Monday, 10 August 2026
Hard News Team

เชียงใหม่-คณะพยาบาลศาสตร์ มช. ร่วมกับ 8 มหาวิทยาลัยต่างประเทศ จัดการประชุมวิชาการนานาชาติ Global Health Recalibration 2024

(4 ก.ย.67) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ 8 มหาวิทยาลัยต่างประเทศ จัดประชุมวิชาการนานาชาติ ‘การเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพโลก’: การสร้างความเข้มแข็งด้านผลลัพธ์ทางสุขภาพ การศึกษา การปฏิบัติทางคลินิก และวิจัย (Global Health Recalibration: Strengthening Outcomes, Education, Clinical Practice, and Research) โดยมี นายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิดการประชุม พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทพ.พิริยะ เชิดสถิรกุล  รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธานี แก้วธรรมานุกูล คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตลอดจนนักวิชาการ นักวิจัยด้านสุขภาพ นักศึกษาจากประเทศไทยและต่างประเทศ  เข้าร่วมประชุม ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ โรงแรมดิเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่

คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำ จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ 1) University of Adelaide 2) Columbia University 3) Duke University 4) University of Illinois at Chicago 5) Johns Hopkins University 6) Kagawa University 7) University of Michigan และ 8) Taipei Medical University ได้จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพโลก: การสร้างความเข้มแข็งด้านผลลัพธ์ทางสุขภาพ การศึกษา การปฏิบัติทางคลินิก และวิจัย (Global Health Recalibration: Strengthening Outcomes, Education, Clinical Practice, and Research) กำหนดจัดในระหว่างวันที่ 4 – 6 กันยายน 2567 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ โรงแรมดิเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่ 

ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย นักวิชาการ นักวิจัยด้านสุขภาพ รวมทั้งนักศึกษาจากประเทศไทยและต่างประเทศ รวมทั้งสิ้น 433 คน จากทั่วโลก ได้แก่ ออสเตรเลีย สาธารณรัฐประชาชนจีน จีนไทเป เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มัลดีฟส์ นิวซีแลนด์ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ศรีลังกา สหรัฐอเมริกา เวียดนาม และไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออภิปรายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพโลก ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลลัพธ์ทางสุขภาพที่เข้มแข็ง การศึกษา การปฏิบัติทางคลินิก และวิจัย รวมถึงโอกาสและความท้าทาย ของการสร้างผลลัพธ์ที่เข้มแข็งทางด้านสุขภาพ ผ่านความร่วมมือระหว่างสหวิชาชีพ นอกจากนั้น ยังเป็นเวทีสำหรับสหวิชาชีพ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพในการสร้างเครือข่าย อันจะนำไปสู่การพัฒนาทีมสุขภาพและการพัฒนาสุขภาพโลกในระดับภูมิภาคและระดับโลก 

การประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพโลก: การสร้างความเข้มแข็งด้านผลลัพธ์ทางสุขภาพ การศึกษา การปฏิบัติทางคลินิก และวิจัยในครั้งนี้ นับเป็นการจัดประชุมวิชาการนานาชาติครั้งที่ 7 ที่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุม ซึ่งจะเป็นการสานต่อ และพัฒนาองค์ความรู้ ด้านการส่งเสริมสุขภาพของโลกต่อเนื่องมาจากการจัดประชุมวิชาการนานาชาติที่คณะพยาบาลศาสตร์ได้จัดไปแล้ว จำนวน 6 ครั้ง เมื่อปี พ.ศ. 2544, พ.ศ. 2547, พ.ศ. 2551, พ.ศ. 2555, พ.ศ. 2559, และ พ.ศ. 2563 (จัดทุก 4 ปี) ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างมาก ซึ่งจะเห็นได้จากการที่มีผู้เข้าร่วมการประชุมมาจากทั่วโลก ทั้งนี้ยังได้ดำเนินกิจกรรมพบปะสนทนาระหว่างผู้แทนจากเครือข่ายของศูนย์ความร่วมมือทางการพยาบาลและการผดุงครรภ์ขององค์การอนามัยโลก The Global Network of WHO Collaborating Centers จากนานาประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กระชับความสัมพันธ์ และส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างศูนย์ความร่วมมือและสมาชิกพันธมิตร

สำหรับการจัดประชุมวิชาการนานาชาติ Global Health Recalibration 2024 จะเป็นการเผยแพร่ให้ความรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากวิทยากร/ผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงในระดับโลก จำนวน 15 คน นอกจากนี้ ในการประชุม ได้มีการนำเสนอผลงานวิจัย จำนวน 236 เรื่อง แบ่งเป็นการนำเสนอแบบปากเปล่า (Oral Presentation) 120 เรื่อง และนำเสนอด้วยโปสเตอร์ 116 เรื่อง และได้มีการจัดนิทรรศการวิชาการจากสถาบันการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถเลือกชมกิจกรรม และความก้าวหน้าของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ อีกด้วย 

'การบินไทย' ตรวจสอบความปลอดภัย ‘Airbus A350’ ยัน!! ไม่พบปัญหาจากเครื่องยนต์ และคงให้บริการตามปกติ

เมื่อวานนี้ (3 ก.ย. 67) นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีสายการบิน ‘คาเธ่ย์ แปซิฟิก แอร์เวย์’ (Cathay Pacific Airways) ตรวจสอบพบชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่มีปัญหาในเครื่องบิน Airbus SE A350 ส่งผลให้ต้องระงับการใช้เครื่องบินดังกล่าว และยกเลิกเที่ยวบินหลายเส้นทาง

ในส่วนของการบินไทยปัจจุบันมีอากาศยานรุ่น Airbus A350 ให้บริการ ซึ่งมีการตรวจสอบ และซ่อมบำรุงตามวงรอบปกติ โดยปัจจุบันอากาศยานรุ่นดังกล่าวยังคงให้บริการตามปกติ และยังไม่พบปัญหาจากเครื่องยนต์

สำหรับกรณี Cathay Pacific Airways ตรวจสอบพบชิ้นส่วนเครื่องยนต์ Airbus A350 มีการรายงานจากสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า ในวันนี้ (3 ก.ย.) Cathay Pacific Airways ได้ยกเลิกเที่ยวบินจากฮ่องกงไปสิงคโปร์เกือบทั้งหมด รวมถึงเที่ยวบินอื่น ๆ ทั่วเอเชีย หลังจากพบชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่มีปัญหาในเครื่องบิน Airbus SE A350 ของตน โดยคาดว่าท่อส่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผิดรูปหรือเสื่อมสภาพเป็นสาเหตุ

สายการบินได้ขอให้นักวิศวกรของตนตรวจสอบท่อสายยางที่จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับเครื่องยนต์อย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อหาความผิดปกติ การเสียรูป การบิด การพองตัวหรือการเสื่อมสภาพ ตามแหล่งข่าวสองคนที่ขอไม่เปิดเผยชื่อ เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้พูดต่อสาธารณะ ขณะด้าน Cathay Pacific ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาชิ้นส่วนเครื่องยนต์โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ สายการบิน Cathay Pacific ยังได้ยกเลิกเที่ยวบินจากฮ่องกงไปกรุงเทพฯ และเที่ยวบินไปสนามบินนาริตะของโตเกียวเกือบครึ่งหนึ่ง โดยเที่ยวบินที่ยังคงเปิดให้บริการอยู่นั้น ไม่มีเที่ยวบินใดใช้เครื่องบินแอร์บัส A350 แล้ว ซึ่งสายการบินระบุว่า มีการยกเลิกเที่ยวบินเดี่ยวประมาณ 48 เที่ยวบิน รวมถึงเที่ยวบินขาไปและขากลับ

ทั้งนี้ Cathay Pacific ได้ตรวจพบปัญหาเกี่ยวกับชิ้นส่วนเครื่องยนต์ในเครื่องบินลำหนึ่งที่ต้องกลับจากเที่ยวบินเดิมที่มุ่งหน้าไปยังเมืองซูริคในวันจันทร์ การตรวจสอบเครื่องบินอื่น ๆ ในฝูงบินพบว่าชิ้นส่วนเครื่องยนต์แบบเดียวกันหลายชิ้นก็จำเป็นต้องเปลี่ยน

'นนทบุรี' เตือน!! 30 ชุมชนนอกแนวป้องกันเสี่ยงน้ำท่วม อิทธิพล 'ฝนหนัก-น้ำเหนือ' แนะ!! เร่งยกของขึ้นที่สูง

เมื่อวานนี้ (3 ก.ย. 67) นายอภิชัย อร่ามศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ในฐานะผู้อำนวยการจังหวัด ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ในราชการกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนนทบุรี ถึงหัวหน้าส่วนราชการหลายหน่วยและนายกเทศมนตรีหลายแห่ง และแจ้งให้พร้อมรับมือน้ำฝนและรับน้ำเหนือ และ 30 ชุมชนเสี่ยงถูกน้ำท่วม

โดยอ้างประกาศฉบับที่ 2 ของกรมอุตุนิยมวิทยา ลงวันที่ 2 กันยายน แจ้งว่า ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและฝนตกหนักถึงหนักมาก บางพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะยังคงมีฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรงบางพื้นที่ โดยมีพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์พายุฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรงระหว่างวันที่ 3-9 กันยายน 2567

และกรมชลประทานได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ลงวันที่ 2 กันยายน 2567 แจ้งว่า จะมีการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ในอัตราระหว่าง 1,400-1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบัน อีกประมาณ 0.25-1.40 เมตร และอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2567 เป็นต้นไป ประกอบกับจากการคาดการณ์ระดับน้ำทะเลหนุนสูง จากกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ น้ำทะเลหนุนสูงถึงวันที่ 5 กันยายน 2567 และระหว่างวันที่ 14-20 กันยายน 2567

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ และลดผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนนทบุรีจึงขอให้ถือปฏิบัติตามแนวทาง ดังนี้

1.แจ้งเตือนประชาชนให้ติดตามข้อมูลสภาวะอากาศและข่าวสารจากทางราชการ ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ให้กับประชาชน ระวังอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งก่อสร้างและป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงระวังอันตรายจากฟ้าผ่า สำหรับเกษตรกรควรป้องกันผลิตผลทางการเกษตรที่อาจได้รับความเสียหาย และแจ้งเตือนประชาชนที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำให้ขนย้ายสิ่งของเพื่อลดความเสียหายจากกรณีเพิ่มการระบายน้ำ และน้ำทะเลหนุนสูง จากระดับน้ำปัจจุบันประมาณ 0.25-1.40 เมตร

2.หากมีแนวโน้มจะเกิดสถานการณ์ฝนฟ้าคะนองรุนแรงในพื้นที่ ให้เตรียมพร้อมทรัพยากร และแผนเผชิญเหตุ รวมถึงกำลังเจ้าหน้าที่ให้มีความพร้อมบรรเทาภัย อำนวยความสะดวก ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยตลอด 24 ชั่วโมง โดยประสานและบูรณาการหน่วยงานพลเรือน เครือข่ายอาสาสมัคร จิตอาสา ภาคเอกชนทุกภาคส่วนเข้าร่วมปฏิบัติงาน

3.หากเกิดสาธารณภัยขึ้นในพื้นที่ให้รายงานสถานการณ์ และการให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น ให้กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนนทบุรีทราบทันที ทางหมายเลขโทรศัพท์ 0-2591-2471 สายด่วน 1784 หรือแจ้งผ่านแอพพลิเคชั่น Line ปภ.โดยดำเนินการเพิ่มเพื่อน Line ID : @๑๗๘๔DDPM ตลอด 24 ชั่วโมง

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนนทบุรี จึงขอให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชนที่ประกอบกิจการในแม่น้ำ เช่น งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง แพร้านอาหาร เป็นต้น รวมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำต่ำ 30 จุด ให้เฝ้าระวังและยกของขึ้นที่สูงและเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหากมีแนวโน้มจะเกิดสถานการณ์สาธารณภัยในพื้นที่ ให้แจ้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร ประชาชนจิตอาสา หรือกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนนทบุรี ร่วมปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือประชาชนต่อไป

สำหรับชุมชนทั้ง 30 แห่ง ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ นอกแนวป้องกันน้ำท่วม เสี่ยงได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย

1.ชุมชนบริเวณวัดค้างคาว ม.4
2.ชุมชนริมน้ำท่าอิฐ ม.8
3.ชุมชนบริเวณมัสยิดท่าอิฐ ม.10
4.ชุมชนคลองบางภูมิ ม.5 ฝั่ง ต.คลองพระอุดม
5.ชุมชนบริเวณวัดไทรม้าเหนือ
6.ชุมชนบริเวณวัดไทรม้าใต้
7.ชุมชนวัดเฉลิมพระเกรียรติ
8.ชุมชนวัดอมฤต
9.ชุมชนบริเวณเกาะเกร็ด
10.ชุมชนบริเวณวัดแคนอก

11.ชุมชนวัดศาลารี
12.ชุมชนวัดค้างคาว ม.4
13.ชุมชนบริเวณวัดโพธิ์ทองบน
14.ชุมชนบริเวณวัดสลักเหนือ
15.ชุมชนวัดแจ้งศิริสัมพันธ์
16.ชุมชนบริเวณ หลัง รพ.พระนั่งเกล้า
17.ชุมชนบริเวณท่าน้ำนนทบุรี
18.ชุมชนบริเวณหมู่บ้านเทพประทาน
19.ชุมชนบริเวณวัดกู้
20.ชุมชนบริเวณวัดบ่อ

21.ชุมชนบริเวณวัดสนามเหนือ
22.ชุมชนวัดกลางเกร็ด
23.ชุมชนวัดแสงสิริธรรม
24.ชุมชนริมน้ำท่าอิฐ ม.4, ม.5, ม.6 และ ม.7
25.ชุมชนวัดตำหนักใต้
26.ชุมชนบริเวณวัดท่าบางสีทอง
27.ชุมชนบริเวณวัดชลอ
28.ชุมชนบริเวณวัดเกตุประยงค์เล็ก
29.ชุมชนบริเวณวัดพิกุลทอง
30.ชุมชนวัดใหญ่สว่างอารมณ์

'เทลสกอร์' ชี้!! ยอดรวมอินฟลูฯ-คอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย แตะ 9 ล้านคน ในจังหวะตลอดคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทยขยายตัว 25-30% แตะ 4.5 หมื่นล้านบาท

(4 ก.ย.67) นางสาวสุวิตา จรัญวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทลสกอร์ จำกัด เปิดเผยว่า เทลสกอร์ ได้ประเมินภาพรวมตลาดคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในประเทศไทยในปีนี้มีมูลค่าประมาณ 4.50 หมื่นล้านบาท มีการเติบโต 25-30% เนื่องจากกลุ่มลูกค้าภาคเอกชนได้มุ่งทำตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์อยู่ในระดับสูง

“ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้หลายฝ่ายประเมินว่าอาจไม่สดใสมากนัก แต่ภาคเอกชนไทยยังรุกทำการตลาด เนื่องจากการเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ยังมีความสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งภาพรวมตลาดมีการขยายตัวในระดับดังกล่าวต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว” 

สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการที่ยังทุ่มงบการตลาดระดับสูง จะเป็นกลุ่มเพื่อสุขภาพและความงาม กลุ่มไลฟ์สไตล์ และกลุ่มการเงิน ส่วนกลุ่มที่ชะลอการใช้งบจะเป็น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และรถยนต์ตามภาพรวมตลาดที่หดตัวลง 

ทั้งนี้แนวโน้มการทำตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ที่มีการขยายตัวสูง โดยในประเทศไทยมีจำนวนอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ประมาณ 9 ล้านคน ส่วนในทั่วโลก จากสถิติของ Linktree ระบุว่ามีจำนวนคอนเทนต์ครีเอเตอร์ประมาณ 200 ล้านคนทั่วโลก หรือประมาณ 3% จากประชากรโลก อีกทั้ง ภาพรวมตลาด คอนเทนต์ครีเอเตอร์ในไทย มีมูลค่าประมาณ 5.5 ล้านล้านบาท

สำหรับตลาดไทยกลุ่มลูกค้าที่ใช้งานมีจำนวนสูงขึ้น มีความสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียและการใช้เวลาบนโลกออนไลน์ของคนไทย ที่อยู่ในระดับสูงอันดับต้นในโลก อีกทั้ง จากการประเมินของ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ระบุว่า ประชากรไทยมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอยู่ที่ประมาณ 89.5% และมีช่องทางโซเชียลมีเดียมากถึง 50 ล้านคน คิดเป็น 71.5% ของประชากรทั้งหมด

ทั้งนี้ บริษัท เทลสกอร์ ที่ดำเนินธุรกิจในด้านอินฟลูเอนเซอร์ มาร์เก็ตติ้งแพลตฟอร์ม ได้ร่วมมือกับ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด จัดงาน The Mall Lifestore Presents Thailand Influencer Awards 2024 by Tellscore งานประกาศรางวัลสุดยอดอินฟลูเอนเซอร์ และสุดยอดอินฟลูเอนเซอร์แคมเปญที่ใหญ่สุดแห่งปี โดยจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 รวมทั้งสิ้น 59 สาขา

สำหรับงานจัดอยู่ในแนวคิด The Future is Yours! เพื่อร่วมแสดงถึงศักยภาพอินฟลูเอนเซอร์และนักการตลาดที่มีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางและสร้างสรรค์อนาคตของเศรษฐกิจไทย พร้อมเน้นหาอินฟลูเอนเซอร์คุณภาพ การร่วมสร้างมาตรฐานและคอมมูนิตี้อินฟลูเอนเซอร์ของประเทศไทยให้แข็งแกร่ง

ขณะที่กำหนดการจัดงาน มีขึ้นในวันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2567 ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ

วธ.เปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ 'สอนศิลป์ ถิ่นกวี' มุ่งสืบสานมรดกภูมิปัญญาศิลปวัฒนธรรมไทย ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

เมื่อวานนี้ (3 ก.ย.67) นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มอบหมายให้ นายประสพ เรียงเงิน อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ 'สอนศิลป์ ถิ่นกวี ขับกล่อมดนตรีพื้นบ้าน ร่วมสานงานศิลปวัฒนธรรม' ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ จัดขึ้นที่หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมวัฒนธรรมและมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานและเผยแพร่มรดกภูมิปัญญาของศิลปวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านศิลปะและดนตรีพื้นบ้าน ให้แก่คนรุ่นใหม่ ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป

ในการกล่าวเปิดงาน นายประสพ เรียงเงิน ได้กล่าวชื่นชมการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่นำไปสู่การขับเคลื่อนศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในอนาคต 

นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่คู่สังคมไทยตลอดไป และการจัดฝึกอบรมครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการจัดงานและการสนับสนุนของทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันเพื่ออนุรักษ์และสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืน

จากนั้น นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวขอบคุณอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมที่เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ 'สอนศิลป์ ถิ่นกวี ขับกล่อมดนตรีพื้นบ้าน ร่วมสานงานศิลปวัฒนธรรม' โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และศิลปินแห่งชาติ 3 สาขา จำนวน 17 ท่าน 

ผนึกกำลังในการดำเนินโครงการนี้เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้จากศิลปินแห่งชาติและศิลปินอื่น ๆ ให้แก่ผู้เข้าร่วมผ่านการเรียนรู้ใน 14 ฐานศิลปะ ซึ่งครอบคลุมหลากหลายแขนง ทั้งด้านจิตรกรรม ประติมากรรม วรรณศิลป์ และการแสดง อาทิ เทคนิคจิตรกรรมและสื่อผสม เทคนิคสร้างสรรค์ภาพพิมพ์ เทคนิคประติมากรรม  การสร้างสรรค์งานวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) การสร้างงานศิลปะการแสดงพื้นบ้าน (เพลงโคราช) การสร้างงานศิลปะการแสดงพื้นบ้าน 

(ดนตรีพื้นบ้านและการสร้างงานศิลปะการแสดงนาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย  เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการแสดงผลงานของศิลปินแห่งชาติอีก 39 ชิ้น โดยหวังว่าผู้เข้าร่วมจะได้รับแรงบันดาลใจและร่วมกันสืบทอดศิลปวัฒนธรรมไทยต่อไป กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ได้แก่ ศิลปินแห่งชาติ ศิลปินพื้นบ้าน ศิลปินร่วมสมัย และครูศิลปะ อาทิ ดร. กมล ทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรมและสื่อผสม) นายวรนันทน์ ชัชวาล

ทิพากร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่าย) นางชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ นายกำปั่น นิธิวรไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงโคราช) นายทรงศักดิ์ ประทุมสินธุ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้านอีสาน) นางรุ่งฤดี เพ็งเจริญ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสำกล - ขับร้อง) นายเดช นานกลาง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านปั้นดินเผาร่วมสมัยคนด่านเกวียนที่มาร่วมถ่ายทอดความรู้และ

ประสบการณ์ให้แก่ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมอย่างเข้มข้น ทำให้เกิดการต่อยอดภูมิปัญญา และสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ยั่งยืนแก่ประเทศชาติ

อุทาหรณ์!! เอาเงินมรดกไปฝากเทรดจนติดหนี้ สุดท้ายฆ่าตัวตายหนีปัญหา สะท้อน!! อย่าปล่อยให้ใครมาควบคุมเงินเรา ไม่ว่าจะมากหรือน้อย

เมื่อวานนี้ (3 ก.ย. 67) เพจเฟซบุ๊ก ‘Elliott Wave by WaveAholic’ ได้โพสต์ข้อความเตือนใจผู้สนใจลงทุน ระบุว่า…

เมื่อวานซืนแอดได้ฟังเรื่องที่น่าสะเทือนใจ มาเรื่องนึง ในใจอยากเขียนถึงมาก เพราะมันสอนคนได้ทั้งสองฝั่ง

แต่จิตสำนึกบอกว่า เราจะเขียนยังไงให้เคารพคน ๆ นั้นมากที่สุด แต่ก็ยังเล่าเป็นอุทาหรณ์สอนใจเพื่อน ๆ ที่ติดตามกันมาได้ สุดท้ายขอเขียนถึงแบบนี้แล้วกัน

แอดได้ทราบข่าวมาว่ามีคนฆ่าตัวตายจากการ(ฝาก)เทรด

เรื่องราวโดยย่อคือ ท่านนี้ ได้รับเงินมรดกจากครอบครัวมา 20 ล้านบาท

มีความคิดอยากให้เงินก้อนนี้เติบโตขึ้น จึงลงทุนในการศึกษา โดยได้ลงเรียนการเทรดกับสถาบันหนึ่ง ซึ่งแอดขอไม่บอกว่าสถาบันนั้นสอนเทรดสินค้าอะไร ชื่ออะไร ใครเป็นเจ้าของ

เมื่อเข้าไปเรียนแล้ว ได้มีการเข้าร่วมกิจกรรม ‘นำเทรด’ กับสถาบัน และ ทำให้พอร์ตเสียหายไปประมาณ 5 ล้านบาท 

จากนั้นจึงเกิดความกังวล และได้ไปปรึกษา ‘โค้ช’ ในสถาบันนั้น 

โดยโค้ชเสนอทางออกให้ โดยบอกว่าจะรับ ‘ฝากเทรด’ ให้ โดยที่กำไรแบ่งกัน 50/50 ส่วนกรณีเสียแอดไม่ได้รับข้อมูล

โค้ชเหล่านั้นก็เอาเงินที่เหลือไปเทรด สุดท้ายติดลบมาอีก 2 ล้านบาท ทำให้ตอนนี้ขาดทุนไป 7 ล้านบาท ด้วยความเครียด และ กังวลของท่านเจ้าของเงิน กลัวที่บ้านจะตำหนิว่านำเงินมรดกมาทำเสียหาย จึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย

เล่าได้เท่านี้จริง ๆ ลงรายละเอียดมากกว่านี้ไม่ได้แล้วและขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิตด้วย
R.I.P 

จริง ๆ มีอุทาหรณ์ที่ควรพูดถึงในฝั่งเจ้าของเงิน แต่เมื่อเค้าจากไปแล้ว แอดขออนุญาต แสดงความเสียใจอย่างเดียวไม่พูดถึงอะไรในฝั่งนี้

แต่ที่อยากเขียนถึงคือ อยากบอกคนที่กำลังคิดว่าจะทำอะไรแบบนี้ในฝั่งคนสอน หรือโค้ชคนใดก็ตามว่า กรุณาระมัดระวัง เพราะสิ่งที่คุณคิดจะทำ คุณไม่มีทางรู้ว่ามันส่งผลต่อชีวิตของคนอื่นได้ระดับใดบ้าง 

แอดเชื่อเหลือเกินว่า ทั้งคนนำเทรด ทั้งโค้ชที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ไม่ได้รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามีส่วนทำให้คนคนนึงตัดสินใจแบบนี้ เพราะสุดท้ายกิจกรรมของสถาบันก็ยังดำเนินต่อในปัจจุบัน

ส่วนฝั่งนักลงทุนแอดย้ำเสมอว่าในวงการนี้ หน้าฉากที่เห็น กับ สิ่งที่เป็น หลายครั้งมันสวนทางกัน อย่าเชื่อคนง่าย

หน้าฉากความสำเร็จที่คุณเห็นจากคนอื่น บางทีคนพวกนี้ก็มายืนบนจุดนั้นได้ จากความทุกข์ ความพังพินาศของคนอื่นนี่แหละ 

สุดท้าย อย่าปล่อยให้คนอื่นมาควบคุมเงินของเราเอง และเมื่อใดก็ตามที่เราดันปล่อยสิทธิ์ความเป็นเจ้าของของเงินเราให้คนอื่นดูแล ‘ห้าม’ all-in เด็ดขาด ไม่ว่าใจจะอยากมากขนาดไหนก็ตาม

ยังมีอีกหลายเรื่องในวงการนี้ที่อยากมาเล่าสู่กันฟัง จะได้พึงระวังให้มาก ๆ

'อัครเดช-รวมไทยสร้างชาติ' ย้ำ!! นโยบายรัฐบาลใหม่ ห้ามแก้ ม.112 พร้อมชูโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรมกับประชาชน

(4 ก.ย. 67) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรีและฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค ที่ประชุมได้มีมติ 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2568 ซึ่งจะมีการลงมติวาระที่ 3 ในวันที่ 5 กันยายน 2567 พรรครวมไทยสร้างชาติมีมติผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องจากมีความต้องการให้รัฐบาลเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อให้เกิดการกระจายเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ การมีมติพรรคในการผ่านกฎหมายฉบับนี้จะส่งผลให้รัฐบาลสามารถดำเนินโครงการต่าง ๆ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป

นายอัครเดช กล่าวว่า ในเรื่องต่อมาคือนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่จะบรรจุในนโยบายของรัฐบาลที่จะมีการแถลงนโยบายประกอบด้วย 2 เรื่องหลัก ๆ คือ เรื่องแรกเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายพรรครวมไทยสร้างชาติขอยืนยันจุดยืนเดิมว่าจะต้องไม่มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวมถึงห้ามให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 หมวด 2 และในประเด็นเกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันในรัฐธรรมนูญ

นายอัครเดช กล่าวว่า เรื่องสุดท้ายจะเป็นนโยบายของพรรคในเรื่องพลังงาน ที่จะต้องมีการสร้างโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรมกับประชาชน และการดำเนินการตามแนวทางรื้อ-ลด-ปลด-สร้าง นโยบายนี้จะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนได้อย่างมาก ซึ่งจะเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อร่างกฎหมายโครงสร้างพลังงานผ่านเป็นกฎหมายแล้ว พรรครวมไทยสร้างชาติขอยืนยันว่าพร้อมจะสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าวที่ยกร่างโดยนายพีระพันธุ์ต่อไป

‘กองทัพเรือ’ ทำพิธีจม ‘เรือของพ่อ’ (ต.94-95) ณ อ่าวแสมสาร ชลบุรี เพื่อสดุดีวีรชนทหารเรือ หลังทำหน้าที่ปกป้องท้องทะเลไทยตลอด 40 ปี

เมื่อวานนี้ (3 ก.ย. 67) พล ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้มอบหมายให้ พล.ร.ท.สุระศักดิ์ สิงขรวัฒน์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการอุทยานการเรียนรู้ใต้ท้องทะเล พร้อมกระทำพิธีจัดวาง ‘เรือของพ่อ’ ซึ่งเป็นเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ต.94 และ ต.95 ที่ปลดระวางแล้วให้จมลงสู่ใต้พื้นสมุทร บริเวณร่องน้ำด้านทิศตะวันออก ระหว่างเกาะจวงและเกาะจาน อ่าวแสมสาร ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี อย่างสมเกียรติ ณ ดาดฟ้าเรือหลวงกระบุรี หมายเลข 457

โดย พล ร.ท.สุระศักดิ์ ได้ทำพิธีวางพวงมาลาก่อนกล่าวสดุดีอำลา รำลึกในวีรกรรมความเสียสละ และความกล้าหาญของทหารทุกนายที่ได้เคยร่วมรับใช้ประเทศชาติ ปฏิบัติภารกิจในการปกป้องและรักษาธิปไตยของชาติทางทะเล ฟันฝ่าคลื่นลมอันตรายร่วมกับเรือทั้ง 2 ลำมายาวนานเกือบ 40 ปี

จากนั้น พลเป่าแตรได้เป่าสัญญาณแตรนอน ก่อนที่เรือหลวงกระบุรี จะให้สัญญาณชักหวูดปล่อยน้ำเข้าเรือเพื่อให้จมลงสู่ใต้ทะเลเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์สู่อนุชนรุ่นหลังต่อไป

สำหรับโครงการจมเรือเป็นอุทยานเรือรบแหล่งเรียนรู้ใต้ท้องทะเล มีวัตถุประสงค์เพื่อคงไว้ซึ่งเป็นสถานที่รำลึกถึงวีรกรรมของเหล่านักรบวีรชนทหารเรือ ที่ได้ทำหน้าที่ปกป้องผืนทะเลไทยบนเรือรบทั้ง 2 ลำ

และยังมีเป้าหมายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่สำหรับเหล่านักดำน้ำที่จะได้ศึกษาเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ และชื่นชมเรือรบอันสง่างาม ตลอดจนเป็นแหล่งปะการังเทียมและเป็นที่อยู่อาศัยให้สิ่งมีชีวิตใต้ทะเล

โดยเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ต.94 และ ต.95 เป็นเรือชุดเดียวกับเรือ ต.91 ซึ่งเป็นเรือที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการพระราชทานพระราชดำริ และพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับการต่อเรือ เพื่อพึ่งพาตนเองของกองทัพเรือ 

ซึ่งกรมอู่ทหารเรือ นับตั้งแต่การสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.91 ถึงเรือ ต.99 จำนวน 9 ลำ ระหว่างปี พ.ศ. 2510 - 2530 อันเป็นโครงการของกองทัพเรือ ตามพระราชดำริของพระองค์ จนสมัญญาเรือชุดนี้ว่า ‘เรือของพ่อ’

🔎ส่อง 10 อันดับประเทศที่มี ‘ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี’ มากที่สุดในโลก

THE STATES TIMES ชวนดู!! ประเทศที่มี ‘ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี’ มากที่สุดในโลก ในส่วน ‘ประเทศไทย’ ของเรา อยู่ในอันที่ 32 ของโลก และเป็นอันดับที่ 2 ของกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากสิงคโปร์ ตามมาด้วย มาเลเซีย อันดับ 33, เวียดนาม อันดับ 35 และฟิลิปปินส์ อันดับ 40


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top