Friday, 16 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

เคทีซี ป้องกันฉ้อโกง!! มิจฉาชีพใช้กลเทคนิคหลอกคน ความเสียหายทั่วโลกพุ่ง 15.47 ล้านล้านบาท เคทีซี เน้นเฝ้าระวังพฤติกรรมการใช้จ่าย ตั้งชมรมป้องกันทุจริตบัตรเครดิตระดับอุตสาหกรรม

เคทีซีมองโจทย์ใหม่ภัยการเงิน เมื่อมิจฉาชีพหลอกคนแทนเจาะระบบ

ระบบไม่ถูกเจาะ ไม่ได้แปลว่าเงินจะปลอดภัยเสมอไป หากมิจฉาชีพทำให้เจ้าของเงินเชื่อและกดยืนยันธุรกรรมด้วยตนเองได้ นี่คือโจทย์ที่ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญ ผ่านทีมงานที่เข้าใจกลโกง การเฝ้าระวังรายการผิดปกติ และความร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลทั้งธุรกรรมและข้อมูลสมาชิกให้ทันกับภัยการเงินที่เปลี่ยนไป

เว็บไซต์จองที่พักที่ดูเหมือนจริง ข้อความอ้างว่าบัญชีมีปัญหา หรือโทรศัพท์ที่เร่งให้โอนเงินทันที ล้วนใช้ความน่าเชื่อถือเป็นเครื่องมือ ก่อนชักจูงให้ผู้ใช้เปิดเผยข้อมูลหรืออนุมัติการชำระเงิน การป้องกันจึงต้องเข้าใจทั้งวิธีหลอกคนและเส้นทางธุรกรรม เพื่อจับสัญญาณความเสี่ยงให้ทัน

รายงานประเมินภัยฉ้อโกงทางการเงินทั่วโลก ปี 2569 ขององค์การตำรวจสากล (INTERPOL) อ้างอิงประมาณการของเครือข่ายต่อต้านการหลอกลวงระดับโลก (GASA) ว่า ความเสียหายทั่วโลกในปี 2568 อยู่ที่ 442,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 15.47 ล้านล้านบาท พร้อมระบุว่า มิจฉาชีพใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปลอมภาพและเสียงเพื่อแอบอ้างบุคคลที่เหยื่อไว้วางใจ ทำให้กลโกงแนบเนียนและขยายวงได้ง่ายขึ้น ความเสียหายนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด รายงานสถานการณ์การหลอกลวงทั่วโลก ปี 2568 ของ GASA พบว่า ร้อยละ 23 ของผู้ตอบแบบสำรวจ สูญเสียเงินจากการหลอกลวงในช่วง 12 เดือนก่อนการสำรวจ ตอกย้ำความสำคัญของการตรวจสอบก่อนทำธุรกรรม ควบคู่กับระบบช่วยเฝ้าระวังความเสี่ยง

โจทย์นี้กำลังได้รับความสำคัญในระดับโลก ผ่านกรอบความร่วมมือ “Bangkok Blueprint” ที่เปิดตัวในการประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยมุ่งยกระดับการป้องกันภัยทุจริต การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการติดตามเส้นทางเงินข้ามพรมแดน เพราะการหลอกลวงหนึ่งครั้งอาจเชื่อมโยงหลายแพลตฟอร์ม หลายบัญชี และหลายประเทศ การสกัดความเสียหายจึงต้องอาศัยความร่วมมือทั้งระบบ

เคทีซีให้ความสำคัญกับการรู้ทันภัยและเข้าดูแลให้ทันเวลา ทีมงานนำข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายมาช่วยเฝ้าระวังและตรวจจับรายการผิดปกติ เมื่อพบสัญญาณความเสี่ยงจะเร่งตรวจสอบ แจ้งเตือน และติดต่อสมาชิก พร้อมพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร และกระบวนการทำงานให้ตอบสนองต่อกลโกงใหม่ได้รวดเร็วขึ้น ความเชี่ยวชาญนี้ยังเชื่อมโยงกับบทบาทของนาย ไรวินทร์ วรวงษ์สถิตย์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานควบคุมงานปฏิบัติการและปฏิบัติการร้านค้า “เคทีซี” ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นประธานชมรมป้องกันทุจริตบัตรเครดิต สะท้อนความไว้วางใจให้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนงานป้องกันภัยทุจริตในระดับอุตสาหกรรม และนำประสบการณ์มาช่วยให้ประชาชนรู้ทันวิธีหลอกลวงที่เปลี่ยนไป

เคทีซีทำงานร่วมกับวีซ่าและพันธมิตรในอุตสาหกรรม รวมถึงร่วมสร้างความรู้ด้านภัยไซเบอร์กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อให้การดูแลครอบคลุมทั้งระบบชำระเงินและผู้ใช้บริการ โดยมีรางวัลด้านความปลอดภัยจากวีซ่าต่อเนื่อง 3 ปีเป็นอีกหนึ่งข้อมูลสนับสนุนการทำงานด้านนี้

เงินต้องได้รับการดูแล ข้อมูลก็เช่นกัน
เคทีซีมีระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2022 และระบบบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรฐาน ISO/IEC 27701:2019 พร้อมการตรวจประเมินจากภายนอกและอบรมบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การคุ้มครองข้อมูลอยู่ในกระบวนการทำงานทั่วองค์กร และลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงหรือใช้ข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต

สมาชิกสามารถร่วมดูแลความปลอดภัยผ่านแอปพลิเคชันเคทีซี โมบาย (KTC Mobile) ทั้งตรวจสอบรายการใช้จ่าย ควบคุมวงเงิน และอายัดบัตรเมื่อพบความผิดปกติ หากพบรายการที่ไม่ได้ทำด้วยตนเอง ควรรีบติดต่อเคทีซี โทร. 02 123 5000 เพื่อให้ทีมงานตรวจสอบโดยเร็ว

เคทีซียังชวนประชาชนยึดหลัก “ไม่รีบ ไม่บอก ไม่กด ก่อนตรวจสอบ” ไม่รีบโอนเงินตามคำเร่งเร้า ไม่บอกรหัสใช้ครั้งเดียว (OTP) หรือข้อมูลสำคัญแก่ผู้อื่น และไม่กดลิงก์จากข้อความที่ไม่แน่ใจ ควรตรวจสอบกับองค์กรที่ถูกอ้างชื่อผ่านช่องทางทางการด้วยตนเอง โดยไม่ใช้หมายเลขหรือลิงก์ที่ผู้ติดต่อส่งมา หากเผลอเปิดเผยข้อมูลบัตรหรือพบรายการที่ไม่ได้ทำ ให้รีบติดต่อผู้ออกบัตรเพื่อระงับการใช้งานและตรวจสอบ หากถูกหลอกให้โอนเงิน ให้รีบแจ้งธนาคารที่ใช้โอนและโทร. สายด่วน AOC 1441 พร้อมเก็บข้อความ หลักฐานการโอน และข้อมูลผู้ติดต่อไว้ประกอบการแจ้งความ การแจ้งเหตุเร็วช่วยเพิ่มโอกาสสกัดเส้นทางเงินก่อนถูกส่งต่อ

เคทีซีให้ความสำคัญกับความปลอดภัยตลอดทั้งกระบวนการ ทั้งทีมที่รู้ทันความเสี่ยง ระบบที่ช่วยตรวจจับ และคนที่พร้อมดูแลเมื่อเกิดเหตุ เพราะการทำธุรกรรมที่สะดวก ต้องมาพร้อมการดูแลเงินและข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้สมาชิกใช้บริการได้อย่างมั่นใจในทุกวัน

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือนทีมประกันสังคมก้าวหน้า!! บอร์ดประกันสังคมต้องอิสระ ชี้ชัยชนะสะท้อนความหวัง เตือนอย่าให้พรรคการเมืองแทรกแซง ย้ำเงินกองทุนต้องบริหารเพื่อผู้ประกันตน พร้อมยกเกาหลีใต้เป็นบทเรียนสำคัญ

อาจารย์อุ๋ย เตือนระเบิดเวลาประกันสังคม! ห้ามพรรคการเมืองครอบงำกองทุน ยกบทเรียนเกาหลีใต้ เงินบำนาญต้องไม่รับใช้การเมือง

16 ตุลาคม 2569 นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ระบุว่า 

“ชัยชนะของ “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” ในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม สะท้อนความไว้วางใจและความหวังของผู้ประกันตน ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับเลือกตั้ง พร้อมเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า อย่าปล่อยให้ความใกล้ชิดกับพรรคการเมืองกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ที่ย้อนกลับมาทำลายความมั่นคงของกองทุนและอนาคตของคนทำงาน

หัวใจของการบริหารเงินกองทุนคือความเป็นอิสระ โดยเฉพาะการลงทุนที่ต้องคำนึงถึงผลตอบแทน ความเสี่ยง และภาระจ่ายสิทธิประโยชน์ระยะยาว เงินทุกบาทต้องบริหารเพื่อผู้ประกันตน พรรคการเมืองไม่มีสิทธิเข้ามาสั่งการหรือกำหนดทิศทางการลงทุนเพื่อประโยชน์ของตนเอง

แนวทางการลงทุนกองทุนประกันสังคมของสมาคมประกันสังคมระหว่างประเทศ หรือ ISSA Guidelines on Investment of Social Security Funds ข้อ 3 เรื่อง “Bodies and their responsibilities” ระบุชัดเจนว่า

“The board, management and investing institution shall be independent from political interference as regards investment decisions and implementation.”

หมายความว่า “คณะกรรมการ ฝ่ายบริหาร และหน่วยงานลงทุน ต้องเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองในการตัดสินใจและดำเนินการลงทุน” พร้อมกำหนดให้เคารพกระบวนการจัดการและเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้วย 

คำว่า “การแทรกแซงทางการเมือง” ครอบคลุมทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน พรรคการเมืองใดที่เข้ามาสั่งการ กดดัน หรือชี้นำการลงทุนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ย่อมขัดต่อมาตรฐานดังกล่าว การเป็นฝ่ายค้านจึงไม่ได้ทำให้พรรคการเมืองได้รับข้อยกเว้นจากหลักความเป็นอิสระของกองทุน

ความใกล้ชิดระหว่างพรรคประชาชนกับทีมประกันสังคมก้าวหน้าปรากฏผ่านกิจกรรมสาธารณะ เช่น การลงพื้นที่ตลาดละลายทรัพย์ สีลม เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ซึ่งมีรายงานบทบาทของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในการรณรงค์เลือกตั้งร่วมกับทีมดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจึงต้องแสดงให้ชัดว่า ความสัมพันธ์นี้จะไม่กลายเป็นช่องทางส่งใบสั่งเข้ากองทุน

นโยบายของทั้งสองฝ่ายยังสอดคล้องกันหลายเรื่อง ทั้งการนำประกันสังคมออกจากระบบราชการ การบริหารโดยมืออาชีพ และการเปิดเผยข้อมูลการบริหารกับการประชุม พรรคประชาชนซึ่งประกาศลดการแทรกแซงทางการเมืองจึงต้องยึดหลักเดียวกันกับตนเอง กรรมการต้องมีอิสระพอที่จะปฏิเสธแรงกดดันจากพรรคที่สนับสนุนตนได้ 

ผลเสียของการเมืองครอบงำกองทุนกระทบถึงผู้ประกันตนโดยตรง หากเลือกลงทุนเพื่อเอื้อกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดหรือสนองวาระทางการเมือง เงินอาจไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่เสี่ยงเกินควรหรือให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า เมื่อกองทุนสูญเสียรายได้สะสม ความสามารถในการจ่ายบำนาญและสิทธิประโยชน์ย่อมถูกกดดัน และอาจนำไปสู่ข้อเสนอเพิ่มเงินสมทบหรือปรับเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ในอนาคต

อันตรายอีกด้านคือการเร่งเพิ่มสิทธิประโยชน์เพื่อสร้างคะแนนนิยม โดยไม่ประเมินรายรับ รายจ่าย และจำนวนผู้รับบำนาญอย่างรอบคอบ ภาระผูกพันอาจกินเวลาหลายสิบปี คนทำงานรุ่นต่อไปจึงเสี่ยงต้องแบกรับต้นทุนของความนิยมทางการเมืองในวันนี้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอาจถูกกดดันให้รับรองการตัดสินใจที่มีธงไว้แล้ว และเสียงเตือนเรื่องความเสี่ยงถูกลดความสำคัญ

เกาหลีใต้มีบทเรียนที่ไทยควรศึกษา ในการควบรวม Samsung C&T กับ Cheil Industries เมื่อปี 2558 กองทุนบำนาญแห่งชาติ หรือ NPS ซึ่งถือหุ้น Samsung C&T ถูกฝ่ายบริหารประเทศแทรกแซงกระบวนการตัดสินใจให้สนับสนุนการควบรวม ทั้งที่ที่ปรึกษาของกองทุนแนะนำให้คัดค้าน เพราะอัตราแลกหุ้นไม่สะท้อนมูลค่าทรัพย์สินอย่างเหมาะสมและเสียเปรียบผู้ถือหุ้น Samsung C&T เรื่องนี้กระทบผลประโยชน์ของกองทุนและลุกลามเป็นคดีอาญากับข้อพิพาทการลงทุนระหว่างประเทศ 

อดีตรัฐมนตรีสาธารณสุข มุนฮยองพโย และอดีตหัวหน้าฝ่ายลงทุน ฮงวานซอน ถูกพิพากษาว่ามีความผิดฐานใช้อำนาจโดยมิชอบและผิดหน้าที่ในการดูแลทรัพย์สินตามลำดับ โดยศาลสูงสุดเกาหลีใต้ยืนยันผลคดีในปี 2565 

บทเรียนสำหรับไทยคือ ต้องปิดช่องทางครอบงำให้ครบทั้งการใช้อำนาจรัฐกดดันและการใช้อิทธิพลผ่านกรรมการที่พรรคสนับสนุน ความเป็นอิสระต้องคุ้มครองกระบวนการตัดสินใจจากอำนาจทางการเมืองทุกช่องทาง เพื่อให้เงินของผู้ประกันตนได้รับการดูแลตามหลักวิชาชีพอย่างแท้จริง

กฎหมายไทยมีแนวป้องกันเรื่องนี้ในมาตรา 8/2 (9) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยกำหนดลักษณะต้องห้ามของกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา 8 และที่ปรึกษาตามมาตรา 8/1 ครอบคลุมตำแหน่งทางการเมือง ตำแหน่งท้องถิ่น และตำแหน่งในพรรคการเมืองตามที่กฎหมายระบุ พร้อมระยะเว้นวรรคไม่น้อยกว่าสามปี สะท้อนความสำคัญของการสร้างระยะห่างจากอำนาจการเมือง (senate.go.th⁠ )

ทีมประกันสังคมก้าวหน้าจึงต้องพิสูจน์ความเป็นอิสระผ่านการทำงานจริง เปิดเผยเหตุผลการลงทุน จัดการผลประโยชน์ทับซ้อน และประเมินความยั่งยืนก่อนเพิ่มภาระผูกพัน ความไว้วางใจจากการเลือกตั้งต้องตอบแทนด้วยความรับผิดชอบต่อเจ้าของเงิน

ผู้ประกันตนเลือกท่านเข้าไปเพื่อปกป้องอนาคตของเขา ทุกการตัดสินใจจึงต้องยึดประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นที่ตั้ง เงินประกันสังคมคือเหงื่อแรงและหลักประกันชีวิตของคนทำงาน พรรคการเมืองใดก็ไม่มีสิทธิเข้ามาถือรีโมตสั่งการกองทุน!”

https://www.facebook.com/share/p/1Q7QSfgVgm/?mibextid=wwXIfr

ขนลุกและดีใจมากๆที่คุณคริสตาลินา กิออร์กิเอวา (Kristalina Georgieva)

ขนลุกและดีใจมากๆที่คุณคริสตาลินา กิออร์กิเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จบสไลด์สุดท้าย ขอบการปาฐกถากับ ผู้นำเศรษฐกิจจาก 190 ประเทศ ในวันประชุมใหญ่ ด้วยภาพนี้ครับ

ปลื้มใจที่ Royal Pavilion เฉลิมพระเกียรติ ที่ทางทีมทำงานกันอย่างทุ่มเทมานานได้มีส่วนช่วยนำพาให้เกิด“ภาพนี้” วันนี้ครับ

สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1658796206259399&id=100063871053873&post_id=100063871053873_1658796206259399&rdid=x3FLxkoyIFYQArrU#

เชลล์กวาด 3 รางวัลห้องน้ำยอดเยี่ยม!! สถานีเชลล์คว้ารางวัลสุดยอดห้องน้ำปี 2569 3 แห่ง ในกรุงเทพฯ ได้รับรางวัลคุณภาพ ยึดหลัก H.A.S. เสริมความสะอาดปลอดภัย มุ่งสร้างประสบการณ์ดีลูกค้าทุกครั้ง

เชลล์คว้ารางวัล “สุดยอดห้องน้ำแห่งปี 2569” ตอกย้ำมาตรฐานการบริการ
ใส่ใจทุกประสบการณ์ ให้ลูกค้า “วางใจเมื่อใช้เชลล์”

กรุงเทพฯ – 16 ตุลาคม 2569 สถานีบริการน้ำมันเชลล์คว้า 3 รางวัล “สุดยอดห้องน้ำแห่งปีของกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2569” สะท้อนความมุ่งมั่นของเชลล์ ในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกจุดบริการ ไม่เพียงด้านคุณภาพน้ำมัน แต่รวมถึงความสะอาด ความปลอดภัย และความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง โดยสถานีบริการน้ำมันเชลล์ เติมบุญ เต็มธรรม (เขตคลองสามวา) ได้รับรางวัล “สุดยอดห้องน้ำแห่งปีของกรุงเทพมหานคร” ขณะที่สถานีบริการน้ำมันเชลล์ น้อยเพิ่มปิโตรเลียม (เขตประเวศ) และสถานีบริการน้ำมันเชลล์ นำรุ่งเรือง 1992 (เขตคลองเตย) ได้รับรางวัล “ห้องน้ำมาตรฐานดีเด่น”

รางวัล “สุดยอดห้องน้ำแห่งปีของกรุงเทพมหานคร” สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างเชลล์และผู้ประกอบการสถานีบริการในการดูแลและพัฒนาห้องน้ำให้มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย และพร้อมรองรับผู้ใช้บริการทุกกลุ่ม โดยการพิจารณาจากมาตรฐาน H.A.S. ของกรมอนามัย ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ ด้านความสะอาด (Health) ความพร้อมในการเข้าถึง (Accessibility) และความปลอดภัย (Safety)

สอดคล้องกับแนวทางการดูแลพัฒนาห้องน้ำของเชลล์ ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกในการใช้งานสำหรับผู้ใช้บริการทุกกลุ่ม ความปลอดภัยและสุขอนามัย ตลอดจนการออกแบบที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยเชลล์ยังได้จัดทำคู่มือ “Make it Shine” เพื่อกำหนดแนวทางการดูแลความสะอาดของสถานีบริการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในสถานีบริการ เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอทั่วประเทศ

ความสำเร็จในปีนี้ยังเป็นการต่อยอดจากปี 2568 ซึ่งสถานีบริการน้ำมันเชลล์ได้รับทั้งรางวัล “สุดยอดห้องน้ำแห่งปี” และ “ห้องน้ำมาตรฐานดีเด่น” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการรักษาและยกระดับมาตรฐานด้านสุขอนามัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับประสบการณ์ที่ดีในทุกครั้งที่แวะสถานีบริการเชลล์

การได้รับรางวัลทั้ง 3 รางวัลในปีนี้ จึงเป็นอีกบทพิสูจน์ถึงความร่วมมือระหว่างเชลล์และผู้ประกอบการสถานีบริการ ที่มุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการบริการในทุกจุด เพื่อมอบประสบการณ์เดินทางที่ดียิ่งขึ้นให้กับทุกคนที่แวะมาที่สถานีบริการเชลล์ ตามแนวคิด “Make Life's Journey Better - เติมสุขให้ทุกชีวิต” สะท้อนความมุ่งมั่นของเชลล์ตลอดระยะเวลากว่า 134 ปีในประเทศไทย ในการร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อสร้างมาตรฐานการบริการที่ผู้ใช้บริการสามารถ “วางใจเมื่อใช้เชลล์” ได้ในทุกการเดินทาง

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
ที่ยอดเยี่ยม ไหนๆ เราก็อยู่กัน
ที่นี้แล้ว อย่าลืมออกไป ช้อปปิ้งด้วย

ผู้อำนวยการ IMF Kristalina Georgieva

สถิติ 28 ล้านปอนด์ ที่พังไม่เป็นท่า จากคำสรรเสริญของเพื่อนร่วมทีมสู่ฝันร้ายใน พรีเมียร์ลีก เมื่อความเร็ว และร่างกายกลายเป็นอุปสรรค “เวรอน” ดีลที่ล้มเหลว หรือเหยื่อของแท็กติก ?

“ฮวน เซบาสเตียน เวรอน” เมื่อ โคตรจอมทัพไม่ตอบโจทย์ พรีเมียร์ลีก
ย้อนกลับไปในช่วงซัมเมอร์ปี 2001 ซึ่งเป็นยุคที่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังเดือดพล่าน และมีดีลการซื้อขายนักเตะครั้งสำคัญที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก

แมนฯ ยูไนเต็ด แชมป์พรีเมียร์ลีกภายใต้การคุมทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตัดสินใจทุบสถิติค่าตัวย้ายทีมของเมืองผู้ดี กระชากตัว ฮวน เซบาสเตียน เวรอน จอมทัพทีมชาติอาร์เจนตินา จาก ลาซิโอ มาสู่ถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 28 ล้านปอนด์

ในยุคนั้น เวรอน ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองกลางที่เก่งที่สุดในโลก จากทักษะที่ยอดเยี่ยม การผ่านบอลเฉียบขาด วิสัยทัศน์ระดับพระกาฬ ซึ่งทุกคนต่างคิดว่านี่คือการยกระดับ “ปีศาจแดง” ไปอีกขั้นเพื่อล่าแชมป์ยุโรป

แต่ใครจะไปคาดคิดว่า ดีลที่ดูเพอร์เฟกต์ขนาดนี้จะจบลงด้วยความล้มเหลว จนถูกสื่ออังกฤษยกให้เป็นหนึ่งในการซื้อขายที่น่าผิดหวังที่สุดในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก
ความหวัง ความตื่นเต้น และคำสรรเสริญจากเพื่อนร่วมทีม

บรรยากาศวันแรกที่ เวรอน ย้ายมาดูอบอุ่น และเต็มไปด้วยความหวัง สื่อมวลชนต่างฟันธงว่านี่คือการปฏิวัติแท็กติกครั้งสำคัญของ “เฟอร์กี้”

ความเก่งกาจของ เวรอน ไม่ใช่มาจากสื่อเพียงอย่างเดียว แต่ยังสอดคล้องกับคำพูดของเพื่อนร่วมทีมอย่าง นิกกี้ บัตต์ อดีตกองกลางพันธุ์บู๊ของ แมนฯ ยูไนเต็ด เช่นกัน

“วันแรกที่ เวรอน เดินเข้ามาที่สโมสร ผมนั่งดูเขาซ้อมแล้วคิดในใจว่า ตัวเองคงไม่มีทางได้ลงสนามให้อีกแล้วล่ะ เพราะ เวรอน คือคนที่เก่งที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา การจ่ายบอล การคุมจังหวะ เทคนิค วิสัยทัศน์ ในสนามซ้อมมันเหนือชั้นจริง ๆ” บัตต์ เปิดใจ

ช่วงเปิดฤดูกาล เวรอน ลงเล่น 8 นัดแรก ยิงไปถึง 4 ประตู พร้อมคว้ารางวัล นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือน (Player of the Month) ของ พรีเมียร์ลีก ไปครองได้ทันที ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวย จนกระทั่งจุดเปลี่ยนค่อย ๆ คลืบคลานเข้ามา

ทำไม เซอร์ อเล็กซ์ ถึงอยากได้ เวรอน ?
เหตุผลที่ทำให้กุนซือระดับตำนานอย่าง เฟอร์กูสัน ดึงดันอยากได้ เวรอน มาร่วมทีม ทั้งที่มี รอย คีน และ พอล สโคลส์ ยืนในแดนกลางอยู่แล้ว มีต้นเหตุมาจากความเจ็บปวดในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2000

ตอนนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด พ่ายให้กับ เรอัล มาดริด ด้วยสกอร์รวม 2-3 ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย “เฟอร์กี้” มานั่งคิดทบทวนถึงระบบ 4-4-2 แบบดั้งเดิมที่ใช้มาตลอด และมองเห็น มาดริด เล่นระบบ 4-3-3 โดยมี กองกลาง 3 คน อย่าง ซาวิโอ, สตีฟ แม็คมานามาน และ เฟร์นานโด เรดอนโด คุมเกมได้อย่างไหลลื่น จน รอย คีน กับ สโคลส์ เล่นไม่ออก

เฟอร์กี้ มองว่า หากต้องการไปให้ถึงจุดสูงสุดในยุโรป ทีมต้องมีกองกลางระดับโลกที่มีสไตล์แตกต่างออกไป และชื่อของ เวรอน คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุดในเวลานั้น
เมื่อความเร็ว และร่างกายกลายเป็นฝันร้าย
ปัญหาใหญ่ของนักเตะจากอเมริกาใต้หรือ กัลโช เซเรีย อา ในยุคนั้นเมื่อย้ายมาอังกฤษ คือ สปีดบอล และ ความเข้มข้นทางกายภาพ

ฟุตบอลอิตาลีเน้นแท็กติก การอ่านเกม การยืนตำแหน่ง และไม่ได้วิ่งสู้ฟัดตลอด 90 นาที แต่พอมาพรีเมียร์ลีก เวรอน แทบไม่มีเวลาจับบอล และหาไอเดียในการสร้างสรรค์เกม เพราะถูกคู่แข่งพุ่งเข้าใส่ ปะทะ และประชิดตัวตลอดเวลา

เวรอน เคยเปิดใจในภายหลังว่า สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่เรื่องแท็กติก แต่คือ สภาพร่างกาย ฟุตบอลอังกฤษ ไม่มีช่วงพักฤดูหนาวเหมือนอิตาลี โดยเฉพาะช่วงคริสต์มาส และปีใหม่ที่โปรแกรมชุกมาก
เวรอน ยอมรับว่าช่วง 6 เดือนแรกเขายังพอประคับประคองตัวได้ แต่พอพ้นเดือนธันวาคม ร่างกายก็เริ่มล้าจนรักษาฟอร์มการเล่นให้สม่ำเสมอไม่ได้อีกต่อไป

4-4-2 กลับมา และคำปกป้องจากป๋า
หลังจากเกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด พ่ายคาบ้านให้กับ โบลตัน วันเดอเรอร์ส 1-2 เฟอร์กี้ เริ่มตระหนักว่า การฝืนปรับระบบทีมเพื่อรองรับ เวรอน อาจไม่คุ้มค่า สุดท้ายจึงตัดสินใจพับแผน แล้วกลับไปใช้ระบบดั้งเดิมอย่าง 4-4-2 โดยให้ คีน ยืนคู่กับ สโคลส์ เหมือนเดิม

เมื่อระบบเปลี่ยน โอกาสลงสนามของ เวรอน ก็ลดน้อยลง ฟอร์มการเล่นเริ่มดร็อปลง จนกลายเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อมวลชนอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่น่าจดจำที่สุดคือ การแสดงออกของ เฟอร์กี้ ในงานแถลงข่าวเดือนพฤษภาคม เมื่อนักข่าวจี้ถามถึงฟอร์มการเล่นของ เวรอน
เฟอร์กี้ ถึงกับฟิวส์ขาด “เขา (เวรอน ) เป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมมาก และพวกคุณก็เอาแต่วิจารณ์เขา พวกคุณมันเป็นไอ้พวกโง่”

พูดจบ เฟอร์กี้ ก็ลุกเดินออกจากห้องแถลงข่าวทันที นั่นคือการปกป้องลูกทีมที่แข็งกร้าว แต่สุดท้ายความรัก และการปกป้องของผู้จัดการทีมก็ไม่อาจฝืนกระแสฟอร์มการเล่นที่น่าผิดหวังในสนามได้
การอำลาโอลด์ แทรฟฟอร์ด และรอยแผลที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์

ในปี 2003 เซอร์ อเล็กซ์ ตัดสินใจปล่อยตัว เวรอน ให้กับ เชลซี ด้วยราคา 16 ล้านปอนด์ ขาดทุนจากตอนซื้อมาเกือบครึ่ง หนังสือพิมพ์ The Times ถึงกับพาดหัวว่า เป็นหนึ่งในการทำธุรกิจที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

ชีวิตการค้าแข้งของ เวรอน ที่ลอนดอนก็ไม่ได้ดีขึ้น เขาลงเล่นให้ เชลซี ไปเพียง 7 นัด ยิงได้ 1 ประตู ก่อนจะถูกส่งให้ อินเตอร์ มิลาน ยืมตัว และย้ายกลับบ้านเกิดไปอยู่กับ เอสตูเดียนเตส จนกระทั่งแขวนสตั๊ดในปี 2017

เวรอน ล้มเหลวจริงหรือ ?
หากมองย้อนกลับไปในวันนี้ เรื่องราวของ ฮวน เซบาสเตียน เวรอน กับ พรีเมียร์ลีก ไม่ได้มีเพียงแค่คำว่า “ล้มเหลว” เพราะมันเกิดจากหลายปัจจัยผสมกัน ทั้งความกดดันจากค่าตัวมหาศาล การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ และสปีดฟุตบอลอังกฤษที่ไม่รอใคร

เวรอน อาจไม่ใช่ดีลที่ประสบความสำเร็จในแง่ของถ้วยรางวัล หรือฟอร์มการเล่นระยะยาว แต่สำหรับแฟนบอล “ปีศาจแดง” หลายคนที่ทันดูยุคนั้น เชื่อว่ายังคงจดจำภาพกองกลางจอมเทคนิคสวมเสื้อเบอร์ 4 วิ่งคุมเกมในสนามด้วยความสง่างามได้เสมอ แม้สุดท้ายมันจะไม่ใช่บทสรุปที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโรงละครแห่งความฝันก็ตาม

เรื่อง : Che GuevarA

'พีระพันธุ์' ฟาดราคาน้ำมันไทยสวนทางตลาดโลก!! ราคาน้ำมันโลกปรับลดลง แต่ไทยกลับพุ่งไม่หยุด ราคาดีเซลทะลุ 42 บาท จี้เลิกอ้างราคาสิงคโปร์ เร่งออกกฎหมาย ให้ใช้ต้นทุนจริงกำหนดราคาที่เป็นธรรม

“พีระพันธุ์” กางตัวเลขราคาน้ำมันโลกขาลง แต่ราคาไทยสวนทาง หลังดีเซลพุ่ง 42 บาท/ลิตร ขณะที่เบนซินทะลุ 41 บาท/ลิตร จี้รัฐบาลเลิกอ้างอิงราคาสิงคโปร์ เร่งออกกฎหมายกำกับธุรกิจน้ำมัน หันใช้ต้นทุนจริงกำหนดราคาที่เป็นธรรม

วันที่ 16 ตุลาคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในช่วงวิกฤตน้ำท่วม โดยระบุว่าจากการลงพื้นที่ช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ประชาชนจำนวนมากไม่ได้เผชิญเพียงความเสียหายจากน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง การประกอบอาชีพ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะพยายามดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน แต่ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น โดยเฉพาะแนวทางการขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้ปรับลดค่าการกลั่น ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างราคาน้ำมันได้อย่างแท้จริง เนื่องจากต้นเหตุสำคัญอยู่ที่การนำราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์มาใช้อ้างอิงในการกำหนดราคาน้ำมันภายในประเทศไทย

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ราคาน้ำมันที่อ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์ไม่ใช่ราคาน้ำมันดิบ แต่เป็นราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ผ่านกระบวนการกลั่นแล้ว โดยสิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศกลั่นน้ำมันต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเช่นเดียวกับไทย ก่อนนำมากลั่นและส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ไม่มีโรงกลั่นน้ำมันเป็นของตนเอง ขณะที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่ง มีกำลังการกลั่นรวมมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และผลิตน้ำมันเพื่อรองรับความต้องการใช้ภายในประเทศเป็นหลัก จึงตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการนำราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์มาเป็นเกณฑ์อ้างอิง ทั้งที่ไทยมีศักยภาพในการกลั่นน้ำมันภายในประเทศ

“สิงคโปร์ซื้อน้ำมันดิบมากลั่นแล้วขายน้ำมันสำเร็จรูปเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศเขา แต่ประเทศไทยเรามีโรงกลั่นของเราเอง ผลิตน้ำมันเพื่อให้คนไทยใช้ แล้วทำไมเราต้องไปเอาราคาที่สิงคโปร์ขายให้ประเทศอื่นมาเป็นราคาของคนไทย การอ้างอิงราคาสิงคโปร์จึงเป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าต้องยกเลิก” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลกว่า ในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดยราคาน้ำมันดิบในตลาดดูไบและตลาดเบรนท์ ซึ่งปรับลดลงจากระดับกว่า 120 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล มาอยู่ที่ประมาณ 109 และ 104 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ตามลำดับ

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์จะปรับลดลงในบางช่วง แต่ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยกลับปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ใช้การอ้างอิงราคาสิงคโปร์ โดยในช่วงต้นเดือนตุลาคม ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 41.44 บาท/ลิตร แต่ปัจจุบันกลับเพิ่มขึ้นเป็น 42.94 บาท/ลิตร ขณะที่น้ำมันเบนซินจาก 39.94 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้นเป็น 41.44 บาท/ลิตร

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาที่ควรได้รับการตรวจสอบในโครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศไทย โดยเฉพาะหลักเกณฑ์การกำหนดราคาที่ควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการผลิตและจำหน่ายน้ำมันภายในประเทศ มากกว่าการอ้างอิงราคาจากตลาดต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

สำหรับสถานการณ์พลังงานระหว่างประเทศ นายพีระพันธุ์ยังระบุว่า แนวโน้มการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซีย และความเป็นไปได้ในการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย อาจส่งผลให้มีปริมาณน้ำมันเข้าสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้น และช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านราคาพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางได้ในระยะต่อไป

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ ยืนยันว่า แนวทางแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันจำเป็นต้องยกเลิกการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ และออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลการประกอบธุรกิจน้ำมันตามที่ตนเคยเตรียมดำเนินการในระหว่างดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.พลังงาน ส่วนในด้านโครงสร้างต้นทุนและหลักเกณฑ์การกำหนดราคา ต้องออกกฎหมายเพื่อบังคับให้ผู้ค้าน้ำมันเปิดเผยต้นทุนที่แท้จริง และใช้วิธี Cost Plus คือต้นทุนจริงบวกด้วยกำไรที่เหมาะสม เพื่อกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ให้ได้ราคาที่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตและความเป็นธรรมด้านพลังงาน

“ผมยืนยันมาตลอดว่าต้องนำต้นทุนที่แท้จริงมาใช้ในการกำหนดราคาน้ำมัน และต้องมีกฎหมายกำกับดูแลการประกอบธุรกิจน้ำมันอย่างจริงจัง เพราะประเทศไทยมีโรงกลั่นเป็นของตัวเอง เราไม่ได้ผลิตน้ำมันเพื่อส่งออกไปแข่งขันกับสิงคโปร์ แต่ผลิตเพื่อให้คนไทยใช้ จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องนำราคาขายของสิงคโปร์มาเป็นเกณฑ์กำหนดราคาภายในประเทศ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

ธรรมศาสตร์ เดินหน้ายกระดับศูนย์ธรรมรักษ์!! เปิดศูนย์เฉพาะทางผู้สูงอายุครบวงจร ใช้งบกว่า 600 ล้านบาทสร้างอาคารใหม่ รองรับเตียงผู้สูงอายุ 120 เตียง พร้อมเปิดที่พักระยะยาวในปี 2570

ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ คือโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านผู้สูงอายุของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 40 ไร่ ริมถนนพหลโยธิน ในซอยคลองหลวง 25 ก่อนถึง ม.กรุงเทพ ห่างจาก มธ. ศูนย์รังสิต ประมาณ 5 กม.

ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ เปิดดำเนินการมาแล้วเป็นเวลา 7 ปี ในลักษณะศูนย์ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง (Palliative care) กับดูแลผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลระยะยาวหรือที่ต้องพักฟื้นเป็นเวลานาน โดยการก่อสร้างปรับปรุงพื้นที่ที่สะดวกสบายและกว้างขวาง สร้างเป็นอาคารสองชั้นขนาด 20 ห้องผู้ป่วย โดยใช้งบประมาณดำเนินการรวมเกือบ 200 ล้านบาท

ในเดือนกรกฎาคม 2569 ศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์ได้เปิดใช้อาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ เป็นอาคารหกชั้น มีพื้นที่เกือบ 10,000 ตารางเมตร โดยใช้งบประมาณอีกเกือบ 400 ล้านบาท และเปิดอาคารศูนย์ทันตกรรมผู้สูงอายุที่มียูนิตทันตกรรมถึง 10 ยูนิตอีกอาคารหนึ่งพร้อม ๆ กัน เพื่อให้บริการผู้ป่วยผู้สูงอายุได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ และได้เปิดคลินิค OPD ผู้สูงอายุทุกวันราชการ เพื่อทำการตรวจรักษาผู้ป่วยโดยอาจารย์แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ตลอดจนได้เปิดศูนย์กายภาพบำบัด และการฟื้นฟูสมรรถนภาพ กับศูนย์ daycare สำหรับกิจกรรมของผู้สูงอายุในศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ด้วย

ในอาคารเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ มีห้องผู้ป่วยที่สามารถรองรับผู้ป่วยผู้สูงอายุได้ถึง 120 เตียง และยังเตรียมพื้นที่ชั้นหกของอาคารให้เป็นที่พักอาศัยระยะยาวของผู้สูงอายุที่ยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้อีกจำนวน 20 ยูนิตด้วย

การเปิดใช้อาคารสำหรับการพักอาศัยระยะยาวของผู้สูงอายุซึ่งโรงพยาบาลธรรมศาสตร์จะดำเนินการร่วมกับคณะพยาบาลศาสตร์ มธ. จะเริ่มรับผู้เข้าพักในปี 2570 พร้อมๆกับการเปิดหน่วย ICU ผู้สูงอายุ ที่ยังคงต้องพึ่งพาท่อช่วยหายใจ โดยย้ายจากการครองเตียงในห้อง ICU ปกติของโรงพยาบาลซึ่งมีความขาดแคลนอย่างยิ่งยวดในขณะนี้ จะทำให้ศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์เป็นโรง

พยาบาลผู้สูงอายุครบวงจรอย่างแท้จริงแห่งแรกของประเทศ เพื่อรองรับการเข้าสู่สถานะการเป็นประเทศผู้สูงอายุยิ่งยวด ของประเทศไทย ตามนิยามของ WHO ในปี พ.ศ. 2572

ธรรมศาสตร์ยังคงทำหน้าที่ ตามปณิธานของ การจัดตั้งมหาวิทยาลัยแห่งนี้เมื่อ 92 ปีก่อน ในฐานะมหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้ประชาชนและสังคมไทย อย่างมั่นคงต่อเนื่องตลอดมา

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์
นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ที่มา : https://www.facebook.com/100057043646443/posts/1616463133598459/?rdid=Za9Xujhu1zt2sSHQ#

จีนปลุกพลังนักวิทย์รุ่นจิ๋ว มณฑลซินเจียง!! เทศกาลวิทยาศาสตร์ตะวันตก เด็กนักเรียนเมืองอุรุมชีร่วมกิจกรรม ทดลองและเรียนรู้เทคโนโลยีต่าง ๆ เน้นหุ่นยนต์เสริมประสบการณ์จริง

อุรุมชี, 15 ต.ค. (ซินหัว) -- นักเรียนร่วมกิจกรรมภายในเทศกาลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในเมืองอุรุมชี เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน โดยภายในงานมีกิจกรรมทดลองทางวิทยาศาสตร์หลากหลายรูปแบบ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้และสัมผัสกับสารพัดเทคโนโลยี ซึ่งรวมถึงการทดลองใช้หุ่นยนต์อย่างใกล้ชิด

ที่มา : Xinhua

16 ตุลาคม 2336 ‘มารี อ็องตัวแน็ต’ ราชินีฝรั่งเศสองค์สุดท้าย ถูกประหารด้วยกิโยตีน ผลพวง ‘การปฏิวัติฝรั่งเศส’

มารี อ็องตัวแน็ต (Marie Antoinette) นามเดิมตอนประสูติคือ อาร์ชดัชเชสมารีอา อันโทนีอา โยเซฟา โยฮันนา (Maria Antonia Josepha Johanna)

มารี อ็องตัวแน็ต เป็นพระราชธิดาในจักรพรรดิฟรันซ์ที่ 1 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ แกรนด์ดยุกแห่งตอสคานา (ราชวงศ์ลอแรน) กับจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา แห่งฮังการีและโบฮีเมีย อาร์ชดัชเชสแห่งออสเตรีย (ราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค) พระราชสมภพเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1755 เป็นพระธิดาองค์ที่ 14 ในจำนวน 16 พระองค์ของพระบิดาและพระมารดา

พระนางมารี อ็องตัวแน็ต (Marie Antoinette) องค์หญิงจากออสเตรีย วัย 14 ชันษา ถูกส่งตัวมาฝรั่งเศส จากนั้นอภิเษกสมรสกับ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 (Louis XVI) ในปี ค.ศ. 1770 เป็นการเชื่อมอำนาจระหว่าง ออสเตรีย-ฝรั่งเศส สองผู้ยิ่งใหญ่ในยุโรปแห่งศตวรรษที่ 18 แต่วิถีชีวิตที่อยู่กับความมั่งคั่งจากมรดกของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14-15 กลายเป็นความฟุ้งเฟ้อ หรูหรา และลงท้ายด้วยการถูกประชาชนประณาม ถึงการใช้ทรัพย์สินในท้องพระคลัง จนเกือบถึงขั้นล้มละลาย ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่อยู่อย่างลำบากยากแค้น ปัญหาเศรษฐกิจที่แก้ไม่ออก จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวปฏิวัติโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และล้มล้างสถาบันกษัตริย์ เพื่อสถาปนาระบอบสาธารณรัฐขึ้นมาแทน

นอกจากการถูกฝ่ายฝักใฝ่สาธารณรัฐ เกลียดชังในความฟุ้งเฟ้อ พระนางมารี อ็องตัวแน็ต ยังถูกเรื่องฉาวข่าวลือซุบซิบในราชสำนักไม่ว่างเว้น และหนึ่งในเรื่องที่เล่าขานต่อๆ กันมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือพระนางมารี กับความสัมพันธ์ลับๆ กับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นชู้รัก เคานต์ แอ็กเซิล ฟอน แฟร์ซอง (Axel von Fersen) เอกอัครราชทูตสวีเดน ซึ่งมาประจำการที่พระราชวังแวร์ซาย ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1774
ข่าวลือเรื่องชู้รักรุนแรงถึงขั้นที่กล่าวกันว่า องค์รัชทายาท หลุยส์ที่ 18 (Dauphin Louis XVII เกิดปีค.ศ. 1785-เสียชีวิต ปี ค.ศ. 1795) นั้นเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของแฟร์ซอง ไม่ใช่ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 โดยพบจดหมายที่ทั้งสองเขียนถึงกันหลายฉบับ เนื้อหาในจดหมายส่วนใหญ่เป็นการบอกข่าวความเป็นอยู่อย่างยากลำบากในสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียด และความพยายามขอความช่วยเหลือจากพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อหนีจากเงื้อมมือคณะปฏิวัติ รวมทั้งการติดต่อขอความช่วยเหลือจากเหล่าผู้ปกครองราชวงศ์และขุนนางในยุโรป

หลังเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของฝรั่งเศส ในฐานะนักโทษของแผ่นดิน พระนางมารี อ็องตัวแน็ต ถูกกักบริเวณหรือจองจำอยู่ในพระราชวังตุยเลอรี ก่อนที่จะถูกสมัชชาแห่งชาติของคณะผู้นำการปฏิวัติฝรั่งเศสดำเนินคดีและพิพากษาประหารชีวิตบนแท่นกิโยตีนในวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2336 (ค.ศ. 1793) ในข้อหาผู้ทรยศโกงชาติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top