Monday, 20 July 2026
Hard News Team

“เชียงราย”ตม.เชียงรายรวบจีนเทาจากKK PARK เมียวดีก่อนข้ามไปลาวเพื่อการกวาดล้าง”

เมื่อวานนี้ (12พ.ย. 68) ที่บริเวณริมถนน เลี่ยงเมืองเชียงรายตะวันตก ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย  โดยการอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. , พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. , พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5 , พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5  มอบหมายให้ พ.ต.อ.สุรศักดิ์ เทียนทอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย , พ.ต.ท.ตุลย์วรรษ ณรงค์ศักดิ์,พ.ต.ท.วิชัย ปันนา,สว.ตม.จว.เชียงราย ทำการสืบสวน คนต่างด้าวที่กระทำความผิดภายในราชอาณาจักร โดยได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีการลักลอบขนคนต่างด้าวโดยมีการใช้รถยนต์เก๋งสีขาวทะเบียนกรุงเทพฯ จนกระทั่งเวลาประมาณ 17.30 น. ได้พบรถเก๋งยี่ห้อ ฮอนด้า สีขาว ทะเบียนกรุงเทพฯ โดยมี นายชยุตพงศ์  (นามสมมุติ)อายุ 33 ปี (ทราบชื่อภายหลัง) เป็นผู้ขับขี่ โดยเป็นรถยนต์ตรงตามที่สายลับแจ้งไว้ ชุดจับกุมจึงได้ให้สัญญาณให้จอดเพื่อตรวจสอบ จากการสอบถามแจ้งว่า 

ตนได้รับการว่าจ้างให้รับกลุ่มคนจีนจำนวน 2 คน เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ปลายทางจังหวัดเชียงราย โดยได้รับค่าจ้างจำนวน 5,000 บาท ตรวจสอบผู้โดยสารที่นั่งมาด้วยบริเวณเบาะด้านหลัง ลักษณะคล้ายคนต่างด้าวไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ จึงได้เรียกให้แสดงเอกสารประจำตัวปรากฏว่าไม่มีเอกสารหนังสือเดินทาง (PASSPORT) หรือเอกสารแทนหนังสือเดินทางแต่อย่างใด  จึงได้ควบคุมตัวไว้เพื่อตรวจสอบ ทราบชื่อ MR.JANG (จาง) อายุ 40 ปี สัญชาติจีน และMR.YI (ทราบชื่อผ่านล่ามแปล) เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.เชียงราย จึงได้ตรวจสอบข้อมูลในระบบสารสนเทศสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ไม่พบข้อมูลการเดินทางเข้าราชอาณาจักรแต่อย่างใด

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงได้ควบคุมตัวบุคคลทั้งสองดังกล่าวมายังที่ทำการตม.จว.เชียงราย (ส่วนแยก) เพื่อทำการบันทึกจับกุม จากเหตุและพฤติการณ์ข้างต้น เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ร่วมกันแจ้งข้อกล่าวหาและฐานความผิดว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ส่วนตัวนายชยุตพงศ์ (นามสมมุติ)

กระทำผิดฐาน “ช่วยเหลือหรือซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม” 
พร้อมทั้งแจ้งสิทธิให้ทราบ

ผู้ถูกจับรับทราบข้อกล่าวหาและสิทธิ์เข้าใจดีแล้ว ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงควบคุมตัวพร้อมยานพาหนะ ที่ใช้ในการกระทำความผิด  นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านดู่ จังหวัดเชียงราย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป จากนั้น เจ้าหน้าที่งานสืบสวนปราบปราม ตม.จว.เชียงราย ได้ร่วมกันนำตัวบุคคลดังกล่าวมาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

50 ปีความสัมพันธ์ที่ลึกกว่าการทูต เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จฯ ไม่ใช่เพียงแค่พิธีการเท่านั้น แต่คือกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือระยะยาว

เดือนพฤศจิกายน 2568 จะเป็นเดือนพิเศษของความสัมพันธ์ไทย-จีน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน ในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน (พ.ศ. 2518-2568)

แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ บทบาทของราชวงศ์ไทยในความสัมพันธ์กับจีนไม่ได้เป็นเพียง "สัญลักษณ์ทางการทูต" แต่คือ กลไกขับเคลื่อนความร่วมมือจริงจัง ในมิติวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และประชาชนต่อประชาชน (people-to-people) ที่สื่อมวลชนยังเล่าไม่มากนัก

1. เมืองรองบนเส้นทางสายไหม: ซีอาน-ลั่วหยาง-หลงเหมิน
การเสด็จเยือนจีนของราชวงศ์ไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ในฐานะเมืองท่าการทูต แต่มุ่งลงลึกสู่ "หัวใจอารยธรรม" ที่แท้จริง

ตัวอย่างสำคัญคือการเสด็จพระราชดำเนินของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อเดือนตุลาคม 2543 ที่ไม่ได้หยุดแค่ปักกิ่ง แต่ทรงเสด็จฯ ถึงซีอาน (เมืองหลวงเก่าของราชวงศ์ถัง) และลั่วหยาง (ถ้ำหลงเหมิน ศูนย์กลางพุทธศิลป์ยุคเว่ย-ถัง)

การเสด็จฯ ครั้งนี้วาง "หมุดหมายทางวัฒนธรรม" ที่เชื่อมสายใยพุทธศาสนาและอารยธรรมโบราณของทั้งสองประเทศ ซึ่งลึกซึ้งกว่าการประชุมทางการทูตเป็นร้อยเท่า

2. บันทึกการเดินทาง = ทุนทางวัฒนธรรมระยะยาว
งานเขียนของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เช่น หนังสือ *Treading the Dragon Land* (เหยียบแผ่นดินมังกร) และชุดแปล *Verses of Clear Jade* (บทกวีหยกใส) ทำหน้าที่เป็น "สื่อสารมวลชนเชิงวัฒนธรรม" ระยะยาว

งานเขียนเหล่านี้ไม่ใช่แค่บันทึกการเดินทาง แต่คือการสร้าง soft power ที่ทำให้คนไทยเข้าใจจีนในมิติที่ลึกกว่าข่าวการเมืองหรือเศรษฐกิจ และทำให้คนจีนเห็นไทยในฐานะประเทศที่เข้าใจและให้คุณค่ากับอารยธรรมของพวกเขา

3. เครือข่ายวิทยาศาสตร์ข้ามพรมแดน
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ระหว่างไทยกับจีน โดยเฉพาะใน ด้านยา ชีวการแพทย์ และห้องแล็บร่วม

ตัวอย่างเช่น ความร่วมมือระหว่าง Chinese Academy of Sciences (CAS) กับ Chulabhorn Royal Academy ซึ่งเป็นเครือข่ายที่แลกเปลี่ยนนักวิจัย ข้อมูลวิจัย และพัฒนายาสมุนไพรร่วมกัน

นี่คือความร่วมมือที่ "เห็นผลจริง" ไม่ใช่แค่การลงนามบันทึกความเข้าใจที่ไม่มีการติดตาม

4. แผนที่-ข้อมูล-อวกาศ: ยุคใหม่ของความร่วมมือ
ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์สิรินธร (SCGI - Sirindhorn Center for Geo-Informatics) เป็นโมเดลความร่วมมือไทย-จีนด้านข้อมูลเชิงพื้นที่ การเตือนภัย ภูมิอากาศ และการจัดการทรัพยากร

ระบบนี้ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมจีน (เช่น Gaofen series) ร่วมกับดาวเทียมไทยและต่างประเทศ เพื่อติดตามน้ำท่วม ไฟป่า การเปลี่ยนแปลงสภาพป่า และวางแผนพัฒนาเมือง

ในยุคที่ข้อมูลคือพลัง ความร่วมมือแบบนี้คือ "ความมั่นคงแบบใหม่" ที่ไม่ได้พูดถึงกันบ่อยนัก

5. "กู่เจิงการทูต": เมื่อดนตรีเป็นภาษาสากล
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงมีพระวิสูตรในการบรรเลงกู่เจิง (เครื่องดนตรีจีนโบราณ) สร้าง soft power เชิงสุนทรียะ ที่เชื่อมโยงศิลปวัฒนธรรมจีน-ไทยในระดับที่ลึกซึ้ง

การบรรเลงกู่เจิงของพระองค์ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงพิธีการ แต่เป็นการสร้างวงจรแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมที่ทำให้เกิดโครงการแลกเปลี่ยนนักดนตรี การแสดงศิลปะร่วม และการอนุรักษ์ดนตรีโบราณของทั้งสองประเทศ

6. พยานประวัติศาสตร์ฮ่องกง 1997
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงร่วมเหตุการณ์สำคัญในการส่งมอบฮ่องกงจากอังกฤษคืนสู่จีนในปี 1997 และทรงเรียบเรียงเป็นหนังสือ *A Return to Motherland of China* (พ.ศ. 2541)

หนังสือเล่มนี้เป็นมากกว่าบันทึกประวัติศาสตร์ มันคือ "การยืนยันความเข้าใจ" ของไทยต่อความรู้สึกของชาติจีนในเหตุการณ์สำคัญยุคหนึ่ง และเป็นการสร้างทุนความไว้วางใจระยะยาว

7. สะพานศรัทธา: พระทันตธาตุจากปักกิ่งสู่กรุงเทพฯ
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้คือ การอัญเชิญพระทันตธาตุจากวัดหลิงกวง ปักกิ่ง มาประดิษฐานชั่วคราว ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2567 ถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2568

เหตุการณ์นี้เชื่อมใจประชาชนสองประเทศในระดับศรัทธาและความเชื่อ ซึ่งลึกกว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจหรือการเมือง นี่คือ "การทูตเชิงจิตวิญญาณ" ที่สร้างความผูกพันที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

8. สิบสองปันนา (XTBG): ห้องทดลองธรรมชาติลุ่มโขง
สวนพฤกษศาสตร์เขตร้อนสิบสองปันนา (Xishuangbanna Tropical Botanical Garden - XTBG) ในมณฑลยูนนาน เป็นฐานความร่วมมือวิจัยด้านพฤกษศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และชาติพันธุ์ (ไทลื้อ/ได่) ระหว่างไทยกับจีน

พื้นที่นี้เป็นมากกว่าห้องแล็บ มันคือ "จุดเชื่อมเครือข่ายลุ่มโขง" ที่ไทยและจีนร่วมมือกับลาว พม่า เวียดนาม และกัมพูชา ในการจัดการทรัพยากรน้ำ ป่าไม้ และความหลากหลายทางชีวภาพ

ทั้งนี้ จะเห็นได้ชัดว่า การเสด็จฯ ของราชวงศ์ไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่การถ่ายรูปร่วมกับผู้นำจีน แต่สร้างเป็น สถาบันความร่วมมือที่ยั่งยืน เช่น SCGI, Joint Labs ระหว่าง CAS กับ Chulabhorn Royal Academy, โครงการแปลวรรณกรรมร่วม นี่คือความร่วมมือที่ "มองเห็นได้ สัมผัสได้" ในชีวิตจริง

การเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในเดือนพฤศจิกายน 2568 จึงไม่ได้เป็นเพียงการฉลองครบรอบ 50 ปี แต่คือ "การเปิดตัวระยะใหม่" ที่จะทำให้ข้อริเริ่มด้านวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนเยาวชน ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว "ติดเครื่อง" เร็วขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว 50 ปีของความสัมพันธ์ไทย-จีนสอนเราว่า บทบาทของราชวงศ์ไทยไม่ได้เป็นเพียงการตกแต่งทางการทูต แต่คือ "เครื่องมือเชิงกลยุทธ์" ที่สร้างความร่วมมือในมิติที่รัฐบาลทำได้ยากหรือทำไม่ได้ และนับแต่อดีตได้พิสูจน์ชัดแล้วว่า ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดไม่ได้วัดจากจำนวนข้อตกลงที่ลงนาม แต่วัดจาก "คุณภาพของความเข้าใจและความไว้วางใจ" ที่สร้างขึ้นมาร่วมกัน และนั่นคือสิ่งที่ราชวงศ์ไทยทำให้ประเทศไทยอย่างที่ไม่มีใครทำแทนได้

‘ทูตรัศม์’ กังขา ทำไม ‘อนุทิน’ ชอบพูดเข้าทางกัมพูชา หลังท้าทายมาตรการภาษีสหรัฐฯ โดดเดี่ยวตัวเองออกจากมหาอำนาจ ผลักกัมพูชาให้ใกล้ชิดสหรัฐฯ

นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ (นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ) กล่าวถึงคำพูดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่อันตราย หลังก่อนหน้านี้ ออกมาระบุไทยรุกล้ำดินแดนกัมพูชาว่า

ในวันนี้ (12 พ.ย.) นายอนุทิน ยังออกมาพูดจาท้าทายสหรัฐอเมริกา ซึ่งผู้ที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากคำพูดนี้คือ “กัมพูชา” เพราะคำพูดนี้ นอกจากจะเป็นการโดดเดี่ยวประเทศไทย ออกจากพันธมิตรที่เป็นมหาอำนาจของโลกแล้ว ในทางกลับกัน ยังเท่ากับเป็นผลักดันให้กัมพูชาใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามากขึ้นด้วยโดยปริยายด้วย

นายรัศม์ ยังระบุว่า ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากเรื่องความมั่นคงแล้ว เรื่องปากท้องประชาชน ก็อาจถูกกระทบจากมาตรการตอบโต้ทางภาษี จากคำพูดท้าทายโดยไม่จำเป็นจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ตระหนัก และพร้อมรับผิดชอบหรือไม่

“แน่นอนว่าไทยจำเป็นต้องรักษาอธิปไตย ปกป้องชีวิตคนไทย และต้องเพิ่มมาตรการทางทหารที่เข้มแข็งเพื่อการนี้ และการตอบโต้กัมพูชาก็ดำเนินการไป แต่การไปท้าทายพันธมิตรอย่างสหรัฐฯนั้น พูดไปเพื่ออะไร ไทยจะได้มากกว่าเสียหรือ?” นายรัศม์ กล่าว

นายรัศม์ ยังเห็นว่า ทั้งคำพูดก่อนหน้า และล่าสุดของนายกรัฐมนตรี ที่ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากคำพูดดังกล่าวคือ “กัมพูชา” จึงเป็นที่น่ากังขาว่า นายกรัฐมนตรีไทย มีเจตนาใดแน่

191 บุกทลายคลังยานรกกลางกรุง! ยึดยาบ้า 10 ล้านเม็ด มูลค่าครึ่งพันล้าน – ขยายผลเชื่อมขบวนการใหญ่ข้ามชาติ”

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ที่อาคารศึกษาฝึกอบรม กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) หรือ “191” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ., พ.ต.อ.วสันต์ ธวัชชัยวิรุตษ์ ผกก.สายตรวจ, พ.ต.ท.วสุเทพ ใจอินทร์ รอง ผกก.สายตรวจ และ พ.อ.วิรุฬห์ ชัยสุวิรัตน์ จากหน่วยข่าวกรองทางทหาร กองทัพบก แถลงผลการปฏิบัติการทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ ยึดยาบ้าได้มหาศาลกว่า 10 ล้านเม็ด

ตำรวจ 191 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ น.ส.เมรินทร์ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี น.ส.ศิริรัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันกับพวกที่ยังหลบหนี จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า หรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”

ของกลางที่ตรวจยึดได้ประกอบด้วย ยาบ้า 50 กระสอบ รวมกว่า 10 ล้านเม็ด รถยนต์ Toyota Vios สีขาว 1 คัน รถยนต์ Chevrolet Colorado สีขาว 1 คัน รถยนต์ Toyota Fortuner สีดำ 1 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน รวมมูลค่าของกลางกว่า 500 ล้านบาท

พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในผลสำเร็จของยุทธการปราบยาเสพติดเชิงรุกตามนโยบายรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย บก.สปพ. ได้ใช้เทคโนโลยีข่าวกรองติดตามพฤติกรรมผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิด ก่อนเข้าจู่โจมตรวจค้นและยึดของกลางได้ทั้งหมด เตรียมขยายผลต่อเนื่องไปยังต้นตอเครือข่าย ซึ่งคาดว่าเชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาระดับประเทศเพื่อนบ้าน

“ยานรก 10 ล้านเม็ดนี้ ถ้าเล็ดรอดออกไปสู่ท้องถนน คือหายนะของสังคมไทย เราจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นเด็ดขาด” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

กรมปศุสัตว์ สนธิกำลังหน่วยเฉพาะกิจ ตรวจสอบร้านอาหารสัตว์ จ.อำนาจเจริญ จำหน่ายอาหารสัตว์เถื่อน​ผ่านทางออนไลน์​ สั่งอายัดของกลางกว่า 400 กระสอบ

(12 พ.ย. 68) นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้​มอบ​หมายให้​เจ้า​หน้าที่​ชุด​เฉพาะกิจ​ประกอบด้วย​ สารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ กองควบคุมอาหารและยาสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์เขต 3 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอำนาจเจริญ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอปทุมราชวงศา และด่านกักกันสัตว์ยโสธร บูรณาการร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช เข้าตรวจสอบร้านจำหน่ายอาหารสัตว์ในอำเภอปทุมราชวงศา​ จังหวัด​อำนาจเจริญ​ ตามที่​ได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านระบบ DLD 4.0 ว่า​ มีการ​จำหน่าย​อาหาร​สัตว์​เถื่อน​ผ่าน​แพลตฟอร์ม​ออนไลน์​ โดยจากการ​สืบสวน​เบื้องต้น​พบว่า​ ร้านอาหาร​สัตว์​แห่ง​นี้​จำหน่ายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียน

จากการตรวจสอบภายในสถานที่ พบอาหารสัตว์ผสมสำเร็จรูปชนิดผงสำหรับเลี้ยงโค 2 ยี่ห้อ รวม 445 กระสอบ มูลค่ารวมประมาณ 135,140 บาท โดยไม่มีหลักฐานการขอขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงได้อายัดของกลางทั้งหมด พร้อมเก็บตัวอย่างอาหารสัตว์ 5 รายการ ส่งตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 56 (4) ซึ่งห้ามผู้ใดขายอาหารสัตว์ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ มีโทษตามมาตรา 86 วรรคสอง จำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000-60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยของกลางทั้งหมดถูกยึดอายัดไว้ ณ สถานประกอบการ และจะดำเนินการทางกฎหมายจนกว่าคดีจะสิ้นสุด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ เพื่อคุ้มครองเกษตรกรและผู้บริโภคจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ตามนโยบายของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้สั่งการให้เข้มงวดการตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์​ ร้าน​จำหน่าย​อาหารสัตว์​ ตลอดจนการจำหน่ายสินค้าในระบบออนไลน์ เพื่อปกป้องเกษตรกรไม่ให้ได้รับความเสียหาย และสร้างความเชื่อมั่นในภาคการผลิตปศุสัตว์ของประเทศ

กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นการกระทำผิดเกี่ยวกับการผลิตหรือจำหน่ายอาหารสัตว์ไม่ได้มาตรฐาน สามารถแจ้งเบาะแสผ่าน Application “DLD 4.0” ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันสร้างระบบการเลี้ยงสัตว์ที่มีคุณภาพ​ ปลอดภัย​ และ​ยั่งยืน​ต่อไป

ลำปาง-มทบ.32 และหน่วยงานสังกัดกระทรวงกลาโหม เปิดบ้านต้อนรับหัวหน้าส่วนราชการ ในกิจกรรมประชุมสภากาแฟ ครั้งที่ 10/2568 

(12 พ.ย. 68) เวลา 07.00 น. มณฑลทหารบกที่ 32 พร้อมด้วยหน่วยทหารในสังกัดกระทรวงกลาโหมพื้นที่จังหวัดลำปาง ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมประชุมสภากาแฟ ครั้งที่ 10/2568 ประจำเดือนพฤศจิกายน ณ บริเวณพิพิธภัณฑ์บ้านป่องนัก ค่ายสุรศักดิ์มนตรี อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง

โดยมี นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธานเปิดการประชุมหารือข้อราชการอย่างไม่เป็นทางการ โอกาสนี้คณะผู้บริหาร หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก ท่ามกลางความงดงามของพิพิธภัณฑ์บ้านป่องนัก แหล่งท่องเที่ยวอันทรงคุณค่าของหน่วยทหาร และบรรยากาศที่เย็นสบาย สายหมอกบางๆหลังฝนโปรยปรายติดต่อกันหลายวันที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เกิดความประทับใจต่อผู้ร่วมกิจกรรมเป็นอย่างมาก     

โอกาสนี้ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 มอบหมายให้ พันเอก สุกิจ ภิญโญ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32, พันเอก พิทยา ราชะพริ้ง รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดลำปาง พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา และผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดลำปาง คณะนายทหาร ร่วมให้การต้อนรับ ตลอดจนได้จัดแสดงนิทรรศการผลการดำเนินงาน ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหม ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับทราบถึงภารกิจและผลการปฏิบัติงานที่สำคัญ ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การบูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนและจังหวัดลำปางต่อไป

Google Maps อัปเกรด ใส่มันสมองและพลังจาก Gemini พูดคุยถามเส้นทางได้จริงแบบไม่ต้องแตะจอ บอกทางด้วยจุดสังเกต ไม่ใช่ตัวเลขระยะทาง เริ่มใช้แล้วในสหรัฐฯ ก่อนขยายสู่หลายประเทศ

Google Maps เปิดตัวระบบใหม่ที่ใช้พลังจาก “Gemini” ปัญญาประดิษฐ์รุ่นล่าสุดของกูเกิล เปลี่ยนประสบการณ์นำทางให้ “พูดคุยได้จริง” แบบไม่ต้องแตะโทรศัพท์ ผู้ใช้สามารถพูดถามได้เลย เช่น “มีร้านกาแฟระหว่างทางไหม” หรือ “แถวนี้มีที่จอดรถไหม” ระบบจะตอบกลับทันทีและเข้าใจคำถามต่อเนื่องแบบเป็นธรรมชาติ

สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนคือรูปแบบการบอกทาง จากเดิมที่พูดว่า “เลี้ยวซ้ายอีก 500 เมตร” กลายเป็น “เลี้ยวขวาหลังร้านอาหารไทย” ฟังง่ายกว่าและใกล้เคียงภาษาที่คนใช้ในชีวิตจริง อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ใหม่แจ้งเตือนแบบอัตโนมัติ เช่น อุบัติเหตุ น้ำท่วม หรือถนนปิด แม้ผู้ใช้จะไม่ได้เปิดโหมดนำทางก็ตาม ขณะเดียวกัน “Lens with Gemini” ยังให้ผู้ใช้ยกโทรศัพท์ขึ้นส่องอาคารหรือร้านอาหาร แล้วถามได้ทันทีว่า “นี่ที่ไหน ทำไมถึงดัง”

ในสหรัฐฯ ฟีเจอร์นี้จะเริ่มเปิดให้ใช้เดือนนี้ (พ.ย.) และจะเชื่อมต่อกับ Android Auto เร็ว ๆ นี้ โดยทางกูเกิลยืนยันว่าการพูดคุยกับ Gemini ใน Maps จะไม่ถูกนำไปใช้ทำโฆษณาเจาะจงผู้ใช้ ซึ่งถือเป็นประเด็นความเป็นส่วนตัวสำคัญที่หลายคนกังวล

นอกจากนี้ กูเกิลยังเริ่มขยายระบบ Gemini Maps ไปยังอินเดีย โดยปรับให้เข้ากับพฤติกรรมการพูดและการขอเส้นทางของคนท้องถิ่น รองรับ 9 ภาษา พร้อมฟีเจอร์เตือนจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ และแสดงจำกัดความเร็วขณะขับรถ โดยร่วมมือกับหน่วยงานทางหลวงของอินเดียเพื่อรับข้อมูลปิดถนนและซ่อมแซมแบบเรียลไทม์

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งคำถามว่า AI ตัวนี้จะแก้ปัญหา “แผนที่ไม่ตรงจริง” ในบางประเทศได้หรือไม่ เช่น แอฟริกา ที่ข้อมูลถนนยังไม่ครบหรือภาพถ่ายล้าสมัย ซึ่งกูเกิลยอมรับว่า Gemini จะทำงานได้ดีขึ้นเมื่อมีข้อมูลพื้นฐานที่แม่นยำ แต่ไม่สามารถสร้างข้อมูลที่ยังไม่มีอยู่จริงได้

สำหรับนักพัฒนา กูเกิลยังเปิดตัวเครื่องมือใหม่ “Builder Agent” และ “MCP Server” ที่ใช้ Gemini ช่วยสร้างโปรเจกต์แผนที่จากคำสั่งข้อความธรรมดา เช่น การสร้างแผนที่จุดท่องเที่ยวหรือเส้นทางปลอดภัยในเมือง พร้อมระบบตกแต่งแผนที่ให้เข้ากับแบรนด์หรือดีไซน์ของผู้ใช้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ Google Maps ก้าวสู่ยุค “แผนที่อัจฉริยะ” ที่เข้าใจคำพูดและคิดตอบได้เหมือนผู้ช่วยส่วนตัว

สถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย ช่วง 10 เดือนแรก (ม.ค. - ต.ค. 68)

กรมการท่องเที่ยว เปิดตัวเลขต่างชาติปักหมุดถ่ายทำภาพยนตร์ในไทย 10 เดือนแรก โกยเงินเข้าประเทศกว่า 6,786 ล้านบาท จีน ยืนหนึ่งจำนวน 51 เรื่อง ส่วนสหรัฐฯ ลงทุนสูงสุด 3,912 ล้านบาท หนุนศักยภาพไทยในฐานะ “ศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก”

กระบี่ ศรชล.จว.กระบี่/ ศคท.จว.กระบี่ ร่วมบูรณาการตรวจเรือประมงทะเล

(12 พ.ย. 68) พลเรือโทวีรุดม ม่วงจีน ผบ.ทรภ.3/ผอ.ศรชล.ภาค 3 มอบหมายให้ น.อ.พิเชษฐ์ ซองตัน รรก.ผอ.ศรชล.จว.กระบี่ ,น.อ.อรรฆพงศ์ บรรพบุตร หัวหน้าศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัดกระบี่นำกำลังพล ศรชล.จว.กระบี่ ร่วมบูรณาการกับ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามเรือประมงทะเล จว.กระบี่ ได้นำเรือตรวจประมงทะเล 606 ร่วมกับชุดสหวิชาชีพจังหวัดกระบี่ ออกปฏิบัติงานบูรณาการตรวจร่วมเรือประมง แผนงานยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมง กิจกรรมจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านการประมง ผลการปฏิบัติงานเขตพื้นที่จังหวัดกระบี่ จํานวน 3 ลํา (รปม.สาวทะเล 111, รปม.ยุทธนาวีนำทรัพย์11, และ รปม.ศรีมงคลชัย 2) ตรงจแรงงานภาคประมงรวมทั้งหมด 92 คน ประกอบด้วยแรงงานไทย 37 คน แรงงานเมียนมา 54 คน แรงงานกัมพูชา 1 คน

ผลการตรวจ เครื่องมือประมงถูกต้อง ไม่มีการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ติดตามเรือ (VMS) เรือมีสัญญาจ้าง ทะเบียนลูกจ้าง เอกสารการจ่ายค่าจ้างและเอกสารเวลาพัก พนักงานตรวจแรงงานสุ่มสัมภาษณ์ลูกจ้างไทย 2 คน และสัมภาษณ์ลูกจ้างเมียนมา 3 คน ไม่มีการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ ไม่พบความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน สถานการณ์แรงงานประมงปกติ ไม่มีแนวโน้มการเลิกจ้าง พร้อมทั้งได้แนะนำและ ประชาสัมพันธ์พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ. 2568 มาตรการการป้องกันยาเสพติด และการดูแลรักษาความสะอาดในท้องทะเลเพื่อรักษาระบบนิเวศทางธรรมชาติให้มีความยั่งยืนต่อไป

ศรชล.ภาค 3 มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท ทั้งแรงกายและแรงใจ อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่ง ชีวิต และผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในพื้นที่ทางทะเลฝั่งอันดามัน ไว้ให้กับพี่น้องและลูกหลานชาวอันดามัน ให้มีทรัพยากรทางทะเลอยู่อย่างมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน สืบไป

📢เหตุด่วน เหตุร้าย ภัยทางทะเล ต้องการความช่วยเหลือทางทะเล โทร 1465 แจ้ง ศรชล.ภาค 3 ตลอด 24 ชั่วโมง

อมตะ พลิกเกม!! สู่ ‘ฮับดิจิทัลอาเซียน’ จับมือ Day One ทุ่ม 1.5 พันล้านเหรียญ ขยายดาต้าเซ็นเตอร์ 1 กิกะวัตต์ พร้อมเดินหน้าพลังงานสะอาดเต็มสูบ

(12 พ.ย. 68) อมตะ เดินหน้าสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะเต็มรูปแบบ ประกาศความร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับ Day One Data Centers ผู้นำศูนย์ข้อมูลจากสิงคโปร์ ทุ่มเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสเกลใหญ่ในนิคมฯ อมตะซิตี้ ชลบุรี โดยตั้งเป้ากำลังไฟฟ้ารวมทะลุ 1 กิกะวัตต์ รองรับดีมานด์จาก Cloud และ AI ในอนาคต หนุนไทยสู่ “ฮับดิจิทัลอาเซียน” ย้ำความยั่งยืนด้วยการจับมือ อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ (AMBRE) ใช้โซลาร์ลอยน้ำ 42.5 MWp ป้อนพลังงานสะอาดสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีที่เติบโตควบคู่ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ AMATA ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Day One Data Center ซึ่งมีหน่วยงานรัฐร่วมเป็นสักขีพยาน ประกอบด้วยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รวมถึงบริษัท อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด นับเป็นอีกก้าวสำคัญของอมตะที่ทำให้แนวคิด ‘All Win’ และวิสัยทัศน์สู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะ

“ความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อยืนยันบทบาทของอมตะในฐานะผู้นำการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะของไทย นับเป็นการขับเคลื่อนที่สำคัญในการสนับสนุน เพื่อดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ที่สามารถเพิ่มเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานทางด้านดิจิทัลของไทยให้เข้มแข็งมากขึ้น และยังก่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของคนไทยเข้าสู่ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างรวดเร็ว ที่สามารถรองรับอนาคตเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายวิกรม กล่าว

ทั้งนี้ บริษัท Day One Data Center ได้มีการจองพื้นที่ เพิ่มขึ้นใน Chonburi Tech Park (CTP1) อีก 41.3 ไร่ ส่งผลให้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 300 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2569 และมีความประสงค์ต้องการขยายการลงทุน Chonburi Tech Park (CTP2) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี อีกแห่งหนึ่ง จะส่งผลให้ Day One จะมีมูลค่าการลงทุน กว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีความต้องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเกินกว่า 1 กิกะวัตต์ (GW)

ด้านนางสาวเจมี่ คูห์ (Jamie Khoo) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Day One กล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นตลาดกลุ่มเป้าหมายในเชิงกลยุทธ์การเติบโตระดับภูมิภาคของเรา เรากำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด เพื่อรองรับบริการดิจิทัล คลาวด์ (Cloud) และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI แห่งอนาคต การขยายศูนย์ดาต้าที่ชลบุรีคือก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค และช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายแพลตฟอร์ม 1 กิกะวัตต์ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะทำให้แคมปัสดาต้าของ Day One เป็นหนึ่งในฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในอาเซียน” 

นอกจากนี้ Day One ได้ลงนามความร่วมมือกับบริษัท อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ (AMBRE) สนับสนุนการเติบโตควบคู่ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดหาพลังงานหมุนเวียนให้กับศูนย์ดาต้าภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Private User PPA) จากโครงการ โซลาร์ลอยน้ำ ขนาด 42.5 เมกะวัตต์พีก (MWp) ไฟฟ้าแรงดัน 22 กิโลโวลต์ คาดเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2570 ซึ่งจะเชื่อมต่อผ่านระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนของศูนย์ดาต้าในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top