Saturday, 6 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

“บีโอไอ” ลุยเจรจาชิป ‘เอกนิติ’ นำทีมเจรจาสหรัฐฯ เป้าหมายดึงลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ไทย สหรัฐฯ ลงทุนไทยกว่า 2 แสนล้านใน 5 ปี เสริมเศรษฐกิจใหม่ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

“เอกนิติ - บีโอไอ” เจรจาผู้ผลิตชิปสหรัฐฯ เปิดเกมรุกดึงลงทุนไทย ท่ามกลางโลกผันผวน

รองนายกฯ เอกนิติ - เลขาธิการบีโอไอ ลุยสหรัฐฯ เจรจาความร่วมมือเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้าดึงดูดการลงทุนจากบริษัทระดับโลกในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และระบบอัตโนมัติ วางรากฐานเศรษฐกิจยุคใหม่ เสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศเทคโนโลยีในประเทศ เผยสถิติ 5 ปี สหรัฐฯ ลงทุนไทยกว่า 2 แสนล้านบาท

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำทีมไทยแลนด์ เยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 13 – 17 เมษายน 2569 เพื่อเข้าร่วมการประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 พร้อมขยายความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรและองค์กรเศรษฐกิจชั้นนำ และเจรจาดึงดูดการลงทุนกับบริษัทเป้าหมายในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว จากความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น เพื่อตอบสนองเทคโนโลยี AI คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดโลกทะลุ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในสิ้นปี 2569 เร็วกว่าที่สมาคมเซมิคอนดักเตอร์เคยคาดการณ์ไว้ถึง 4 ปี และถือเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ประเทศต่าง ๆ แย่งชิงการลงทุน เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงทางเทคโนโลยี รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดอุตสาหกรรมหลักอื่น ๆ ของประเทศ

สหรัฐอเมริกาถือเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก เป็นผู้กุมหัวใจของเทคโนโลยีและครองส่วนแบ่งรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดชิปโลก การเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการบีโอไอ จึงได้รุกหารือแผนการลงทุนกับบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ 3 รายสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเชิญชวนให้ขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนของชิปต้นน้ำ ตลอดจนสร้างความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรและผู้ประกอบการไทย

รายแรกคือ บริษัท Phononic ผู้ผลิตชิปควบคุมอุณหภูมิ (Cooling Chip) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูง ประหยัดพลังงาน มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมดิจิทัลในยุคปัจจุบัน เนื่องจากความร้อนกลายเป็นหนึ่งในข้อจำกัดหลักของระบบประมวลผลขั้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI บริษัท Phononic เลือกใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักผ่านการร่วมทุนกับบริษัทในประเทศไทย 3 ราย รวมถึงบริษัทสัญชาติไทย ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา มีการลงทุนแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับระบบประมวลผลของ NVIDIA อย่างเป็นทางการ ขณะนี้กำลังเตรียมย้ายฐานการผลิตวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำจากสหรัฐฯ มายังไทยเพิ่มเติมภายในปี 2570 ซึ่งทำให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตครบวงจรตั้งแต่วัสดุต้นน้ำถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปของบริษัท อีกทั้งยังมีโอกาสสูงที่บริษัทจะนำกิจกรรมวิจัยและพัฒนาที่สนับสนุนส่วนต้นน้ำมาดำเนินการในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ด้วย

GlobalFoundries ผู้ผลิตชิปอันดับ 5 ของโลก มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตชิปเฉพาะทาง เช่น ชิปสำหรับระบบสื่อสารไร้สาย ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบจัดการพลังงาน และการเชื่อมต่อข้อมูลด้วยแสงสำหรับ AI Data Center โดยบริษัทมองว่าประเทศไทยมีความพร้อมหลายด้าน รวมทั้งการเป็นฐานที่ตั้งของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ชิปจำนวนมาก เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และ Data Center โดยรองนายกฯ ได้เชิญชวนให้บริษัทพิจารณาลงทุนสร้างโรงงานชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) แห่งต่อไปในไทย จากเดิมที่มีอยู่แล้วใน 3 ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และสิงคโปร์

Teradyne ผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ทดสอบเซมิคอนดักเตอร์แบบอัตโนมัติ (ATE) อันดับ 1 ของโลก รวมทั้งเป็นผู้นำด้านระบบออโตเมชั่นและหุ่นยนต์ ครองส่วนแบ่งตลาดการทดสอบชิปประมวลผลขั้นสูงกว่าร้อยละ 50 มีลูกค้าหลัก เช่น Intel, Qualcomm, Texas Instruments, ADI, IBM และ Samsung ขณะนี้มีสำนักงานภูมิภาคและศูนย์บริการลูกค้าในประเทศไทย และมีแผนว่าจ้างผู้ผลิตและใช้ชิ้นส่วนในไทยเพิ่มเติม

ในการหารือครั้งนี้ ผู้นำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้สะท้อนมุมมองต่อจุดแข็งของประเทศไทยในหลายมิติ ทั้งคุณภาพของบุคลากรไทยและซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่สั่งสมมานาน อุตสาหกรรมปลายน้ำที่เข้มแข็ง ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด การเมืองที่มีเสถียรภาพในปัจจุบัน ตลอดจนการให้บริการและอำนวยความสะดวกอย่างดีของบีโอไอ นอกจากนี้ นักลงทุนยังแสดงความสนใจและให้ข้อแนะนำในการพัฒนาตลาดทุนไทยเพื่อเป็นช่องทางระดมทุนสำหรับการขยายการลงทุนในอนาคต ซึ่งรองนายกฯ ได้ยืนยันถึงความพร้อมของระบบการเงินที่มีสภาพคล่องสูง และพร้อมสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำให้ใช้ไทยเป็นฐานการระดมทุนเพื่อขยายกิจการในอนาคต

นอกจากการพบปะรายบริษัทแล้ว คณะยังได้พบหารือกับ “สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก (SEMI)” ซึ่งเชื่อมโยงผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมชิป มีสมาชิกกว่า 4,000 บริษัททั่วโลก มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายและกำหนดมาตรฐานทางเทคนิค และเป็นผู้จัดงาน SEMICON ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นงานที่รวมตัวผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุด ทั้งนี้ บีโอไอได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก SEMI เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยครั้งนี้ได้หารือแนวทางการร่วมมือเพื่อใช้เครือข่ายของ SEMI ในการเข้าถึงบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก รวมถึงการร่วมจัดงาน SEMICON ในประเทศไทยในอนาคต เพื่อยกระดับบทบาทของไทยในเวทีโลก

นอกจากนี้ คณะยังได้เข้าหารือกับหอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce: USCC) โดยแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำ อาทิ Dow Chemical, Chevron, Netflix, PepsiCo, Visa และ IBM ซึ่งต่างมีฐานการดำเนินงานในประเทศไทย การหารือครั้งนี้มีนัยสำคัญเชิงนโยบาย ภาคเอกชนสหรัฐฯ ยืนยันตรงกันว่า ไทยมิใช่เป็นเพียงฐานการผลิตเพื่อส่งออกกลับสหรัฐฯ แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจระดับภูมิภาค สะท้อนความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในห่วงโซ่มูลค่าของบริษัทอเมริกันในเอเชีย โดยรองนายกฯ ได้นำเสนอวาระปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับการขจัดอุปสรรคการลงทุน การพัฒนาระบบศุลกากรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทักษะบุคลากรร่วมกับภาคเอกชนผ่านมาตรการของบีโอไอ

“อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังเป็นตัวกำหนดอนาคตเศรษฐกิจโลก ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพื่อดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ การเดินทางครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเชื่อมประเทศไทยเข้ากับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีและผู้เล่นหลักของโลก เพื่อเปิดทางไปสู่การลงทุน และสร้างเครื่องยนต์ใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต การดึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เข้าสู่ประเทศไทย จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยในหลายด้าน ทั้งการสร้างงานคุณภาพสูงและมีค่าตอบแทนสูงกว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรออกแบบชิป วิศวกรกระบวนการผลิต และช่างเทคนิคในโรงงานผลิตชิป การต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมสนับสนุนและบริการที่เกี่ยวเนื่องในประเทศ เช่น กิจการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตวัตถุดิบ บริการด้านวิศวกรรมและบริการด้านเครื่องจักร ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทชั้นนำระดับโลก และช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าว

สำหรับภาพรวมการลงทุนจากสหรัฐอเมริกาในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา (พ.ศ. 2564–2568) นักลงทุนจากสหรัฐอเมริกายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 232 โครงการ มูลค่ากว่า 220,300 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ ทั้งนี้ เฉพาะปี 2568 มีจำนวน 60 โครงการ มูลค่ารวม 32,774 ล้านบาท โดยมีโครงการสำคัญจากบริษัทชั้นนำ เช่น Lumentum, Microchip Technologies และ Fabrinet สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐฯ ต่อศักยภาพไทยในฐานะฐานการผลิตสินค้าเทคโนโลยีสูงของภูมิภาค

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้!! ราคาปุ๋ยยูเรียสูงสุดในรอบ 43 เดือน สงครามอิหร่านผลักดันราคาปุ๋ย ไทยพึ่งนำเข้าจากตะวันออกกลางกว่า 55% กระทบข้าวนาปีลดลง 21% พร้อมค่าใช้จ่ายเพิ่ม

ราคาปุ๋ยยูเรียโลกพุ่งจากสงครามอิหร่าน กดดันการปลูกข้าวนาปี คาดฉุดผลผลิตลดกว่า 21%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ ราคาปุ๋ยยูเรียโลกพุ่งสูงสุดรอบ 43 เดือนแตะ 750 ดอลลาร์ฯต่อตันในมี.ค. 2569 จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงปุ๋ยขาดแคลนและราคาสูงขึ้นทั่วโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งหลักทั่วโลกต้องหยุดชะงัก ทั้งนี้กว่า 1 ใน 3 ผลิตในตะวันออกกลาง และยังเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยยูเรียอันดับ 1 ของโลกกว่า 26%

ไทยต้องนำเข้าปุ๋ยยูเรียแพงตามตลาดโลกและเสี่ยงขาดแคลน เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งปุ๋ยยูเรียเป็นปุ๋ยหลักภาคเกษตรไทยในการเพิ่มผลผลิตพืชไร่ โดยมีการนำเข้ากว่า 50% จากปุ๋ยเคมีทั้งหมด และเป็นการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลักกว่า 55%

คาดว่าจะกระทบการปลูกข้าวนาปีในพ.ค.-ก.ค. 2569 เนื่องจากตรงกับช่วงเริ่มปลูกข้าวนาปีที่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยจำนวนมาก ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาปุ๋ยแพง จะฉุดผลผลิตให้ลดลง 21% ขณะที่ราคาข้าวคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2% ทำให้โดยรวมแล้วรายได้เกษตรกรอาจลดลง 19%

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1301891555373807&id=100066589243207&rdid=WEDr0ruFWRYAbunw#

บอร์ดเกมหรือเครื่องมือปลูกฝัง? ถอดรหัสบอร์ดเกมประวัติศาสตร์ในพื้นที่เปราะบาง เมื่อประวัติศาสตร์ถูกบิดเป็นเกม ปลุกภาพจำแบ่งแยกในใจเด็กชายแดนใต้ สื่อการสอนชวนสงสัย ประวัติศาสตร์ถูกตีความ

บอร์ดเกมล้างสมอง? เมื่อประวัติศาสตร์ถูกใช้สร้าง “อัตลักษณ์ปลอม” ในเด็กชายแดนใต้

ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ วันนี้สิ่งที่สังคมควรจับตาอาจไม่ใช่แค่โรงเรียนปอเนาะหรือครูบางคนที่มีแนวคิดสุดโต่งเท่านั้น แต่รวมถึง “สื่อการสอน” ที่ถูกส่งต่อให้เด็กและเยาวชนด้วย เพราะสื่อบางชิ้นไม่ได้พาเด็กให้เข้าใจประวัติศาสตร์อย่างรอบด้าน หากกลับเลือกหยิบอดีตบางช่วงมาเล่าใหม่ ตัดบริบทสำคัญออก แล้วค่อย ๆ สร้างภาพจำทางการเมืองให้ฝังในใจเด็ก โดยเฉพาะเมื่อมันถูกทำให้อยู่ในรูปแบบบอร์ดเกมหรือกิจกรรมที่ดูสนุกและสร้างสรรค์ เนื้อหาที่หนักและอ่อนไหวก็ยิ่งถูกส่งผ่านได้ง่ายขึ้น

“Patani Colonial Territory” คือบอร์ดเกมการ์ดที่ให้ผู้เล่นหยิบการ์ดเหตุการณ์มาเรียงเป็นไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ ภายใต้กรอบเรื่องเล่าเกี่ยวกับการ “ยึดครองปาตานี” โดยปัญหาของเกมนี้ไม่ได้อยู่แค่ว่าการ์ดบางใบจริงหรือเท็จ แต่คือการนำข้อมูลจริงบางส่วน ข้อมูลตัดตอน และข้อมูลที่ใส่ความหมายเกินจริง มาเรียงใหม่ภายใต้กรอบเดียวกัน จนประวัติศาสตร์ถูกเปลี่ยนจาก “ความรู้” ให้กลายเป็น “เครื่องมือสร้างอัตลักษณ์ทางการเมือง” ผู้เล่นไม่ได้ถูกพาให้เข้าใจความซับซ้อนของอดีต แต่ถูกพาให้รู้สึกว่ามีฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของแผ่นดินเดิม เป็นผู้ถูกกระทำ และอีกฝ่ายเป็นผู้รุกรานอยู่ตลอดเวลา

ตัวอย่างความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในบอร์ดเกมนี้ คือการนำข้อมูลคนละเหตุการณ์มาปะติดปะต่อจนกลายเป็นเรื่องเดียวกัน เช่น การ์ดที่อ้างว่า “เชลยศึกปัตตานีถูกบังคับให้ขุดคลองแสนแสบในปี 1840” ซึ่งในทางประวัติศาสตร์จริง ในสมัยรัชกาลที่ 3 นั้น การขุดคลองแสนแสบใช้แรงงานชาวจีนที่รัฐว่าจ้างเป็นหลัก ขณะที่ผู้คนจากปัตตานีและหัวเมืองมลายูถูกกวาดต้อนเข้ามาในอีกช่วงหนึ่ง และถูกจัดให้อยู่ตั้งถิ่นฐาน ทำกิน และสร้างชุมชนตามแนวคลองภายหลัง ไม่ใช่แรงงานหลักในการขุด การนำสองบทบาทที่ต่างกันนี้มารวมกัน จึงทำให้เกิดภาพจำใหม่ที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง และเป็นตัวอย่างของการ “สร้างความเข้าใจผิดผ่านการเรียบเรียงข้อมูล” มากกว่าจะเป็นการโกหกแบบตรง ๆ

หัวใจของปัญหาในการ์ดเกมนี้ไม่ใช่แค่ข้อมูลผิด แต่คือการสร้าง “อัตลักษณ์ปลอม” ผ่านประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการทำให้เด็กเชื่อว่ามี “ปาตานี” ในฐานะรัฐเอกราชที่เคยมีอยู่จริงและถูกรัฐไทยยึดครอง ทั้งที่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่นี้อยู่ในความสัมพันธ์แบบรัฐบรรณาการและหัวเมือง ไม่ใช่รัฐชาติสมัยใหม่อย่างที่เกมพยายามทำให้เข้าใจ คำอย่าง “ถูกรุกราน” “กู้อิสรภาพ” “ต่อต้านสยาม” หรือ “ประกาศอิสรภาพปาตานี” จึงไม่ใช่คำกลางทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นภาษาที่ตั้งต้นจากสมมติฐานทางการเมืองชัดเจน

ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าในอดีตเคยมีความขัดแย้งหรือไม่ เพราะแน่นอนว่าประวัติศาสตร์ย่อมมีการปะทะและการต่อรองอำนาจอยู่แล้ว แต่เมื่อเหตุการณ์เหล่านั้นถูกหยิบมาใส่ในเกม พร้อมคำอธิบายที่ชี้นำไปทาง “ปลดแอก” หรือ “กู้เอกราช” ความหมายของประวัติศาสตร์ก็เปลี่ยนไปทันที เด็กจะไม่ได้เห็นบริบทของโครงสร้างอำนาจในอดีต ไม่ได้เห็นความสัมพันธ์แบบเมืองขึ้น เมืองบรรณาการ หรือพลวัตการเมืองในแต่ละยุค หากกลับถูกพาให้เข้าใจแบบง่าย ๆ ว่า มี “พวกเรา” ที่ถูกกระทำ และมี “พวกเขา” ที่เป็นศัตรู

ยิ่งน่าห่วงเมื่อสื่อแบบนี้อยู่ในมือเด็ก เพราะเด็กไม่ได้อ่านการ์ดแบบนักวิชาการ เด็กไม่แยกออกทันทีว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือการตีความ และอะไรคือการจัดฉากทางอารมณ์ เด็กรับสารผ่านความรู้สึกก่อนเหตุผลเสมอ และเมื่อเรื่องเล่าถูกทำให้เป็น “เกม” เด็กก็ไม่ได้แค่อ่าน แต่กำลังเล่นและมีส่วนร่วมกับมันโดยตรง นั่นทำให้สื่อประเภทนี้ทรงพลังกว่าสื่อทั่วไป

ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ บางการ์ดไม่ได้หยุดอยู่แค่การเล่าความขัดแย้งในอดีต แต่แตะไปถึงความรุนแรงโดยตรง เช่น เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ"กลุ่มติดอาวุธและการสังหารเจ้าหน้าที่ไทย " คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นหรือไม่ แต่คือเนื้อหาแบบนี้เหมาะหรือไม่ที่จะถูกส่งต่อในรูปแบบบอร์ดเกมให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี โดยเฉพาะช่วงวัย 7–15 ปี เพราะเรื่องเช่นนี้เกี่ยวข้องกับความตาย ความขัดแย้ง และความชอบธรรมของการใช้ความรุนแรง ซึ่งหากไม่มีการอธิบายอย่างรอบด้าน เด็กย่อมรับสารในเชิงอารมณ์ก่อนเสมอ

ตามหลักการศึกษา สื่อการสอนที่ดีต้องอธิบายให้ครบว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร มีเงื่อนไขอะไร มีผลกระทบอย่างไร และทำไมความรุนแรงจึงไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ แต่หากเป็นเพียงเกมที่ให้เด็กหยิบการ์ด อ่านข้อความสั้น ๆ แล้วจดจำคำอย่าง “กู้อิสรภาพ” “ต่อต้านสยาม” หรือ “สังหารเจ้าหน้าที่ไทย” โดยไม่มีบริบท ไม่มีการอภิปราย และไม่มีมุมมองหลายด้านประกอบ นั่นไม่ใช่การเรียนรู้ที่สมบูรณ์ แต่เป็นการส่งต่อข้อมูลดิบที่มีอารมณ์นำเหตุผล

ในมุมนี้ การที่มีบุคคลสาธารณะอย่าง รอมฎอน ปันจอร์ ส.ส. พรรคประชาชน เข้ามามีบทบาทนำเกมลักษณะนี้เข้าสู่สังคมมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะผู้ทำงานการเมืองย่อมควรรู้ดีว่าพื้นที่นี้มีความเปราะบางสูง และเรื่องประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และความทรงจำร่วม เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เมื่อยังมีการนำสื่อที่ใช้ข้อมูลตัดตอน ภาษาชี้นำ และเสี่ยงต่อการสร้างความเข้าใจผิดเรื่อง “รัฐปาตานี” หรือ “การกอบกู้อิสรภาพ” เข้าไปอยู่ในกิจกรรมกับเยาวชน สังคมจึงมีสิทธิ์ตั้งคำถามได้เต็มที่ว่าเหมาะสมหรือไม่ และได้คิดถึงผลกระทบระยะยาวต่อเด็กแล้วจริงหรือยัง

สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ เส้นทางไปสู่ความสุดโต่งไม่ได้เริ่มจากอาวุธเสมอไป แต่มักเริ่มจาก “อัตลักษณ์” ก่อน เริ่มจากการทำให้เด็กรู้สึกว่าตนไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรัฐ เริ่มจากการทำให้เชื่อว่าตนมีบาดแผลร่วมและมีภารกิจบางอย่างต้องสืบต่อ เมื่อเรื่องเล่าเช่นนี้ถูกส่งผ่านซ้ำ ๆ โดยไม่มีการเปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถาม มันก็อาจค่อย ๆ ผลักเด็กออกห่างจากการอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้

ดังนั้น ปัญหาของบอร์ดเกมชุดนี้จึงไม่ใช่เพียง “ข้อมูลผิด” แต่คือมันกำลังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้างอัตลักษณ์แบ่งแยกในหมู่เยาวชนอย่างชัดเจน และนั่นคือสิ่งที่ไม่ควรถูกปล่อยให้เกิดขึ้นในระบบการศึกษา ไม่ว่าจะในโรงเรียนปอเนาะหรือพื้นที่เรียนรู้อื่นใดก็ตาม สื่อแบบนี้ไม่ควรถูกปล่อยให้แทรกซึมเข้าไปในกระบวนการเรียนรู้ของเด็กโดยไม่มีการตรวจสอบ

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานความมั่นคง และฝ่ายปกครองในพื้นที่ ต้องลงไปตรวจสอบอย่างจริงจังว่าสื่อการสอนแบบใดกำลังถูกใช้กับเด็ก เนื้อหาแบบใดกำลังถูกส่งต่อในห้องเรียน และสิ่งนั้นเป็น “ความรู้” หรือกำลังเป็น “การปลูกฝังอัตลักษณ์แบ่งแยก” กันแน่ หากพบว่าสื่อดังกล่าวถูกใช้เพื่อสร้างความเข้าใจผิดและบ่อนทำลายพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน ก็สมควรถูกนำออกจากพื้นที่การเรียนรู้อย่างชัดเจน

ท้ายที่สุด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเมื่อ “อัตลักษณ์ปลอม” ถูกสร้างผ่านการศึกษา วันหนึ่งมันอาจเติบโตกลายเป็นความเข้าใจผิดที่หยั่งรากลึก และกลายเป็นเชื้อไฟของความขัดแย้งรุ่นใหม่ได้

ที่มา : ปราชญ์ สามสี

“ดีพร้อม” ลุยขนมขบเคี้ยว ชู ‘‘ครีเอทีฟ สแน็ค’’ ดันอุตสาหกรรมไทยโต ผสานแปลงร่างวัตถุดิบเกษตร ทุบตลาดขนมสุขภาพ โชว์ ‘‘กล้วยหอมทองป๊อป’’ ครองใจตลาดเอเชีย มุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและขยายโอกาสตลาดต่างประเทศ

ดีพร้อม ชู ‘ครีเอทีฟ สแน็ค’ ดันอุตฯ ขนมขบเคี้ยวไทยโตตามเทรนด์บริโภค หนุนแปลงร่างวัตถุดิบเกษตรรับดีมานด์ขนมเพื่อสุขภาพ พร้อมโชว์ ‘คริสปี้ พรีม กล้วยหอมทองป๊อบ’ แบรนด์ขนมไทยครองใจตลาดเอเชีย

กรุงเทพฯ 20 เมษายน 2569 – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “DIPROM Creative Snack” พลิกโฉมขนมขบเคี้ยวไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมแข่งขันท่ามกลางตลาดขนมขบเคี้ยวโลกที่มีมูลค่ากว่า 22.98 ล้านล้านบาท พร้อมหนุนการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและวัตถุดิบท้องถิ่นสู่โอกาสใหม่

ในภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวให้สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างมีศักยภาพ ภายใต้กระแสและเทรนด์ต่าง ๆ ที่น่าจับตาพร้อมโชว์ตัวอย่างความสำเร็จ “กล้วยหอมทองป๊อบ” ขนมที่สร้างสรรค์จากผลผลิตเกษตรไทยที่สามารถเจาะตลาดเอเชียได้สำเร็จ สะท้อนศักยภาพของขนมขบเคี้ยวไทยท่ามกลางการแข่งขันในตลาดโลก

​นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดขนมขบเคี้ยวทั่วโลก มีแนวโน้มที่จะเติบโตมากขึ้น โดยข้อมูลจาก Fortunebusinessinsights ระบุว่าในปี 2569 มีการคาดการณ์มูลค่าการเติบโตกว่า 22.98 ล้านล้านบาท ส่วนในประเทศไทย ข้อมูลจาก K research ก็ระบุว่ามีแนวโน้มเติบโตเช่นเดียวกัน โดยในปี 2568 มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 49,550 ล้านบาท และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยที่ร้อยละ 1–3 ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวมีการแข่งขันสูงจากการมีตัวเลือกที่หลากหลายในท้องตลาด

​ “เมื่ออุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวเติบโตต่อเนื่องและมีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการจึงต้องมองหาแหล่งวัตถุดิบและแนวทางการพัฒนาสินค้าที่สร้างความแตกต่างได้มากขึ้น ซึ่งภายใต้บริบทการแข่งขันดังกล่าว ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเป็นหลัก อาทิ มันฝรั่งและข้าวโพด ขณะที่ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ทั้งรสชาติ คุณภาพ และคุณประโยชน์ แต่ยังขาดกระบวนการต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างแบรนด์ให้โดดเด่น แข็งแกร่งเพียงพอต่อการแข่งขันในตลาดโลก ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนเมือง ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวก ความแปลกใหม่ และสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ขนมขบเคี้ยวต้องตอบโจทย์ทั้งความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการไปพร้อมกัน จากแนวโน้มและความต้องการของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นสอดรับกับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบท้องถิ่นได้อย่างหลากหลาย ดังนั้น ช่องว่างระหว่าง ‘ศักยภาพของวัตถุดิบชุมชน’ และ ‘ความต้องการของตลาดยุคใหม่’ จึงกลายเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ตั้งแต่การแปรรูปวัตถุดิบให้มีเนื้อสัมผัส รสชาติ และกลิ่นที่ดี มีคุณประโยชน์ทางโภชนาการ ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น น่าสนใจ และสามารถบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ที่สามารถสร้างการจดจำในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

​นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า จากโอกาสดังกล่าว ดีพร้อมจึงพัฒนา “โครงการ DIPROM Creative Snack” ขึ้นเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงวัตถุดิบชุมชนสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวไทยรูปแบบใหม่ โดยผสานความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้านการตลาด เพื่อเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs อย่างรอบด้าน โครงการนี้ไม่เพียงมุ่งสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาด แต่ยังต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างโอกาสการเติบโตให้กับผู้ประกอบการและชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดทางสู่การขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ และผลักดันขนมขบเคี้ยวไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง (Value-Based Market)

​โดยโครงการ DIPROM Creative Snack มีกลไกการบ่มเพาะความรู้แก่ผู้ประกอบการอย่างเข้มข้นผ่าน 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1. การฝึกอบรมปรับพื้นฐานการสร้างแบรนด์เชิงสร้างสรรค์ โดยเจาะลึกกลยุทธ์การสร้างแบรนด์และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สื่อสารความเป็นตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนโดนใจตลาดโลก 2. การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการพัฒนาความสร้างสรรค์ของขนมขบเคี้ยวผ่านการวิเคราะห์ความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อทำความเข้าใจรสนิยมและความต้องการของผู้บริโภค สามารถออกแบบขนมขบเคี้ยวต้นแบบที่มีความโดดเด่นตอบโจทย์ทั้งรสชาติและมาตรฐานสากล 3. การฝึกอบรมด้านการทำแผนงานและการตลาดออนไลน์ ซึ่งจะช่วยถอดอัตลักษณ์แบรนด์สู่การวางกลยุทธ์ Content Marketing การเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ และการวางแผนสื่อโฆษณาออนไลน์เพื่อกระตุ้นยอดขาย 4. การศึกษาดูงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ที่จะช่วยเปิดมุมมองด้านนวัตกรรมอาหารและยกระดับศักยภาพการผลิตให้แก่ผู้ประกอบการ และ 5. การให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก โดยจัดส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ ณ สถานประกอบการเพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญหา

​ทั้งนี้โครงการดังกล่าว ได้ดำเนินการนำร่องมาในปี 2568 สามารถพัฒนาองค์ความรู้และช่วยให้ผู้ประกอบการมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 อีกทั้งยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 67.8 ล้านบาท และในปี 2569 นี้ ดีพร้อมได้ดำเนินโครงการต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายการยกระดับผู้ประกอบการ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ได้ไม่ต่ำกว่า 17.6 ล้านบาท โดยแต่ละธุรกิจสามารถวัดผลลัพธ์ได้ทั้งในเชิงการสร้างมูลค่าเพิ่มเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 เกิดการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ตลอดจนเกิดการรับรู้ผ่านการสร้างสรรค์คอนเทนต์และมีตลาดใหม่เพื่อขยายธุรกิจ

​“นอกจากนี้ ‘ดีพร้อม’ ยังมุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวไทยให้สอดรับกับเทรนด์ ‘ขนมเพื่อสุขภาพ’ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการใช้วัตถุดิบเกษตรท้องถิ่น ผสานการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย ควบคู่กับการสร้างเรื่องราวแบรนด์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อยกระดับจุดขายและเชื่อมโยงภาคเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างมีศักยภาพ ซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงความอร่อย แต่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น ส่งผลให้กลุ่มสินค้า ‘Better for You Snack’ ได้รับความนิยมสูง เช่น ขนมจากพืช (Plant-based) สูตรน้ำตาลต่ำ โปรตีนและไฟเบอร์สูง รวมถึงผลิตภัณฑ์จากผลไม้ ถั่ว และเมล็ดพืช ที่สามารถต่อยอดเป็นโปรตีนบาร์ สแน็คบาร์ และขนมเพื่อสุขภาพ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยสร้างความแตกต่างให้ขนมขบเคี้ยวไทยในตลาดที่มีการแข่งขันสูง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตร ลดความเสี่ยงจากภาวะล้นตลาดและราคาผันผวน พร้อมยกระดับสินค้าไทย สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว” นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้าย

​ด้าน นายธนัญชย์ ธนทวี ประธานบริษัท วาริชธ์ฟู้ดส์ จำกัด หนึ่งในผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจากโครงการ DIPROM Creative Snack กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมทองใน อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกล้วยขนาดใหญ่ พบว่า เกษตรกรต้องเผชิญปัญหากล้วยตกเกรดที่มีตำหนิผิวไม่สวย ทำให้ไม่สามารถส่งออก หรือวางขายในห้างสรรพสินค้าได้ กล้วยเหล่านี้จึงถูกตีค่าเป็นเพียงขยะเกษตร หรือขายเป็นอาหารสัตว์ในราคากิโลกรัมละ 1-2 บาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิตหลายเท่าตัว

​“เรามองเห็นโอกาสที่จะสร้างความแตกต่าง ซึ่งในตลาดโลก กล้วยฉาบ หรือ Banana Chips ส่วนใหญ่ทำจากกล้วยดิบและถูกครองตลาดโดยประเทศฟิลิปปินส์ที่มีต้นทุนต่ำกว่ามาก แต่กล้วยหอมทองไทยมีจุดเด่น คือ เมื่อสุกจัดจะมีรสหวานและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ เราจึงพัฒนานวัตกรรม ‘กล้วยหอมทองป๊อป’ (Banana Pop) โดยใช้เทคโนโลยีการทอดสุญญากาศ นำกล้วยสุกมาแปรรูปให้กรอบฟูเหมือนป๊อปคอร์นโดยไม่ใส่แป้งหรือน้ำตาลเพิ่ม ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความกรอบฟู เคี้ยวสนุก และได้รสชาติหวานจากธรรมชาติ 100% ตอบโจทย์ผู้บริโภคสายสุขภาพ และเป็นที่ต้องการของตลาดเอเชียอย่างมาก”

​สำหรับการเข้าร่วมโครงการกับดีพร้อมถือเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจ” โดยช่วยเติมเต็มในมิติที่จำเป็นต่อการเติบโตเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่การพัฒนาแบรนด์และบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัยและสื่อสารกับตลาดสากลได้ชัดเจน การวางโครงสร้างราคาให้เหมาะสมกับทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ไปจนถึงการวางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์และ Content Marketing ที่ช่วยขยายการเข้าถึงผู้บริโภค สิ่งที่ได้จากดีพร้อมไม่ใช่แค่ความรู้ แต่เป็นการต่อยอดธุรกิจให้ขายได้จริง ทำให้สินค้าของเราสามารถเข้าสู่ช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่อย่าง 7-Eleven กว่า 2,000 สาขา และต่อยอดสู่ตลาดส่งออกในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นได้ ซึ่งมีการเติบโตของยอดขายมากถึง 500 % โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีการใช้กล้วยจากเกษตรกรกว่า 12 ตันต่อเดือน และกล้วยดิบอีกกว่า 20 ตันต่อเดือน สำหรับการผลิตและต่อยอดผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีส่วนช่วยลดปัญหากล้วยตกเกรด และพยุงราคาผลผลิตในช่วงที่มีกล้วยมีปริมาณล้นตลาดได้

​นายธนัญชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอนาคตวาริชธ์ฟู้ดส์เตรียมขยายผลความสำเร็จไปสู่แหล่งปลูกกล้วยในพื้นที่อื่น ๆ เช่น เพชรบุรี ชุมพร และนครราชสีมา โดยเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ชุมชนสามารถแปรรูปเบื้องต้นเป็น ‘แป้งกล้วย’ เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในผลิตภัณฑ์ใหม่กลุ่มสุขภาพอย่าง ‘โปรตีนพัฟฟ์’ (Protein Puff) ที่ช่วยดูแลระบบลำไส้ และมีแผนการบุกตลาดจีนและฮ่องกงภายในปีนี้ นอกจากนี้ ยังเตรียมนำระบบ AI เข้ามาควบคุมมาตรฐานการผลิตในระดับชุมชน เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกับสินค้าส่งออกซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำได้อย่างยั่งยืนและเปลี่ยนภาคเกษตรไทยสู่การเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลก

'เอกนิติ' ร่วมหารือเศรษฐกิจ รมว.คลังจีนที่วอชิงตัน แลกเปลี่ยนมุมมองวิกฤติโลก เน้นร่วมมือ EV, AI, และเศรษฐกิจเขียว จีนเน้นลงทุนเทคโนโลยีในอาเซียน

รองนายกฯ ‘เอกนิติ’ ร่วมหารือ รมว. คลังจีน แลกเปลี่ยนมุมมองวิกฤติเศรษฐกิจโลก

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับนายหลาน ฝัว อัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในห้วงการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงโอกาสในการร่วมมืออุตสหกรรมอนาคตที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญร่วมกัน ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), AI, Robotic และเศรษฐกิจสีเขียว

นอกจากนั้น จีนยังได้ชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มการลงทุนของจีนในประเทศอาเซียนรวมทั้งไทยจะยังคงเน้นไปทีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขึ้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1279055374414078&id=100069288816651&rdid=c6PfEBjmjY5Nsnft#

‘เอกนิติ’ กระชับร่วมมือเศรษฐกิจ ไทย-ญี่ปุ่น หารือในวอชิงตัน เสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี แลกเปลี่ยนประสบการณ์ยกระดับผลิตภาพ พัฒนายานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจสีเขียว

"เอกนิติ"กระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ไทย-ญี่ปุ่น

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับ Ms. Satsuki Katayama รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในห้วงการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569

ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการยกระดับผลิตภาพและการปฏิรูปเศรษฐกิจ รวมถึงการมีกฎระเบียบที่เอื้อต่อการสร้างเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเทคโนโลยีใหม่ และยังเห็นพ้องถึงความสำคัญของการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตญี่ปุ่นในไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจสีเขียว โดยญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสอง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1279057937747155&id=100069288816651&rdid=t7Xw45zMiGQlDjGA#

กว่างตงลุยนวัตกรรม!! โชว์หุ่นยนต์ฝึกสารพัด มณฑลเร่งพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ ขยายผลสู่สุขภาพ-การศึกษา-เมืองอัจฉริยะ เซินเจิ้น-กว่างโจวเป็นศูนย์กลางสำคัญ

กว่างโจว, ลัดเลาะเยี่ยมชมการฝึกสารพัดความสามารถให้หุ่นยนต์ เช่น เล่นหมากรุกจีน ตักป๊อปคอร์น เขียนพู่กันจีน จัดเรียงสิ่งของ ตลอดจนทำงานในสายการผลิต ที่ศูนย์ฝึกอบรมปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI) ระดับมณฑล และบริษัทแห่งอื่นๆ ในเมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มณฑลกว่างตงได้ดำเนินหลายมาตรการเพื่อสำรวจและพัฒนา รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมชั้นนำของจีนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในเมืองต่างๆ เช่น เซินเจิ้นและกว่างโจว

ปัจจุบันกว่างตงกำลังเร่งนวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ในหลายภาคส่วน เช่น การดูแลสุขภาพ การศึกษา การบริหารจัดการเมือง และอุตสาหกรรมเฉพาะทางต่างๆ

ที่มา : Xinhua

โซลาร์เซลล์เปลี่ยนชีวิต!! Bloomberg ชี้ศักยภาพโซลาร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย ชี้โครงสร้างติดขัดหลายชั้นทำชะงัก ศรีแสงธรรมสอนพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน หากปลดล็อกคนไทยจะรวยขึ้น

Bloomberg บอกว่าคนไทยจะรวยเพราะโซล่าร์เซลล์

ภาพความจริงที่ "เจ็บปวดแต่จำเป็น" ต้องพูดถึง ในขณะที่ Bloomberg มองจากหอคอยเศรษฐศาสตร์มหภาค เห็นตัวเลขศักยภาพและต้นทุนที่ลดลงจนน่าตื่นเต้น แต่ในระดับจุลภาคหรือ "หลังคาบ้านคนไทย" กลับมีกำแพงโครงสร้างที่มองไม่เห็นกั้นอยู่หลายชั้น

"โรงเรียนศรีแสงธรรม" (หรือโรงเรียนเสียดายแดด) และ พระปัญญาวชิรโมลี เป็นตัวอย่างที่ทรงพลังมาก เพราะที่นี่คือ "แซนด์บ็อกซ์ของจริง" ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าถ้าปลดล็อกข้อจำกัดได้ โซลาร์เซลล์จะเปลี่ยนชีวิตคนได้ขนาดไหน “ศรีแสงธรรมโมเดล” คือจิ๊กซอว์ที่ขาดไปในบทวิเคราะห์ของ Bloomberg:

1. การเปลี่ยน "ผู้บริโภค" เป็น "ผู้ผลิต" (Prosumer)
ในขณะที่รัฐไทยยังติดอยู่กับระบบ Single Buyer  แต่โรงเรียนศรีแสงธรรมพิสูจน์ให้เห็นว่า "การพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน" (Energy Autonomy) ทำได้จริง การที่โรงเรียนผลิตไฟใช้เองจนเหลือ แล้วนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม เช่น รถไฟฟ้า ชุดนอนนา หรือ Smart Farm คือการดึงมูลค่าของโซลาร์เซลล์มาใส่มือประชาชนโดยตรง ไม่ต้องรอส่วนแบ่งจากกลุ่มทุน

2. เทคโนโลยีที่ "จับต้องได้" และ "ซ่อมบำรุงเองได้"
ปัญหาขยะโซลาร์ (ปัญหาที่ 6) และการผูกขาดเทคโนโลยีจะเบาบางลง หากเราใช้โมเดลการศึกษาแบบศรีแสงธรรม ที่สอนให้ชาวบ้านและนักเรียนประกอบแผง ติดตั้ง และซ่อมบำรุงเอง การสร้าง "ช่างชุมชน" จะทำให้โซลาร์เซลล์ไม่ใช่เครื่องจักรราคาแพงที่ต้องรอประกันจากบริษัทใหญ่ แต่เป็นอุปกรณ์การเกษตรที่ชาวบ้านดูแลเองได้เหมือนรถไถนา

3. Direct PPA สำหรับ "คนตัวเล็ก"
เรื่อง Direct PPA ที่เอื้อ Data Center (2,000 MW) แต่ถ้าเราขยายแนวคิดจาก "วัดและโรงเรียน" ไปสู่ "สหกรณ์พลังงานชุมชน" โดยใช้กฎหมายที่เปิดช่องให้ชุมชนขายไฟกันเองได้โดยไม่ต้องผ่านสายส่งหลักในราคาที่ถูกกดขี่ นั่นคือจุดที่ "คนไทยจะรวยขึ้น" อย่างแท้จริง

4. พลังงานคือ "สวัสดิการ" ไม่ใช่ "สินค้ากำไรสูงสุด"
วิกฤตการณ์น้ำมันช่วงมีนาคม 2026 ที่ยกตัวอย่าง แสดงให้เห็นว่ารัฐมองพลังงานเป็นภาระงบประมาณที่ต้องผลักให้ประชาชน แต่โมเดลศรีแสงธรรมมองพลังงานเป็น "เครื่องมือกู้ชีพ" การมีโซลาร์เซลล์ในระดับครัวเรือนและชุมชนคือ "ตาข่ายรองรับทางสังคม" (Social Safety Net) ที่ทำให้แม้ราคาน้ำมันโลกจะพุ่ง แต่ตู้เย็นในบ้านเกษตรกรยังทำงานได้ และเครื่องสูบน้ำยังเดินต่อได้โดยไม่มีต้นทุนเพิ่ม
บทสรุปที่ควรจะเป็น
หากรัฐบาลไทยในปี 2026 ต้องการให้คำทำนายของ Bloomberg เป็นจริงสำหรับ "ทุกคน" ไม่ใช่แค่ "ผู้ถือหุ้น" รัฐต้องเลิกมองโซลาร์เซลล์เป็นแค่ตัวเลขกิกะวัตต์ในแผน PDP แต่ต้องมองเป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" :

• ปลดล็อก Net Metering: ให้ประชาชนหักลบหน่วยไฟฟ้าได้แบบ 1:1 (ไม่ใช่ขายคืนในราคาถูกแต่ซื้อคืนในราคาแพง)
• กระจายอำนาจการจัดการ: ใช้โมเดลโรงเรียนศรีแสงธรรมเป็นต้นแบบในการสร้าง "ศูนย์เรียนรู้พลังงานชุมชน" ทั่วประเทศ
• แก้ไขสัญญา Take-or-Pay: เพื่อหยุดการจ่ายค่าโง่ให้โรงไฟฟ้าก๊าซที่ไม่ได้เดินเครื่อง แล้วเอาเงินนั้นมาสนับสนุนสินเชื่อโซลาร์ดอกเบี้ยต่ำให้ครัวเรือน
"ถ้าแสงแดดเป็นของฟรี แต่เครื่องมือเก็บแสงยังโดนผูกขาด ความรวยที่ Bloomberg บอก ก็เป็นเพียงเมฆหมอกที่คนไทยมองเห็นแต่สัมผัสไม่ได้"

ที่มา : https://www.facebook.com/100003202213034/posts/26898714419818601/?rdid=wAaAqeSBikyCoxGw#

19 เมษายน 2509 ‘ในหลวง ร.9’ ทรงแล่นเรือใบ “เวคา” ข้ามอ่าวไทย พระองค์ทรงเรือใบด้วยลำพังตลอด 17 ชั่วโมงเต็ม แสดงพระวิริยะอุตสาหะและความอดทนเหนือชั้น เป็นต้นแบบของกีฬาเรือใบไทยและแรงบันดาลใจ

19 เมษายน พ.ศ. 2509 ‘ในหลวง ร.9’ ทรงแล่นเรือใบ ‘เวคา’ ด้วยลำพังพระองค์เอง ข้ามอ่าวไทยสู่หาดเตยงาม พระราชกรณียกิจแห่งความเพียรและพระอัจฉริยภาพด้านกีฬาเรือใบ

วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2509 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 ทรงแล่นเรือใบประเภทโอเคนามว่า “เวคา” จาก พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ข้ามอ่าวไทยไปยัง อ่าวนาวิกโยธิน หาดเตยงาม อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ด้วยลำพังพระองค์เอง โดยทรงออกเดินทางเวลา 04.28 น. และเสด็จถึงฝั่งเวลา 21.28 น. รวมใช้เวลาถึง 17 ชั่วโมง ตลอดระยะทาง 60 ไมล์ทะเล หรือราว 111 กิโลเมตร

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จทางกีฬา หากยังเป็นภาพสะท้อนพระวิริยะอุตสาหะ พระราชหฤทัยอันแน่วแน่ และพระอัจฉริยภาพด้านกีฬาเรือใบของรัชกาลที่ 9 อย่างชัดเจน เพราะการแล่นเรือใบเดี่ยวข้ามอ่าวไทยในทะเลเปิดเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยทั้งทักษะ ความแม่นยำในการอ่านลมและคลื่น ความแข็งแรงของพระวรกาย และความอดทนอย่างสูงยิ่ง

เรือใบ “เวคา” ที่พระองค์ทรงใช้ในครั้งนั้น เป็นเรือใบประเภท OK dinghy ขนาดประมาณ 13 ฟุต ซึ่งเป็นเรือใบขนาดเล็กและต้องควบคุมอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา กองทัพเรือระบุว่า พระองค์ทรงเรือใบเพียงลำพัง โดยมีเรือตามเสด็จเพียง 3 ลำเท่านั้น คือเรือของ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เรือของ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช และเรือของ พลเรือโท สนอง นิสาลักษณ์ สะท้อนว่าหัวใจหลักของภารกิจครั้งนี้คือการทรงควบคุมเรือด้วยพระองค์เองตลอดเส้นทาง

ความยิ่งใหญ่ของเหตุการณ์นี้อยู่ตรงที่ เส้นทางจากหัวหินสู่สัตหีบไม่ใช่การแล่นเรือในอ่าวปิดหรือการซ้อมใกล้ฝั่ง แต่เป็นการข้ามอ่าวไทยจริงในสภาพทะเลจริง ต้องเผชิญทั้งคลื่น ลม แดด และความแปรปรวนของสภาพอากาศตลอดทั้งวัน เว็บไซต์กองทัพเรือย้ำว่า พระราชกรณียกิจครั้งนี้เป็นแบบอย่างของ ความเพียร ความอดทน และความมุ่งมั่น ที่ประชาชนควรน้อมนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ขณะที่สื่อร่วมสมัยและบทความรำลึกต่างยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่แสดงพระปรีชาสามารถด้านกีฬาเรือใบได้เด่นชัดที่สุดครั้งหนึ่งของพระองค์

รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านกีฬาเรือใบมาอย่างยาวนาน พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยกีฬาเรือใบอย่างจริงจัง ทรงออกแบบและต่อเรือเองหลายลำ และทรงมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาวงการเรือใบไทยในระดับประเทศและนานาชาติ เหตุการณ์วันที่ 19 เมษายน 2509 จึงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลจากพระราชประสบการณ์และพระราชวิริยะอันต่อเนื่องในกีฬาประเภทนี้ จนพระองค์ได้รับการยกย่องในเวลาต่อมาว่าเป็น “ราชานักกีฬาเรือใบ” ของไทย

ปลายทางของการเสด็จครั้งนั้นคือ อ่าวนาวิกโยธิน หาดเตยงาม ในพื้นที่หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน สัตหีบ ซึ่งทำให้เหตุการณ์นี้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างมากต่อกองทัพเรือไทย หลังเสด็จถึงฝั่ง พระองค์ยังทรงนำ ธงราชนาวิกโยธิน ไปปักไว้เหนือยอดก้อนหินบริเวณชายหาดแห่งนั้น กองทัพเรือมองว่าเป็นเหตุการณ์ทรงเกียรติและเป็นหลักฐานแห่งพระวิริยอุตสาหะที่ควรค่าแก่การจดจำสืบไป

ในแง่ประวัติศาสตร์กีฬา เหตุการณ์นี้ยังกลายเป็นต้นแบบของกิจกรรมเรือใบข้ามอ่าวไทยในเวลาต่อมา กองทัพเรือและสมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ได้นำเส้นทางนี้กลับมาจัดเป็นการแข่งขันและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติหลายครั้ง รวมถึงมหกรรมกีฬาเรือใบเฉลิมพระเกียรติในปี 2567 ซึ่งระบุชัดว่าจัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงการที่รัชกาลที่ 9 ทรงแล่นใบจากหัวหินมายังอ่าวนาวิกโยธินเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2509

เมื่อมองให้ลึกกว่าความสำเร็จเชิงกีฬา การทรงเรือใบข้ามอ่าวไทยครั้งนี้ยังสะท้อนพระราชลักษณะสำคัญของรัชกาลที่ 9 คือการทรงลงมือปฏิบัติจริงด้วยพระองค์เอง ไม่ว่าจะเป็นงานพัฒนาประเทศ งานด้านวิทยาศาสตร์ การชลประทาน ดนตรี หรือกีฬา พระองค์ทรงแสดงให้เห็นเสมอว่า ความรู้ ความชำนาญ และความสำเร็จเกิดจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและความเพียรที่ไม่ย่อท้อ เหตุการณ์ “เวคา” จึงกลายเป็นมากกว่าความทรงจำของคนรักเรือใบ แต่เป็นบทเรียนแห่งความพยายามที่จับต้องได้จริงในประวัติศาสตร์ไทย

ดังนั้น วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2509 จึงไม่ใช่เพียงวันหนึ่งในพระราชประวัติของรัชกาลที่ 9 แต่เป็นวันแห่งพระเกียรติยศ ที่คนไทยได้ประจักษ์ชัดถึงพระอัจฉริยภาพด้านกีฬาเรือใบและพระวิริยะอันหาตัวจับยากของพระองค์ การทรงแล่นเรือใบ “เวคา” ข้ามอ่าวไทยด้วยลำพังพระองค์เองตลอด 17 ชั่วโมง จากหัวหินสู่หาดเตยงาม จึงยังคงเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ทรงพลัง และเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยระลึกถึงความหมายของความมุ่งมั่น ความอดทน และการไปให้ถึงเป้าหมายด้วยกำลังของตนเองเสมอ

ที่มา : https://www.navy.mi.th/kookzcwxgtzb?

18 เมษายน 2498 การจากไปของชายผู้ทำให้เวลา และอวกาศไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

18 เมษายน พ.ศ. 2498 การจากไปของ ‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’ อัจฉริยะผู้เปลี่ยนความเข้าใจของมนุษย์ต่อจักรวาล

วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2498 คือวันที่โลกต้องสูญเสีย อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เขาถึงแก่อสัญกรรมที่เมืองพรินซ์ตัน รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา ขณะมีอายุ 76 ปี และได้รับการจดจำในฐานะนักฟิสิกส์ผู้เปลี่ยนวิธีที่มนุษย์มอง เวลา อวกาศ พลังงาน และจักรวาล ไปตลอดกาล

การจากไปของไอน์สไตน์ไม่ได้เป็นเพียงข่าวการเสียชีวิตของนักวิชาการคนหนึ่ง แต่เป็นการสิ้นสุดชีวิตของบุคคลที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของคำว่า “อัจฉริยะ” ในโลกสมัยใหม่ ชื่อของเขาไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียนวิชาฟิสิกส์หรือในตำราวิทยาศาสตร์ แต่ฝังอยู่ในวัฒนธรรมสมัยนิยม ในประวัติศาสตร์ความคิด และในภาพจำของคนทั้งโลกในฐานะผู้มีสมองอันล้ำลึกเกินยุคสมัย

ไอน์สไตน์เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1879 ที่เมืองอูล์ม ในเยอรมนี ก่อนจะเติบโตขึ้นมาเป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผลงานของเขาครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานทฤษฎีสัมพัทธภาพ ไปจนถึงการอธิบายปรากฏการณ์สำคัญในโลกควอนตัม ซึ่งทำให้เขาไม่ได้เป็นเพียงนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง แต่เป็นผู้สร้าง “ภาษาชุดใหม่” ให้แก่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ด้วย
สิ่งที่ทำให้ไอน์สไตน์กลายเป็นตำนานระดับโลก คือผลงานที่พลิกโฉมวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะ ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ และ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ซึ่งเปลี่ยนความเข้าใจเดิมของมนุษย์เกี่ยวกับอวกาศ เวลา แรงโน้มถ่วง และโครงสร้างของจักรวาล ขณะเดียวกัน สมการ E = mc² ก็กลายเป็นหนึ่งในสมการที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะทำให้มนุษย์เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมวลกับพลังงานอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

แม้คนทั่วไปมักจดจำไอน์สไตน์จากทฤษฎีสัมพัทธภาพ แต่รางวัลสูงสุดที่เขาได้รับคือ รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ประจำปี 1921 กลับมาจากผลงานอีกด้านหนึ่ง นั่นคือการอธิบาย กฎของปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก โดยเว็บไซต์รางวัลโนเบลระบุชัดว่า เขาได้รับรางวัล “สำหรับคุณูปการต่อฟิสิกส์ทฤษฎี และโดยเฉพาะการค้นพบกฎของโฟโตอิเล็กทริก” ซึ่งเป็นผลงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาฟิสิกส์ควอนตัมในเวลาต่อมา

เหตุผลที่โลกยกย่องไอน์สไตน์เหนือกว่านักวิทยาศาสตร์ทั่วไป ไม่ได้อยู่แค่จำนวนทฤษฎีที่เขาคิดค้น แต่เป็นเพราะเขาเปลี่ยน “กรอบคิด” ของมนุษย์เสียใหม่ ก่อนหน้าเขา โลกฟิสิกส์ยังยึดโยงกับภาพจักรวาลแบบเดิมเป็นหลัก แต่หลังจากแนวคิดของไอน์สไตน์ได้รับการยืนยัน มนุษยชาติก็ต้องยอมรับว่าจักรวาลซับซ้อนกว่าที่เคยเชื่อไว้มาก และการรับรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับความจริงทางธรรมชาติจำเป็นต้องถูกทบทวนใหม่ทั้งหมด

ในช่วงบั้นปลายชีวิต ไอน์สไตน์อาศัยอยู่ที่พรินซ์ตันและยังคงทำงานทางวิชาการอย่างต่อเนื่องเกือบจนวาระสุดท้าย แหล่งข้อมูลหลายแห่งระบุตรงกันว่าเขาเสียชีวิตจาก ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองแตก หรือ abdominal aortic aneurysm เมื่อวันที่ 18 เมษายน 1955 โดยแม้สุขภาพจะย่ำแย่ เขายังคงทำงานและครุ่นคิดต่อประเด็นทางวิทยาศาสตร์จนใกล้ช่วงสุดท้ายของชีวิต

การจากไปของเขาสะเทือนไปทั้งวงการวิทยาศาสตร์และสังคมโลก เพราะไอน์สไตน์ไม่ได้เป็นเพียงนักคิดในเชิงทฤษฎี แต่ยังเป็นปัญญาชนสาธารณะที่แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นใหญ่ของมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม สันติภาพ ชาตินิยม ความรับผิดชอบของนักวิทยาศาสตร์ หรืออนาคตของอารยธรรมสมัยใหม่ ด้วยเหตุนี้ ชีวิตของเขาจึงมีความหมายเกินกว่าห้องทดลอง และกลายเป็นตัวแทนของพลังแห่งเหตุผลและมโนธรรมทางปัญญาในศตวรรษที่ 20

เมื่อมองย้อนกลับไป วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2498 จึงไม่ใช่เพียงวันเสียชีวิตของบุคคลผู้มีชื่อเสียง หากแต่เป็นวันแห่งการจากไปของผู้ที่ช่วยให้มนุษย์เข้าใจจักรวาลลึกขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา ไอน์สไตน์ทำให้เราเห็นว่า ความคิดเพียงหนึ่งชุดสามารถเขย่าโลกทั้งใบได้ และทำให้คำว่า “อัจฉริยะ” มีภาพจำที่ชัดเจนขึ้นในประวัติศาสตร์มนุษย์อย่างไม่มีใครปฏิเสธได้

ที่มา : https://www.britannica.com/biography/Albert-Einstein?utm_source


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top