Saturday, 6 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

“บริทาเนีย” ลุยตลาดบ้าน 10 ปีพัฒนาโครงการบ้านแนวราบ พร้อมขยายฐานลูกค้า 5 แบรนด์หลัก ใช้กลยุทธ์ Joint Venture เสริมแกร่ง ตั้งเป้าเติบโตด้วย Crafted for Better Living

1 ทศวรรษ Britania แห่งการเติบโตอย่างมั่นคง

สู่การปรับกลยุทธ์รับมือโลกยุคใหม่ 

ถ้าพูดถึงบ้านแนวราบต้องมีชื่อ “BRITANIA” (บริทาเนีย) อยู่ในนั้นแน่นอน ธุรกิจจะไปในทิศทางไหนอย่างไร วันนี้ บริทาเนีย ชวนหาคำตอบ พร้อมกับจุดเริ่มต้นเรื่องราวตลอดช่วง 10 ปี บนเส้นทางพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กับ กฤษณ์ เตชะสัมมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI พร้อมเผยกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน

คุณกฤษณ์ เตชะสัมมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อนราวปี 2559 ว่า บริทาเนีย เปรียบเสมือนเหมือน New S-Curve ให้กับบริษัทแม่ คือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาคอนโดมิเนียมเป็นสินค้าหลัก ที่มีความต้องการจะขยายธุรกิจสู่ที่อยู่อาศัยแนวราบ (บ้านจัดสรร) ภายใต้บริษัท ออริจิ้น เฮ้าส์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท เลือกโลเคชันที่คุ้นเคย คือ ‘โซนตะวันออก’ เปิดโครงการแรกภายใต้ชื่อ “บริทาเนีย ศรีนครินทร์” เป็นโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด 2 ชั้น จำนวน 149 ยูนิต เริ่มเปิดขายในเดือนพฤศจิกายน 2560 กระแสตอบรับดีมากใช้เวลาเพียงปีกว่า ๆ ในการปิดการขายโครงการ จากนั้นเดินเกมบุกต่อไม่หยุด ใช้สูตรทวีคูณเพิ่มพอร์ตไต่ระดับเติบโตและแบรนด์ “บริทาเนีย” เริ่มเป็นที่รู้จักในตลาดบ้านแนวราบ สู่การตัดสินใจเปลี่ยนชื่อจาก ออริจิ้น เฮ้าส์ มาเป็น “บริษัท บริทาเนีย จำกัด” ในปี 2562 เพื่อสะท้อนตัวตนของแบรนด์ และสร้างการรับรู้ของคำว่า “บริทาเนีย” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในตลาดที่อยู่อาศัย ด้วยเอกลักษณ์ความเป็นบ้านสไตล์อังกฤษ

เปลี่ยนตัวเองจาก New S-Curve เป็น “เรือธง” Spin-off เข้าตลาดหุ้น

แม้ในช่วงที่เกิดวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ก็ไม่ได้ฉุดรั้งความมุ่งมั่นหมุดหมายสำคัญของการเติบโต ผู้บริหารและทีมงานเดินหน้าลุยเปลี่ยนตัวเองจาก New S-Curve เป็น “เรือธง” ด้วยการ Spin-off ในธุรกิจของออริจิ้น เป็นบริษัทย่อยบริษัทแรกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อท้ายชื่อบริษัทด้วย “จำกัด (มหาชน)” ในปี 2564 และใช้ชื่อย่อตลาดหลักทรัพย์ว่า “BRI” ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ท่ามกลางผู้เล่นในตลาดที่หลากหลาย บริทาเนีย ได้สร้างความแตกต่างเพียง 10 ปี พัฒนาโครงการไปแล้ว 50 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 64,519 ล้านบาท และมีลูกบ้านที่ได้ดูแลมากกว่า 4,600 ครอบครัว ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล, EEC และจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ภายใต้ 5 แบรนด์หลัก ครอบคลุมทุก Segment ได้แก่ ทาวน์โฮม บ้านแฝด บ้านเดี่ยว และ บ้านพักตากอากาศ

โดยบ้านกลุ่มแรกพัฒนาภายใต้แบรนด์ “ไบรตัน” (Brighton) แบรนด์บ้านแฝด และทาวน์โฮม ระดับเริ่มต้นราคา 2.5 - 4 ล้านบาท และกลุ่มที่ 2 แบรนด์ “บริทาเนีย” (Britania) แบรนด์บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ระดับ Mid-end ราคา 4 - 8 ล้านบาทขึ้นไป กลุ่มที่ 3 เจาะระดับ High-End ภายใต้แบรนด์ “แกรนด์ บริทาเนีย” (Grand Britania) บ้านเดี่ยวระดับพรีเมี่ยม ราคา 8 - 20 ล้านบาทขึ้นไป กลุ่มที่ 4 บ้านเดี่ยว ระดับ Luxury ราคา 20 - 50 ล้านบาทขึ้นไป ภายใต้แบรนด์ “เบลกราเวีย” (Belgravia) และกลุ่มที่ 5 แบรนด์ใหม่ บ้านพักตากอากาศพูลวิลล่า ระดับ Luxury ภายใต้แบรนด์ "บัลโค" (Balco) เจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าที่ต้องการบ้านพักตากอากาศระดับ Luxury ราคา 32 - 60 ล้านบาท เน้นโครงการใกล้ชิดธรรมชาติและทำเลศักยภาพระดับ World Destination เช่น บางเทา ภูเก็ต ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการบ้านพักตากอากาศที่หรูหรา ใส่ใจในรายละเอียด และเป็นส่วนตัว โดยในไตรมาส 2 ปีนี้ บริทาเนีย เตรียมทยอยรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ บัลโค บางเทา บีช มูลค่าโครงการกว่า 1,350 ล้านบาท

พาร์ทเนอร์ + Synergy ในกลุ่ม BRI อีก Key Success ที่ทำให้เติบโต

กลยุทธ์ร่วมทุน (Joint Venture) กับพาร์ทเนอร์ยักษ์ใหญ่ ทั้งจากญี่ปุ่นและพันธมิตรในไทย เป็นอีกเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ บริทาเนีย เลือกใช้นับตั้งแต่ประกาศแผนธุรกิจปี 2565 ภายใต้คอนเซปต์ ‘Growth Together’ เรื่อยมาจนปัจจุบัน โดยมีพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจและเจ้าของที่ดิน ร่วมทุนพัฒนาโครงการหลายแห่ง อาทิ  Sotetsu Group ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น ร่วมทุนพัฒนาโครงการ เบลกราเวีย เอ็กซ์คลูซีฟ ราชพฤกษ์-พระราม 5 เป็นบ้านเดี่ยวระดับ Luxury, Nomura Real Estate Development ร่วมพัฒนาโครงการ บริทาเนีย โฮม บางนา กม. 17 และ บริทาเนีย ทาวน์ บางนา กม. 17, LOFIS (THAILAND) พัฒนาโครงการ แกรนด์ บริทาเนีย คูคต สเตชั่น, บริทาเนีย อมตะ-พานทอง และ แกรนด์ บริทาเนีย บางนา กม. 35

“บริทาเนีย” วางเกมปี 2569 ชู Crafted for Better Living ปั้นการเติบโตระยะยาว 

เพราะธุรกิจอสังหาฯมี Cycle ขึ้น-ลง ตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งคุณกฤษณ์ ยอมรับว่า “ปีนี้เป็นอีกปีที่ท้าทาย บทพิสูจน์ความแข็งแกร่ง แม้จะมีปัจจัยจากวิกฤตพลังงานและสงครามในตะวันออกกลางที่ควบคุมไม่ได้ แต่หากมองในอีกมุม สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็น ‘ความท้าทาย’ ที่ช่วยสร้างรากฐานความสำเร็จในอนาคต ซึ่งเราเองจำเป็นต้องปรับตัวให้รวดเร็ว และทำงานหนักมากยิ่งขึ้น โดยปีนี้เรามุ่งเน้นในเรื่องของการทำงานร่วมกัน (Synergy) ทั้งกับพาร์ทเนอร์และบริษัทในเครือ Origin Group ก่อให้เกิดพลังร่วมที่มากกว่าและเกิด Business Model ใหม่ ๆ”

สำหรับ BRITANIA จะเติบโตแบบไหน คุณกฤษณ์ เผยถึงการวางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “Crafted for Better Living ใส่ใจเพื่อชีวิตที่ดีกว่า” สะท้อนถึงการออกแบบทุกองค์ประกอบของบริทาเนียอย่างตั้งใจ มีเป้าหมายสำคัญในปีนี้ คือ “ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การเป็นผู้พัฒนาบ้าน แต่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว” โดยมุ่งเน้นการยกระดับความสุขของผู้อยู่อาศัยในทุกมิติ เพื่อให้บ้าน บริทาเนีย เป็นรากฐานของชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนนิยามของการอยู่อาศัยให้ดียิ่งขึ้นในระยะยาว

BRITANIA Investment Property มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการในทำเลศักยภาพสูงที่มีความต้องการเช่าชัดเจน ทั้ง บริเวณใกล้แหล่งงาน นิคมอุตสาหกรรม, ทำเลศักยภาพโซนกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต เพื่อรองรับกลุ่มนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาว ขณะเดียวกันเรามีระบบการบริหารจัดการมืออาชีพ โดยได้ทีมจาก Hampton Hotel & Residence Management หรือ HHR ผู้มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 10 ปีในเครือ Origin Group ในการบริหาร Service Residence มาตรฐานโรงแรม เข้ามาดูแลบริหารจัดการสินทรัพย์เพื่อการเช่าแบบครบวงจร นับเป็นการเปิดโอกาสการลงทุนรูปแบบใหม่ให้กับนักลงทุน

BRITANIA Wellness Residence ถือเป็นผู้พัฒนาโครงการรายแรก ๆ ที่ให้ความสำคัญกับ Longevity หรือ การมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ทั้งต่อสุขภาพกายสุขภาพใจ และการใช้ชีวิตในระยะยาว ออกแบบทุกองค์ประกอบของบ้านให้เป็นมากกว่าที่พักอาศัย สร้างพื้นที่เพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีที่สุดสำหรับผู้อยู่อาศัย บริทาเนียยังได้ร่วมมือกับ THE LONGEVIST ผู้เชี่ยวชาญด้านการชะลอวัยและการดูแลสุขภาพเชิงรุก เพื่อนำองค์ความรู้และนวัตกรรมด้าน Longevity มาปรับใช้ในการอยู่อาศัยจริง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ให้ผู้อยู่อาศัยมีสุขภาพดี ใช้ชีวิตได้อย่างยืนยาว และมีความสุขอย่างยั่งยืนในทุกช่วงเวลา

BRITANIA Community สร้างช่วงเวลาแห่งความสุขและเสริมสร้างความผูกพันในทุกเจเนอเรชัน โดยมุ่งเน้นการสร้างสังคมการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ด้วยการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของผู้พักอาศัยในโครงการและส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว ที่ถูกถ่ายทอดผ่านการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งกิจกรรมด้านสุขภาพ กิจกรรม Pet Friendly และกิจกรรมสำหรับครอบครัว

BRITANIA Care Service เชื่อมลูกบ้านกับพันธมิตรธุรกิจชั้นนำ ดูแลคุณภาพชีวิตของลูกบ้านในระยะยาว จับมือหลากหลายพันธมิตร กว่า 50 ราย อาทิ แบรนด์ธุรกิจสัตว์เลี้ยงชั้นนำ Pando, Pet dé Bath และ Pets' Ville ร่วมยกระดับสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยยุคใหม่ Pet Friendly Living ที่ดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีบริการทำความสะอาดบ้าน, ดูแลสวน, ซักรีด, บริการดูแลสัตว์เลี้ยง, บริการดูแลรถยนต์ ไปจนถึงบริการด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ โดยลูกบ้านสามารถเลือกใช้บริการผ่าน Britania Connect ได้ทั้งรูปแบบรายเดือนและรายปี

และในปี 2569 นี้ บริทาเนีย มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 3 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 3,200 ล้านบาท เน้นทำเลศักยภาพในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ประกอบด้วย เบลกราเวีย เอ็กซ์คลูซีฟ ปิ่นเกล้า-บรมราชชนนี บ้านหรูระดับลักชัวรี มูลค่าโครงการเฟสแรก 800 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงการยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม

บริทาเนีย ยังสร้างความแตกต่าง ส่งโมเดลอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่ที่ก้าวข้ามกรอบเดิม กับอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ “BRILLIANT AVENUE” มุ่งสร้างโอกาสใหม่แห่งการเติบโตภายใต้คอนเซ็ปต์ “WHERE WORK AND LIFE BALANCE ที่ซึ่งธุรกิจและความสุข บรรจบกันอย่างลงตัว” เป็นโครงการรูปแบบ Lifestyle Mixed-Use Residences ที่นี่ไม่ใช่เพียงพื้นที่ทำธุรกิจ แต่เป็นพื้นที่ผสานการใช้ชีวิตและการทำงานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว บนพื้นที่เดียวกัน มูลค่าโครงการเฟสแรก 1,200 ล้านบาท 

และยังร่วมมือกับ บริษัท แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น จำกัด หรือ ALPHA ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจอินดัสเทรียล พร็อพเพอร์ตี้ รวมถึงกลุ่มโรงงานและคลังสินค้าให้เช่าในเครือ Origin Group พัฒนา “BRILLIANT BUSINESS PARK” สะท้อนการก้าวข้ามบทบาทเดิมของบริทาเนีย จากผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเป็นหลัก ที่ไม่ได้มุ่งเพียงแค่การพัฒนา “บ้าน” แต่ขยายไปสู่การพัฒนาระบบธุรกิจครบวงจรรูปแบบใหม่ ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ธุรกิจอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกวัตถุประสงค์ในการบริหารธุรกิจแบบมัลติฟังก์ชั่น ที่ผสานโชว์รูม สตูดิโอ ออฟฟิศ และที่อยู่อาศัย เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวในพื้นที่เดียวกัน ด้วยการเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่มีวิถีชีวิตแบบไฮบริด (Hybrid Lifestyle) นำร่อง 5 ทำเลยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ พระราม 2, บางนา-ตราด, อมตะซิตี้, แหลมฉบัง และระยอง มูลค่าโครงการเฟสแรก 1,200 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา บริทาเนีย ไม่ได้เป็นเพียงผู้พัฒนาโครงการบ้านจัดสรร แต่เรามุ่งมั่นสร้าง Community และไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชัน พร้อมยกระดับสู่ Wellness Residences เพื่อส่งต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ที่ให้ความสำคัญกับ Longevity หรือ การมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ทั้งต่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ และการใช้ชีวิตในระยะยาว ออกแบบทุกองค์ประกอบของบ้านให้เป็นมากกว่าที่พักอาศัย เพื่อก้าวต่อไปในอนาคตมีความมั่นคงและรองรับการเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ  พร้อมส่งมอบพื้นที่แห่งความสุขและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนไปพร้อมกับทุกครอบครัว

เพราะ บริทาเนีย เชื่อว่า “บ้าน” เป็นพื้นที่แห่งความสุขของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปี พร้อมมุ่งมั่นสร้างความผูกพัน ควบคู่ไปกับการดูแลความสุขให้ทุกครอบครัวของบริทาเนีย

บริทาเนีย จึงเตรียมเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2569 จำนวน 2 ชุด อายุ 1 ปี 9 เดือน และ 2 ปี 9 เดือน อัตราดอกเบี้ยระหว่าง [5.65 – 6.15]% ต่อปี ผ่าน 14 สถาบันการเงิน อันดับความน่าเชื่อถือ “BBB-” แนวโน้ม “Stable” โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เตรียมออกและเสนอขายระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤษภาคม 2569 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม :   https://oriurl.com/py7wcybb

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

ที่ปรึกษาด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท พร็อพทูมอร์โรว์ จำกัด 

คุณธันวา หมายนาค (วา) 083 554 9826

คุณศุภสิริ สุขมนต์ (ปลา) 089 748 5171 

Email: [email protected]

AI เปลี่ยนโลกธุรกิจ ทำงานด้วยคณิตศาสตร์ เรียนรู้ด้วย Machine Learning ใช้พลังประมวลผลสูง ลงมือจริงในภาคพลังงาน

AI ทำงานอย่างไร? ทำความเข้าใจเบื้องหลังปัญญาประดิษฐ์

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในหลากหลายมิติของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ระบบแนะนำเนื้อหาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ การค้นหาข้อมูลผ่านเครื่องมือค้นหา ผู้ช่วยอัจฉริยะในสมาร์ตโฟน ไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างยานยนต์ไร้คนขับ เบื้องหลังความสามารถเหล่านี้คือการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล เพื่อวิเคราะห์และตอบสนองต่อผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ วันนี้ OPEN-TEC ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ TCC TECHNOLOGY GROUP จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจหลักการทำงานของ AI ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐาน เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง ไปจนถึงการนำไปประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ เพื่อให้เห็นภาพว่าเหตุใด AI จึงกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของโลกยุคปัจจุบัน AI ไม่ได้คิดแบบมนุษย์ แต่ขับเคลื่อนด้วยการคำนวณเชิงสถิติ

แม้ว่า AI จะสามารถแสดงพฤติกรรมที่ดูคล้ายการ “คิด” ของมนุษย์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว AI ไม่ได้มีจิตสำนึกหรือความเข้าใจเชิงอารมณ์เหมือนมนุษย์ จากรายงานของ IBM ระบุว่า ระบบ AI ทำงานโดยใช้อัลกอริทึมและแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในการประมวลผลข้อมูล เพื่อค้นหารูปแบบและนำไปใช้ในการตัดสินใจหรือคาดการณ์ผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุด1 ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือระบบแนะนำสินค้าในแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้งาน เช่น ประวัติการค้นหา การคลิก และการซื้อสินค้า เพื่อนำมาคาดการณ์ว่าสินค้าใดมีแนวโน้มตรงกับความสนใจของผู้ใช้งานมากที่สุด กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดจากความเข้าใจแบบมนุษย์ แต่เป็นการคำนวณความน่าจะเป็นจากข้อมูลในอดีตอย่างเป็นระบบ

Machine Learning: หัวใจหลักของการเรียนรู้

เบื้องหลังความสามารถของ AI ในการพัฒนาและปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง คือเทคโนโลยีที่เรียกว่า Machine Learning ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้ระบบสามารถเรียนรู้จากข้อมูลโดยไม่ต้องกำหนดกฎทุกขั้นตอนล่วงหน้า โดยระบบจะเรียนรู้จากชุดข้อมูลตัวอย่าง (training data) เพื่อค้นหารูปแบบและความสัมพันธ์ของข้อมูล ก่อนนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้กับข้อมูลใหม่ ตัวอย่างการใช้งาน เช่น การจำแนกภาพ การประมวลผลภาษา และการวิเคราะห์เสียง เป็นต้น พร้อมทั้งเทคโนโลยีอย่างโครงข่ายประสาทเทียม (Neural Networks) และ Deep Learning ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเลียนแบบโครงสร้างการทำงานของสมองมนุษย์ ทำให้ AI สามารถจัดการกับข้อมูลที่มีความซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น

พลังประมวลผล: โครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อน AI

การพัฒนา AI โดยเฉพาะโมเดลขนาดใหญ่ จำเป็นต้องใช้พลังประมวลผลจำนวนมหาศาล เนื่องจากต้องมีการคำนวณซ้ำในระดับมหาศาล หน่วยประมวลผลอย่าง CPU และ GPU จึงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะ GPU ที่สามารถประมวลผลแบบขนาน ทำให้สามารถจัดการข้อมูลจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ความก้าวหน้าของฮาร์ดแวร์จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ AI พัฒนาอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับรายงาน AI Index 2025 จาก Stanford University ที่ระบุว่า ปริมาณการประมวลผลที่ใช้ในการฝึกโมเดล AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และแนวโน้มในปัจจุบันที่การฝึกโมเดล AI ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความซับซ้อนของงาน2 เมื่อเทคโนโลยี AI มีความพร้อมทั้งในด้านโมเดลและโครงสร้างพื้นฐาน การนำไปประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจจึงเริ่มขยับจากแนวคิดสู่การใช้งานจริงในหลากหลายอุตสาหกรรม AI ในภาคธุรกิจ: จากแนวคิดสู่การใช้งานจริง

AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีเชิงแนวคิดอีกต่อไป แต่กำลังถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือการบริหารจัดการพลังงานภายในอาคารขนาดใหญ่ ซึ่งมีความซับซ้อนทั้งในด้านการควบคุมระบบและการรักษาเสถียรภาพของการใช้งาน

การนำ Energy AI Platform มาใช้ในการบริหารจัดการระบบทำความเย็น (Chiller) ในอาคารเชิงพาณิชย์ เป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ AI ที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง โดยแพลตฟอร์มจะทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลจากระบบต่าง ๆ และวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ เพื่อปรับการทำงานของเครื่องจักรตามความต้องการใช้งานจริง ส่งผลให้สามารถลดการใช้พลังงาน พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกยังช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินงานในรูปแบบ data-driven ได้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการติดตามแนวโน้มการใช้พลังงาน การตรวจจับความผิดปกติ หรือการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืน

ปัจจุบัน ผู้ให้บริการอย่าง TCC Technology Group ได้พัฒนาโซลูชันด้าน Energy AI Platform ที่ผสานความสามารถของ AI, Data Analytics และ Cloud Infrastructure เข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนองค์กรในการบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ข้อจำกัดและความท้าทายของ AI

แม้ว่า AI จะมีศักยภาพสูงแต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญ โดยเฉพาะการพึ่งพาคุณภาพของข้อมูล หากข้อมูลไม่ครบถ้วน มีอคติ หรือไม่สะท้อนความเป็นจริง ก็อาจส่งผลให้ผลลัพธ์ที่ได้คลาดเคลื่อนได้ นอกจากนี้ AI ยังไม่สามารถใช้เหตุผลเชิงนามธรรมหรือมีสามัญสำนึกในระดับเดียวกับมนุษย์ได้ ทำให้ในบางสถานการณ์อาจเกิดข้อผิดพลาดหรือการตีความที่ไม่เหมาะสม

.

จากข้อมูลข้างต้น สรุปได้ว่า AI คือเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โมเดลทางคณิตศาสตร์ และพลังประมวลผลขั้นสูง ซึ่งช่วยให้สามารถวิเคราะห์และคาดการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ AI มีคุณค่ามากที่สุด ไม่ใช่เพียงความสามารถของเทคโนโลยี แต่คือการนำไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมในบริบทของธุรกิจและสังคม ในท้ายที่สุด AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดและการตัดสินใจขององค์กรในยุคดิจิทัล การเข้าใจทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของ AI จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความได้เปรียบและความยั่งยืนในระยะยาว

อ้างอิง

1. Stryker, C., & Kavlakoglu, E. (n.d.). What is artificial intelligence (AI)? IBM. Retrieved from https://www.ibm.com/think/topics/artificial-intelligence

2. Stanford University. (2025). AI Index Report 2025. Retrieved from https://hai.stanford.edu/ai-index/2025-ai-index-report

 

“สวนนงนุช” จัดพิธีเปลี่ยนธง เติมสีสันท่องเที่ยวไทย จัดพิธีเปลี่ยนธงมนตราทุก 6 เดือน ส่งเสริมวัฒนธรรมพร้อมสร้างบรรยากาศ พระสงฆ์เจิมแป้ง-ปิดทองธงมนตรา

เปิดประสบการณ์ใหม่ทุก 6 เดือน สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทย

วันที่ 22 เมษายน 2569 ณ สวนนงนุชพัทยา ได้จัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา จำนวน 9 ต้น ในเวลา 09.00 น. สร้างบรรยากาศแปลกใหม่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส “พิธีกรรมที่มีชีวิต” ซึ่งจัดขึ้นเพียงปีละ 2 ครั้งเท่านั้น

โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เป็นประธานในพิธี พร้อมคณะผู้บริหารร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง และได้นิมนต์ พระครูเกษมกิจโสภณ พร้อมพระสงฆ์รวม 9 รูป ประกอบพิธีเจิมแป้ง ปิดทอง และประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ธงมนตราทั้ง 9 ผืน ท่ามกลางความสนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

“ธงมนตรา” เป็นผืนผ้าที่จารึกบทสวดภาวนา ตามความเชื่อของชาวพุทธในแถบเนปาล ทิเบต และภูฏาน โดยเชื่อว่าเมื่อสายลมพัดผ่าน จะนำพาคำอธิษฐานและพรดี ๆ แผ่กระจายออกไปสู่ทุกผู้คน กลายเป็นภาพบรรยากาศที่ทั้งสวยงามและเปี่ยมด้วยความหมาย จนกลายเป็นอีกหนึ่ง “ไฮไลต์ที่ต้องมาสัมผัสด้วยตาตนเอง”

นอกจากนี้ สีทั้ง 5 บนผืนธงยังสะท้อนความเชื่อเรื่องสมดุลของธรรมชาติ ได้แก่ สีแดงแทนธาตุไฟ สีน้ำเงินแทนธาตุน้ำ สีเขียวแทนไม้ สีขาวแทนโลหะ และสีเหลืองแทนดิน ซึ่งเมื่อปลิวไหวพร้อมกันในสายลม จะเกิดเป็นภาพที่งดงามและทรงพลัง เสมือนการผสานกันของธรรมชาติและศรัทธา

พิธีเปลี่ยนธงมนตราจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม แต่เป็นกิจกรรมที่ช่วยเติมสีสันให้การท่องเที่ยวไทย และตอกย้ำภาพลักษณ์ของสวนนงนุชพัทยา ในฐานะจุดหมายปลายทางที่พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี

ม.รังสิต เปิดเวทีเสวนา วิทยาลัยศิลปศาสตร์ รังสิต จัดงานเสวนา เชิญกูรูจิตวิทยาแบ่งปันมุมมอง สร้างภูมิคุ้มกันใจในโลกเปลี่ยนแปลง ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางดูแลสุขภาพจิต

วิทยาลัยศิลปศาสตร์ ม.รังสิต จัดเสวนา “วางใจอย่างมั่นคง ท่ามกลางโลกที่ไม่แน่นอน” ดึงกูรูด้านจิตวิทยาแนะแนวทางสร้างภูมิคุ้มกันใจในยุคปัจจุบัน

ภาควิชามนุษยศาสตร์ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดงานเสวนาทางวิชาการหัวข้อ “วางใจอย่างมั่นคง ท่ามกลางโลกที่ไม่แน่นอน” เพื่อสร้างความตระหนักรู้และแนวทางในการดูแลสุขภาพจิตให้แก่บุคลากร นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ท่ามกลางสภาวะสังคมที่มีความเปลี่ยนแปลงและมีความผันผวนสูง กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการกล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กัณฐิกา ศรีอุดม หัวหน้าภาควิชามนุษยศาสตร์ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยสุดา ม้าไว คณบดีวิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นประธานในพิธีเปิด โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของศาสตร์ทางมนุษยศาสตร์ในการช่วยให้มนุษย์เข้าใจตนเองและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสมดุลในโลกยุคใหม่

ไฮไลท์สำคัญของการเสวนาอยู่ที่การแบ่งปันมุมมองและทักษะการบริหารจัดการใจจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ 2 ท่าน ได้แก่ นายแพทย์ชนินทร์ สกุลอิสริยาภรณ์ และ คุณภาสุร จึงแย้มปิ่น นักจิตวิทยาการปรึกษา โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อารีลักษณ์ สินธพพันธุ์ เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา ประเด็นสำคัญที่ได้จากการเสวนาในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้มแข็งจากภายใน (Resilience) การรู้จักเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง และการปรับทัศนคติเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน การทำงาน หรือความสัมพันธ์ ซึ่งผู้เข้าร่วมเสวนาได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและซักถามแนวทางปฏิบัติจริงในช่วงท้ายกิจกรรม การจัดเสวนาในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจวิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีและวุฒิภาวะทางอารมณ์ให้แก่ประชาคมรังสิต เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขและมั่นคง ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

เปิดเวทีความดีระดับชาติ!! ศูนย์คุณธรรม ปลุกพลังสื่อสร้างสรรค์ ผ่าน THAILAND MORAL AWARDS 2025 ชวนร่วมส่งผลงาน 8 สาขา สร้างแรงบันดาลใจความดี จุดประกายสังคมคุณธรรมไทย

ศูนย์คุณธรรม ขยายผลต้นแบบความดี THAILAND MORAL AWARDS 2025 เชิญชวนร่วมส่งผลงานสื่อสร้างสรรค์รวม 8 สาขา จุดประกายเมืองไทยสู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เดินหน้าขยายผลสื่อสร้างสรรค์เพื่อปลูกฝังค่านิยมความดีสู่สังคม จัดแถลงข่าวเปิดตัวรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ประเภทสื่อ โดยเปิดรับสมัครผลงานที่ถ่ายทอดเรื่องราวความดีผ่านการเล่าเรื่องที่ทรงพลังและสะท้อนคุณค่ารวม 8 สาขา พร้อมเปิดพื้นที่รางวัลประเภทบุคคล ชุมชน และองค์กร ให้แก่ภาคีเครือข่ายที่ร่วมขับเคลื่อนงานร่วมกับศูนย์คุณธรรมมาตลอด 15 ปี เพื่อเชิดชูเกียรติ สร้างกำลังใจ และเสริมสร้างเครือข่ายความดีให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เปิดเผยว่า ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มุ่งหน้าสนับสนุนการส่งเสริมคุณธรรมในสังคม ผ่านการขับเคลื่อนด้านคุณธรรมที่หลากหลาย ขานรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนในทุกมิติ และในทุกช่วงวัยให้เป็นทั้งคนดี เก่ง และมีคุณภาพ เสริมสร้างความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา และสุขภาวะที่ดี ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคดิจิทัลที่มีความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โดยให้ความสำคัญกับ “คุณธรรม” หรือ “ความดี” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็นมนุษย์ อันนำมาซึ่งความสันติสุข ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน

ศูนย์คุณธรรมได้จัดการมอบรางวัลระดับประเทศ THAILAND MORAL AWARDS มาตั้งแต่ปี 2564 ภายใต้แนวคิด "คนดีมีพื้นที่ยืน ความดีมีพื้นที่ในสังคม" เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลหรือหน่วยงานที่เป็นต้นแบบคุณธรรมในด้านต่าง ๆ เช่น ความซื่อสัตย์ ความพอเพียง ความสุจริต จิตอาสา ความกตัญญู และการทำความดีในทุกแง่มุม ให้เป็นแบบอย่างของสังคม เพิ่มพื้นที่ความดีให้เป็นที่ประจักษ์ทั้งในสังคมไทยและนานาประเทศ สำหรับการคัดเลือกรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ศูนย์คุณธรรมจะดำเนินการพิจารณาจากสื่อสร้างสรรค์คุณธรรมที่มีแนวคิด เนื้อหาและรูปแบบที่ส่งเสริมคุณธรรม สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก สร้างแรงบันดาลใจและเป็นที่ประจักษ์แก่ชุมชน สังคม หรือสื่อสาธารณะ จำนวน 8 สาขา ประกอบด้วย ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง หนังสือ รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ และสื่อดิจิทัล 

ทั้งนี้ ในวาระการครบรอบ 15 ปี ของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) การดำเนินรางวัลประเภทบุคคล ประเภทชุมชนและองค์กร จึงมุ่งเน้นการยกย่องเชิดชูและการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายคุณธรรมทั่วประเทศ โดยจะพิจารณาคัดเลือกจากเครือข่ายทางสังคมที่ดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนของศูนย์คุณธรรม 6 เครือข่าย ประกอบด้วย เครือข่ายภาครัฐ เครือข่ายภาคเอกชน เครือข่ายการศึกษา เครือข่ายศาสนา เครือข่ายชุมชนและประชาสังคม และเครือข่ายสื่อมวลชน เพื่อเป็นการให้กำลังใจ ยกย่องผู้ทำงานด้านคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง และสร้างเครือข่ายให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น “ศูนย์คุณธรรมเชื่อมั่นว่า ความดีสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ และคนดีมีส่วนสร้างสังคมให้สงบสุขและยั่งยืนได้ ศูนย์คุณธรรมจึงมุ่งมั่นในการส่งเสริมและสนับสนุนความเป็นพลเมืองดีของคนไทย ให้เกิดการยึดมั่นในศีลธรรม เคารพกฎหมายและสิทธิผู้อื่น มีจิตสาธารณะเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม มีความซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อหน้าที่ และส่งต่อพลังบวกด้วยการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รางวัล THAILAND MORAL AWARDS นอกจากจะยกย่องและสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ที่ยึดมั่นในการทำความดีแล้ว ยังถือเป็นการจุดประกายให้ทุกคนตระหนักถึงความดี สร้างพื้นที่ให้คนดีมีที่ยืน ให้ความดีมีพื้นที่ในสังคม สามารถส่งต่อแรงบันดาลใจสู่สาธารณชน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมคุณธรรม ให้ประเทศไทยมีความสันติสุขพร้อมการพัฒนาที่ยั่งยืน” รศ. นพ.สุริยเดว กล่าว

ในงานแถลงข่าวรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025  ยังมีกิจกรรมเสวนา จากผู้ได้รับรางวัลในปี 2024 ผู้แทนรางวัลประเภทบุคคล คุณวิชญาดา รักกสิกร ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Heart 2 Heart Charity ที่ชวนเยาวชนทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ผู้แทนรางวัลประเภทชุมชนและองค์กร จากฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คุณเอื้องพร เผ่าเจริญ ผู้ช่วยหัวหน้าพยาบาลด้านทรัพยากรบุคคล และผู้แทนรางวัลประเภทสื่อ โดย คุณพรวิรุณ แก้วทอง Director of learning business บริษัท T&B Media Global Thailand จาก แอนิเมชันซีรีส์ สติมา “เณรน้อยอัจฉริยะ” รางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ประกาศผลการคัดเลือกในเดือนสิงหาคม 2569 และมีพิธีมอบรางวัล ในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ขอเชิญชวนผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์ทั้ง 8 สาขาร่วมส่งผลงานชิงโล่รางวัล และเกียรติบัตร รางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ได้ที่ www.thailandmoralawards.com หรือสมัครด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ หรือ Facebook ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานสื่อสารและรณรงค์ทางสังคม ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) โทร. 061 615 6652, 063 335 5746, 0 2644 9900 ต่อ 510-512 และ 0 2184 2728-32 

 

‘มาลี’ ส่ง MAS บุกเวทีโลก!! ยกระดับวัตถุดิบไทยสู่เวทีโลก ชูเทคโนโลยีไทยตอบโจทย์ Beauty & Longevity จากเปลือกสับปะรดสู่นวัตกรรมโลก อวดศักยภาพไทยใน In-Cosmetics Global 2026

Malee Applied Sciences (MAS) นำทัพนวัตกรรม Deep-Tech ไทย สู่เวทีโลก

In-Cosmetics Global 2026 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ดร.ศุภเกียรติ คำบุทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ จำกัด หรือ Malee Applied Sciences (MAS) ในเครือบริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE ผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาวะของคนไทย นำทีมโชว์ศักยภาพนวัตกรรมไทยบนเวทีระดับโลก ในงาน In-Cosmetics Global 2026 งานแสดงสินค้าและนวัตกรรมวัตถุดิบเพื่ออุตสาหกรรมเครื่องสำอาง และ Personal Care ระดับโลก ระหว่างวันที่ 14–16 เมษายน 2569 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ภายในงาน MAS ได้นำเสนอผลงานนวัตกรรม BROMEXOL® วัตถุดิบนวัตกรรมนำส่งเอนไซม์บรอมิเลน (Bromelain) สารสำคัญจากเปลือกสับปะรด เข้าร่วมประกวดรางวัล “Best Active Ingredient Awards 2026” ใน Innovation Zone โดยชูจุดเด่นของเทคโนโลยีห่อหุ้ม CAPSEAL2X ที่ผสานแนวคิด Thainess Upcycled Plant Bioactives นำวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตรจากเปลือกสับปะรดมาเพิ่มมูลค่าเชิงนวัตกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรมความงาม

BROMEXOL® ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวจากรังสี UV ลดการอักเสบของผิวภายใน 4 ชั่วโมง ยับยั้งการสร้างเม็ดสี ควบคุมความมันยาวนาน 8 ชั่วโมง พร้อมคุณสมบัติในการผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ยืนยันโดยผลการวิจัยระดับเซลล์ที่แสดงถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการซึมผ่านของสารสำคัญ และผลการทดสอบทางคลินิกในผิวมนุษย์จริง รองรับเทรนด์ผิวโกลว์ (Glow Skin) ที่กำลังเติบโตทั่วโลก

นอกจากนี้ MAS ยังนำเสนอวัตถุดิบจากนวัตกรรม Encapsulation and Delivery Systems มากกว่า 10 รายการ ซึ่งถูกออกแบบให้ทำงานอย่างแม่นยำในแต่ละระดับความลึกของชั้นผิว มุ่งเป้าการทำงานในระดับเซลล์ ครอบคลุมทั้งการปกป้องผิวจากแสงแดด (Sun Protection) การเพิ่มความกระจ่างใส (Skin Brightening) การดูแลปัญหาฝ้าและจุดด่างดำ (Melasma Treatment) ตลอดจนการฟื้นฟูผิวและลดเลือนริ้วรอย (Skin Rejuvenation & Anti-Wrinkle) สะท้อนถึงศักยภาพของเทคโนโลยีไทยที่สามารถแข่งขันในระดับสากลได้อย่างแท้จริง

การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ MAS ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อตอบรับเทรนด์ Beauty and Longevity at the Cellular Level ที่มุ่งดูแลสุขภาพและความงามตั้งแต่ระดับต้นกำเนิดของปัญหา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคอย่างยั่งยืนผ่านนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์

ทั้งนี้ MAS ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามในระดับโลก พร้อมขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดยุโรป เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น รวมถึงตลาดโลกที่มีมูลค่ากว่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และผลักดันนวัตกรรมไทยสู่การยอมรับในเวทีสากลอย่างแท้จริง

พลังงานไทยไม่สะดุด!! น้ำมันโลกผันผวนหนัก พุ่งกว่า 6% หลังตะวันออกกลางระอุ กระทรวงพลังงานเผยไทยสำรองใช้ได้ 114 วัน ไทยเผยสต๊อกยังมั่นคง

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ
ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ประจำวันที่ 21 เมษายน 2569

1. สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
- สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงจะสิ้นสุดลง หลังจากกองทัพเรือสหรัฐฯ เข้ายึดเรือสินค้าของอิหร่านในอ่าวโอมานฐานฝ่าฝืนมาตรการปิดล้อม ทำให้อิหร่านประณามพร้อมขู่ตอบโต้และประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซ LNG ทั่วโลกหยุดชะงัก ขณะเดียวกัน การเจรจาสันติภาพรอบที่สองที่ปากีสถานยังคงมีความไม่แน่นอน แม้สหรัฐฯ จะแสดงความมั่นใจและเตรียมส่งรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ เข้าร่วม รวมถึงอิหร่านระบุว่ากำลังพิจารณาเข้าร่วมเจรจาด้วยท่าทีเชิงบวก แต่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านหากปฏิเสธข้อตกลง ความผันผวนนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเมื่อวันจันทร์ (20 เม.ย.) ปิดพุ่งสูงขึ้นกว่า 6% ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อยในการซื้อขายช่วงเช้าฝั่งเอเชียในวันอังคาร (21 เม.ย.) จากความหวังที่การเจรจาอาจเดินหน้าต่อได้ โดยภาพรวมราคาปิดตลาด (20 เม.ย. 69) สัญญาน้ำมันดิบ WTI ปิดพุ่ง 5.76 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 89.61 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สัญญาน้ำมันดิบ Brent ปรับเพิ่ม 5.10 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 95.48 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ Dubai ปรับลดลง 3.70 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 98.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทั้งนี้ ยังคงต้องจับตาทิศทางการเจรจาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ก่อนกำหนด อาจนำไปสู่วิกฤตด้านอุปทานพลังงานที่รุนแรงยิ่งขึ้น

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 21 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 114 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 26 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 40 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 23 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 19 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 80.10 ล้านลิตร และจำหน่าย 51.65 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
- คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันทั้งกลุ่มดีเซลและเบนซิน ส่งผลให้ราคาขายปลีกกลุ่มดีเซลลดลง 1.20 บาทต่อลิตร ราคาน้ำมันดีเซล B7 ต่อลิตรจึงปรับลดลงเป็น 41.70 บาท น้ำมันดีเซล B20 เป็น 34.70 บาท ส่วนราคากลุ่มน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอลยังคงเดิม โดยราคาแก๊สโซฮอล E20 ต่อลิตรอยู่ 35.45 บาท แก๊สโซฮอล 95 ที่ 42.45 บาท และแก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.08 บาท
- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 47.66 - 87.06 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 41.70 บาทต่อลิตร ขณะที่ อินโดนีเซีย กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.25 – 117.76 บาทต่อลิตร 
- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 21 เมษายน 2569 ติดลบ 62,086.03 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 101.11 ล้านบาท

EEC ยกระดับอาหาร งานสีสันตะวันออกปี 69 จัดใหญ่ พัทยากลาง 1-4 พ.ค. ร้านค้าท้องถิ่น 120 กว่าร้าน แฟชั่นอาหารผสานศิลป์และเสียงเพลง

“สีสันตะวันออก EEC ครั้งที่ 15: EEC The Food Runway”

ยกระดับเทศกาลอาหารสู่รันเวย์แห่งความคิดสร้างสรรค์ กระตุ้นท่องเที่ยวภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเตรียมกลับมาคึกคักอีกครั้ง กับการจัดงาน “สีสันตะวันออก EEC ครั้งที่ 15: EEC The Food Runway” ระหว่างวันที่ 1 – 4 พฤษภาคม 2569 ณ ถนนเลียบชายหาดพัทยากลาง จังหวัดชลบุรี โดยความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ต่อยอดความสำเร็จ สู่ประสบการณ์รูปแบบใหม่

การจัดงานในปีนี้ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการจัดงานในปีที่ผ่านมา พร้อมนำเสนอแนวคิดใหม่ภายใต้ธีม “From Local Cuisine to Modern Culinary Fashion” “จากอาหารท้องถิ่น สู่อาหารแฟชั่นสุดทันสมัย” สะท้อนการนำ “ของดีท้องถิ่น” จากจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรามาต่อยอดสู่ประสบการณ์สร้างสรรค์ ที่ผสานอาหาร ศิลปะ แฟชั่น และความบันเทิงเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวในยุคใหม่

ไฮไลต์กิจกรรมภายในงาน : 

ร้านอาหารและสินค้าท้องถิ่นกว่า 120 ร้านค้า จาก 3 จังหวัดภาคตะวันออก

การประกวด EEC Food Runway Contest (งานประกวด 2 พ.ค. 69)
เวทีสร้างสรรค์ที่นำอาหารขึ้นชื่อของแต่ละพื้นที่
มาถ่ายทอดเป็นชุดแฟชั่นบนรันเวย์ที่สามารถสวมใส่ได้จริง

มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังตลอด 4 วัน

1 พฤษภาคม 2569: YOURMOOD

2 พฤษภาคม 2569: HERS

3 พฤษภาคม 2569: ก้านตอง ทุ่งเงิน

4 พฤษภาคม 2569: ปลานิลเต็มบ้าน

บรรยากาศงานริมชายหาดพัทยากลาง ในรูปแบบ Night Festival

แล้วคุณ…จะเริ่มชิมร้านไหนก่อนดี?

พบกันที่ สีสันตะวันออก EEC The Food Runway พัทยากลาง 1 – 4 พฤษภาคม 2569

กับประสบการณ์ที่ “กินได้ ดูได้ และรู้สึกได้” บนรันเวย์แห่งรสชาติ

เปิดรับสมัครการประกวด EEC Food Runway Contest และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง  Facebook: สีสันตะวันออก

ปตท. สนับสนุนบอลไทย มอบเงิน 25 ล้านบาทหนุนสมาคม ร่วมโครงการ 1 กีฬา 1 รัฐวิสาหกิจ ปีที่ 3 ของการสนับสนุนกีฬาไทย ยกระดับสู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มอบเงิน 25 ล้านบาท หนุนสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ

"มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

รับมอบเงินเงินสนับสนุน จำนวน 25 ล้านบาท จาก นางมีนา ศุภวิวรรธน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ณ สำนักงานใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

สำหรับการสนับสนุนของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ถือเป็นส่วนหนึ่งในความร่วมมือของกลุ่มบริษัท ปตท. ที่ให้การสนับสนุนสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ภายใต้โครงการ 1 กีฬา 1 รัฐวิสาหกิจ พลัส ปีละ 50 ล้านบาท รวมระยะเวลา 4 ปี รวมเป็นเงิน 200 ล้านบาท โดยปี 2569 เป็นปีที่ 3 ของการสนับสนุน เพื่อเสริมศักยภาพกีฬาไทยสู่สากล

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1CqAhNNvh9/

“ซานย่า” จัดเอเชียนบีชเกมส์!! พร้อมสนามแข่ง 8 แห่ง แข่งวอลเลย์บอล-ฟุตบอลชายหาด นักกีฬาจาก 45 ชาติลงทะเบียนแล้ว มาสคอตย่าย่าสื่อวัฒนธรรมท้องถิ่น

ซานย่าพร้อมเต็มร้อย จัดเอเชียนบีชเกมส์ สนามแข่งขันเสร็จสมบูรณ์ทุกแห่ง

คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนบีชเกมส์ ครั้งที่ 6 "ซานย่า 2026"

เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน การแข่งขันกีฬาเอเชียนบีชเกมส์ ครั้งที่ 6 กำลังจะเปิดฉากขึ้น ณ เมืองซานย่า มณฑลไห่หนาน ทางตอนใต้ของประเทศจีน โดยขณะนี้สถานที่จัดการแข่งขันทั้ง 8 แห่งได้เตรียมความพร้อมอย่างสมบูรณ์แล้ว เพื่อรองรับมหกรรมกีฬาครั้งนี้อย่างเต็มรูปแบบ

การแข่งขันเอเชียนบีชเกมส์ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-30 เมษายนนี้ ถือเป็นมหกรรมกีฬาหลายประเภทระดับนานาชาติรายการใหญ่ครั้งแรกในมณฑลไห่หนาน นับตั้งแต่ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนานเปิดดำเนินงานศุลกากรแบบพิเศษ โดยทัพนักกีฬากว่า 1,790 คน จาก 45 คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติทั่วภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมการแข่งขันใน 14 ชนิดกีฬา (15 ประเภทกีฬา) เพื่อลุ้นเหรียญทองรวมทั้งสิ้น 62 เหรียญในรายการนี้

ผู้จัดการแข่งขันเปิดเผยว่า สถานที่จัดการแข่งขันทั้ง 8 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่รวมประมาณ 280,000 ตารางเมตร พร้อมรองรับผู้ชมได้ราว 10,150 ที่นั่ง และขณะนี้มียอดจำหน่ายบัตรเข้าชมแล้วเกือบ 118,000 ใบ โดยสถานที่จัดการแข่งขัน 6 แห่งตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่ง "Coconut Dream Corridor" ของอ่าวซานย่า ส่วนอีกแห่งตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำซานย่า และอีกหนึ่งแห่งอยู่ในศูนย์กีฬาซานย่า พร้อมรองรับการแข่งขันในครั้งนี้อย่างสมบูรณ์

การแข่งขันวอลเลย์บอลชายหาด แฮนด์บอลชายหาด และปีนผา จะจัดขึ้นบริเวณแหลมเทียนหยาไหเจี่ยว ขณะที่การแข่งขันฟุตบอลชายหาด เทคบอลชายหาด มวยปล้ำ-ยูยิตสูชายหาด กาบัดดี้ชายหาด กรีฑาชายหาด เรือใบ ว่ายน้ำ-วิ่ง และว่ายน้ำ จะจัดขึ้นตามแนวชายหาดอ่าวซานย่าระยะทาง 22 กิโลเมตร รวมถึงน่านน้ำในบริเวณดังกล่าว ส่วนการแข่งขันเรือมังกรจะจัดขึ้นที่แม่น้ำซานย่า ด้านการแข่งขันบาสเกตบอล 3x3 และสนามฝึกซ้อมหลักจะอยู่ภายในศูนย์กีฬาซานย่า

เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน การเดินทางจากโรงแรมที่พักอย่างเป็นทางการและหมู่บ้านนักกีฬาไปยังสถานที่จัดการแข่งขันและสถานที่ฝึกซ้อมทุกแห่งจะใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที

"เทียนหยาไหเจี่ยวเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของจีน ถึงขั้นมีภาพปรากฏบนธนบัตรของจีนด้วย" มาร์ติน เฟอร์นันโด มาซูร์ นักข่าวชาวอาร์เจนตินา กล่าวระหว่างการเยี่ยมชมสถานที่ พร้อมกับชื่นชมการตัดสินใจเลือกจัดการแข่งขันในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง โดยระบุว่าเป็น "การตัดสินใจที่กล้าหาญและสร้างสรรค์มาก"

การออกแบบสถานที่จัดการแข่งขันได้ผสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์หลีและเหมียวในมณฑลไห่หนานไว้อย่างโดดเด่น ขณะที่มาสคอตประจำการแข่งขัน "ย่าย่า" (Yaya) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากละมั่งไห่หนาน ได้ถูกนำไปจัดแสดงในพื้นที่หลักของสถานที่จัดการแข่งขันทุกแห่ง นอกจากนี้ บริเวณสถานที่จัดพิธีเปิดและพิธีปิดยังมีการจัดแสดงแสงสีภายใต้แนวคิด "Deer Turning Head" โดยถ่ายทอดเรื่องราวจากตำนานท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง เพื่อสื่อถึงเมืองซานย่า ซึ่งได้รับการขนานนามว่า "เมืองแห่งกวาง"

หวง ชุยฉิน รองผู้อำนวยการบริหารฝ่ายสถานที่ของคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนบีชเกมส์ ซานย่า กล่าวว่า "เราไม่ได้สร้างสนามกีฬาแยกออกมา แต่เรา 'วาง' สนามแข่งขันบนชายหาดโดยตรง หลังจบการแข่งขัน โครงสร้างชั่วคราวเหล่านี้จะถูกรื้อถอน เพื่อคืนชายหาดที่บริสุทธิ์ให้แก่ประชาชนต่อไป"

ที่มา: คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนบีชเกมส์ ครั้งที่ 6 "ซานย่า 2026"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top