Monday, 10 August 2026
Hard News Team

กองทัพเรือ นำเรือ ต.94 และเรือ ต.95 เป็นอุทยานการเรียนรู้ใต้ท้องทะเล เกาะจวง สัตหีบ

เมื่อวันที่ (3 ก.ย.67) เวลา 08.30 น. พลเรือเอก อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ ประธานกรรมการอำนวยการโครงการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เป็นประธานประกอบพิธีนำเรือ ต.94 และ เรือ ต.95 ไปจัดวางเป็นอุทยานการเรียนรู้ใต้ท้องทะเล บริเวณทิศตะวันออกของเกาะจวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พร้อมด้วยคณะกรรมการอำนวยการโครงการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้แทนหน่วยงานสนองพระดำริ และเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการโครงการฯ กำลังพลกองทัพเรือ หน่วยงานสนองพระดำริ ประชาชน นักเรียนจากโรงเรียนในพื้นที่กว่า 300 คน ร่วมในพิธีดังกล่าว

สำหรับพิธีนำเรือ ต.94 และ เรือ ต.95 ไปจัดวางเป็นอุทยานการเรียนรู้ใต้ท้องทะเล ประกอบด้วย พิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน และพิธีเปิดโครงการอุทยานการเรียนรู้ใต้ท้องทะเล การจัดแสดงนิทรรศการของหน่วยงานสนองพระดำริ นิทรรศการประวัติ เรือ ต.94 และ เรือ ต.95 ณ สโมสรสัญญาบัตร กองเรือยุทธการ และพิธีจัดวางเรือ ต.94 และเรือ ต.95 บริเวณเกาะจวง พิธีกล่าวอำลา พิธีวางพวงมาลา การเป่าแตรนอน การให้สัญญาณชักหวูดนำเรือลงใต้ทะเล การเปิดคลุมป้ายโครงการฯ บริเวณชายหาดเกาะจวง และการปล่อยน้ำเข้าเรือ เพื่อนำเรือลงสู่ใต้ทะเล ณ เรือหลวงกระบุรี

โครงการอุทยานการเรียนรู้ใต้ท้องทะเล ภายใต้โครงการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มีวัตถุประสงค์ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีแด่ พระบรมวงศานุวงศ์ และปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล โดยนำเรือ ต.94 และ เรือ ต.95 ไปจัดวางเป็นอุทยานการเรียนรู้ใต้ท้องทะเลให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลชายฝั่ง เป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งที่อนุบาลหรือยึดเกาะของตัวอ่อนปะการัง รวมทั้งจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวใต้ทะเลในพื้นที่จังหวัดชลบุรี แห่งใหม่ เป็นการขยายกลุ่มนักท่องเที่ยวที่แออัด อันจะทำให้ปะการัง ได้มีเวลาพักฟื้นและเจริญเติบโตต่อไป

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีเจตนารมณ์ ที่จะอนุรักษ์แนวปะการัง กัลปังหา และสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย และทรงห่วงใยปัญหาความเสื่อมโทรม ของทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเล จึงโปรดให้มีการจัดตั้งมูลนิธิและโครงการ “อนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้แนวปะการัง กัลปังหา และสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ได้รับการอนุรักษ์รวมทั้งได้รับการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล และสัตว์ทะเลไม่ถูกทำลาย อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นและปลูกจิตสำนึก ให้ประชาชนได้เห็นถึงคุณค่าของทรัพยากรทางทะเล นำไปสู่ความสมดุลทางธรรมชาติ และการพัฒนาที่ยั่งยืนสืบไป

กองทัพเรือ ได้ตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ของการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล จึงได้จัดทำโครงการนำเรือ ต.94 และ เรือ ต.95 ไปจัดวางเป็นอุทยานการเรียนรู้ใต้ท้องทะเล ณ บริเวณทิศตะวันออกของเกาะจวง ภายใต้โครงการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เพื่อสนองพระดำริ ที่ทรงมีเจตนารมณ์ที่จะอนุรักษ์แนวปะการัง กัลปังหา และสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย โดยทรงห่วงใยปัญหาเรื่องความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเล การทำร้ายสัตว์ทะเลด้วยน้ำมือมนุษย์โดยตั้งใจหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นแหล่งฝึกศึกษาให้กับนักเรียนฝึกดำน้ำ เป็นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลแห่งใหม่ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เป็นการลดผลกระทบจากการท่องเที่ยวดำน้ำในแนวปะการังตามธรรมชาติ และเปิดโอกาสในการพักฟื้นตัวของแหล่งท่องเที่ยวแนวปะการังธรรมชาติให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนเป็นการช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เป็นแหล่งรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ต่อไป

เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ต.94 และ ต.95 เป็นเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.91ซึ่งประกอบด้วยเรือ ต.91, เรือ ต.92, เรือ ต.93, เรือ ต.94, เรือ ต.95, เรือ ต.96, เรือ ต.97, เรือ ต.98 และเรือ ต.99 รวมทั้งสิ้น 9 ลำ สร้างโดยกรมอู่ทหารเรือ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 - 2530 นับเป็นเรือตรวจการณ์สมัยใหม่ชุดแรก ที่กองทัพเรือไทยสร้างเองในประเทศ ตามพระราชดำริ และพระบรมราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่กองทัพเรือไทยเป็นล้นพ้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริว่า กองทัพเรือเราควรต่อเรือประเภทนี้ไว้ใช้เองบ้าง ทั้งนี้ด้วยเรือยนต์รักษาฝั่งมีบทบาทสำคัญ เช่น ในการปราบปราม และป้องกันการลักลอบลำเลียงอาวุธ และกำลังคนของฝ่ายก่อการร้ายเข้ามาใน่านน้ำอาณาเขตของประเทศเรา ในระหว่างการต่อเรือ ต.91 กองทัพเรือ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ โดยทรงให้สถาบันวิจัยและทดสอบ แบบเรือของต่างประเทศช่วยทดสอบแบบเรือลำนี้ทางเทคนิคต่าง ๆ ให้  และได้พระราชทานคำแนะนำจนถึงทรงร่วมทดลองเรือในทะเลด้วยพระองค์เอง กองทัพเรือยังคงสานต่อพระราชปณิธานอย่างต่อเนื่องสืบมา ในการปรับปรุงแบบเรือและสร้างเพิ่มเติม เช่น เรือ ต.92, ต.93, ต.94, ต.95, ต.96, ต.97, ต.98,ต.99, ต.991, ต.994

ซึ่งทำให้ กองทัพเรือสามารถสร้างเรือรบเองได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างรั้วทางทะเลให้เข้มแข็ง อีกทั้งยังทำให้องค์บุคคลของกองทัพเรือ ได้มีการพัฒนาความรู้ ความสามารถ และก้าวไปสู่การต่อเรือขนาดใหญ่ต่อไป

สำหรับ เรือ ต.94 ขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2526 และปลดประจำการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 และเรือ ต.95 ขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2525 และปลดประจำการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 โดยเรือทั้ง 2 ลำ สังกัดหมวดเรือที่ 2 กองเรือยามฝั่ง กองเรือยุทธการ

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 

กองทัพเรือ เตรียมนำเรือ ต.94 และ เรือ ต.95 จัดสร้างอุทยานการเรียนรู้ใต้ท้องทะเล เกาะจวง

เมื่อวันที่ (30 ส.ค.67) เวลา 08.00 น. พลเรือโท พาสุกรี วิลัยรักษ์ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ เป็นประธานพิธีบวงสรวง เรือ ต.94 และ เรือ ต.95 ณ ท่าเรือแหลมเทียน การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ ก่อนที่จะนำเรือทั้ง 2 ลำ ไปจัดวางเป็นอุทยานการเรียนรู้ใต้ท้องทะเล บริเวณพื้นที่เกาะจวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดย กองทัพเรือ ได้กำหนดจัดโครงการนำเรือ ต.94 และ เรือ ต.95 ไปจัดสร้างอุทยานการเรียนรู้ใต้ท้องทะเล บริเวณเกาะจวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ภายใต้โครงการ "อนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา" ในวันที่ 3 กันยายน 2567 เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติใต้ท้องทะเล โดยมี ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธี ในวันดังกล่าว

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ก012 ชลบุรี 0909535645

สมุทรปราการ- “บิ๊กเผือก” ผบช.ทท. จัดงานครบรอบ 7 ปี วันคล้ายวันสถาปนากองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ (30 ส.ค. 67) เวลา 09.00 น. ณ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้จัดพิธีทำบุญเลี้ยงพระเนื่องในโอกาส ครบรอบ 7 ปี วันคล้ายวันสถาปนากองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ณ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ถนนสุวรรณภูมิ 4 อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

นับเป็นปีที่ 7 ของการก่อตั้งกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวภายหลังได้รับการยกฐานะจากกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวขึ้นเป็นกองบัญชาการ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2560 ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงการก่อตั้งและเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลแก่กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว

โดยในช่วงเช้า พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. พร้อมด้วย พ.อ.หญิง อติกานต์ เผือกอ่ำ ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจท่องเที่ยว พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท. พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รอง ผบช.ทท. พล.ต.ต.นรเศรษฐ์ สุวรรณนิกขะ ผบก.อก.บช.ทท. พล.ต.ต.ม.ล.สันธิกร วรวรรณ ผบก.ทท.1 พล.ต.ต.ฐากูร นิ่มสมบุญ ผบก.ทท.2 และ พล.ต.ต.ภพพล จักกะพาก ผบก.ทท.3 นำข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ประกอบพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล

จากนั้นในเวลา 09.30 น. พล.ต.ท. ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท.เป็นประธานในพิธี นำข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พร้อมด้วยคณะแม่บ้านตำรวจท่องเที่ยว ร่วมถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถาเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว

โดยในงานวันคล้ายวันสถาปนากองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ครบรอบ 7 ปี มีข้าราชการตำรวจระดับสูงรวมถึงหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงาน ปปส. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตลอดจนนักธุรกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างเดินทางมาร่วมแสดงความยินดี พร้อมทั้ง ได้มอบกระเช้าดอกไม้ร่วมอวยพรเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว

คิว-ข่าวสมุทรปราการ-รายงาน

ทัพเรือภาค 1 ร่วมกับ ท่าเรือประจวบ ฝึกปฎิบัติการร่วม รักษาความปลอดภัยท่าเรือและเรือ ภายใต้รหัส “NAPPEX2024”

เมื่อเวลา 11.00 น. (4 ก.ย. 67) ที่ห้องประชุม บจก.ท่าเรือประจวบ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นาวาเอก อโศก ศรีสวัสดิ์ รองเสนาธิการ ทัพเรือภาคที่ 1 พ.ต.อ. ชัยรินทร์ แก้วสุวรรณ  ผกก. สภ.บางสะพาน  นายวิทักษ์ ทองรุ่งเปลว ปลัดอำเภอบางสะพาน และนายจิร โชตินุชิต กรรมการผู้จัดการ บจก.ท่าเรือประจวบ  นายวีระ ร่วมพุ่ม รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่รำพึง พร้อมแขกผู้มีเกียรติ เจ้าหน้าที่ส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมเปิดการฝึกปฎิบัติการร่วมในการรักษาความปลอดภัยท่าเรือและเรือ ตาม ISPS Code ภายใตัรหัส Naval Security Prachuap Port Exercise 2024 “NAPPEX2024” ในการฝึกซ้อมจะมีการจำลองเหตุรับมือสถานการณ์ การก่อความไม่สงบในท่าเรือ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือภาวะฉุกเฉิน และภัยก่อการร้ายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ท่าเรือ เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้บริการ โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมฝึกซ้อม และสังเกตการณ์ 

นายจิร โชตินุชิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด ถือเป็นท่าเรือน้ำลึกเอกชนที่มีจุดยุทธศาสตร์ และขีดความสามามารถในการให้บริการ ด้วยทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม "ท่าเรือประจวบ"ให้บริการกับลูกค้าอื่นๆ ในการบรรทุกขนถ่ายสินค้าต่างๆ ด้วยศักยภาพและขีดความสามารถของ "ท่าเรือประจวบ" จึงมีความคิดที่จะเพิ่มสายธุรกิจให้กับบริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด ซึ่งส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ต่อจังหวัด และต่อชุมชนในเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางน้ำ ประกอบกับพันธกิจที่จะมุ่งสู่ "ประตูสู่เศรษฐกิจสีนำเงิน" และพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานการใช้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน เป็นแนวทางการขับเคลื่อนเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

นาวาเอก อโศก ศรีสวัสดิ์ รองเสนาธิการ ทัพเรือภาคที่ 1 กล่าวว่า การฝึกครั้งนี้มีหน่วยเข้าร่วมการฝึกประกอบด้วย ทัพเรือภาคที่ 1 เรือหลวงกระบุรี ศูนย์อ้านวยการรักษาผลประโยชน์ชาติทางทะเล (ศรชล) ชุดปฏิบัติการพิเศษจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ ตำรวจน้ำ เจ้าท่าตำรวจตระเวณชายแดน 14 เจ้าหน้าที่ชุด EOD และหน่วยงานต่างๆในพื้นที่บางสะพาน ทั้งนี้ระหว่างมีการฝึก เรือหลวงกระบุรี ได้ร่วมกับท่าเรือประจวบ จำกัด จัดกิจกรรมเปิดเรือให้นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมเรือหลวงกระบุรี ในวันที่ 5 ก.ย.ระหว่างเวลา 10.00 - 16.00 น. อีกด้วย

ข่าว   ณัฐธภพ พันสาย  /  จ.ประจวบคีรีขันธ์   0649646443

ก.แรงงาน ผนึกกำลังมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งต่อธารน้ำใจช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคเหนือ

เมื่อวันที่ (29 ส.ค. 67) เวลา 10.00 น. นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานมอบเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับ นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทไบ่ลี่ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ที่ได้นำผลิตภัณฑ์ข้าวโอ๊ต จำนวน 200 ลัง
รวมทั้งสิ้น 3,000 ห่อ เพื่อร่วมสนับสนุนส่งต่อธารน้ำใจนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทางจังหวัดภาคเหนือ โดยมี นางสาวกรจิรัฏฐ์ พงจันทร์ศธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน จ.ส.อ.หญิง วรรณภา ปานสุข และนายชานนท์ บุญสง ผู้แทนบริษัท ไบ่ลี่ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ร่วมรับมอบ ณ บริเวณโถงชั้น 1 อาคารกระทรวงแรงงาน

นายไพโรจน์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องผู้ใช้แรงงานและพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยอยู่ในขณะนี้ แม้ว่าบางพื้นที่น้ำเริ่มลดลงและอยู่ระหว่างการฟื้นฟู
เพื่อกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ขณะเดียวกัน ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่น้ำยังท่วมสูงอยู่และชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน การที่กระทรวงแรงงานได้รับการสนับสนุนจากสถานประกอบการ และร่วมมือกับมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ เพื่อนำเครื่องอุปโภคบริโภคไปแจกจ่ายช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทางจังหวัดภาคเหนือในครั้งนี้ เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยในเบื้องต้น ซึ่งภายหลังจากการส่งมอบในวันนี้จะทยอยส่งต่อธารน้ำใจไปสู่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ ต่อไป

“กระทรวงแรงงาน ขอขอบคุณทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการภาคเอกชน และมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์
ที่ช่วยกันสนับสนุนสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย นอกเหนือจากการมอบสิ่งของเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นแล้ว ในส่วนของกระทรวงแรงงานเอง ผมยังได้สั่งการให้แรงงานจังหวัดพร้อมหน่วยงานในสังกัด
จัดทีมเจ้าหน้าที่เพื่อออกหน่วยบริการด้านแรงงานให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ อาทิ การซ่อมแซมบ้านเรือน อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ซ่อมรถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์เล็กเพื่อการเกษตรที่เสียหายจากน้ำท่วม รวมทั้งรับสมัครงาน ฝึกอบรมอาชีพให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแรงงานและสิทธิประโยชน์ประกันสังคมเพื่อฟื้นฟูในพื้นที่ที่น้ำลดอีกด้วย” นายไพโรจน์ กล่าว

ทั้งนี้ หากลูกจ้าง นายจ้าง และพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยได้รับความเดือดร้อนและต้องการขอรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506

กรมแพทย์ทหารเรือ ลงนาม MOU ทางการแพทย์ฯ กับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กรมการแพทย์ทหาร 3 เหล่าทัพ และ สตช.

(4 ก.ย. 67) กรมแพทย์ทหารเรือ โดย พลเรือโท ณัฐ  อิศรางกูร ณ อยุธยา เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ และคณะเข้าร่วมในพิธี ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทางการแพทย์และสาธารณสุข ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กรมการแพทย์ทหาร 3 เหล่าทัพ และสำนักงานแพทย์ใหญ่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ณ ห้องประชุมสิรินธร อาคารเฉลิมพระเกียรติ รพ.ศิริราช เมื่อ 3 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 

'บางจาก' แทงสวน!! กระแสพลังงานยุคใหม่ เลี่ยมทอง 'ปิโตรเลียม-SAF' แง้ม!! เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน พาอนาคต 'รายได้-กำไร' พุ่ง

ในช่วงบ่ายของวันที่ (2 ก.ย. 67) ที่ผ่านมา กลุ่มบางจากได้จัดแถลงกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางจาก 'Bangchak Group Way Forward to 2030' นำโดย นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้นำแต่ละกลุ่มธุรกิจของเครือบางจาก 

หลักใหญ่ใจความของการแถลงหนนี้ มุ่งเน้นไปที่เป้าหมายในปี 2573 ของกลุ่มบางจากที่ตั้งเป้าจะต้องมีตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นถึงผลการดำเนินงานที่แท้จริงของธุรกิจ ซึ่งไม่รวมค่าดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในระดับทะลุ 1 แสนล้านบาทให้ได้ (เป้ารายได้รวมทะลุ 1 ล้านล้านบาท)

แผนการสู่เป้าหมายระดับนี้จะต้องทำอย่างไร ?

>> การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
หากพิจารณาจากแผนการลงทุนระหว่างปี 2568-2573 ที่ปักไว้ที่ 1.2 แสนล้านบาท จะเป็นเม็ดเงินเพื่อขยายการลงทุนในทุก ๆ กลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ โดยงบลงทุนจะมาจากกระแสเงินสดในบริษัทบวกกับการกู้เงินเข้ามาเสริมศักยภาพ

เรื่องนี้น่าสนใจ เพราะในขณะที่บริษัทพลังงานอื่น ๆ เริ่มวางแผนการลงทุนสเตปต่อไป ด้วยการ 'ลด' การพึ่งพาของทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะ 'น้ำมัน' แต่ 'บางจาก' กลับสวนกระแสผ่านความเชื่อที่ว่า..

“ทรัพยากรธรรมชาติ ยังคงมีความจำเป็นต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ จะต้องมีการพัฒนาผ่านการเพิ่มศักยภาพของทรัพยากรเดิม ให้สะอาดขึ้น ควบคู่กับประสิทธิภาพที่สูงขึ้น"

เมื่อปักธงเช่นนี้ บางจาก จึงเลือกขยายการลงทุนในธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ E&P (Exploration and Production) โดยปัจจุบัน OKEA ผู้ผลิตปิโตรเลียมในนอร์เวย์ ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบางจาก สร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ ถึง 2.8 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ยังเตรียมขยายการลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมแห่งอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยอาศัยจุดแข็งผ่านการนำองค์ความรู้จาก OKEA มาต่อยอดความสำเร็จ โดยเฉพาะการยืดอายุแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นความเชี่ยวชาญหลัก เพื่อการ 'แก้มือ' จากที่เคยลงทุนล้มเหลวกับแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในประเทศอินโดนีเซียมาก่อน 

ทั้งนี้กลุ่มบางจากตั้งเป้ากับแผนการในกลุ่มธุรกิจ E&P โดยจะต้องสร้างกำลังการผลิตปิโตรเลียมทั้งจาก OKEA และกลุ่มบริษัทที่จะไปลงทุนในภูมิภาคอาเซียนนี้ให้ได้ไม่น้อยกว่า 100,000 บาร์เรลต่อวัน 

>> เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน 
อีกหนึ่งธุรกิจบางจากปักธง คือ การผลิต SAF (Sustainable Aviation Fuel) หรือ 'เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน' เพราะมองว่าในอนาคตข้างหน้า ธุรกิจการบินจะยังมีความต้องการใช้พลังงานน้ำมันอย่างต่อเนื่องต่อไป 

"ขนาดการพกพาวเวอร์แบงก์ขึ้นเครื่องบิน ยังเป็นเรื่องต้องห้าม ดังนั้นเครื่องบินที่ใช้พลังงานแบตเตอรี ก็น่าจะยังต้องใช้เวลาเดินทางอีกยาวไกล" คุณชัยวัฒน์ เปรียบเทียบให้เข้าใจ

คุณชัยวัฒน์ เผยอีกว่า ในอนาคต SAF จะมีความจำเป็นต่ออุตสาหกรรมการบิน เนื่องจากมีคุณสมบัติที่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 80% เมื่อเทียบกับน้ำมันอากาศยานทั่วไป สอดคล้องกับเทรนด์โลก ที่ปัจจุบันสหภาพยุโรป (EU) กำหนดให้เครื่องบินที่จะบินเข้าไปในพื้นที่จะต้องมีการผสม SAF เข้าไปในเชื้อเพลิงไม่น้อยกว่า 2% และในปี 2,593 ทาง EU กำหนดให้ต้องมีส่วนผสมของ SAF ไม่น้อยกว่า 65%

"ปัจจุบันบางจากได้มีการลงทุนสร้างหน่วยผลิตน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (SAF) ในพื้นที่ 8.9 ไร่ ภายในพื้นที่โรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง ภายใต้งบลงทุน 8.5 พันล้านบาท มีกำลังการผลิต 1 ล้านลิตรต่อวัน" คุณชัยวัฒน์ เสริม

ด้านนายธรรมรัตน์ ประยูรสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบางจาก กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน ให้ข้อมูลถึงความได้เปรียบของบริษัทฯ จากการที่มีโรงกลั่นน้ำมันหลักเป็นของตนเอง จะทำต้นทุนการผลิต SAF ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยได้ถึง 3 เท่า 

โดยเบื้องต้นคาดว่า หน่วยการผลิตดังกล่าวจะแล้วเสร็จในวันที่ 31 มีนาคม 2568 ซึ่งได้มีการเจรจาซื้อขายไปแล้วประมาณ 30-40% ของกำลังการผลิต 

"ปัจจุบันทางกลุ่มบางจากอยู่ระหว่างการรวบรวมน้ำมันใช้แล้ว เพื่อเป็นสต๊อกในการผลิต SAF โดยสามารถรวบรวมได้ประมาณวันละ 5 แสนลิตรจากอัตราการใช้น้ำมันพืชของไทยที่มีการใช้วันละ 3 ล้านลิตร" คุณชัยวัฒน์เสริม พร้อมทั้งยังเปิดเผยเพิ่มเติมอีกว่า "ในอนาคตจะต้องมีการจัดหาวัตถุดิบอย่างน้ำมันใช้แล้วในประเทศข้างเคียงด้วย"

บางจาก เผยอีกว่า สำหรับภาพรวมในไตรมาสแรกของปี 2567 โดยกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน รายงานว่ามีปริมาณการใช้น้ำมันอากาศยานอยู่ที่เฉลี่ย 16.7 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งยังไม่กลับเข้าสู่ปริมาณการใช้งานปกติแบบช่วงก่อนโควิดที่มีการใช้น้ำมันอากาศยานในไทยเฉลี่ย 20 ล้านลิตรต่อวัน และทาง บางจาก คาดว่า SAF ที่ผลิตได้จะเข้าไปเสริมในช่องว่างของปริมาณการใช้น้ำมันอากาศยานดังกล่าว 

สำหรับกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ นอกจาก E&P และ SAF ก็ยังมีอุตสาหกรรมไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่บางจากมีการลงทุนผ่าน บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ซึ่งมีการลงทุนโรงไฟฟ้าใน 7 ประเทศ มีกำลังการผลิต 1,183.2 MW และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 776.2 MW

โดยในกลุ่มธุรกิจส่วนนี้ บางจากได้มีการปรับกลยุทธ์ เพื่อดำเนินการพัฒนาโครงการให้แล้วเสร็จ จากนั้นจะนำระดมทุนสู่ตลาด เพื่อนำกระแสเงินสดมาลงทุนเพิ่มในพื้นที่อื่น ๆ อีก โดย BCPG ตั้งเป้าว่าจะเข้าสู่ SET50 ในปี 2573 

นอกจากในกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิมของบางจากแล้ว อีกหนึ่งธุรกิจของบางจากที่มีความน่าสนใจ คือ ธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง (Contract Development and Manufacturing Organization - CDMO) ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานแห่งแรกของภูมิภาคอาเซียน โดยคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องผลิตได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 

โดยในช่วงแรกธุรกิจนี้ จะมีกำลังการผลิต 200,000 ลิตรต่อปี ซึ่งระยะแรกจะผลิตเอนไซม์ และขยายการผลิตไปยังผลิตภัณฑ์ด้านชีววิทยาสังเคราะห์ (Synbio) ที่ล้ำสมัยอื่น ๆ ต่อไป โดยมีการตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตเป็น 1 ล้านลิตรต่อปีในปี 2571

'ฟ้าคราม' ยก!! 'เบน-ชนกนันท์' เลือดใหม่ 'รวมไทยสร้างชาติ' คนจริง!! ช่วยน้ำท่วมชาวแพร่ โดยไม่แคร์ถูกยัดเยียดสร้างระบบอุปถัมภ์

ไม่นานมานี้ ช่องติ๊กต๊อก 'ฟ้าคราม' (@fhakram.chavit) โดยคุณชวิศร์ ชูประทุม อินฟลูฯ อาสา ได้โพสต์คลิปยกย่องการทำงานของ น.ส.ชนกนันท์ ศุภศิริ อดีตผู้สมัคร สส.แพร่ เขต 1 เบอร์ 2 พรรครวมไทยสร้างชาติ ภายหลังจากเจ้าตัวได้ลงพื้นที่จังหวัดแพร่ในหลายจุดอย่างรวดเร็วในทันทีที่เกิดเหตุน้ำท่วม เพื่อเข้าไปช่วยเหลือและมอบสิ่งของจำเป็นจำนวนมากแก่พี่น้องชาวแพร่ที่ติดอยู่ในจุดน้ำท่วมแบบทั่วถึง โดยไม่แคร์ว่าจะต้องถูกยัดเยียดข้อหาสร้างระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง

ทั้งนี้ 'ฟ้าคราม' ยังเผยด้วยว่า ในยามที่พี่น้องประชาชนเดือดร้อน หน้าที่ของคนไทย คือ การช่วยเหลือกัน เพราะหลายครอบครัวที่ประสบความเดือดร้อน ออกไปทำงานไม่ได้ บางบ้านมีเด็กเล็ก มีคนป่วย พอออกไปไหนไม่ได้ ก็ไม่มีจะกิน ฉะนั้นยามนี้ใครที่จะมาบอกว่า กลัวเป็นบุญคุณอุปถัมภ์ แล้วให้มองตาจะเข้าใจ มันคงไม่ทำให้ผู้เดือดร้อนอิ่มท้อง พร้อมกับย้ำว่า เรื่องของน้ำใจ เป็นสิ่งที่อยู่เหนืออื่นใด เป็นจริยธรรมอันดี ทุกคนควรต้องช่วยกัน

สำหรับ 'เบน-ชนกนันท์' แม้จะเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ แต่เป็นหน้าเก่าในพื้นที่ เนื่องจากมีพ่อเป็นอดีตสจ.แพร่ เป็นหลาน 'แม่เลี้ยงติ๊ก' นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีต สส.แพร่หลายสมัย โดยเธอได้ลงพื้นที่สัมผัสกับชาวบ้านร่วมกับพ่อและแม่เลี้ยงติ๊กมาตลอด จึงรับรู้ปัญหาว่าชาวบ้านต้องการอะไร จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับการลงพื้นที่เพราะคุ้นเคยกับชาวบ้านเป็นอย่างดี และเหตุการณ์น้ำท่วมหนนี้ เธอก็ทำหน้าที่คนของประชาชนในนามพรรครวมไทยสร้างชาติได้แบบไม่ตกหล่น จนได้ใจชาวในพื้นที่ประสบภัยอย่างล้นหลาม

'นักข่าวเกาหลี' แซะไทย หลังมีกระแส #แบนเกาหลี ลั่น!! บอกคนไทยไม่มีเงิน แล้วเข้ามาทำอะไร?

(3 ก.ย. 67) เมื่อไม่นานมานี้ กระแส #แบนเกาหลี เริ่มกลับมาอีกครั้ง หลังมีประเด็น ตม.เกาหลี ไล่นักท่องเที่ยวไทยกลับประเทศด้วยเหตุผลที่ตอบคำถามที่ทางเจ้าหน้าที่ถามนักท่องเที่ยวว่า “หน้าโรงแรมมีต้นไม้กี่ต้น และห้องพักมีสีอะไร” จุดชนวนให้ชาวเน็ตไทยเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์กันสนั่น

กระทั่งต่อมา มีคนพบว่า นักข่าวสาวรายหนึ่งของเกาหลีใต้ ได้ทำคอนเทนต์แซะชาวไทยถึงกระแสแบนเกาหลี

ในคลิปวิดีโอมีการล้อเลียนกระแสแบนเกาหลีของคนไทย และพูดประมาณว่า “ตอน ตม. ถามคนไทยว่ามาทำอะไร บอกมาเที่ยว แต่พอถามว่ามีเงินเท่าไหร่ ทำไมถึงไม่มีเงินล่ะ?” เป็นการสื่อว่าคนไทยมีนัยบางอย่างแอบแฝงในการเข้าประเทศเกาหลี

คลิปวิดีโอนี้มียอดชมมากกว่าแสนครั้ง และมีคนเข้าไปถล่มคอมเมนต์มากมาย โดยเฉพาะคนไทยที่ได้เห็นถึงกับทนไม่ไหว มองว่าหญิงรายนี้มีอาชีพในงานข่าว ควรทำหน้าที่อย่างเป็นกลางในการนำเสนอความจริง ตีแผ่ว่าเกิดอะไรขึ้นมากกว่า

จากนั้นก็กลายเป็นสงครามระหว่างชาวเน็ตเกาหลีและชาวเน็ตไทย ชาวเน็ตเกาหลีหลายคนกลับเห็นด้วยกับคลิปวิดีโอนี้ และเข้ามาดูถูกคนไทย ส่วนฝั่งไทยก็ไม่ยอมตอกกลับแบบเจ็บๆ

อย่างไรก็ตามการที่คนไทยจำนวนมากที่ไปแบบถูกกฎหมายกลับโดนปฏิเสธด้วยสาเหตุที่ไร้สาระ ย่อมจำเป็นต้องหาคำตอบ และต้องได้รับการแก้ไขจากรัฐบาลเกาหลี

‘พีระพันธุ์’ ชี้!! ปัญหาด้านพลังงาน (น้ำมัน) หมักหมมมามากกว่าก่อนเกิดกระทรวงฯ ไม่ต่ำกว่า 40-50 ปี

🔎ตามติด 1 ปี ‘พีระพันธุ์’ ใต้หมวกเจ้ากระทรวงพลังงาน
📔อ่านบทสัมภาษณ์เต็มได้ที่ : https://thestatestimes.com/post/2024082922 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top