strontium: Sr) และฟลูออไรด์ (Fluoride: F) เป็นองค์ประกอบ ซึ่งทีมวิจัยสามารถสังเคราะห์ให้มีขนาดอนุภาคเล็กเพียง 0.2 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่าวัสดุทั่วไปในท้องตลาดที่มีขนาดใหญ่ถึง 7 ไมครอน โดยขนาดที่เล็กนี้ส่งผลดีต่อคุณสมบัติของวัสดุอุดฟันหรือสารยึดติด โดยช่วยให้เนื้อวัสดุมี ความสม่ำเสมอ (Homogeneous) มากกว่าวัสดุแบบเดิม รับแรงได้ดีขึ้น และช่วยลดการเกิดรอยแตกร้าวในระยะยาวได้

ผศ.ดร.ปาริชาต อธิบายว่า เป้าหมายของสูตรนี้เริ่มต้นจากการทำให้อนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโน “ฉลาด” โดยทีมวิจัยได้พัฒนาวัสดุอนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโนเพื่อทำหน้าที่เป็น “สารเติมแต่ง” วัสดุอุดฟันหรือสารยึดติด ซึ่งอนุภาคนี้มีคุณสมบัติในการปลดปล่อยไอออนสำคัญ เช่น สตรอนเทียมและฟลูออไรด์ ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับฟันผุ โดยเฉพาะ Streptococcus mutans รวมถึงแบคทีเรียชนิดอื่นอย่าง E. coli และ S. aureus ผลที่เห็นได้ชัดคือรอบ ๆ วัสดุจะเกิดบริเวณที่แบคทีเรียเติบโตได้ยาก คล้าย “วงกันเชื้อ” (Clear Zone) นอกจากนี้ยังผ่านการทดสอบความเป็นพิษตามมาตรฐาน ISO 10993 กับสเต็มเซลล์จากรากฟันมนุษย์เป้าหมายต่อมาคือการผสมสูตร “เรซินซีเมนต์” ที่เติมอนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโนเพื่อเพิ่มความทนทานสำหรับงานทันตกรรมและช่วยลดความเสี่ยงฟันผุซ้ำ

นอกจากนี้ทีมวิจัยได้พัฒนา “สูตรผลิตภัณฑ์เรซินซีเมนต์ชนิดเซลฟ์แอดฮีซีฟและดูอัลเคียวร์ที่มีองค์ประกอบของแคลเซียมฟอสเฟตและแก้วชีวภาพขนาดนาโนชนิดสตรอนเทียม”เพื่อใช้เป็น“เรซินซีเมนต์แบบยึดติดได้ด้วยตัวเอง” โดยวัสดุนี้ถูกออกแบบให้ช่วยเกาะกับผิวฟันได้แน่นขึ้น ลดขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยากของทันตแพทย์ โดยใช้สารสำคัญชื่อ 10-MDP ที่ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะทั้งกับผิวฟันและวัสดุอย่างเซรามิก อีกจุดเด่นคือระบบ “แข็งตัวได้สองทาง” (Dual-cure) คือแข็งได้ทั้งจากการฉายแสงสีฟ้า และจากปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นเองในเนื้อวัสดุ ทำให้เหมาะกับงานครอบฟันหรือจุดที่แสงส่องไปไม่ถึง ช่วยให้มั่นใจว่าวัสดุจะแข็งตัวสมบูรณ์ทุกตำแหน่ง และปัจจุบันได้จดอนุสิทธิบัตรร่วมระหว่าง มจธ. และ มธ. เรียบร้อยแล้ว ผศ.ดร.ปาริชาต เล่าถึงคุณสมบัติเด่นของสูตรผลิตภัณฑ์นี้

งานวิจัยนี้เป็นความร่วมมือข้ามศาสตร์ระหว่างห้องปฏิบัติการวิศวกรรมชีวภาพ มจธ. ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาวัสดุ กับคณะทันตแพทย์ศาสตร์ มธ.ผู้ให้โจทย์วิจัยและนำไปทดสอบใช้จริง ซึ่งจากการทดสอบได้คะแนนความพึงพอใจในระดับสูง เมื่อนำไปทดสอบประสิทธิภาพกับผลิตภัณฑ์มาตรฐานโลกที่เป็นที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง พบว่ามีคุณสมบัติเทียบเท่าหรือดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งยังมีประสิทธิภาพในการแข็งตัวแบบ "Dual-cure" คือแข็งตัวได้ทั้งจากการฉายแสงและปฏิกิริยาเคมี ซึ่งช่วยแก้ปัญหาในจุดที่แสงส่องเข้าไม่ถึงภายใต้ครอบฟัน

“นวัตกรรมนี้ เป็นอีกหนึ่งทางออกสำคัญของการลดภาระงบประมาณของประเทศ โดยเฉพาะในระบบสาธารณสุขที่มีค่าใช้จ่ายด้านทันตกรรมค่อนข้างสูง ทั้งการอุดฟันและการรักษาอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาวัสดุนำเข้าเป็นหลักหากประเทศเปลี่ยนจากผู้นำเข้า มาเป็นผู้ผลิตได้ โรงพยาบาลรัฐจะมีโอกาสจัดซื้อวัสดุคุณภาพสูงที่มีราคาลดลง เพื่อนำไปให้บริการผู้ป่วยบัตรทองหรือกลุ่มเปราะบางอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น ลดช่องว่างการเข้าถึงการรักษา และผลักดันความเท่าเทียมในระบบสาธารณสุขไทยให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม” ผศ.ดร.ปาริชาต อธิบาย พร้อมชี้ให้เห็นภาพผลกระทบเชิงบวกที่อาจเกิดขึ้น

ก้าวต่อไปของงานวิจัยการพัฒนาอนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโนนี้กำลังถูกต่อยอดไปสู่การพัฒนาเส้นใยนาโน (Nanofiber) และการพิมพ์สามมิติเพื่อสร้าง “อวัยวะเทียม” ตั้งแต่ท่อหลอดเลือด ท่อทางเดินอาหาร ไปจนถึงโครงสร้างกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อน โดยมีความร่วมมือกับสถาบันวิจัยในประเทศอังกฤษ เยอรมัน และไต้หวัน ซึ่งสะท้อนแนวทางการเรียนการสอนของหลักสูตรวิศวกรรมชีวภาพ มจธ. ที่เน้นการทำงานข้ามศาสตร์ นำความรู้ชีววิทยามาผสานกับวิศวกรรม วัสดุศาสตร์ และเทคโนโลยีการผลิต เพื่อพัฒนาแนวทางแก้ปัญหาทางการแพทย์ให้ใกล้กับการใช้งานจริงมากขึ้น และเปิดทางให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการดูแลสุขภาพของคนไทยในอนาคต

ท่องเที่ยวไทยปรับกลยุทธ์ สู้วิกฤตสงคราม สร้างพื้นที่ปลอดภัย โฟกัสตลาดตะวันออก กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รายได้ปี 69 พุ่ง 4.46 แสนล้านบาท งาน FHT 2026 ร่วมอุตสาหกรรมครบวงจร

เที่ยวไทยฝ่าคลื่นความขัดแย้ง ชูจุดขายพื้นที่ปลอดภัย-คุ้มค่า-ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
ด้านอินฟอร์มาฯ ร่วมพันธมิตรภาครัฐและเอกชนจัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 เพื่อเป็นศูนย์รวมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการในงานเดียว

ภาคท่องเที่ยวเดินหน้าสู้วิกฤตสงคราม ปรับโฟกัสจับนักท่องเที่ยวฝั่งตะวันออก หลังนักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันตกเดินทางมายาก ชูจุดขายพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัย คุ้มค่า และ รุกท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจับนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก-อยู่นาน ด้านอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ร่วมมือพันธมิตรภาครัฐและเอกชน จัดงาน Food & Hospitality Thailand 2026 ภายใต้แนวคิดศูนย์รวมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการในงานเดียว

นางสาวสุภาภรณ์ อังศรีสุรพร ผู้จัดการฝ่ายบริหารโครงการอาวุโส อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) กล่าวถึงภาพรวมของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ทั้งโรงแรม และร้านอาหารในสถานการณ์สงครามสหรัฐ-อิหร่านขณะนี้ว่า การสู้รบที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปในทุกธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งต่างต้องหาทางรับมือและปรับตัว แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกลับเป็จภาพสะท้อนพื้นฐานอันแข็งแกร่งของการท่องเที่ยวไทยอย่างมีนัยยะและน่าจับตา ซึ่งจากรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวสะสมล่าสุด ตั้งแต่ 1 มกราคม – 29 มีนาคม 2569 ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยสะสมกว่า 9.17 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 446,765 ล้านบาท

แม้วันนี้นักท่องเที่ยวฝั่งยุโรปจะเดินทางมาได้ลำบากขึ้น แต่ในมุมของผู้ประกอบการก็ต้องรักษาไว้เพราะกำลังซื้อสูง ส่วนการแก้ปัญหาระยะสั้นภาครัฐและผู้ประกอบการควรปรับกลยุทธ์ โดยหันมาโฟกัสกลุ่มนักเดินทางระยะใกล้และโซนตะวันออกอย่าง จีน มาเลเซีย รัสเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ ฯลฯ มากขึ้น นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังมีกำลังซื้อ เดินทางมาเที่ยวได้สะดวก และมองการท่องเที่ยวไทยว่ามีความคุ้มค่า (Value for Money) โดยภาครัฐควรต้องมีเร่งออกมาตรการกระตุ้น ปรับแผนการสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยในมิติใหม่ๆ ทั้งการอำนวยความสะดวก ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Haven) ผสานเทรนด์สร้างจุดขายในด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาหาร และเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ซึ่งมีมูลค่าสูงและเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก จากปัจจัยเบื้องต้นทำให้มีแนวโน้มการพักระยะยาว (Long Term Residency) มากขึ้น ส่วนด้านผู้ประกอบการโรงแรมนั้น ล่าสุดสมาคมโรงแรมไทยเผยว่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นราคาห้องพักในช่วงนี้ แม้ภาระต้นทุนจะสูงขึ้นและจะเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า เช่น การพัก 3 คืน จ่าย 2 คืน หรือ แถมบริการสปาและอาหาร เพื่อจูงใจ ดึงดูด สร้างความรู้สึกคุ้มค่า เพื่อให้ลูกค้าเข้าพักนานขึ้น

สถานการณ์วันนี้นับเป็นอีกบททดสอบที่ภาคการท่องเที่ยวต้องเผชิญ อย่างไรก็ตามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็ต้องมีข้อยุติ ดังนั้นผู้ประกอบการท่องเที่ยวและบริการจึงต้องเตรียมพร้อม ปรับตัว และพัฒนาศักยภาพตนเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะกลับมาหลังเหตุการณ์คลี่คลาย เราต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวโลกและไม่ใช่การมาเพียงครั้งเดียว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังต้องการกลับมาเที่ยวไทย เพื่อค้นหาประสบการณ์

ที่ให้คุณค่าสูงขึ้น (High-quality experiences) และ มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น (Personalization) ผู้ประกอบการจึงต้องยกระดับบริการ สร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวเหล่านี้ด้วย

ดังนั้นการจัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 จึงยังคงความสำคัญในฐานะศูนย์รวมและจุดเชื่อมโยงทุกภาคส่วนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงแรม อาหาร เครื่องดื่ม ร้านอาหาร ค้าปลีก สปา และการบริการ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดในการจัดงาน "All Sectors, One Destination" โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากพันธมิตรสำคัญทั้งภาครัฐสมาคม องค์กรธุรกิจเอกชน บริษัทชั้นนำไทย-นานาชาติ รวมถึงผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยว ที่จะมาร่วมจัดแสดงงาน

การประชุมและสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ การแข่งขันเพื่อพัฒนาทักษะ และ การสาธิตและเวิร์กช็อปต่างๆ ฯลฯ ซึ่งในการจัดงานครั้งที่ผ่านมา (2025) การจัดงานสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจซื้อและผู้ประกอบการไทยและนานาชาติให้เข่าร่วมงานได้มากถึง 30,909 คน จาก 68 ประเทศและภูมิภาค  โดยการจัดงานในปีนี้มีกำหนดจัดงานฯ ขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และจัดขึ้นพร้อม 2 งานยักษ์ของเอเชีย Hotel & Shop Plus Thailand และ HOTELEX Thailand พร้อมพาวิลเลียนนานาชาติที่เข้าร่วมเบื้องต้น 8 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน อิตาลี ไต้หวัน อินเดีย แอฟริกาใต้ มาเลเซีย การเข้าร่วมงานฯ จึงนับเป็นโอกาสทองของผุ้ประกอบการไทยที่จะได้จับคู่ธุรกิจ รับแรงบันดาลใจ รวมถึงนำสิ่งที่จัดแสดงในงานไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรม วัตถุดิบ และสินค้า และโซลูชั่นจากบริษัทชั้นนำระดับโลกไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจต่อไป

งาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569
ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้ที่สนใจข้อมูลการจัดงานฯ และลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.fhtevent.com Facebook : Food & Hospitality Thailand

HHR ปั้นเทรนด์พักผ่อนใหม่ เปิดแคมเปญ Multi-City Workation ตอบโจทย์ชีวิตยุคดิจิทัล รองรับที่พัก 5 เมืองหลัก บริการครบวงจรแบบ 5 ดาว

HHR พลิกโฉมการพักผ่อนแบบ Long Stay สำหรับการอยู่อาศัย

เปิดตัวแคมเปญ “Multi-City Workation” นิยามใหม่ของการใช้ชีวิต

HHR เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการที่พักอาศัยและการท่องเที่ยว ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ “Multi-City Workation” พลิกโฉมการใช้ชีวิตแบบ Long Stay ให้ก้าวสู่มิติใหม่ของความยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ ตอบโจทย์คนทำงานยุคดิจิทัลที่ต้องการผสานการทำงานและการพักผ่อนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยให้ไม่จำกัดอยู่เพียงสถานที่เดียว แต่สามารถเคลื่อนย้ายไลฟ์สไตล์ได้อย่างอิสระในหลากหลายเมืองสำคัญทั่วประเทศไทย

นางสาวปีณิตา ศิลปสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แฮมป์ตัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ แมเนจเมนท์ จำกัด หรือ HHR กลุ่มธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์กลุ่มงาน Living Service ในเครือบริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI กล่าวว่า ปัจจุบันเทรนด์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “ความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต (Flexibility)” มากกว่าการอยู่อาศัยในสถานที่เดิมระยะยาว ส่งผลให้รูปแบบการอยู่อาศัยแบบ Multi-City Living หรือการเช่าที่พักหลายแห่งในช่วงเวลาที่แตกต่างกันได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับข้อมูลจากหลายสำนักวิจัยที่ระบุว่า จำนวนกลุ่ม Digital Nomad หรือกลุ่มคนทำงานแบบไม่ยึดติดสถานที่ ซึ่งทั่วโลกมีมากกว่า 35 ล้านคน และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 10-15% ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักจากปัจจัยด้านค่าครองชีพ คุณภาพชีวิต และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่รองรับการทำงานจากระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ HHR พร้อมนำศักยภาพด้านการบริหารจัดการที่อยู่อาศัยของ HHR มีจุดแข็งจากการมีพอร์ตโครงการที่ครอบคลุม 5 เมืองหลักในประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ, ชลบุรี, ระยอง และภูเก็ต มีจำนวนที่พักอาศัยที่อยู่ในพอร์ตมากกว่า 2,000 ยูนิต ครอบคลุม 14 โครงการ ซึ่งล้วนเป็นศูนย์กลางทั้งด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ทำให้สามารถรองรับรูปแบบการอยู่อาศัยแบบ Multi-City ได้อย่างแท้จริง โดยลูกค้าสามารถเลือกเข้าพัก และเปลี่ยนโลเคชันได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้มาตรฐานการบริการเดียวกันในทุกโครงการ พร้อมกันนี้ได้ยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยผ่านบริการแบบครบวงจร (End-to-End Service) ภายใต้แนวคิด ‘One Contact, Multiple Cities’ ที่ลูกค้าสามารถจัดการทุกเรื่องได้ผ่านผู้ดูแลเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นบริการทำความสะอาดมาตรฐานเดียวกับโรงแรมระดับ 5 ดาว การจองรถรับ-ส่ง (Transfer Service) การจัดโปรแกรมท่องเที่ยว หรือการจองกิจกรรมไลฟ์สไตล์ในแต่ละเมือง รวมถึงส่วนกลางที่ถูกจัดเตรียมอย่างดีไม่ว่าจะเป็นโซน Co-Working Space, Executive Workspace และ Business Lounge ทั้งหมดนี้จะช่วยลดความยุ่งยากและเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตในทุกมิติ ด้วย Ecosystem ด้านบริการที่ครบถ้วนนี้ ทำให้ HHR ไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการที่พัก แต่ยังทำหน้าที่เป็น ‘ผู้ช่วยออกแบบประสบการณ์การใช้ชีวิต’ (Lifestyle Enabler) ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งการทำงาน การพักผ่อน และการเดินทางได้อย่างไร้รอยต่อ

“แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียง ‘ที่พัก’ แต่ต้องการ ‘รูปแบบการใช้ชีวิต’ ที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ (Mobility Lifestyle) พร้อมทั้งผสมผสานการทำงานและการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ HHR เดินหน้าพัฒนาบริการด้าน Hospitality ให้ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคยุคใหม่ในการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้พักอาศัยมากขึ้น จึงเปิดแคมเปญ “Multi-City Workation” ซึ่งเป็นแนวคิดการพักผ่อนแบบ “Stay Seamlessly” ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถวางแผนการเดินทางล่วงหน้า พร้อมเลือกเข้าพักในหลากหลายเมืองได้อย่างต่อเนื่อง สะดวกสบายครบครันในที่เดียว โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการที่พักในแต่ละจุดหมาย” นางสาวปีณิตา กล่าว

“Multi-City Workation” นิยามใหม่ที่ผสานการอยู่อาศัยและการเดินทางเข้าด้วยกัน

Multi-City Workation คือ “Hospitality Solution” รูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่แค่ “โปรแกรมการท่องเที่ยว” ธรรมดา แต่คือ Lifestyle Solution สำหรับคนยุคใหม่ ที่ HHR ได้ออกแบบผสานการอยู่อาศัยและการเดินทางเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ อำนวยความสะดวกลูกค้าด้วยจุดเด่น ดังนี้  

-บริการระดับพรีเมียมมาตรฐานระดับโรงแรม 5 ดาว

-Flexible Living ปรับเปลี่ยนแผนการพักอาศัยได้ตามไลฟ์สไตล์

-Stay Seamlessly Across Cities เข้าพักหลายเมืองได้ในแผนเดียวโดยไม่ต้องจัดการใหม่ทุกครั้ง

  วางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้

-One Contact, Multiple Cities จัดการทุกอย่างในแผนเดียว ลดความยุ่งยาก สามารถเลือกจำนวนเดือน และจำนวนเมืองได้เอง

-เปลี่ยนเมืองได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ ขั้นต่ำ 1 เดือน / เมือง

นอกจากนี้ยังรองรับทั้งการทำงานและการพักผ่อนในเวลาเดียวกัน (Work & Lifestyle Integration) โดยลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่มากกว่าการเข้าพักทั่วไป ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์ (Privileges) ได้แก่ ห้องพัก Fully Furnished พร้อมเข้าอยู่, บริการแม่บ้านและดูแลห้องพัก, สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ ได้แก่ Fitness / Co-working Space / Swimming Pool, การดูแลแบบ Hospitality โดยทีม HHR, ความสะดวกในการย้ายเมือง (Seamless Transition) และสามารถเลือกซื้อ Activity หรือ Lifestyle Experience เพิ่มเติมได้ในแต่ละเมือง

ทั้งนี้โปรแกรม “Multi-City Workation” จึงไม่ใช่แค่โปรแกรมท่องเที่ยว แต่คือรูปแบบการใช้ชีวิต (Lifestyle Solution) สำหรับคนยุคใหม่ที่ HHR พร้อมยกระดับบริการให้เป็น “Premium Service” ผ่านการสร้าง Ecosystem ที่สามารถพัฒนาด้านต่างๆ
ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างมีคุณภาพ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ และวางแผนการเดินทาง ผ่านเบอร์โทรศัพท์ 02 081 0000

สำหรับ บริษัท แฮมป์ตัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ จำกัด (HAMPTON HOTEL & RESIDENCE : HHR) ดำเนินธุรกิจในการบริหารโครงการในรูปแบบการปล่อยเช่าและงานบริการเทียบเท่าการบริการโรงแรม (Hotel & Residence Management Operator) แบ่งการให้บริการออกเป็น 2 ส่วนประกอบด้วย 1.บริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Management) ช่วยบริหารจัดการผู้เช่าหรือผู้เข้าพัก สร้างรายได้หรือผลตอบแทนให้เป็นไปตามเป้าหมายของเจ้าของโรงแรมหรือที่พักอาศัย (Owner) และ 2.ร่วมวางแผนตกแต่ง จัดหาบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เช่าหรือผู้เข้าพัก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ผู้เข้าพัก

เพื่อตอกย้ำแผนขยายการรับบริหารโครงการที่อยู่อาศัยและความมุ่งมั่นของ HHR ที่พร้อมยกระดับโปรดักส์ที่อยู่อาศัย ทั้งเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ คอนโดฯให้เป็น “เรสซิเดนซ์” โดยเน้นการบริหารโครงการในรูปแบบการปล่อยเช่าและงานบริการมาตรฐานเทียบเท่าโรงแรมระดับสากล พร้อมมอบที่พักอาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย (Residences for All Desires) ภายใต้บริการ HHR Service ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ พร้อมมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่เหนือกว่า (Lifestyle Enriched with Benefits Beyond the Ordinary) อาทิ Housekeeping, Laundry, Personalized Requirement และ Spa On Call พร้อมด้วย Operations Standard ที่แข็งแกร่ง (SOP, Guest Experience, Guest Loyalty) ควบคู่ไปกับทีมขายและการตลาด (Distribution Team) ทั้งในด้าน Digital Multi-Channel Marketing, B2B Team Corporate & Agent และ Reservations & Revenue Management

 .

สำหรับ บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI เป็นผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร
ชั้นนำของประเทศ มีประสบการณ์กว่า 15 ปี ปัจจุบัน ดำเนินธุรกิจภายใต้ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่

1.กลุ่มธุรกิจต้นน้ำ – บริการก่อนเข้าอยู่อาศัย (Pre-Living Services) ได้แก่ บริการให้คำปรึกษาและควบคุมงานก่อสร้างโครงการอสังหาฯ บริการงานวิศวกรรมและการให้คำปรึกษาทางด้านเทคนิค

2.กลุ่มกลางน้ำ – บริการการจัดการเพื่อการอยู่อาศัย (Living Services) ได้แก่ บริการบริหารนิติบุคคลอาคารชุด บ้านจัดสรร ห้างสรรพสินค้า อาคาร และสำนักงาน บริการนิติบุคคลอาคารชุดแบบลักชัวรี่ การบริหารจัดการ Residential Property และ Service Apartment บริการซื้อ-ขาย-ปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ตัวแทนในการซื้อ-ขาย-เช่า และบริการจัดหาผู้ร่วมลงทุน บริการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการบริการ และเทคโนโลยีด้านการอยู่อาศัย และตัวแทนประกันทั้งแบบ Life และ Non-Life

3.กลุ่มปลายน้ำ – บริการหลังการขายที่อยู่อาศัย (Living & Earning Services) ได้แก่ บริการออกแบบและตกแต่งภายใน บริการงานจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ บริการแม่บ้านทำความสะอาดและบริการงานช่าง บริการจัดการอาคาร และจัดจำหน่ายสินค้าตกแต่งบ้านและที่อยู่อาศัย แบบ Lifestyle


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top