Sunday, 19 July 2026
Hard News Team

‘ฮัดสัน’ กล้าใช้เลือดใหม่–ตัวเก๋านำหน้า เปิดเกมเฉือนสิงคโปร์ 3-2 ก่อนเปิดการบ้านเกมรับไทย แสดงศักยภาพก่อนลุยคัดเอเชียนคัพ 2027

(14 พ.ย. 68) ทีมชาติไทยภายใต้การนำของแอนโธนี ฮัดสัน เปิดตัวด้วยชัยชนะเหนือสิงคโปร์ 3–2 ในเกมอุ่นเครื่องฟีฟ่าเดย์ ที่สนามธรรมศาสตร์ สเตเดียม บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและความหวังจากแฟนบอลที่มองว่าทีมชาติไทยคือศักดิ์ศรีชาติบนเวทีอาเซียนและเอเชีย

ฮัดสันจัดทีมผสมผสานระหว่างแกนหลักผู้มีประสบการณ์ และผู้เล่นหน้าใหม่ โดยมีชนาธิป สรงกระสินธ์ รับบทกัปตันก่อนจะยิงประตูขึ้นนำ 1-0 ตั้งแต่นาทีที่ 15 ครึ่งหลังธีราทร บุญมาทันและเสกสรรค์ ราตรี แจ้งเกิดยิงประตูเพิ่มเป็น 3-1 แต่เกมรับยังแสดงจุดอ่อน เมื่อสิงคโปร์ตีคืนสองประตู ทำให้แฟนบอลและกุนซือต้องหันมาดูแล

ฮัดสันกล่าวว่า "ถ้าจะไปสู้ชาติระดับญี่ปุ่น–เกาหลี–ซาอุ เกมรับไทยต้องแข็งกว่านี้" พร้อมชี้ว่าศึกคัดเลือกเอเชียนคัพ 2027 ที่ไทยมีคิวบุกเยือนศรีลังกา จะเป็นสนามจริงทดสอบแท็กติกและความพร้อมของทีมชาติไทย

ชัยชนะในครั้งนี้ไม่เพียงเสียงเฮในสนามเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณว่าทีมชาติไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ผสมผสานเกมรุกทรงพลังกับเกมรับที่ต้องปรับปรุง เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของชาติบนเวทีใหญ่ในอนาคต

บทเรียนราคาแพง!! กรณี ‘พี่จอง-คัลแลน’ ที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ถูกแม่ค้าโกงราคากางเกงช้าง 500 บาท ส่อซ้ำเติมวิกฤตภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย อาจทำลายอุตสาหกรรมนี้นับหมื่นล้าน

บทเรียนจากกรณี "พี่จอง-คัลแลน" ที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก: เมื่อความโลภของคนเดียวทำลายอุตสาหกรรมทั้งประเทศ

กรณีที่ Yoo Jung (พี่จอง) และ Cullen นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติถูกแม่ค้าที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวกเรียกเก็บเงินกางเกงช้าง 500 บาท (จากราคาปกติ 150-200 บาท) จนกลายเป็นข่าวดังทั่วโลก ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ ของการโกงราคา แต่เป็น "กรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าการกระทำของคนเพียงคนเดียวสามารถทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศทั้งประเทศได้อย่างไร"

ต้องยอมรับว่าในปีนี้ การท่องเที่ยวไทย มีข่าวเชิงลบ ที่สร้างผลกระทบมากมาย ซึ่งได้ผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และกรณีล่าสุดที่แม่ค้าขายกางเกงช้างให้กับนักท่องเที่ยวด้วยราคาที่สูงเกินจริง และเกิดเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ ยิ่งเป็นการซ้ำเติมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวให้ดูแย่ลงไปอีก ไม่ว่าจะเป็น

1. ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ
ทำลาย "Land of Smiles" และ "Amazing Thailand" สร้างความรู้สึกว่านักท่องเที่ยวถูกมองเป็นเป้าที่จะหาประโยชน์ กางเกงช้างเป็นสัญลักษณ์ความเป็นไทย เมื่อถูกใช้โกง มันทำลายความหมายของสัญลักษณ์วัฒนธรรมทั้งหมด

2. การแข่งขันระดับภูมิภาค
ประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย อาจใช้โอกาสนี้ชี้ว่าประเทศพวกเขา "จริงใจกว่า" และ "ราคาโปร่งใสกว่า" โดยสื่อเวียดนามรีบเผยแพร่ว่ากางเกงแบบเดียวกันที่ประเทศพวกเขาถูกกว่าและไม่มีการโกง

3. เศรษฐกิจและรายได้
นักท่องเที่ยวต่างชาติสร้างรายได้กว่า 2.3 ล้านล้านบาทต่อปี หากภาพลักษณ์เสียหายทำให้นักท่องเที่ยวลดลงเพียง 1-2% = สูญเสียรายได้ 23,000-46,000 ล้านบาท ส่งผลต่อทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ร้านของฝาก และมัคคุเทศก์ 

4. อุตสาหกรรมสินค้าที่ระลึก
กางเกงช้างมีมูลค่าตลาดหลักพันล้านบาท เหตุการณ์นี้ทำให้:
- นักท่องเที่ยวไม่กล้าซื้อเพราะกลัวโดนโกง
- แม่ค้าซื่อสัตย์ต้องลดราคาเพื่อพิสูจน์ตัวเอง
- ผู้ผลิตท้องถิ่นได้รับออเดอร์น้อยลง

5. Viral Effect บน Social Media
ข่าวแพร่กระจายผ่าน TikTok, Instagram, Twitter มีคนเห็นมากกว่า 100 ล้านครั้ง ทั่วโลก ใช้ hashtag เช่น #ThailandScam #TouristTrap สื่อต่างประเทศใช้หัวข้อ "Thailand's 'Land of Smiles' Turns Sour" ข่าวเหล่านี้จะอยู่ในโลกออนไลน์ต่อไปนานหลายปี

6. ตลาดน้ำและแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรม
ทำลายความน่าเชื่อถือของตลาดน้ำทั้งหมด ไม่เฉพาะดำเนินสะดวก แต่รวมถึงอัมพวา บางน้ำผึ้ง และแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมอื่นๆ 

7. ผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบ
แม่ค้าคนอื่นที่ซื่อสัตย์ยอดขายลดลง 30-50% ชุมชนรอบตลาด ผู้ผลิตกางเกงช้างท้องถิ่น ต้องรับผลกระทบจากการกระทำของคนเพียงคนเดียว

อย่างไรก็ตาม ทางออกที่จะแก้ไขในเรื่องนี้ให้ภาพลักษณ์กลับมาดีขึ้นนั้น อาจจะต้องได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน 

1. กำหนดราคามาตรฐาน - สร้างป้ายราคาแนะนำและ QR Code ให้นักท่องเที่ยวเช็คราคาได้
2. ระบบรับรอง - สร้าง "Fair Trade Thailand" ร้านที่ผ่านมาตรฐานได้ตราสัญลักษณ์
3. ใช้เทคโนโลยี - แอป "Thailand Price Check" ให้สแกนราคาและรีวิวร้านค้า
4. บังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด - โกงร้ายแรงต้องเพิกถอนใบอนุญาตและปรับหนัก
5. ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว - สายด่วน 1155 ตอบสนองเร็ว แก้ไขภายใน 24 ชั่วโมง

ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องตระหนักว่า: เราอยู่บนเรือลำเดียวกัน หากใครสักคนเจาะรู ทุกคนจะจมด้วยกัน วันนี้กระแสในโลกออนไลน์เข้าถึงได้ง่ายและแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเรื่องที่เป็นภาพลบยิ่งเกิดเป็นไวรัลได้ง่าย ดังนั้น กรณี กางเกงช้าง 1 ตัวที่ถูกโกงราคา แม่ค้าอาจจะได้กำไรเพิ่มขึ้นหลักร้อย แต่ความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยนับหมื่นล้านบาท

"Amazing Thailand" ไม่ควรหมายถึง "น่าแปลกใจว่ากางเกงช้างแพงได้ขนาดนี้" แต่ควรหมายถึง "ประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมจนอยากกลับมาซื้อกางเกงช้างอีกครั้ง" 

กลุ่มพันธมิตร AI  อนุรักษ์พลังงาน นวัตกรรม AI Transformer Low Carbon “อนุรักษ์พลังงาน ลดค่าไฟ ลดโลกร้อน” นวัตกรรม NIA หนุน โรงแรมและอาคารพาณิชย์ ยุค Net Zero  

เมื่อวันที่ (8 พ.ย. 68) ที่ผ่านมา สมาคมผู้บริหารงานวิศวกรรมในโรงแรมและอาคารพาณิชย์ ร่วมกับบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และ กลุ่มพันธมิตรจัดสัมมนา AI Transformer Green Technology และการลงทุน 0 บาท เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจบริการโรงแรม และอาคารพาณิชย์ สู่ยุค Net Zero ณ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สยามสแควร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่แนวทางการจัดการพลังงานยุคใหม่ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในโรงแรมและอาคารพาณิชย์ โดยไม่ต้องมีเงินลงทุนเริ่มต้น

คุณสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าว ธุรกิจโรงแรม พลังงานต้องไปต่อ Net Zero โลกของเรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวิกฤตการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศ ภาคธุรกิจบริการ โดยเฉพาะโรงแรมและอาคารพาณิชย์ เป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีบทบาทสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จึงไม่ใช่เพียงแค่ "ทางเลือก" แต่เป็น "ความจำเป็น" และเป็น "โอกาส" ครั้งใหญ่ การจัดสัมมนา AI Transformer Green Technology เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจบริการโรงแรมและอาคารพาณิชย์ สู่ยุค Net Zero ถือเป็นสิ่งสำคัญในปัจจุบัน เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงาน เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ความยั่งยืนนี้จะส่งเสริมการเติบโตสีเขียวในภูมิภาค และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคม และประชาชน ด้านความปลอดภัย, ด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้า  

นายอรรณนิตย์ อุตสาหะ นายกสมาคมผู้บริหารงานวิศวกรรมในโรงแรมและอาคารพาณิชย์ กล่าว การสัมมนาครั้งนี้ตอบโจทย์กลุ่มโรงแรมและอาคารพาณิชย์เป็นอย่างมาก ทำให้เห็นถึงเทคโนโลยีนวัตกรรม ที่ทันสมัย AI Transformer Management Platform เป็นการจัดการพลังงานสะอาดสูงสุด ด้วยหม้อแปลง IoT (Low Carbon) และระบบ Platform AI ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านความเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการผลักดันนวัตกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีดิจิทัลสู่ระดับสากลอันเป็นส่วนหนึ่ง ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นการสนับสนุนแนวนโยบายของกระทรวงพลังงาน ในการรองรับความต้องการใช้พลังงานของไทยที่เพิ่มขึ้น ในอนาคต โดยเฉพาะการคำนึกถึงการลดภาวะโลกร้อน และพลังงานคาร์บอนต่ำ 

คุณประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด กล่าว ขอขอบคุณ กลุ่มพันธมิตรที่ร่วมสนับสนุนการจัดสัมมนาครั้งนี้ สัมมนาครั้งนี้เป็นโครงการที่ช่วยให้ผู้ประกอบการโรงแรมและอาคารพาณิชย์สามารถปรับตัวสู่ยุค Net Zero ด้วยแนวทางการลงทุน 0 บาท  ผ่านการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์พลังงาน ลดค่าไฟ ลดคาร์บอน ลดก๊าซเรือนกระจก ลดอุณหภูมิโลก ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด และเพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า 20% เพิ่มปริมาณการผลิตพลังงาน Solar (เก่า) 30% (Research & Use Case) และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และมีระยะเวลาคืนทุนภายในเวลา 1 – 5  ปีอีกทั้งยังเป็นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและการลดการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นก้าวสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของกลุ่มโรงแรมและอาคารพาณิชย์ เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคง Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response”

‘ปูติน’ ย้ำสัมพันธ์เดินหน้าไร้สะดุด ดันโปรเจกต์มูลค่าหมื่นล้านดอลลาร์ สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กับ Rosatom พร้อมขยับค้าขายด้วยเงินท้องถิ่น 100%

(14 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ระบุว่ารัสเซียต้องการพัฒนาความสัมพันธ์กับคาซัคสถานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมย้ำว่าทั้งสองประเทศเป็น “หุ้นส่วน มิตร และพันธมิตรใกล้ชิด” ที่ยกระดับความร่วมมือไปสู่ระดับรัฐต่อรัฐที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ในระหว่างการหารือกับประธานาธิบดีคัสซิม-โจมาร์ต โทคาเยฟ ผู้นำคาซัคสถานที่เดินทางเยือนมอสโก

ปูตินเผยอีกว่า ความร่วมมือระหว่างสองประเทศกำลังเดินหน้าอย่างมั่นคง ทั้งในเวทีระหว่างประเทศและด้านเศรษฐกิจ โดยรัสเซียถือเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของคาซัคสถาน และเกือบ 100% ของการชำระเงินระหว่างกันใช้สกุลเงินประจำชาติ แทนการพึ่งพาเงินสกุลหลักอย่างดอลลาร์ เพิ่มความยืดหยุ่นให้เศรษฐกิจทั้งสองฝ่าย พร้อมเปิดเผยว่ามีโครงการร่วมที่อยู่ระหว่างวางแผนรวมมูลค่า “หลายหมื่นล้านดอลลาร์”

ด้าน โทคาเยฟ ผู้นำคาซัคสถาน ย้ำว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างคาซัคสถานและรัสเซีย “ไม่มีปัญหา” และทุกมิติพัฒนาไปได้ดี ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง เขาเรียกการเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” กับรัสเซียว่าไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู แต่เป็นพันธกรณีที่อัสตานาปฏิบัติจริง พร้อมเชิญปูตินเดินทางเยือนคาซัคสถานในปี 2026

ทั้งนี้ ผู้นำคาซัคสถานยังเปิดเผยว่า ทั้งสองประเทศใกล้บรรลุข้อตกลงสำคัญในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ในคาซัคสถาน ร่วมกับบริษัทพลังงานนิวเคลียร์รัสเซีย “รอสอะตอม” (Rosatom) ซึ่งเขามองว่าไม่ใช่แค่โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า แต่เป็น “โปรเจกต์บุกเบิก” ที่จะสร้างองค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ชุดใหม่ให้ประเทศ ขณะที่ปูตินย้ำว่าทั้งคู่จะได้พบกันอีกในการประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน (CSTO) ที่บิชเคก ในประเทศคีร์กีซสถาน 

จีนปั้นธุรกิจยักษ์เล็ก!! SME “ลิตเติล ไจแอนต์” ระดับชาติ มากกว่า 17,600 บริษัททั่วประเทศ สัดส่วนเพียง 3.5% แต่โกยรายได้-กำไรสูง ชูเป็นหัวรถจักรอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่จีน

(14 พ.ย. 68) กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) เปิดเผยว่า จีนได้บ่มเพาะธุรกิจยักษ์เล็ก “เอสเอ็มอี ลิตเติล ไจแอนต์” (SME Little giants) ในระดับชาติแล้วมากกว่า 17,600 แห่งทั่วประเทศ กลุ่มนี้คือเอสเอ็มอีด้านการผลิตที่เชี่ยวชาญตลาดเฉพาะทาง ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย และมีความโดดเด่นด้านนวัตกรรมเชิงลึก

แม้จะมีสัดส่วนเพียงราว 3.5% ของเอสเอ็มอีอุตสาหกรรมที่อยู่ในระบบทั้งหมด แต่บริษัทลิตเติลไจแอนต์เหล่านี้กลับสร้างรายได้คิดเป็น 9.6% ของรายได้รวมทั้งภาค และทำกำไรถึง 13.7% สะท้อนบทบาทสำคัญของเอสเอ็มอีคุณภาพสูงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของจีน

หลี่ เล่อเฉิง (Li Lecheng) รัฐมนตรีอุตสาหกรรมและไอที ระบุในที่ประชุมพัฒนาเอสเอ็มอีที่นครฉงชิ่งว่า การพัฒนาเอสเอ็มอีคุณภาพสูงของจีนเดินหน้าอย่างมั่นคง ทั้งในด้านศักยภาพและผลประกอบการ ปัจจุบันจีนได้บ่มเพาะเอสเอ็มอีเชิงวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมแล้วกว่า 600,000 แห่ง และจะเดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยุคใหม่ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จีนวางยุทธศาสตร์ชัดเจนว่าจะเสริมบทบาทภาคเอกชนให้เป็นหัวใจของนวัตกรรม ยกระดับขีดความสามารถของบริษัทแนวหน้าที่ช่วยพยุงห่วงโซ่อุตสาหกรรม พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เกื้อหนุนเอสเอ็มอี โดยการผลักดันเอสเอ็มอีที่ “เชี่ยวชาญ เฉพาะทาง และเทคโนโลยีล้ำสมัย” ถูกบรรจุเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 15 (ปี 2026–2030) ของจีนแล้ว

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ชายแดน ตรวจเยี่ยมความพร้อมรบของกำลังพล ในพื้นที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชา  เพื่อดำรงความพร้อมสูงสุดทุกสถานการณ์ ปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัย ของประชาชนให้มั่นคงอย่างยั่งยืน”

(14 พ.ย. 68) พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 / ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติของกำลังพลในพื้นที่กองกำลังสุรนารี เพื่อประเมินสถานการณ์จริงในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เน้นย้ำให้หน่วยในพื้นที่เสริมมาตรการรักษาความปลอดภัยทุกมิติ ทั้งการลาดตระเวน การเฝ้าตรวจ การวิเคราะห์ข่าวกรอง และการปฏิบัติตามแผนเฝ้าระวังภัยคุกคามทุกรูปแบบ พร้อมยกระดับความพร้อมรบของกำลังพล เพื่อป้องกันเหตุร้ายและรักษาเสถียรภาพพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญ ต่อการปกป้องชีวิตกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ โดยสั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และยึดมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด

โดยแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บังคับหน่วยในพื้นที่ได้เดินตรวจเยี่ยมการพัฒนาเส้นทางยุทธวิธีในพื้นที่ การปรับปรุงฐานที่มั่นให้มีความมั่นคงแข็งแรง และสอบถามสารทุกข์สุกดิบต่อกำลังพล ช่วยสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนให้มีกำลังใจในการปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก ทั้งยังได้ให้แนวทางการปฏิบัติ โดยเน้นย้ำให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ของทหาร ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เสียสละ อดทน มีระเบียบวินัย และให้มีความพร้อมรบอยู่เสมอ สร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลผู้ปฏิบัติงานในแนวหน้า เพื่อดำรงความพร้อมสูงสุดทุกสถานการณ์ ปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัย ของประชาชนให้มั่นคงอย่างยั่งยืนต่อไป

สมุทรปราการ-เปิดโปงกลางกองเพลิง! โรงงานโลหะบางพลีถูกต่างชาติแอบใช้ผลิตยางรีเคลม “เต็มเหนี่ยว” สั่งดำเนินคดีทันที!

เมื่อวันที่ (12 พ.ย. 68) เวลา 04.58 น. ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในอาคารโรงงานของ นางสาวอัจฉรา ศรีศุภชัยทา ซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานทำแบบพิมพ์โลหะและชิ้นส่วนอุปกรณ์เกี่ยวกับโลหะ ทะเบียนโรงงานเลขที่ 20110102325498 ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 9/9 ม.12 ถ.ธนสิทธิ์ ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจาก อบต.บางปลา และสถานีดับเพลิงใกล้เคียง ได้นำรถดับเพลิงเข้าระงับเหตุ ขณะนี้ควบคุมเพลิงได้แล้ว ด้านนายฐาปกรณ์ กุลเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่ากากระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าชุดเต็มเหนี่ยว ได้สั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ โดย นายธัญญารัตน์ พรหมสุทธิ์ และเจ้าหน้าที่ฯ ภายใต้ชุดปฏิบัติการ “เต็มเหนี่ยว” ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 

โดย นายฐาปกรณ์ หัวหน้าชุดเต็มเหนี่ยว กล่าวว่า “สาเหตุที่ดับเพลิงใช้เวลาหลายชั่วโมง เนื่องจากภายในบริเวณโรงงานดังกล่าว มีกองเศษยางรีเคลมและวัตถุดิบอื่นๆ เป็นจำนวนมาก และกองเป็นชั้นสูง ต้องใช้รถแบ็คโฮตักแล้วฉีดน้ำดับเพลิงดับตลอดเวลา

ผมได้ให้เจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ ช่วยสนับสนุนให้ข้อมูลพนักงานดับเพลิงว่าวัตถุดิบภายในโรงงานมีอะไรบ้าง และติดต่อเจ้าของโรงงาน เพื่อร่วมดูแลชุมชนที่ได้รับผลกระทบด้วย” 

อย่างไรก็ตาม พนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ และทราบจากผู้ดูแลว่า ได้มีนักลงทุนต่างชาติมาเช่าพื้นที่ เพื่อประกอบกิจการคัดแยก บดสับยางรีเคลม มาผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ เข้าข่ายเป็นโรงงานประเภท 106 ซึ่งเป็นการประกอบกิจการโรงงานไม่ตรงกับที่ได้รับอนุญาตถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งจะได้มีการออกคำสั่งฯ และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

“ตรีนุช” สั่ง กรมสวัสดิ์ฯ ออกประกาศให้ลูกจ้าง ที่ไม่สามารถทำงานได้จากเหตุน้ำท่วม หยุดงานได้ “โดยไม่ถือเป็นวันลา” พร้อมปล่อยกู้ซ่อมบ้าน-ฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด

เมื่อวานนี้ (12 พ.ย. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยเนื่องจากน้ำไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดทางภาคกลาง อาทิ อุทัยธานี สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี เป็นต้น ทำให้พี่น้องผู้ใช้แรงงาน ลูกจ้าง และประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นวงกว้างว่า ตนมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว เบื้องต้นได้รับรายงานจาก พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ว่าได้กำชับให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงแรงงานในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจข้อมูลสถานประกอบการ ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ และลงพื้นที่สนับสนุนความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบกับหน่วยงานในจังหวัดตามภารกิจกระทรวงแรงงาน เพื่อดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด

“ดิฉันมีความห่วงใยพี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกท่านที่โรงงานถูกน้ำท่วม และได้กำชับให้กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ให้มีมาตรการช่วยเหลือลูกจ้าง กรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถเข้าทำงานได้ เนื่องจากน้ำท่วมสูงหรือเส้นทางถูกตัดขาด ให้ลูกจ้างสามารถหยุดงานได้โดยไม่ถือเป็นวันลาและจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ พร้อมกำชับให้ส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงาน หรือ 5 เสือแรงงาน ในพื้นน้ำท่วมเฝ้าระวังสถานการณ์ และสนับสนุนความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือตามภารกิจกระทรวงแรงงานอย่างเต็มกำลัง” นางสาวตรีนุช กล่าว

ด้าน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานออกหนังสือขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้มีมาตรการช่วยเหลือลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ กรณีที่ไม่สามารถเข้าทำงานได้ เนื่องจากน้ำท่วมสูงหรือเส้นทางถูกตัดขาด ให้ลูกจ้างสามารถหยุดงานได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ รวมถึงมาตรการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้ลูกจ้างสามารถเข้าทำงานได้อย่างปลอดภัยในสถานการณ์ดังกล่าวด้วย 

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงาน ยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อนำไปใช้ในการซ่อมแซมความเสียหายของที่อยู่อาศัยหรือการฟื้นฟูอาชีพภายหลังน้ำลดของลูกจ้างที่ได้รับความเดือดร้อน จึงได้ให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จัดทำโครงการเงินกู้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพื่อให้ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการและรัฐวิสาหกิจได้รับความช่วยเหลือในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือฟื้นฟูอาชีพหลังประสบภัย โดยสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในสถานประกอบการและรัฐวิสาหกิจในพื้นที่ประสบภัยหรือมีสมาชิกที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ประสบภัย ตามประกาศของจังหวัดที่กำหนดเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย เพื่อให้บริการเงินกู้แก่ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ สูงสุดไม่เกินสหกรณ์ละ 20 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ระยะเวลาการส่งชำระคืนสูงสุดไม่เกิน 5 ปี

ทั้งนี้ หากลูกจ้าง นายจ้าง และประชาชนที่ประสบอุทกภัยได้รับความเดือดร้อน และต้องการขอรับความช่วยเหลือ สามารถขอรับความช่วยเหลือได้ที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานในพื้นที่ หรือสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่รับการตรวจประเมินด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนจาก ICAO

(13 พ.ย. 68) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ให้การต้อนรับคณะผู้ตรวจประเมินจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) ในการตรวจประเมินภาคสนาม (On-site Audit) ภายใต้โครงการตรวจสอบการรักษาความปลอดภัยการบินสากล (Universal Security Audit Programme – USAP) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 15 พฤศจิกายน 2568 โดยมีพลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เป็นประธานเปิดการตรวจประเมิน ณ ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานท่าอากาศยานเชียงใหม่ และมีนายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ คณะผู้บริหารท่าอากาศยานเชียงใหม่ นาวาอากาศตรี สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ที่ปรึกษา 10 รักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (สายงานมาตรฐานท่าอากาศยานและการบิน) ผู้แทนศูนย์ควบคุมการบินเชียงใหม่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ผู้แทนสายการบิน ผู้ให้บริการภาคพื้น และคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

การตรวจประเมินในครั้งนี้ครอบคลุมหัวข้อสำคัญ ได้แก่ การปฏิบัติการท่าอากาศยาน (Airport Operations) การรักษาความปลอดภัยของอากาศยานและในเที่ยวบิน (Aircraft and In-flight Security) การรักษาความปลอดภัยผู้โดยสารและสัมภาระ (Passenger and Baggage Security) รวมถึงการรักษาความปลอดภัยสินค้า อาหารและเครื่องดื่มสำหรับการบริการบนเครื่องบิน และไปรษณียภัณฑ์ (Cargo, Catering and Mail Security) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับเทคโนโลยีและมาตรฐานการตรวจคัดกรอง เพิ่มความเข้มแข็งของมาตรการควบคุมการเข้า–ออก พัฒนาศักยภาพด้านการฝึกอบรม และเสริมประสิทธิภาพการประสานงานระหว่างผู้ปฏิบัติงานทุกหน่วย ให้เป็นไปตามมาตรฐานและข้อพึงปฏิบัติขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO Standards and Recommended Practices)

ทั้งนี้ การตรวจประเมิน ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ถือเป็นสถานที่สุดท้ายของกระบวนการตรวจสอบในรอบนี้ หลังจาก ICAO ได้ดำเนินการตรวจประเมินในองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“กรมบัญชีกลาง” ปรับเกณฑ์เบิกจ่ายยา รักษา “มะเร็งปอด” ระยะแพร่กระจาย ใช้ Erlotinib หรือ Gefitinib เป็นยาขนานแรกได้ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้อย่างเหมาะสม

(13 พ.ย. 68) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าเพื่อยกระดับการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปอด ให้เข้าถึงการรักษาด้วยยาราคาแพง และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา รัฐบาล โดยกรมบัญชีกลาง ได้ออกหนังสือปรับปรุงหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยาที่ต้องใช้ยาราคาแพง โดยขยายสิทธิให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย สามารถใช้ยา Erlotinib หรือ Gefitinib เป็นยาขนานแรกได้ มีผลสำหรับค่ารักษาที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายยาค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยาซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาที่มีค่าใช้จ่ายสูง กรณีการใช้ยา Erlotinib และยา Gefitinib ในโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย มีสาระสำคัญ ดังนี้ 

ตามที่กรมบัญชีกลางได้ดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยาซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาที่มีค่าใช้จ่ายสูง ตามโครงการเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยา (ระบบ OCPA) มาอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดให้รายการยา Erlotinib/Gefitinib สามารถเบิกจ่ายในระบบ OCPA สำหรับการรักษาโรคมะเร็งปอดชนิด Non-small cell lung cancer ระยะแพร่กระจาย ซึ่งมี EGFR mutation ชนิดที่มีความไวต่อการตอบสนองต่อยากลุ่มนี้ โดยให้ใช้ยา Erlotinib เป็นยาขนานแรก และกำหนดข้อบ่งใช้ยา Gefitinib สำหรับผู้ป่วยที่มีเงื่อนไขทางการแพทย์ที่ไม่สามารถใช้ยา Erlotinib ได้ หรือเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการใช้ยา Erlotinib

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาได้อย่างเหมาะสมตามความจำเป็นเพิ่มขึ้น จึงเห็นควรกำหนดให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย สามารถใช้ยา Erlotinib หรือยา Gefitinib เป็นยาขนานแรกได้ โดยให้ดำเนินการ คือ 

1. ยกเลิกแนวทางกำกับการเบิกจ่ายค่ายา Erlotinib/Gefitinib ในโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย (ปรับปรุงครั้งที่ 1) ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 1416.2/ว 1287 ลงวันที่ 28 ธ.ค. 2564 และกำหนดแนวทางกำกับการเบิกจ่ายค่ายา Erlotinib/Gefitinib ข้อบ่งใช้ โรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจายขึ้นใหม่ 

2. ให้ใช้ข้อความ “กรณียา Erlotinib/Gefitinib ให้ปริมาณการเบิกจ่ายต่อครั้ง ไม่เกินจำนวนยาที่ใช้ใน 1 เดือน ใน 3 เดือนแรก และไม่เกินจำนวนยาที่ใช้ใน 3 เดือน ในเดือนต่อๆ ไป” แทนข้อความเดิมในข้อ 3.2 ของหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 1416.2/ว 1287 ลงวันที่ 28 ธ.ค. 2564

“นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับผู้ป่วย ผ่านการดำเนินการต่าง ๆ โดยเฉพาะนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ จะไม่มีการยกเลิก แต่จะมีการยกระดับคุณภาพและเพิ่มงบประมาณ โดยได้จัดสรรงบประมาณปี 2569 ให้ สปสช. เป็นจำนวนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ง่ายขึ้น“ นางสาวอัยรินทร์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top