Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

“เซ็นทารา” จับมือ OR รุกตลาด Budget Hotel ตั้งเป้าเปิด 6 แห่งทั่วไทยในเฟสแรก ใช้ทำเล PTT Station ครอบคลุมทั่วประเทศ ภายใต้การลงทุน 700 ล้านบาท

"เซ็นทารา จับมือ OR รุกตลาด Budget Hotel 
เปิดเกมใหม่ธุรกิจโรงแรมไทย ขยายพอร์ตสู่ทุกเซกเมนต์
ร่วมลงทุนพัฒนาและดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด ตั้งเป้าเปิดตัวโรงแรม 6 แห่ง ในทำเลศักยภาพทั่วไทยในเฟสแรก "

กรุงเทพฯ – 1 เมษายน 2569 – โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เครือโรงแรมชั้นนำของประเทศไทย ผนึกกำลัง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ร่วมลงนามสัญญาร่วมลงทุนสำหรับการลงทุนพัฒนาและดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) เพื่อขยายธุรกิจสู่เซกเมนต์ใหม่ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอให้ครอบคลุมความต้องการของนักเดินทางที่หลากหลายยิ่งขึ้น

ภายใต้การร่วมลงทุนในครั้งนี้ เซ็นทารา และ OR จะร่วมกันพัฒนาเครือข่ายโรงแรมราคาประหยัด ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพของสถานีบริการ PTT Station ครอบคลุมทั่วประเทศไทย เพื่อมอบทางเลือกด้านที่พักที่สะดวกสบาย เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ โดยเป็นการผสานความเชี่ยวชาญด้านการบริหารธุรกิจโรงแรมของเซ็นทาราเข้ากับเครือข่ายสถานีบริการและพื้นที่ไลฟ์สไตล์ของ OR ที่มีอยู่ทั่วประเทศ

โดยในเฟสแรกของโครงการฯ เซ็นทารา และ OR ตั้งเป้าเปิดตัวโรงแรม 6 แห่ง ในทำเลสำคัญทั่วไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ, กาญจนบุรี, อยุธยา, ภูเก็ต, ชลบุรี และสงขลา โดยคาดว่าจะทยอยเปิดให้บริการระหว่างปี พ.ศ. 2570–2571 เพื่อตอบโจทย์นักเดินทางบนเส้นทางหลักและเส้นทางคมนาคมระหว่างภูมิภาค

โรงแรมแต่ละแห่งจะมีจำนวนห้องพักประมาณ 69-80 ห้อง โดยมีอัตราค่าห้องพักเริ่มต้นที่ประมาณ 800-900 บาทต่อคืน ขณะที่โรงแรมในกรุงเทพฯ จะมีห้องพักประมาณ 120 ห้อง และมีอัตราค่าห้องพักอยู่ที่ประมาณ 1,200-1,300 บาทต่อคืน ด้วยคอนเซปต์ห้องพักที่สะอาด ปลอดภัย และสะดวกสบาย ในราคาที่เข้าถึงได้ โดย รองรับกลุ่มลูกค้าหลักอย่างนักท่องเที่ยวภายในประเทศ ผู้เดินทางด้วยรถยนต์ และนักธุรกิจที่ต้องการที่พักระหว่างการเดินทาง

การร่วมลงทุนในครั้งนี้มีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 700 ล้านบาท โดยเซ็นทาราถือหุ้นในสัดส่วน 51% และ OR ถือหุ้น 49% ซึ่งโครงการนี้จะผนวกความเชี่ยวชาญในธุรกิจการให้บริการของเซ็นทาราเข้ากับจุดแข็งของ OR Ecosystem ที่มีเครือข่ายสถานีบริการ PTT Station กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ที่มอบบริการด้านพลังงาน, สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า, ร้านอาหาร, ร้านค้าปลีก และพื้นที่พักผ่อน เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายและครบวงจรให้แก่แขกผู้เข้าพัก

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวฯ ยังเปิดโอกาสในการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากระบบสมาชิกของทั้งสององค์กร ได้แก่ CentaraThe1, The 1 และ blueplus+ ของ OR ซึ่งมีฐานสมาชิกรวมกันกว่า 40 ล้านคน เพื่อร่วมกันพัฒนาและนำเสนอสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าต่อไปในอนาคต


ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ (ซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา 
และ หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ (ขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR

“การร่วมลงทุนในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของเซ็นทาราในการเปิดเกมสู่ตลาดโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) ซึ่งสะท้อนเป้าหมายในการเติบโตธุรกิจและขยายพอร์ตโฟลิโอของเราให้ครอบคลุมทุกตลาดเซกเมนต์ โดยเป็นการผสานความชำนาญด้านการบริการของเซ็นทาราเข้ากับเครือข่ายทำเลศักยภาพของ OR ที่จะช่วยให้เราสามารถพัฒนาแนวคิดโรงแรมรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับความสะดวก ความคุ้มค่า และความน่าเชื่อถือ พร้อมประสบการณ์เข้าพักที่สะอาด ปลอดภัย และสะดวกสบายในทุกการเดินทาง” ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและ           รีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าว

การเดินหน้าธุรกิจสู่ตลาดโรงแรมราคาประหยัดในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนวิสัยทัศน์ของเซ็นทาราในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ยังเป็นการมองหาโอกาสใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ๆ โดยแบรนด์ใหม่สำหรับตลาดโรงแรมราคาประหยัดนี้ จะเข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอที่มีอยู่เดิมของเซ็นทาราให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์มากยิ่งขึ้น ตั้งแต่รีสอร์ทหรูระดับลักชัวรี โรงแรมเหนือระดับ ไปจนถึงโรงแรมไลฟ์สไตล์และรีสอร์ทสำหรับครอบครัว

“ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนการผสานจุดแข็งและความเชี่ยวชาญของ OR และเซ็นทารา ซึ่งเป็นพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจร่วมกันพัฒนาโครงการโรงแรมในรูปแบบ Budget Hotel เพื่อรองรับพฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน” หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR กล่าว “OR มองว่าการเดินทางในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การไปถึงจุดหมาย แต่เป็นประสบการณ์ระหว่างทางที่มีความหมายมากขึ้น ซึ่งธุรกิจ Budget Hotel จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ของ OR และเสริมความแข็งแกร่งของ Physical Platform ให้สามารถตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ได้อย่างครบวงจร”

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ OR ได้ที่ https://www.pttor.com/

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ได้ที่ https://www.centarahotelsresorts.com/th

GPSC จับมือ COD เดินเกมขยายพอร์ตไฟฟ้า เสริมกำลังผลิตรองรับภาคอุตสาหกรรม เดินหน้าโรงไฟฟ้านวนครรับเศรษฐกิจโต หนุนดีมานด์พลังงานภาคผลิตและ Data Center

GPSC ผนึกพันธมิตร เดินเครื่องเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้านวนคร

ส่วนขยาย ดันกำลังผลิตไฟฟ้า 207.75 เมกะวัตต์

รองรับดีมานด์อุตสาหกรรมและ Data Center

GPSC ร่วมกับพันธมิตร เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการโรงไฟฟ้า นวนคร หรือ NNEG ส่วนขยาย กำลังการผลิตไฟฟ้า 28.75 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำ 8 ตันต่อชั่วโมง ส่งผลให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าสุทธิรวม 207.75 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำรวม 48 ตันต่อชั่วโมง รองรับความต้องการใช้พลังงานของภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเติบโตของธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) สอดคล้องกับกลยุทธ์ขยายพอร์ตการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า GPSC ได้ร่วมพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าร่วมทุน บริษัท ผลิตไฟฟ้า นวนคร จำกัด (NNEG) ซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) โดย GPSC ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 30 บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 40 และ บริษัท นวนคร จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 30 ทั้งนี้ โครงการส่วนขยายของ NNEG มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 28.75 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 8 ตันต่อชั่วโมง โดยมีกำหนดเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในวันที่ 1 เมษายน 2569 นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงาน พร้อมเสริมความมั่นคงและประสิทธิภาพของระบบพลังงานในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี ตลอดจนรองรับการเติบโตของธุรกิจ Data Center ในอนาคต

ทั้งนี้ ความสำเร็จของโครงการดังกล่าว สะท้อนถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งของพันธมิตรทั้ง 3 ราย ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาโครงการฯ มาอย่างต่อเนื่อง และสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ตามแผน ทั้งนี้โครงการ NNEG มีการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ครั้งแรกในปี 2559 ด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้า 125 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำ 30 ตันต่อชั่วโมง จำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 90 เมกะวัตต์ ภายใต้สัญญา 25 ปี ในรูปแบบ Firm SPP และเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 54 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำ 10 ตันต่อชั่วโมงในปี 2563 ล่าสุดในปี 2569 ได้เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 28.75 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำ 8 ตันต่อชั่วโมง

การขยายกำลังการผลิตครั้งนี้ ตอกย้ำกลยุทธ์การเติบโตของ GPSC ในการขยายพอร์ตธุรกิจไฟฟ้าและไอน้ำ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นของภาคอุตสาหกรรม และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

EVAT แนะรัฐดัน EV รับมือวิกฤตน้ำมันพุ่ง ชู EV ทางเลือกพลังงานใหม่ ดันไทยสู่พลังงานแห่งอนาคต 5 ข้อเสนอเร่งดันนโยบายจริงจัง

EVAT แนะรัฐเร่งขับเคลื่อน EV Ecosystem รับมือวิกฤตราคาน้ำมัน ชู EV เป็นทางเลือกพลังงานแห่งอนาคต

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย แนะรัฐเร่งขับเคลื่อน EV Ecosystem ฝ่าวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง ชูยานยนต์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกพลังงานใหม่ หนุนเป้าหมายประเทศ 30at30

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 — สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างภาระต่อประชาชน ผู้บริโภค และภาคธุรกิจในวงกว้าง พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร เพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดการพึ่งพาน้ำมัน และเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานทางเลือกได้มากขึ้นในระยะยาว

สมาคมฯ ระบุว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านพลังงานโลกจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ แม้ว่ารัฐบาลจะได้ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันแล้วหลายด้าน แต่ในเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งวางรากฐานด้านพลังงานทางเลือกควบคู่กันไป โดย “ยานยนต์ไฟฟ้า” ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีศักยภาพสูง ทั้งในมิติด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

กระแสตอบรับจากผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงเทรนด์และยอดจองยานยนต์ไฟฟ้าในงาน Motor Show ปีนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนไทยเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมปรับตัวสู่การใช้พลังงานรูปแบบใหม่ที่สะอาด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากกว่าเดิม

สมาคมฯ เห็นว่า การผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องการจำหน่ายรถ แต่ต้องเดินหน้าอย่างเป็นระบบและครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ ระบบข้อมูลกลาง มาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ ตลอดจนการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคเพื่อลดความกังวลในการใช้งานจริง และทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยภายใต้นโยบาย 30at30 ที่มุ่งให้การผลิตยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์มีสัดส่วน 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด และผลักดันให้การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50% ภายในปี 2030 เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว

.

ข้อเสนอของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยดังกล่าว เป็นผลจากการระดมความคิดเห็นร่วมกับคณะกรรมการสมาคมในการประชุมประจำเดือนช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีข้อเสนอสำคัญ 5 ประการ ได้แก่

1. ส่งเสริมให้ภาครัฐนำร่องใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาของรัฐมากขึ้น

2. สนับสนุนการเร่งขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น

3. ผลักดันการจัดทำแอปพลิเคชันกลางโดยภาครัฐ เพื่อรวบรวมข้อมูลสถานีชาร์จจากทุกผู้ให้บริการให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก

4. เสนอให้มีการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และลดการบริโภคน้ำมันในระยะยาว

5. เร่งสร้างความเชื่อมั่นทั้งระบบ เช่น บริการหลังการขาย สต็อกอะไหล่ สินเชื่อ ประกันภัย การติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน ทักษะฝีมือช่าง เป็นต้น

สมาคมฯ เห็นว่า ข้อเสนอทั้ง 5 ประการนี้ เป็นแนวทางที่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงในระยะอันใกล้ หากได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า “ วิกฤตราคาน้ำมันในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างทางเลือกด้านพลังงานให้กับประชาชนอย่างจริงจัง ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน และนำพาประเทศไปสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืนมากขึ้น

ข้อเสนอของสมาคมฯ เป็นข้อเสนอที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภาครัฐ การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค หากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง เราเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่จะเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม ”

เกี่ยวกับ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (Electric Vehicle Association of Thailand)

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเป็นสมาคมที่ไม่เเสวงหาผลกำไร โดยแนวทางของสมาคมมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการเเลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ยังรวมไปถึงการให้คำปรึกษาข้อบังคับมาตรฐาน และการดำเนินงานในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ในปัจจุบันสมาคมมี คุณสุโรจน์ เเสงสนิท ทำหน้าที่นายกสมาคม และมีสมาชิกที่มาจากภาคเอกชน สถาบันศึกษา รัฐวิสาหกิจ และบุคคลทั่วไปรวมทั้งสิ้นกว่า 390 ราย โดยทางสมาคมมีการกำหนดการจัดการประชุม ในทุกๆเดือน และมีการเเบ่งคณะทำงานในด้านต่างๆเพื่อสนับสนุน และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน 

ติดตามข่าวสารของสมาคมได้ที่ www.evat.or.th

6 โมงเช้าอีเมลข่าวร้ายวงการเทค พนักงาน Oracle อินเดีย เม็กซิโก สหรัฐ ช็อค ปลดพนักงานทั่วโลกกว่า 30,000 คน อินเดียเจอผลกระทบหนักสุดถึง 12,000 คน รับแรงกดดันปรับโครงสร้าง AI

การปลดพนักงานครั้งใหญ่ของออราเคิลสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก หลังมีรายงานว่าพนักงานอาจได้รับผลกระทบมากถึง 30,000 คนทั่วโลก โดยในอินเดียเพียงประเทศเดียวอาจมีผู้ถูกเลิกจ้างราว 12,000 คน ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากพนักงานจำนวนมากที่ระบุว่าได้รับอีเมลแจ้งเลิกจ้างอย่างกะทันหันในช่วงเช้ามืด โดยแทบไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ขณะที่บริษัทกำลังปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เพื่อลุยด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

หลังจากมีกระแสคาดการณ์ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ รายงานล่าสุดระบุว่า ออราเคิลได้เริ่มกระบวนการปลดพนักงานครั้งใหญ่แล้ว และส่งผลกระทบอย่างหนักต่อบุคลากรในอินเดีย พนักงานหลายทีมตื่นขึ้นมาพบอีเมลในช่วงเช้าตรู่ บางรายได้รับตั้งแต่เวลา 05.00-06.00 น. เพื่อแจ้งว่าตำแหน่งงานของตนถูกยกเลิกโดยมีผลทันที

เชื่อกันว่าการปลดพนักงานครั้งนี้ได้กระทบต่อบางส่วนของธุรกิจด้านการประมวลผลของออราเคิลในหลายภูมิภาค รวมถึงอินเดียและเม็กซิโก แม้บริษัทจะยังไม่ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการถึงขนาดของการเลิกจ้าง แต่กระแสบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Blind, Reddit และ X ต่างสะท้อนตรงกันว่ามีการปลดพนักงานเป็นวงกว้าง

อินเดียดูจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ตามข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ มีรายงานว่าในอินเดียเพียงแห่งเดียว พนักงานเกือบ 12,000 คนถูกเลิกจ้าง จากจำนวนพนักงานทั้งหมดราว 30,000 คน ตามที่ ANI รายงานไว้

ในระดับโลก ตัวเลขผู้ถูกปลดถูกประเมินว่าอาจอยู่ใกล้เคียง 30,000 คน หรือคิดเป็นราว 18% ของพนักงานทั้งหมดของออราเคิล แม้จนถึงขณะนี้จะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากบริษัทก็ตาม

ผู้ใช้ X รายหนึ่งโพสต์ว่า


“เพิ่งได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนที่เป็นผู้จัดการอาวุโสที่ Oracle ทีมเขามี 20 คน แต่ถูกให้ออก 6 คน หลายทีมโดนเกือบครึ่งทีม ยอดปลดทั้งหมดน่าจะเกือบ 20%”

ขณะเดียวกัน พนักงานที่ได้รับผลกระทบหลายรายก็ออกมาโพสต์บน Reddit เพื่อเล่าถึงลักษณะการปลดพนักงานที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน รายหนึ่งเขียนว่า
“เพิ่งได้รับอีเมลตอนตี 5 หลังทำงานมาเกิน 20 ปี เยี่ยมจริง ๆ”


อีกรายระบุว่า
“ผมก็โดนปลดเหมือนกัน ตอน 6 โมงเช้าตรงเป๊ะ เดือนหน้าก็กำลังจะครบ 4 ปีพอดี”

พนักงานจำนวนมากกล่าวตรงกันว่า ก่อนหน้าการแจ้งปลด ไม่มีการพูดคุยจากฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) หรือแม้แต่การโทรแจ้งจากผู้จัดการโดยตรงเลย ทำให้หลายคนรู้สึกช็อกอย่างมาก อีเมลแจ้งดังกล่าว reportedly ถูกส่งตรงจาก “Oracle Leadership” และในหลายกรณี สิทธิ์เข้าถึงระบบภายในบริษัทก็ถูกระงับแทบจะทันทีหลังจากอีเมลถูกส่งถึง

ในเอกสารสื่อสารภายในบริษัท ออราเคิลระบุว่า พนักงานกำลังได้รับแจ้งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเชิงองค์กร และว่า
“เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ บริษัทจึงได้ตัดสินใจปรับกระชับการดำเนินงาน และด้วยเหตุนี้ ตำแหน่งที่คุณดำรงอยู่ในปัจจุบันจึงจะกลายเป็นตำแหน่งที่ซ้ำซ้อนและไม่จำเป็นอีกต่อไป”

มีรายงานเพิ่มเติมว่า บริษัทได้เสนอแพ็กเกจชดเชยให้กับพนักงานที่ได้รับผลกระทบ โดยประกอบด้วย เงินเดือน 15 วันต่ออายุงาน 1 ปี ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน เงินชดเชยวันลาคงค้าง เงินบำเหน็จตามเงื่อนไขการมีสิทธิ์ และเงินเพิ่มพิเศษเทียบเท่าเงินเดือนอีก 2 เดือน

อย่างไรก็ตาม มีการระบุด้วยว่า แพ็กเกจดังกล่าวจะมอบให้กับผู้ที่ “สมัครใจลาออก” เท่านั้น

แหล่งข่าวยังระบุอีกว่า อาจมีการปลดพนักงานระลอกใหม่ภายในเวลา 1 เดือนข้างหน้า แต่ข้อมูลส่วนนี้ยังไม่ได้รับการยืนยัน

การดำเนินการครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ออราเคิลกำลังเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ซึ่งสะท้อนถึงการปรับแนวทางการใช้ทรัพยากรครั้งใหญ่ของบริษัท อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในวงกว้าง ที่หลายบริษัทใช้มาตรการลดต้นทุนเพื่อทุ่มงบให้กับ AI มากขึ้น โดยก่อนหน้านี้บริษัทอย่าง Amazon ก็เพิ่งปลดพนักงานหลายพันคนในปีนี้เพื่อจัดลำดับความสำคัญด้านการลงทุนใน AI เช่นกัน

เมรูกู ศรีธาร์ อดีตพนักงานของออราเคิล อ้างว่า เขาเคยถูกปลดออกไปก่อนหน้านี้ หลังออกมาแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน โดยเขากล่าวว่า
“ผมติดต่อเพื่อน ๆ และคนที่อยู่ในฝ่ายทรัพยากรบุคคล พวกเขาบอกว่าชาวอินเดียส่วนใหญ่ที่ทำงานให้บริษัทในสหรัฐฯ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะกฎหมายท้องถิ่นที่นั่นเข้มงวดมากในเรื่องการเลิกจ้างพลเมืองของตนเอง”

แม้ออราเคิลจะปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการ แต่ขนาดของการปลดพนักงานที่มีรายงานออกมา รวมถึงลักษณะการแจ้งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ได้ทำให้พนักงานในอินเดียและอีกหลายภูมิภาคทั่วโลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอย่างหนัก

ที่มา : https://www.indiatoday.in/jobs/story/oracle-is-firing-30000-employees-early-morning-layoff-emails-have-started-arriving-tchc-2889761-2026-03-31?fbclid=IwdGRjcAQ5ZTBjbGNrBDllKmV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHvb37EKLbIH53VZLY7hzLn7lUxRwSt4XY1DcJHkLrFSqcaj-4FVYZEEPZsgw_aem_ckYKVCsLDkbQuWBsdLs0nQ

 

สะเทือนโซเชียล!! “คริสติน กุลสตรี” เผยเหตุถูกคุกคามทางเพศ ขณะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เข้าเก็บหลักฐานเตรียมสู้คดี วอนสังคมใส่ใจความปลอดภัย

นักแสดงและนางแบบสาว 'คริสติน กุลสตรี' สร้างความช็อกให้แฟน ๆ เมื่อเปิดเผยผ่านอินสตาแกรมว่า เธอถูกล่วงละเมิดทางเพศในช่วงที่เผชิญภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

'คริสติน' ระบุในโพสต์ว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในห้องพักของเธอในช่วงเวลาที่ร่างกายเปราะบางมาก ขณะที่บุคคลซึ่งเข้ามาช่วยกลับล่วงละเมิดด้วยการสัมผัสร่างกายอย่างไม่เหมาะสม ขณะที่เธอไม่สามารถปกป้องตัวเองได้

ล่าสุดนักแสดงสาวได้เข้าแจ้งความกับตำรวจและอยู่ระหว่างตรวจร่างกายโดยแพทย์นิติเวชเพื่อตรวจสอบหลักฐานทางกฎหมาย เธอยังย้ำว่า กำลังรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาดำเนินคดีอย่างจริงจัง พร้อมเปิดรับเบาะแสและความช่วยเหลือจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากแฟนคลับและชาวเน็ตที่เข้ามาให้กำลังใจและเรียกร้องความเป็นธรรม สร้างกระแสความตื่นตัวเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้หญิงในช่วงเปราะบาง 'คริสติน' ขอบคุณทุกกำลังใจที่ช่วยเธอผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9881330/

ศึกอิหร่านยืดเยื้อ!! กองทัพสหรัฐฯ ใกล้ถึงจุดตึงตัวหนัก หลังสงครามอิหร่านยืดเยื้อ เสี่ยงติดหล่มศึกอิหร่าน ท่ามกลางอาวุธใกล้พร่อง

อิกอร์ โคโรตเชนโก ผู้สังเกตการณ์ด้านการทหารของรัสเซีย ให้สัมภาษณ์กับสปุตนิกว่า อำนาจทางทหารแบบดั้งเดิมของสหรัฐฯ กำลังตึงตัวจนใกล้ถึงจุดแตกหักจากสงครามกับอิหร่าน

ย้ำว่า ประเด็นไม่ได้อยู่แค่การลดลงอย่างรวดเร็วของขีปนาวุธโทมาฮอว์กเท่านั้น แต่ขีปนาวุธทุกลูกที่ยิงใส่อิหร่านยังบั่นทอนคลังสำรองด้านการป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธของสหรัฐฯ ในภาพรวมไปพร้อมกันด้วย โดยจากอัตราการใช้ขีปนาวุธครูซโทมาฮอว์กเฉลี่ยเดือนละ 850 ลูก ตามที่สปุตนิกวิเคราะห์จากเอกสารงบประมาณของกองทัพเรือ สหรัฐฯ จะเหลือขีปนาวุธชนิดนี้เพียงพอใช้งานอีกราว 3 เดือนเท่านั้น

แม้คลังอาวุธในปัจจุบันยังทำให้สหรัฐฯ สามารถเดินหน้าโจมตีอิหร่านต่อไปได้ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าปฏิบัติการทางทหารที่สหรัฐฯ เป็นผู้แบกรับภาระหลักแทบเพียงฝ่ายเดียวนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด นักวิเคราะห์รายนี้ชี้ว่า เมื่ออาวุธเหล่านี้ถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็ว โดนัลด์ ทรัมป์จึงดูเหมือนกำลังเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และต้องการถอนตัวออกจากความขัดแย้งกับอิหร่าน แต่ยังไม่เห็นหนทางที่ชัดเจน

ผ่านไป 1 เดือน เป้าหมายของปฏิบัติการสหรัฐฯ ก็ยังไม่บรรลุผล โดยอิหร่านยังห่างไกลจากภาวะไร้เสถียรภาพ สังคมภายในประเทศกลับรวมตัวกันต่อต้านการโจมตีจากภายนอก และกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ก็ยังคงมีขีปนาวุธสำรองเพียงพอ รวมถึงระบบรุ่นใหม่ที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยในฐานใต้ดิน

ระบบป้องกันแบบกระจายตัวและการปฏิบัติการแบบกระจายศูนย์ของอิหร่าน ทำให้การโจมตีเพิ่มเติมของสหรัฐฯ มีต้นทุนสูงและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

นักวิเคราะห์สรุปว่า การยกระดับความขัดแย้งสู่ระยะใหม่ดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ และทำให้สหรัฐฯ ต้องเผชิญทางเลือกอันยากลำบากอย่างยิ่ง นั่นคือ จะเพิ่มระดับปฏิบัติการต่อไปโดยต้องแบกรับต้นทุนทางการเมือง ซึ่งอาจรวมถึงความเสี่ยงในการสูญเสียการเลือกตั้งกลางเทอม หรือจะถอนตัวออกมาและเสี่ยงปล่อยให้อิสราเอล ซึ่งเป็นพันธมิตร ต้องรับมือกับอิหร่านที่ยังแข็งแกร่งและไม่ยอมอ่อนข้อด้วยตนเอง

ที่มา : Sputnik

อ.อุ๋ย ไขข้อข้องใจ กฎหมายระหว่างประเทศ ตายแล้วหรือยัง? หรือแท้จริงแล้วมันกำลัง 'วิวัฒนาการ' ท่ามกลางซากปรักหักพัง เพื่อร่วมสร้างระเบียบโลกใหม่?

กฎหมายระหว่างประเทศ ตายแล้วหรือยัง? หรือแท้จริงแล้วมันกำลัง 'วิวัฒนาการ' ท่ามกลางซากปรักหักพัง เพื่อร่วมสร้างระเบียบโลกใหม่ ? 

ในฐานะนักกฎหมายระหว่างประเทศที่ศึกษาความผันผวนของโลกมาหลายครั้ง ผมขอนำเสนอทัศนะต่อวิกฤตการณ์ "กฎแห่งป่า" (Law of the Jungle) ที่กำลังท้าทายระเบียบโลกอยู่ในขณะนี้ผ่านบทวิเคราะห์เชิงวิชาการดังนี้

แรกเริ่มเดิมที เจตนารมณ์ของกฎหมายระหว่างประเทศคือการเป็นกฎหมายเพื่อความอยู่รอดร่วมกัน เพราะหากเราย้อนกลับไปดูรากเหง้าของกฎหมายระหว่างประเทศ (International Law) เจตนารมณ์ที่แท้จริงไม่ใช่การสร้างพันธนาการเพื่อ “จำกัด” อำนาจอธิปไตยของรัฐ แต่คือการสร้าง "กติกาแห่งความคาดหมายได้" เพื่อป้องกันไม่ให้โลกกลับไปสู่ยุคที่ความแข็งแกร่งทางทหารคือความถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว 

กฎหมายระหว่างประเทศถูกออกแบบทั้งโดยจารีตประเพณีและโดยลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นเครื่องมือในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทั้งการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อมและการจัดสรรทรัพยากรโลกอย่างเป็นธรรม เพื่อไม่ให้มนุษยชาติต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมซ้ำรอยสงครามต่างๆ โดยเฉพาะสงครามโลกทั้งสองครั้ง

วิวัฒนาการท่ามกลางภาวะง่อนแง่น: จากรัฐบาลสู่ธรรมาภิบาลโลก

ในสถานการณ์ที่ประเทศมหาอำนาจมักเลือกปฏิบัติ (Selective Enforcement) หรือละเมิดกฎเกณฑ์เมื่อขัดต่อผลประโยชน์แห่งชาติ กฎหมายระหว่างประเทศยังไม่หยุดนิ่ง แต่ผมคาดการณ์ว่ามันจะวิวัฒนาการไปในทิศทางดังนี้:

1. การเปลี่ยนผ่านจาก "อำนาจนิยม" สู่ "พหุภาคีนิยมแนวใหม่": กฎหมายระหว่างประเทศต้องไม่พึ่งพาเพียงมติของคณะมนตรีความมั่นคง (UNSC) ที่มักถูกยับยั้งด้วย Veto แต่ต้องเพิ่มบทบาทให้กับ "สมัชชาใหญ่" และ "ศาลระหว่างประเทศ" ให้มีความเข้มแข็งในการตีความกฎหมายที่เป็นบรรทัดฐานสากล (Jus Cogens) มากขึ้น เช่น ห้ามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) ห้ามการค้าทาสและบังคับเป็นทาส (Slavery) ห้ามการทรมานหรือปฏิบัติอย่างโหดร้ายไร้มนุษยธรรม (Torture)

ห้ามทำสงครามรุกราน (Aggression) ฯลฯ

2. การขยายขอบเขตสู่ความมั่นคงรูปแบบใหม่: กฎหมายต้องวิวัฒนาการให้ทันต่อภัยคุกคามที่มหาอำนาจใช้เป็นเครื่องมือโดยแยบยล เช่น สงครามไซเบอร์ (Cyber Warfare) และการใช้อาวุธทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างมาตรฐานขั้นต่ำที่ทุกรัฐต้องยอมรับ

3. บทบาทของ "รัฐขนาดกลางและเล็ก": 

ในภาวะที่ยักษ์ชนยักษ์ รัฐที่เหลือต้องรวมกลุ่มกันสร้าง "กฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ" (International Customary Law) ที่เข้มแข็ง เพื่อกดดันทางศีลธรรมและการเมือง (Political Pressure) ต่อมหาอำนาจ

ความจำเป็นของกฎหมายที่ไร้ซึ่ง "ตำรวจโลก":

หลายคนมักตั้งคำถามว่า ในเมื่อกฎหมายระหว่างประเทศไม่มี "สภาพบังคับ" (Sanction) ที่ชัดเจนเหมือนกฎหมายภายใน แล้วมันจะยังมีประโยชน์อะไร? 

ผมขอยืนยันว่ากฎหมายระหว่างประเทศยังคงเป็น "ความจำเป็นที่ขาดไม่ได้" ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ:

1. ความชอบธรรม (Legitimacy): 

ไม่มีรัฐใดในโลก แม้แต่มหาอำนาจ ที่อยากถูกตราหน้าว่าเป็น "รัฐนอกกฎหมาย" (Pariah State) การกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศย่อมนำมาซึ่งต้นทุนทางจริยธรรมที่สูงยิ่ง และลดทอนอำนาจละมุน (Soft Power) ในระยะยาว

2. โครงสร้างพื้นฐานของโลก: 

หากปราศจากกฎหมายระหว่างประเทศ ระบบการบินพลเรือน การเดินเรือพาณิชย์ หรือแม้แต่การส่งไปรษณีย์ข้ามพรมแดนจะหยุดชะงักทันที โลกจะตกอยู่ในสภาวะอัมพาต

3. ภาษาทางการทูต: 

กฎหมายระหว่างประเทศทำหน้าที่เป็น "ภาษากลาง" ที่ทำให้รัฐที่มีอุดมการณ์ต่างกันสามารถเจรจากันได้ภายใต้กรอบอ้างอิงเดียวกัน

บทสรุป:

แม้ในวันที่ ระเบียบโลกดูเหมือนจะถูก"กฎแห่งป่า" ครอบงำ แต่กฎหมายระหว่างประเทศยังคงเปรียบเสมือนเข็มทิศในพายุ ถึงแม้เราจะเดินหลงทางไปบ้าง แต่มันคือสิ่งเดียวที่จะประคองให้สังคมโลกไม่จมดิ่งสู่ความโกลาหลถึงขีดสุด เนื่องจากความศิวิไลซ์ของมนุษย์ไม่ได้วัดกันที่ว่าใครมีอาวุธร้ายแรงกว่ากัน แต่วัดกันที่ว่าเรามีความสามารถในการรักษาสัญญาสากลไว้ได้เพียงใด 

ด้วยความปราถนาดี

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) 

นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ

1 เมษายน ของทุกปี ถือเป็น “วันเลิกทาสไทย” จุดเปลี่ยนสังคมสยามสู่อิสรภาพ 'รัชกาลที่ 5' วางรากฐานเลิกทาส เปิดทางสู่ชีวิตใหม่ที่เสมอภาค

ทุกวันที่ 1 เมษายน ถือเป็น "วันเลิกทาสไทย" ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนแปลงสังคมไทยไปอย่างลึกซึ้ง สู่เสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หลังการใช้กฎหมายสำคัญในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่วางระบบเลิกทาสอย่างเป็นระบบ

ก่อนหน้านั้น ระบบทาสในสังคมสยามเป็นโครงสร้างแรงงานและชนชั้นที่ผูกคนไว้กับนายนายและเจ้าขุนมูลนาย ไม่ว่าจะเป็นทาสที่เกิดจากความยากจน หนี้สิน หรือพ่อแม่ทาส ทำให้คนเหล่านี้ขาดความเป็นอิสระในชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้แนวทางค่อยเป็นค่อยไปด้วยพระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไท พ.ศ. 2417 ซึ่งกำหนดให้ค่าตัวลูกทาสลดลงตามอายุและเมื่อถึงวัยจะพ้นจากการเป็นทาส นับเป็นก้าวสำคัญที่ประวัติศาสตร์ไทยเริ่มปรับเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับเสรีภาพมนุษย์

วันเลิกทาสไทยไม่ใช่แค่วันสัญลักษณ์ แต่เป็นวันที่แสดงถึงความสำเร็จในการปฏิรูปสังคมสยามให้หลุดพ้นจากระบบเดิมที่กดทับสิทธิเสรีภาพ พร้อมทั้งสะท้อนความเป็นผู้นำที่ทรงวิสัยทัศน์และรอบคอบของ 'รัชกาลที่ 5' ที่เลือกใช้สันติวิธีและการเปลี่ยนแปลงจากภายใน

การเลิกทาสเป็นจุดเริ่มต้นของการรื้อโครงสร้างสังคมไทยและเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศสู่รัฐสมัยใหม่ ปัจจุบันวันที่ 1 เมษายนจึงควรถูกจดจำในฐานะวันแห่งเสรีภาพและความเป็นไท ซึ่งสะท้อนบทเรียนคุณค่าของเสรีภาพและศักดิ์ศรีมนุษย์ที่ได้รับจากอดีต

ที่มา : http://www.ttc.ops.go.th/?p=3672

ปากีสถานลุยเจรจาจีน รัฐมนตรีต่างประเทศเดินทางเยือนจีน ถกปัญหาความขัดแย้งภูมิภาค เสริมแกร่งความสัมพันธ์ทวิภาคี ตั้งเป้าส่งเสริมสันติภาพร่วมกัน

รมว.ต่างประเทศปากีสถานเตรียมเยือนจีน หารือปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาค

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนเปิดเผยว่าโมฮัมหมัด อิสฮัก ดาร์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของปากีสถาน จะเดินทางเยือนจีนในวันอังคาร (31 มี.ค.) ตามคำเชิญของหวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน และกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นปัญหาระหว่างประเทศ ความขัดแย้งระดับภูมิภาค ตลอดจนความสัมพันธ์ทวิภาคี

แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศของปากีสถานที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (30 มี.ค.) ระบุว่าการเยือนจีนครั้งนี้ของดาร์มีขึ้นขณะที่ปากีสถานยกระดับความพยายามไกล่เกลี่ยความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และจะเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้หารือเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค ตลอดจนประเด็นทวิภาคีและประเด็นระดับโลกที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจร่วมกัน

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีต่างประเทศทั้งสองได้สนทนาทางโทรศัพท์เกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่านเมื่อวันศุกร์ (27 มี.ค.) โดยหวังระบุว่าจีนยินดีเสริมสร้างการสื่อสารและการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์กับปากีสถาน และทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมสันติภาพและยุติความขัดแย้ง

ที่มา : Xinhua

สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน!! นศ.ไทย เรียนเอกแพทย์จีน-ตะวันตก กานซู่ สานสัมพันธ์สองแผ่นดินไทย-จีน ผสานความรู้แพทย์แผนโบราณ หวังนำความรู้กลับสร้างประโยชน์

สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน : นศ.ไทยเรียนป.เอก 'แพทย์แผนจีน-ตะวันตก' ในกานซู่ หวังใช้ความรู้สร้างประโยชน์

หลานโจว, 31 มี.ค. (ซินหัว) -- อรัญญา วีระเชียรโชติ หรือเวินหว่านหลิน เป็นนักศึกษาปริญญาเอกชั้นปีที่ 1 สาขาเวชศาสตร์คลินิกเชิงบูรณการการแพทย์แผนจีน-ตะวันตก มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนกานซู่ ในมณฑลกานซู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่จีนมานานหลายปี และกำลังสานต่อเรื่องราวการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างจีนกับไทยในด้านการแพทย์แผนจีนด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจเต็มเปี่ยม

นักศึกษาชาวไทยคนนี้ได้รับคำชี้แนะจากคณาจารย์ชาวจีนอย่างเป็นระบบ พร้อมผสมผสานประสบการณ์ทางคลินิกจากตอนเรียนปริญญาโท ซึ่งช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับการวินิจฉัยและบำบัดรักษาด้วยการแพทย์แผนจีน-ตะวันตกอย่างลึกซึ้ง โดยอรัญญารู้จักการแพทย์แผนจีนครั้งแรกตอนเรียนปริญญาตรี ต่อด้วยสั่งสมทักษะความรู้ความเชี่ยวชาญตอนเรียนปริญญาโท และก้าวสู่การวิจัยทางคลินิกตอนเรียนปริญญาเอก

ความหลงใหลการแพทย์แผนจีนของอรัญญาเริ่มต้นจากประสบการณ์ส่วนตัวของคนในครอบครัวที่ป่วยโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทและพยายามรักษาด้วยหลายวิธีการแต่ไม่ดีขึ้นจนกระทั่งได้รักษาที่คลินิกแพทย์แผนจีนในไทยและอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เธออยากศึกษาเล่าเรียนวิชาความรู้นี้ ซึ่งนำสู่การเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยพะเยาและได้ร่ำเรียนการแพทย์แผนจีนจากอาจารย์ชาวจีน

อรัญญากล่าวว่าการแพทย์แผนจีนค่อนข้างเป็นที่นิยมในไทย โดยโรงพยาบาลหลายแห่งมีแผนกการแพทย์แผนจีน มหาวิทยาลัย 9 แห่งเปิดสอนการแพทย์แผนจีน และมีคลินิกแพทย์แผนจีนทั่วไทยมากกว่า 400 แห่ง ขณะเดียวกันชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนยังเป็นปัจจัยเกื้อหนุนความนิยมการแพทย์แผนจีนในไทย เนื่องจากชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนไม่น้อยเลือกการแพทย์แผนจีนและสมุนไพรจีนเป็นวิธีแรกในการรักษาและดูแลสุขภาพ

อนึ่ง มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนกานซู่ได้เปิดรับนักศึกษาชาวต่างชาติตั้งแต่ปี 2015 เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านการแพทย์แผนจีนในระดับนานาชาติ ทำให้มีนักศึกษาชาวต่างชาติจากไทย คีร์กีซสถาน อินโดนีเซีย รัสเซีย สเปน ลาว ไนจีเรีย และประเทศอื่นๆ ทยอยเข้ามาศึกษาเล่าเรียนมากกว่า 300 คน ครอบคลุมระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก โดยอรัญญาเป็นหนึ่งในนักศึกษาชาวต่างชาติที่ได้รับโอกาสอันล้ำค่านี้

อรัญญาเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนกานซู่ สาขาการฝังเข็มและการนวด ซึ่งเน้นเส้นลมปราณ เทคนิควิธี และทำวิจัยเกี่ยวกับโรคระบบกล้ามเนื้อและกระดูก รวมถึงอาการปวด ส่วนการเรียนปริญญาเอกเน้นอวัยวะม้ามและระบบช่องท้อง ทำวิจัยเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น อาหารไม่ย่อยเรื้อรัง ลำไส้อักเสบเรื้อรัง และภาวะก่อนเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นอาการบาดเจ็บภายในที่ต้องวินิจฉัยและบำบัดรักษาอย่างแม่นยำมากขึ้น

สำหรับอนาคตข้างหน้า อรัญญาหวังว่าจะได้ทำงานที่จีน เช่น สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยหรือรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล เพื่อสั่งสมประสบการณ์ทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการสอนนักศึกษาและรักษาผู้ป่วยในไทยเมื่อเธอกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน

(แฟ้มภาพซินหัว : อรัญญา วีระเชียรโชติ หรือเวินหว่านหลิน นักศึกษาปริญญาเอกชาวไทยของมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนกานซู่ ปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในมณฑลกานซู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน วันที่ 22 ม.ค. 2026)

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top