Monday, 10 August 2026
Hard News Team

‘สุกฤษฏิ์ชัย-ปชป.’ ชวนทุกคนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม-ดูแลธรรมชาติ ร่วมสร้างโลกที่น่าอยู่-ส่งต่ออากาศบริสุทธิ์ให้รุ่นลูกหลานสืบต่อไป

(2 ก.ย. 67) นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ช่วยผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ (หน่วยงานดีเด่นแห่งชาติสาขาอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) และที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... ในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า…

“ในเดือนกันยายน เป็นเดือนที่มีความสำคัญต่อวงการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไทยและสากลอย่างยิ่ง เนื่องจากในวันที่ 1 กันยายน เป็นวันสืบ นาคะเสถียร ซึ่งวันดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้เราร่วมกันรำลึกถึงคุณงามความดี และความเสียสละของวีรบุรุษของผืนป่าไทย ซึ่งได้เสียสละชีวิตเพื่อเรียกร้องและสะท้อนปัญหาของทรัพยากรธรรมชาติให้สาธารณชนได้รับรู้ และตระหนักถึงอุดมการณ์อย่างแน่วแน่ในการรักษาผืนป่า รวมถึงในวันที่ 7 กันยายน ยังเป็นวันอากาศสะอาดสากล ที่ทั่วโลกโดยเฉพาะภาคประชาสังคมและกลุ่มอนุรักษ์จะได้จัดกิจกรรม รณรงค์เพื่อการเรียกร้องและทวงคืนอากาศสะอาด ปราศจากมลพิษ ซึ่งเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่ทุกคนควรจะต้องได้รับ อย่างมิต้องสงสัย

ข้อมูลจากงานวิจัยที่นำโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโมนาชของออสเตรเลียเปิดเผยว่า มีประชากรโลกเพียง 0.001% เท่านั้น ที่มีอากาศสะอาด ความหมายคือ แทบไม่มีที่ไหนในโลกเลยที่ปราศจากหมอกควันหรือฝุ่นพิษ รวมถึงข้อมูลจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติระบุว่า ในปี 2020 จำนวนพื้นที่ป่าไม้บนโลกมีอยู่ที่ร้อยละ 31 ของพื้นที่บก และมีแนวโน้มลดลงทุกวัน ฉะนั้นแม้ว่าจะมีวันสำคัญไว้ให้ตระหนักหรือรำลึกนึกถึง แต่การรณรงค์และการลงมือทำคือสิ่งสำคัญยิ่ง และการลงมือทำด้วยตัวเราเองคือสิ่งสำคัญที่สุด โดยการสนับสนุนที่ถูกต้องและทั่วถึงจากทางภาครัฐ ก็จะเป็นส่วนเติมเต็มสำคัญได้และบรรลุเป้าหมายได้อย่างดี 

ดังนั้นการดูแลสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน ที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันสร้างโลกที่น่าอยู่ อนาคตที่ยั่งยืน มั่นคงและปลอดภัย สำหรับคนรุ่นหลังต่อไป

'พระราชินี' ทรงร่วมการแข่งขันกับทีม ‘วายุ’ ในศึกการแข่งขันเรือใบที่สเปน 1 ใน Strategist ปลื้ม!! พระองค์ทรงให้กำลังใจแก่ทุกคนยามท้อ จนมีแรงฮึดสู้

เมื่อวานนี้ (1 ก.ย. 67) เวลา 10.52 น.ตามเวลาราชอาณาจักรสเปน ซึ่งช้ากว่าเวลาประเทศไทย 5 ชั่วโมง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปยังท่าเรือ Puerto Portals เกาะมายอร์กา เพื่อทรงร่วมการแข่งขันเรือใบ รายการ Puerto Portals 52 Super Series Sailing Week TP 52 Super Series 2024 เพื่อเก็บคะแนน Race ที่ 9 เป็นวันสุดท้าย 

การนี้ก่อนการแข่งขัน ได้พระราชทานของที่ระลึกซึ่งเป็นกระเป๋าจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ให้แก่ นายโทนี่ แรงค์รี่ย์ (Mr.Tony Langley) เจ้าของทีมเรือ Gladiator (แกลด-ดิ-เอ-เทอะ) จาก สหราชอาณาจักร พร้อมภรรยา และลูกเรือทุกคน ณ เรือยอช์ต 'Corinthian' (คะ-ริน-เธียน) 

จากนั้นเวลา 15.15 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เริ่มทรงเรือใบร่วมกับทีมวายุ (Vayu) หมายเลขเรือ 27 ออกจากจุดสตาร์ทพร้อมกับทีมเรือใบอีก 12 ทีม เพื่อทำการแข่งขันเก็บคะแนน Race ที่ 9 อันเป็นวันสุดท้ายของการแข่งขัน ซึ่งการแข่งขันตลอดทั้ง 9 Race ที่ผ่านมาทีมวายุทำคะแนนสะสมอยู่อันดับที่ 12 ของตาราง 

โดยการแข่งขันในครั้งนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงทำหน้าที่เป็น Strategist คอยวางแผนการเดินเรือผ่านการคำนวณทิศทางของลมในทะเลทั้งซ้ายขวา เพื่อให้เรือแล่นไปในทิศทางที่ต้องการและถึงที่หมายอย่างรวดเร็วและปลอดภัย แต่ก็ยังทรงทำหน้าที่อื่นในเรือร่วมกับสมาชิกทุกคนอย่างเต็มกำลัง เช่น ทรงช่วยหมุนกว้านทดแรง เพื่อช่วยให้ดึกเชือกทุกเส้นได้ง่ายและเร็วขึ้น ทรงช่วยโหนและถ่วงเรืออย่างเต็มที่ ไปจนถึงทรงช่วยพับเก็บ-กางใบเรือ แม้บางครั้งสมาชิกบางคนหมดแรงใจในการแข่งขันที่ใช้ระยะเวลาหลายวันติดต่อกัน พระองค์ก็จะทรงให้กำลังพระทัยแก่สมาชิกทุกคนให้มีแรงสู้อีกครั้ง

นางสาวนพเก้า พูนพัฒน์ หนึ่งในสมาชิกทีมเรือวายุ ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เป็น Strategist ร่วมกับสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีตลอดการแข่งขันทั้ง 5 วัน กล่าวว่า พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถในการทรงเรือใบมาก เพราะทรงใช้ทักษะพิเศษของความเป็นนักบินในการพยากรณ์ท้องฟ้า จึงทำให้สามารถคำนวณทิศทางลมซ้ายขวาในแต่ละวันได้อย่างแม่นยำ อันจะส่งผลสำคัญในการเลือกใบเรือที่จะใช้แข่งให้เหมาะสมได้ในแต่ละวันและด้วยการแข่งที่หลายมีขึ้นหลายวันสมาชิกหลายคนมีความท้อถอย พระองค์ก็จะทำทุกหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ซึ่งสมาชิกเห็นท่านทรงสู้ไม่ถอยก็จะมีกำลังแรงใจต่อสู้อย่างแข็งขันเช่นกัน หรือแม้แต่ในแต่ละวันการกำหนดทิศทางลมอาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ก็จะทรงให้กำลังพระทัยสมาชิกทุกคนว่า "สู้ๆไม่เป็นไร เราต้องทำได้"

สำหรับการแข่งขันในวันนี้ แม้จะเป็นวันสุดท้ายของสนามที่ 4 แต่สมาชิกทีมวายุทุกคนต่างพร้อมใจและกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า "จะตั้งใจสู้อย่างสุดหัวใจ เพื่อคะแนนที่ดีที่สุด" ซึ่งวันนี้ได้เตรียมใบเรือมาถึง 3 ขนาด อีกทั้งพยายามปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การเล่นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด จึงเข้าเส้นชัยใน Race ที่ 9 ในลำดับที่ 10

สำหรับการแข่งขันเรือใบรายการ 'Puerto Portals 52 Super Series Sailing Week' TP 52 Super Series 2024 วันนี้นับเป็นวันสุดท้ายของการแข่งขันของสนามที่ 4 ซึ่งสามารถทำการแข่งขันได้แค่เพียง 9 Race เนื่องจากเจอสภาพลมอันแปรปรวน และเวลาการแข่งขันที่ถูกกำหนดไว้ จึงไม่สามารถทำการเก็บคะแนนใน Race ที่ 10 ได้

ดังนั้นคณะกรรมการจึงนับผลการแข่งขันในสนามที่4 เพียงแค่ 9 Race เท่านั้น ส่งผลให้ ทีม Gladiator จากสหราชอาณาจักร มีคะแนนนำเป็นอันดับได้ที่ 1 ทีม Platoon Aviation จากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เป็นอันดับที่ 2 และทีม Quatum American Magic จากสหรัฐอเมริกา เป็นอันดับ 3 ส่วนทีมวายุอยู่ที่อันดับที่ 12 ของตาราง

นอกจากนี้ จะมีการแข่งขันในสนามที่5 อันเป็นนัดการเก็บคะแนนนัดสุดท้ายต่อไป เพื่อหาทีมที่ชนะเลิศการแข่งขันของรายการ '52 Super Series Sailing Week' TP 52 Super Series 2024 ต่อไป

‘สุริยะ’ แง้ม!! ‘DP World’ ประสานตั้งคณะทำงานร่วมไทย ศึกษาข้อมูล-รายละเอียดการลงทุน ‘โครงการแลนด์บริดจ์’

(2 ก.ย. 67) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย - อันดามัน (ชุมพร - ระนอง) หรือโครงการแลนด์บริดจ์ โดยระบุว่า กระทรวงฯ ยังคงมีเป้าหมายเดินหน้าผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในรัฐบาลนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ รวมถึงผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

โดยแผนการดำเนินงานในขณะนี้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) อยู่ระหว่างการทำหนังสือบรรจุวาระการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ พ.ศ. .... หรือ พ.ร.บ. SEC เข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กพศ.) เพื่อพิจารณา ก่อนเสนอไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือน ก.ย. 2568

อย่างไรก็ดี เมื่อ พ.ร.บ.SEC มีผลบังคับใช้แล้ว จะมีการจัดตั้งสำนักงาน SEC และเข้าสู่แผนงานอื่น ๆ โดยในส่วนการออกแบบทางรถไฟ และทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) รวมถึงการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และคาดว่าสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พิจารณา EIA แล้วเสร็จในปี 2568 สอดคล้องกับการออกแบบท่าเรือ และการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) และส่งให้ สผ. พิจารณาแล้วเสร็จในปี 2568

ในส่วนของกระบวนการคัดเลือกเอกชน การจัดทำร่างเอกสารเชิญชวนผู้ลงทุนในการร่วมลงทุนโครงการ (RFP) คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1/2569 ก่อนที่จะคัดเลือกผู้ลงทุนแล้วเสร็จในไตรมาส 2/2569 จากนั้นจะออก พ.ร.ฎ. เวนคืนที่ดิน ก่อนเสนอ ครม. อนุมัติโครงการภายในไตรมาส 2/2569 จากนั้นจะสามารถลงนามสัญญากับผู้ชนะการประกวดราคา และเริ่มดำเนินการก่อสร้างระยะที่ 1 ในไตรมาส 3/2569 แล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในช่วงปลายปี 2573

นายสุริยะ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทางบริษัท Dubai Port World (DP World) ประสานต้องการที่จะให้ สนข.ช่วยให้ข้อมูลในเรื่องต่าง ๆ ของโครงการอย่างละเอียด จึงมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่าง สนข.และ DP World ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโครงการนี้มีเอกชนพร้อมลงทุน 

อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการเอกชนรายใด ต้องการจะตั้งคณะทำงานร่วมกับประเทศไทย ก็สามารถแสดงความประสงค์มาได้ทันที โดยยืนยันว่ากระทรวงคมนาคม และรัฐบาลไทย มีความยินดีต้อนรับนักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลก และไม่ได้ผูกมัด หรือกีดกันรายใดรายหนึ่ง

‘อดีตผู้พิพากษา’ ไม่ค้าน ‘รวมไทยสร้างชาติ’ เข้าร่วมรัฐบาลเพื่อไทย 'หากทำเพื่อชาติ - ไม่ระราน 112 - มีฝีมือชัดกว่าคนจากพรรคล้มเจ้า'

(2 ก.ย. 67) นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลที่มีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ระบุว่า...

“.....เรื่องความคิดเห็นทางการเมืองอาจมีเห็นความแตกต่างกันได้ แต่ไม่ควรจะด่ากันว่าคนที่เห็นต่างกับเราเป็นคนเลวใช้ไม่ได้ ฯลฯ เพราะมันเรื่องของความคิดและเหตุผลของแต่ละคน ผิดถูกอย่างไร อนาคตจะบอกให้รู้เอง

“.....ผมเห็นว่า สภาพปัญหาของบ้านเมืองในปัจจุบัน แตกต่างกันกับเมื่อ 10 กว่าปีก่อนมาก เมื่อก่อนเราไม่เคยมีพรรคการเมืองที่ต้องล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ปัจจุบันมีแล้วดังที่ศาลรัฐธรรมได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567

“.....ถ้าต้องให้เลือกระหว่างที่พรรคเพื่อไทยร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่แสดงให้เห็นถึงการเป็นยอมเป็นทาสของชาติมหาอำนาจที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกันทั่วโลกตลอดมา และเอาคนที่ไม่เคยทำงานอะไรอันแสดงถึงการมีความรู้ความสามารถมาเป็นรัฐมนตรีและเป็นพรรคการเมืองที่ต้องการล้มล้างการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามความต้องการของชาติมหาอำนาจบางประเทศที่อยากเห็นประเทศไทยปกครองในระบอบการเลือกตั้งประธานาธิบดีซึ่งจะทำให้เขาเข้าแทรกแซงได้ง่ายไม่เหมือนปัจจุบันที่เขาทำไม่ได้

“.....กับการให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคภูมิใจไทย, พรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคประชาธิปัตย์ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล แม้โดยหลักการผมจะไม่เห็นด้วยก็ตาม

“.....แต่เมื่อคิดถึงความมั่นคงของสถาบันมหากษัตริย์ ซึ่งพรรคภูมิใจไทย, พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคชาติไทยพัฒนาที่ได้ยืนยันอย่างหนักแน่นและมั่นคงตลอดมาประเทศไทยต้องมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตลอดไป ทั้งจะไม่ยอมให้มีการแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และถ้ามี พ.ร.บ.นิรโทษกรรมก็จะไม่ยอมให้รวมผู้กระทำผิดตามมาตรา 112 ด้วย

“.....ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว ผมจึงเลือกที่ต้องยอมลืมความเกลียดชังความขุ่นเคืองใจที่มีอยู่ตลอดมาไว้ชั่วคราว ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดของประเทศชาติและการปกครองของประเทศไทยที่ยังต้องมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่ตลอดไป

“.....ผมจึงต้องทนกล้ำกลืนยอมรับกับการร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลของพรรรคการเมืองดังกล่าวข้างต้นครับ"

'ททท.' คาด โค้งสุดท้ายปี 67 นทท.แห่เข้าไทย 12.22 ล้านคน หนุนยอดทั้งปีนี้เฉียด 36 ล้านคน สร้างรายได้ประเทศ 1.8 ลลบ.

(2 ก.ย. 67) ช่วงเวลาที่ผ่านมา นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดท่องเที่ยวต่างประเทศ 4 เดือนสุดท้ายของปี 2567 (ก.ย.-ธ.ค.) เดินทางเข้าประเทศไทย มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว คาดว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 12,226,500 คน หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 20% สร้างรายได้ 652,826 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% เทียบช่วงเดียวกันของปี 2566 ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าหมายที่กำหนด 4 เดือนสุดท้ายของปี 2567 คิดเป็นสัดส่วน 97% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งปีที่รายได้ 673,738 ล้านบาท

สำหรับ คาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในช่วง 4 เดือนสุดท้าย ยังคงเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวตลาดหลักจากเอเชียตะวันออก รองลงมาคือกลุ่มภูมิภาคยุโรป และเอเชียใต้ ส่วนที่เหลือจากตลาดในภูมิภาคอื่นๆ เช่น โดย 10 อันดับแรกของประเทศที่เดินทางเที่ยวไทยมากที่สุด ได้แก่ จีน 2.03 ล้านคน มาเลเซีย 1.83 ล้านคน อินเดีย 7.07 แสนคน เกาหลีใต้ 7.4 แสนคน รัสเซีย 6.98 แสน ลาว 4.34 แสนคน สิงคโปร์ 4.28 แสนคน ไต้หวัน 3.77 แสนคน ญี่ปุ่น 3.46 แสนคน และสหรัฐ 3.41 แสนคน

“แนวโน้มปี 2567 คาดมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยจำนวน 35.99 ล้านคน เพิ่มขึ้น 28% ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่ ททท. กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 35 ล้านคน ส่วนรายได้ทางการท่องเที่ยวคาดประมาณ 1.818 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า”

สำหรับปัจจัยบวกต่อภาคการท่องเที่ยวไทย มีทั้งนโยบายผลักดันการเดินทางผ่านมาตรการ Ease of Traveling ของประเทศไทย อาทิ การผ่อนคลายวีซ่าประเภทท่องเที่ยว การขยายเวลาพำนักในไทยนานขึ้น การยกเว้นยื่นใบ ตม.6 บริเวณด่านชายแดนทางบกทั่วประเทศ เพื่อจูงใจและอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำลังวางแผนจะเดินทางให้สามารถตัดสินใจเดินทางมาเที่ยวไทยง่ายขึ้น
รวมถึงปัจจัยจำนวนที่นั่งโดยสาร (Seat Capacity) เส้นทางระหว่างประเทศ มีจำนวนรวม 46 ล้านที่นั่ง คิดเป็นการฟื้นตัว 82% ของจำนวนที่นั่งโดยสารระหว่างประเทศเมื่อปี 2562 ก่อนโควิด-19 ระบาด และเติบโตขึ้น 24% เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีจำนวนที่นั่งโดยสารประมาณ 37 ล้านที่นั่ง

สอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการการเดินทางท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น รวมถึงเทศกาลและกิจกรรมสำคัญ อาทิ วันชาติจีน (1 ต.ค.) เทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ และการเดินทางท่องเที่ยวตามรอยอินฟลูเอนเซอร์ ศิลปินชื่อดังของชาวไทยและต่างชาติ ผ่านการนำเสนอคอนเทนต์ สถานที่ถ่ายทำซีรีส์ คอนเสิร์ต หรือแฟนมีตติงศิลปินไทยและต่างชาติ

ส่วนปัจจัยท้าทายที่คาดว่าจะกระทบต่อการท่องเที่ยวของไทย อาทิ การส่งเสริมตลาดเชิงรุกของคู่แข่งในตลาดเอเชียแปซิฟิก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และเวียดนาม ที่จัดโปรโมชันดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มเดียวกับไทย รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงเศรษฐกิจขนาดใหญ่ชะลอตัว ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ได้แก่ สงครามอิสราเอลกับปาเลสไตน์ อิหร่านกับอิสราเอล รัสเซียกับยูเครน หากยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบต่อราคาบัตรโดยสารเครื่องบินแพงขึ้น

นอกจากนี้ ภัยคุกคามจากภัยพิบัติธรรมชาติและภัยก่อการร้าย มีแนวโน้มเพิ่มความถี่เกิดบ่อยครั้งหรือรุนแรง โดยเฉพาะอุณหภูมิโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นจากผลของวิกฤติคลื่นความร้อน (เอลนีโญ) แผ่นดินไหว น้ำท่วมใหญ่ จนอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน แผนการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวออกต่างประเทศ หรือมาตรการความปลอดภัยในการเดินทาง

นางสาวฐาปนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวตลาดในประเทศ 4 เดือนสุดท้ายของปี 2567 (ก.ย.-ธ.ค.) มีการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คาดมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือน 72.47 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 6% หรือคิดเป็น 92% ซึ่งเข้าใกล้เป้าหมายจำนวน 4 เดือนสุดท้ายของปี 2567 ที่ตั้งไว้ และมีรายได้รวม 335,240 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา หรือคิดเป็นสัดส่วน 83% ของเป้าหมายรายได้ 4 เดือนสุดท้ายของ ปี 2567 ที่ตั้งไว้

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มทั้งจำนวนและรายได้ตลาดในประเทศปี 2567 จะยังคงเป็นไปตามคาดการณ์ไว้ โดยมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ มาตรการการกระตุ้นท่องเที่ยวจัดผ่านอีเวนต์ การท่องเที่ยวโดยซอฟต์พาวเวอร์ อาทิ อาหาร ภาพยนตร์และซีรีส์ แฟชั่น มวยไทย และเฟสติวัล โดยนโยบายส่งเสริมท่องเที่ยวในประเทศภายใต้แคมเปญ “สุขทันที...ที่เที่ยวไทย” และโครงการ “365 วันมหัศจรรย์เมืองไทย ...เที่ยวได้ทุกวัน” 

'อียิปต์' โชว์นวัตกรรมอิฐจากถุงพลาสติก ทนทานกว่าคอนกรีต 2 เท่า แถมช่วยรีไซเคิลถุงขยะพลาสติกได้ 5,000 ล้านใบ ภายในปี 2025

(2 ก.ย. 67) TNN Tech รายงานว่า สตาร์ตอัปในประเทศอียิปต์เผยนวัตกรรมการนำขยะถุงพลาสติกในประเทศมารีไซเคิลใหม่ ให้กลายเป็นก้อนอิฐ โดยอ้างว่าผลิตออกมาเป็น 'ก้อนอิฐสำหรับงานก่อสร้าง' ที่มีความแข็งแกร่งกว่าคอนกรีตทั่วไปมากถึง 2 เท่า

สตาร์ตอัปแห่งนี้มีชื่อว่า 'ไทล์กรีน' (TileGreen) ซึ่งได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ในการเปลี่ยนเศษขยะถุงพลาสติกเก่า ๆ ให้กลายเป็นก้อนอิฐ โดยจะผสมเข้ากับวัสดุพอลิเมอร์ ขยะถุงขยะพลาสติกที่เจอทั่วไป และวัสดุธรรมชาติอย่างกรวดและทราย เพื่อขึ้นรูปเป็นวัสดุก่ออิฐตามที่ต้องการ 

โดยกระบวนการผลิต จะเริ่มจากการนำถุงขยะพลาสติกไปย่อยเป็นชิ้นเล็ก ๆ พร้อมหลอมรวมเข้ากับวัสดุดังกล่าว จากนั้นจะรีดออกมาเป็นแผ่น แล้วนำมาขึ้นรูปในแม่พิมพ์ ซึ่งใช้การบีบอัดด้วยแรงดันสูงและการให้ความร้อนเพื่อเพิ่มความแข็ง ผลลัพธ์ที่ได้ ก็จะมีลักษณะเป็นก้อนอิฐผิวหยาบ เหมาะสำหรับการใช้ปูพื้นภายนอกอาคาร เช่น พื้นฟุตพาท หรือพื้นลานกิจกรรม 

ทั้งนี้บริษัทเผยว่าสำหรับในประเทศอียิปต์ มีอัตราการผลิตขยะพลาสติกมากถึงราว 4,500,000 ตันต่อปี แต่มีอัตราการรีไซเคิลขยะพลาสติก อยู่ที่ระหว่างร้อยละ 10 ถึง 15 เท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังมีช่องว่างขนาดใหญ่ ของขยะพลาสติกที่ไม่ถูกนำมารีไซเคิล

บริษัทจึงต้องการที่จะพัฒนาเทคโนโลยีที่จะมาช่วยแก้ไขปัญหานี้ โดยจะมุ่งเน้นไปที่การเลือกใช้ขยะพลาสติก ที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้อย่างปลอดภัย เช่น ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว หรือภาชนะบรรจุอาหารอื่น ๆ โดยขยะเหล่านี้ มักถูกทิ้งบนถนน หรือถูกเผา ซึ่งก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หนึ่งในที่ตัวการที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน 

ดังนั้นการที่บริษัทออกไอเดียนำถุงขยะพลาสติก มารีไซเคิลเป็นก้อนอิฐที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ จึงช่วยลดจำนวนขยะพลาสติกที่จะถูกเผาทำลายไปในแต่ละปีได้ และยังช่วยลดปัจจัย ที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

สำหรับกำลังการผลิตปัจจุบัน ของโรงงานบริษัทที่ตั้งอยู่ในกรุงไคโร สามารถผลิตก้อนอิฐจากถุงขยะพลาสติกนี้ได้ประมาณ 5,000 ก้อนต่อเดือน ทั้งนี้บริษัทมีแผนที่จะต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้กว้างขึ้น เช่น การผลิตเป็นอิฐปูพื้น เสา ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปต่าง ๆ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ในเมือง และมีเป้าหมายที่จะรีไซเคิลถุงขยะพลาสติกให้ได้ 5,000 ล้านใบ ภายในปี 2025 นี้

'เพจดัง' แฉ!! 'โฟล์ค' ผู้สมัคร สส.เขต 1 พิษณุโลกแทน 'หมออ๋อง' รณรงค์ยกเลิก ม.112 มาโดยตลอด จี้!! พรรคเห็นด้วยใช่หรือไม่?

(2 ก.ย. 67) เพจ 'วันนี้พรรคส้มโกหกอะไร' โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

#ทุกคนคะ นาย Folk (โฟล์ค-ณฐชนน ชนะบูรณาศักดิ์) ผู้สมัคร เขต 1 พิษณุโลก พรรคส้ม เป็นแกนนำในการรณรงค์ ยกเลิก ม.112 มาโดยตลอด

ฝากพี่นักข่าวถาม Folk ด้วยนะคะ ถ้าเป็น สส. ยังจะเคลื่อนไหวยกเลิก ม.112 อีกหรือไม่คะ

และฝากถามพี่เท้ง พรรคส้มรู้ว่านาย Folk ต้องการยกเลิก ม.112 แต่ยังยืนยันส่งสมัคร แสดงว่าพรรคเห็นด้วยใช่หรือไม่คะ

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคุณสมบัติ ของ 'โฟล์ค' ในนามพรรคประชาชน ว่าเป็นสมาชิกพรรคครบ 90 วันหรือไม่ อีกด้วย

ทว่า ล่าสุดมีรายงานแจ้งว่า ก่อนที่พรรคก้าวไกลจะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค แกนนำพรรคก้าวไกลได้เตรียมการเผื่อไว้ล่วงหน้า โดยส่ง 'โพล์ค' สมัครเป็นสมาชิกพรรคถิ่นกาขาวชาววิไล

ต่อมาภายหลังศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคก้าวไกล สส.พรรคก้าวไกล ย้ายเข้าสังกัดพรรคถิ่นกาขาวชาววิไล แล้วเปลี่ยนชื่อมาเป็นพรรคประชาชน ทำให้ 'โฟล์ค' เป็นสมาชิกพรรคประชาชน เกิน 90 วัน มีคุณสมับติสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 1 จังหวัดพิษณุโลกได้

'รัสเซีย' ลั่น!! 'รัสเซีย-ยูเครน' ไม่ได้เป็นรัฐภาคีของธรรมนูญกรุงโรม เท่ากับศาลอาญาโลกไม่มีสิทธิสั่ง 'มองโกเลีย' รวบ 'ปูติน' ระหว่างการเยือน

(2 ก.ย. 67) นาย ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกของวังเครมลิน กล่าวกับกลุ่มผู้สื่อข่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า มอสโกไม่กังวลเกี่ยวกับหมายจับของศาลอาญาระหว่างประเทศที่ให้จับกุมนาย วลาดิมีร์ ปูติน  ประธานาธิบดีของรัสเซีย พร้อมเน้นว่าทุกประเด็นปัญหาในความเป็นไปได้ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางเยือนของปูตินจะได้รับการจัดการแยกกันเป็นการล่วงหน้า 

จากการกล่าวหาว่า ประธานาธิบดีรัสเซียได้ทำการบังคับเนรเทศประชาชนอย่างผิดกฎหมายและบังคับขนย้ายประชากร (เด็ก) จากพื้นที่ยึดครองในยูเครน ไปยังสหพันธรัฐรัสเซีย 

นาย ฟาดิ เอล-อับดัลเลาะห์ โฆษกของศาลอาญาระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซีในวันศุกร์ที่ผ่านมาเช่นกันว่า ทุกรัฐที่ลงนามในธรรมนูญกรุงโรม "มีพันธสัญญาที่ต้องให้ความร่วมมือ สอดคล้องกับบทบัญญัติภาค 9 ของธรรมนูญกรุงโรม" ทั้งนี้ ธรรมนูญกรุงโรม เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่จัดตั้งศาลแห่งนี้ขึ้นมา และทางมองโกเลียได้ให้สัตยาบันรับรองในปี 2002

"ในกรณีที่ไม่ให้ความร่วมมือ บรรดาผู้พิพากษาของศาลอาญาระหว่างประเทศ อาจดำเนินการตรวจสอบผลกระทบในเรื่องดังกล่าว และแจ้งต่อสมัชชารัฐภาคีแห่งธรรมนูญกรุงโรมในเรื่องนี้ จากนั้นทางสมัชชาฯ จะเป็นคนตัดสินใจใช้มาตรการใดๆ ที่พวกเขาเล็งเห็นว่ามีความเหมาะสม" เอล-อับดัลเลาะห์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ธรรมนูญกรุงโรมได้ให้ข้อยกเว้น ครั้งที่การจับกุมใดๆ นั้นเป็นการละเมิดพันธสัญญาในสนธิสัญญาหนึ่งที่ทำไว้กับประเทศอื่น หรือละเมิดเอกสิทธิ์คุ้มกันทางการทูตของบุคคลหรือสินทรัพย์ของประเทศที่ 3

อ้างอิงจากรัฐบาลในกรุงเคียฟ ทางยูเครนได้ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการ เรียกร้องให้ มองโกเลียทำการจับกุมนายวลาดิมีร์ ปูติน เช่นกัน ทว่าต่อมา ทางโฆษกของวังเครมลินยังคงปฏิเสธคำกล่าวอ้างในการจับกุมดังกล่าวว่าเป็นเรื่องไร้สาระ โดยเน้นว่าการอพยพพลเรือนออกจากพื้นที่สู้รบไม่ใช่อาชญากรรม ยิ่งไปกว่านั้นทั้งรัสเซียและยูเครน ก็ไม่ได้เป็นรัฐภาคีของธรรมนูญกรุงโรม นั่้นหมายความว่าศาลอาญาระหว่างประเทศไม่มีขอบเขตอำนาจในเรื่องนี้

'อีเลคโทรลักซ์' เปิดสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ตั้งเป้า 'เพิ่มกำลังการผลิต-ขยายตลาด' ดึงดูดลูกค้ากลุ่มพรีเมี่ยม

(2 ก.ย. 67) เมื่อไม่นานมานี้ นายอเล็กซิส ริชาร์ด ผู้จัดการทั่วไป อีเลคโทรลักซ์ประเทศไทย กล่าวว่า อีเลคโทรลักซ์ กรุ๊ป ประกาศเปิดสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตะวันออกกลางแอฟริกาอย่างเป็นทางการที่กรุงเทพมหานคร เนื่องด้วยประเทศไทยเป็นตลาดหลักของอีเลคโทรลักซ์กรุ๊ปในภูมิภาค ทำให้สำนักงานใหญ่แห่งใหม่นี้มีบทบาทสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ของบริษัท ในฐานะประตูสู่การดำเนินธุรกิจการค้าต่างๆ ของเอเชีย อีกทั้งยังตั้งอยู่ใกล้โรงงานผลิตที่ระยองและตลาดอื่นๆ ในเอเชียที่เติบโตอย่างรวดเร็ว รวมถึงมีศูนย์วิจัย R&D ที่สิงคโปร์ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจอีเลคโทรลักซ์ ตลอดจนสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดและผู้บริโภคในภูมิภาคนี้ได้อย่างรวดเร็ว

โดยในปี 2567 อีเลคโทรลักซ์ เปิดตัวสินค้าใหม่ถึง 85 ชนิดในปีนี้ ครอบคลุมเครื่องใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะตลาด premium โดยปัจจุบัน มีสินค้า highlight คือ เครื่องซักผ้าฝาหน้าขนาด 9-11 กิโลกรัม โดยตั้งเป้า market share ตลาดเครื่องซักผ้าฝาหน้าอยู่ที่ 25% ภายในปีนี้ ส่วนเครื่องดูดฝุ่นตั้งเป้า market share อยู่ที่ 15% ภายในปีนี้ สำหรับตู้เย็นเน้นจำหน่ายตู้เย็นหลายประตู หรือ multi door  โดยตั้งเป้า market share อยู่ที่ 5% ของตลาดตู้เย็นทั้งหมด ตั้งเป้าว่าจะขยายฐานลูกค้าตู้เย็นหลายประตูและเครื่องใช้ไฟฟ้าบิ้วท์อินในครัว การเปิดสำนักงานใหญ่ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตะวันออกกลางแอฟริกา อีเลคโทรลักซ์มองว่าประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญและมีความพร้อมเป็นอย่างมาก ด้วย location เป็นศูนย์กลางของเอเชีย ทั้งการมีความพร้อมในด้านฐานการผลิต โรงงานที่จังหวัดระยอง ศูนย์วิจัย Global R&D และยังเป็นประเทศที่เป็นศูนย์รวมของนานาชาติ มีศักยภาพในการดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถหลากหลายสัญชาติให้มาทำงานที่ประเทศไทยได้ และทำให้พนักงานของเราทั้งจากโรงงานที่ระยอง ศูนย์วิจัย Global R&D และสำนักงานใหญ่ ทำงานได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นอีกด้วย

นายวิเทอร์ มายอา รองประธานฝ่ายการขายภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตะวันออกกลางแอฟริกา อีเลคโทรลักซ์กรุ๊ป กล่าวว่า จังหวัดระยองเป็นฐานการผลิตที่สำคัญสำหรับอีเลคโทรลักซ์กรุ๊ป และตลาดในประเทศไทยเป็นตลาดที่ใหญ่ที่อันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการทำตลาดในประเทศไทยมานานกว่า 47 ปี ถือว่ามีรากฐานที่มั่นคงแข็งแรงมากเมื่อเทียบกับแบรนด์จากประเทศอื่นๆ การก่อตั้งสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในกรุงเทพฯจะช่วยให้ใกล้ชิดกับโรงงานผลิตได้มากขึ้น และสามารถมองโอกาสการเติบโตในด้านของทรัพยากรบุคคลด้วย

ปัจจุบัน โรงงานที่ระยองสามารถผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ 1.5 ล้านหน่วยต่อปี โดยมีสัดส่วนในการส่งออก 70% ไปยัง 56 ประเทศทั่วโลกและภายในปี 2026 มีการวางแผนขยายการผลิต โดยคาดว่าจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก 20% โดยแผนการเติบโตของอีเลคโทรลักซ์ คือ การเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีเป้าหมายในการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ลูกค้าที่มีอยู่เดิม และดึงดูดลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะลูกค้าใน premium market และลูกค้าที่สนใจด้านความยั่งยืน และลูกค้าที่ต้องการใช้สินค้าที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“การเปิดสำนักงานใหญ่ของภูมิภาคของเราในกรุงเทพฯ ถือเป็นก้าวสำคัญของกลยุทธ์สร้างการเติบโตทางธุรกิจของอีเลคโทรลักซ์ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์ด้านนวัตกรรมและความยั่งยืนอันยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้าและผู้บริโภคตอกย้ำถึงความสำคัญของประเทศไทยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตะวันออกกลางและแอฟริกา ซึ่งประเทศไทยมีอัตราการแข่งขันสูง สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพในการทำงานหลากหลายสัญชาติ เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมกับการตั้งสำนักงานและใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้น” ทั้งนี้ อีเลคโทรลักซ์กรุ๊ปที่ได้ร่วมสร้างการเติบโตให้ประเทศไทยมายาวนานตลอด 47 ปี โดยจะช่วยให้เกิดการสร้างงานหรือเพิ่มพนักงานที่ทำงานในระดับภูมิภาคมากถึง 130 ตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นสายงานการตลาด สายงานบริหารผลิตภัณฑ์ หรือสายงานฟังก์ชั่นสนับสนุนการดำเนินงาน อีเลคโทรลักซ์ ประเทศไทย ส่งมอบนวัตกรรมจากสวีเดนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของชีวิตผู้คนมากมาย ด้วยความทุ่มเทของพนักงาน 2,800 คน จาก 26 ประเทศ ซึ่งมาประจำการอยู่ที่กรุงเทพฯ และโรงงานผลิตของบริษัทที่ระยอง 

นอกจากความสำเร็จทางด้านธุรกิจและการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนอย่างจริงจัง อีเลคโทรลักซ์ยังเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ตามแนวคิด ”Shape living for the better” ให้กับผู้คนทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยผ่านการดำเนินงานในหลายมิติ อาทิ 

•    โรงงานที่ระยองเป็นหนึ่งในฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์ของอีเลคโทรลักซ์ ผลิตเครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า ตู้เย็น และเตาประกอบอาหาร เพื่อส่งออกไปยัง 56 ประเทศทั่วโลก โดยจัดจำหน่ายภายใต้ 10 แบรนด์ ซึ่งรวมถึงแบรนด์ อีเลคโทรลักซ์ (Electrolux) เวสติ้งเฮ้าส์ (Westinghouse) และฟริจิแดร์ (Frigidaire)
•    ในปี 2566 ร้อยละ 25 ของพลังงานที่โรงงานระยองใช้มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนจากพลังงานแสงอาทิตย์ นอกจากนี้ โรงงานยังได้การรับรองจากสถาบันระดับสากล “การบริหารจัดการของเสียไปสู่การฝังกลบเป็นศูนย์” (Zero Waste to Landfill) ซึ่งหมายถึงการส่งของเสียไม่เกินร้อยละ 1 จากโรงงานไปสู่การฝังกลบ
•    โรงงานระยองได้เปลี่ยนรถโฟล์คลิฟท์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันดีเซลหรือก๊าซแอลพีจี เป็นรถโฟล์คลิฟท์ระบบแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน จำนวนมากถึง 133 คัน ซึ่งถือว่าช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงถึง 500 ตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 21,000 ต้น 

 อีเลคโทรลักซ์ตอกย้ำจุดยืนในฐานะผู้นำด้านการดูแลเสื้อผ้าอย่างยั่งยืน ด้วยการเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ Electrolux UltimateCare รุ่นใหม่ล่าสุด นอกจากนี้ยังมีเครื่องดูดฝุ่นรุ่นด้ามจับน้ำหนักเบาผลิตจากวัสดุรีไซเคิล
•    โครงการจัดอบรมเยาวชนเพื่อให้เป็นฮีโร่ด้านอาหาร หรือ “Food Heroes” ของมูลนิธิอีเลคโทรลักซ์ฟู้ด ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนในแต่ละประเทศในการเลือกทำและทานอาหารตามแนวทางยั่งยืนม
“การตั้งสำนักงานใหญ่ของภูมิภาคแห่งใหม่นี้ จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดศูนย์กลางที่สำคัญของอีเลคโทรลักซ์กรุ๊ป มุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพและความเชี่ยวชาญของพนักงานระดับภูมิภาคที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานระดับโลก และสนับสนุนโอกาสเติบโตในการทำงาน” นายวิเทอร์ กล่าว

'หนุ่มสาวลาว' เมินเข้ามหาวิทยาลัย แห่เรียนภาษาจีนแทน หลัง 'นักท่องเที่ยว-การลงทุน' จากแดนมังกรพุ่งสูง

(2 ก.ย. 67) เยาวชนจำนวนมากมองว่าการเรียนภาษาจีนเป็นหนทางในการหาเงินในประเทศที่กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งเงินเฟ้อสูงและค่าเงินที่อ่อนค่าลง ที่ส่งผลให้ชาวลาวจำนวนมากไปหางานทำในไทย การเรียนภาษาจีนกำลังได้รับความนิยมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อปักกิ่งเร่งลงทุนในประเทศยากจนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลแห่งนี้ ทั้งสร้างเขื่อน ถนน และโรงไฟฟ้า

เมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทจีนได้ลงทุนในโครงการต่างๆ ในลาวรวม 17 โครงการ มูลค่า 986 ล้านดอลลาร์ ที่กำลังจะทำให้จีนกลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดในไม่ช้าแทนที่ไทย กระทรวงวางแผนและการลงทุนระบุเมื่อเดือน ก.พ.

หลายคนลงเรียนภาษาจีนกลางที่สถาบันขงจื๊อ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสหรัฐฯ และที่อื่นๆ เนื่องจากเชื่อมโยงกับปฏิบัติการอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายลงทะเบียนระบุว่าสถาบันขงจื๊อของมหาวิทยาลัยสุภานุวงศ์ ในหลวงพระบาง มีคนสมัครเรียนจนเต็ม

“เราเห็นนักท่องเที่ยวจีนในพื้นที่มากขึ้น และคนท้องถิ่นที่นี่ก็เรียนภาษาจีนกันมากขึ้นด้วย” เจ้าหน้าที่ระบุ

“มีโรงเรียนเอกชนของลาวหลายแห่งที่สอนภาษาจีน เพราะตลาดจีนกำลังขยายตัว นักท่องเที่ยวและธุรกิจของจีนเข้ามาที่เมืองและประเทศมากขึ้น” ชาวลาวคนหนึ่งที่ส่งลูกสาวไปเรียนภาษาจีนในหลวงพระบาง กล่าว

ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวในนครหลวงเวียงจันทน์รายงานว่ามีนักเรียนเข้าสอบเอนทรานซ์เพียง 5,457 คนเท่านั้น แม้จะเปิดรับถึง 7,700 คนก็ตาม

ส่วนมหาวิทยาลัยสะหวันนะเขต ทางตอนใต้ของประเทศ ระบุว่ามีนักเรียนเข้าสอบในปีนี้เพียง 329 คน แม้ว่าทางมหาวิทยาลัยมีแผนรับนักศึกษาใหม่ 1,500 คน

และแม้แต่ในมหาวิทยาลัย ภาษาจีนก็กลายเป็นวิชาที่ได้รับความนิยมมากที่สุด รวมถึงมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวด้วย

“ภาษาจีนเป็นวิชาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในสถานศึกษาต่างๆ กระทั่งผู้ใหญ่เองก็เรียนภาษาจีนด้วย มีการลงทุนจากจีนในประเทศของเรามากขึ้น ดังนั้นผู้คนจึงเรียนภาษาจีนกันมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาหวังว่าภาษาจีนจะช่วยให้พวกเขาได้งานและรายได้ที่ดีขึ้น” อาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ระบุ

นอกจากนี้ การสมัครเข้าเรียนก็ลดลงเรื่อยๆ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

สำนักข่าววิทยุเอเชียเสรีรายงานในเดือน มิ.ย.ว่า นักเรียนในระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายระบุว่าพวกเขาออกจากโรงเรียนเพราะเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ และการขาดโอกาสในการทำงาน

จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเหล่านี้ลดลงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเงินเฟ้อเพิ่มสูงทำให้ค่าอาหารและค่าเดินทางเพิ่มขึ้น ทำให้ครอบครัวต่างๆ เผชิญกับความยากลำบากในการจ่ายค่าอุปกรณ์การเรียนและชุดนักเรียน

จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นหลังจากลาวกำหนดให้ปี 2567 เป็นปีท่องเที่ยวลาว เพื่อสร้างงานและสร้างรายได้จากสกุลเงินต่างประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และหลังจากปิดประเทศไป 3 ปี เนื่องจากการระบาดของโควิด

“นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมชาวลาวจำนวนมากสนใจเรียนภาษาจีน คนที่พูดภาษาจีนได้ไม่เพียงแต่สามารถทำงานเป็นมัคคุเทศก์ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถทำงานในโรงแรมและในธุรกิจของจีนได้ด้วย” มัคคุเทศก์ในหลวงพระบาง กล่าว

“พูดอีกอย่างคือคนที่มีทักษะการพูดภาษาจีนมีโอกาสดีกว่าที่จะได้งานและค่าจ้างที่ดีกว่า” มัคคุเทศก์คนเดิม กล่าว

ครูโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในแขวงหลวงน้ำทา ทางตอนเหนือของลาว กล่าวกับสำนักข่าววิทยุเอเชียเสรีว่าสำหรับปีการศึกษาหน้า โรงเรียนของเขาจะเปิดหลักสูตรภาษาจีนเพิ่มและชั้นเรียนหลังเลิกเรียน

ผู้อำนวยการของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในแขวงหลวงพระบางกล่าวว่าโรงเรียนของเขาต้องการครูชาวจีนจำนวนมาก ไม่ใช่ครูชาวลาวที่สามารถสอนจีนได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top