Friday, 24 July 2026
Hard News Team

แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจเยี่ยมการรับ–ส่งทหารใหม่ มทบ.26 จังหวัดบุรีรัมย์

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการ รับ–ส่งทหารกองเกินเข้าเป็นทหารกองประจำการ ผลัดที่ 2/258 ณ มณฑลทหารบกที่ 26 จังหวัดบุรีรัมย์

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้พบปะ พูดคุย และให้กำลังใจกับญาติและครอบครัวของน้อง ๆ ทหารกองประจำการ พร้อมกล่าวสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองว่า “กองทัพจะดูแลลูกหลานของทุกคนอย่างดีที่สุด เพราะเราทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน”

ทั้งนี้ การรับ–ส่งทหารกองเกินในครั้งนี้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ภายใต้ความร่วมมือของทุกส่วน เพื่อเตรียมกำลังพลเข้ารับการฝึกหลักสูตรทหารใหม่ ตามระเบียบของกองทัพบก โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำให้หน่วยฝึกให้ความสำคัญกับการดูแลน้องทหารใหม่อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความเป็นอยู่ เพื่อวางรากฐานสู่การเป็นทหารที่มีความเข้มแข็ง มีระเบียบวินัย และภาคภูมิใจในการรับใช้ชาติ     

            

นครพนม -นบ.ยส.24 แถลงข่าวจับกุมขบวนการค้ายา  2 ราย พร้อมของกลางยาไอซ์ จำนวน10 กระสอบ น้ำหนัก 490 กก. 

เมื่อวานนี้ (3 พ.ย. 68) เวลา 1900 กองทัพภาคที่ 2 โดย พลโท วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) โดยมอบหมายให้ พันเอก สุภัทร ชูตินันทน์ ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมแถลงข่าวกรณี กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 236 จับกุมผู้ต้องหาขบวนการค้ายา จำนวน  2 ราย พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 10 กระสอบ น้ำหนัก  490 กิโลกรัม ในพื้นที่ จังหวัดนครพนม พร้อมหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ โดยมี พลตำรวจตรี วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผู้บังคับการ กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 (ผบก.ตชด.ภาค 2) เป็นประธานการแถลงข่าว ณ กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 236 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม

โดยทางด้านแม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เน้นย้ำการปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง เชิงรุก พร้อมเฝ้าระวังปราบปรามยาเสพติด ให้น้อยลงหรือหมดไป ตามนโยบายของรัฐบาล 

โดยให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในทุกภาคส่วนร่วมบูรณาการ ในการปราบปรามยาเสพติด กดดันปราบปรามจับกุมผู้ค้า และผู้เสพยาเสพติดอย่างเข้มข้น และต่อเนื่อง ทั้งในเชิงรับและเชิงรุก การเฝ้าระวัง ป้องกันปราบปราม เพื่อให้ยาเสพติดเหล่านี้ลดให้น้อยลงที่สุด ที่สำคัญต้องขอบคุณทุกหน่วยงานทั้งฝ่ายตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ภาคประชาชน ฯลฯ ต่างร่วมมือกันเป็นอย่างดี ทั้งการแจ้งข่าวให้กำลังพล ทำให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในแต่ละครั้งสำเร็จไปได้ด้วยดี

แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ จังหวัดนครราชสีมา

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกทหารใหม่ ผลัดที่ 2/2568 ในพื้นที่จังหวัด นครราชสีมา เพื่อรับฟังการรายงานความก้าวหน้าการฝึกฯ และให้โอวาทแก่ทหารใหม่

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้พบปะ พูดคุยและให้กำลังใจทหารใหม่ พร้อมเน้นย้ำให้หน่วยฝึกดำเนินการฝึกตามระเบียบแบบธรรมเนียมทหาร และปฏิบัติตามนโยบายของกองทัพบกอย่างเคร่งครัด 

อีกทั้ง ให้ความสำคัญกับการดูแลทหารใหม่ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความเป็นอยู่ เพื่อวางรากฐานสู่การเป็นทหารที่มีความเข้มแข็ง มีระเบียบวินัย และภาคภูมิใจในการรับใช้ชาติ

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต 93 ยูนิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลฯ แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

พลเรือตรี กิติศักดิ์  สายนุช ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ บริจาคโลหิตเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ “โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์” เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2535 และพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานนามของโรงพยาบาลว่า “โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์” 

ตลอดพระชนม์ชีพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์ท่านทรงงานเพื่อยกระดับสุขภาพอนามัยของประชาชนอย่างต่อเนื่อง 

เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีส่วนสำคัญต่อการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร ด้านการแพทย์ และการสาธารณสุข พวกเราเหล่าข้าราชการใน รพฯ ได้ยึดถือแนวทางของพระองค์ท่านในการปฏิบัติงานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

กิจกรรมบริจาคโลหิตเพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในครั้งนี้ เปรียบเสมือนการต่อชีวิตให้กับเพื่อนมนุษย์ โดยมีข้าราชการ และลูกจ้าง รพ.ฯ ร่วมบริจาคโลหิต จำนวน 93 ยูนิท เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลฯ  ณ ห้องรับบริจาคโลหิต กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

ชีวิตการทำงานจากยุค ‘มนุษย์ทองคำ’ ยุคที่บริษัทขยายตัว เฟืองเล็กในองค์กรใหญ่ ไม่จำเป็นต้องดีกว่า เฟืองใหญ่ในองค์กรเล็ก ขออย่ากลัวเริ่มใหม่ ถ้ากลัดกระดุมเม็ดแรกผิด

(3 พ.ย. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า…สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังจะเรียนจบ หรือกำลังจะเปลี่ยนงาน ผมมีเรื่องอยากเล่าให้ฟังสักนิด

ย้อนไปตอนที่ผมเรียนจบใหม่ ๆ นั้น เป็นช่วงที่คนรุ่นผมเรียกกันว่า “ยุคมนุษย์ทองคำ” ครับ เศรษฐกิจดี บริษัทขยายตัวแทบทุกวัน ใครจบมาก็มีงานทำแทบจะทันที

แต่ในขณะที่เพื่อนหลายคนมุ่งไปสมัครงานกับองค์กรใหญ่ บริษัทต่างชาติชื่อดัง ผมกลับเลือกไปเริ่มต้นที่ “บริษัทขนาดกลาง” แห่งหนึ่ง

เหตุผลไม่ซับซ้อนเลยครับ ผมรู้ตัวดีว่าผมไม่ใช่คนหัวดีอะไรนัก เป็นแค่ “คนหัวปานกลาง” ที่ถ้าไปอยู่ในองค์กรใหญ่ เราคงได้เป็นเพียงเฟืองเล็ก ๆ ในเครื่องจักรอันมหึมา

แต่ในองค์กรเล็ก เรามีโอกาสได้เป็น “เฟืองใหญ่” ที่หมุนพร้อมทั้งระบบ ได้ลองผิดลองถูก ได้แสดงฝีมือในแทบทุกด้าน และนั่นก็กลายเป็นโรงเรียนชีวิตที่สำคัญที่สุดในโลกการทำงานของผม

เพราะที่นั่น ผมได้เรียนรู้ทุกอย่างตั้งแต่การผลิต การตลาด การขาย การบริหารคน ไปจนถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน แต่กลับเป็นรากฐานที่ทำให้ผมอยู่รอดในโลกจริงได้

แต่แน่นอนครับ ว่ากระดุมเม็ดแรกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

เพื่อนคนหนึ่งของผม จบจากสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ แต่เลือกไปเป็น “เฟืองเล็กในองค์กรใหญ่” ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับซัพพลายเออร์และดีลเลอร์ในบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทย

ฟังดูเหมือนเป็นงานธรรมดา แต่ใครจะคิดว่านั่นคือ “คลังข้อมูลและเน็ตเวิร์ค” ที่ต่อยอดให้เขากลายเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเองในเวลาต่อมา เพราะตอนที่เขาเริ่มทำธุรกิจ เขาไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ เขามีทั้งซัพพลายเออร์ที่ไว้ใจ และลูกค้าที่รู้จักกันมานานอยู่ในมือหมดแล้ว

หรืออีกคนหนึ่ง ที่ผมยังจำได้ดี เขาจบสายคอมพิวเตอร์ในยุครุ่งเรืองที่ใคร ๆ ก็บอกว่ามีอนาคตแน่นอน แต่เขากลับทิ้งปริญญาไว้บนหิ้ง แล้วออกไปตาม passion ของตัวเองในฐานะ “ช่างภาพ”

ผมเป็นคนหนึ่งที่คัดค้านเขาอย่างรุนแรง แต่ดีที่เขาไม่เชื่อ เพราะไม่นานเขาก็กลายเป็นช่างภาพแฟชั่นแถวหน้าของไทย ก่อนจะต่อยอดไปเป็นเจ้าของบริษัทด้านครีเอทีฟและธุรกิจสายกรีนที่ประสบความสำเร็จมาก ถ้าเจ้าตัวอ่านเจอ ผมอยากบอกว่า “เพื่อนภูมิใจมากนะ ที่กล้าเดินในเส้นทางของตัวเองตั้งแต่วันนั้น”

แต่บางครั้ง… กระดุมเม็ดแรก มันก็ “ถอดออกได้” ถ้าใส่แล้วไม่สบาย

เพื่อนอีกคนหนึ่งของผม จบอักษรศาสตร์ ทำงานสื่อสิ่งพิมพ์ตามสายที่เรียนมา แต่หลังจากทำอยู่หลายปี เขากลับพบว่าตัวเองหลงใหลในตัวเลขและการวิเคราะห์ด้านการเงินมากกว่า

เขาตัดสินใจลาออกจากงานที่มั่นคง แล้วไปฝึกงานในต่างประเทศโดยไม่รับเงินเดือน เพื่อเรียนรู้ระบบการลงทุนจากศูนย์ จนวันนี้เขากลายเป็น hedge fund manager ที่หลายคนรู้จักชื่อดี เพราะกล้าที่จะถอดกระดุมเม็ดแรกออก แล้วกลัดใหม่ในที่ที่เหมาะกับตัวเองจริง ๆ

และสุดท้าย… ก็มีเพื่อนอีกคนหนึ่ง ที่ผมเชื่อว่าหลายคนคงเห็นตัวเองในนั้น

เขาเป็น “มนุษย์ทองคำตัวจริง” ตั้งแต่สมัยเรียน เป็นตัวแทนคณะ เด่นทั้งกิจกรรมและวิชาการ พอเรียนจบก็ได้งานในสถาบันการเงินใหญ่ใจกลางกรุงเทพทันที

ใคร ๆ ก็คิดว่าเขา “ชนะชีวิต” แล้ว แต่เจ้าตัวกลับรู้ดีว่านั่นไม่ใช่ปลายทางที่ต้องการ เขาจึงเลือกกลับบ้านไปดูแลธุรกิจครอบครัว เพื่อจะมีเวลาอยู่กับลูกและครอบครัวอย่างใกล้ชิด

ทุกวันนี้ ลูกของเขาทั้งสองคนเรียนจบจากสถาบันชั้นนำ เก่งทั้งกีฬา วิชาการ และเป็นเด็กที่มีความสุขมาก จนผมรู้สึกเลยว่าภาพความสำเร็จของเพื่อนสะท้อนอยู่ในตัวลูกของเขาทั้ง 2 คนนี้เอง ซึ่งนั่นอาจเป็น “ผลตอบแทน” ที่มีค่ามากกว่าตำแหน่งใหญ่โตใด ๆ ทั้งหมด

โลกการทำงานมันไม่มีกระดุมเม็ดเดียวที่ถูกสำหรับทุกคนหรอกครับ บางคนกลัดเม็ดแรกถูกตั้งแต่ต้นแล้วไปได้ไกล บางคนต้องกลัดใหม่กลางทาง

แต่สิ่งสำคัญคือ “อย่าปล่อยให้ใครมาช่วยกลัดแทนเรา”

เพราะสุดท้าย ไม่ว่ากระดุมเม็ดแรกนั้นจะอยู่ที่ไหน เราคือคนเดียวที่จะต้องใส่เสื้อตัวนี้ไปทั้งชีวิต

 

ท่ามกลางข้อถกเถียงและกังวล “กระทบคนรุ่นใหม่–ภาระงบประมาณรัฐ” สุดท้ายอาจเคาะแนวทาง ‘สมัครใจ’

เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้หยิบยกแนวคิด “ขยายอายุเกษียณราชการพลเรือนจาก 60 ปีเป็น 65 ปี” ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และเพื่อใช้ศักยภาพของบุคลากรที่ยังมีความสามารถในการทำงานต่อไปได้อย่างเต็มที่

แม้แนวคิดนี้จะยังไม่ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้จุดประกายการถกเถียงในวงกว้าง ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพการทำงาน งบประมาณรัฐ และโอกาสของคนรุ่นใหม่

สำหรับข้อดีของการขยายอายุเกษียณ
1. รองรับสังคมสูงวัย
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-aged society) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด การขยายอายุเกษียณช่วยให้ผู้สูงวัยยังสามารถมีรายได้และบทบาทในสังคม ลดภาระของรัฐในการดูแลผู้เกษียณ

2. ใช้ประสบการณ์ของบุคลากรอย่างเต็มที่
ข้าราชการระดับสูงจำนวนมากยังมีศักยภาพและความรู้ความเชี่ยวชาญที่สามารถถ่ายทอดต่อได้ การเกษียณเร็วเกินไปอาจทำให้รัฐสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า

3. ลดภาระงบประมาณบำเหน็จบำนาญในระยะสั้น
การเลื่อนอายุเกษียณออกไป 5 ปี หมายถึงรัฐยังไม่ต้องจ่ายบำนาญในช่วงเวลาดังกล่าว และยังสามารถใช้แรงงานที่มีอยู่ได้โดยไม่ต้องจ้างใหม่ทันที

4. สอดคล้องกับแนวโน้มสากล
หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี และสิงคโปร์ ได้ขยายอายุเกษียณเป็น 65–70 ปีแล้ว เพื่อรองรับอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและการขาดแคลนแรงงาน

แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผลดีแต่ก็มีผลเสียและข้อกังวลเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น
1. กระทบโอกาสของคนรุ่นใหม่
การขยายอายุเกษียณอาจทำให้ตำแหน่งว่างในระบบราชการลดลง ส่งผลให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสเข้าสู่ระบบน้อยลง และอาจเกิดความรู้สึกว่า “ไม่มีที่ว่างให้คนรุ่นใหม่เติบโต”

2. ประสิทธิภาพการทำงานอาจลดลง
แม้บางคนจะยังมีศักยภาพ แต่ก็มีข้อกังวลว่าเมื่ออายุมากขึ้น อาจมีข้อจำกัดด้านสุขภาพหรือความสามารถในการปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งอาจกระทบต่อประสิทธิภาพของระบบราชการโดยรวม

3. ภาระงบประมาณในระยะยาว
แม้จะช่วยชะลอการจ่ายบำนาญในระยะสั้น แต่ในระยะยาว รัฐอาจต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลและสวัสดิการอื่น ๆ มากขึ้น หากข้าราชการสูงวัยมีปัญหาสุขภาพ

4. ความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มอาชีพ
ปัจจุบัน ข้าราชการบางกลุ่ม เช่น ผู้พิพากษา อัยการ หรืออาจารย์มหาวิทยาลัย มีอายุเกษียณที่ 65–70 ปีอยู่แล้ว การขยายอายุเกษียณเฉพาะบางกลุ่มอาจสร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรมในหมู่ข้าราชการทั่วไป

ทั้งนี้ หากรัฐบาลจะดำเนินการในเรื่องนี้จริง อาจจะต้องมีแนวทางประนีประนอม เป็นการขยายแบบสมัครใจ โดยยึดจากเสียงสะท้อนทั้งสองด้าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และกรมบัญชีกลาง ได้เสนอแนวทาง “ขยายอายุเกษียณแบบสมัครใจ” โดยให้ข้าราชการที่มีสุขภาพดีและยังมีความสามารถทำงานต่อได้ ยื่นความประสงค์ขอทำงานต่อถึงอายุ 65 ปี โดยไม่กระทบสิทธิของผู้ที่ต้องการเกษียณตามปกติที่ 60 ปี

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ “ยึดฐานเงินเดือนที่อายุ 60 ปี” เป็นเกณฑ์ในการคำนวณบำนาญ เพื่อไม่ให้รัฐต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากเกินไป

ขณะที่ล่าสุด นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงเพิ่มเติมหลังจากมีกระแสข่าวว่าจะขยายเกษียณอายุราชการพลเรือนจาก 60 ปี เป็น 70 ปี โดยย้ำว่า ไม่เป็นความจริง เพราะที่ตนให้ ก.พ. ดำเนินการศึกษาเฉพาะกรณีข้าราชการพลเรือน ที่สามารถขยายได้ถึงอายุ 65 ปี ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสนใจเรื่องนี้ และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษา และนำเสนอ เพราะต้องดูผลหลายด้านว่าจะขยายอายุข้าราชการพลเรือนเป็น 65 ปีหรือไม่ โดยไม่รวมข้าราชการอื่น ๆ ตำรวจก็ไม่รวม 

พร้อมยอมรับว่า เรื่องนี้มีผลกระทบเยอะ อาทิ คนเกิดน้อย คนตายมากกว่าคนเกิด มีผลกระทบกับงบประมาณ เช่น บำเหน็จ บำนาญ มีผลกระทบสำหรับคนที่เราเป็นหัวหน้าส่วนราชการ และมีผลกระทบต่อคนที่จะเข้ามาเป็นข้าราชการใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ก.พ. ศึกษาร่วมกับกรมบัญชีกลาง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ และหากเป็นไปได้อยากเห็น และตัดสินใจได้ในรัฐบาลนี้

อย่างไรก็ดี การจะขยายเกษียณอายุราชการข้าราชการพลเรือนไปจนถึง 65 ปี ควรหรือไม่นั้น แนวคิดดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก แต่เป็น “ทางเลือกเชิงนโยบาย” ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติประชากร เศรษฐกิจ ความเป็นธรรม และประสิทธิภาพของระบบราชการ

หากออกแบบอย่างรอบคอบ เปิดทางเลือกให้กับผู้ที่พร้อมทำงานต่อ และวางระบบรองรับอย่างเหมาะสม การขยายอายุเกษียณอาจเป็นโอกาสในการใช้ศักยภาพของคนรุ่นใหญ่ควบคู่กับการเปิดทางให้คนรุ่นใหม่เติบโตทดแทน พร้อมกับการแก้ปัญหาสังคมสูงวัยของไทยในอนาคตได้อีกด้วย

นำแสงสว่างสู่โลกดิจิทัล ยกโมเดล AI มีจริยธรรม เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง พัฒนาเมืองอัจฉริยะ–พลังงานสีเขียว

(3 พ.ค. 68) ชีค โมฮัมเหม็ด อัล-ซาบาห์ ประธานสมาคมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แห่งคูเวต (AAIOT) กล่าวชื่นชมจีนว่า เป็นผู้นำในการผลักดัน “เทคโนโลยี AI ที่มีความรับผิดชอบโดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง” พร้อมระบุว่าจีนไม่ได้เพียงสร้างโรงงานหรือเทคโนโลยี แต่กำลัง “สร้างปรัชญาใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร” ผ่านการวาง AI ไว้ในยุทธศาสตร์ชาติอย่างมีจริยธรรมและหลักวิทยาศาสตร์

เขาย้ำว่า จีนได้กลายเป็น “เสาหลักในการกำหนดอนาคตดิจิทัลของโลก” ด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาวและความมุ่งมั่นทางนวัตกรรม พร้อมชี้ว่าจีนไม่ได้เพียงแข่งขันในสมรภูมิเทคโนโลยี แต่กำลัง “นำทางโลกสู่การใช้ AI อย่างมีสติและมีความรับผิดชอบ”

สำหรับคูเวต ชีค โมฮัมเหม็ดระบุว่า ประเทศกำลังเร่งขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “New Kuwait 2035” โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การศึกษาอัจฉริยะ และพลังงานยั่งยืน แม้จะยังเผชิญข้อจำกัดเรื่องบุคลากรและกฎระเบียบข้อมูล แต่ถือเป็น “โอกาสในการร่วมมือกับจีน” เพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะด้วยระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง และมาตรฐานจริยธรรมด้าน AI

นอกจากนี้ เขายังยก “โครงการเส้นทางสายไหมดิจิทัล” ของจีนว่าเป็น “สะพานแห่งแสงเชื่อมเอเชียกับอ่าวเปอร์เซีย” และแสดงความมั่นใจว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า ความร่วมมือจีน–คูเวตจะเติบโตสู่ยุคใหม่ โดยมีเมืองอัจฉริยะ “Silk City” และ “Gateway Smart City” เป็นสัญลักษณ์ของการจับมือกันในโลกดิจิทัล

ปัดส่ง ‘โทมาฮอว์ก’ ให้ยูเครน หลัง ‘ปูติน’ เตือนพร้อมตอบโต้รุนแรง ย้ำยังตั้งเป้ายุติความขัดแย้ง และรักษาสมดุลรัสเซีย–ยูเครน

(3 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณาส่งขีปนาวุธ “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน โดยกล่าวสั้น ๆ กับผู้สื่อข่าวว่า “ยังไม่คิดจะทำเช่นนั้น” หลังถูกถามถึงท่าทีของรัฐบาลต่อการเพิ่มขีดความสามารถทางทหารให้กับยูเครน

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ออกคำเตือนว่า หากมีการโจมตีรัสเซียด้วยขีปนาวุธโทมาฮอว์ก การตอบโต้ของรัสเซียจะ “รุนแรงและน่าตกตะลึง” พร้อมระบุว่าการถกเถียงเรื่องการส่งขีปนาวุธดังกล่าวเป็น “การยั่วยุให้สถานการณ์บานปลาย”

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CBS ว่ายังคงเชื่อว่าจะสามารถยุติสงครามรัสเซีย–ยูเครนได้ภายในไม่กี่เดือน ส่วนรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ย้ำว่าสหรัฐฯ ยังพยายามรักษาความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์กับทั้งรัสเซียและยูเครน เพื่อหาทางยุติความขัดแย้งอย่างสันติ

ตรวจหลักฐานคดี ‘สุชาติ’ ฟ้องหมิ่นประมาท 50 ล้าน ปมกล่าวหาซื้อตึก Skyy9 นัดสืบพยานนัดแรก 17 พ.ย. 6

(3 พ.ย. 68) ที่ศาลอาญารัชดา ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานคดีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติฯ เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์” สส.กทม. และนายสหัสวัส คุ้มคม สส.ชลบุรี ของพรรคประชาชน ร่วมกันเป็นจำเลย ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เรียกค่าเสียหายรวม 50 ล้านบาท

คดีนี้สืบเนื่องจากการแถลงข่าวของทั้งสอง ที่กล่าวหานายสุชาติในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่สำนักงานประกันสังคมเข้าซื้อตึก “Skyy9” โดยทั้งคู่ได้รับการประกันตัว และเดินทางมาศาลตามนัดโดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อ

ขณะเดียวกัน ทนายความโจทก์ได้ยื่นขอแก้ไขคำฟ้อง ขอให้นับโทษ น.ส.รักชนก ต่อจากคดีหมายเลขดำ อ.683/2565 ซึ่งเป็นคดีความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ทั้งนี้ ศาลได้อ่านคำฟ้องให้จำเลยทั้งสองฟัง และสอบถามคำให้การ โดยทั้ง น.ส.รักชนก และนายสหัสวัสให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมยืนยันต่อสู้คดีเต็มที่ ฝ่ายโจทก์แถลงจะนำพยาน 4 ปากขึ้นสืบ ส่วนฝ่ายจำเลยเตรียมนำพยาน 11 ปาก โดยศาลกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ และฝ่ายจำเลยระหว่างวันที่ 18–20 พฤศจิกายน เวลา 09.00 น.

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีแสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันนี้ (3 พฤศจิกายน 2568) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานพิธีแสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ บริเวณด้านหน้าอาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ พร้อมด้วย รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., ผู้บัญชาการ และข้าราชการตำรวจ หน่วยที่มีที่ตั้งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, อุปนายก และกรรมการบริหารสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธี 

ในพิธีดังกล่าว ผบ.ตร. พร้อมด้วยนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ นำคณะ ร่วมถวายความอาลัย และยืนสงบนิ่งเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยข้าราชการตำรวจทุกนายต่างน้อมจิตมั่น ร้อยรวมดวงใจเป็นหนึ่งเดียว เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่ทรงมีต่อปวงประชา ประดุจดั่ง “แม่ของแผ่นดิน” ทรงเป็นมิ่งขวัญกำลังใจ และสถิตอยู่ในดวงใจของพสกนิกรทุกหมู่เหล่าตลอดมา ข้าราชการตำรวจทุกนายจะขอสืบสานพระราชปณิธานด้วยความจงรักภักดี จะยึดมั่นในการปฏิบัติดี เพื่อรักษาชาติบ้านเมือง และสร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนสืบไป

จากนั้น ผบ.ตร. พร้อมด้วยนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ นำข้าราชการตำรวจลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ห้องโถง อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top