Saturday, 6 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

จีนลุยซ้อมรบร่วม!! เตือนญี่ปุ่น สหรัฐ ฟิลิปปินส์ อย่าเล่นกับไฟ ซ้อมรบ Balikatan ญี่ปุ่นร่วมซ้อมเพิ่มความตึงเครียด จีนชี้อาจทำลายเสถียรภาพภูมิภาค

จีนเตือน ญี่ปุ่น สหรัฐ และฟิลิปปินส์ ว่าอย่า “เล่นกับไฟ” หลังทั้ง 3 ประเทศเริ่มการซ้อมรบร่วมประจำปีขนาดใหญ่เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2026

จีนไม่พอใจการซ้อมรบ Balikatan ซึ่งจัดโดยฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ และปีนี้มี กองกำลังญี่ปุ่นเข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญ

โฆษกการต่างประเทศจีน Guo Jiakun กล่าวว่าการรวมกลุ่มด้านความมั่นคงเช่นนี้ “เหมือนเล่นกับไฟ และสุดท้ายจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง”

จีนมองว่าการจับมือทางทหารของประเทศพันธมิตรในภูมิภาคเป็นการเพิ่มความตึงเครียด และอาจกระทบเสถียรภาพในเอเชียแปซิฟิก

ความหมายเชิงยุทธศาสตร์

การซ้อมรบนี้สะท้อนว่า ฟิลิปปินส์ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ มากขึ้น ท่ามกลางข้อพิพาททะเลจีนใต้

การเข้าร่วมของญี่ปุ่น แสดงถึงการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่าง 3 ประเทศ

จีนตอบโต้ทางวาทกรรมเพื่อส่งสัญญาณคัดค้านการล้อมเชิงยุทธศาสตร์

 

ที่มา : https://globalnation.inquirer.net/319117/china-warns-ph-us-japan-vs-playing-with-fire-over-joint-drills?utm_source=chatgpt.com&fbclid=IwY2xjawRT4vJleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFDMElUUDY4ZTFzV0tJTEFJc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHk6QJBzXnb4abcmA1CmPVpNNycouwKcoE1fpELN7Zet0QnDzeQSe_7q6sQQr_aem_ezj3GE8PFcMGW3CekjW7Nw

 

https://www.facebook.com/100044191668273/posts/1513981480084893/?rdid=CCu2m0Pz6YRlFalV#

FM เดินหน้าปั้นอนาคตใหม่!! อัปเกรดองค์กรสู่โซลูชันอาหารคุณภาพสูง เพิ่มพอร์ตไก่มูลค่าสูง-เพ็ทฟู้ด หนุนกำไรโตแกร่ง ดันกำไรทะลุพันล้าน

FM กางโรดแมป JUMP+ รุกขยายตลาดไก่แปรรูปปรุงสุก-อาหารสัตว์เลี้ยง

ปักธงรายได้แตะหมื่นล้าน-กำไรทะลุพันล้านบาท ภายในปี 2571

‘บมจ.ฟู้ดโมเม้นท์’ หรือ FM ประกาศแผนเพิ่มมูลค่าบริษัท (JUMP+ Plan) ใน 3 ปีข้างหน้า (2569 – 2571) ชู 4 กลยุทธ์หลักขับเคลื่อนการเติบโต มุ่งเพิ่มสัดส่วนสินค้าไก่แปรรูปปรุงสุก (CAV) ที่มีมูลค่าเพิ่มและมาร์จิ้นสูง ควบคู่การขยายธุรกิจไก่ดิบเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น พร้อมต่อยอดผลิตภัณฑ์พลอยได้สู่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) เพื่อสร้าง New S-Curve และยกระดับประสิทธิภาพการผลิต มุ่งทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันอาหารคุณภาพสูง ปักธงรายได้ปี 2571 ทะลุ 10,068 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,103 ล้านบาท พร้อมชูแผนยกระดับธรรมาภิบาลและการบริหารความเสี่ยงรอบด้านเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายณัฐพล ดุษฎีโหนด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดโมเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ FM ผู้นำการพัฒนาอาหารแปรรูปปรุงสุกจากเนื้อไก่ (CAV Products) ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตระดับโลก เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้วางโรดแมปการดำเนินงานช่วง 3 ปีข้างหน้า (2569-2571) ภายใต้แผนการเพิ่มมูลค่าบริษัท (JUMP+ Plan) ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

          1.) สร้างการเติบโตผ่านการเพิ่มสัดส่วนธุรกิจสินค้าไก่แปรรูปปรุงสุกที่มีมูลค่าเพิ่ม (CAV) และมีอัตรากำไรสูง เพื่อขยายฐานลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่ม Retail, Food Service และ Quick Service Restaurant  รวมถึงการรักษาและรุกตลาดศักยภาพโดยเฉพาะญี่ปุ่น ตลอดจนผลักดันนวัตกรรมร่วมกับลูกค้าในสหภาพยุโรป และขยายสู่ตลาดใหม่ ได้แก่ แคนาดา ฟิลิปปินส์ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มศักยภาพการทำกำไรในระยะยาว โดยจะช่วยเปลี่ยนบทบาทของบริษัทฯ จากผู้ผลิตวัตถุดิบไปเป็นผู้ให้บริการโซลูชันอาหารคุณภาพสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายอัตรากำไรขั้นต้น

          2.) ขยายธุรกิจไก่ดิบ (Raw Meat) ให้เติบโตสอดคล้องกับความต้องการวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มธุรกิจ CAV และขยายฐานลูกค้าใหม่ในกลุ่ม Food Service และ Industrial ตลอดจนเพิ่มยอดขายชิ้นส่วนไก่ประเภทต่างๆ ในตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างประสิทธิภาพการใช้วัตถุดิบโดยรวมสร้างการเติบโตใหม่ๆ  

          3.) ขยายธุรกิจใหม่โดยการต่อยอดผลิตภัณฑ์พลอยได้ให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง ล่าสุด บริษัทฯ อยู่ระหว่างการศึกษาแผนการลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) ภายใต้บริษัท เอฟแอนด์เอฟเพ็ทฟู้ด จำกัด เพื่อเร่งขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้าง New S-Curve โดยคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงอย่างชัดเจนภายในปี 2571

       4.) ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารต้นทุน ผ่านการนำระบบอัตโนมัติ (Automation) มาใช้ในสายการผลิต การใช้เทคโนโลยี Barcode เพื่อบริหารสินค้าคงคลัง และการทำ Solar Farm เพิ่มเติมเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล โดยมีแผนการยกระดับการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันเพื่อมุ่งสู่การได้รับการรับรองจาก CAC ภายในปี 2571 รวมถึงการพัฒนาระบบป้องกันการใช้ข้อมูลภายในและการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นายสุเมธ มาสิลีรังสี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน กล่าวว่า FM ตั้งเป้าหมายรายได้ที่ 10,068 ล้านบาท และกำไรสุทธิที่ 1,103 ล้านบาท ภายในปี 2571 คิดเป็นอัตราการเติบโตต่อปี 12% นับจากปี 2569-2571 ซึ่งการเติบโตดังกล่าวจะมาจากการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูง การขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยรวม ซึ่งมาตรการเชิงกลยุทธ์เหล่านี้ จะช่วยให้บริษัทฯ สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มอัตรากำไร และเสริมความสามารถการแข่งขันทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศได้อย่างมั่นคง

ZEEKR ลุยตลาดฟลีท ส่งมอบ ZEEKR 7X ยกระดับเดินทางพรีเมียม ร่วมผลักดันพลังงานสะอาด สร้างประสบการณ์เดินทางองค์กร

ZEEKR เดินเกมรุกธุรกิจฟลีทอย่างต่อเนื่อง ส่งมอบ ZEEKR 7X แก่ลูกค้าองค์กร

สู่มาตรฐานการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าระดับพรีเมียม

(กรุงเทพฯ) 21 เมษายน 2569 – ZEEKR แบรนด์รถไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี ส่งมอบ ZEEKR 7X ให้แก่ SIXT Thailand ผู้ให้บริการรถเช่าและรถเช่าพร้อมคนขับชั้นนำของโลก เดินหน้าขยายศักยภาพการให้บริการในรูปแบบฟลีท (Fleet Business) อย่างครบวงจร ยกระดับมาตรฐานการเดินทางให้แก่ภาคธุรกิจ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในประเทศไทย และที่มากกว่าภาพลักษณ์คือความเข้าใจที่ตอบสนองต่อทุกความต้องการของผู้บริโภค ทั้งระดับบุคคลทั่วไปและระดับองค์กรได้อย่างแท้จริง

ZEEKR เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นในการสนับสนุนภาคธุรกิจและองค์กรที่ต้องการการปรับเปลี่ยนยานพาหนะสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์การบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง ZEEKR ได้เริ่มการบริการฟลีทครั้งแรกด้วยการส่งมอบ ZEEKR X ให้แก่ SIXT Thailand ในปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับการให้บริการเช่ารถระดับพรีเมียม และส่งเสริมภาพลักษณ์ผู้นำในตลาด EV ระดับหรูในไทย ซึ่งจากปัญหาวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้องค์กรภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง เริ่มให้ความสำคัญกับเปลี่ยนผ่านการไปสู่พลังงานสะอาดสำหรับธุรกิจขนส่งขององค์กรมากขึ้น

ZEEKR 7X เป็นเอสยูวีไฟฟ้าที่ได้รับการออกแบบ ด้วยความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ภายใต้แนวคิดที่ผสานสมรรถนะขั้นสูง เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ ความสะดวกสบายเหนือระดับ และระบบความปลอดภัยที่ครอบคลุม เพื่อรองรับการใช้งานในภาคธุรกิจอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นบริการรับส่งผู้บริหารระดับสูง การให้บริการลูกค้าระดับพรีเมียม หรือการใช้งานในองค์กรที่ต้องการยกระดับภาพลักษณ์ควบคู่กับสมรรถนะการขับขี่ชั้นสูงด้วยมาตรฐานความปลอดภัย ZEEKR 7X จึงไม่ได้เป็นเพียงยานยนต์ แต่เป็น “ประสบการณ์การเดินทาง” ที่สะท้อนตัวตนขององค์กรชั้นนำอย่างแท้จริง

การส่งมอบครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นขององค์กรชั้นนำที่มีต่อ ZEEKR ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ด้านประสิทธิภาพและความคุ้มค่า แต่ยังสะท้อนภาพลักษณ์องค์กรยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม เทคโนโลยี ประสบการณ์ระดับพรีเมียม และการบริหารจัดการต้นทุนด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ชู Mobility Ecosystem ยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ รองรับคู่ค้าแบบฟลีทในอนาคต

นั่นคือการเชื่อมรถ–พลังงาน–ดิจิทัล–บริการ เพื่อขานรับแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์โลกที่กำลังก้าวสู่ยุคของการยึดโยงทุกมิติของการเดินทางและไลฟ์สไตล์ผู้ใช้งานจาก “Product-Based” สู่ “Experience-Based” โดย ZEEKR มุ่งพัฒนาโซลูชันที่ไม่ได้จำกัดเพียงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แต่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบพลังงานอัจฉริยะ แพลตฟอร์มดิจิทัล การเชื่อมต่อข้อมูล ไปจนถึงบริการหลังการขายและบริการด้านไลฟ์สไตล์ สู่การสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ไร้รอยต่อ (Seamless Experience) เพื่อเตรียมรองรับลูกค้ากลุ่ม Fleet และการสร้างพันธมิตรหลากหลายอุตสาหกรรมในอนาคต

ขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ในยุคที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับ ESG และความยั่งยืน การนำยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในรูปแบบ Fleet ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอน และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรในระดับสากล ZEEKR จึงมุ่งมั่นเป็นพันธมิตรที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรไทยสู่อนาคตแห่งการคมนาคมที่สะอาด ชาญฉลาด และยั่งยืน

เกษตรกรจีนลุยดิจิทัล!! พลิกโฉมเมืองชิงหยาง ฝึก AI ไลฟ์สดขายสินค้า ยอดอีคอมเมิร์ซพุ่ง 6.91 พันล้าน ผสานพลังคลาวด์สร้างรายได้ใหม่

“เกษตรกรสายโค้ด” พลิกโฉมการไลฟ์ขายของบนที่ราบสูงดินเหลือง

ศูนย์สื่อสารมวลชนเมืองชิงหยาง

ณ เมืองชิงหยาง มณฑลกานซู การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลที่ถักทอร่วมกันระหว่าง “ผืนดินสีเหลือง” กับ “พลังแห่งการประมวลผล” กำลังขับเคลื่อนไปอย่างเงียบเชียบ เหล่าเกษตรกรที่เคยหลังขดหลังแข็งทำไร่ไถนา รวมถึงกลุ่มแม่บ้านที่เคยคลุกคลีอยู่แต่ในครัว ได้สลัดภาพจำเดิม ๆ สู่ตัวตนใหม่สุดล้ำในฐานะ “เกษตรกรสายโค้ด” นักขายออนไลน์มือโปร

เมื่อก้าวเข้าไปในห้องอบรมรวมของสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เมืองชิงหยาง จะเห็นภาพผู้คนนั่งกันจนเต็มทุกที่นั่ง เพื่อเข้าฟังการบรรยายเรื่องการไลฟ์สดด้วยระบบ AI และอีคอมเมิร์ซอัจฉริยะ ตั้งแต่เทคนิคการคัดเลือกสินค้า การวางแผนเนื้อหา ไปจนถึงการลงมือปฏิบัติจริงกับระบบไลฟ์สดผ่านมนุษย์เสมือน ซึ่งองค์ความรู้ที่นำไปใช้ได้จริงเหล่านี้กำลังเข้ามาพลิกนิยามในการสร้างเนื้อสร้างตัวบนแผ่นดินที่ราบสูงแห่งนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

เมืองชิงหยางจัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านอีคอมเมิร์ซ AI อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหันมาใช้เครื่องมือ AI สุดล้ำอย่างสตรีมเมอร์เสมือน โดยมีแรงหนุนสำคัญจากพลังการประมวลผลที่มีต้นทุนและความหน่วงต่ำของศูนย์ประมวลผลข้อมูลแห่งชาติเมืองชิงหยาง ภายใต้อภิมหาโปรเจกต์ “Eastern Data and Western Computing” (ข้อมูลตะวันออก ประมวลผลตะวันตก) ซึ่งช่วยให้การใช้งาน AI มีประสิทธิภาพมากขึ้นในราคาที่ประหยัดลง โมเดลการทำงานแบบครบวงจรที่ผสานระหว่าง “ขุมพลังประมวลผลท้องถิ่น + การประยุกต์ใช้ AI + การบ่มเพาะบุคลากร” เช่นนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของศูนย์กลางการประมวลผลในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ถือเป็นการผสานพลังระหว่างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกับภาคเศรษฐกิจจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม

ข้อมูลระบุว่าในปี 2568 ที่ผ่านมา เมืองชิงหยางมียอดขายผ่านอีคอมเมิร์ซสูงถึง 6.91 พันล้านหยวน โดยในจำนวนนี้เป็นการค้าปลีกออนไลน์ถึง 3.271 พันล้านหยวน เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นถึง 12.7% ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา เมืองชิงหยางได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านอีคอมเมิร์ซให้บุคลากรไปแล้วกว่า 2,000 คน นับเป็นการวางรากฐานด้านทรัพยากรมนุษย์ที่แข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

จากวิถีเดิมที่ “ทำไร่ไถนา” สู่ทักษะใหม่ในการ “ไลฟ์ขายของ” และจากชีวิตที่เคยต้อง “พึ่งพาฟ้าฝน” สู่การ “สร้างความมั่งคั่งด้วยพลังประมวลผล” เหล่า “เกษตรกรสายโค้ด” รุ่นใหม่เหล่านี้กำลังเชื่อมโยงผู้คนทั่วประเทศเข้าด้วยกันผ่านขุมพลังของอัลกอริทึม โดยอาศัยเทคโนโลยีคลาวด์เป็นสะพานส่งต่อของดีจากดินแดนที่ราบสูงดินเหลืองออกสู่ตลาดที่กว้างไกลกว่าเดิม

ที่มา: ศูนย์สื่อสารมวลชนเมืองชิงหยาง

‘สีจิ้นผิง’ ชี้ช่องแคบฮอร์มุซ ย้ำ ต้องรักษาการสัญจรผ่านฮอร์มุซให้เป็นปกติ ระหว่างพูดคุยกับมกุฎราชกุมารซาอุดี หนุนฮอร์มุซเดินเรือตามปกติ พร้อมย้ำฮอร์มุซต้องไม่สะดุด

สีจิ้นผิงชี้ควรรักษาการสัญจรผ่าน 'ช่องแคบฮอร์มุซ' ให้ดำเนินตามปกติ

วันจันทร์ (20 เม.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน อัล ซาอุด มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบียว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรรักษาการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้ดำเนินไปตามปกติ

สีจิ้นผิงระบุว่าจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสายสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบีย และยึดมั่นในหลักการเคารพซึ่งกันและกัน ความเสมอภาค และผลประโยชน์ร่วมกันเสมอมา

สีจิ้นผิงกล่าวว่าปี 2026 ตรงกับวาระครบรอบ 10 ปี ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างจีนและซาอุดีอาระเบีย จีนยินดีทำงานร่วมกับซาอุดีอาระเบียเพื่อใช้โอกาสนี้ในการกระชับความไว้วางใจซึ่งกันและกันในเชิงยุทธศาสตร์ เสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และยกระดับการแลกเปลี่ยนในทุกระดับ เพื่อเดินหน้าขยายขอบเขตและความลึกซึ้งของสายสัมพันธ์ทวิภาคี และเป็นต้นแบบในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและกลุ่มประเทศอาหรับ

สำหรับประเด็นสถานการณ์ปัจจุบันในตะวันออกกลางและภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย สีจิ้นผิงย้ำว่าจีนเรียกร้องให้มีการหยุดยิงและยุติการสู้รบโดยทันทีและครอบคลุม สนับสนุนทุกความพยายามที่เอื้อต่อการฟื้นฟูสันติภาพ และมุ่งมั่นแก้ไขข้อพิพาทผ่านวิธีทางการเมืองและการทูต

สีจิ้นผิงกล่าวว่าการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นปกตินั้นสอดคล้องกับผลประโยชน์ร่วมกันของกลุ่มประเทศในภูมิภาคและประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมเสริมว่าจีนสนับสนุนกลุ่มประเทศในภูมิภาคในการสร้างบ้านร่วมกันที่ยึดหลักความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี การพัฒนา ความมั่นคง และความร่วมมือ การกำหนดอนาคตของตนเอง ตลอดจนส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพระยะยาวในภูมิภาค

ที่มา : Xinhua

รัสเซียกักตัวชาวอิสราเอล!! สนามบินมอสโกควบคุมตัว 40 ราย สอบสวนข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงคราม บังคับตรวจโทรศัพท์ก่อนปล่อยตัว อิสราเอลประณาม "ยอมรับไม่ได้"

สถานการณ์ตึงเครียด! รัสเซียกักตัวและสอบสวนชาวอิสราเอล 40 ราย ณ สนามบินในมอสโก

มีรายงานความขัดแย้งทางการทูตครั้งใหม่เกิดขึ้นที่สนามบินโดโมเดโดโว กรุงมอสโก หลังจากทางการรัสเซียควบคุมตัวชาวอิสราเอลประกอบด้วยทหาร เจ้าหน้าที่ และพลเรือน รวม 40 คน เพื่อสอบสวนอย่างละเอียดทันทีที่เดินทางถึงรัสเซีย

สรุปข้อเท็จจริงจากรายงานข่าว

-มาตรการควบคุมตัวที่เข้มงวด

กลุ่มชาวอิสราเอลถูกกักตัวไว้นานกว่า 5 ชั่วโมง โดยรายงานระบุว่าไม่ได้รับความสะดวกด้านอาหาร น้ำดื่ม และการเข้าใช้สิ่งอำนวยความสะดวก ภายใต้การกดดันจากหน่วยงานความมั่นคงของรัสเซีย

-ประเด็นการสอบสวนและข้อกล่าวหา

เจ้าหน้าที่รัสเซียตั้งคำถามเชิงรุกและกล่าวหาผู้ถูกกักตัวเกี่ยวกับประเด็นการก่ออาชญากรรมสงครามในพื้นที่ความขัดแย้ง ทั้งในกาซา เลบานอน ซีเรีย และอิหร่าน

-การตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคล

มีการบังคับให้ผู้เดินทางปลดล็อกโทรศัพท์มือถือเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบข้อมูลภายในเครื่อง

-เงื่อนไขก่อนการปล่อยตัว

ผู้ถูกกักตัวทั้งหมดต้องลงนามในเอกสารคำเตือนว่าจะไม่กระทำการใดๆ ที่เข้าข่ายการจารกรรมข้อมูล หรือละเมิดกฎหมายของสหพันธรัฐรัสเซีย

ท่าทีจากอิสราเอล

กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลออกแถลงการณ์ตอบโต้เหตุการณ์นี้ทันที โดยระบุว่าการกระทำของทางการรัสเซียเป็นสิ่งที่ "ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง" ซึ่งสะท้อนถึงรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

:RussiaNews

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1276376894650668/?rdid=4seiI1u67ImWjb7t#

กรมพัฒนาฝีมือฯ ลุยอบรม ชวนเด็กจบใหม่ฝึกโลจิสติกส์สินค้าอันตราย อบรมฟรี 50 คน เน้นตลาดแรงงาน CLMVT สอนมาตรฐานสากล รับรองมีงานทันที เพิ่มทักษะเฉพาะทาง เสริมรายได้ดี

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ชวนเด็กจบใหม่ อบรมโลจิสติกส์สินค้าอันตรายข้ามแดน CLMVT ฝึกฟรี จบแล้วมีงานทำทันที

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีชั้นสูงด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (LoSA) ผนึกกำลังสมาคมผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตราย (HASLA) เปิดอบรมหลักสูตร “การจัดการโลจิสติกส์สินค้าอันตราย เพื่อการขนส่งข้ามแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง CLMVT” มุ่งพัฒนาทักษะแรงงานรองรับสายงานรายได้ดีที่ตลาดต้องการ

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะด้านโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นการจัดการการเคลื่อนย้ายสินค้า ข้อมูล และทรัพยากร ตั้งแต่ต้นทางไปถึงปลายทางอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมทั้ง เวลา ต้นทุน และความปลอดภัย เพื่อให้สินค้าไปถึงลูกค้าได้ ถูกที่ ถูกเวลา และคุ้มค่า โดยเฉพาะการจัดการสินค้าอันตราย ซึ่งเป็นทักษะเฉพาะทางที่ยังขาดแคลนในตลาดแรงงาน ซึ่งถ้าแรงงานมีทักษะในด้านนี้จะทำให้มีโอกาสได้งานสูง และค่าตอบแทนดีกว่างานทั่วไป การจัดอบรมครั้งนี้จึงมุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมได้รับความรู้ทั้งด้านมาตรฐานสากล ความปลอดภัย และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ และรองรับการขยายตัวของการค้าชายแดนในภูมิภาค CLMVT กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน และมีการค้าขายระหว่างกันสูง โดยเฉพาะไทยที่ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางโลจิสติกส์” เชื่อมโยงสินค้าไปยังประเทศรอบข้าง

อธิบดีสมาสภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้รับความรู้เกี่ยวกับการจัดการสินค้าอันตรายตามมาตรฐานสากล ADR การบริหารจัดการโลจิสติกส์สีเขียว (Green Logistics) มาตรฐานการขนส่ง Q-mark การประยุกต์ใช้ Smart Technology ในงานขนส่งสินค้าอันตราย ความปลอดภัย การจัดทำเอกสาร Safety Data Sheet (SDS) และกฎหมายการขนส่งข้ามแดน ซึ่งเป็นความรู้ที่จำเป็นในการทำงาน โดยเปิดรับสมัครเพียง 50 คนเท่านั้น ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย มีอายุไม่เกิน 28 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทุกสาขา หรือเป็นผู้ว่างงานไม่อยู่ระหว่างการศึกษาต่อ ทั้งนี้ การอบรมจัดในรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ Google Meet ภาคทฤษฎี ระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม – 11 กรกฎาคม 2569 และภาคปฏิบัติระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2569 ในสถานประกอบกิจการ

“สมัครเข้าร่วมอบรมได้ตั้งแต่วันนี้ - 30 เมษายน 2569 ผ่านลิงก์ https://q.me-qr.com/z34th361 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 09 9248 9598 โดยโครงการดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับทักษะเฉพาะทาง สร้างรายได้ และเพิ่มศักยภาพแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล” อธิบดีสมาสภ์ กล่าวในตอนท้าย

พลังงานไทยลุ้นราคาปรับ!! สถานการณ์ตึงเครียด อิหร่าน-สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบพุ่งกระทบตลาดโลก น้ำมันในประเทศสำรอง 110 วัน กองทุนติดลบ 6.2 หมื่นล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ
ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
ประจำวันที่ 20 เมษายน 2569 

1. สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
- สถานการณ์ตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังกองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงเตือนและเข้ายึด        เรืออิหร่านในอ่าวโอมาน ฐานฝ่าฝืนมาตรการปิดล้อม ทำให้อิหร่านประณามว่าเป็นการปล้นเรือกลางทะเล พร้อมขู่ตอบโต้และประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 13 ลำต้องหันหัวกลับ เหตุการณ์นี้สั่นคลอนข้อตกลงหยุดยิงที่จะสิ้นสุดในวันที่ 21 เมษายน 2569 แม้สหรัฐฯ จะส่งตัวแทนไปเจรจาที่กรุงอิสลามาบัดในวันนี้ (20 เมษายน 2569) แต่อิหร่านปฏิเสธที่จะเข้าร่วม หากสหรัฐฯ ยังไม่ยกเลิกการปิดล้อม ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่จะโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานทุกแห่งหากอิหร่านเมินข้อตกลง ความโกลาหลนี้สร้างความกังวลว่าวิกฤตอุปทานพลังงานโลกอาจลุกลามสู่ปัญหาเงินเฟ้อ ทำแนวโน้มราคาพลังงานล่าสุดในวันนี้พุ่งสูงขึ้น     โดยน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นราว 5 - 8% (จากราคาปิดก่อนหน้า 90.38 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล) และ WTI พุ่งขึ้นราว 4 - 7% (จากราคาปิดก่อนหน้า 83.85 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล) ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจแตะระดับ 105 - 115 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ในช่วงนี้

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 20 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 110 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 25 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 37 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 23 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 18 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 80.51 ล้านลิตร และจำหน่าย 52.88 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 42.90 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 35.90 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 35.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 42.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 42.08 บาท
- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 46.95 - 87.18 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 42.90 บาทต่อลิตร ขณะที่ อินโดนีเซีย กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.29 – 117.91 บาทต่อลิตร 
- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 20 เมษายน 2569 ติดลบ 62,046.64 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 185.76 ล้านบาท

ทุนการศึกษาสองแผ่นดิน โครงการพระราชทานหนุนแลกเปลี่ยน ไทย-จีนจับมือส่งนักศึกษาไปเรียน เน้นวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสร้างอนาคต เสริมสัมพันธ์การศึกษาตลอดปี 2569

สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน : ทุนการศึกษากรมสมเด็จพระเทพฯ หนุนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมสองชาติ

เมื่อไม่นานนี้ มีการจัดงานเลี้ยงส่งกลุ่มนักศึกษาประจำโครงการทุนการศึกษาพระราชทานในพระราชานุเคราะห์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยคณะผู้แทนจากภาคการศึกษา หน่วยงานรัฐบาล และสื่อมวลชน รวมถึงผู้รับทุนการศึกษา ร่วมชื่นชมผลสำเร็จของความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างจีนกับไทย พร้อมทำกิจกรรมร้องเพลงภาษาจีนและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการศึกษาต่อในจีน

โครงการทุนการศึกษานี้ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมภราดรภาพไทย-จีน หน่วยงานทางการไทยที่เกี่ยวข้อง และมหาวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ฮาร์บินในมณฑลเฮยหลงเจียงของจีน โดยมีการส่งนักศึกษาชาวไทยชุดแรก (8 คน) ไปศึกษาแลกเปลี่ยนที่จีนในปี 2025 และจะส่งนักศึกษาชุดสอง (18 คน) ไปศึกษาแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยฯ เป็นเวลา 2 เดือนในวันที่ 18 เม.ย. รวมถึงจะส่งนักศึกษาชุดสาม (ราว 20 คน) ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนายกสมาคมภราดรภาพไทย-จีน ให้สัมภาษณ์ว่าการศึกษาลักษณะนี้เป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างคนไทยกับคนจีน โดยความสำเร็จของจีนคือการเน้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาตั้งแต่ต้น ทำให้จีนสามารถพัฒนาประเทศและดูแลประชาชนให้พ้นจากความยากจน นี่คือจุดแข็งที่น่าเรียนรู้จากจีนเพื่อนำมาพัฒนาประเทศไทย

สุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ให้สัมภาษณ์ว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงให้การสนับสนุนมาตลอด โดยเฉพาะการที่ทุกคนไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใดได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันเพื่อพัฒนาความสามารถและศักยภาพให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาหลายแห่งในจีนได้ให้ความร่วมมือและมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาชาวไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จิราวรรณ หนึ่งในผู้ได้รับทุนการศึกษา ให้สัมภาษณ์ว่าตั้งเป้าหมายไปจีนอีกครั้งไว้ตั้งแต่ 9 ปีที่แล้ว โดยจีนเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่แต่ละภูมิภาคมีวัฒนธรรมแตกต่างหลากหลาย รวมถึงมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวไทยไม่น้อยในปัจจุบัน

ทั้งนี้ สมาคมภราดรภาพไทย-จีนจะยังคงเดินหน้าความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันที่เกี่ยวข้องของจีน เพื่อเสริมสร้างความสำเร็จใหม่ๆ ในการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาและวัฒนธรรมระหว่างจีนกับไทย

ที่มา : Xinhua

รัฐบาลจ่อกู้ 5 แสนล้าน!! “ปกรณ์” ชี้จำเป็นเร่งด่วน เตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน สู้วิกฤตซับซ้อนราคาพลังงานสูง คุมสถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญกระทบเกษตร

"ปกรณ์" รับรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้าน ชี้ความจำเป็นเร่งด่วนรับมือวิกฤตซ้ำซ้อนทั้งจากราคาพลังงานสูง และซุปเปอร์เอลนีโญที่ไทยจะต้องเผชิญ ส่วนเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะกระทรวงการคลังจะเป็นฝ่ายสรุปอีกครั้ง

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาดำเนินการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้นทั้งนี้การออก พ.ร.ก.เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลสามารถทำได้เพื่อรองรับวิกฤต ซึ่งตามมาตรา 172 ระบุว่าการออก พ.ร.ก.สำหรับกรณีฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนสามารถดำเนินได้เพื่อความมั่นคงหรือเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามขั้นตอนทางกฎหมายระบุว่า เมื่อรัฐบาลดำเนินการออก พ.ร.ก. เสร็จสิ้นแล้ว ตามกฎหมายมีหน้าที่ต้องนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในโอกาสแรกที่สามารถทำได้ทันที

ในส่วนของเหตุผลทางกฎหมายที่ต้องเลือกใช้ออกเป็น พ.ร.ก. นั้น นายปกรณ์ชี้แจงว่า เป็นเพราะสถานการณ์ปัจจุบันมีความจำเป็นเร่งด่วนและเป็นกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากสถานะเงินคงคลังในปัจจุบันมีค่อนข้างน้อย และมีความตรึงตัว ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน

โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่คาดการณ์ได้ยาก ทั้งสถานการณ์สงครามและวิกฤตสภาพแวดล้อมอย่างปรากฏการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ ที่จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและเศรษฐกิจในวงกว้าง รัฐบาลจึงต้องมีงบประมาณสำรองเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านี้

“ในทางปฏิบัติแม้การกู้เงินจริงอาจจะไม่เต็มวงเงิน 500,000 ล้านบาท แต่ตามหลักการบริหารหนี้สาธารณะ รัฐบาลจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้ตามวงเงินกู้เต็มจำนวนที่ระบุไว้ในกฎหมายก่อน” นายปกรณ์กล่าว ส่วนการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณสามารถดำเนินการควบคู่กันไปด้วยได้ เพื่อให้รัฐบาลมีแหล่งเงินที่จะรองรับวิกฤตที่จะเกิดขึ้น

สำหรับการออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งจะต้องดำเนินการภายหลังจากที่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% ในปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันหนี้อยู่ที่ประมาณ 66% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยมีความจำเป็นต้องขยายเพดานขึ้นไปส่วนจะเป็นเท่าไหร่นั้นกระทรวงการคลังจะสรุปเพดานอีกที เพื่อรองรับวงเงินกู้ใหม่ เนื่องจากพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ในปัจจุบันเริ่มมีจำกัด

นอกจากนี้ นายปกรณ์ยังได้ให้ข้อมูลถึงสถานะทางกฎหมายของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งในเรื่องข้อเสนอเรื่องการออก พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท นั้นยังมีการพิจารณาถึงความจำเป็นอยู่ โดยระบุว่าตามวัตถุประสงค์เดิม กองทุนฯ ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างเสถียรภาพ (Stabilization) เพื่อรองรับความผันผวนของราคาพลังงานในระยะชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งตามหลักการควรมีวงเงินหมุนเวียนอยู่เพียง 20,000 - 40,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีการใช้เงินกองทุนเพื่ออุดหนุนราคาเป็นเวลานานจนผิดวัตถุประสงค์เดิม ส่งผลให้เกิดหนี้สะสมกว่าแสนล้านบาทซึ่งหากในอนาคตมีความจำเป็นต้องเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม รัฐบาลจะต้องพิจารณาข้อกฎหมายและสถานการณ์ของกองทุนน้ำมันอีกครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงานที่อาจเพิ่มสูงขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา : https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/152525?fbclid=IwY2xjawRSrSlleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFnc2VxSWNESUoxZHg4TEVyc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHv2-1RY_Uu0DYLjepFn6uWrolHTWJ9_qKRPpP4V-Es-jGJWDB3-kS9ek0ME2_aem_hdHsuzmgJvPbxFMFpDG1qg


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top