Thursday, 3 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

“เวียตเจ็ท” ลุยอุดรธานี!! ปั้นอุดรธานีเป็นฮับการบิน เพิ่มเที่ยวบินภายใน-ต่างประเทศ เปิดตัวแผนพัฒนาวันที่ 22 ก.ค. หนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นและท่องเที่ยว

“เวียตเจ็ทไทยแลนด์” คิกออฟแผนปั้น “ท่าอากาศยานอุดรธานี” สู่ฮับการเดินทางลุ่มแม่น้ำโขง
เพิ่มความถี่เที่ยวบิน – พัฒนาเครือข่ายเที่ยวบินเชื่อมต่อ – เปิดเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศ
กรุงเทพฯ 6 กรกฎาคม 2569 – เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดแผนการยกระดับท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานี สู่ประตูการเดินทางสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ผ่านการขยายเครือข่ายเส้นทางบินอย่างเป็นขั้นตอน โดยครอบคลุมทั้งการเพิ่มความถี่เที่ยวบินภายในประเทศ การพัฒนาเส้นทางระหว่างประเทศผ่านบริการ Sky ConX และการศึกษาศักยภาพเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศจากอุดรธานีในอนาคต

แผนการพัฒนาเครือข่ายดังกล่าวมุ่งเพิ่มทางเลือกการเดินทางให้แก่ประชาชนในจังหวัดอุดรธานีและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยชูบทบาทของจังหวัดอุดรธานีในฐานะเมืองยุทธศาสตร์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานการบิน ศักยภาพด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ภายใต้แผนการพัฒนาดังกล่าว เวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้วางแนวทางการขยายเครือข่ายจากอุดรธานีใน 3 ระยะสำคัญ ได้แก่

ระยะที่ 1 การเพิ่มความถี่เที่ยวบินภายในประเทศ โดยสายการบินฯ ได้เริ่มเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายภายในประเทศแล้ว โดยเฉพาะเส้นทางระหว่างอุดรธานีและกรุงเทพฯ เพื่อรองรับความต้องการเดินทางของประชาชน นักธุรกิจ นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมสร้างความถี่เที่ยวบินที่เหมาะสมต่อการเชื่อมต่อกับเครือข่ายเส้นทางบินระหว่างประเทศของสายการบิน จากสนามบินสุวรรณภูมิ

ระยะที่ 2 เตรียมต่อยอดบริการ Sky ConX เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารจากอุดรธานีในการเดินทางเชื่อมต่อผ่านกรุงเทพฯ สุวรรณภูมิ สู่จุดหมายปลายทางระหว่างประเทศสำคัญ อาทิ ดานัง โตเกียว ไทเป และจุดหมายปลายทางอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย โดยผู้โดยสารสามารถเช็กอินครั้งเดียวจากท่าอากาศยานอุดรธานี และรับสัมภาระ ณ จุดหมายปลายทางสุดท้าย เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวก ราบรื่น และคุ้มค่ายิ่งขึ้น พร้อมเชื่อมโยงเมืองศักยภาพของไทยสู่เครือข่ายการบินระหว่างประเทศ ภายใต้เงื่อนไขการให้บริการของสายการบิน

ระยะที่ 3 ศึกษาเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศจากอุดรธานี เวียตเจ็ทไทยแลนด์อยู่ระหว่างการศึกษาศักยภาพและความเป็นไปได้ของการเปิดให้บริการเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศจากอุดรธานี เพื่อรองรับการเติบโตของความต้องการเดินทางระหว่างประเทศในอนาคต และสนับสนุนบทบาทของอุดรธานีในฐานะศูนย์กลางการเดินทางที่เชื่อมโยงภาคตะวันออกเฉียงเหนือสู่เวียดนาม อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และจุดหมายปลายทางสำคัญในเอเชีย

ทั้งนี้ เวียตเจ็ทไทยแลนด์เตรียมร่วมเปิดตัวแนวทางการพัฒนาเครือข่ายการบินจากอุดรธานีอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ณ จังหวัดอุดรธานี โดยได้รับเกียรติจากผู้แทนกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หอการค้าจังหวัดอุดรธานี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และพันธมิตรในพื้นที่ เข้าร่วมผลักดันศักยภาพของจังหวัดอุดรธานีในฐานะเมืองเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมที่สำคัญของภูมิภาค

นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า “อุดรธานีเป็นจังหวัดยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และความเชื่อมโยงกับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การพัฒนาเครือข่ายการบินจากอุดรธานีจึงเป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้กับเมือง ผู้ประกอบการ ชุมชน และประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แผนการพัฒนาเครือข่ายจากอุดรธานีของเวียตเจ็ทไทยแลนด์จะดำเนินอย่างเป็นขั้นตอน เริ่มจากการสร้างฐานการเดินทางที่แข็งแกร่งผ่านการเพิ่มความถี่เที่ยวบินภายในประเทศ จากนั้นจะต่อยอดสู่บริการ Sky ConX เพื่อให้ผู้โดยสารจากอุดรธานีสามารถเดินทางเชื่อมต่อสู่จุดหมายปลายทางระหว่างประเทศได้สะดวก และคุ้มค่ายิ่งขึ้น พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ของเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศจากอุดรธานีในอนาคต”

นอกจากศักยภาพด้านการเดินทาง อุดรธานียังเป็นจังหวัดที่มีความโดดเด่นด้านวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน โดยเฉพาะบทบาทของชุมชนไทย–เวียดนาม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ท้องถิ่นและความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ระหว่างไทยและเวียดนาม การพัฒนาเครือข่ายการบินจากอุดรธานีจึงมีส่วนช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน และการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น

เงินเฟ้อกระทบต่างกัน!! เช็กเงินเฟ้อของตัวเองก่อนวางแผน ค่าใช้จ่ายจำเป็นแตกต่างรายบุคคล ตรวจสัดส่วนรายจ่ายและเงินสำรอง วางแผนรับมือค่าครองชีพอย่างมั่นคง

ทำไมเงินเฟ้อกระทบแต่ละคนไม่เท่ากัน?
เคทีซีชวนสำรวจ “เงินเฟ้อของตัวเอง” ก่อนวางแผนการเงิน

หลายครั้งที่มีการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ หลายคนอาจรู้สึกว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจไม่ตรงกับความรู้สึกในชีวิตจริง เพราะแม้เงินเฟ้อภาพรวมอาจเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่ค่าใช้จ่ายบางหมวดกลับขยับขึ้นชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า หรือค่าใช้จ่ายในการดูแลครอบครัว
ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ณ วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ระบุว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 2.42% และประมาณการทั้งปี 2569 ที่ 1.5 - 2.5% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการในภาพรวม อย่างไรก็ตาม ในระดับบุคคล ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงอาจแตกต่างกันตามโครงสร้างรายจ่ายและรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน

เหตุผลสำคัญคือ “เงินเฟ้อของประเทศ” เป็นค่าเฉลี่ยจากตะกร้าสินค้าและบริการของคนทั้งประเทศ แต่ในชีวิตจริง ไม่มีใครใช้จ่ายเหมือนค่าเฉลี่ยนั้นทั้งหมด มนุษย์เงินเดือนที่ต้องเดินทางทุกวันอาจได้รับผลกระทบจากค่าน้ำมันและค่าเดินทางมากกว่าคนทำงานจากบ้าน ครอบครัวที่มีเด็กหรือผู้สูงอายุอาจรู้สึกถึงค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าใช้จ่ายด้านการดูแลมากกว่าคนโสด ขณะที่คนทำงานที่บ้านอาจมีภาระค่าไฟฟ้าและค่าอาหารสูงกว่าคนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ออฟฟิศ

สิ่งที่แต่ละคนเผชิญจริงจึงอาจไม่ใช่เพียง “เงินเฟ้อของประเทศ” แต่คือ “เงินเฟ้อของตัวเอง” ซึ่งสะท้อนจากโครงสร้างรายจ่าย รูปแบบการใช้ชีวิต และภาระจำเป็นของแต่ละคน

เคทีซีชวนมองว่า การวางแผนการเงินในยุคที่ค่าครองชีพเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ควรเริ่มจากการดูตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากการสำรวจ “โครงสร้างรายจ่ายของตัวเอง” เพื่อให้รู้ว่าเงินของเราถูกใช้ไปกับเรื่องใด และรายจ่ายหมวดไหนมีผลต่อสภาพคล่องในแต่ละเดือนมากที่สุด
4 เรื่องที่ควรสำรวจก่อนวางแผนรับมือเงินเฟ้อของตัวเอง

1. สัดส่วนรายจ่ายจำเป็น
ลองประเมินว่า ค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัย ค่าสาธารณูปโภค ค่าเล่าเรียน หรือค่าดูแลครอบครัว คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด ยิ่งรายจ่ายจำเป็นมีสัดส่วนสูง ความสามารถในการปรับลดค่าใช้จ่ายก็ยิ่งน้อยลง

2. ความยืดหยุ่นของรายจ่าย
การแยก “รายจ่ายจำเป็น” ออกจาก “รายจ่ายที่เลื่อนหรือลดได้” จะช่วยให้เห็นพื้นที่ในการปรับงบประมาณชัดขึ้น เช่น รายจ่ายด้านอาหารและการเดินทางอาจลดได้บางส่วนด้วยการวางแผนล่วงหน้า ขณะที่ค่างวด ค่าเช่า หรือค่าเล่าเรียนเป็นภาระที่ต้องเตรียมไว้ให้ครบและตรงเวลา

3. ความพร้อมของเงินสำรอง
เงินสำรองเป็นกันชนสำคัญเมื่อค่าครองชีพทยอยเพิ่มขึ้น ควรลองตั้งคำถามว่า หากรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น 10–15% ต่อเนื่อง 3–6 เดือน เรายังมีสภาพคล่องเพียงพอหรือไม่ คำตอบข้อนี้จะช่วยให้เห็นว่าแผนการเงินของเรารับแรงกดดันได้มากน้อยเพียงใด

4. หมวดรายจ่ายที่อ่อนไหวต่อราคา
หากรายจ่ายส่วนใหญ่ผูกกับหมวดที่ราคาผันผวนง่าย เช่น พลังงาน อาหารสด ค่าเดินทาง หรือค่าสาธารณูปโภค ก็ควรติดตามหมวดเหล่านี้เป็นพิเศษ และวางแผนใช้จ่ายให้รอบคอบมากขึ้น

เมื่อเข้าใจโครงสร้างรายจ่ายของตัวเองแล้ว การบริหาร “เงินเฟ้อของตัวเอง” ไม่ได้หมายถึงการลดค่าใช้จ่ายทุกอย่างพร้อมกัน แต่คือการเลือกจัดการรายจ่ายให้เหมาะกับชีวิตจริง เริ่มจากการบันทึกรายจ่าย แยกค่าใช้จ่ายจำเป็นออกจากค่าใช้จ่ายที่ลดหรือเลื่อนได้ ติดตามหมวดที่มีผลต่อกระเป๋าเงินมากที่สุด และเลือกใช้สิทธิประโยชน์ทางการเงินให้เหมาะกับรายจ่ายจำเป็น โดยไม่เพิ่มภาระเกินกำลัง

สำหรับค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรวางแผนล่วงหน้าและรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอ หากจำเป็นต้องกระจายภาระการชำระ ควรพิจารณาจากความสามารถในการจ่ายจริง และไม่ใช้วิธีดังกล่าวกับรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เพราะการบริหารเงินที่ดีไม่ใช่เพียงการทำให้จ่ายไหวในวันนี้ แต่ต้องไม่สร้างภาระที่กระทบความมั่นคงทางการเงินในวันข้างหน้า

ท้ายที่สุด สิ่งที่กระทบกระเป๋าเงินของเราอาจไม่ใช่ตัวเลขเงินเฟ้อของประเทศเพียงอย่างเดียว แต่คือรูปแบบการใช้ชีวิตและโครงสร้างรายจ่ายของเราเอง การรู้จัก “เงินเฟ้อของตัวเอง” จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนการเงินที่สอดคล้องกับชีวิตจริง ช่วยให้เราใช้จ่ายอย่างรู้เท่าทัน รักษาสภาพคล่อง และรับมือกับค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคงกว่าเดิม

ข้าวแกง 40 บาทกลายเป็นสนามรบการเมือง!! ‘ศุภจี’ อาจไม่ถูกโจมตีจากศูนย์บัญชาการเดียว แต่เมื่อกลายเป็นเป้าทางการเมือง ทุกประเด็นก็พร้อมถูกขยายจนกลบคำถามสำคัญว่า ประชาชนได้อะไรจริ

ในช่วงเวลาไม่กี่เดือน ชื่อของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถูกดึงเข้าสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง

เริ่มตั้งแต่การตั้งคำถามถึงมหาวิทยาลัยที่เธอสำเร็จการศึกษา ก่อนจะมาถึงดราม่าเรื่องแนวคิด “ข้าวแกง 2 อย่าง 40 บาท” ซึ่งจากมาตรการลดค่าครองชีพ กลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงว่า รัฐบาลกำลังช่วยประชาชนจริง หรือกำลังผลิตนโยบายประชาสัมพันธ์ที่ไม่ตอบโจทย์ต้นเหตุ

คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือ มีใครอยู่เบื้องหลังการโจมตีศุภจีหรือไม่?
จากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะในขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ว่า การโจมตีทั้งหมดมาจากผู้บงการหรือศูนย์บัญชาการเดียวกัน สิ่งที่พบชัดเจนกว่าคือ แต่ละประเด็นมีผู้เปิดเรื่องต่างกัน ก่อนถูกนักการเมือง เพจข่าว สื่อมวลชน และผู้ใช้งานโซเชียลช่วยกันขยายผลตามแรงจูงใจของตนเอง
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ อาจไม่จำเป็นต้องมีใครสั่งการจากเบื้องหลัง เพราะเมื่อศุภจีกลายเป็นเป้าหมายที่มีมูลค่าทางการเมือง หลายฝ่ายก็พร้อมจะใช้ประเด็นเดียวกันไปพร้อม ๆ กัน

คลื่นแรก: จากคำถามเรื่องมหาวิทยาลัย สู่การลดทอนภาพ “มืออาชีพ”
ปลายเดือนมีนาคมต่อเนื่องถึงวันที่ 1 เมษายน 2569 เพจ CSI LA ตั้งคำถามถึงการที่ศุภจีสำเร็จการศึกษาระดับ MBA จาก Northrop University ซึ่งภายหลังปิดตัวลง พร้อมใช้ถ้อยคำลดทอนคุณภาพของสถาบัน ประเด็นดังกล่าวถูกสื่อหลายสำนักและเพจการเมืองนำไปเผยแพร่ต่ออย่างรวดเร็ว

ศุภจีชี้แจงว่า เธอเรียนและสำเร็จการศึกษาจริง ส่วนการที่มหาวิทยาลัยปิดในภายหลังไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของเธอ พร้อมระบุว่าจะไม่ดำเนินคดีกับเพจดังกล่าว เพราะต้องการให้ความสำคัญกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนมากกว่า

สิ่งที่น่าสังเกตคือ การตั้งคำถามครั้งนี้ไม่ได้มุ่งตรวจเพียงว่า “วุฒิจริงหรือปลอม” แต่ใช้สถานะและภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเป็นเครื่องมือย้อนกลับไปตั้งคำถามถึงคุณภาพของตัวบุคคล

เพราะจุดแข็งสำคัญของศุภจีคือภาพของผู้บริหารมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในองค์กรขนาดใหญ่ เมื่อการโจมตีมุ่งไปที่ประวัติการศึกษา เป้าหมายทางการเมืองจึงอาจไม่ใช่เพียงการตรวจคุณสมบัติ แต่คือการทำให้สังคมเริ่มสงสัยทุนทางความน่าเชื่อถือที่ติดตัวเธอเข้าสู่สนามการเมือง

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบประวัติของผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะเป็นเรื่องที่ชอบธรรม หากยึดหลักฐานว่าเรียนจริงหรือไม่ วุฒิถูกต้องหรือไม่ และมีการแจ้งประวัติต่อรัฐอย่างไร แต่การใช้คำดูหมิ่นสถาบันเพื่อสรุปว่าบุคคลไม่มีความสามารถ เป็นคนละเรื่องกับการตรวจสอบข้อเท็จจริง
คลื่นที่สอง: ข้าวแกง 40 บาท และความผิดพลาดในการเปิดตัวนโยบาย

กระแสครั้งใหม่เกิดขึ้นเมื่อกระทรวงพาณิชย์นำเสนอแนวคิด “ข้าวแกงไทยช่วยไทย” ให้ร้านจำหน่ายข้าวแกงสองอย่างในราคา 40 บาท โดยมีแนวคิดดึงร้านค้าประมาณ 100,000 แห่งเข้าร่วม ทดลองดำเนินการสามเดือน และคาดว่าจะเริ่มในเดือนสิงหาคม

กระทรวงให้เหตุผลว่า ราคาอาหารจานเดียวและข้าวแกงเพิ่มขึ้นประมาณ 5–10 บาทจากต้นทุนร้านค้า จึงต้องการเชื่อมวัตถุดิบราคาประหยัดให้ผู้ประกอบการ และเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน
แต่ทันทีที่ตัวเลข “40 บาท” ถูกเผยแพร่ แนวคิดทั้งโครงการก็ถูกย่อเหลือเพียงคำถามว่า ในเมื่อยังมีร้านข้าวแกงราคา 30 บาท เหตุใดรัฐบาลต้องทำข้าวแกง 40 บาท?

หนึ่งในนักการเมืองฝ่ายค้านที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างชัดเจนคือ ชัยชนะ เดชเดโช ซึ่งนำกรณีร้านอาหารราคาประหยัดมาโต้แย้งแนวคิดของกระทรวง ขณะที่ศุภจีตอบกลับว่า หากมีร้านราคา 30 บาทจำนวนมากก็เป็นเรื่องน่ายินดี แต่ตั้งคำถามว่า เหตุใดประชาชนยังเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยดูแลค่าครองชีพ
เมื่อกระแสไม่เห็นด้วยรุนแรงขึ้น ศุภจีประกาศชะลอการนำแผนเข้าสู่คณะรัฐมนตรี และนำกลับไปทบทวนทั้งต้นทุน ราคา และผลกระทบต่อกลไกตลาด

วันต่อมา กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาลและ สส.พรรคภูมิใจไทย ออกมาปกป้องแนวคิด โดยมองว่าหลายฝ่ายรีบนำเรื่องข้าวแกงไปเป็นประเด็นการเมือง และหากมาตรการถูกล้มก่อนทดลอง ผู้ที่เสียโอกาสอาจเป็นประชาชน

จากจุดนี้ เรื่องค่าครองชีพจึงเปลี่ยนเป็นการปะทะกันระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านอย่างเต็มรูปแบบ
ใครเป็นผู้เริ่ม?

คำตอบคือ ไม่ได้มีผู้เริ่มเพียงคนเดียว เพราะแต่ละกระแสมีต้นทางต่างกัน
กรณีประวัติการศึกษา มีต้นทางที่ระบุได้ค่อนข้างชัดว่าเริ่มจากเพจ CSI LA ก่อนถูกสื่อและเพจอื่นนำไปขยาย

ส่วนกรณีข้าวแกง 40 บาท ต้นทางคือการเปิดเผยแนวคิดของกระทรวงพาณิชย์เอง แต่ผู้ที่นำมาตั้งกรอบโจมตีทางการเมืองอย่างชัดเจนกลุ่มแรก ๆ คือฝ่ายค้านและนักวิจารณ์ ซึ่งเลือกเน้นข้อเปรียบเทียบเรื่องข้าวแกง 30 บาท มากกว่ารายละเอียดของระบบสนับสนุนร้านค้า

ดังนั้น หากถามว่าใคร “เริ่มโจมตีศุภจีทั้งหมด” คงตอบเป็นชื่อเดียวไม่ได้ เพราะเป็นเหตุการณ์คนละช่วงเวลา คนละประเด็น และคนละกลุ่มผู้เล่น

ใครเป็นผู้ขยาย?
ผู้ขยายผลสามารถแบ่งได้เป็นสามชั้น
ชั้นแรกคือ นักการเมือง ซึ่งมีอำนาจกำหนดกรอบการถกเถียง ฝ่ายค้านย่อมาตรการเหลือคำถามว่า “มีของถูกกว่าอยู่แล้ว จะทำไปทำไม” ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลย่อคำวิจารณ์กลับเป็นเรื่อง “การเมืองขัดขวางมาตรการช่วยประชาชน”

ชั้นที่สองคือ เพจและสื่อมวลชน ซึ่งนำคำพูดที่เรียกความสนใจมากที่สุดขึ้นมาเป็นพาดหัว เช่น “มหาวิทยาลัยห้องแถว” “ข้าวแกง 30 บาทมีอยู่แล้ว” หรือ “ศุภจียอมถอย” แม้เนื้อหาจริงจะมีรายละเอียดมากกว่านั้น

ชั้นสุดท้ายคือ ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ซึ่งเลือกแชร์เนื้อหาที่สอดคล้องกับทัศนะทางการเมืองเดิมของตนเอง คนที่ไม่ชอบรัฐบาลมองว่าเป็นหลักฐานของนโยบายที่ไม่เข้าใจชีวิตประชาชน ขณะที่ผู้สนับสนุนรัฐบาลมองว่าเป็นการรุมทำลายรัฐมนตรีที่กำลังพยายามทำงาน

เมื่อทั้งสามชั้นเคลื่อนไหวพร้อมกัน กระแสจึงดูเหมือนถูกจัดตั้งจากศูนย์กลาง แม้ในทางหลักฐานจะยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีการวางแผนร่วมกัน
ใครได้ประโยชน์?

ฝ่ายค้านและคู่แข่งทางการเมืองได้ประโยชน์จากการทำให้ศุภจี ซึ่งมีภาพลักษณ์เป็นมืออาชีพ กลายเป็นรัฐมนตรีที่ดูไม่เข้าใจค่าครองชีพ หากภาพดังกล่าวติดอยู่ในความรู้สึกของประชาชน ย่อมกระทบทั้งตัวศุภจี ทีมเศรษฐกิจ และรัฐบาล

เพจและผู้ผลิตเนื้อหาได้ประโยชน์จากยอดเข้าถึง เพราะบุคคลที่มีชื่อเสียงกับประเด็นใกล้ตัวอย่างอาหารราคา 40 บาท สามารถสร้างการถกเถียงได้ง่ายกว่านโยบายการค้าที่ซับซ้อน
ฝ่ายรัฐบาลเองก็อาจได้ประโยชน์บางส่วนจากการเปลี่ยนคำวิจารณ์ให้เป็นเรื่องนักการเมืองขัดขวางโครงการช่วยเหลือประชาชน ทำให้สามารถระดมผู้สนับสนุนกลับมาปกป้องศุภจีและพรรคได้
ส่วนศุภจีอาจได้รับความเห็นใจ หากการวิจารณ์เลยจากเนื้อหานโยบายไปสู่การดูหมิ่นประวัติส่วนตัว เพราะยิ่งการโจมตีไม่มีสาระมากเท่าไร ก็อาจยิ่งตอกย้ำภาพว่าเธอเป็นผู้บริหารที่กำลังถูกเกมการเมืองเล่นงาน

ทั้งหมดนี้เป็นการวิเคราะห์ผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายอาจได้รับ ไม่ใช่หลักฐานว่าฝ่ายใดเป็นผู้สั่งการกระแส
จุดอ่อนที่ศุภจีต้องยอมรับ

แม้จะมีส่วนของการโจมตีทางการเมือง แต่ศุภจีและกระทรวงพาณิชย์ก็ต้องยอมรับว่า การสื่อสารเรื่องข้าวแกง 40 บาทเปิดช่องให้ถูกโจมตีได้ง่าย

ในวันที่เปิดแนวคิดต่อสาธารณะ คำถามสำคัญหลายเรื่องยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เช่น รัฐใช้งบประมาณเท่าไร ร้านค้าได้รับการสนับสนุนอะไร ใครเป็นผู้รับภาระส่วนต่างของต้นทุน ปริมาณและคุณภาพอาหารกำหนดอย่างไร ร้านค้าขนาดเล็กสมัครได้หรือไม่ จะป้องกันการสวมสิทธิหรือขึ้นราคาเมนูอื่นอย่างไร และเมื่อครบสามเดือนจะใช้เกณฑ์ใดตัดสินว่าโครงการสำเร็จ

เมื่อรายละเอียดไม่พร้อม ตัวเลข 40 บาทจึงกลายเป็นตัวแทนของโครงการทั้งหมด และเปิดโอกาสให้คู่แข่งกำหนดความหมายของนโยบายก่อนรัฐบาล

นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาของผู้โจมตี แต่เป็นบทเรียนของผู้กำหนดนโยบายว่า ในสนามการเมือง แนวคิดที่ยังไม่สมบูรณ์ไม่ควรถูกนำออกมาสื่อสารเหมือนเป็นมาตรการที่พร้อมดำเนินการ
ยังไม่มีหลักฐานเรื่อง “ผู้บงการคนเดียว”

จากเส้นเวลาที่ปรากฏ กระแสเรื่องมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นในเดือนเมษายน ส่วนเรื่องข้าวแกงเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม มีผู้เปิดประเด็นต่างกันและใช้ข้อกล่าวหาคนละลักษณะ
จนถึงขณะนี้ ยังไม่ปรากฏหลักฐานสาธารณะเรื่องคำสั่ง การว่าจ้าง การซื้อโฆษณาอย่างลับ ๆ หรือเครือข่ายบัญชีที่ประสานข้อความร่วมกัน จึงยังไม่ควรเสนอว่า มีพรรคการเมือง บุคคล หรือกลุ่มทุนใดอยู่เบื้องหลังการโจมตีทั้งหมด

คำอธิบายที่ใกล้เคียงหลักฐานมากกว่าคือ ศุภจีเป็นเป้าหมายที่มีมูลค่าทางการเมืองสูง เมื่อเกิดประเด็นที่โจมตีได้ หลายฝ่ายจึงเข้ามาขยายผลโดยไม่จำเป็นต้องรับคำสั่งจากคนคนเดียว
จากการตามหาคนอยู่เบื้องหลัง สู่การตรวจสอบที่ประชาชนได้ประโยชน์
สำหรับสื่อ คำถามสำคัญไม่ควรหยุดอยู่ที่ “ใครกำลังเล่นงานศุภจี” แต่ต้องแยกให้ชัดว่า ส่วนใดคือการตรวจสอบที่เป็นประโยชน์ และส่วนใดเป็นเพียงการทำลายบุคคล

เรื่องประวัติการศึกษา ควรตรวจสอบด้วยเอกสารว่าเรียนจริง จบจริง และสถาบันมีสถานะอย่างไรในขณะนั้น ไม่ใช่ตัดสินจากคำดูหมิ่น

เรื่องข้าวแกง 40 บาท ควรถามถึงต้นทุน งบประมาณ กลไกช่วยร้านค้า ผลกระทบต่อตลาด และจำนวนประชาชนที่จะได้รับประโยชน์ ไม่ใช่ตัดสินโครงการทั้งหมดจากการพบร้านราคา 30 บาทเพียงไม่กี่แห่ง
เพราะฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล และรัฐบาลก็มีหน้าที่ตอบคำถามด้วยรายละเอียด ไม่ใช่ใช้คำว่า “เกมการเมือง” เพื่อปฏิเสธคำวิจารณ์ทุกเรื่อง

ท้ายที่สุด กระแสโจมตีศุภจีไม่ได้สะท้อนเพียงเกมระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน แต่สะท้อนการเมืองในยุคที่นโยบายหนึ่งเรื่องสามารถถูกย่อให้เหลือเพียงตัวเลขหนึ่งตัว และประวัติการทำงานหลายสิบปีสามารถถูกลดทอนด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่คำ
โจทย์ของประชาชนจึงไม่ใช่การเลือกว่าจะเชียร์หรือเกลียดศุภจี แต่คือการไม่ปล่อยให้ทั้งฝ่ายโจมตีและฝ่ายปกป้องพาเราออกจากคำถามสำคัญที่สุดว่า ข้อกล่าวหาใดเป็นความจริง นโยบายใดใช้ได้จริง และประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากการทำงานของผู้มีอำนาจ

“ข้อกล่าวหาใดเป็นความจริง นโยบายใดใช้ได้จริง และประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากการทำงานของผู้มีอำนาจ”

หมายเหตุ: บทความนี้อ้างอิงข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 และยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่ากระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมดเกิดจากการสั่งการร่วมกัน

19 กรกฎาคม 2492 วันรำลึกพระราชพิธีหมั้นอันเป็นมงคล จากโลซานน์สู่ความทรงจำของชาติ จุดเริ่มต้น พระราชพิธีหมั้นในหลวง ร.9 และสมเด็จพระพันปีหลวง ก่อนสืบสานพระราชกรณียกิจคู่แผ่นดิน

วันนี้เมื่อกว่า 74 ปีก่อน ถือเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาติ โดยเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (พระอิสริยยศ ณ ขณะนั้น) ทรงประกอบพระราชพิธีหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร (พระอิสริยยศ ณ ขณะนั้น) ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

จุดเริ่มต้นของการสืบสานความผูกพันของทั้งสองพระองค์ เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2491 เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จจากเมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มายังกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยการเสด็จครั้งนั้น มีหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ในฐานะเอกอัครราชทูต ให้การเฝ้ารับเสด็จฯ พร้อมด้วยครอบครัว

ทั้งนี้ หนึ่งในสมาชิกของครอบครัวที่ให้การเฝ้ารับเสด็จฯ ในครั้งนั้น มีหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ซึ่งเป็นบุตรีของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล เข้าร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ ด้วย จึงเป็นที่มาของการที่ทั้งสองพระองค์ทรงได้พบกันเป็นครั้งแรก

ต่อมา เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2491 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ได้เข้าเฝ้าฯ เยี่ยมพระอาการ และถวายการพยาบาลอย่างใกล้ชิดเป็นประจำ จึงกลายเป็นความรักความเข้าพระราชหฤทัยซึ่งกันและกัน และสืบสานความผูกพันมากขึ้นเป็นลำดับ

ราวเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2492 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้มีรับสั่งให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคลไปเฝ้าที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนที่ในวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 พระองค์จะเสด็จไปพบหม่อมเจ้านักขัตรมงคล ที่โรงแรมที่พัก และทรงมีรับสั่งถึงเรื่องการหมั้น

จากนั้นเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 จึงได้มีการประกอบพระราชพิธีหมั้นเป็นการภายใน ณ โรงแรมวินเซอร์ เมืองโลซานน์ อันเป็นที่พักของหม่อมเจ้านักขัตรมงคลและครอบครัว โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงสวมพระธำมรงค์เป็นของหมั้นต่อหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ซึ่งพระธำมรงค์วงนี้ เป็นวงเดียวกับที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงมอบต่อสมเด็จพระบรมราชชนนี ในพระราชพิธีหมั้น เมื่อปี พ.ศ. 2462

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ราชเลขานุการประจำพระองค์ ทำหนังสือแจ้งข่าวที่ทรงหมั้นมายังรัฐบาลไทย ซึ่งมี จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีในเวลานั้น รัฐบาลได้แจ้งประกาศข่าวอันเป็นมงคลนี้ให้พสกนิกรทราบ ยังความปลื้มปีติยินดีแก่เหล่าประชาชนชาวไทยถ้วนทั่วหน้ากัน

ที่มา : https://www.komchadluek.net/news/today-in-history/380155
https://th.wikipedia.org/wiki/พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส_พุทธศักราช_2493

งานประชุมวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง 2569 เปิดฉากยิ่งใหญ่ที่ “สุสานหลวงหมิง” ชูมรดกโลกสู่พลังวัฒนธรรมร่วมสมัย ผู้เชี่ยวชาญชูบทบาทรวมชาติพันธุ์จีน ชูนวัตกรรมดิจิทัลสร้างแรงบันดาลใจใหม่

งานประชุมวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง ประจำปี 2569 เปิดฉากยิ่งใหญ่
ณ สุสานหลวงราชวงศ์หมิง ชูแนวคิด
“วิจิตรตระการตามรดกโลก พลิกฟื้นวัฒนธรรมรุ่งเรือง”

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา งานประชุมวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty Culture Forum) ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “World Heritage Splendor, Cultural Renaissance” (วิจิตรตระการตามรดกโลก พลิกฟื้นวัฒนธรรมรุ่งเรือง) ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวสุสานหลวงราชวงศ์หมิง ในเขตฉางผิง งานนี้เป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของบุคคลระดับแถวหน้า ทั้งนักประวัติศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกทางวัฒนธรรม บุคลากรในแวดวงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ตลอดจนผู้ที่หลงใหลในวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงจากทั่วประเทศ งานประชุมนี้มีขึ้นเพื่อร่วมสำรวจคุณค่าร่วมสมัยของวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การสัมมนาทางวิชาการ นิทรรศการพิเศษ การเสวนาคู่ขนาน และการจัดแสดงด้วยนวัตกรรมดิจิทัล ทั้งยังอาศัยความได้เปรียบอันเป็นเอกลักษณ์ของเขตฉางผิง ซึ่งตั้งอยู่บนจุดตัดของเส้นทางสายวัฒนธรรมหลักทั้ง 3 สาย มาร่วมนำเสนอแนวทางใหม่ในการอนุรักษ์และต่อยอดวัฒนธรรมดั้งเดิมอันล้ำค่าของจีนให้เกิดนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ต่อไป

งานประชุมระยะเวลา 2 วันนี้ แบ่งออกเป็น 4 ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ พิธีเปิดงาน, การเสวนาคู่ขนาน 4 หัวข้อ, การประชุมสัมมนาทางวิชาการในวาระครบรอบ 70 ปีแห่งการขุดค้นสุสานติ้งหลิง และนิทรรศการพิเศษจัดแสดงโบราณวัตถุสมัยราชวงศ์หมิง งานนี้ผสานความลุ่มลึกทางวิชาการ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมได้อย่างลงตัว พร้อมยกระดับสู่การเป็นเวทีระดับชาติในการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง ที่ทั้งมีความเป็นมืออาชีพ ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีล้ำสมัย และก้าวไกลสู่สายตาชาวโลก

พิธีเปิดสุดยิ่งใหญ่ รวมพลผู้เชี่ยวชาญระดับแถวหน้า ร่วมพลิกฟื้นวัฒนธรรมหมิง เชื่อมโยงอดีตสู่ปัจจุบัน

ณ เวลา 9:00 น. พิธีเปิดงานได้เริ่มต้นขึ้นอย่างตื่นตาตื่นใจด้วยภาพยนตร์สั้นสุดสมจริงด้วยเทคโนโลยี AI ในชื่อ “Chang Xiaoming Takes You on a Tour of Ming Culture” (ฉางเสี่ยวหมิงพาทัวร์วัฒนธรรมหมิง) โดยมีมนุษย์เสมือนจริงในรูปแบบโฮโลแกรมอย่าง “ฉางเสี่ยวหมิง” พาทุกคนข้ามมิติไปยังสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของราชวงศ์หมิง ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังต้องห้าม เมืองก่งหัว ด่านจวียง และสุสานราชวงศ์หมิง ซึ่งการผสานโลกเสมือนและโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างแนบเนียนนี้ ได้ช่วยชุบชีวิตภาพภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ตระการตาของราชวงศ์หมิงให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ไฮไลต์สำคัญในพิธีเปิดอยู่ที่การกล่าวปาฐกถาพิเศษ 3 หัวข้อหลัก ซึ่งถือเป็นแกนกลางทางวิชาการของงานในครั้งนี้ โดยศาสตราจารย์ เหมา เพ่ยฉี (Mao Peiqi) จากมหาวิทยาลัยเหรินหมินแห่งประเทศจีน และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ประจำสมาคมศึกษาประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงแห่งประเทศจีน ได้บรรยายในหัวข้อ “The Ming Dynasty: A Crucial Stage in the Development of a Unified Multi-Ethnic China” (ราชวงศ์หมิง: ช่วงเวลาสำคัญในการพัฒนาประเทศจีนอันเป็นปึกแผ่นของหลากหลายชาติพันธุ์) เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของราชวงศ์หมิงในการวางรากฐานหลอมรวมชาติพันธุ์อันหลากหลายให้เป็นหนึ่งเดียว ขณะที่ซ่าน จี้เสียง (Shan Jixiang) ภัณฑารักษ์คนที่ 6 ของพิพิธภัณฑ์พระราชวัง ได้ร่วมถ่ายทอดในหัวข้อ “The Chinese Cultural Heritage and Cultural Confidence” (มรดกทางวัฒนธรรมของจีนและความเชื่อมั่นทางวัฒนธรรม) เพื่อเผยให้เห็นความสำคัญในยุคปัจจุบันของการอนุรักษ์วัฒนธรรมหมิงผ่านมุมมองของการปกป้องมรดก และปิดท้ายด้วยเฉิน เซียวซาน (Chen Xiaoshan) นักวิจัยจากสถาบันประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ สังกัดสถาบันวิทยาศาสตร์จีน ที่มาเจาะลึกเรื่องการแลกเปลี่ยนระหว่างจีนกับต่างประเทศในสมัยราชวงศ์หมิง โดยวิเคราะห์ผลกระทบอันลึกซึ้งของการหลั่งไหลเข้ามาของพืชผลและสินค้าจากทวีปอเมริกาที่มีต่อโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมจีน

บรรยากาศภายในงานยังได้รับการร้อยเรียงอย่างสละสลวยด้วยการแสดงดนตรีประกอบบทกวีสมัยราชวงศ์หมิงเรื่อง “Song of Tomorrow” (บทเพลงแห่งวันพรุ่งนี้) ซึ่งท่วงทำนองอันไพเราะอ่อนช้อยนี้ได้ถ่ายทอดแนวคิดเชิงปรัชญาของเหล่าปัญญาชนในยุคหมิงออกมาได้อย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้ อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้ร่วมงานคือเทคโนโลยีโฮโลแกรมอินเตอร์แอคทีฟในชุด “Chang Xiaoming: A Record of Ming Dynasty Knowledge” (ฉางเสี่ยวหมิง: บันทึกองค์ความรู้แห่งราชวงศ์หมิง) โดยมนุษย์ดิจิทัลรายนี้ได้ร่วมโต้ตอบกับโบราณวัตถุที่จัดแสดง พร้อมเปิดฉากบทสนทนาเสมือนจริงกับเหล่านักปราชญ์แห่งราชวงศ์หมิง เกิดเป็นเวทีแลกเปลี่ยนทางปัญญาครั้งสำคัญที่ก้าวข้ามกาลเวลากว่า 6 ศตวรรษ

ขณะเดียวกัน ในช่วงการเสวนา สามผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ หลิว โจว (Lyu Zhou) จากมหาวิทยาลัยชิงหวา, ถัง เกิงเซิ่ง (Tang Gengsheng) จากสมาคมวิจัยจูหยวนจาง และหู ฮั่นเซิง (Hu Hansheng) ผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกทางวัฒนธรรมประจำสุสานราชวงศ์หมิง ได้ร่วมเปิดประเด็นเจาะลึกแลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับความเป็นไปได้และความจำเป็นในการพัฒนาโครงการธีมพาร์ควัฒนธรรมราชวงศ์หมิง

4 ปีแห่งความมุ่งมั่น: ฉางผิงเดินหน้ายกระดับแบรนด์เมืองวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง

นับตั้งแต่ที่ได้เปิดตัวงานประชุมวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2565 เขตฉางผิงก็ได้เดินหน้าขับเคลื่อนแบรนด์วัฒนธรรมราชวงศ์หมิงอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน โดยจนถึงปัจจุบัน เวทีแห่งนี้ได้จัดการประชุมหลักไปแล้ว 5 ครั้ง การเสวนาคู่ขนาน 23 หัวข้อ และการสัมมนาทางวิชาการอีก 3 ครั้ง ควบคู่ไปกับการจัดนิทรรศการโบราณวัตถุในธีมพิเศษ 12 ครั้ง และกิจกรรมบรรยายในซีรีส์ “Ming Dynasty Lecture Series” อีก 36 ครั้ง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา งานนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศกว่า 270 ท่านมาร่วมแชร์มุมมอง โดยมียอดผู้เข้าร่วมงานสะสมรวมกว่า 2,600 คน นอกจากนี้ ผลงานวิจัยทางวิชาการที่ตกผลึกจากการประชุมยังได้รับการรวบรวมและตีพิมพ์แล้วถึง 10 เล่ม ตอกย้ำความสำเร็จของเวทีนี้ในการก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มชั้นนำระดับโลกสำหรับการศึกษาวิจัยและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง

เขตฉางผิงอาศัยความได้เปรียบอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเป็นเขตเดียวในกรุงปักกิ่งที่เป็นจุดตัดของเส้นทางสายวัฒนธรรมหลักทั้ง 3 สาย จึงได้เดินหน้าพัฒนาระบบอนุรักษ์วัฒนธรรมราชวงศ์หมิงอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการบูรณะปฏิสังขรณ์แหล่งมรดกโลกสุสานราชวงศ์หมิง การจับมือสร้างเครือข่ายจัดนิทรรศการร่วมกับกลุ่มสุสานจักรพรรดิราชวงศ์หมิงทั่วประเทศ ไปจนถึงการสร้างแพลตฟอร์มจัดแสดงวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงในรูปแบบดิจิทัล นอกจากนี้ การสร้างสรรค์ลิขสิทธิ์ (IP) อย่าง “ฉางเสี่ยวหมิง” และมินิโปรแกรมจัดนิทรรศการออนไลน์ ยังประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจในวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงผ่านกลยุทธ์การสื่อสารที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกัน เขตฉางผิงยังได้ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ด้วยการเชื่อมโยงด่านจวียง น้ำพุไป่ฟู่ และสุสานราชวงศ์หมิง เข้าไว้ด้วยกันเป็นเส้นทางท่องเที่ยวสายวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงแบบเบ็ดเสร็จ พร้อมทั้งจัดตั้งแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านการแพทย์แผนจีน มรดกทางวัฒนธรรมดิจิทัล และการอนุรักษ์กำแพงเมืองจีน เพื่อผสานทรัพยากรทางวัฒนธรรมให้ขับเคลื่อนไปพร้อมกับการพัฒนาในภาคอุตสาหกรรม และด้วยแรงหนุนจากการรายงานข่าวอย่างเป็นระบบของสื่อรายใหญ่ ๆ ในจีน เขตฉางผิงจึงสามารถผลักดันวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงให้ขจรขจายสู่สายตาชาวโลกได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับอนาคตข้างหน้า เขตฉางผิงพร้อมปักหมุดหมายใหม่โดยใช้เวทีงานประชุมนี้เป็นตัวขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์เชิงลึกใน 5 ทิศทางหลัก ได้แก่ การสร้างกลไกการวิจัยระยะยาวร่วมกับสมาคมศึกษาประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงแห่งประเทศจีน เพื่อยกระดับเวทีแลกเปลี่ยนทางวิชาการ, การเร่งเดินหน้าแผนงานและการก่อสร้างโครงการธีมพาร์ควัฒนธรรมราชวงศ์หมิงเพื่อบูรณาการทรัพยากรทางวัฒนธรรมในพื้นที่สุสานหลวงฯ อย่างเป็นระบบ, การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้อนุรักษ์มรดกให้เข้มข้นยิ่งขึ้นด้วยระบบจัดแสดงดิจิทัลและการยกระดับเทคโนโลยีตรวจเฝ้าระวังโบราณวัตถุ, การผลักดันการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมอย่างเต็มรูปแบบบนเส้นทางสายวัฒนธรรมทั้ง 3 สาย เพื่อปั้น IP การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมหมิงที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และการขยายขีดความสามารถด้านการสื่อสารในระดับสากล เพื่อเดินหน้าถ่ายทอดเรื่องราวความรุ่งเรืองของอารยธรรมราชวงศ์หมิงสู่สายตาชาวโลก จากความมุ่งมั่นทั้งหมดนี้ เขตฉางผิงตั้งเป้าที่จะนำมรดกโลกอันล้ำค่านี้มาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการพัฒนาเมืองอย่างมีคุณภาพ พร้อมทั้งร่วมเป็นกำลังสำคัญในการหนุนส่งกรุงปักกิ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมระดับชาติ

ที่มา: งานประชุมวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง ประจำปี 2569

ถอนรายชื่อแล้วจบหรือ? เพิกถอนคนทุจริตคือจุดเริ่มต้น คดีโกงสอบท้องถิ่นสะเทือนระบบราชการ 5,814 รายชื่อผิดปกติ แต่บทพิสูจน์รัฐบาลคือปิดช่องโกงสอบราชการให้ได้จริง คำถามใหญ่ไม่ใช่ใครโกง แต่ใครทำให้ระบบถูกโกงได้หลายพันราย

โกงสอบท้องถิ่น 5,814 รายชื่อ

ถอนคนผิดแล้วจบหรือ? เมื่อความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องสอบ

กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และระบบราชการไทย

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเรื่องของคนกลุ่มหนึ่งพยายามโกงข้อสอบเพื่อให้ตัวเองมีงานทำ แต่เป็นข้อกล่าวหาเกี่ยวกับขบวนการที่อาจเชื่อมโยงตั้งแต่ผู้มีหน้าที่จัดสอบ ผู้แก้ไขคะแนน นายหน้าเรียกรับเงิน ไปจนถึงผู้เข้าสอบที่ได้รับประโยชน์จากคะแนนซึ่งถูกเปลี่ยนแปลง

จากการตรวจสอบผู้ที่ได้รับการเรียกบรรจุแล้วกว่า 15,000 ราย กระทรวงมหาดไทยเปิดเผยในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ว่า พบประมาณ 5,000 รายที่คะแนนประกาศไม่ตรงกับไฟล์ภาพกระดาษคำตอบ ก่อนที่ข้อมูลล่าสุดจะระบุจำนวนรายชื่อซึ่งพบความผิดปกติและถูกส่งให้พิจารณาเพิกถอนการบรรจุอยู่ที่ 5,814 ราย โดยคณะกรรมการกลางที่เกี่ยวข้องมีกำหนดพิจารณาในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569

ตัวเลขดังกล่าวมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะอธิบายว่าเป็นเพียงความผิดพลาดทางเทคนิค หรือความบกพร่องเฉพาะจุดโดยไม่ตรวจสอบอย่างถึงที่สุด

แต่ในเวลาเดียวกัน สังคมต้องแยกให้ออกระหว่างคำว่า “รายชื่อที่พบความผิดปกติ” กับ “ผู้กระทำผิดที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว” เพราะผู้ที่ถูกตรวจสอบแต่ละรายต้องได้รับสิทธิชี้แจงและพิจารณาจากหลักฐานเป็นรายบุคคล ไม่ควรถูกเหมารวมว่ามีเจตนาทุจริตทั้งหมดก่อนกระบวนการสิ้นสุด

จากข้อสอบหนึ่งชุด สู่ข้อกล่าวหาทั้งขบวนการ

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 สำนักงาน ป.ป.ช. มีมติรับกรณีดังกล่าวไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษ โดยระบุว่ามีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการแก้ไขคะแนนสอบและเรียกรับเงินจากผู้สมัคร เพื่อช่วยเหลือให้สอบผ่าน

กลุ่มบุคคลที่ ป.ป.ช. เตรียมตรวจสอบไม่ได้มีเพียงผู้เข้าสอบ แต่ครอบคลุมถึงผู้บริหารระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดสอบและประกาศผล กลุ่มผู้แก้ไขคะแนน นายหน้า และบุคคลอื่นที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยจะประสานความร่วมมือกับตำรวจและกรมสอบสวนคดีพิเศษด้วย

ข้อกล่าวหาเหล่านี้ยังต้องผ่านกระบวนการไต่สวน และผู้ถูกกล่าวหายังคงต้องได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาถึงที่สุด

อย่างไรก็ตาม ขอบเขตของการสอบสวนสะท้อนว่า ปัญหาครั้งนี้ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงคำถามว่า “ผู้เข้าสอบคนใดโกง” แต่ต้องตรวจสอบไปถึงว่า ระบบถูกออกแบบและควบคุมอย่างไร จึงเปิดช่องให้บุคคลภายนอกหรือเจ้าหน้าที่บางส่วนสามารถเข้าไปแตะต้องข้อมูลคะแนนได้

เพิกถอน 5,814 ราย อาจเป็นเพียงการแก้ปลายเหตุ

หากตรวจสอบแล้วพบว่าบุคคลใดได้เข้ารับราชการโดยอาศัยคะแนนที่ถูกแก้ไข การเพิกถอนการบรรจุเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะตำแหน่งนั้นอาจได้มาโดยไม่ชอบ และยังเป็นการแย่งโอกาสจากผู้เข้าสอบที่ทำคะแนนได้อย่างสุจริต

แต่การนำผู้ได้ประโยชน์ออกจากตำแหน่งเพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถถือได้ว่ารัฐแก้ไขปัญหาครบถ้วนแล้ว

รัฐบาลต้องตอบคำถามอย่างน้อยว่า

ใครเป็นผู้อนุมัติกระบวนการจัดสอบ ใครควบคุมข้อมูลต้นฉบับ ใครสามารถเข้าถึงไฟล์คะแนน ใครตรวจรับงานของผู้จัดสอบ และเหตุใดระบบตรวจสอบภายในจึงไม่พบความผิดปกติก่อนประกาศผลและเรียกบรรจุคนจำนวนมาก

คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของรัฐบาลระบุว่าจะตรวจสอบตั้งแต่ขั้นเตรียมการสอบ การจัดทำข้อกำหนดการจ้าง การออกและเก็บรักษาข้อสอบ ขั้นตอนระหว่างสอบ ตลอดจนการตรวจ ประมวลผล และประกาศคะแนน โดยให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และมีกำหนดดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

หากตรวจพบว่าระบบมีช่องโหว่ แต่ผู้มีหน้าที่กำกับดูแลไม่ต้องรับผิดชอบเลย การดำเนินการกับผู้เข้าสอบปลายทางก็อาจกลายเป็นเพียงการตัดกิ่ง โดยปล่อยให้รากของปัญหายังคงอยู่

คนสอบสุจริตคือผู้เสียหายที่ไม่ควรถูกลืม

คนที่ได้รับความเสียหายโดยตรงไม่ได้มีเพียงรัฐหรือหน่วยงานที่เสียชื่อเสียง แต่รวมถึงผู้สมัครสอบจำนวนมากที่เตรียมตัว อ่านหนังสือ เสียค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ด้วยความหวังว่าจะได้รับโอกาสจากการแข่งขันที่เป็นธรรม

หากตำแหน่งหนึ่งถูกมอบให้กับผู้ที่ได้คะแนนจากการแก้ไข ย่อมหมายความว่าอีกคนหนึ่งซึ่งควรได้รับการเรียกบรรจุอาจเสียโอกาสไป

รัฐบาลจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การประกาศรายชื่อผู้ถูกเพิกถอน แต่ต้องจัดทำกระบวนการคืนความเป็นธรรมให้ผู้สอบสุจริต เช่น การตรวจคะแนนใหม่จากหลักฐานต้นฉบับ การจัดลำดับบัญชีใหม่ และการพิจารณาว่าผู้เสียโอกาสควรได้รับสิทธิหรือการเยียวยาอย่างไร

ประเด็นนี้ซับซ้อนกว่าการให้สอบใหม่ทั้งหมด เพราะการสอบใหม่อาจสร้างภาระซ้ำให้ผู้สมัครที่ไม่ได้ทำอะไรผิด และอาจไม่สามารถคืนเวลา รายได้ หรือโอกาสที่สูญเสียไปแล้วได้อย่างแท้จริง

ทางออกจึงต้องตั้งอยู่บนหลักฐานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และต้องเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบอุทธรณ์หรือร้องขอให้ตรวจสอบคะแนนของตนเอง

ใครรับผิดชอบเงินเดือนและคำสั่งราชการที่ผ่านมา?

กรณีนี้ยังมีปัญหาทางกฎหมายและการบริหารอีกหลายชั้น

ผู้ที่ถูกตรวจสอบจำนวนหนึ่งได้รับการบรรจุและปฏิบัติงานไปแล้ว บางคนอาจได้รับเงินเดือน ลงนามในเอกสาร หรือมีส่วนดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยเคยระบุว่า เรื่องเงินเดือนและผลย้อนหลังจะต้องพิจารณาตามขั้นตอนทางกฎหมาย

รัฐจึงต้องกำหนดแนวทางที่ชัดเจนว่า หากพบว่าการบรรจุไม่ชอบ จะจัดการกับเงินเดือนที่จ่ายไปอย่างไร การปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมาได้รับความคุ้มครองเพียงใด และจะป้องกันไม่ให้บริการประชาชนในพื้นที่สะดุดอย่างไร

การตัดสินใจทุกอย่างต้องแยกระหว่างผู้มีเจตนาร่วมทุจริต ผู้ได้รับประโยชน์โดยรู้เห็น ผู้ที่อาจไม่ทราบว่าคะแนนถูกเปลี่ยนแปลง และผู้ที่ถูกนำชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องโดยผิดพลาด

ความรวดเร็วเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องไม่แลกกับความเป็นธรรมรายบุคคล

ทำไมเรื่องนี้จึงเกี่ยวข้องกับประชาชนทุกคน?

ข้าราชการและพนักงานท้องถิ่นไม่ได้ทำงานอยู่ห่างไกลจากชีวิตประชาชน พวกเขาเกี่ยวข้องกับงานทะเบียน การจัดเก็บรายได้ การออกใบอนุญาต การดูแลถนน ขยะ น้ำประปา สาธารณสุข การศึกษา และการใช้งบประมาณในพื้นที่

หากประตูเข้าสู่ระบบราชการสามารถซื้อขายหรือเปลี่ยนแปลงผลสอบได้ คำถามย่อมไม่ได้หยุดอยู่ที่ความสามารถของบุคลากร แต่รวมถึงความซื่อสัตย์ในการปฏิบัติหน้าที่หลังจากเข้ารับราชการแล้ว

คนที่เริ่มต้นเส้นทางราชการด้วยการจ่ายเงินหรืออาศัยการแก้คะแนน อาจมองตำแหน่งเป็นการลงทุนที่ต้องหาทางถอนทุนคืน มากกว่าจะมองเป็นหน้าที่รับใช้ประชาชน

จึงไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะกล่าวว่า การโกงข้อสอบราชการวันนี้ อาจกลายเป็นความเสี่ยงด้านการทุจริตงบประมาณ การเรียกรับผลประโยชน์ และบริการที่ไม่มีคุณภาพในวันข้างหน้า

5 เรื่องที่รัฐบาลต้องเปิดเผยต่อสังคม

เพื่อให้การจัดการปัญหาครั้งนี้ไม่จบลงเพียงการประกาศตัวเลข รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยควรเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างน้อย 5 เรื่อง

หนึ่ง ต้องอธิบายว่าพบความผิดปกติด้วยวิธีใด และมีมาตรฐานใดใช้แยกความผิดพลาดทางระบบออกจากการแก้ไขโดยเจตนา

สอง ต้องเปิดเผยจำนวนผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นทางการ แยกเป็นผู้ถูกตรวจสอบ ผู้ถูกเพิกถอน ผู้ที่ยังอยู่ระหว่างชี้แจง และผู้สอบสุจริตที่ควรได้รับการเรียกบรรจุแทน

สาม ต้องระบุความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานในทุกขั้นตอน ไม่จำกัดเฉพาะผู้เข้าสอบและนายหน้า

สี่ ต้องมีแผนเยียวยาผู้สอบสุจริต พร้อมช่องทางให้ตรวจสอบคะแนนและอุทธรณ์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ห้า ต้องเปิดเผยการปฏิรูประบบจัดสอบครั้งต่อไป ตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูลต้นฉบับ การแบ่งสิทธิการเข้าถึง การบันทึกประวัติการแก้ไข การตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม และการเก็บหลักฐานให้สามารถตรวจย้อนหลังได้

ถอนคนโกงออก ต้องถอนระบบที่เอื้อให้โกงได้ด้วย

กรณีสอบท้องถิ่นครั้งนี้อาจเป็นโอกาสสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นต่อระบบราชการ หากรัฐบาลกล้าตรวจสอบทั้งผู้ให้ ผู้รับ นายหน้า เจ้าหน้าที่ และผู้มีอำนาจที่ปล่อยให้กระบวนการเกิดขึ้น

แต่หากเรื่องจบลงด้วยการเพิกถอนผู้เข้าสอบจำนวนหนึ่ง ขณะที่ผู้สร้างช่องทาง ผู้อนุมัติระบบ และผู้ได้รับผลประโยชน์ระดับสูงไม่ต้องรับผิดชอบ ความเชื่อมั่นของประชาชนคงไม่สามารถกลับคืนมาได้

เป้าหมายจึงไม่ควรมีเพียงการหาว่าใครโกงข้อสอบ แต่ต้องค้นหาให้ได้ว่า ใครทำให้ระบบราชการไทยสามารถถูกโกงได้ในระดับหลายพันราย

การเพิกถอนคนที่พิสูจน์แล้วว่าทุจริตเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนบทพิสูจน์ที่แท้จริงคือ รัฐจะคืนโอกาสให้คนสุจริต นำผู้เกี่ยวข้องทุกระดับมารับผิด และปิดช่องโหว่ไม่ให้เหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นอีกได้หรือไม่

เพราะตำแหน่งราชการไม่ใช่รางวัลของคนที่จ่ายมากที่สุด แต่เป็นความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้แก่ผู้ที่มีทั้งความสามารถและความซื่อสัตย์

หากแม้แต่ประตูเข้าสู่ระบบยังไม่สุจริต ประชาชนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามว่า ภายในระบบนั้นยังเหลือความน่าเชื่อถืออยู่มากเพียงใด

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำจากข้อมูลที่เปิดเผยถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 บุคคลและรายชื่อที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบยังต้องได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะผ่านกระบวนการพิจารณาตามกฎหมาย

18 กรกฎาคม 2538 น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จย่า’ ผู้ทรงเป็นแสงแห่งการแพทย์และความพอเพียง สอนคุณค่าการให้ ผ่านพระราชกรณียกิจเพื่อผู้ยากไร้ เปลี่ยนความห่วงใยเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ ‘สมเด็จย่า’ เสด็จสวรรคตที่โรงพยาบาลศิริราช รวมพระชนม์มายุ 95 พรรษา

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ ‘สมเด็จย่า’ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2443 ทรงเป็นบุตรคนที่ 3 ใน พระชนกชู และ พระชนนีคำ พระนามเดิมคือ สังวาลย์ ตะละภัฏ ในวัยประมาณ 7-8 ขวบ ครอบครัวได้นำพระองค์ไปฝาก คุณจันทร์ แสงชูโต ซึ่งเป็นพระพี่เลี้ยงในพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ ทรงเข้าเรียนมัธยมที่โรงเรียนสตรีวิทยา จากนั้นเข้าโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์ และหญิงพยาบาลแห่งศิริราช ซึ่งเป็นโรงเรียนพยาบาลแห่งเดียวในประเทศไทยในขณะนั้น

ทรงเป็นนักเรียนที่มีอายุน้อยที่สุดในรุ่นของพระองค์ซึ่งมีจำนวนเพียง 14 คน พระองค์ทรงเรียนได้ดีและทรงศึกษาสำเร็จภายในสามปี และทรงทำงานต่อที่โรงพยาบาลศิริราช ตามข้อผูกพันของการเป็นนักเรียนหลวง

ในปี พ.ศ. 2460 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงได้รับทุนให้ไปเรียนวิชาพยาบาลเพิ่มเติมที่สหรัฐอเมริกา ในระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่นั้น ได้ทรงพบกับ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ (พระบรมราชชนก) ซึ่งได้ทรงถูกพระทัย และขอพระราชทานพระราชานุญาตหมั้นกับ นางสาวสังวาลย์

จากนั้นได้ทรงจัดพิธีอภิเษกสมรส ที่วังสระปทุมเมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2463 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการแพทย์ ทรงจัดตั้งหน่วยแพทย์อาสาเดินทางไปรักษาผู้ป่วยในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ ทรงตั้งมูลนิธิขาเทียมออกจัดทำขาเทียมให้ผู้พิการ

นอกจากนี้ ตลอดพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนชาวไทยอย่างมากมาย อาทิ ทรงให้การอุปถัมภ์ราษฎรชาวไทยภูเขาที่อาศัยในถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้มีอาชีพ ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตที่ดี จนเป็นที่มาของ ‘มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง’ นอกจากนี้ยังทรงเป็นแบบอย่างของความพอเพียง ทรงสอนพระโอรสและพระธิดา ให้รู้จัก ‘การให้’ มาตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ โดยพระองค์จะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า ‘กระป๋องคนจน’ หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก ‘เก็บภาษี’ หยอดใส่กระปุกนี้ 10% และทุกสิ้นเดือนพระองค์จะเรียกประชุมเพื่อตรัสว่า จะนำเงินในกระป๋องไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน

ไทย–ญี่ปุ่น จับมือยกระดับแรงงาน ‘จุลพันธ์’ เยี่ยมแรงงานไทยในญี่ปุ่น ชูโมเดลพัฒนาฝีมือ–ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานต่างแดน พบแรงงานไทยกว่า 1,300 คน ย้ำไทยพร้อมปั้นแรงงานคุณภาพ

‘จุลพันธ์’ ลงพื้นที่ญี่ปุ่น ตรวจเยี่ยมแรงงานไทยในบริษัท Kanemi Foods ชูโมเดลความร่วมมือสร้างทักษะฝีมือแรงงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยในต่างแดน

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศญี่ปุ่น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน เดินทางเยือนบริษัท Kanemi Foods Co., Ltd. สาขาไซตามะ เพื่อตรวจเยี่ยมการทำงานและพบปะพูดคุยกับพี่น้องแรงงานไทย พร้อมหารือร่วมกับผู้บริหารของบริษัทฯ และองค์กรกำกับดูแล AI Family Cooperative Society ถึงแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพแรงงานไทย โดยมี พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) นายสุรเกียรติ เทียนทอง ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวบุณยกร ดำรงรัตน์ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวสดุดี กิตติสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ นางสาวพรรวี นาคพิพัฒน์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) สำนักงานแรงงานไทยในญี่ปุ่น ร่วมหารือด้วย ณ บริษัท Kanemi Foods Co., Ltd. สาขาไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารพร้อมรับประทานยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น

สำหรับการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ นายจุลพันธ์ ได้รับชมมาตรฐานการดำเนินงานของบริษัทฯ ทั้งด้านคุณภาพการผลิต ความปลอดภัยในการทำงาน และการพัฒนาบุคลากร ซึ่งสะท้อนถึงความใส่ใจต่อพนักงาน โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณบริษัท Kanemi Foods ที่ให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพของแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันบริษัทมีการจ้างงานแรงงานไทยรวมทั้งสิ้นกว่า 1,332 คน แบ่งเป็นผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค 1,084 คน และแรงงานทักษะเฉพาะอีก 248 คน นอกจากนี้ บริษัทฯ แจ้งว่าอยู่ระหว่างการขยายสาขาโรงงานและประสงค์จะรับแรงงานไทยเข้ามาทำงานเพิ่มเติมด้วย

นายจุลพันธ์ ได้กล่าวให้โอวาทแก่แรงงานไทยตอนหนึ่งว่า "การทำงานในต่างประเทศนอกจากจะเป็นโอกาสในการสร้างรายได้แล้ว ยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้เทคโนโลยี วิธีการทำงาน และวัฒนธรรมการทำงานระดับสากล ขอให้ทุกคนตั้งใจเรียนรู้ พัฒนาตนเอง รักษาระเบียบวินัย และมีความรับผิดชอบ เพราะพวกท่านไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนของตนเองหรือครอบครัว แต่เป็นตัวแทนของประเทศไทยในสายตานายจ้างและสังคมญี่ปุ่น"

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ ยังได้เน้นย้ำถึงนโยบายหลักของกระทรวงแรงงานภายใต้แนวคิด "เรียนได้งบ จบได้งาน" เพื่อมุ่งผลิตแรงงานคุณภาพที่สามารถตอบสนองความต้องการของนายจ้างญี่ปุ่นได้ตั้งแต่วันแรกของการทำงาน พร้อมทั้งมุ่งมั่นพัฒนาไประบบการจัดส่งแรงงานที่มีความโปร่งใส เป็นธรรม ลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมให้แรงงานไทยเดินทางไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานยังได้แสดงความขอบคุณไปยัง AI Family Cooperative Society ที่ทำหน้าที่เป็นองค์กรกำกับดูแลและประสานงาน ให้คำปรึกษาแก่แรงงานไทยอย่างใกล้ชิด ซึ่งความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างบริษัท องค์กรกำกับดูแล และหน่วยงานภาครัฐ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การจ้างงานแรงงานไทยประสบความสำเร็จและสร้างประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ พร้อมยืนยันว่ากระทรวงแรงงานและสำนักงานแรงงานในประเทศญี่ปุ่น พร้อมให้การสนับสนุนและเป็นที่พึ่งให้กับแรงงานไทยทุกคนเสมอ

เชลล์เปิด “วี-เพาเวอร์ คลับ”!! โปรแกรมใหม่ตอบแทนลูกค้าพรีเมียม สิทธิพิเศษเติมน้ำมันและบริการครบครัน เลื่อนระดับรับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น พันธมิตรหลากหลายเติมเต็มทุกไลฟ์สไต

กรุงเทพฯ, 17 กรกฎาคม 2569 – บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เปิดตัว “เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ” (Shell V-Power Club) โปรแกรมใหม่เพื่อตอบแทนสมาชิกเชลล์ โกพลัส (Shell GO+) ที่เลือกเติมน้ำมัน เชลล์ วี-เพาเวอร์ น้ำมันเชื้อเพลิงเกรดพรีเมียมคุณภาพสูง สูตรที่ดีที่สุดของเชลล์ ด้วยสิทธิประโยชน์และประสบการณ์ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการขับขี่และการใช้ชีวิตประจำวัน พร้อมสร้างความคุ้มค่าเติมเต็มทุกการเดินทาง


เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ เป็นโปรแกรมสมาชิกบนแอปพลิเคชัน Shell Asia ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์หลากหลาย อาทิส่วนลดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ส่วนลดสำหรับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่ศูนย์บริการเชลล์ เฮลิกส์ พลัส บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง บริการตรวจเช็กรถฟรี การสะสมคะแนนเพื่อแลกรับของรางวัล ตลอดจนสิทธิพิเศษจากพันธมิตรชั้นนำและกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับสมาชิก และสมาชิกสามารถสะสมยอดการเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ เพื่อเลื่อนระดับสมาชิกและรับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Silver, Gold และ Champion

นางสาวสิริวิภา ยุกตะทัต รองกรรมการบริหาร ธุรกิจโมบิลิตี้ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 134 ปีที่เชลล์ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เรามุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบทั้งประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากเชลล์ให้กับลูกค้า เรามีความภูมิใจอย่างมากกับการเปิดตัว ‘เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ’ ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของเราในการตอบแทนลูกค้าที่ไว้ใจเลือกใช้น้ำมัน เชลล์ วี-เพาเวอร์ ผ่านสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมทั้งด้านการขับขี่และการใช้ชีวิตประจำวัน สำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะทุกประเภท นอกจากนี้ยังเป็นการเชื่อมโยงลูกค้า พันธมิตร และแบรนด์เข้าด้วยกัน สอดคล้องกับพันธกิจของธุรกิจโมบิลิตี้ที่มุ่งมั่นเติมเต็มความสุขในทุกการเดินทาง ‘Make Life’s Journey Better’
ลูกค้าสามารถเข้าร่วมเชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับได้ง่าย ๆ เพียงสมัครสมาชิก Shell GO+ ผ่านแอปพลิเคชัน Shell Asia ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และเริ่มสะสมยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ได้ตั้งแต่การเติมครั้งแรก
สำหรับสมาชิก Shell GO+ ปัจจุบัน ที่มียอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน 2568 – 25 มิถุนายน 2569 จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมเป็นสมาชิกเชลล์ วี-เพาเวอร์คลับโดยอัตโนมัติ พร้อมการคำนวณและกำหนดระดับสมาชิกตามยอดสะสม ทั้งนี้สมาชิกสามารถตรวจสอบระดับสมาชิกและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้ผ่านแอปพลิเคชัน Shell Asia เช่นกัน

สำหรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่สมาชิก เชลล์ วี-เพาเวอร์จะได้รับ แบ่งตามระดับสมาชิกได้ ดังนี้
ระดับ Silver (ยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด สะสม ตั้งแต่ 1–499 ลิตร)
o ส่วนลด 5% เมื่อซื้อหรือเปลี่ยนถ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเชลล์เฮลิกส์ทุกชนิด ที่สถานีบริการเชลล์
o สิทธิพิเศษจากพันธมิตรระดับ Silver
ระดับ Gold (ยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด สะสม ตั้งแต่ 500–999 ลิตร)
o ส่วนลดพิเศษ 0.40 บาท/ลิตร เมื่อเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด
o รับคะแนนสะสม 2 เท่าในเดือนเกิด
o ส่วนลด 7% เมื่อซื้อหรือเปลี่ยนถ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเชลล์เฮลิกส์ทุกชนิด ที่สถานีบริการเชลล์
o สิทธิพิเศษจากพันธมิตรระดับ Gold
ระดับ Champion (ยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิดสะสม ตั้งแต่ 1,000 ลิตรขึ้นไป)
o ส่วนลดพิเศษ 1 บาท/ลิตร เมื่อเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด
o รับคะแนนสะสม 3 เท่าในเดือนเกิด
o ส่วนลด 10% เมื่อซื้อหรือเปลี่ยนถ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเชลล์เฮลิกส์ทุกชนิด ที่สถานีบริการเชลล์
o สิทธิพิเศษจากพันธมิตรระดับ Champion
o สิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

นอกจากนี้ เชลล์ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำหลากหลายแบรนด์ เพื่อมอบความคุ้มค่าและสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในหลากหลายมิติ ทั้งด้านอาหาร สุขภาพ การท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์ อาทิ McDonald’s, After You, MK Restaurants, ธนชาตประกันภัย, โรงพยาบาลกรุงเทพ, Let’s Relax, JW Marriott และร้านอาหารบ้านขนิษฐา เป็นต้น

โปรโมชันพิเศษฉลองการเปิดตัว
เพื่อฉลองการเปิดตัว เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ สมาชิก Shell GO+ รับคะแนนสะสม 2 เท่าทันที เมื่อเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ครบ 500 บาทต่อรายการ จำกัด 5 สิทธิ์ต่อสมาชิกต่อเดือน ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2569
นางสาวสิริวิภา กล่าวเพิ่มเติมว่า “เชลล์ยังคงเดินหน้าพัฒนาสิทธิประโยชน์และสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า ในโอกาสนี้เราขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วม ‘เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ’ ตั้งแต่วันนี้ พร้อมรับสิทธิประโยชน์ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อยกระดับทั้งการขับขี่และการใช้ชีวิตเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง”

ชี้ชะตาโครงสร้าง กสทช.!! ประเด็น “หมอสรณ” ยังไม่จบ จับตาผลทางกฎหมายต่อมติ จ่อพ้นเก้าอี้ กสทช. พร้อมสรรหาคนใหม่แทน หลังมติเอกฉันท์ชี้ ‘หมอสรณ’ มีลักษณะต้องห้าม

เริ่มขบวนการสรรหาบอร์ด กสทช.ใหม่แทน “หมอสรณ”กรณีไม่ถึงศาลปกครอง

การที่คณะกรรมการสรรหาบอร์ด กสทช.มีมติเอกฉันท์ว่าศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 จึงถือว่าได้สละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดหาคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564

ขั้นตอนหลังจากนี้โดยหลักจะเป็นดังนี้

1. คณะกรรมการสรรหาจัดทำมติและคำวินิจฉัยเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น วุฒิสภา และสำนักงาน กสทช. เพื่อรับทราบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
2. ตำแหน่งกรรมการ กสทช. ในโควตาของ นพ.สรณ จะถือว่าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่ง เพราะมติวินิจฉัยใช้หลักว่าเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตั้งแต่ต้น จึงถือว่าไม่ได้มีสิทธิเข้ารับตำแหน่งตามกฎหมาย
3. ต้องเริ่มกระบวนการสรรหากรรมการ กสทช. คนใหม่ (สายคุ้มครองผู้บริโภค) สำหรับตำแหน่งที่ว่าง โดยดำเนินการตามขั้นตอนในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ตั้งแต่การเปิดรับสมัคร การตรวจสอบคุณสมบัติ การสรรหา และเสนอรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่งตั้งตามขั้นตอน
4. หาก นพ.สรณ ไม่เห็นด้วยกับมติ ก็ยังสามารถใช้สิทธิฟ้องศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนมติหรือขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวได้ ซึ่งจะทำให้ประเด็นนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลต่อไป

ประเด็นที่น่าจับตาอีกเรื่องคือ ผลทางกฎหมายต่อมติหรือคำสั่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ นพ.สรณ ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. เรื่องนี้ยังต้องพิจารณาตามหลักกฎหมายปกครองและคำวินิจฉัยของศาล หากมีการฟ้องร้อง เนื่องจากโดยทั่วไปอาจมีการนำหลัก “เจ้าพนักงานโดยพฤตินัย” (de facto officer) มาพิจารณาประกอบ เพื่อไม่ให้การใช้อำนาจขององค์กรเกิดสุญญากาศ แต่จะต้องรอความชัดเจนจากคำวินิจฉัยของศาลหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้น

สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี่
1. รองประธาน กสทช. จะทำหน้าที่ประธานการประชุม หรือกรรมการที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานในกรณีตำแหน่งว่างหรือประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
2. บอร์ดยังมีอำนาจออกมติได้ ตราบใดที่มีองค์ประชุมครบ และการลงมติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
3. ระหว่างนั้นจะต้องดำเนินการสรรหากรรมการคนใหม่ เพื่อเข้ามาแทนตำแหน่งที่ว่าง เมื่อได้รับการแต่งตั้งแล้ว หากเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับประธาน ก็จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ หากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาถือว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามตั้งแต่ต้น จะมีคำถามทางกฎหมายตามมาว่า การได้รับเลือกเป็นประธาน กสทช. ในช่วงที่ผ่านมา มีผลอย่างไร แม้โดยหลักกฎหมายปกครอง มติของบอร์ดที่ออกไปแล้วมักยังได้รับความคุ้มครองตามหลัก “เจ้าพนักงานโดยพฤตินัย” เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อการบริหารราชการ เว้นแต่ศาลจะมีคำวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น

ถ้านายแพทย์สรณไม่ใช้สิทธิ์ฟ้องศาลปกครอง นายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี จะต้องนำความขึ้นกราบบังคมทูล ให้มีพระบรมราชโองการให้นายแพทย์สรณพ้นจากตำแหน่งต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top