Saturday, 20 April 2024
THE STATES TIMES TEAM

15 เมษายน 2567 วันสำคัญที่ควรจารึกไว้ในประวัติศาสตร์พลังงานไทย ครั้งแรกที่ผู้ค้าน้ำมันต้องแจ้งต้นทุน 'นำเข้า-ส่งออก' ต่อจากนี้ทุกเดือน

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย!! กับนโยบายกำกับควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ราคาจำหน่ายเป็นไปตามต้นทุนจริงและให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชนคนไทย ภายหลัง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกประกาศกระทรวงพลังงาน เรื่อง การแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567 

โดยประกาศกระทรวงพลังงานฉบับนี้ได้กำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ต้องรายงานข้อมูลรายละเอียดราคาและต้นทุนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการนำเข้าและการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงต่ออธิบดีกรมธุรกิจพลังงานทราบภายในวันที่ 15 ของเดือน ถัดจากเดือนที่มีการบันทึกบัญชีรายวัน โดยราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงพลังงานฉบับดังกล่าวเมื่อ 13 มีนาคม 2567 และให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป

หมายความว่า ต่อจากนี้ ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ต้องแจ้งราคาต้นทุนเฉลี่ยและหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการคำนวณต้นทุนเฉลี่ยของน้ำมันเชื้อเพลิงในทุกไตรมาส และในกรณีที่ผู้ค้าน้ำมันมีการปรับปรุงการบันทึกบัญชี หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลจะต้องแจ้งให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานทราบภายใน 7 วัน โดยข้อมูลที่ได้รับมาจะถือเป็นข้อมูลลับของทางราชการและจะมีการเก็บรักษาเป็นความลับอย่างที่สุด

สำหรับต้นทุนเฉลี่ยของน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งถือเป็นข้อมูลที่จำเป็นในการกำหนดนโยบายด้านการพลังงานที่เหมาะสมนั้น ประกอบด้วย ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งหมายความรวมถึงน้ำมันดิบ, ก๊าซธรรมชาติ, ก๊าซปิโตรเลียมเหลว, น้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล และต้นทุนอื่นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการซื้อและขายน้ำมันเชื้อเพลิง เช่น ค่าขนส่ง, ค่าประกันภัย, ค่าตอบแทนนายหน้า, ค่าใช้จ่ายในการแลกเปลี่ยนและโอนเงิน, ค่าภาษี, อากร หรือค่าธรรมเนียมอื่นใด ซึ่งผู้ประกอบการได้บันทึกบัญชีและมีหน้าที่ต้องชำระ โดยคำนวณเฉลี่ยเป็นหน่วยต่อลิตรในแต่ละรายไตรมาสของปีบัญชี

ทั้งนี้ ด้วยเพราะน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลักของภาคธุรกิจในการประกอบกิจการ หากน้ำมันเชื้อเพลิงที่จำหน่ายภายในประเทศนั้น มีการค้ากำไรเกินสมควร มีปริมาณการจัดจำหน่ายที่ไม่เพียงพอ หรือไม่ได้คุณภาพแล้ว ย่อมจะส่งผลกระทบในทางลบและสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงทั้งต่อประชาชน และระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม 

ดังนั้นประกาศกระทรวงพลังงานฉบับนี้ จึงมีความจำเป็นต่อการกำหนดนโยบายด้านพลังงานของประเทศเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ภาครัฐโดยกระทรวงพลังงานมีข้อมูลที่จำเป็นสำหรับกำหนดนโยบายด้านพลังงานให้เกิดความถูกต้องเหมาะสม อันจะทำให้ราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศนั้นมีความยุติธรรม ด้วยมีการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และเป็นการคุ้มครองไม่ให้มีการค้ากำไรเกินสมควรในการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อมิให้พี่น้องประชาชนคนไทยได้รับความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันที่ไม่ถูกต้องและเป็นธรรม เป็นการสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจทุกประเภทและทุกระดับให้มีขีดความสามารถอย่างเท่าเทียมสำหรับการแข่งขันทางการค้าในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลกได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ดังนั้น ในวันนี้ 15 เมษายน 2567 จึงเป็นวันแรกและครั้งแรกของประเทศไทยที่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ต้องแจ้งข้อมูลต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันต่ออธิบดีกรมธุรกิจพลังงานทุกเดือน โดยประกาศฉบับนี้จะช่วยดำเนินการจัดการให้เกิดความชัดเจนในเรื่องของราคาจำหน่ายของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องอิงกับราคาตลาดโลก 

เพราะทุกครั้งเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกขึ้นราคา ผู้ค้าน้ำมันทุกราย ก็จะประกาศขึ้นราคาตามราคาตลาดโลกทันที ทั้งๆ ที่ราคาน้ำมันในประเทศควรเป็นไปตามราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ณ เวลานั้นๆ 

งานนี้ ก็คงต้องขอบคุณตรงๆ ไปยัง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ได้ออกประกาศกระทรวงพลังงานฉบับดังกล่าว ซึ่งนี่แหละที่จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนคนไทยและระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวมได้รับประโยชน์เต็มๆ จากประกาศฉบับนี้ ผ่าน...ราคาพลังงานที่เป็นธรรม!!

15 เมษา ถึงเวลา 'ปลดแอก' คนไทยจากราคาพลังงานแบบเดิมๆ เสียที...

‘GAC AION’ ขนทัพรถยนต์ไฟฟ้าหลากรุ่น ร่วมงาน ‘Motor Show 2024’ พร้อมเปิดตัว Hyper HT เอสยูวีไฟฟ้าลักชัวรี่ระดับไฮเอนด์อย่างเป็นทางการ

GAC AION ขนทัพรถยนต์ไฟฟ้า AION Y Plus และ AION ES เข้าร่วมงาน Motor Show 2024 พร้อมเปิดตัว Hyper HT เอสยูวีไฟฟ้าลักชัวรี่ระดับไฮเอนด์อย่างเป็นทางการ นำเสนอทางเลือกที่เหนือกว่าสำหรับผู้บริโภคชาวไทย ด้วยความหรูหราระดับพรีเมียม ดีไซน์ล้ำสมัย พร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมอัจฉริยะ

(27 มี.ค.67) นายโอเชี่ยน หม่า (Ocean Ma) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอออน ออโตโมบิล เซลส์ (ประเทศไทย) และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอออน ออโตโมบิล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า GAC AION ถือเป็นหนึ่งในบริษัทรถยนต์รายแรก ๆ ในโลกที่ประสบความสำเร็จในการวิจัยเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าและระบบเทคโนโลยีอัจฉริยะ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์เชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Connected Vehicles: ICV) อย่างเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันเป็นที่ทราบกันดีว่า GAC AION สามารถคิดค้น วิจัยและผลิตชิ้นส่วนที่เป็นหัวใจหลักของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ทั้ง 3 อย่าง ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่, มอเตอร์, แผงควบคุมระบบไฟฟ้า หรือ ECU ทำให้ GAC AION กลายเป็นผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของโลก

สำหรับประเทศไทย GAC AION ได้นำ AION Y Plus เข้ามาทำตลาดเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีของชาวไทยมาโดยตลอด สะท้อนจากยอดจองรถยนต์เป็นจำนวนทั้งสิ้น 4,568 คัน และมียอดจองรถยนต์เป็นอันดับ 4 จากแบรนด์รถยนต์ที่เข้าร่วมงานทั้งหมด และยังมียอดจองเป็นอันดับที่ 2 ในแบรนด์รถไฟฟ้าภายในงาน Motor Expo 2023 ที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวแรกของความสำเร็จในการทำตลาดในประเทศไทยของ GAC AION

ในปี 2023 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่ GAC AION เติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 480,000 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 77% ครองตำแหน่งแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าอันดับ 2 ของประเทศจีน และ อันดับที่ 3 ของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าของโลก และในวันที่ 28 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา GAC AION สร้างสถิติผลิตและขายรถยนต์ได้ครบ 1 ล้านคันเร็วที่สุดในโลกเป็นประวัติการณ์ โดยใช้เวลาเพียง 4 ปี 8 เดือน การันตีถึงความสามารถและความเหนือชั้นของ GAC AION ทั้งในแง่ของกระบวนการผลิต คุณภาพของผลิตภัณฑ์ และการตลาดอันแข็งแกร่ง ปัจจุบัน GAC AION มีแบรนด์รถยนต์ภายในเครือทั้งหมด 2 แบรนด์ ได้แก่ AION แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับความคุ้มค่า ดีไซน์ภายนอกและภายในที่ทันสมัย พร้อมด้วยเทคโนโลยีและฟีเจอร์อัจฉริยะ และ Hyper แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์ (Hi-End) ที่มาพร้อมกับความหรูหรา และเทคโนโลยีขั้นสูงสุด

ในปี 2024 นี้ GAC AION กำลังสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะสร้างแล้วเสร็จในช่วงเดือนสิงหาคมของปีนี้ ในขณะเดียวกันยังมีการสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศไทยอีกด้วย คาดว่าจะสร้างแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายนปีนี้เช่นกัน

เพื่อสานต่อความสำเร็จ และนำเสนอทางเลือกใหม่ที่เหนือกว่า ให้กับผู้บริโภคชาวไทย ล่าสุด GAC AION ได้เข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 หรือ Motor Show 2024 ที่จัดขึ้นในวันพุธที่ 27 มี.ค. - วันอาทิตย์ที่ 7 เม.ย. 2567 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี โดยความพิเศษภายในงาน ได้มีการแนะนำแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์ Hyper อย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัว Hyper HT รถยนต์เอสยูวีไฟฟ้าลักชัวรี่ระดับไฮเอนด์ที่หลายคนรอคอย

Hyper (ไฮเปอร์) เป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์ (Hi-End) ของ GAC AION ที่ตอบสนองความต้องการในกลุ่มลูกค้าผู้หลงใหลความเป็นที่สุด ทั้งความหรูหรา เทคโนโลยี และสมรรถนะขั้นสูง สะท้อนภาพลักษณ์ และรสนิยมอย่างเหนือชั้น โดยได้คิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ดีที่สุด เพื่อนำมาใช้ในรถยนต์หลากหลายรุ่นของ Hyper โลโก้ของแบรนด์สื่อถึงธนู AI ARROW เพื่อแสดงถึงศักยภาพในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยแนวคิดในการพัฒนาหลัก 4 ประการ คือ ‘ก้าวล้ำ (ADVANCE) ทันสมัย (TRENDY) สนุกสนาน (FUN) และ คุณภาพสูง (HIGH-GRADE)’ ซึ่งสร้างความสมบูรณ์แบบ ทั้งนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะ ผสมผสานในการผลิตรถยนต์เข้าด้วยกัน เพื่อให้ลูกค้าผู้ใช้งานได้รับ ‘ประสิทธิภาพสูงสุดที่มาพร้อมประสบการณ์ความหรูหรา และการบริการในระดับท็อปคลาส’

ในปัจจุบันแบรนด์ Hyper ของ GAC AION มีรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ทั้งหมด 3 รุ่นดังนี้

- Hyper HT รถเอสยูวีไฟฟ้าระดับพรีเมียม มอบความสะดวกสบายสูงสุดให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตัวรถมีขนาดใหญ่นั่งสบาย พร้อมฟังก์ชันและฟีเจอร์ระดับไฮเอนด์ โดดเด่นด้วยประตูแบบปีกนก หรือ Gullwing Doors เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
- Hyper GT รถสปอร์ตซีดานไฟฟ้า มาพร้อมดีไซน์ที่ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมการตกแต่งภายในที่ดูหรูหรา โดดเด่นด้วยประตูแบบปีกผีเสื้อ (Butterfly Doors) และออปชันระดับไฮเอนด์
-  Hyper SSR ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกในประเทศไทย มาพร้อมตัวถังแบบคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา มอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว (หน้า 1 หลัง 2) ให้พละกำลังรวมสูงสุด 1,224 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เร็วสูงสุดภายใน 1.9 วินาที และมีแรงกระชากในระดับ 1.7G

โลโก้ของแบรนด์ Hyper เป็นสัญลักษณ์ ลูกศร AI สื่อถึงภูมิปัญญาและความรัก ที่สุดแห่งเทคโนโลยีและความโรแมนติก มุ่งเน้นอัจฉริยภาพ ความหรูหรา ศิลปะ และรสนิยม รังสรรค์ศิลปกรรมทางเทคโนโลยี ปัจจุบัน บริษัทได้พัฒนาขีดความสามารถก้าวสู่ความเป็นผู้นำระดับโลกใน 6 มิติ ได้แก่ การวิจัยและพัฒนา การผลิตอัจฉริยะ ห่วงโซ่อุตสาหกรรม การบริการด้านการตลาด วัฒนธรรมองค์กร และความเป็นสากล โดยวันนี้ เราได้นำรถรุ่นใหม่ล่าสุดภายใต้แบรนด์ Hyper ที่พร้อมผลิตเพื่อส่งมอบสู่ตลาด ‘Hyper HT’ นายโอเชี่ยน หม่า (Ocean Ma) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอออน ออโตโมบิล เซลส์ (ประเทศไทย) และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอออน ออโตโมบิล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า Hyper HT ถือเป็นรถเอสยูวีไฟฟ้าที่มาพร้อมกับความหรูหราและเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก เหนือระดับด้วยดีไซน์ภายนอกแบบโค้งมนที่เป็นเอกลักษณ์ (Liquid curved body) โดดเด่นด้วยประตูคู่หลังแบบปีกนก (Gullwing Doors) พร้อมเปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบ สะกดทุกสายตาที่ได้พบเห็น ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุระดับพรีเมียมที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน เพิ่มความหรูหราระดับพรีเมียม รวมถึงฟังก์ชันอำนวยความสะดวกมากมาย เช่น เบาะนวดไฟฟ้า ปรับระดับการนวดได้หลายรูปแบบ, เบาะหนังคุณภาพสูงให้สัมผัสการนั่งที่ดีเยี่ยมพร้อมฟังก์ชันระบายอากาศและอุ่นเบาะ เพิ่มความผ่อนคลายตลอดการเดินทาง เบาะที่นั่งด้านหลังสามารถปรับเอนได้ถึง 143 องศา มากที่สุดในรถเอสยูวีระดับเดียวกัน, ระบบเครื่องเสียงคุณภาพสูง และฟีเจอร์อื่นๆมากมาย

จุดเด่นอันเหนือระดับของ Hyper HT มาพร้อมกับที่พักเท้าด้านหลังแบบพับได้ เพิ่มพื้นที่ยืดขาโอ่อ่าขั้นสูงสุด และ โต๊ะวางของอเนกประสงค์ สำหรับวางสิ่งของต่าง ๆ ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลาย เพิ่มความเป็นส่วนตัวด้วยกระจกกันเสียงแบบลามิเนต 2 ชั้น และพื้นที่สัมภาระขนาดใหญ่พิเศษ ความจุขนาด 670 ลิตรและเมื่อพับเบาะสามารถใช้พื้นที่ได้ถึง 1,802 ลิตร สามารถเก็บถุงกอล์ฟใบใหญ่ 2 ใบได้สบาย ๆ

ทั้งนี้ Hyper HT ถูกพัฒนาด้วยแนวคิดหลัก 4 ประการได้แก่

1. Hyper Design - ที่สุดแห่งการออกแบบเหนือระดับ เปรียบเสมือนงานศิลปะแห่งโลกยานยนต์ สะกดทุกสายตาด้วยประตูแบบปีกนก (Gullwing Doors), ไฟหน้าแบบ Diamond Cut และไฟท้ายแบบ Horizon

2. Hyper Space - มอบความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารที่มากกว่า ด้วยพื้นที่ภายในสุดหรูหรา ตกแต่งด้วยวัสดุระดับพรีเมียม มอบประสบการณ์ในการขับขี่และการโดยสารระดับ ‘เฟิร์สคลาส’ ด้วยฟังก์ชันเบาะนวด 10 จุด และเบาะโดยสารด้านหลังที่สามารถปรับเอนได้ถึง 143 องศา

3. Hyper Energy - ไปได้ไกลและรวดเร็วยิ่งกว่า ด้วยเทคโนโลยี Magazine Battery เจเนอเรชั่นที่ 2 พร้อมระบบ Fast Charge ชาร์จเพียง 15 นาที ก็สามารถวิ่งได้ไกล 400 กิโลเมตร และหากชาร์จเต็มจะสามารถวิ่งได้ไกลกว่า 600 กิโลเมตร

4. Hyper Network - โครงข่ายสถานีชาร์จ Hyper Premium Charging Network เอกสิทธิ์เฉพาะลูกค้า Hyper โดยในปี 2024 จะมีการสร้างสถานีชาร์จจำนวน 15 แห่ง ครอบคลุมรัศมี 15 กิโลเมตรในกรุงเทพมหานคร และในปี 2028 จะมีการขยายโครงข่ายสถานีชาร์จเป็น 100 แห่งทั่วประเทศ

ขอเชิญชวนทุกท่านเข้ามาสัมผัส Hyper HT ยนตรกรรมแห่งความเหนือระดับ ที่จะเปิดประสบการณ์การเดินทางไปสู่โลกอนาคตครั้งใหม่ ที่บูท GAC AION (A20) ในงาน Motor Show 2024 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม - 7 เมษายน 2567

'ดาริน-นักตบสาวไทย' ปิด IG หลังเกรียนเกาหลีใต้พาทัวร์ลง เหตุพาทีมพ่าย โดนด่าแบบดุเดือด เพราะเล่นไม่ได้ดั่งใจแฟนๆ

เดือดถึงขั้นปิดIGเลย ล่าสุดแฟน ๆ ลูกยางเกาหลีใต้ ทัวร์ลงนักตบสาวไทยอย่างหนัก ด่าแบบดุเดือดมาก ๆ เพราะฟอร์มหาย เล่นไม่ได้ดั่งใจแฟน ๆ แม้จะพาทีมชนะไปถึง 2 แมตช์ แต่มาพ่าย 1 แมตช์ ✌️✌️🇹🇭🇹🇭🇹🇭

จนทำให้น้อง ดาริน ปิ่นสุวรรณ นักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย และสังกัดลีกเกาหลีใต้กับทีม 'จีเอส คาลเท็กซ์' GS ถึงขั้นต้องปิด IG หลังทีมแพ้ 3-0 เซต GS VS Hundai 

สู้ ๆ นะดารินอย่าลืมว่าอันดับโลกทีมไทยอยู่อันดับที่ 13 ของโลกนะลูก กด Like เพื่อส่งกำลังใจให้น้อง

‘เอกชัย ศรีวิชัย’ เจ็บปวด!! ทะลุวังป่วนขบวนเสด็จฯ ชี้!! ผิดหวัง-หมดศรัทธาพรรคการเมืองที่ปกป้องคนผิด

จากกรณีนักเคลื่อนไหว ‘กลุ่มทะลุวัง’ บีบแตรและขับรถแซงขบวนเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในขณะที่ขบวนกำลังแล่นผ่านทางด่วน หลังจากคลิปได้เผยแพร่ออกไปก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ต่อมาเหล่าคนดัง คนบันเทิง นักการเมือง และประชาชนทั่วไป ต่างออกมาแสดงความรักต่อกรมสมเด็จพระเทพ ด้วยการโพสต์ภาพ เขียนข้อความ ติด #เรารักกรมสมเด็จพระเทพ และร่วมมือร่วมใจใส่เสื้อสีม่วงแสดงความรักที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ทางด้าน นายเอกชัย ศรีวิชัย นักร้อง นักแสดง ผู้กำกับหนัง และผู้เคยแสดงจุดยืนเชียร์พรรคก้าวไกล ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวระบุว่า…

“วันเวลาผ่านมาหลายวันแล้ว ผมนั่งมองอยู่ตลอดยัง ไม่เคยเห็นคนที่ถือหางเด็ก (นรก) พวกนั้นออกมารับผิดชอบต่อการกระทำที่ผ่านมา ซึ่งทำร้ายความรู้สึกของประชาชนส่วนมาก ผมเองเคยศรัทธา (ย้ำนะครับว่าเคยศรัทธา) ต่อแนวคิดในการทำงาน แต่มาวันนี้สิ่งที่มันเกิดขึ้นมันทำลายศรัทธาหมดแล้ว คุณทำร้ายหัวใจคนไทย สถานการณ์ทั้งหมด พวกคุณรู้ดีว่าตั้งใจจะทำอะไร ผมในฐานะประชาชนคนหนึ่ง #ปกป้องพระเกียรติ สมเด็จพระเทพ”

นอกจากนี้ยังได้ไลฟ์ผ่านติ๊กต็อก ซึ่งในบางช่วงบางตอนระบุว่า…

“อยากจะเปลี่ยนแปลงประเทศ อยากจะพัฒนาประเทศ อยากจะให้ประเทศมีความเท่าเทียม ดูนิ้วมือเท่ากันไหม? สำหรับใครที่คิดไม่ดีกับประเทศนี้ ขอให้มันฉิบหาย ใครที่คิดไม่ดีกับสถาบัน ขอให้มันมีอันเป็นไป แล้วใครที่อยู่เบื้องหลังขอเด็กพวกนี้ ก็ขอให้พวกมันมีอันเป็นไป ออกมารับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น กฎหมายไม่ผิด หรือผิดไม่มาก แต่ผิดสุด ๆ ที่ความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศรับสิ่งนี้ไม่ได้”

ปรากฏการณ์ 'เสื้อสีม่วง' ฟีเวอร์!! คนแห่ซื้อกระหน่ำทั้ง 'หน้าร้าน-ออนไลน์'

(14 ก.พ. 67) สืบเนื่องจากการนัดแสดงพลัง ถวายความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขององค์กรต่างๆ รวมถึงการแสดงออกถึงความรักและห่วงใยของประชาชนไทยที่มีต่อพระองค์ทั้งในทาง Social Media แพลตฟอร์มต่างๆ อาทิ เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม, TikTok ฯลฯ 

โดยบ้างก็อัปโหลดรูปลายเส้นสีขาวรูปกรมเด็จพระเทพฯ บนพื้นสีม่วง อันเป็นสีแห่งวันพระราชสมภพ ฝีมือของรองศาสตราจารย์อาวิน อินทรังษี รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร หรือบ้างก็แชร์ภาพสเก็ตสมเด็จพระชนกาธิเบศร์ ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยกรมสมเด็จพระเทพฯ บนสะพานไม้ในถิ่นทุรกันดาร โดย 'วินทร์ เลียววาริณ' ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ก็ถูกเผยแพร่ต่อๆ กันอย่างมากเช่นกัน

ทั้งนี้ จากการค้นหาข้อมูลออนไลน์ พบว่าตลอด 2 วันที่ผ่านมา ร้านค้าออนไลน์มีการจัดโปรโมชันขายเสื้อสีม่วง อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม e-Commerce ยอดฮิต อย่างช้อปปี้ หรือลาซาด้า ก็เกาะกระแส 'ปรากฏการณ์เสื้อม่วง' ครั้งนี้ ด้วยโปรโมชันลดราคา พร้อมส่งถึงมือลูกค้าฟรี

ด้านร้าน 'ภูฟ้า' ซึ่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของโครงการพัฒนาต่างๆ เพื่อส่งเสริมอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร โดยใช้ตราสัญลักษณ์ 'ภูฟ้า' เป็นเครื่องหมายการค้า หนึ่งในโครงการตามพระราชดำริ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็มีรายงานว่า ทางหน้าร้านขายเสื้อสีม่วงรุ่นที่มีภาพวาดฝีพระหัตถ์บนอกเสื้อถูกจำหน่ายแทบหมดสต็อกสินค้า ตลอด 2-3 วันที่ผ่านมา โดยยังเหลืออีกเพียงจำนวนหนึ่งใน phufa.org ไม่มากนัก

นี่คือปรากฏการณ์ ที่คงไม่ต้องพูดอะไรมากอีกแล้วว่า คนไทย #เรารักกรมสมเด็จพระเทพฯ มากแค่ไหน?

และพรุ่งนี้ (15 ก.พ. 67) คงได้ประจักษ์ด้วยสายตาตนเอง...

‘อ.พงษ์ภาณุ’ ชี้!! ปัญหาในตลาดหุ้นกู้-เงินเฟ้อติดลบ ความผิดพลาดเชิงนโยบายที่แบงก์ชาติไม่ควรปฏิเสธ

(8 ก.พ. 67) อ.พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ ได้เผยถึง ปัญหาในตลาดหุ้นกู้ เงินเฟ้อติดลบ และความผิดพลาดเชิงนโยบายของแบงก์ชาติ ไว้ว่า...

หุ้นกู้ก็คือ ตราสารหนี้ประเภทหนึ่ง ต่างจากตราสารทุน (Equity) ตรงที่มีกำหนดเวลาชำระดอกเบี้ยคงที่และชำระคืนเงินต้นที่แน่นอน ในมุมมองของผู้ลงทุนจึงดูเหมือนไม่มีความเสี่ยงหรือมีความเสี่ยงน้อยกว่าหุ้นหรือตราสารทุน แต่ในความเป็นจริงแล้ว หุ้นกู้มีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของผู้ออกหุ้นกู้ ( Risk of Default) และความเสี่ยงอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk) ซึ่งมีอยู่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจถดถอยและภาวะการเงินมีความผันผวนสูงอย่างเช่นในปัจจุบัน

ขอชื่นชมผู้วางนโยบายที่กระทรวงการคลังและ ก.ล.ต.ในอดีตที่ได้ร่วมมือกันพัฒนาตลาดตราสารหนี้ ภายหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง จนกลายเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของการระดมทุนหล่อเลี้ยงภาคเศรษฐกิจจริงในประเทศไทย อีกสองเสาหลักได้แก่ ตลาดหุ้นและเงินกู้ธนาคาร ซึ่งเสาหลักแต่ละแท่งมียอดคงค้างของการระดมทุนอยู่ที่ประมาณ 100% ของ GDP รวมทั้ง 3 เสาก็อยู่ที่ 300% ของ GDP หรือประมาณกว่า 50 ล้านล้านบาท

ปัจจุบันหลังจากที่แบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยแบบไม่บันยะบันยังมาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี และสร้างความผันผวนทางการเงินขึ้นมาด้วยน้ำมือของตัวเองอย่างไม่จำเป็น ตลาดหุ้นกู้เริ่มปรากฏร่องรอยของความปริร้าวขึ้นมา ซึ่งเป็นที่น่าวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากไม่สามารถหยุดการไหลของเลือด อาจลุกลามไปยังเสาหลักอีก 2 เสาได้ ผู้ออกหุ้นกู้ที่ออกมาก่อน 2 ปีที่แล้ว เมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ใกล้ศูนย์ กำลังถึงกำหนดเวลาไถ่ถอนจำนวนมาก และจำเป็นต้องออกหุ้นกู้ใหม่มาเพื่อชำระคืนของเดิม (Roll over) ต้องประสบปัญหาตลาดการเงินขาดสภาพคล่อง และดอกเบี้ยสูงขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่มีการปรับสูงขึ้นกว่า 5 เท่าตัว (500%) ในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา

เมื่อตอนที่ประเทศไทยมีการแพร่ระบาดของโควิด เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตลาดหุ้นกู้ก็ส่อเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องทำนองเดียวกัน แต่ต่างกันที่สาเหตุมาจากด้านรายได้ของธุรกิจที่เหือดหายไปจากการหยุดจับจ่ายใช้สอยของประชาชน รัฐบาลจึงยอมให้แบงก์ชาติตั้งกองทุนรักษาสภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้ (Bond Market Stabilization Fund-BSF) วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยออกพระราชกำหนดให้แบงค์ชาติสามารถเข้าไปซื้อตราสารหนี้ออกใหม่ได้ในระยะสั้นๆและกระทรวงการคลังรับประกันความเสียหายจากการลงทุนของแบงก์ชาติ (น่าจะถือว่าถูกแบงก์ชาติหลอกให้เอาเงินผู้เสียภาษีมาค้ำประกัน) 

มาคราวนี้สถานการณ์เริ่มสุกงอม แลอาจยังความจำเป็นให้ตั้งกองทุนทำนองดังกล่าวขึ้นอีก เพื่อพยุงตลาดตราสารหนี้ แต่เชื่อว่าครั้งนี้กระทรวงการคลังคงไม่ยอมให้แบงก์ชาติหลอกให้เอาเงินผู้เสียภาษีมาค้ำประกันอีก  เพราะปัญหาครั้งนี้เกิดมาจากความผิดพลาดของแบงก์ชาติเองล้วนๆ หลายฝ่ายรวมทั้งกระทรวงการคลังได้ออกมาเตือนแบงก์ชาติหลายครั้งหลายครา แต่แบงค์ชาติกลับเอาหูทวนลม ดังนั้นจึงไม่อาจงอแงปฏิเสธความรับผิดชอบเหมือนครั้งก่อน โดยเอาเงินผู้เสียภาษีมาค้ำประกันความผิดพลาดของตนเองไม่ได้อีกแล้ว

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมกราคม 2567 ติดลบเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย 

ธนาคารแห่งประเทศไทยคงจะปฏิเสธไม่ได้อีกแล้ว เหมือนที่ผ่านมาว่าไทยยังไม่มีภาวะเงินฝืด (Deflation) และมักจะบอกว่าไม่เกี่ยวกับแบงก์ชาติและโยนความผิดให้คนอื่นว่าเป็นปัญหาโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย

ในสถานการณ์เช่นนี้ แบงก์ชาติคงจะมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง ประการแรกลดดอกเบี้ยและยอมรับความผิดพลาดของตนเองที่ทำให้เศรษฐกิจชาติเสียหาย แต่เชื่อว่าแบงก์ชาติคงจะเสียหน้าอย่างมาก และโดยธรรมชาติแล้วมักจะไม่กล้าทำ ประการที่สอง ไม่ทำอะไร คงดอกเบี้ยไว้ตามเดิม เพื่อรักษาหน้าของตัวเอง แล้วก็โยนเคราะห์กรรมให้กับคนไทยทั้งประเทศ 

แต่ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง) ประชุมเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์แล้ว มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ (5 ต่อ 2 เสียง) เลือกแนวทางที่ 2 คือปัดความรับผิดชอบ และโยนขี้ให้ประชาชน ตามแบบฉบับแบงก์ชาติที่สืบทอดกันมา แม้จะมีกรรมการเสียงข้างน้อยที่เริ่มยอมรับความผิดพลาดของนโยบายการเงิน 

สถานการณ์น่าเป็นห่วงครับ

‘ทร.’ มอบประกาศยกย่อง ‘พันจ่าเอก จเร - พลทหาร นูรดีน’ ช่วยเหลือคนตกน้ำ ตัวติดซอกตอม่อสะพานพระนั่งเกล้า

เมื่อวานนี้ (29 ม.ค. 67) พลเรือเอก อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีมอบประกาศยกย่องชมเชยให้แก่กำลังพลของกองทัพเรือ จำนวน 9 นาย ที่ได้ประกอบคุณงามความดีเสียสละช่วยเหลือสังคม หรือเสี่ยงอันตรายเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุต่าง ๆ โดยพิธีจัดขึ้น ณ ห้องสุพรรณหงส์ อาคารส่วนบัญชาการ กองทัพเรือ พื้นที่วังนันทอุทยาน ถนนอิสรภาพ เขตบางกอกน้อยกรุงเทพมหานคร 

ทั้งนี้ 2 กำลังพลที่เข้าพิธีรับมอบประกาศชมเชยจากผู้บัญชาการทหารเรือในครั้งนี้ ได้สร้างคุณงามความดี โดยขณะปฎิบัติหน้าที่ได้เข้าช่วยเหลือคนตกน้ำบริเวณสะพานพระนั่งเกล้าและติดอยู่ใต้ซอกตอม่อสะพาน จึงได้ทำการช่วยเหลือนำตัวขึ้นมาบนเรือได้อย่างปลอดภัย เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 66 ได้แก่

1.พันจ่าเอก จเร สุริยะลังกา พันจ่าเรือ เรือเวรด่วนทางธุรการ หมวดเรือบริการที่ 1 แผนกเรือบริการ กองเรือเล็กกรมการขนส่งทหารเรือ   

2.พลทหาร นูรดีน สาเมาะ พลช่างกล เรือเวรข้ามฟาก หมวดเรือบริการที่ 1 แผนกเรือบริการ กองเรือเล็ก กรมการขนส่งทหารเรือ 

การยกย่องชมเชยกำพลกองทัพเรือที่ประกอบคุณงามความดี เสียสละ ช่วยเหลือสังคมในครั้งนี้ แสดงถึงความกล้าหาญที่ยอมเสียสละเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ โดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่ตนเอง ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคมและได้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของกองทัพเรือให้ปรากฏต่อสาธารณชน นับเป็นบุคคลที่ควรแก่การยกย่องชมเชยเป็นอย่างยิ่ง กองทัพเรือขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า กำลังพลกองทัพเรือเป็นผู้ประกอบคุณงามความดีสมควรได้รับการยกย่องชมเชยและยึดถือเป็นแบบอย่างที่ดีต่อไป

'เจ้าฟ้าพร' หรือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ กษัตริย์ยุคชิงราชสมบัติ | THE STATES TIMES Story EP.138

 

เปิดพระราชประวัติ 'พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ' กษัตริย์ในยุคแห่งการชิงราชสมบัติ ผู้ฟื้นฟูพุทธศาสนาดินแดนลังกา และเป็นยุคแห่งวรรณคดีดังมากมาย

'คนัง' เงาะป่าผู้ทะยานด้วยวาสนา มาเป็นมหาดเล็กพิเศษ | THE STATES TIMES Story EP.137

เมื่อกรกฎาคม พ.ศ.2448 ในหลวง ร.5 ทรงมีรับสั่งให้เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ไปแสวงหาเด็กเงาะป่าที่มีอายุ 6-7 ขวบ เพื่อจะนำมาเลี้ยงดูให้การศึกษาในพระนคร . เจ้าหน้าที่พาเด็กชายคะนังออกจากป่าพัทลุงมายังเมืองสงขลา ถวายรายงานให้ในหลวง ร.5 ทรงทราบ โปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้หญิงยมราช (ตลับ) เป็นผู้ดูแล อบรมสั่งสอนเพื่อปรับสภาพร่างกาย ความคิด ชีวิตความเป็นอยู่ กิริยา มารยาท

‘จอห์นสัน’ ยอมจ่าย 25,000 ลบ. ให้ศาลสหรัฐฯ กว่า 40 แห่ง หวังจบปัญหาเรื่องส่วนผสมมี ‘สารก่อมะเร็ง’ ในแป้งเด็ก

เมื่อวานนี้ (24 ม.ค. 67) ยืดเยื้อยาวนานมา 14 ปีเต็ม นับตั้งแต่วันแรกที่มีการส่งตรวจผลิตภัณฑ์แป้งเด็ก ‘จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน’ พร้อมกับข้อกล่าวหาเรื่องสารก่อมะเร็ง โดยที่ผ่านมาบริษัทเผชิญมรสุมถูกฟ้องร้องหลายหมื่นคดีทั่วสหรัฐ แม้จะมีทั้งคดีที่ชนะและแพ้ปะปนกัน แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นแทบจะประเมินมูลค่าไม่ได้

กระทั่งปี 2565 บริษัทประกาศยุติการจำหน่ายแป้งที่มี ‘แร่ทัลก์’ เป็นส่วนประกอบทุกประเทศทั่วโลก ปรับเปลี่ยนส่วนผสมเป็น ‘แป้งข้าวโพด’ แทน และในวันที่ 24 ม.ค.67 ก็มีรายงานจากสำนักข่าว ‘เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล’ (The Wall Street Journal) ออกมาเพิ่มเติมว่า ‘จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน’ (Johnson & Johnson) จ่ายเงินตามข้อตกลงเป็นมูลค่า 700 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 25,000 ล้านบาท เพื่อยุติการสอบสวนในศาลสหรัฐมากกว่า 40 แห่ง

‘โจเซฟ วอล์ค’ (Joseph Wolk) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ‘จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน’ ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวนับเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่ง หลังจากบริษัทต้องเผชิญกับคดีแป้งเด็กมาหลายปี โดยยอมรับว่า บริษัทพยายามทิ้งเรื่องเหล่านี้ไว้ข้างหลังอย่างสมเหตุสมผลเพื่อก้าวต่อไปข้างหน้า อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลาหลายสิบปีมานี้ บริษัทมีโจทก์ยื่นฟ้องกว่า 52,000 ราย จากข้อกล่าวหาว่าด้วยส่วนผสมของแป้งฝุ่นที่มีสารก่อมะเร็งอยู่ด้วย

เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล ระบุว่า หากจะแก้ไขปัญหาเพื่อให้ครอบคลุมเงินเยียวยาโจทก์ผู้ฟ้องร้องทั้งหมด จอห์นสันฯ อาจต้องควักกระเป๋าจ่ายด้วยมูลค่าหลักพันล้านดอลลาร์ โดยเมื่อปี 2565 บริษัทเคยเสนอชดใช้แก่ผู้เสียหายด้วยตัวเลข 8,900 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 317,885 ล้านบาท ผ่านการยื่นล้มละลายเพื่อขอความคุ้มครองจากศาล ซึ่งศาลล้มละลายได้ปฏิเสธแผนดังกล่าว เนื่องจากบริษัทไม่ได้ประสบปัญหาทางการเงิน ทำให้คดียืดเยื้อออกไปอีกจนถึงวันนี้ และแม้ว่าตัวเลข 700 ล้านดอลลาร์ จะนับว่าสูงมากแล้ว แต่สื่อนอกหลายสำนักก็ได้มีการประเมินว่า จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน อาจต้องจ่ายมากถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ จนกว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าที่ผ่านมาบริษัทจะ ‘ชนะคดี’ เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็พบว่า มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมีอีกสารพัดอย่าง ก่อนหน้าการจ่ายเงินเพื่อยุติการสอบสวนครั้งนี้ บริษัทจ่ายไปแล้วกว่า 2,100 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 75,000 ล้านบาท ให้แก่หญิงสาวกว่า 20 ราย ที่กล่าวหาบริษัทว่า แป้งเด็กของจอห์นสันฯ ทำให้พวกเธอเป็น ‘มะเร็งรังไข่’ หลังศาลฎีกาปฏิเสธที่จะฟังคำอุทธรณ์ของบริษัทในปี 2564


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top