Wednesday, 21 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

จากความหวังสู่ความเสียใจ ‘จอนนี่ มือปราบ’ เสียใจหนัก หลัง ‘ครูอำนาจ’ กลับไปดื่มอีกครั้ง เผยครอบครัวทำเต็มที่แล้ว ทุ่มเท 3 เดือนดึงลูกขึ้นจากโคลน วางแผนเต็มที่ดูแลใกล้ชิดทุกอย่าง แต่ไม่ผ่านบททดสอบใจกลับไปเมา

โพสต์ล่าสุด จากพี่จอนนี่ มือปราบ

ผมตื่นเช้ามา ทราบข่าวครูอำนาจกลับไปเมา แล้วหลุด  ผมกับลูกโคตรเสียใจมากๆครับ

ความรู้สึกผมดิ่งลงสุดๆเลยตอนนี้ ลูกชายผมถึงกับร้องไห้

3เดือน ที่ผมดึงขึ้นจากโคลน มาบำบัดรักษา ดูแล ช่วยเหลือ ตามใจเอาใจทุกอย่าง วางแผนการทุกอย่าง หลอกล่อทุกอย่าง เพื่อจะให้เขาได้ทานยา ให้เขาได้ไปอบสมุนไพร ให้เขาได้วิ่งออกกำลังกาย คือเขาขออะไร พูดอะไร ผมตามใจตลอด

ยอมเสียสละ ให้ลูกชายมาตื่นแต่เช้าวิ่งเป็นเพื่อน ในฐานะลูกศิษย์ เพื่อที่จะยกย่องเขาเป็นครูอีก

3เดือนอยู่กับผม เชื่อฟังผม มาโดยตลอด น่ารักสุดๆ จนมีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น เป็นครูที่มีลูกศิษย์รักมากมาย

มาถึงวันที่เขาขอลากลับ ผมก็ถือเป็นบททดสอบจิตใจ ว่าจะผ่านบททดสอบนี้ได้หรือไม่ หากผ่าน การลงทุนสร้างยิมส์หลายล้านบาท ที่จะลงทุนให้เขาได้สอนมวย มีรายได้มั่นคง ผมคงจะลงทุนแบบไม่ต้องมีความกังวล จึงปล่อยเขากลับไป เป็นอีกแผนการวัดใจ!!

ผลปรากฏ “เขาไม่ผ่านบททดสอบ” เขาทำให้ผมผิดหวังสุดๆ  และเสียใจมากๆ

แปลกสุดๆ ไม่ถึง24ชั่วโมงไม่ทันข้ามวันเลย เขาหลุดขนาดนั้น

“ผมกราบขอโทษไปยังสังคมครับ ผม ลูกชายผม ภรรยาผม พวกเราได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว เต็มที่ที่สุดเท่าที่คนคนหนึ่งครอบครัวๆหนึ่ง จะดึงมือคนที่จมโคลน ลุกขึ้นมายืนได้”

ฝากพี่น้องชาวศรีราชา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยรักษาเขา ดูแลเขาแทนผมด้วยนะครับ

ผม ภรรยาผม ครอบครัวผม และลูกชายผม ยังคงรัก และคิดถึง เป็นห่วงเขามากๆ

3เดือนที่อยู่กับผม  ผมทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ผมขอโทษสังคม ผมขอโทษพี่น้องชาวศรีราชาครับ

ผมขอโทษจากหัวใจ

เห็นหน้าลูก น้ำตาผมไหลเลย

ที่มา : https://www.facebook.com/100063641362350/posts/1753329223465106/?rdid=RBwXtoBm23H8ZET7#

คูเวตประกาศด่วน!! กองทัพคูเวตแจ้งเตือนภัยทางอากาศ ระบบป้องกันภัยทางอากาศทำงาน สกัดขีปนาวุธ-โดรนอิหร่าน เตือนประชาชนระวังตัวเข้มงวด

กองทัพคูเวตออกประกาศด่วนช่วงเช้าวันนี้ (3 กันยายน) โดยระบุว่า

ระบบป้องกันภัยทางอากาศกำลังเข้ารับมือกับ ขีปนาวุธและโดรนที่เป็นภัยคุกคามจากอิหร่าน พร้อมชี้แจงว่า เสียงระเบิดที่ประชาชนได้ยินในหลายพื้นที่ เกิดจากการทำงานของระบบป้องกันภัยทางอากาศที่กำลังสกัดเป้าหมาย และขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยของทางการอย่างเคร่งครัด

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1390342236587466/?rdid=0N0kz8n6voEmV01l#

จีนปักหมุดบทบาทใหม่ในตะวันออกกลาง!! ‘สีจิ้นผิง’ พบผู้นำอียิปต์ ชู 4 ข้อ ริเริ่มสร้างกรอบความมั่นคงใหม่ในตะวันออกกลาง เน้นบทบาทภูมิภาคและสันติภาพ อียิปต์หนุนความร่วมมือร่วมพัฒนา

ไคโร, 3 ก.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (2 ก.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งพบปะหารือกับอับดุล ฟัตตาห์ อัลซีซี ประธานาธิบดีอียิปต์ ณ กรุงไคโร เสนอข้อริเริ่ม 4 ประการเพื่อสร้างกรอบความมั่นคงรูปแบบใหม่ในตะวันออกกลาง โดยยึดวิสัยทัศน์ที่มุ่งส่งเสริมความมั่นคงร่วมกันอย่างครอบคลุมรอบด้าน อาศัยความร่วมมือ และมีความยั่งยืน พร้อมชี้ว่าจีนสนับสนุนนานาประเทศในภูมิภาคให้พัฒนาความสัมพันธ์ฉันมิตรและความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และเรียกร้องให้ส่งเสริมความมั่นคงร่วมกันในภูมิภาคด้วยการกระตุ้นแรงขับเคลื่อนจากภายใน

สีจิ้นผิงกล่าวว่าประชาชนในตะวันออกกลางควรเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องของตนเองและปฏิเสธการแทรกแซงจากภายนอก โดยจีนสนับสนุนกลุ่มประเทศในภูมิภาคให้เสริมสร้างการเจรจาสันติภาพและความมั่นคง ร่วมสำรวจการสร้างกรอบความมั่นคงใหม่สำหรับตะวันออกกลาง และกำหนดอนาคตของตนเอง อีกทั้งควรใช้แนวทางที่ครอบคลุมเพื่อส่งเสริมความมั่นคงร่วมกันในภูมิภาค และแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้านเนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางนั้นมีประเด็นร้อนหลายจุดที่ยึดโยงกันอย่างใกล้ชิด ขณะที่ปัญหาปาเลสไตน์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของปัญหาในตะวันออกกลาง และไม่ควรถูกมองข้ามหรือลดทอนความสำคัญลงเด็ดขาด

สีจิ้นผิงระบุว่าการพัฒนาควรเป็นรากฐานในการเสริมสร้างความมั่นคงร่วมกัน และสันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนในตะวันออกกลางนั้นยังขึ้นอยู่กับการพัฒนา โดยจีนพร้อมร่วมมือกับนานาประเทศในตะวันออกกลางเพื่อรักษาความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ ผลักดันความร่วมมือด้านการพัฒนา ส่งเสริมการประสานผลประโยชน์ของประเทศในภูมิภาค ทยอยสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และขจัดต้นตอความขัดแย้ง

ขณะเดียวกัน สีจิ้นผิงเรียกร้องให้เสริมสร้างการประสานงานระหว่างประเทศเพื่อส่งเสริมความมั่นคงร่วมกันในภูมิภาค โดยยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศในฐานะหลักการพื้นฐานในการจัดการกิจการต่างๆ ในตะวันออกกลาง พร้อมระบุว่าประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศภายนอกภูมิภาค ควรยุติแนวทางแบบสองมาตรฐานในประเด็นตะวันออกกลาง เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศในภูมิภาค ร่วมกันรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค และสนับสนุนให้สหประชาชาติดำเนินบทบาทอย่างมีประสิทธิภาพในการจัดการกิจการในตะวันออกกลาง
ด้านอัลซีซีกล่าวว่าอียิปต์ชื่นชมจุดยืนของจีนต่อประเด็นตะวันออกกลางที่มีความสม่ำเสมอ เป็นกลาง และเป็นธรรม พร้อมระบุว่าอียิปต์มุ่งส่งเสริมการลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาค แก้ไขความขัดแย้งและความแตกต่างผ่านวิธีทางการเมือง ตลอดจนเดินหน้าส่งเสริมความมั่นคงและการพัฒนาในภูมิภาค โดยอียิปต์พร้อมเดินหน้าเสริมสร้างการประสานงานกับจีนเพื่อบรรเทาความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รักษาเสถียรภาพของภูมิภาค และร่วมกันสร้างกรอบความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา : Xinhua

สงครามโลจิสติกส์เดือด!! รัสเซียมุ่งตัดระบบส่งกำลังของกองทัพยูเครน โจมตีศูนย์โลจิสติกส์ 3 แห่ง เป้าหมายหลักเคียฟและท่าเรือ เรือบรรทุกสินค้า 2 ลำโดนถล่ม กระทบโครงข่ายยูเครนทั่วพื้นที่

กองกำลังรัสเซียโจมตีศูนย์โลจิสติกส์ 3 แห่งในแคว้นเคียฟ — กระทรวงกลาโหมรัสเซีย

กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า กองกำลังรัสเซียได้โจมตีศูนย์โลจิสติกส์ 3 แห่งในแคว้นเคียฟ
ตามรายงานของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย เป้าหมายที่ถูกโจมตีประกอบด้วย ศูนย์โลจิสติกส์ Eridon ในเมืองวิชเนโวเอ ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาสินค้าทางทหาร

อีกแห่งคือ ศูนย์ FM Logistic Dnepr ซึ่งตามข้อมูลของกระทรวงฯ ระบุว่า เป็นสถานที่เก็บสินค้าที่สามารถใช้ได้ทั้งทางพลเรือนและทางทหาร รวมถึงชิ้นส่วนสำหรับอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน
นอกจากนี้ ยังมี สถานที่ด้านโลจิสติกส์ในเขตชุมชนคอร์เชวาโตเอ ซึ่งถูกใช้สำหรับเก็บรักษาและกระจายสินค้าส่งต่อให้กองทัพยูเครน

กระทรวงกลาโหมรัสเซียยังรายงานด้วยว่า มีการโจมตีเรือบรรทุกสินค้าแห้ง 2 ลำ โดยลำหนึ่งอยู่ที่ท่าเรือเชอร์โนมอร์สก์ และอีกลำอยู่ในทะเลดำ

ขณะเดียวกัน ยังมีการโจมตีคลังสินค้าที่เก็บยุทโธปกรณ์ทางทหารในท่าเรือโอเดสซาอีกด้วย
โดยสรุป รายงานของกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า การโจมตีครั้งนี้มุ่งเป้าไปยังโครงข่ายโลจิสติกส์ของยูเครน ทั้งศูนย์กระจายสินค้า คลังเก็บชิ้นส่วนโดรน เรือบรรทุกสินค้า และคลังยุทโธปกรณ์ในพื้นที่เคียฟ เชอร์โนมอร์สก์ ทะเลดำ และโอเดสซา

ที่มา : Sputnik

เชียร์ไทยอย่างมีสไตล์ SIRIVANNAVARI สินค้าคอลเลกชันพิเศษ CheerTeamThai เติมพลังใจให้นักกีฬาไทยก่อนลุยศึกที่ญี่ปุ่น เริ่มจำหน่าย 11 ก.ย. 69 นี้ ที่สยามพารากอน รายได้ส่วนหนึ่งหนุนพัฒนากีฬาพาราลิมปิกไทย

SIRIVANNAVARI เปิดตัวคอลเลกชันเฉพาะกิจ #CheerTeamThai เปิดโอกาสให้คนไทยได้ร่วมส่งกำลังใจให้ทัพนักกีฬาไทย ผ่านหมวกและเสื้อกีฬา ที่ถ่ายทอดคาแรกเตอร์เดียวกับชุดพิธีการของนักกีฬาทีมชาติไทย ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน – 4 ตุลาคม

สำหรับคอลเลกชั่นดังกล่าว ประกอบด้วย

· หมวกแก๊ป CheerTeamThai ผ้าดอนกอย ผูกหาง ราคา 2,900 บาท (มีจำนวนจำกัด และจำกัดการซื้อ 1 ใบ ต่อ 1 ท่าน)

· หมวกแก๊ป CheerTeamThai ผ้าไนลอน ผูกหาง ราคา 1,900 บาท

· หมวกแก๊ป CheerTeamThai ผ้าไนลอน ราคา 1,200 บาท

· เสื้อกีฬา CheerTeamThai ราคา 1,500 บาท

โดยคอลเลกชัน #CheerTeamThai จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการพร้อมกัน ใน วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป ณ ร้าน SIRIVANNAVARI ชั้น 1 สยามพารากอน (เซาท์โซน) โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่าย จะนำไปสนับสนุนนักกีฬาพาราลิมปิก โดย คณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมส่งเสริมศักยภาพและพัฒนากีฬาพาราลิมปิกไทย

SIRIVANNAVARI ชวนคนไทยมาร่วมสร้างความภาคภูมิใจ และส่งเสียงเชียร์นักกีฬาทีมชาติไทย ในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ณ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569 และเอเชี่ยนพาราเกมส์ ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 18 – 24 ตุลาคม 2569 ผ่านแฮชแท็ก #CHEERTEAMTHAI #SIRIVANNAVARI เพราะทุกเสียงเชียร์คือพลังที่ส่งต่อถึงนักกีฬาไทย และทุกก้าวสู่ชัยชนะ คือความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10384486

“สวนนงนุชพัทยา” ปักหมุดบนสื่อระดับโลก!! AP พร้อมสื่อใหญ่ เผยพัทยา สู่จุดหมายครอบครัว ที่รวมธรรมชาติและวัฒนธรรม ‘นายกัมพล’ ชี้สวนนงนุชตอบโจทย์ทุกวัย ย้ำพัทยาหลากหลาย พร้อมก้าวสู่โลกกว้าง

สำนักข่าวระดับโลก AP กล่าวถึง “สวนนงนุชพัทยา” สะท้อนภาพใหม่พัทยาสู่ Family Destination

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 สำนักข่าว Associated Press (AP) เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเมืองพัทยา ประเทศไทย สู่การเป็นจุดหมายท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ครอบครัวมากขึ้น โดยรายงานดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อระดับนานาชาติ อาทิ ABC News และ The Washington Post ทำให้เรื่องราวของพัทยา รวมถึง สวนนงนุชพัทยา (Nong Nooch Tropical Botanical Garden) ได้รับการนำเสนอสู่สายตาผู้อ่านในวงกว้าง

หนึ่งในสถานที่ที่รายงานของ AP กล่าวถึงโดยตรงคือ สวนนงนุชพัทยา (Nong Nooch Tropical Botanical Garden) โดยนำเสนอถึงพื้นที่สวนและพรรณไม้อันกว้างใหญ่ รวมถึงการแสดงทางวัฒนธรรม สะท้อนอีกมิติของพัทยาที่มีทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา กล่าวว่า การที่สื่อต่างประเทศกล่าวถึงสวนนงนุชพัทยาในบริบทของภาพลักษณ์ใหม่ของเมืองพัทยา ถือเป็นเรื่องน่ายินดี และสอดคล้องกับแนวทางที่สวนนงนุชมุ่งพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับทุกช่วงวัย ทั้งครอบครัว เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ปัจจุบันสวนนงนุชพัทยารวบรวมประสบการณ์การท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งสวนสวยและพรรณไม้จากทั่วโลก หุบเขาไดโนเสาร์ เมืองอียิปต์ ศิลปวัฒนธรรมไทย และกิจกรรมสำหรับครอบครัว ควบคู่กับการอนุรักษ์ธรรมชาติและการเรียนรู้

การปรากฏชื่อ Nong Nooch Tropical Botanical Garden ในรายงานของสำนักข่าวระดับโลกครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของ “พัทยาในมุมใหม่” ที่มีความหลากหลายมากขึ้น และพร้อมก้าวสู่การเป็นจุดหมายสำหรับครอบครัว ธรรมชาติ และวัฒนธรรมในสายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก

ไทย–สิงคโปร์ ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์!! งานเลี้ยงต้อนรับผู้นำสิงคโปร์สุดอบอุ่น นายกฯ สองประเทศร่วมดนตรี Let It Be–Blowin’ in the Wind ‘อนุทิน’ ร้อง ‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’ เล่นกีตาร์ สร้างช็อตอบอุ่นงานเลี้ยงผู้นำไทย–สิงคโปร์

“อนุทิน” จับไมค์ร้อง “ลอว์เรนซ์ หว่อง” เล่นกีตาร์ เพลง “Let It Be” และ “Blowin’ in the Wind” ช็อตประทับใจงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำสิงคโปร์สุดอบอุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และภริยา เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ และภริยา ในการเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล เพื่อเข้าร่วมการประชุม Thailand - Singapore Leaders' Retreat ครั้งที่ 5 ในวันพุธที่ 2 กันยายน 2569 นายอนุทินได้ร้องเพลง 2 เพลง คือ “Let it be” ของ The Beatles และ “Blowin’ in the Wind” ผลงานของ Bob Dylan โดยนายลอว์เรนซ์ หว่อง ได้เล่นกีตาร์ในระหว่างที่นายอนุทินขับร้อง ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง

ขณะที่ Facebook ของนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์คลิประหว่างที่นายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ประเทศ เล่นดนตรีและร้องเพลง พร้อมข้อความระบุว่า โดยเมื่อนักดนตรีเจอกับนักดนตรี…ในงานเลี้ยงต้อนรับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง รัฐบาลเป็นเจ้าภาพ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พวกเราก็ได้ฟังเพลง “Let it be”

ช่วงบ่ายได้แถลงการณ์ความร่วมมือยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ความมั่นคงพลังงาน อาหาร เศรษฐกิจ การลงทุน AI อาเซียน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1590001376487245&id=100064321946557&rdid=puqN6jt9a8gukKu8#

แชมป์ก็ได้ MVP ก็มา!! ตบสาวไทยกวาดรางวัลเอเชีย “พรพรรณ–ศศิภาพร–ทัดดาว” ผงาดทีมยอดเยี่ยม 2026 หลังสร้างประวัติศาสตร์ที่เทียนจิน โค่นจีน 3-2 เซต พร้อมคว้าแชมป์ ตั๋วโอลิมปิก2028 และรางวัล MVP

"ชมพู่" พรพรรณ เกิดปราชญ์ คว้ารางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า (MVP) วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026

“แชมป์ก็ได้ MVP ก็มา 3 สาวไทยผงาด คว้ารางวัลยอดเยี่ยม ศึกเอเชีย 2026

30 สิงหาคม 2569 #วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย สร้างผลงานสุดยิ่งใหญ่ในศึก #วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026 (AVC Women’s Continental Championship 2026) ที่ #เมืองเทียนจิน ประเทศ #จีน หลังพลิกสถานการณ์จากการตามหลังจีน 1-2 เซต กลับมาเอาชนะเจ้าภาพ 3-2 เซต คว้า #แชมป์เอเชียเป็นสมัยที่4 และ #คว้าสิทธิ์ ไปแข่งขัน #โอลิมปิกเกมส์2028 ที่นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย

เกมรอบชิงชนะเลิศจบลงด้วยสกอร์ จีน 2-3 ไทย
25-20, 11-25, 25-23, 18-25 และ 10-15

ชัยชนะครั้งนี้ยังทำให้ไทยรักษาแชมป์เอเชียได้สำเร็จ หลังจากเคยคว้าแชมป์ในปี 2009, 2013 และ 2023 โดยศึกปี 2026 มีเดิมพันสำคัญกว่าทุกครั้ง เพราะแชมป์ทวีปเอเชียจะได้โควตาไปโอลิมปิก 2028 โดยตรง ขณะที่ 3 อันดับแรกจะได้สิทธิ์เข้าร่วมศึกชิงแชมป์โลก 2027

“ศศิภาพร” ระเบิดฟอร์ม 28 แต้ม
หนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดของเกมรอบชิงชนะเลิศคือ ศศิภาพร จันทวิสูตร (Sasipapron Janthawisut) หมายเลข 11 ตำแหน่ง หัวเสา (Outside Hitter) ซึ่งทำคะแนนสูงสุดของทีมไทยถึง 28 คะแนน
ผลงานยืนยันบทบาทสำคัญในเกมรุกของไทยตลอดทัวร์นาเมนต์ โดยก่อนหน้านี้ Volleyball World เคยรายงานว่าเธอเป็นหนึ่งในตัวทำคะแนนหลักของไทยใน VNL 2026 และทำ 21 คะแนนในเกมที่ไทยเอาชนะบัลแกเรีย 3-0 เซต

BEST 6 ของเอเชีย 2026 ไทยติดถึง 3 คน
นอกจากถ้วยแชมป์แล้ว #ผู้เล่นไทย ยัง #ติดทีมยอดเยี่ยม ประจำการแข่งขันหลายตำแหน่ง โดยรายชื่อ “Best 6”

หัวเสา (Outside Hitter)
#ศศิภาพรจันทวิสูตร (Sasipapron Janthawisut)
หมายเลข 11 MVP ตำแหน่งหัวเสา (Outside Hitter)

จวง อวี่ซาน (Zhuang Yushan)
หมายเลข 2 ตำแหน่งหัวเสา (Outside Hitter)
ผู้เล่นจีนที่มีบทบาทสำคัญในเกมรุกของเจ้าภาพ และทำได้ 21 คะแนนในรอบชิงชนะเลิศ

บอลเร็ว (Middle Blocker)
หวัง หยวนหยวน (Wang Yuanyuan)
หมายเลข 7 ตำแหน่งบอลเร็ว (Middle Blocker)
อีกหนึ่งกำลังสำคัญของทีมจีน โดยเฉพาะการสกัดเกมรุกหน้าเน็ต

#ทัดดาวนึกแจ้ง (Thatdao Nuekjang)
MVP บอลเร็ว (Middle Blocker)
ทัดดาวยังคงเป็นหนึ่งในแกนหลักของทีมไทย ทั้งเกมบล็อกและการทำคะแนนจากบอลเร็ว โดยในรอบชิงชนะเลิศทำไป 18 คะแนน และมีบล็อกทำแต้มหลายครั้ง

บีหลัง (Opposite)
วาดะ ยูกิโกะ (Yukiko Wada)
หมายเลข 1 ตำแหน่งบีหลัง (Opposite)
ตัวทำคะแนนสำคัญของทีมชาติญี่ปุ่น ซึ่งมีผลงานโดดเด่นตลอดการแข่งขัน

ตัวรับอิสระ (Libero)
หวัง เหมิงเจี๋ย (Wang Mengjie)
หมายเลข 18 ตำแหน่งตัวรับอิสระ (Libero)
ผู้เล่นแนวรับของจีนที่ได้รับการยอมรับจากผลงานด้านการรับเสิร์ฟและเกมรับ

มือเซต (Setter)
#พรพรรณเกิดปราชญ์ (Pornpun Guedpard)
หมายเลข 3 ตำแหน่งมือเซต (Setter)
ยังได้ MVP #ผู้เล่นทรงคุณค่า เป็นรางวัลใหญ่ ไปด้วย พรพรรณทำหน้าที่ควบคุมจังหวะเกมรุกของไทย กระจายบอลให้หัวเสา บอลเร็ว และบีหลัง ทำให้เกมไทยสามารถเปลี่ยนจังหวะได้ตลอดการแข่งขัน

Cr. ThaiTribune

ที่มา : https://www.facebook.com/100069242419146/posts/1389423770042357/?rdid=UdbSQFGfutYYwhNF#

‘อ.อุ๋ย’ เตือนรัฐอย่าเกียร์ว่าง!! รัฐบาลต้องออกหมายจับทันที ปมโฆษก BRN หากละเลยหมายจับอาจเจอข้อหา ม.157 ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดี จี้ไทยไม่ปล่อยต่างแดนเป็นเซฟเฮาส์

“หมายแดงต้องมา-หมายจับต้องออก!” อ.อุ๋ย จี้รัฐบาลล่าโฆษก BRN หยามคนไทยทั้งประเทศ! ชี้หากปล่อยเกียร์ว่าง โดน ม.157!

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความสูญเสียทางชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและเจ้าหน้าที่ แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาอธิปไตยของรัฐไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการออกมาเคลื่อนไหวของนายนิมะตุลลา เซรี โฆษกกลุ่ม BRN” ที่ออกแถลงการณ์ ปลุกระดม และประกาศเจตนารมณ์ในการแบ่งแยกดินแดนผ่านสื่อออนไลน์ล่าสุดเมื่อ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา

คำถามสำคัญที่รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต้องตอบสังคมให้ชัดเจนในวันนี้คือ เหตุใดผู้ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับองค์กรที่ใช้ความรุนแรงระดับนี้ ถึงยังไม่ถูกดำเนินการทางกฎหมายขั้นสูงสุดทั้งในและระหว่างประเทศ?

ความผิดชัดเจน: ไม่ใช่แค่ผู้สื่อข่าว แต่คือหนึ่งในกลไกก่อการร้าย

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ตำแหน่ง "โฆษก" ขององค์กรแบ่งแยกดินแดนที่ใช้ความรุนแรง ไม่ใช่สื่อมวลชนและได้รับคุ้มครองตามเสรีภาพในการแสดงออก หากแต่เป็น "ตัวการร่วม" หรือ "ผู้สนับสนุน" ในโครงสร้างอาชญากรรมความมั่นคงอย่างแนบแน่น

เมื่อพิจารณาตามกฎหมายภายในของไทย การกระทำของโฆษก BRN เข้าข่ายความผิดอาญารุนแรงหลายมาตราโดยสมบูรณ์:

1. ความผิดฐานกบฏ (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 และ 114): การขู่เข็ญ โฆษณา ยุยง หรือรณรงค์ระดมมวลชนเพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักร ถือเป็นการตระเตรียมและยุยงให้เกิดการกบฏ มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

2. ความผิดฐานก่อการร้าย (มาตรา 135/1 ถึง 135/3): การออกแถลงการณ์เพื่อสร้างความข่มขวัญในหมู่ประชาชน บังคับรัฐบาล และโฆษณาสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย

3. ความผิดฐานยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากการนำข้อมูลอันเกี่ยวกับความมั่นคงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายข้ามแดน: อย่าปล่อยให้ต่างประเทศเป็น "เซฟเฮาส์"

ในระดับระหว่างประเทศ การอ้างว่าผู้ต้องหาหลบหนีอยู่ต่างประเทศแล้วรัฐบาลทำอะไรไม่ได้นั้น เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น

แม้ว่าหลักอธิปไตยเหนือดินแดนจะทำให้ตำรวจไทยไม่สามารถบุกไปจับกุมในต่างแดนได้ทันที แต่รัฐไทยมีเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศที่สมบูรณ์แบบ ทั้งหลักเขตอำนาจศาลสากล (Universal Jurisdiction) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้าย และหลักการ "Aut Dedere Aut Judicare" (ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดี)

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องรีบทำทันที คือ เร่งออกหมายจับภายในประเทศ ในทุกฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง ทั้งกบฏ ก่อการร้าย และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

 และประสานตำรวจสากล (INTERPOL) เพื่อออก "หมายแดง" (Red Notice) กระจายไปยัง 196 ประเทศสมาชิกทั่วโลก 

ซึ่งในทางกฎหมายและวิธีปฏิบัติ หมายแดงคือระบบแจ้งเตือนและร้องขอความร่วมมือสากล (International Alert System) ที่นำข้อมูลหมายจับของไทยเข้าสู่ระบบด่านตรวจคนเข้าเมืองและตำรวจทั่วโลก เพื่อให้ตำรวจท้องถิ่นในประเทศปลายทางเฝ้าระวัง ล็อคเป้าหมาย ชะลอการเดินทาง หรือกักตัวไว้ชั่วคราวทันทีที่ปรากฏตัว ก่อนส่งเข้าสู่กระบวนการออกหมายจับท้องถิ่น และดำเนินขั้นตอนส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป

หากพยานหลักฐานประจักษ์ชัดว่ามีการกระทำความผิดต่อความมั่นคงแห่งรัฐ แต่รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบกลับละเลย ดึงเช็ง หรืออ้างเหตุผลทางการเมืองจนไม่ยอมเร่งรัดออกหมายจับและประสานงานระหว่างประเทศ กรณีนี้อาจเข้าข่าย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

กฎหมายความมั่นคงมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตยและประชาชน ไม่ใช่เพียงกระดาษเปื้อนหมึก

รัฐบาลจะปล่อยให้ผู้ที่ประกาศแบ่งแยกแผ่นดินไทยลอยนวลพูดผ่านจออยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ หมายจับต้องออก หมายแดงต้องมา เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐไทยเอาจริงกับการปกป้องอธิปไตยและหลักนิติรัฐอย่างแท้จริง!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1FGXfMGdjN/?mibextid=wwXIfr

3 กันยายน 2505 ย้อนรอยพระราชกรณียกิจที่ออสเตรเลีย ย้อนเรื่องราว "ความไม่โกรธ" รำลึกพระอัจฉริยภาพ รัชกาลที่ 9 เมื่อคราวเสด็จฯ เยือนประเทศออสเตรเลีย

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ในพิธีทูลเกล้าฯ ถวายปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ณ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และถูกนักศึกษามหาวิทยาลัยเมลเบิร์นลบหลู่พระเกียรติ แต่พระองค์ก็เปี่ยมไปด้วยพระราชธรรม " อกฺโกธํ " คือ กริยาที่ไม่แสดงความโกรธให้ปรากฏ พร้อมแสดงพระอัจฉริยภาพในการรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดีเยี่ยม

ย้อนเหตุการณ์กลับไปเมื่อวันที่ 3 กันยายน พุทธศักราช 2505 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ ในพิธีทูลเกล้าฯ ถวายปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ณ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย

ในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงถูกท้าทายจากนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่มีความคิดรุนแรง ไม่เข้าใจพระองค์และเมืองไทยเป็นอย่างดี โดยบ้างก็ถือป้ายที่มีข้อความกล่าวร้ายต่อพระองค์ท่าน บ้างก็ส่งเสียงโห่ปนฮาลบหลู่พระเกียรติ และเกียรติภูมิของชาติไทยอย่างแรง
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งร่วมเสด็จฯ ด้วยในครั้งนั้น ได้ทรงบรรยายภาพไว้ในบทพระราชนิพนธ์ "ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ" ตอนหนึ่ง ระบุว่า

"... ต่อจากนั้นก็ถึงเวลาที่พระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จฯ ไปพระราชทานพระราชดำรัสที่เครื่องขยายเสียงกลางเวที ยังไม่ทันจะอะไร ก็มีเสียงโห่ปนฮาดังขึ้นมาจากกลุ่มปัญญาชนข้างนอกอีกแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามือเย็นเฉียบ หัวใจหวิว ๆ อย่างไรพิกล รู้สึกสงสารพระเจ้าอยู่หัวจนทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าแม้แต่จะมองขึ้นดูพระพักตร์ท่านด้วยความสงสารและเห็นพระทัย ในที่สุดก็ฝืนใจมองขึ้นไปเพื่อถวายกำลังพระทัย แต่แล้วข้าพเจ้านั่นเองแหละที่เป็นผู้ได้กำลังใจกลับคืนมา เพราะมองดูท่านขณะที่ทรงพระดำเนินไปยืนกลางเวทีเห็นพระพักตร์สงบเฉย ทันใดนั้นเองคนที่อยู่ในหอประชุมทั้งหมดก็ปรบมือเสียงสนั่นหวั่นไหวคล้ายจะถวายกำลังพระทัยท่าน

พอเสียงปรบมือเงียบลง คราวนี้ข้าพเจ้ามองขึ้นไปบนเวทีอีกก็เห็นพระเจ้าอยู่หัวทรงเปิดพระมาลาที่ทรงคู่กับฉลองพระองค์ครุย แล้วหันพระองค์ไปโค้งคำนับกลุ่มที่ส่งเสียงเอะอะอยู่ข้างนอกอย่างงดงาม และน่าดูที่สุด พระพักตร์ยิ้มนิด ๆ พระเนตรมีแววเยาะหน่อย ๆ แต่พระสุรเสียงราบเรียบยิ่งนัก
"ขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอันมาก ในการต้อนรับอันอบอุ่นและสุภาพเรียบร้อยที่ท่านแสดงต่อแขกเมืองของท่าน"

รับสั่งเพียงเท่านั้นเอง แล้วก็หันพระองค์มารับสั่งต่อกับผู้ที่นั่งฟังอยู่ในหอประชุม ตอนนี้ข้าพเจ้าอยากจะหัวเราะออกมาดัง ๆ ด้วยความสะใจ เพราะเสียงฮานั้นเงียบลงทันทีราวกับปิดสวิทช์ แล้วตั้งแต่นั้นก็ไม่มีอะไรเลย ทุกคนข้างนอกข้างในต่างนั่งฟังพระราชดำรัสเฉยท่าทางดูขบคิด ข้าพเจ้าเห็นว่าพระราชดำรัสวันนั้นดีมาก รับสั่งสดๆ โดยไม่ทรงใช้กระดาษเลย

ทรงเล่าถึงวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของไทยเราว่า เรามีเอกราช มีภาษาของตนเอง มีตัวหนังสือซึ่งคิดค้นขึ้นใช้เอง เราตั้งบทกฎหมายการปกครองของเราเอง ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมา 700 ปีกว่ามาแล้ว ตอนนี้ข้าพเจ้าขำแทบแย่ เพราะหลังจากรับสั่งว่า 700 ปีกว่ามาแล้ว ทรงทำท่าเหมือนเพิ่งนึกออก ทรงสะดุ้งนิด ๆ และทรงโค้งพระองค์อย่างสุภาพ เมื่อตรัสว่า ขอโทษลืมไป ตอนนั้นยังไม่มีประเทศออสเตรเลียเลย
แล้วทรงเล่าต่อไปว่า แต่ไหนแต่ไรมาคนไทยเรามีน้ำใจกว้างขวาง พร้อมที่จะให้โอกาสคนอื่นและฟังความเห็นของเขา เพราะเรามักใช้ปัญญาขบคิดไตร่ตรองหาเหตุผลก่อนจึงจะตัดสินว่าสิ่งไรเป็นอย่างไร ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าตัดสินอะไรตามใจชอบ โดยไม่ใช้เหตุผล ..."

ทั้งนี้ผลจากการแสดงพระอัจฉริยภาพอย่างสูงในสถานการณ์ดังกล่าว ปรากฏว่าเมื่อเสร็จพิธีแล้ว ผู้ร่วมพิธีต่างเข้ามากราบบังคมทูลสรรเสริญถึงพระราชดำรัสนั้น และสำหรับกลุ่มนักศึกษาที่มีปฏิกิริยาเหล่านั้น ต่างก็มีอากัปกิริยาเปลี่ยนไปหมด บ้างก็มีสีหน้าเฉย ๆ เจื่อน ๆ ดูหลบพระเนตร ไม่มีการมองดูพระองค์อย่างประหลาดอีก แต่บางพวกก็มีน้ำใจเป็นนักกีฬาพอที่จะยิ้มแย้มแจ่มใส โบกมือและปรบมือให้แก่ทั้งสองพระองค์ตลอดทางจนถึงที่รถพระที่นั่งจอดอยู่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top