Saturday, 18 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

ถอนรายชื่อแล้วจบหรือ? เพิกถอนคนทุจริตคือจุดเริ่มต้น คดีโกงสอบท้องถิ่นสะเทือนระบบราชการ 5,814 รายชื่อผิดปกติ แต่บทพิสูจน์รัฐบาลคือปิดช่องโกงสอบราชการให้ได้จริง คำถามใหญ่ไม่ใช่ใครโกง แต่ใครทำให้ระบบถูกโกงได้หลายพันราย

โกงสอบท้องถิ่น 5,814 รายชื่อ

ถอนคนผิดแล้วจบหรือ? เมื่อความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องสอบ

กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และระบบราชการไทย

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเรื่องของคนกลุ่มหนึ่งพยายามโกงข้อสอบเพื่อให้ตัวเองมีงานทำ แต่เป็นข้อกล่าวหาเกี่ยวกับขบวนการที่อาจเชื่อมโยงตั้งแต่ผู้มีหน้าที่จัดสอบ ผู้แก้ไขคะแนน นายหน้าเรียกรับเงิน ไปจนถึงผู้เข้าสอบที่ได้รับประโยชน์จากคะแนนซึ่งถูกเปลี่ยนแปลง

จากการตรวจสอบผู้ที่ได้รับการเรียกบรรจุแล้วกว่า 15,000 ราย กระทรวงมหาดไทยเปิดเผยในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ว่า พบประมาณ 5,000 รายที่คะแนนประกาศไม่ตรงกับไฟล์ภาพกระดาษคำตอบ ก่อนที่ข้อมูลล่าสุดจะระบุจำนวนรายชื่อซึ่งพบความผิดปกติและถูกส่งให้พิจารณาเพิกถอนการบรรจุอยู่ที่ 5,814 ราย โดยคณะกรรมการกลางที่เกี่ยวข้องมีกำหนดพิจารณาในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569

ตัวเลขดังกล่าวมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะอธิบายว่าเป็นเพียงความผิดพลาดทางเทคนิค หรือความบกพร่องเฉพาะจุดโดยไม่ตรวจสอบอย่างถึงที่สุด

แต่ในเวลาเดียวกัน สังคมต้องแยกให้ออกระหว่างคำว่า “รายชื่อที่พบความผิดปกติ” กับ “ผู้กระทำผิดที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว” เพราะผู้ที่ถูกตรวจสอบแต่ละรายต้องได้รับสิทธิชี้แจงและพิจารณาจากหลักฐานเป็นรายบุคคล ไม่ควรถูกเหมารวมว่ามีเจตนาทุจริตทั้งหมดก่อนกระบวนการสิ้นสุด

จากข้อสอบหนึ่งชุด สู่ข้อกล่าวหาทั้งขบวนการ

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 สำนักงาน ป.ป.ช. มีมติรับกรณีดังกล่าวไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษ โดยระบุว่ามีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการแก้ไขคะแนนสอบและเรียกรับเงินจากผู้สมัคร เพื่อช่วยเหลือให้สอบผ่าน

กลุ่มบุคคลที่ ป.ป.ช. เตรียมตรวจสอบไม่ได้มีเพียงผู้เข้าสอบ แต่ครอบคลุมถึงผู้บริหารระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดสอบและประกาศผล กลุ่มผู้แก้ไขคะแนน นายหน้า และบุคคลอื่นที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยจะประสานความร่วมมือกับตำรวจและกรมสอบสวนคดีพิเศษด้วย

ข้อกล่าวหาเหล่านี้ยังต้องผ่านกระบวนการไต่สวน และผู้ถูกกล่าวหายังคงต้องได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาถึงที่สุด

อย่างไรก็ตาม ขอบเขตของการสอบสวนสะท้อนว่า ปัญหาครั้งนี้ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงคำถามว่า “ผู้เข้าสอบคนใดโกง” แต่ต้องตรวจสอบไปถึงว่า ระบบถูกออกแบบและควบคุมอย่างไร จึงเปิดช่องให้บุคคลภายนอกหรือเจ้าหน้าที่บางส่วนสามารถเข้าไปแตะต้องข้อมูลคะแนนได้

เพิกถอน 5,814 ราย อาจเป็นเพียงการแก้ปลายเหตุ

หากตรวจสอบแล้วพบว่าบุคคลใดได้เข้ารับราชการโดยอาศัยคะแนนที่ถูกแก้ไข การเพิกถอนการบรรจุเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะตำแหน่งนั้นอาจได้มาโดยไม่ชอบ และยังเป็นการแย่งโอกาสจากผู้เข้าสอบที่ทำคะแนนได้อย่างสุจริต

แต่การนำผู้ได้ประโยชน์ออกจากตำแหน่งเพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถถือได้ว่ารัฐแก้ไขปัญหาครบถ้วนแล้ว

รัฐบาลต้องตอบคำถามอย่างน้อยว่า

ใครเป็นผู้อนุมัติกระบวนการจัดสอบ ใครควบคุมข้อมูลต้นฉบับ ใครสามารถเข้าถึงไฟล์คะแนน ใครตรวจรับงานของผู้จัดสอบ และเหตุใดระบบตรวจสอบภายในจึงไม่พบความผิดปกติก่อนประกาศผลและเรียกบรรจุคนจำนวนมาก

คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของรัฐบาลระบุว่าจะตรวจสอบตั้งแต่ขั้นเตรียมการสอบ การจัดทำข้อกำหนดการจ้าง การออกและเก็บรักษาข้อสอบ ขั้นตอนระหว่างสอบ ตลอดจนการตรวจ ประมวลผล และประกาศคะแนน โดยให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และมีกำหนดดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

หากตรวจพบว่าระบบมีช่องโหว่ แต่ผู้มีหน้าที่กำกับดูแลไม่ต้องรับผิดชอบเลย การดำเนินการกับผู้เข้าสอบปลายทางก็อาจกลายเป็นเพียงการตัดกิ่ง โดยปล่อยให้รากของปัญหายังคงอยู่

คนสอบสุจริตคือผู้เสียหายที่ไม่ควรถูกลืม

คนที่ได้รับความเสียหายโดยตรงไม่ได้มีเพียงรัฐหรือหน่วยงานที่เสียชื่อเสียง แต่รวมถึงผู้สมัครสอบจำนวนมากที่เตรียมตัว อ่านหนังสือ เสียค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ด้วยความหวังว่าจะได้รับโอกาสจากการแข่งขันที่เป็นธรรม

หากตำแหน่งหนึ่งถูกมอบให้กับผู้ที่ได้คะแนนจากการแก้ไข ย่อมหมายความว่าอีกคนหนึ่งซึ่งควรได้รับการเรียกบรรจุอาจเสียโอกาสไป

รัฐบาลจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การประกาศรายชื่อผู้ถูกเพิกถอน แต่ต้องจัดทำกระบวนการคืนความเป็นธรรมให้ผู้สอบสุจริต เช่น การตรวจคะแนนใหม่จากหลักฐานต้นฉบับ การจัดลำดับบัญชีใหม่ และการพิจารณาว่าผู้เสียโอกาสควรได้รับสิทธิหรือการเยียวยาอย่างไร

ประเด็นนี้ซับซ้อนกว่าการให้สอบใหม่ทั้งหมด เพราะการสอบใหม่อาจสร้างภาระซ้ำให้ผู้สมัครที่ไม่ได้ทำอะไรผิด และอาจไม่สามารถคืนเวลา รายได้ หรือโอกาสที่สูญเสียไปแล้วได้อย่างแท้จริง

ทางออกจึงต้องตั้งอยู่บนหลักฐานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และต้องเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบอุทธรณ์หรือร้องขอให้ตรวจสอบคะแนนของตนเอง

ใครรับผิดชอบเงินเดือนและคำสั่งราชการที่ผ่านมา?

กรณีนี้ยังมีปัญหาทางกฎหมายและการบริหารอีกหลายชั้น

ผู้ที่ถูกตรวจสอบจำนวนหนึ่งได้รับการบรรจุและปฏิบัติงานไปแล้ว บางคนอาจได้รับเงินเดือน ลงนามในเอกสาร หรือมีส่วนดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยเคยระบุว่า เรื่องเงินเดือนและผลย้อนหลังจะต้องพิจารณาตามขั้นตอนทางกฎหมาย

รัฐจึงต้องกำหนดแนวทางที่ชัดเจนว่า หากพบว่าการบรรจุไม่ชอบ จะจัดการกับเงินเดือนที่จ่ายไปอย่างไร การปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมาได้รับความคุ้มครองเพียงใด และจะป้องกันไม่ให้บริการประชาชนในพื้นที่สะดุดอย่างไร

การตัดสินใจทุกอย่างต้องแยกระหว่างผู้มีเจตนาร่วมทุจริต ผู้ได้รับประโยชน์โดยรู้เห็น ผู้ที่อาจไม่ทราบว่าคะแนนถูกเปลี่ยนแปลง และผู้ที่ถูกนำชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องโดยผิดพลาด

ความรวดเร็วเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องไม่แลกกับความเป็นธรรมรายบุคคล

ทำไมเรื่องนี้จึงเกี่ยวข้องกับประชาชนทุกคน?

ข้าราชการและพนักงานท้องถิ่นไม่ได้ทำงานอยู่ห่างไกลจากชีวิตประชาชน พวกเขาเกี่ยวข้องกับงานทะเบียน การจัดเก็บรายได้ การออกใบอนุญาต การดูแลถนน ขยะ น้ำประปา สาธารณสุข การศึกษา และการใช้งบประมาณในพื้นที่

หากประตูเข้าสู่ระบบราชการสามารถซื้อขายหรือเปลี่ยนแปลงผลสอบได้ คำถามย่อมไม่ได้หยุดอยู่ที่ความสามารถของบุคลากร แต่รวมถึงความซื่อสัตย์ในการปฏิบัติหน้าที่หลังจากเข้ารับราชการแล้ว

คนที่เริ่มต้นเส้นทางราชการด้วยการจ่ายเงินหรืออาศัยการแก้คะแนน อาจมองตำแหน่งเป็นการลงทุนที่ต้องหาทางถอนทุนคืน มากกว่าจะมองเป็นหน้าที่รับใช้ประชาชน

จึงไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะกล่าวว่า การโกงข้อสอบราชการวันนี้ อาจกลายเป็นความเสี่ยงด้านการทุจริตงบประมาณ การเรียกรับผลประโยชน์ และบริการที่ไม่มีคุณภาพในวันข้างหน้า

5 เรื่องที่รัฐบาลต้องเปิดเผยต่อสังคม

เพื่อให้การจัดการปัญหาครั้งนี้ไม่จบลงเพียงการประกาศตัวเลข รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยควรเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างน้อย 5 เรื่อง

หนึ่ง ต้องอธิบายว่าพบความผิดปกติด้วยวิธีใด และมีมาตรฐานใดใช้แยกความผิดพลาดทางระบบออกจากการแก้ไขโดยเจตนา

สอง ต้องเปิดเผยจำนวนผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นทางการ แยกเป็นผู้ถูกตรวจสอบ ผู้ถูกเพิกถอน ผู้ที่ยังอยู่ระหว่างชี้แจง และผู้สอบสุจริตที่ควรได้รับการเรียกบรรจุแทน

สาม ต้องระบุความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานในทุกขั้นตอน ไม่จำกัดเฉพาะผู้เข้าสอบและนายหน้า

สี่ ต้องมีแผนเยียวยาผู้สอบสุจริต พร้อมช่องทางให้ตรวจสอบคะแนนและอุทธรณ์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ห้า ต้องเปิดเผยการปฏิรูประบบจัดสอบครั้งต่อไป ตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูลต้นฉบับ การแบ่งสิทธิการเข้าถึง การบันทึกประวัติการแก้ไข การตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม และการเก็บหลักฐานให้สามารถตรวจย้อนหลังได้

ถอนคนโกงออก ต้องถอนระบบที่เอื้อให้โกงได้ด้วย

กรณีสอบท้องถิ่นครั้งนี้อาจเป็นโอกาสสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นต่อระบบราชการ หากรัฐบาลกล้าตรวจสอบทั้งผู้ให้ ผู้รับ นายหน้า เจ้าหน้าที่ และผู้มีอำนาจที่ปล่อยให้กระบวนการเกิดขึ้น

แต่หากเรื่องจบลงด้วยการเพิกถอนผู้เข้าสอบจำนวนหนึ่ง ขณะที่ผู้สร้างช่องทาง ผู้อนุมัติระบบ และผู้ได้รับผลประโยชน์ระดับสูงไม่ต้องรับผิดชอบ ความเชื่อมั่นของประชาชนคงไม่สามารถกลับคืนมาได้

เป้าหมายจึงไม่ควรมีเพียงการหาว่าใครโกงข้อสอบ แต่ต้องค้นหาให้ได้ว่า ใครทำให้ระบบราชการไทยสามารถถูกโกงได้ในระดับหลายพันราย

การเพิกถอนคนที่พิสูจน์แล้วว่าทุจริตเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนบทพิสูจน์ที่แท้จริงคือ รัฐจะคืนโอกาสให้คนสุจริต นำผู้เกี่ยวข้องทุกระดับมารับผิด และปิดช่องโหว่ไม่ให้เหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นอีกได้หรือไม่

เพราะตำแหน่งราชการไม่ใช่รางวัลของคนที่จ่ายมากที่สุด แต่เป็นความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้แก่ผู้ที่มีทั้งความสามารถและความซื่อสัตย์

หากแม้แต่ประตูเข้าสู่ระบบยังไม่สุจริต ประชาชนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามว่า ภายในระบบนั้นยังเหลือความน่าเชื่อถืออยู่มากเพียงใด

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำจากข้อมูลที่เปิดเผยถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 บุคคลและรายชื่อที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบยังต้องได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะผ่านกระบวนการพิจารณาตามกฎหมาย

18 กรกฎาคม 2538 น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จย่า’ ผู้ทรงเป็นแสงแห่งการแพทย์และความพอเพียง สอนคุณค่าการให้ ผ่านพระราชกรณียกิจเพื่อผู้ยากไร้ เปลี่ยนความห่วงใยเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ ‘สมเด็จย่า’ เสด็จสวรรคตที่โรงพยาบาลศิริราช รวมพระชนม์มายุ 95 พรรษา

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ ‘สมเด็จย่า’ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2443 ทรงเป็นบุตรคนที่ 3 ใน พระชนกชู และ พระชนนีคำ พระนามเดิมคือ สังวาลย์ ตะละภัฏ ในวัยประมาณ 7-8 ขวบ ครอบครัวได้นำพระองค์ไปฝาก คุณจันทร์ แสงชูโต ซึ่งเป็นพระพี่เลี้ยงในพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ ทรงเข้าเรียนมัธยมที่โรงเรียนสตรีวิทยา จากนั้นเข้าโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์ และหญิงพยาบาลแห่งศิริราช ซึ่งเป็นโรงเรียนพยาบาลแห่งเดียวในประเทศไทยในขณะนั้น

ทรงเป็นนักเรียนที่มีอายุน้อยที่สุดในรุ่นของพระองค์ซึ่งมีจำนวนเพียง 14 คน พระองค์ทรงเรียนได้ดีและทรงศึกษาสำเร็จภายในสามปี และทรงทำงานต่อที่โรงพยาบาลศิริราช ตามข้อผูกพันของการเป็นนักเรียนหลวง

ในปี พ.ศ. 2460 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงได้รับทุนให้ไปเรียนวิชาพยาบาลเพิ่มเติมที่สหรัฐอเมริกา ในระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่นั้น ได้ทรงพบกับ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ (พระบรมราชชนก) ซึ่งได้ทรงถูกพระทัย และขอพระราชทานพระราชานุญาตหมั้นกับ นางสาวสังวาลย์

จากนั้นได้ทรงจัดพิธีอภิเษกสมรส ที่วังสระปทุมเมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2463 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการแพทย์ ทรงจัดตั้งหน่วยแพทย์อาสาเดินทางไปรักษาผู้ป่วยในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ ทรงตั้งมูลนิธิขาเทียมออกจัดทำขาเทียมให้ผู้พิการ

นอกจากนี้ ตลอดพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนชาวไทยอย่างมากมาย อาทิ ทรงให้การอุปถัมภ์ราษฎรชาวไทยภูเขาที่อาศัยในถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้มีอาชีพ ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตที่ดี จนเป็นที่มาของ ‘มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง’ นอกจากนี้ยังทรงเป็นแบบอย่างของความพอเพียง ทรงสอนพระโอรสและพระธิดา ให้รู้จัก ‘การให้’ มาตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ โดยพระองค์จะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า ‘กระป๋องคนจน’ หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก ‘เก็บภาษี’ หยอดใส่กระปุกนี้ 10% และทุกสิ้นเดือนพระองค์จะเรียกประชุมเพื่อตรัสว่า จะนำเงินในกระป๋องไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน

ไทย–ญี่ปุ่น จับมือยกระดับแรงงาน ‘จุลพันธ์’ เยี่ยมแรงงานไทยในญี่ปุ่น ชูโมเดลพัฒนาฝีมือ–ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานต่างแดน พบแรงงานไทยกว่า 1,300 คน ย้ำไทยพร้อมปั้นแรงงานคุณภาพ

‘จุลพันธ์’ ลงพื้นที่ญี่ปุ่น ตรวจเยี่ยมแรงงานไทยในบริษัท Kanemi Foods ชูโมเดลความร่วมมือสร้างทักษะฝีมือแรงงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยในต่างแดน

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศญี่ปุ่น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน เดินทางเยือนบริษัท Kanemi Foods Co., Ltd. สาขาไซตามะ เพื่อตรวจเยี่ยมการทำงานและพบปะพูดคุยกับพี่น้องแรงงานไทย พร้อมหารือร่วมกับผู้บริหารของบริษัทฯ และองค์กรกำกับดูแล AI Family Cooperative Society ถึงแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพแรงงานไทย โดยมี พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) นายสุรเกียรติ เทียนทอง ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวบุณยกร ดำรงรัตน์ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวสดุดี กิตติสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ นางสาวพรรวี นาคพิพัฒน์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) สำนักงานแรงงานไทยในญี่ปุ่น ร่วมหารือด้วย ณ บริษัท Kanemi Foods Co., Ltd. สาขาไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารพร้อมรับประทานยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น

สำหรับการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ นายจุลพันธ์ ได้รับชมมาตรฐานการดำเนินงานของบริษัทฯ ทั้งด้านคุณภาพการผลิต ความปลอดภัยในการทำงาน และการพัฒนาบุคลากร ซึ่งสะท้อนถึงความใส่ใจต่อพนักงาน โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณบริษัท Kanemi Foods ที่ให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพของแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันบริษัทมีการจ้างงานแรงงานไทยรวมทั้งสิ้นกว่า 1,332 คน แบ่งเป็นผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค 1,084 คน และแรงงานทักษะเฉพาะอีก 248 คน นอกจากนี้ บริษัทฯ แจ้งว่าอยู่ระหว่างการขยายสาขาโรงงานและประสงค์จะรับแรงงานไทยเข้ามาทำงานเพิ่มเติมด้วย

นายจุลพันธ์ ได้กล่าวให้โอวาทแก่แรงงานไทยตอนหนึ่งว่า "การทำงานในต่างประเทศนอกจากจะเป็นโอกาสในการสร้างรายได้แล้ว ยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้เทคโนโลยี วิธีการทำงาน และวัฒนธรรมการทำงานระดับสากล ขอให้ทุกคนตั้งใจเรียนรู้ พัฒนาตนเอง รักษาระเบียบวินัย และมีความรับผิดชอบ เพราะพวกท่านไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนของตนเองหรือครอบครัว แต่เป็นตัวแทนของประเทศไทยในสายตานายจ้างและสังคมญี่ปุ่น"

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ ยังได้เน้นย้ำถึงนโยบายหลักของกระทรวงแรงงานภายใต้แนวคิด "เรียนได้งบ จบได้งาน" เพื่อมุ่งผลิตแรงงานคุณภาพที่สามารถตอบสนองความต้องการของนายจ้างญี่ปุ่นได้ตั้งแต่วันแรกของการทำงาน พร้อมทั้งมุ่งมั่นพัฒนาไประบบการจัดส่งแรงงานที่มีความโปร่งใส เป็นธรรม ลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมให้แรงงานไทยเดินทางไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานยังได้แสดงความขอบคุณไปยัง AI Family Cooperative Society ที่ทำหน้าที่เป็นองค์กรกำกับดูแลและประสานงาน ให้คำปรึกษาแก่แรงงานไทยอย่างใกล้ชิด ซึ่งความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างบริษัท องค์กรกำกับดูแล และหน่วยงานภาครัฐ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การจ้างงานแรงงานไทยประสบความสำเร็จและสร้างประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ พร้อมยืนยันว่ากระทรวงแรงงานและสำนักงานแรงงานในประเทศญี่ปุ่น พร้อมให้การสนับสนุนและเป็นที่พึ่งให้กับแรงงานไทยทุกคนเสมอ

เชลล์เปิด “วี-เพาเวอร์ คลับ”!! โปรแกรมใหม่ตอบแทนลูกค้าพรีเมียม สิทธิพิเศษเติมน้ำมันและบริการครบครัน เลื่อนระดับรับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น พันธมิตรหลากหลายเติมเต็มทุกไลฟ์สไต

กรุงเทพฯ, 17 กรกฎาคม 2569 – บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เปิดตัว “เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ” (Shell V-Power Club) โปรแกรมใหม่เพื่อตอบแทนสมาชิกเชลล์ โกพลัส (Shell GO+) ที่เลือกเติมน้ำมัน เชลล์ วี-เพาเวอร์ น้ำมันเชื้อเพลิงเกรดพรีเมียมคุณภาพสูง สูตรที่ดีที่สุดของเชลล์ ด้วยสิทธิประโยชน์และประสบการณ์ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการขับขี่และการใช้ชีวิตประจำวัน พร้อมสร้างความคุ้มค่าเติมเต็มทุกการเดินทาง


เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ เป็นโปรแกรมสมาชิกบนแอปพลิเคชัน Shell Asia ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์หลากหลาย อาทิส่วนลดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ส่วนลดสำหรับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่ศูนย์บริการเชลล์ เฮลิกส์ พลัส บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง บริการตรวจเช็กรถฟรี การสะสมคะแนนเพื่อแลกรับของรางวัล ตลอดจนสิทธิพิเศษจากพันธมิตรชั้นนำและกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับสมาชิก และสมาชิกสามารถสะสมยอดการเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ เพื่อเลื่อนระดับสมาชิกและรับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Silver, Gold และ Champion

นางสาวสิริวิภา ยุกตะทัต รองกรรมการบริหาร ธุรกิจโมบิลิตี้ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 134 ปีที่เชลล์ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เรามุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบทั้งประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากเชลล์ให้กับลูกค้า เรามีความภูมิใจอย่างมากกับการเปิดตัว ‘เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ’ ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของเราในการตอบแทนลูกค้าที่ไว้ใจเลือกใช้น้ำมัน เชลล์ วี-เพาเวอร์ ผ่านสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมทั้งด้านการขับขี่และการใช้ชีวิตประจำวัน สำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะทุกประเภท นอกจากนี้ยังเป็นการเชื่อมโยงลูกค้า พันธมิตร และแบรนด์เข้าด้วยกัน สอดคล้องกับพันธกิจของธุรกิจโมบิลิตี้ที่มุ่งมั่นเติมเต็มความสุขในทุกการเดินทาง ‘Make Life’s Journey Better’
ลูกค้าสามารถเข้าร่วมเชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับได้ง่าย ๆ เพียงสมัครสมาชิก Shell GO+ ผ่านแอปพลิเคชัน Shell Asia ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และเริ่มสะสมยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ได้ตั้งแต่การเติมครั้งแรก
สำหรับสมาชิก Shell GO+ ปัจจุบัน ที่มียอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน 2568 – 25 มิถุนายน 2569 จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมเป็นสมาชิกเชลล์ วี-เพาเวอร์คลับโดยอัตโนมัติ พร้อมการคำนวณและกำหนดระดับสมาชิกตามยอดสะสม ทั้งนี้สมาชิกสามารถตรวจสอบระดับสมาชิกและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้ผ่านแอปพลิเคชัน Shell Asia เช่นกัน

สำหรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่สมาชิก เชลล์ วี-เพาเวอร์จะได้รับ แบ่งตามระดับสมาชิกได้ ดังนี้
ระดับ Silver (ยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด สะสม ตั้งแต่ 1–499 ลิตร)
o ส่วนลด 5% เมื่อซื้อหรือเปลี่ยนถ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเชลล์เฮลิกส์ทุกชนิด ที่สถานีบริการเชลล์
o สิทธิพิเศษจากพันธมิตรระดับ Silver
ระดับ Gold (ยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด สะสม ตั้งแต่ 500–999 ลิตร)
o ส่วนลดพิเศษ 0.40 บาท/ลิตร เมื่อเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด
o รับคะแนนสะสม 2 เท่าในเดือนเกิด
o ส่วนลด 7% เมื่อซื้อหรือเปลี่ยนถ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเชลล์เฮลิกส์ทุกชนิด ที่สถานีบริการเชลล์
o สิทธิพิเศษจากพันธมิตรระดับ Gold
ระดับ Champion (ยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิดสะสม ตั้งแต่ 1,000 ลิตรขึ้นไป)
o ส่วนลดพิเศษ 1 บาท/ลิตร เมื่อเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด
o รับคะแนนสะสม 3 เท่าในเดือนเกิด
o ส่วนลด 10% เมื่อซื้อหรือเปลี่ยนถ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเชลล์เฮลิกส์ทุกชนิด ที่สถานีบริการเชลล์
o สิทธิพิเศษจากพันธมิตรระดับ Champion
o สิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

นอกจากนี้ เชลล์ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำหลากหลายแบรนด์ เพื่อมอบความคุ้มค่าและสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในหลากหลายมิติ ทั้งด้านอาหาร สุขภาพ การท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์ อาทิ McDonald’s, After You, MK Restaurants, ธนชาตประกันภัย, โรงพยาบาลกรุงเทพ, Let’s Relax, JW Marriott และร้านอาหารบ้านขนิษฐา เป็นต้น

โปรโมชันพิเศษฉลองการเปิดตัว
เพื่อฉลองการเปิดตัว เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ สมาชิก Shell GO+ รับคะแนนสะสม 2 เท่าทันที เมื่อเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ครบ 500 บาทต่อรายการ จำกัด 5 สิทธิ์ต่อสมาชิกต่อเดือน ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2569
นางสาวสิริวิภา กล่าวเพิ่มเติมว่า “เชลล์ยังคงเดินหน้าพัฒนาสิทธิประโยชน์และสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า ในโอกาสนี้เราขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วม ‘เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ’ ตั้งแต่วันนี้ พร้อมรับสิทธิประโยชน์ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อยกระดับทั้งการขับขี่และการใช้ชีวิตเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง”

ชี้ชะตาโครงสร้าง กสทช.!! ประเด็น “หมอสรณ” ยังไม่จบ จับตาผลทางกฎหมายต่อมติ จ่อพ้นเก้าอี้ กสทช. พร้อมสรรหาคนใหม่แทน หลังมติเอกฉันท์ชี้ ‘หมอสรณ’ มีลักษณะต้องห้าม

เริ่มขบวนการสรรหาบอร์ด กสทช.ใหม่แทน “หมอสรณ”กรณีไม่ถึงศาลปกครอง

การที่คณะกรรมการสรรหาบอร์ด กสทช.มีมติเอกฉันท์ว่าศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 จึงถือว่าได้สละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดหาคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564

ขั้นตอนหลังจากนี้โดยหลักจะเป็นดังนี้

1. คณะกรรมการสรรหาจัดทำมติและคำวินิจฉัยเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น วุฒิสภา และสำนักงาน กสทช. เพื่อรับทราบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
2. ตำแหน่งกรรมการ กสทช. ในโควตาของ นพ.สรณ จะถือว่าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่ง เพราะมติวินิจฉัยใช้หลักว่าเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตั้งแต่ต้น จึงถือว่าไม่ได้มีสิทธิเข้ารับตำแหน่งตามกฎหมาย
3. ต้องเริ่มกระบวนการสรรหากรรมการ กสทช. คนใหม่ (สายคุ้มครองผู้บริโภค) สำหรับตำแหน่งที่ว่าง โดยดำเนินการตามขั้นตอนในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ตั้งแต่การเปิดรับสมัคร การตรวจสอบคุณสมบัติ การสรรหา และเสนอรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่งตั้งตามขั้นตอน
4. หาก นพ.สรณ ไม่เห็นด้วยกับมติ ก็ยังสามารถใช้สิทธิฟ้องศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนมติหรือขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวได้ ซึ่งจะทำให้ประเด็นนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลต่อไป

ประเด็นที่น่าจับตาอีกเรื่องคือ ผลทางกฎหมายต่อมติหรือคำสั่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ นพ.สรณ ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. เรื่องนี้ยังต้องพิจารณาตามหลักกฎหมายปกครองและคำวินิจฉัยของศาล หากมีการฟ้องร้อง เนื่องจากโดยทั่วไปอาจมีการนำหลัก “เจ้าพนักงานโดยพฤตินัย” (de facto officer) มาพิจารณาประกอบ เพื่อไม่ให้การใช้อำนาจขององค์กรเกิดสุญญากาศ แต่จะต้องรอความชัดเจนจากคำวินิจฉัยของศาลหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้น

สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี่
1. รองประธาน กสทช. จะทำหน้าที่ประธานการประชุม หรือกรรมการที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานในกรณีตำแหน่งว่างหรือประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
2. บอร์ดยังมีอำนาจออกมติได้ ตราบใดที่มีองค์ประชุมครบ และการลงมติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
3. ระหว่างนั้นจะต้องดำเนินการสรรหากรรมการคนใหม่ เพื่อเข้ามาแทนตำแหน่งที่ว่าง เมื่อได้รับการแต่งตั้งแล้ว หากเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับประธาน ก็จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ หากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาถือว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามตั้งแต่ต้น จะมีคำถามทางกฎหมายตามมาว่า การได้รับเลือกเป็นประธาน กสทช. ในช่วงที่ผ่านมา มีผลอย่างไร แม้โดยหลักกฎหมายปกครอง มติของบอร์ดที่ออกไปแล้วมักยังได้รับความคุ้มครองตามหลัก “เจ้าพนักงานโดยพฤตินัย” เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อการบริหารราชการ เว้นแต่ศาลจะมีคำวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น

ถ้านายแพทย์สรณไม่ใช้สิทธิ์ฟ้องศาลปกครอง นายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี จะต้องนำความขึ้นกราบบังคมทูล ให้มีพระบรมราชโองการให้นายแพทย์สรณพ้นจากตำแหน่งต่อไป

ฐาน 15,000 บาทไม่พอค่าครองชีพ!! ‘เซีย’ ค้านยกเลิกขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส.–สว. ชี้ทำงานหนัก 6–7 วัน แต่ไร้ประกันสังคม–สวัสดิการ ย้ำค่าตอบแทนผู้ช่วยรัฐสภาคือเรื่องความเป็นธรรม ไม่ใช่ภาระที่ควรถูกตัดทิ้ง

“เซีย” ค้านยกเลิกขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส.-สว. จี้มองเป็นคนทำงานเหมือนแรงงานอาชีพอื่น

16 กรกฎาคม 2569 : นายเซีย จำปาทอง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงความกังวลถึงกรณีการยกเลิกการขึ้นเงินเดือนของผู้ช่วย สส. และ สว. โดยฐานเงินเดือนปัจจุบันที่ต่ำสุด 15,000 บาท ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพของคนที่ทำงาน 6-7 วัน และไม่มีสวัสดิการรองรับ จากกรณี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้ลงนามยกเลิกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการปรับเพิ่มเงินเดือนผู้ช่วยทำงาน สส.-สว. พร้อมตั้งคณะกรรมการอิสระศึกษารายละเอียดจำนวนผู้ช่วยทำงานและสิทธิประโยชน์ โดยให้เวลาศึกษา 90 วัน

นายเซีย กล่าวว่า ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัว สส.-สว. ทำงานแทบไม่มีเวลาพัก สัปดาห์หนึ่งทำงาน 6-7 วัน นอกจากเงินเดือนแล้ว พวกเขาไม่มีสวัสดิการใด ๆ เลย ไม่มีประกันสังคม ไม่มีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลหรือเงินช่วยเหลือกรณีเจ็บป่วย ไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่มีความมั่นคงในการทำงาน เมื่อยุบสภาก็ตกงานทันที หรือ สส. และ สว. สามารถเปลี่ยนตัวผู้ช่วยได้เมื่อต้องการ

เงินเดือนเพียงหลักหมื่นบาทไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นทุกอย่าง ขณะที่พวกเขาก็ต้องกิน ต้องใช้ มีครอบครัว มีพ่อแม่ มีลูกที่ต้องดูแล ไม่ต่างจากคนทำงานทั่วไป มีเหตุผลอะไรที่พวกเขาไม่ควร “มีเวลาทำงาน มีเวลาพักผ่อน และมีเวลาใช้ชีวิต” เหมือนคนทั่วไปบนโลกใบนี้

ผมอยากให้ท่านประธานสภาและผู้เกี่ยวข้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ไม่อยากให้มองว่าผู้ช่วยทำงานของ สส.-สว. ต้องเป็นผู้ที่มีต้นทุนทางสังคมหรือมีทรัพยากรเพียงพอที่จะดูแลตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาค่าตอบแทนจากรัฐสภา เพราะหากเป็นเช่นนั้น ผู้ที่มีเจตจำนงทำงานทางการเมือง เป็นลูกชาวบ้าน หลานกรรมกร หรือผู้ที่ต้องการเป็นปากเสียงแทนประชาชน แต่มีฐานะไม่พร้อม อาจไม่สามารถยืนหยัดทำงานในระบบรัฐสภาได้ ขณะที่ผู้ที่มีเจตนาแสวงหาประโยชน์จากตำแหน่งทางการเมืองกลับมีโอกาสเข้ามาแทนที่ มากกว่าผู้ที่ตั้งใจสนับสนุนงานนิติบัญญัติและการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/100064690570758/posts/1581372184029119/?rdid=mdeFViDTflRrOA3Q#

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกใหม่!! กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ รายงาน โจมตีเป้าหมายหลายสิบแห่งทั่วอิหร่าน อิหร่านเผยพลเรือนตาย 7 รายบาดเจ็บ สะพานและสถานีรถไฟถูกโจมตีหนัก

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ระบุว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีระลอกใหญ่ต่ออิหร่านอีกครั้ง โดยใช้เครื่องบินขับไล่ โดรน และเรือรบ โจมตีเป้าหมายหลายสิบแห่ง

CENTCOM อ้างว่า การโจมตีดังกล่าวมุ่งเป้าไปที่ขีดความสามารถทางทหารของอิหร่าน แต่รายงานจากฝั่งอิหร่านระบุอีกด้านหนึ่ง

สื่ออิหร่านรายงานว่า สหรัฐฯ ได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน รวมถึงสะพาน สถานีรถไฟ และเสาสื่อสารโทรคมนาคม โดยสำนักข่าวทัสนิมรายงานว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ต่อสะพานในเมืองบันดาร์ คามีร์ ทำให้พลเรือนเสียชีวิต 7 ราย และบาดเจ็บอีก 9 ราย

การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของสหรัฐฯ ต่อเนื่องเป็นคืนที่ 6 ติดต่อกัน ถือเป็นอีกขั้นหนึ่งของการรุกรานอิหร่านโดยวอชิงตัน และยิ่งทำให้การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนโดยกองทัพสหรัฐฯ กลายเป็นเรื่องที่ถูกทำให้ชินชาเพิ่มขึ้น

ที่มา : Sputnik

UACU หนุนศึกพลังงาน!! มอบทุน 105,000 บาทสนับสนุน หลักสูตรพลังงาน จุฬาฯ เดินหน้าพัฒนา บุคลากรปิโตรเลียม สู่ระดับสากล ชูความมั่นคงพลังงานไทยอย่างยั่งยืน

UAC Utilities มอบทุนการศึกษา หนุนหลักสูตรธรณีศาสตร์พลังงาน
คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกระดับบุคลากรปิโตรเลียมระดับสากล

พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนความมั่นคงทางด้านพลังงาน
ควบคู่การบ่มเพาะศักยภาพของบุคลากรรุ่นใหม่
สู่สายงานในระดับสากล

บริษัท ยูเอซี ยูทิลิตีส์ จำกัด “UACU” ผู้ประกอบธุรกิจด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
(บริษัทในเครือของ
บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ “UAC”)
ร่วมสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านพลังงานของประเทศ
ผ่านการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดย คุณนิลรัตน์ จารุมโนภาส และคุณชัยยศ ชุณห์วิจิตรา กรรมการบริษัท เป็นผู้แทนบริษัทมอบเงินสนับสนุนทุนการศึกษา
จำนวน 105,000 บาท แก่หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาธรณีศาสตร์พลังงาน (หลักสูตรนานาชาติ)
ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดยมี รศ.ดร.ปิยพงษ์ เชนร้าย หัวหน้าภาควิชาธรณีวิทยา
พร้อมด้วย รศ.ดร.สุคนธ์เมธ จิตรมหันตกุล และ
ศ.ดร.ศรีเลิศ โชติพันธรัตน์ เป็นผู้รับมอบ
ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยผู้แทนผู้บริหาร UACU กล่าวว่า
“บริษัทเชื่อว่าการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ
เป็นรากฐานสำคัญของการเสริมสร้างความมั่นคง
ด้านพลังงานของประเทศ การสนับสนุนทุนการศึกษาในครั้งนี้
สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่
ได้ต่อยอดองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพ และเตรียมความพร้อม
สู่การทำงานในระดับสากล เพื่อร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานไทย
ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต” – กรุงเทพฯ, ประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้

ผลตรวจ 19 โรงงานอมตะซิตี้!! กนอ.ปูพรมตรวจโรงงานกลุ่มเสี่ยงอมตะซิตี้ ระยอง ยืนยันไม่พบปล่อยน้ำเสียลงคลองภูไทร ยืนยันโรงงานแยกระบบน้ำเสีย–น้ำฝนตามมาตรฐาน กนอ.ย้ำหากฝ่าฝืนสั่งระงับกิจการทันที

กนอ.เผยผลสุ่มตรวจ 19 โรงงานกลุ่มเป้าหมาย อมตะซิตี้ ระยอง“ไม่พบการลักลอบปล่อยน้ำเสีย”
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เผยผลตรวจ 19 โรงงานกลุ่มเป้าหมาย ที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้โรงบำบัดน้ำเสียแห่งที่ 3 แห่งที่ 4 และบริเวณใกล้คลองภูไทร นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง“ไม่พบการลักลอบปล่อยน้ำเสีย” ชี้เหตุน้ำเอ่อเกิดจากดินทรุดบ่อพักน้ำหลังการบำบัด สั่งแก้ด่วน! ย้ำโรงงานไหนฝ่าฝืน สั่งระงับกิจการทันทีไม่มีข้อยกเว้น

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบการระบายน้ำลงสู่ลำคลองสาธารณะและพื้นที่บุคคลอื่นที่อยู่ใกล้เคียง นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ระหว่างวันที่14-15 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดย กนอ. ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กนอ. ได้จัดตั้ง คณะทำงานรวมทั้งสิ้น 35 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง,ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี, ผู้อำนวยการกองควบคุมมลพิษ,ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด , กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะซิตี้ ระยอง จำกัดและบริษัท อมตะ ยู จำกัด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากทุกหน่วยงาน โดยคณะทำงานแบ่งออกเป็น 4 ทีม ปูพรมเข้าตรวจสอบตามแผนเฝ้าระวังโรงงานกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งอยู่บริเวณโรงบำบัดน้ำเสียแห่งที่ 3 (อยู่ระหว่างก่อสร้าง) แห่งที่ 4 และบริเวณใกล้เคียงคลองภูไทร โดยเบื้องต้นได้เข้าตรวจสอบระบบภายในเสร็จสิ้นแล้วจำนวน 19 โรงงาน โดยจากการส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบโรงงานกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวอย่างละเอียด ปรากฎว่า ไม่พบโรงงานใดที่มีเจตนาฝ่าฝืนหรือลักลอบปล่อยน้ำเสียจากกระบวนการผลิตออกสู่คลองภูไทร หรือลงสู่ระบบระบายน้ำฝนส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรมแต่อย่างใด อีกทั้งทุกโรงงานได้มีการแยกระบบระบายน้ำเสียออกจากระบบระบายน้ำฝนอย่างชัดเจน ก่อนระบายเข้าสู่ระบบสาธารณูปโภคของนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยจัดการคุณภาพน้ำให้เป็นไปตามมาตรฐานที่นิคมอุตสาหกรรมกำหนด ก่อนระบายลงสู่ระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม สำหรับจุดที่เป็นสาเหตุหลักของเหตุการณ์น้ำไหลเข้าสู่รางระบายน้ำฝนและพื้นที่ใกล้เคียงในครั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า เกิดจากการใช้น้ำหลังการบำบัดรดพื้นที่สีเขียวในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น การรั่วซึมและการทรุดตัวของชั้นดินบริเวณข้างบ่อพักน้ำหลังการบำบัด โดย กนอ. ได้ดำเนินมาตรการตอบโต้สถานการณ์ทันที โดยสั่งการให้ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ปิดกั้นรางระบายน้ำฝนเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำดังกล่าวรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ พร้อมสั่งการให้เร่งปรับปรุงแก้ไขระบบบ่อพักน้ำและจุดที่ดินทรุดตัวให้คืนสู่สภาพสมบูรณ์โดยเร็วที่สุด รวมถึงการฟื้นฟูคลองภูไทรและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

“กนอ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้เติบโตควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคมให้เดินหน้าไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน โดยขอย้ำเตือน ให้โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมปฏิบัติตามกฎหมายโรงงานและข้อบังคับของ กนอ. อย่างเคร่งครัด โดยระบบระบายน้ำเสียจะต้องแยกออกจากระบบระบายน้ำฝนอย่างเด็ดขาด และต้องมีบ่อตรวจคุณภาพน้ำอย่างน้อย 1 บ่อ หากตรวจพบการฝ่าฝืน กนอ. จะใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งการลงโทษและระงับการกระทำที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบทันที” ผู้ว่าการ กนอ.กล่าวปิดท้าย

กองสื่อสารองค์กร
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

“ไทย” ผลักดันลงทุนดิจิทัล!! อนุมัติ 34 โครงการ ศก.ดิจิทัล มูลค่ารวม 7.15 แสนล้านบาท เร่งลดเวลาอนุมัติผ่าน FastPass เสริมบุคลากรไทย 50% ใน 3 ปี

กรุงเทพฯ, 17 ก.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (16 ก.ค.) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าไทยอนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการศูนย์ข้อมูลและบริการรับฝากข้อมูลรวม 34 โครงการ มูลค่า 7.15 แสนล้านบาท ตั้งแต่ปี 2025 ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค รวมทั้งอำนวยความสะดวกการลงทุนให้มีความคล่องตัวมากขึ้นเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การประมวลผลบนระบบคลาวด์ (cloud computing) และบริการดิจิทัลแห่งอนาคต
ลลิดาอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนระบุว่าในปี 2025 มีการอนุมัติโครงการ 27 โครงการ มูลค่าราว 6.18 แสนล้านบาท และอนุมัติเพิ่มอีก 7 โครงการ มูลค่าราว 9.7 หมื่นล้านบาทในไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) ของปี 2026 สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทยทั้งด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน และกำลังแรงงาน

ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังเร่งขับเคลื่อนโครงการ Thailand FastPass เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและลดระยะเวลาการอนุมัติสำหรับโครงการสำคัญ โดยข้อมูลจากสำนักงานฯ ระบุว่ามีโครงการจากหลายอุตสาหกรรมเข้าสู่โครงการดังกล่าวแล้ว 25 โครงการ มูลค่ารวม 2.23 แสนล้านบาท เมื่อนับถึงวันที่ 6 พ.ค. 2026

ขณะเดียวกัน รัฐบาลระบุว่ากำลังดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนควบคู่กับการพัฒนาประเทศ ซึ่งรวมถึงการเชื่อมโยงนักลงทุนต่างชาติกับภาคธุรกิจไทย การส่งเสริมการจัดซื้อสินค้าและบริการภายในประเทศ และการพัฒนาทักษะบุคลากร

สำหรับกิจการศูนย์ข้อมูลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานฯ กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องจัดทำแผนพัฒนาบุคลากรไทย และจะต้องมีบุคลากรสัญชาติไทยดำรงตำแหน่งผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อยร้อยละ 50 ภายใน 3 ปี เพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่บุคลากรไทย

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top