Friday, 24 July 2026
Hard News Team

ไซออนิสต์ ชี้ เส้นเขตแดนใหม่ เตือนรัฐเถื่อนจะยึดครองฉนวน กาซ่าหากแผนผ่าน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุทธศาสตร์ไซออนิสต์​ กล่าวว่า เส้นสีเหลือง​เป็นเส้นแบ่งเขตแดนใหม่ระหว่างอิสราเอลกับฉนวนกาซาที่จะเกิดขึ้น

หากแผนนี้ดำเนินการ ส่วนหนึ่งของฉนวนกาซา รวมถึงเมืองราฟฮ์จะตกอยู่ในการยึดครองของรัฐ​เถื่อน​ทันที

#รัฐเถื่อนที่ชอบยึดครองแผ่นดินผู้อื่น

เชียงใหม่- ท่าอากาศยานเชียงใหม่ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ Etihad Airways

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ Etihad Airways บินตรงอาบูดาบี-เชียงใหม่ เสริมศักยภาพการท่องเที่ยวภาคเหนือ

(4 พ.ย. 68) เวลา 06.30 น. นายวิสูตร คำยอด รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ (สายปฏิบัติการและบำรุงรักษา) พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของสายการบิน Etihad Airways (เอทิฮัด แอร์เวย์ส) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีต้อนรับนักท่องเที่ยวในเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เที่ยวบินที่ EY426 เส้นทาง อาบูดาบี (AUH) - เชียงใหม่ (CNX) ใช้อากาศยานแบบ Airbus A321LR ในโอกาสนี้ นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายชูวิทย์  ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างอบอุ่น บริเวณหน้าห้องผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) พร้อมทั้งมอบของที่ระลึกเป็นกางเกงช้างล้านนา และพวงกุญแจรูปช้าง ให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึง สร้างความประทับใจและเป็นการส่งเสริมเอกลักษณ์ท้องถิ่นล้านนา

Etihad Airways เป็นสายการบินประจำชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งให้บริการเส้นทางบินระหว่างประเทศกว่า 70 จุดหมายทั่วโลก เปิดให้บริการเที่ยวบินตรงเส้นทางใหม่ “อาบูดาบี–เชียงใหม่” จำนวน 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมต่อภูมิภาคตะวันออกกลางและยุโรปเข้ากับภาคเหนือของไทยโดยตรง ช่วยเสริมศักยภาพด้านการคมนาคมทางอากาศ และดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง การเปิดให้บริการของเส้นทางการบินใหม่ในช่วงตารางบินฤดูหนาวครั้งนี้ ยังตอกย้ำถึงความพร้อมของท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) ในการรองรับปริมาณเที่ยวบินที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง 

ทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยปัจจุบัน ทชม. มีเที่ยวบินเชื่อมต่อภายในประเทศถึง 8 เส้นทาง ได้แก่ อู่ตะเภา กระบี่ ภูเก็ต ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ อุดรธานี โดยเส้นทางอุดรธานีจะมีการแตรียมเพิ่มเที่ยวบินโดยสายการบินแอร์เอเชียในเดือนธันวาคม นอกเหนือจากที่มีสายการบินนกแอร์ให้บริการในขณะนี้ สำหรับเส้นทางต่างประเทศ ทชม.ให้บริการเชื่อมต่อเมืองสำคัญทั่วเอเชีย อาทิ กวางโจว ไทเป ปักกิ่ง เกาสง เซี่ยงไฮ้  คุนหมิง ซีอาน อินชอน มะนิลา กัวลาลัมเปอร์ ฮ่องกง มัณฑะเลย์ ย่างกุ้ง สิงคโปร์ คันไซ หลวงพระบาง ฮานอย และเฉิงตู พร้อมทั้งมีการเปิดเส้นทางใหม่ไปยัง หลานโจว โดยสายการบินสปริงแอร์ไลน์ และจิ่งหง โดยสายการบินรุยลิแอร์ไลน์ ซึ่งจะช่วยขยายเครือข่ายการบินสู่ระดับสากลอย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การเพิ่มรูปแบบการเชื่อมต่อทางอากาศที่หลากหลาย จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของภาคเหนือให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่กำลังมาถึง

ฟีฟ่าปัดอุทธรณ์ปมโอนสัญชาตินักเตะ กลายเป็นบทเรียนใหญ่วงการลูกหนัง ที่ต้องอ่านเกมกฎ–ขั้นตอน–เอกสาร ปิดประตู ‘ไมคอน คาร์โดโซ่’ ติดธงไทย??

การโอนสัญชาตินักฟุตบอลทีมชาติมาเลเซีย : บทเรียนถึงไทยในเส้นทางของ “ไมคอน ดักลาส คาร์โดโซ่” กับทัพช้างศึก?? 

หลังจากฟีฟ่ายืนยันปัดคำอุทธรณ์ของสมาคมฟุตบอลมาเลเซีย (FAM) ในคดีใช้ “เอกสารปลอม” ยืนยันสิทธิ์ลงเล่นของผู้เล่นต่างชาติ 7 ราย และคงบทลงโทษเดิมทั้งหมด ส่งสัญญาณชัดว่า “งานเอกสาร–กระบวนการ” สำคัญพอ ๆ กับฟอร์มในสนาม

ต้นเหตุเกิดจากที่ มาเลเซีย ส่งรายชื่อผู้เล่นต่างชาติ 7 ราย ที่ได้รับอนุญาตให้ลงเล่นทีมชาติมาเลเซีย ในเกมที่ถล่มเวียดนาม 4–0 (คัดเอเชียนคัพ 2027) แต่ถัดจากนัดนั้น (10 มิ.ย.) มีคำร้องเรียนอย่างเป็นทางการถึงฟีฟ่าให้สอบสวนถึงเรื่องการโอนสัญชาติที่อาจผิดกฎ

ส่งผลให้ ปลาย ก.ย. 2025 ฟีฟ่าชี้ผิดตามกฎวินัย มาตรา 22 : ใช้เอกสารปลอม ลงโทษ FAM และแบนผู้เล่นทั้งหมด 7 คน เชื้อสายลาตินอเมริกา ประกอบด้วย กาเบรียล พัลเมโร่, ฟาคุนโด้ การ์เซส, โรดริโก้ โฮลกาโด้, อิมานอล มาชูก้า, เจา ฟิเกเรโด้, ฆอน อิราซาบัล และเอคตอร์ เฮเวล

ทั้งหมดถูกปรับคนละ 2,000 ฟรังก์สวิส หรือประมาณ 80,500 บาท และแบนกิจกรรมฟุตบอลทุกระดับ 12 เดือน ส่วนสมาคมฟุตบอลมาเลเซียถูกปรับ 350,000 ฟรังก์สวิส (ราว 14 ล้านบาท)

ทัพเสือเหลืองมีสิทธิ์ไปต่อในการขอ “เหตุผลคำวินิจฉัย” ภายใน 10 วัน และมีอีก 21 วัน เพื่อยื่นต่อศาลกีฬาโลก (CAS) ในการอุทธรณ์

“นี่เป็นครั้งแรกที่ FAM ต้องเจอสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งทั้งทีมกฎหมายและผู้บริหารต่างรู้สึกแปลกใจกับคำตัดสิน อย่างไรก็ตาม FAM จะเดินหน้าต่อสู้เพื่อสิทธิ์ของนักเตะ และเพื่อเกียรติของฟุตบอลมาเลเซียบนเวทีนานาชาติอย่างเต็มที่” ยุซอฟ มาฮาดี รักษาการนายกสมาคม ระบุ

เปิดบทเรียนสำหรับทุกชาติอาเซียน
1. แยก “สัญชาติ” ออกจาก “Eligibility” – ได้สัญชาติไม่พอ ต้องผ่านเกณฑ์ฟีฟ่าด้วย

2. ทำให้ครบทั้งเรื่องกฎหมายสัญชาติของรัฐ + กระบวนการฟีฟ่า (รวมถึงเรื่องการโอนสัญชาติถ้าเคยเล่นให้กับทีมชาติอื่น)

3. เอกสารเวอร์ชันเดียวกันทั้งองค์กร – ตั้ง Eligibility Data Room และ เช็กลิสต์ 3 ชั้น (ครบ–ตรง–ส่งให้ทันเส้นตาย)

4. ต้องมีแผนสำรองในสนาม – พร้อมโรเตชัน/บทบาทของนักเตะเชื้อสายตรงไม่โอนสัญชาติ เพื่อรองรับความเสี่ยง

เทียบสั้น ๆ กับชาติเพื่อนบ้าน
• อินโดนีเซีย : ทำครบเป็นระบบ เน้นนักฟุตบอลที่มีเชื้อสายดัตช์-อินโดนีเซีย ตัวอย่าง: มาร์เทน เพส์ (Maarten Paes), เจย์ อิดเซส (Jay Idzes), แซนดี วอลช์ (Sandy Walsh), คัลวิน เวอร์ดองค์ (Calvin Verdonk) และราฟาเอล สตรู๊ค (Rafael Struick)  

• ไทย : แนวทางลูกครึ่งใช้สิทธิ์เชื้อสายตรง (พ่อ/แม่เป็นคนไทย) เช่น นิโคลัส มิคเคลสัน (Nicholas Mickelson) ไทย-นอร์เวย์ คุณแม่เป็นคนไทย จากจังหวัดพิษณุโลก, โจนาธาน เข็มดี (Jonathan Khemdee) ไทย-เดนมาร์ก คุณแม่เป็นคนไทย จากจังหวัดสุรินทร์ และ เบนจามิน เดวิส (Benjamin Davis) ไทย-อังกฤษ-สิงคโปร์ มีคุณแม่เป็นคนไทย

• เวียดนาม : แนวคัดน้อย–ตรวจเข้ม : ตัวอย่างเช่น เหงียน ซวน เซิน (Rafaelson Bezerra Fernandes) นักเตะบราซิลแท้ แต่ทำตามกฎฟีฟ่า โอนสัญชาติได้ หลังลงเล่นให้ทีมในเวียดนามเกิน 5 ปี และ ฟิลิปส์ เหงียน (Filip Nguyen) ผู้รักษาประตูที่มีพ่อเป็นชาวเวียดนาม (ไฮฟอง) แม่เป็นชาวเช็ก 

เคสที่แฟนไทยจับตา: “ไมคอน ดักลาส คาร์โดโซ่” เหตุผลที่ยังติดทีมชาติไทยไม่ได้

ประวัติย่อของ ไมคอน คาร์โดโซ่ นักเตะบราซิลหัวใจไทย

• เกิดที่บราซิล ย้ายมาไทยตามคุณพ่อ (ดักลาส คาร์โดโซ่ ตำนานนักเตะสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด) ตั้งแต่ 2 ขวบ เติบโตในจังหวัดราชบุรี และเข้าฝึกทักษะระบบลูกหนังโรงเรียนท้องถิ่น

• แจ้งเกิดกับ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน : โดดเด่นทั้งทักษะ–ทัศนคติในทัวร์นาเมนต์นักเรียน

• โด่งดังจากรายการทีวีด้านฟุตบอลบนช่อง WorkPoint ทำให้เป็นที่รู้จักวงกว้าง

• ติดทีม STP (สตาร์ ทรานซิชัน โปรเจกต์/สโมสรเยาวชน): ได้เวทีจริงจังระดับอะคาเดมี พัฒนาความฟิต–แท็กติก

• เข้าตาแมวมอง–คัดตัวผ่าน จนได้เซ็นเข้าสู่ บาเยิร์น มิวนิค U17 ปัจจุบันอายุ 16 ปี ลงซ้อมกับทีมชุดใหญ่ของทัพเสือใต้ ร่วมกับดาวเตะระดับโลกอย่าง แฮร์รี่ เคน, หลุยส์ ดิอาซ, ไมเคิล โอลิเซ่ และมานูเอล นอยเออร์

ทำไม “ยัง” ติดทีมชาติไทยไม่ได้??

• กฎหมายไทยเรื่องแปลงสัญชาติเคร่ง (โดยทั่วไปต้องพำนักต่อเนื่อง/ภาษาไทย /เกิดที่ไทย/ ฯลฯ) 

• ยกตัวอย่างโค้ชเช (ชเวยองซอก) ได้สัญชาติไทยเพราะเขาได้อุทิศตนทำงานเป็นผู้ฝึกสอนเทควันโดทีมชาติไทยมานานกว่า 20 ปี และมีความผูกพันกับประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง จนสุดท้ายได้ตัดสินใจสละสัญชาติเกาหลีใต้เพื่อรับสัญชาติไทยอย่างเป็นทางการ 

• กฎฟีฟ่าเรื่องพำนัก/สายเลือด – หากไม่มีพ่อแม่/ปู่ย่าตายายเป็นคนไทย ต่อให้ถือพาสปอร์ตไทยในอนาคต ก็มักต้องผ่านเกณฑ์พำนักระยะยาวตามข้อกำหนดฟีฟ่า

“ตอนเด็กๆ ผมก็บอกเสมอว่าอยากเล่นให้ทีมชาติไทย แต่มันเป็นไปไม่ได้เพราะผมไม่มีสัญชาติไทย… ตอนนี้ไปเล่นที่เยอรมัน ก็มีทีมชาติโปรตุเกส, ทีมชาติบราซิลมาคุยแล้วครับ… แต่ผมก็รักประเทศไทยเหมือนเดิม ตลอดครับ” ไมคอน คาร์โดโซ่ กล่าว 

สรุปบทเรียนจากมาเลเซีย

คดีมาเลเซียบ่งบอกว่า “เอกสาร–ขั้นตอน” คือเส้นเลือดใหญ่ของฟุตบอลทีมชาติ อยากโอนเร็วก็ได้ แต่ต้องเป๊ะ และควรเดินหน้าด้วย เอกสารที่ทางกรรมการจะใช้พิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัคร + Data Room + เช็กลิสต์ 3 ชั้น + ที่ปรึกษากฎหมายกีฬา ควบคู่แผนพัฒนาโฮมโกรว์นนักฟุตบอลสายเลือดแท้ในประเทศต่อไป

ทรัมป์ยก ‘ปูติน–สี จิ้นผิง’ เป็นผู้นำที่แข็งแกร่งและฉลาด ชี้ไม่ใช่คนที่ควรเล่นด้วย ต้องให้ความเคารพทางการเมือง เตรียมหารือเรื่องการลดอาวุธนิวเคลียร์

(4 พ.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CBS โดยกล่าวถึง วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ว่าเป็น “ผู้นำที่ฉลาดและแข็งแกร่ง” พร้อมระบุว่า “ทั้งสองไม่ใช่คนที่ควรเล่นด้วย พวกเขาเป็นผู้นำที่จริงจัง ต้องให้ความเคารพอย่างมาก.”

ทรัมป์เปิดเผยว่าได้หารือกับทั้งปูติน และสีจิ้นผิงเกี่ยวกับแนวทาง “การลดอาวุธนิวเคลียร์” โดยย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องหาทางแก้ปัญหาร่วมกันในประเด็นนี้ เพื่อป้องกันความตึงเครียดที่อาจลุกลามในระดับโลก เขายังปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าสหรัฐฯ อาจทำสงครามกับเวเนซุเอลา โดยยืนยันว่า “ไม่น่าจะเกิดขึ้น” แต่ยอมรับว่ามีความไม่พอใจต่อท่าทีของรัฐบาลเวเนซุเอลาในเรื่องยาเสพติด

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุว่ายังไม่ตัดความเป็นไปได้ในการส่งกองกำลังสหรัฐฯ ไปยังไนจีเรีย เพื่อ “กวาดล้างผู้ก่อการร้ายอิสลาม” พร้อมขู่ระงับความช่วยเหลือทุกประเภทหากการสังหารชาวคริสต์ยังคงดำเนินต่อไป โดยกล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า “พวกเขาฆ่าชาวคริสต์เป็นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”

สำหรับถ้อยแถลงของทรัมป์ครั้ง นี้สะท้อนท่าทีที่แข็งกร้าวและเน้นภาพ “ผู้นำโลกที่ต้องจริงจังต่อกัน” ซึ่งต่างจากสำนวนการทูตแบบดั้งเดิม ทั้งยังตอกย้ำแนวคิดการต่างประเทศของเขาที่เน้นการใช้พลังอำนาจและการป้องกันผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นหลัก

นายกรัฐมนตรีเปิดการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 สำนักงานตำรวจแห่งชาติชู 3 แนวทาง ประสานความร่วมมือภูมิภาคต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ามนุษย์

(4 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 (The 43rd ASEANAPOL CONFERENCE) ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., ผู้เข้าร่วมการประชุม, ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และผู้มีเกียรติ ร่วมพิธี

นายกรัฐมนตรี และผู้เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ได้ร่วมพิธีรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้นได้ร่วมยืนสงบนิ่งเพื่อรำลึกถึงข้าราชการตำรวจ ASEANPOL ที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่

การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ภายใต้หัวข้อ : "ร่วมมือปฏิบัติการ: ปราบปรามการหลอกลวง ขัดขวางการฉ้อโกง และปกป้องประชาชน" หรือ ““Collaboration in Action: Crushing Scam, Disrupting Fraud, and Protecting People” ระหว่างวันที่ 3 – 7 พฤศจิกายน 2568 เป็นเวทีหลักสำหรับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม, กัมพูชา, อินโดนีเซีย, สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, มาเลเซีย, เมียนมา, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย และเวียดนาม โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับอาวุโสประมาณ 280 คน พร้อมด้วยคู่เจรจาและผู้สังเกตการณ์จากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ รวม 30 ประเทศ อาทิ จีน,  เกาหลีใต้, สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ฝรั่งเศส, Interpol เป็นต้น  

นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศสมาชิกอาเซียน คู่เจรจา และองค์กรบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศกว่า 200 คน ขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมกันเสริมสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค รวมถึงแสดงความยินดีต่อ “ติมอร์-เลสเต” ที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ 

การประชุมในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอาชญากรรมข้ามชาติได้ทวีความซับซ้อนและส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ อาชญากรรมทางไซเบอร์ การหลอกลวงข้ามชาติ และการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งทำลายเสถียรภาพของสังคม สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ และกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย ข่าวร้ายคือ ปัญหาดังกล่าวทำให้ภูมิภาคอาเซียนกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของกลุ่มอาชญากรรมเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ายินดีคือประเทศสมาชิกอาเซียนต่างตระหนักถึงปัญหา รับรู้ถึงความท้าทาย และมีความตั้งใจร่วมกันที่จะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้ภูมิภาคอาเซียนกลับมาปลอดภัยอีกครั้ง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุม ASEANAPOL ครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่ร่วมกันพัฒนากรอบความร่วมมือเชิงรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพร่วมกันในการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติในทุกมิติ เสนอแนวคิดใหม่ ๆ ที่จะเป็นทิศทางเชิงกลยุทธ์ให้กับความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน คือ ความมั่นคงและความรุ่งเรืองของภูมิภาคอาเซียนและประชาคมโลกโดยรวม และขอชื่นชมต่อความทุ่มเทและความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในทุกระดับ ขอบคุณทุกประเทศที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันความร่วมมือของภูมิภาค ขอให้การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อความสงบสุขและปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาคและทั่วโลก

ผบ.ตร. กล่าวว่า หัวข้อการประชุมในปีนี้สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องร่วมมือกัน ในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งปัจจุบัน อาชญากรรมทางไซเบอร์ได้แปรสภาพเป็นระบบแสวงหาประโยชน์ขนาดใหญ่ ที่มีการค้ามนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียง "ขบวนการฉ้อโกง" อีกต่อไป แต่คือ "เครือข่ายค้ามนุษย์ข้ามพรมแดน" ที่ล่อลวงผู้หางานจากทั่วโลกมากักขัง และบังคับให้ทำงานในศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งอาชญากรรมฉ้อโกงออนไลน์ ได้กลายเป็นฉากหน้าของขบวนการกระทำความผิดแบบครบวงจร ที่เราต้องมองปัญหานี้เป็นวิกฤตการค้ามนุษย์ เพราะการฉ้อโกงคือเครื่องมือ แต่การแสวงหาประโยชน์จากมนุษย์ คือผลลัพธ์ที่แท้จริง ซึ่งเวลาที่เราต้องร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและพยานหลักฐานอย่างเป็นระบบ ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการคัดกรองเหยื่อที่มีประสิทธิภาพ และกลไกส่งต่อไปยังหน่วยงานช่วยเหลือที่เข้มแข็ง

สิ่งที่เรากำลังเผชิญนี้ ไม่ใช่เพียงความท้าทายด้านการบังคับใช้กฎหมาย แต่คือวิกฤตด้านมนุษยธรรมในยุคดิจิทัล เป็นการค้าทาสรูปแบบใหม่ และเป็นการละเมิดคุณค่า ที่เราทุกคนยึดถือในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ความยุติธรรม เราได้เห็นความสำเร็จของปฏิบัติการร่วมที่ช่วยเหลือเหยื่อและจับกุมหัวหน้าขบวนการ การดำเนินการในลักษณะนี้จะต้องดำเนินการแบบไม่เลือกปฏิบัติ พรมแดนของเราไม่ควรเป็นเส้นทางสำหรับการกระทำความผิดของขบวนการค้ามนุษย์ แต่ควรเป็น "แนวป้องกัน" เพื่อคุ้มครองผู้บริสุทธิ์และผู้เปราะบาง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยเสนอแนวทางในการร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยี และการค้ามนุษย์ ใน 3 แนวทาง ได้แก่

แนวทางที่ 1 : การเสริมสร้างความร่วมมือเชิงปฏิบัติการข้ามพรมแดน 
ต้องยกระดับความร่วมมือโดยมีการแลกเปลี่ยนข่าวกรองแบบเรียลไทม์ จัดทำมาตรฐานการสืบสวนที่สอดคล้องกัน และวางระบบปฏิบัติการร่วมกันในการปราบปรามศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์ ควรจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านไซเบอร์สแกมและการค้ามนุษย์ภายใต้กรอบอาเซียน และร่วมกันวางแผนปฏิบัติการข้ามพรมแดน 

แนวทางที่ 2 : การยกระดับศักยภาพด้านดิจิทัล 
กลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์มีความสามารถในการปรับตัวสูง ใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสแบบต้นทางถึงปลายทาง สร้างตัวตนปลอมดิจิทัล และทำธุรกรรมผ่านสกุลเงินดิจิทัล เราจำเป็นต้องเสริมสร้างศักยภาพของประเทศสมาชิกอาเซียน ควรจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมเฉพาะทางด้านการสืบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ และพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารไซเบอร์ระดับภูมิภาคร่วมกัน เพื่อให้สามารถบันทึกและเข้าถึงข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล รูปแบบการฉ้อโกง และที่อยู่ IP ที่ต้องสงสัยได้

แนวทางที่ 3 : การคุ้มครองเหยื่อและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด
ในคดีฉ้อโกงออนไลน์ทุกคดีมีเหยื่อ 2 ฝ่าย คือ ผู้ถูกฉ้อโกง และผู้ถูกบังคับให้ฉ้อโกงคนอื่น ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องได้รับการฝึกฝนให้สามารถคัดแยก เพื่อเข้าระบบช่วยเหลือและคุ้มครองเหยื่อ พร้อมทั้งจับกุมและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ข้อมูล คำให้การ และพยานหลักฐาน ต้องได้รับการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการคัดกรองเหยื่อที่มีประสิทธิภาพ และกลไกส่งต่อไปยังหน่วยงานช่วยเหลือที่เข้มแข็ง 

นอกจากนี้ ผบ.ตร. กล่าวว่า หากเราทำงานเพียงลำพัง ขบวนการเหล่านี้จะยังคงใช้พรมแดนระหว่างประเทศเป็นช่องว่างในการกระทำความผิด แต่หากเราร่วมมืออย่างรวดเร็ว ต่อเนื่อง และมียุทธศาสตร์ จะสามารถยับยั้งทำลายเครือข่ายขบวนการได้ และยังสามารถปกป้องศักดิ์ศรีของมนุษย์ในภูมิภาคนี้ได้ด้วยเช่นกัน จากนี้ ASEANAPOL จะไม่ใช่เพียงเวที แต่คือพลังแห่งความยุติธรรม ความเป็นหนึ่งเดียว และความเป็นมนุษย์ ขอให้พวกเราทุกคน ร่วมกันยกระดับพลังนั้นไปด้วยกัน

ไทยเสี่ยงเสียความน่าเชื่อถือทางการเงิน หลังวินัยการคลังอ่อนแอ–รายได้ลด–หนี้พุ่ง หนี้สาธารณะจ่อแตะ 70% ในปี 2570 KKP ชี้ 4 ทางรอด ก่อนเครดิตประเทศถูกกระทบ

แม้ว่าจะมีการถกกันถึง “ความยั่งยืนทางการคลัง”ของไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีมานี้ แต่ที่ผ่านมาประเด็นนี้ยังไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการคลังของไทย รัฐบาลยังสามารถเพิ่มการขาดดุลการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงหลังวิกฤต Covid

อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวเริ่มกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังจากที่บริษัทจัดอันดับเครดิต (credit rating agency) สำคัญทั้ง Moody’s และ Fitch Ratings ออกมาปรับมุมมองต่อความน่าเชื่อถือด้านการคลังของไทย ลงจากมีเสถียรภาพหรือ “Stable” เป็นลบ หรือ “Negative” (และมีโอกาสที่ S&P Global Ratings จะปรับตามมาเร็ว ๆ นี้) เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร โอกาสที่ประเทศไทยจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือมีมากกว่าโอกาสจะปรับเพิ่ม โดยครั้งสุดท้ายที่ไทยได้รับมุมมองเป็นลบแบบนี้คือใน ช่วงวิกฤตการเงินโลก ปี 2008

หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทั้งสองบริษัทจัดอันดับพูดถึงตรงกัน คือ “ฐานะทางการคลัง” และ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทย” ที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะหลังจากโควิด-19 ทั้งหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รายได้ภาครัฐที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ความพยายามรักษาฐานะการคลังจากแผนการคลังระยะปานกลางก็มักจะถูกเลื่อนออกไป และหากไม่แก้ไขโดยเร็วก็มีโอกาสที่อันดับเครดิตจริง ๆ อาจถูกปรับลดลงในอนาคตได้

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่อาจตามมาหากประเทศไทยถูกลดอันดับเครดิต ย่อมส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของรัฐบาลและภาคธุรกิจที่ระดมทุนทั้งในและต่างประเทศปรับเพิ่มสูงขึ้น และจะมีผลกระทบซ้ำเติมในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังอ่อนแอ โดยทาง KKP Research ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมถึงสถานะที่แท้จริงของภาคการคลังไทยด้วยข้อเท็จจริง 3 ประการ พร้อมเสนอแนะทางออกเชิงนโยบายว่าประเทศไทยและรัฐบาลควรไปต่อกันอย่างไรดี

รัฐบาลจำเป็นต้องขาดดุลมากขึ้นจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอ
ข้อเท็จจริงประการแรกคือ การขาดดุลของภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และใกล้ถึงขีดจำกัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ความพยายามในการรัดเข็มขัดเพื่อรักษาวินัยทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ที่ผ่านมามักจะไม่ประสบความสำเร็จและถูกเลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะความจำเป็นจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอมาต่อเนื่องนับทศวรรษ ทำให้นโยบายการคลังต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพยุงภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยหากกลับไปดูในช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด รัฐบาลมักจะขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ไม่เกิน 3% ของ GDP และเป็นเป้าหมายสำคัญในการกำหนดแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-term fiscal framework: MTFF)

อย่างไรก็ตาม ในช่วงโควิด-19 การขาดดุลงบประมาณ (รวมเงินกู้ฉุกเฉินเพิ่มเติม 1.5 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นไปสูงสุดที่ประมาณ 8-9% ในปี 2021-22 ขณะที่หลังจากนั้น จากการที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้ากว่าประเทศอื่น ๆ ทำให้รัฐบาลยังต้องขาดดุลงบประมาณในระดับสูงขึ้นจากค่าเฉลี่ยในอดีตมาอยู่ที่ประมาณ 4-5% ของ GDP ดังนั้นการรัดเข็มขัดที่ได้ผลในระยะยาวจำเป็นต้องเริ่มจากการกลับไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม หรือภาคการท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมาด้วย.

การขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดย KKP Research ประเมินว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP มีโอกาสจะแตะเพดาน 70% ภายในปีงบประมาณ 2027 เร็วกว่าการประเมินของกระทรวงคลังล่าสุดในปีที่แล้ว ที่คาดว่าจะไป “เฉียด” เพดานในช่วงปีงบประมาณ 2029 เพราะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

นอกจากการใช้จ่ายโดยตรงของรัฐบาลแล้ว รัฐบาลยังสามารถใช้นโยบายการคลังได้อีก 2 ช่องทาง ซึ่งปัจจุบันกำลังถึงขีดจำกัดเช่นเดียวกัน โดยช่องทางแรกคือมาตรการกึ่งการคลัง (Quasi-fiscal policy) ที่ดำเนินการผ่านรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นการพักหนี้หรือรับประกันเงินกู้ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ โดยปัจจุบัน ณ เดือน มิ.ย. 2025 อยู่ที่ระดับ 29% ของงบประมาณทั้งหมด จากเพดานที่กำหนดไว้ที่ 32% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งมีการรับรู้ในหนี้สาธารณะไปแล้วและเหลือหนี้ที่ยังไม่รับรู้อีกคิดเป็นประมาณเกือบ 5% ของ GDP ขณะที่ช่องทางที่สองคือการใช้มาตรการที่เป็นการสูญเสียรายได้ภาษี ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นผลกระทบมากขึ้นในข้อเท็จจริงต่อไป

รายได้ภาครัฐปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
ข้อเท็จจริงประการที่สอง คือ “รายได้ภาษีภาครัฐ” เริ่มส่งสัญญาณที่แย่ลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางรายจ่ายที่จำเป็นต้องใช้มากขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลจัดเก็บรายได้ภาษีต่ำกว่าเป้าหมายถึง 6.5 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตรถยนต์และภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต่ำกว่าเป้าหมาย ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการทางภาษีสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ถ้ามองย้อนกลับไปสองทศวรรษก่อนหน้าจะพบว่าสัดส่วนรายได้ต่อ GDP ของไทยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 16 - 17% ในช่วงปี 2003-2015 มาอยู่ที่ต่ำกว่า 15% ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 เป็นต้นมา

นอกจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงแล้ว ประเด็นเรื่องการรั่วไหลของการจัดเก็บภาษีจากภาคเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ เป็นสาเหตุสำคัญอีกประการที่ทำให้รายได้ภาษีลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนส่วนใหญ่มีความอ่อนไหวต่อการเก็บภาษีที่สูง และพยายามหลีกเลี่ยงภาษีให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ทางเลือกในการเพิ่มรายได้ เช่น การปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ถูกปรับลดลงเป็นการ “ชั่วคราว” มามากกว่า 30 ปี เป็นเรื่องที่พูดถึงกันเป็นระยะเวลานาน แต่ที่ผ่านก็ไม่สามารถทำได้เพราะเหตุผลทางการเมืองและเศรษฐกิจ

“งบประจำ” กดดันฐานะการคลังไทย
ข้อเท็จจริงประการสุดท้าย คือ เวลาของการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยกำลังลดลงไปเรื่อย ๆ จากงบประมาณที่ปรับลดได้ยากที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและจะเป็นข้อจำกัด (Fiscal rigidity) ในระยะยาว โดยปัจจุบันงบประมาณเหล่านี้อยู่ที่ระดับ 60% ของงบประมาณทั้งหมด โดยส่วนใหญ่คือเงินเดือนและค่าจ้างของบุคลากรภาครัฐประมาณ 25% ของงบประมาณทั้งหมด รองลงมาคืองบสวัสดิการของข้าราชการประมาณ 12-13%, งบสวัสดิการของประชาชนประมาณ 15-16% รวมกันที่ประมาณ 25% และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะที่ประมาณ 12% อย่างไรก็ตาม สังคมผู้สูงอายุที่กำลังเร่งตัวขึ้น จะทำให้สัดส่วนเพิ่มขึ้นไปอีก โดย KKP Research เคยประเมินไว้ว่างบสวัสดิการจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยในอีก 15 ปีข้างหน้างบสวัสดิการของข้าราชการและประชาชนจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 25% เป็น 35% ของงบประมาณทั้งหมด

4 ทางออกที่ต้องเร่งดำเนินการ
KKP Research มองว่าทางออกที่จะฟื้นฟูความเชื่อมั่นอย่างน้อยเพื่อรักษาอันดับเครดิตเอาไว้ได้ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับตัวจากมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างการคลังในระยะกลาง โดยมีลำดับความสำคัญด้านนโยบาย 4 เรื่อง ดังนี้
1. การยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว — ผ่านการเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างแรงจูงใจต่อการลงทุนภาคเอกชน และการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ดอกเบี้ยในประเทศอยู่ระดับต่ำ หากอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นเพราะความเสี่ยงด้านการคลังจะให้ทางเลือกของรัฐบาลลดลงอย่างรวดเร็ว

2. การเพิ่มศักยภาพด้านรายได้ของรัฐ — ด้วยการขยายฐานภาษี ลดขนาดของเศรษฐกิจนอกระบบ ลดการยกเว้นภาษีที่ไม่จำเป็น และพัฒนาระบบการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. การปรับโครงสร้างรายจ่ายภาครัฐ — โดยปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการ ปรับเป้าหมายการจัดสวัสดิการให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และลดการรั่วไหลจากคอร์รัปชันและรายจ่ายประจำที่ไม่มีประสิทธิผล

4. การสร้างกรอบวินัยการคลังที่น่าเชื่อถือ — ผ่านการจัดทำงบประมาณแบบหลายปี (multi-year budgeting) และการมีองค์กรอิสระด้านการคลัง ทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล เพื่อช่วยยึดเหนี่ยวความคาดหวังของตลาด และสนับสนุนความน่าเชื่อถือด้านอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย

ตำรวจภาค 1 ผนึกกำลัง ปปส. ทลาย “แก๊งนักขนตะวันออก” ไล่ล่าข้ามจังหวัด ยึดคีตามีน 300 กก. ค่ากว่า 150 ล้าน บนวงแหวนกทม.

ตำรวจภูธรภาค 1 ผนึกกำลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน เปิดปฏิบัติการสกัด “เครือข่ายนักขนยาเสพติดตะวันออก” หลังสืบสวนเชื่อมโยงจากคดีจับยาบ้า 60,000 เม็ด เมื่อกลางปีที่ผ่านมา จนนำไปสู่การไล่ล่าข้ามจังหวัดและการยึดคีตามีนล็อตมหึมากว่า 300 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 150 ล้านบาท

การสืบสวนเริ่มจากข้อมูลที่เชื่อมโยงไปถึงกลุ่มของ นายภาณุวัฒน์ หรือ “น๊อต” อายุ 28 ปี และ นายดนุพล หรือ “มอส” อายุ 25 ปี ชาว อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ซึ่งถูกระบุว่าเป็นสายลำเลียงของเครือข่ายดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด

จนกระทั่งค่ำวันที่ 2 พ.ย. 68 ชุดสืบสวนพบผู้ต้องหาขับรถกระบะอีซูซุ ดีแม็ก สีขาว ออกจากที่พัก มุ่งหน้า จ.สุพรรณบุรี ก่อนวกไป อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี รับยาเสพติดล็อตใหญ่ และกำลังลำเลียงกลับมายังเส้นทางฝั่งตะวันออก

เวลา 01.30 น. วันที่ 3 พ.ย. 68 เจ้าหน้าที่ไล่ตามมาจนทันบนถนน วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ฝั่งใต้ กม.11+900 เขตบางขุนเทียน จึงเข้าปิดล้อมสกัดจับ พบคีตามีนบรรจุกระสอบรวม 300 กก. อยู่ท้ายรถ พร้อมโทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อซื้อขายยาเสพติดอีก 2 เครื่อง

สองผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ไปรับของจาก จ.กาญจนบุรี และกำลังจะนำไปส่งให้ลูกค้าในพื้นที่ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 (คีตามีน) โดยผิดกฎหมาย เพื่อการค้าและแพร่ระบาดในหมู่ประชาชน”

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของ ภ.1, ภ.จว.สระบุรี, บก.สส.ภ.1, ขกท., ศปก.นสศ., และสำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 1 นำโดย พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาหลายหน่วย ที่ร่วมขยายผลอย่างต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า คีตามีน 300 กก. หากถูกปล่อยสู่ตลาด จะสร้างความเสียหายมหาศาล มูลค่าสูงกว่า 150 ล้านบาท เตรียมเดินหน้าขยายผลถึงกลุ่มลูกค้า ตัวการสั่งการ และเส้นทางฟอกเงินทั้งหมด เพื่อตัดวงจรเครือข่ายให้สิ้นซาก

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำชับทุกหน่วยดูแลประชาชนช่วงเทศกาลลอยกระทง ป้องกันอันตรายต่อทรัพย์และชีวิต

(4 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในวันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นี้ เป็นวันลอยกระทง ถือเป็นประเพณีสำคัญของคนไทย เป็นการอนุรักษ์ ส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำให้คงอยู่ ซึ่งในปีนี้พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ยังคงจัดงานประเพณีลอยกระทง โดยปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมเพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยคาดการณ์ว่าจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมงานประเพณีวันลอยกระทงในสถานที่ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดอาชญากรรม ปัญหาการจราจรติดขัด ปัญหาความเดือดร้อนรำคาญ และอันตรายต่างๆ รวมถึงอาจมีมิจฉาชีพแอบแฝงเข้าไปประทุษร้ายต่อทรัพย์สินในสถานที่จัดงาน 

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้หน่วยต่างๆ ป้องกันปราบปรามอาชญากรรม รักษาความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยให้เพิ่มความเข้มในการกวาดล้างอาชญากรรมทุกประเภทช่วงก่อนวันลอยกระทง, จัดทำแผน/มาตรการในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมให้สอดคล้องเหมาะสมกับพื้นที่และสถานการณ์มากที่สุด ดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกให้ความช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ที่รับผิดชอบ ทั้งทางบกและทางน้ำ พร้อมให้กวดขัน ตรวจตรา ตรวจสอบ สถานบริการและสถานบันเทิง ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ปล่อยปละละเลยให้เด็กและเยาวชนใช้บริการ ไม่มีอาวุธ สารเสพติด สิ่งผิดกฎหมาย อย่างเด็ดขาด และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตรา รักษาความปลอดภัยในสถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และสถานที่จัดงานขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมงานจำนวนมาก 

นอกจากนี้ ให้กวดขันจับกุมผู้เล่นดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด ในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ หรือเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน, กวดขันไม่ให้มีผู้ลักลอบผลิต และจำหน่ายดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด หากพบให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดทันที เพื่อป้องกันเหตุร้าย และจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกและจัดการจราจรเป็นประจำ ในบริเวณสถานที่ที่คาดว่าจะมีผู้ร่วมงานเป็นจำนวนมาก และเส้นทางที่คาดว่าจะมีปัญหาจราจร พร้อมจัดเส้นทางรองรับการจราจรที่หนาแน่น

พร้อมกันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว ไม่สวมเครื่องประดับ สิ่งของมีค่า หรือนำทรัพย์สินติดตัวไปจำนวนมาก เพื่อป้องกันมิให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสประทุษร้ายต่อทรัพย์ได้ และให้ระมัดระวังการใช้บริการโป๊ะ ท่าเทียบเรือ หรือพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย สำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะต้องเมาไม่ขับ และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด พร้อมขอความร่วมมือผู้ปกครองในการกำชับบุตรหลานให้ระมัดระวังเพื่อมิให้ถูกหลอกลวงไปในทางมิชอบ หรือประพฤติตนไม่สมควร รวมถึงไม่ควรปล่อยให้เด็กไปเที่ยวงานโดยลำพัง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินตลอดเทศกาลลอยกระทงนี้

กระแส BLACKPINK กลับมาร้อนแรง ในครึ่งหลังปี 2025 หรือช่วงกลางธันวาคม ทว่าต้นสังกัด YG Entertainment ยังไม่ยืนยันวันปล่อยอัลบั้มที่แน่ชัด

(4 พ.ย. 68) BLACKPINK กลับมาเป็นประเด็นร้อนครั้งใหม่ในวงการเพลงเกาหลี หลังมีเบาะแสชัดเจนถึงการเตรียมคัมแบ็กช่วงปลายปี 2025 โดยมีรายงานจากสื่อเกาหลีหลายแห่งระบุว่ากลุ่มอาจปล่อยอัลบั้มที่คาดหวังกลางเดือนธันวาคม ทว่าต้นสังกัด YG Entertainment ยังชี้แจงอย่างระมัดระวังว่า "ยังไม่มีอะไรยืนยัน" เกี่ยวกับวันปล่อยอย่างเป็นทางการ ขณะนี้ผลงานกำลังอยู่ในขั้นตอน post-production พร้อมกับเปิดโหมดเตรียมงานอย่างเต็มที่

การสังเกตสถานการณ์ล่าสุดที่ชัดเจนคือการปล่อยซิงเกิลใหม่ "Jump" เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2025 ซึ่งเพลงนี้ต่อยอดด้วยเครดิตร่วมสร้างสรรค์โดย Diplo และมิวสิกวิดีโอที่กำกับโดย Dave Meyers ถือเป็นสัญญาณเปิดยุคใหม่ของ BLACKPINK พร้อมกับทัวร์สเตเดียมระดับโลกในปี 2025–26 ที่วงเดินสายแสดงทั้งในเอเชีย อเมริกาเหนือ ยุโรป ที่สนามไอคอนิกอย่าง SoFi Stadium และ Wembley Stadium

YG Entertainment ยืนยันว่าเกี่ยวกับวันปล่อยอัลบั้มยังอยู่ในขั้นตอนการขัดเกลาข้อมูลและพัฒนาไปจนถึงขั้นสุดท้าย แต่ยังไม่มีการกำหนดวันที่แน่นอน โดยค่ายตอบกับสื่อว่า "ยังไม่มีอะไรยืนยัน" เพื่อรักษาความแม่นยำและเปิดช่องให้อัปเดตข้อมูลเป็นระยะ ขณะที่ผู้ชมคาดหวังว่าอัลบั้มเต็มจะสักวันหนึ่งในช่วงปลายปีนี้

ก่อนหน้านี้เคยปล่อยซิงเกิล "Jump" ที่สะท้อนโทนโปรดิวซ์เข้มข้นขึ้น ด้วยแนวดนตรีแดนซ์และคลับ เป็นการยืนยันว่ากำลังเดินหน้าสู่ยุคใหม่ของผลงาน ตลอดจนการทัวร์ที่ช่วยเร่งกระแสคัมแบ็ก อย่างไรก็ดี ยังต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจาก YG เพื่อความชัดเจนที่แท้จริงสำหรับแฟนเพลงทั่วโลกและแฟนไทยที่จับตารอคอย

BLACKPINK ยังคงจัดเป็นหนึ่งในไอดอลกลุ่มที่ทรงอิทธิพลในวงการเพลงป๊อปโลก ด้วยการทำทัวร์ระดับสเตเดียมและผลงานที่แข็งแรง ขณะที่โอกาสปล่อยอัลบั้มใหญ่ปลายปี 2025 ยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาต่อไป

สตม. จัดพิธีแสดงความอาลัยและลงนามถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวานนี้ (3 พ.ย.68) เวลา 11.00 น. สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้จัดพิธีแสดงความอาลัยและลงนามถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ ตร. (เมืองทองธานี) โดยมี พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาในสังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ประกอบด้วย พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ศ. ช่วยราชการ สตม., ผบก.ตม.1-3, ผบก.อก.สตม., ผบก.สส.สตม., ผบก.ศท.ตม. และ ผบก.ศฝร.ตม., รอง ผบก., ผกก. และข้าราชการตำรวจในสังกัด สตม. เข้าร่วมพิธีดังกล่าว เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top