Sunday, 19 July 2026
Hard News Team

ไทย-กัมพูชา: เกมสื่อสารที่ไทยแพ้ราบคาบ เมื่อ "ความไว" กลายเป็นอาวุธทางการทูต อีกฝ่ายชิงสร้างสถานการณ์แล้วฟ้องก่อน ส่วนไทยยังตื่นช้าเกิน - ตามเกมไม่ทัน

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมากลายเป็นบทเรียนราคาแพงของการทูตสมัยใหม่ ที่ "ความเร็วในการสื่อสาร" และ "การครอบงำกระแสข่าว" สำคัญกว่าความจริงหรือเหตุผล ไทยกำลังเผชิญกับฝีมือการเล่นเกมการทูตของกัมพูชาที่ชำนาญกว่า โดยเฉพาะการใช้ "ความไว" เป็นเครื่องมือสร้างสถานการณ์ แล้วรีบ "ฟ้องชาวโลก" ทำให้ไทยตกเป็นฝ่ายรับมือและอธิบาย ซึ่งในโลกของการสื่อสารมวลชนสมัยใหม่ ผู้อธิบายมักจะแพ้ผู้กล่าวหาเสมอ

กลยุทธ์ "สร้างสถานการณ์แล้วฟ้องก่อน"

ช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่า กัมพูชาเชี่ยวชาญในการ "สร้างความไว" ในประเด็นที่ดูเล็กน้อย แล้วขยายให้กลายเป็นวาระชาติ รูปแบบที่เห็นได้ชัด ได้แก่:

กรณีคำพูดของนักการเมืองไทย - เมื่อมีนักการเมืองหรือบุคคลสาธารณะไทยพูดถึงกัมพูชาในลักษณะที่อาจตีความได้หลายทาง กัมพูชาจะรีบ "จับประเด็น" ทันที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ อาณาเขต หรือแม้แต่วัฒนธรรม

การขยายผลอย่างเป็นระบบ - ไม่ใช่แค่รัฐบาลกัมพูชาที่ออกมาประณาม แต่จะมีการระดมทั้ง "สื่อรัฐ" "กลุ่มสนับสนุนรัฐบาล" และ "อินฟลูเอนเซอร์" พร้อมกันในรูปแบบที่ดูเป็นธรรมชาติ—แต่จริงๆ แล้วมีการประสานงานอย่างแน่นหนา

การใช้ Social Media อย่างมีประสิทธิภาพ - กัมพูชาเข้าใจดีว่าในยุคดิจิทัล "ความรู้สึก" สำคัญกว่า "ข้อเท็จจริง" พวกเขาจึงสร้างคอนเทนต์อารมณ์ (emotional content) ที่กระตุ้นความรู้สึกรักชาติของคนกัมพูชา และสร้างภาพว่าไทยเป็นฝ่าย "รังแก" หรือ "ดูถูก"

ขณะเดียวกัน สิ่งที่กัมพูชาทำได้ดีมากคือ การ "ฟ้องชาวโลก" ก่อนที่ไทยจะได้อธิบาย ทุกครั้งที่มีประเด็นขัดแย้ง กัมพูชาจะรีบ:
- แถลงข่าวต่อสื่อต่างประเทศทันที โดยเฉพาะสื่อตะวันตกและสื่อระดับภูมิภาค
- ส่งบันทึกประท้วงอย่างเป็นทางการไปยังกระทรวงการต่างประเทศไทยและเผยแพร่ต่อสาธารณะในเวลาเดียวกัน
- ระดมพูดถึงในเวที ASEAN, UN และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ
- ใช้เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศต่างๆ เป็น "ทูตประชาสัมพันธ์" ออกสื่อท้องถิ่นอธิบายจุดยืนของกัมพูชา

ผลคือ เมื่อไทยออกมาอธิบาย "กระแสแรก" ถูกครอบงำโดยกัมพูชาไปแล้ว และการอธิบายของไทยกลายเป็นเพียง "การแก้ต่าง" ซึ่งในสายตาสาธารณะมักดูอ่อนแอกว่า

3. เล่นบทบาท "ชาติเล็กที่ถูกรังแก"

นอกจากนี้ กัมพูชา ยังเล่นบท "ประเทศเล็กที่กำลังถูกเพื่อนบ้านใหญ่กดขี่" ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่สื่อสารสนับสนุน ที่โลกชอบ ซึ่งพวกเขาเล่นบทบาทนี้อย่างชำนาญ โดย
- เน้นย้ำประวัติศาสตร์ที่กัมพูชาเคยสูญเสียดินแดนให้ไทย (ตามที่พวกเขาอ้าง)
- เล่าเรื่องความเจ็บปวดจากยุคเขมรแดงและการฟื้นฟูประเทศ เชื่อมโยงกับความรู้สึกว่าไทย "ไม่เห็นใจ"
- ใช้ภาษาที่แสดงถึงความเป็นเหยื่อ เช่น "bullying" "disrespect" "insult" ซึ่งเป็นคำที่สื่อสารสากลให้ความสำคัญ

ไทยแพ้เกมการสื่อสารอย่างไร

ปัญหาใหญ่ที่สุดของไทยคือ "ตื่นช้า" ทุกครั้งที่มีประเด็น ไทยมักใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือแม้กระทั่งหลายวันกว่าจะออกมาชี้แจง ในขณะที่กัมพูชาออกมา "ฟ้อง" ภายในชั่วโมงแรก

สาเหตุมาจาก:
- ระบบราชการที่ซับซ้อน - ต้องผ่านขั้นตอนหลายชั้น กระทรวงการต่างประเทศต้องประสานกับหน่วยงานอื่น ต้องได้รับการอนุมัติจากระดับสูงก่อนแถลงข่าว
- ความระมัดระวังมากเกินไป - กลัวพูดผิดหรือเสียมารยาท จึงใช้เวลานานในการเตรียมคำแถลง ซึ่งเมื่อออกมาก็ "สายเกินแก้"
- ขาดทีมรับมือวิกฤตที่พร้อม - ไม่มีทีม "war room" ที่ monitor สถานการณ์ตลอดเวลาและสามารถตอบโต้ทันที

อีกทั้ง เมื่อไทยออกมาชี้แจง มักใช้ภาษาที่ "นุ่มนวลและเป็นทางการ" มากจนดูอ่อนแอ เช่น "เสียใจที่มีความเข้าใจผิด" "ขอชี้แจงว่า..." "ไม่ได้มีเจตนา..."

ในขณะที่กัมพูชาใช้ภาษาที่ "หนักแน่นและชัดเจน" เช่น "unacceptable" "violation" "demand apology" ซึ่งฟังแล้วมีน้ำหนักและแสดงจุดยืนที่ชัดเจน

ผลคือ ในสายตานานาชาติ กัมพูชาดูเหมือน "มีหลักการและยืนหยัด" ขณะที่ไทยดูเหมือน "ไม่แน่ใจและอ่อนข้อ"

และดูเหมือนว่า ที่ผ่านมา ไทยเล่นแต่ฝ่ายรับ ไม่มีการสื่อสารเชิงรุกเพื่อสร้างความได้เปรียบ
- ไม่มีการทำคอนเทนต์ภาษาอังกฤษอธิบายจุดยืนของไทยให้นานาชาติเข้าใจ
- ไม่มีการใช้ influencers หรือ opinion leaders ระดับภูมิภาคมาช่วยสื่อสาร
- ไม่มีการสร้าง counter-narrative ที่แข็งแกร่ง เช่น การชี้ให้เห็นว่ากัมพูชาเองก็มีประเด็นที่ละเมิดไทยเช่นกัน

ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องเรียนรู้อย่างเร่งด่วน ด้วยการสร้างระบบตอบโต้เร็ว "ศูนย์สั่งการในช่วงวิกฤต" ที่พร้อมตอบสนองทันที ภายใน 1-2 ชั่วโมง ไม่ใช่ 1-2 วัน ต้องมี:
- ทีมติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง
- อำนาจในการอนุมัติคำแถลงอย่างรวดเร็ว
- โฆษกที่สามารถพูดได้หลายภาษา พร้อมออกสื่อทันที

ใช้ภาษาที่เข้มแข็งและชัดเจน เลิกภาษา "ขอโทษ-อธิบาย" เปลี่ยนเป็น "ยืนยัน-เรียกร้อง" เมื่อไทยถูกต้อง ต้องพูดให้ชัดว่า "ไทยไม่ได้ทำผิด" ไม่ใช่ "ไทยเสียใจที่มีความเข้าใจผิด"

ที่สำคัญ รัฐบาล นักการเมือง สื่อ และประชาชน ต้อง "พูดเสียงเดียวกัน" ในประเด็นที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ชาติ ไม่ใช่ว่าไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ต้องรู้จักเลือกเวลาและสถานที่

แน่นอนว่า ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องของดินแดนหรือประวัติศาสตร์ แต่เป็น "สงครามการสื่อสาร" ที่ชัยชนะขึ้นอยู่กับว่าใครควบคุมกระแสข่าวและความคิดเห็นของสาธารณะได้

และต้องยอมรับว่า กัมพูชาเข้าใจเกมนี้ดีกว่าไทย พวกเขาใช้ "ความไว" เป็นอาวุธ สร้างสถานการณ์เอง แล้ววิ่งไปฟ้องชาวโลกก่อน ทำให้ไทยตกเป็นฝ่ายรับและอธิบาย

ไทยแพ้ไม่ใช่เพราะทำผิด แต่แพ้เพราะ "ตื่นช้า พูดนุ่ม และไม่มีกลยุทธ์" ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องเรียนรู้ว่า ในโลกของการทูตสมัยใหม่ ผู้ที่ "พูดก่อน พูดเร็ว และพูดดัง" มักจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร

และที่สำคัญ ไทยต้องหยุดเล่นแต่ฝ่ายรับ เริ่มเล่นเชิงรุก สร้างกระแส กำหนดวาระ และครอบงำการสนทนา มิฉะนั้น ไทยจะแพ้เกมนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่าความถูกต้องจะอยู่ฝ่ายเราก็ตาม

 พิษณุโลก -มทบ.39 : เปิดการฝึกทหารใหม่ ผลัดที่ 2 รุ่นปี 2568

(13 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. พลตรี นพดล วัชรจิตบวร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกทหารใหม่และประดับเครื่องหมายครูฝึก ผลัดที่ 2 รุ่นปี 2568 ของหน่วยฝึกทหารใหม่มณฑลทหารบกที่ 39 ณ หน่วยฝึกทหารใหม่มณฑลทหารบกที่ 39 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นการต้อนรับทหารใหม่เข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของ กองทัพบกอย่างเป็นทางการ และเพื่อเริ่มต้นการฝึกขั้นพื้นฐานทางทหาร ซึ่งมุ่งเน้นการปลูกฝังระเบียบวินัย ความอดทน ความสามัคคี รวมทั้งการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทหารใหม่ ให้เกิดความภาคภูมิใจในเกียรติของการเป็น “ทหารกองทัพบกไทย”

ในการนี้ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ได้ให้โอวาทกับทหารกองประจำการ โดยมุ่งเน้นการสร้างขวัญกำลังใจ พร้อมให้การดูแลน้องๆ ทหารใหม่ทุกนาย รวมไปจนถึงครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง อาทิ เรื่องการอำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทางครอบครัวทหารใหม่ ในพื้นที่ห่างไกล ในกิจกรรมพร้อมญาติ วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน 2568 อีกทั้งยังพบปะทหารใหม่กลุ่มพิเศษ (กลุ่มเสี่ยงภาวะซึมเศร้า) เพื่อมอบแนวทางเสริมสร้างกำลังใจในห้วงการฝึก พร้อมกำชับชุดครูฝึกทุกนายให้ความสำคัญกับการฝึก ที่ต้องเป็นไปตามนโยบายของกองทัพบก ห้ามมิให้มีการปฏิบัตินอกระเบียบและห้ามมิให้เกิดการสูญเสียและภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อองค์กรกองทัพบก

ก่อนที่ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 และคณะจะเดินทางกลับ ได้กรุณาตรวจเยี่ยมการรับประทานอาหารมื้อกลางวันของทหารใหม่ ณ โรงประกอบเลี้ยง กองร้อยมณฑลทหารบกที่ 39 ตรวจสอบคุณภาพอาหารและความสะอาดด้านสถานที่ เพื่อให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการและถูกสุขลักษณะ เป็นไปตามหลักนโยบาย 3 ย. คือ เยอะ ยอด เยี่ยม ในการนี้ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ได้ร่วมรับประทานอาหารร่วมกับทหารใหม่อย่างเป็นกันเอง เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน 

ไปรษณีย์จีนทำลายสถิติ เทศกาลช้อปปิ้ง ‘ดับเบิล 11.11’ ยอดส่งพัสดุเกือบ 14,000 ล้านชิ้น!! สูงกว่าช่วงปกติมากถึง 1.18 เท่า ตอกย้ำพลังจับจ่ายตลาดผู้บริโภคจีน

(13 พ.ย. 68) สำนักงานไปรษณีย์แห่งชาติจีน (State Post Bureau) เปิดเผยว่า ตั้งแต่จีนเข้าสู่ช่วงพีคของเทศกาลช้อปปิ้ง “ดับเบิล 11.11” ปี 2025 และตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค. เป็นต้นมา บริษัทไปรษณีย์รวมถึงขนส่งพัสดุทั่วประเทศได้จัดการพัสดุไปแล้วกว่า 13,940 ล้านชิ้น ทำลายสถิติใหม่ด้านปริมาณการขนส่ง

ในช่วงวันที่ 21 ต.ค. จนถึง 11 พ.ย. ที่ผ่านมา ปริมาณพัสดุเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ราว 634 ล้านชิ้น สูงกว่าช่วงปกติถึง 1.18 เท่า โดยมีวันพีกที่ปริมาณพัสดุพุ่งแตะ 777 ล้านชิ้นในวันเดียว สร้างสถิติประวัติการณ์ใหม่ของอุตสาหกรรมขนส่งพัสดุในจีน

สำหรับปี 2025 นี้ อุตสาหกรรมไปรษณีย์และขนส่งของจีนเตรียมรับมือเทศกาล “ดับเบิล 11” อย่างเต็มที่ ทั้งเพิ่มกำลังคน ขยายเครือข่ายคลังสินค้า และอัปเกรดระบบคัดแยกอัตโนมัติ เพื่อลดปัญหาพัสดุตกค้างและทำให้ระบบเดินได้ลื่นไหลขึ้น ส่งผลให้ศักยภาพและประสิทธิภาพในการให้บริการสูงขึ้นอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ เทศกาลช้อปปิ้ง “ดับเบิล 11” ซึ่งเริ่มจัดครั้งแรกในปี 2009 ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือนในจีน หนึ่งในตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดของโลก ยอดพัสดุที่ทะลุเพดานในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังจับจ่ายที่ยังแข็งแกร่งของผู้บริโภคจีน และความเติบโตต่อเนื่องของอีคอมเมิร์ซในประเทศ

‘ทนายไพศาล’ สมัครสมาชิกประชาธิปัตย์ แย้มขอลงชิง สส. จังหวัดระยอง หลังโดนใจแคมเปญใหม่ของพรรค "ปชป. สส. ที่ดีคุณก็เป็นได้"

เมื่อวานนี้ (12 พ.ย. 68) นายจูรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เผยแพร่คลิป นายไพศาล เรืองฤทธิ์ ทนายความชื่อดัง มาสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายจูรี ทักทายทนายไพศาล ด้วยความตื่นเต้น บอกว่า ไม่คาดฝันว่าทนายไพศาล จะมาร่วมงานที่พรรคประชาธิปัตย์

ขณะที่ ทนายไพศาล ตอบว่า “ผมมาหาท่านรอง พอดีผมฟังแคมเปญ ปชป. สส. ที่ดีคุณก็เป็นได้ ผมก็เลยมาท่านรอง ต้อนรับผมไหม ผมหัวใจสีฟ้า ผมดูท่านมาตลอดแล้วก็นั่งคิดทุกคืนที่บ้าน มาสมัครสมาชิกปชป.ด้วยตัวเอง ด้วยแคมเปญนี้เลย” ด้าน นายจูรี กล่าวว่า “ต้อนรับอย่างยิ่งยวดอยู่แล้ว อยากให้มาช่วย มาเป็นกำลังหลักของพรรค เป็นความหวังของคนทุกรุ่นทุกวัยของยุคนี้ ที่เขาเบื่อการเมือง”

มีรายงานว่า นายไพศาล ได้ยื่นขอเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ระยอง สำหรับการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้

เชียงใหม่-กก.2 บก.ปส.3 แถลงข่าวผลการจับกุมยาเสพติด 2 คดี ใหญ่ ยึดยาบ้าได้ประมาณ3,500,000 เม็ด


จากการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายการปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้านการปราบปรามยาเสพติดโดยให้เป็นนโยบายเร่งด่วน ขจัดยาเสพติดให้สิ้นซาก และให้ยกระดับการจัดการปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็น ภัยคุกคามร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติแสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศในการร่วมกันปราบปรามยาเสพติด ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศพร้อมสั่งการให้ "อัปเดต - อัปเกรด" การทำงานให้ทันต่ออาชญากรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะการปราบปรามยาเสพติด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตต์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.(ผอ.ศอ.ปส.ตร.), พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร.(รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร.) จึงได้สั่งการให้ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด การสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนในและการทำลายแหล่งพักยาในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ตอนใน เพื่อมิให้ถูกลำเลียงไปสู่ภูมิภาคต่างๆ และเข้าสู่ชุมชน โดยบูรณาการกับหน่วยร่วม

วันนี้ 13 พ.ย.68 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด โดย พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3, พ.ต.อ.กฤษดา ศรีอิสาณ รอง ผบก.ปส.3, หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35) โดย พล.ท.ชายแดน กฤษณสุวรรณ แม่ทัพน้อยที่3/รอง ผบ.นบ.ยส.35, กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 โดย พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง ผบช.ภาค 5, กองกำลังผาเมืองโดย พล.ต.สุชาติ พุ่มสุวรรณ ที่ปรึกษา กกล.ผาเมือง และ พ.อ.มีชัย นิลศาสตร์ รอง ผบ.กกล.ผาเมือง, ฉก.ไชยานุภาพ โดย พ.อ.เดชาธร สายหยุด รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ, กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน โดย พ.ต.อ.รังสิมันต์ สงเคราะห์ธรรม รอง ผบก.ตชด.ภาค 3 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดย นายดนุชา ไชยวงค์ ผู้อำนวยการส่วนบังคับใช้กฎหมาย ปปส.ภาค 5 และ ฝ่ายปกครอง โดย นายปณิธาน แก้วติ๊บ ป้องกันจังหวัดเชียงใหม่

คดีที่ 1 สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ปส.3 และหน่วยร่วมข้างต้นได้สืบสวนขยายผลเครือข่ายลำเลียงยาเสพติด กลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีแหล่งพักคอยในเขตพื้นที่ บ้านทับเดื่อ ต.อินทขิล อ.แม่แตง จว.เชียงใหม่ จึงได้เฝ้าระวัง กระทั่งวันที่ 11 พ.ย.68 พบรถยนต์บรรทุกตู้ทึบ ยี่ห้ออีซูซุ ปิดแผ่นป้ายทะเบียน 3ฒฐ xxxx กทม. ขับขี่วนเวียน และขับช้าสลับเร็วในพื้นที่ อ.แม่แตง จว.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตนขอทำการตรวจค้นแต่รถคันดังกล่าวได้เร่งความเร็วฝ่าการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ไป กระทั่งเวลาประมาณ 23.00 น.

ของวันเดียวกัน ขณะรถคันดังกล่าวได้ขับหลบหนีและได้เสียหลักลงข้างทาง โดยผู้ต้องหาทั้งสองอยู่ในรถ จึงได้ตรวจค้นรถยนต์บรรทุกตู้ทึบ พบยาบ้า ประมาณ 1,430,000 เม็ดชุกซ่อนอยู่ภายในช่องลับบริเวณฝนังตู้ทึบของรถคันดังกล่าว จึงได้ทำการจับกุมผู้ห้องหาพร้อมของกลางนำส่งหนักงานสอบสวน บก.ปส.3ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

คดีที่ 2 เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ปส.3 และหน่วยร่วมข้างต้นได้ร่วมกันทำการสืบสวนขยายผลเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งจะลำเลียงยาเสพติดจากแนวชายแดน อ.เวียงแหง จว.เชียงใหม่ เข้ามาพักคอย ในเขตพื้นที่บ้านแม่อ้อใน ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ เพื่อรอส่งต่อเข้าสู่พื้นที่ตอนในหลายคดีจึงได้เฝ้าระวังพื้นที่ดังกล่าว ต่อมาจากการข่าวพบความเคลื่อนไหวน่าเชื่อว่า กลุ่มเครือข่ายดังกล่าวได้นำยาเสพติดมาเก็บซุกซ่อนไว้ในสวนลำใยท้ายหมู่บ้านแม่คะนิน ของบ้านแม่อ้อใน ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ 

วันที่ 12 พ.ย.2568 เจ้าหน้าชุดสืบสวนพร้อมหน่วยร่วมในพื้นที่ จึงได้เข้าทำการตรวจสอบบริเวณสวนลำใยดังกล่าว พบกระสอบบรรจุยาบ้า จำนวน 11 กระสอบ ประมาณ 2,100,000 เม็ด ซุกช่อนไว้ใต้กิ่งลำใยแห้ง จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลาง และนำส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.3 ดำเนินการตามกฎหมาย

สรุปผลการปฏิบัติ จับกุมคดียาเสพติด 2 คดี ผู้ต้องหา 2 คน ตรวจยึดยาบ้า ประมาณ 3,500,000 เม็ด และรถยนต์ จำนวน 1 คัน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจสำคัญนี้ร่วมกันปกป้องลูกหลานของเรา ให้ห่างไกลจากยาเสพติด เพื่อสังคมปลอดภัยและอนาคตรุ่นใหม่ที่มั่นคงหากพบเห็นหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ทันทีผ่านช่องทาง สายด่วนยาเสพติด 191 และสถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้บ้าน

ดอร์น่า ต่อสัญญาไทย!! จัดศึกโมโตจีพี (MotoGP) บุรีรัมย์เจ้าภาพยาวถึงปี 2031 ซีอีโอชูไทยเป็นกุญแจสู่ตลาดเอเชีย ยืนหนึ่งอีเวนต์ระดับโลก หนึ่งในเรซที่น่าจดจำ

(13 พ.ย. 68) ดอร์น่า สปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก หรือ โมโตจีพี (MotoGP) ประกาศต่อสัญญาจัดศึก “ไทย จีพี” (ThaiGP) กับการกีฬาแห่งประเทศไทยออกไปอีก 5 ปี ส่งผลให้ไทยยังได้เป็นเจ้าภาพต่อเนื่องที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ยาวไปจนถึงปี 2031 ตอกย้ำภาพลักษณ์ไทยในฐานะจุดหมายสำคัญของมอเตอร์สปอร์ตโลก

ดีลครั้งนี้ถือเป็นการสานต่อความสำเร็จของไทยจีพี ที่เริ่มจัดครั้งแรกเมื่อปี 2018 และได้รับเสียงชมจากทั้งนักแข่ง ทีมงาน และแฟน ๆ ทั่วโลกมาโดยตลอด ขณะที่เว็บไซต์ทางการของโมโตจีพีระบุว่า สนามบุรีรัมย์สร้างสถิติผู้ชมในสนามเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แกรนด์สแตนด์แน่นขนัดทุกปี กลายเป็นหนึ่งในเรซสุดไฮไลต์ของปฏิทินการแข่งขัน

คาร์เมโล เปสเปเลตา (Carmelo Ezpeleta) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของโมโตจีพี เปิดใจว่า ตั้งแต่ยกขบวนมาจัดที่บุรีรัมย์ ไทยจีพีเติบโตอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นอีเวนต์สำคัญในปฏิทิน ทั้งบรรยากาศในสนามที่เต็มไปด้วยแฟน ๆ การแข่งขันสุดมันส์ และกิจกรรมความบันเทิงรอบสนามที่ช่วยให้สุดสัปดาห์ของการแข่งขันสมบูรณ์แบบสำหรับผู้ชม

เขาย้ำว่า ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือกุญแจสำคัญต่อการเติบโตของโมโตจีพี เพราะมีกลุ่มแฟนจำนวนมากและยังมีศักยภาพให้ขยายตัวได้อีก ดอร์น่ามีความยินดีที่จะเดินหน้าร่วมงานกับการกีฬาแห่งประเทศไทย และพันธมิตรทุกฝ่าย เพื่อทำให้ไทยจีพียังคงเป็นหนึ่งในเรซที่น่าจดจำที่สุดของโลกต่อไป

ตำรวจสระแก้วรวมพลปล่อยแถว 200 นาย เตรียมพร้อมเสริมทัพทหารพิทักษ์ชายแดนไทย – กัมพูชา “บ้านหนองหญ้าแก้ว -บ้านหนองจาน” ผบ.ตร. ส่งกำลังใจ ย้ำภารกิจสำคัญดูแลประชาชนป้องกันประเทศ รักษาอธิปไตย  

 

เมื่อวานนี้ (13 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ชายไทย - กัมพูชา ฝั่ง จ.สระแก้ว ที่ล่าสุดกองทัพบก ยืนยันว่าการตอบโต้ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามกฎการใช้กำลัง การเตือน และการป้องกันตัวเอง โดยในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.รับผิดชอบงานความมั่นคง กำชับให้ตำรวจเตรียมความพร้อมปฏิบัติสนับสนุนกองทัพในการร่วมพิทักษ์อธิปไตยชายแดนทันทีเมื่อมีการร้องขอ โดยเน้นให้ดูแลพิทักษ์ส่วนหลังดูแลความปลอดภัยสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชน

รอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เช้าวันนี้ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว นำโดย พ.ต.อ.จตุรภัทร สิงหัษฐิต รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว, พ.ต.อ.ดำรง เอี่ยมไพโรจน์ ผกก.สส.ภ.จว.สระแก้ว, พ.ต.อ.ชูชาติ คงเมือง ผกก.สภ.อรัญประเทศ, พ.ต.อ.สุทธิพงษ์ อินทสิทธิ์ ผกก.สภ.โคกสูง ได้รวมกำลังตำรวจ ปล่อยตำรวจชุดกองร้อยควบคุมฝูงชน ภ.จว.สระแก้ว กว่า 200 นาย เคารพธงชาติ สวดมนต์ กล่าวคำปฏิญาณตน กล่าวอุดมคติตำรวจ รวมพลัง พร้อมทั้งตรวจสอบความพร้อมของกำลังพล และอุปกรณ์ สำหรับปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่แนวชายแดนบ้านหนองหญ้าแก้ว -บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ในทันที่ที่มีการร้องขอ ร่วมยุทธการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง 

พล.ต.ท.ชัยต์พจนฯ กล่าวด้วยว่า ผบ.ตร.ส่งกำลังใจให้ตำรวจที่ร่วมภารกิจนี้ทุกนาย เน้นย้ำให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ให้ผู้บังคับบัญชานำการปฏิบัติโดยคำนึงถึงปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และเจ้าหน้าที่ทุกนาย และให้ระลึกว่านี่คือภารกิจสำคัญร่วมปกป้องประเทศ รักษาความสงบสุขของพี่น้องประชาชน

รัสเซียตั้ง “กองกำลังระบบไร้คนขับ” เป็นทางการ ยูเครนแขวะ แค่ลอกแนวทางความสำเร็จ อ้างทัพโดรนเคียฟยังนำหน้าหลายขุม ในด้านเทคโนโลยี และกำลังพล-ยุทโธปกรณ์

(13 พ.ย. 68) รัสเซียประกาศตั้ง “กองกำลังระบบไร้คนขับ” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยสื่อของรัฐรายงานว่ามีการจัดตั้งกองพันปฏิบัติการและหน่วยต่าง ๆ ขึ้นแล้ว เพื่อควบคุมการใช้โดรนและระบบไร้คนขับในสนามรบแบบรวมศูนย์ ภายใต้แผนการเดียวและทำงานประสานกับหน่วยรบอื่น ๆ

ด้าน ยูเครนชี้ว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็นการ “ลอกแนวทางที่ประสบความสำเร็จของเรา” เพราะกองทัพยูเครนได้ตั้งเหล่าทัพด้านระบบไร้คนขับแยกเฉพาะไปก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2024 เจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของยูเครน อันดรีย์ โควาเลนโก (Andrii Kovalenko) กล่าวว่าหน่วยโดรนของยูเครนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง แต่รัสเซียกำลังพยายามคัดลอกและเร่งผลิตในเชิงปริมาณ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ต้องจับตา

ยูเครนถือเป็นผู้บุกเบิกการใช้โดรนในสงคราม นำอากาศยานไร้คนขับ และยานภาคพื้นดินไร้คนขับมาใช้ทั้งในภารกิจลาดตระเวนและโจมตีจริง และตั้งเป้าผลิตโดรนให้ได้ถึง 1 ล้านลำภายในปีนี้ นี่ยังไม่รวมโดรนอีกหลายพันลำที่ได้รับจากชาติตะวันตก เพื่อถล่มจุดอ่อนและลดความได้เปรียบด้านจำนวนกำลังพลและยุทโธปกรณ์

ทั้งนี้ รัสเซียเองก็ใช้โดรนอย่างกว้างขวาง ทั้งในแนวหน้าและโจมตีเมือง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โควาเลนโกย้ำว่ายูเครนยังนำหน้ารัสเซียในด้านการพัฒนาโดรน แต่ก็เตือนว่า ศึกเทคโนโลยีไร้คนขับกำลังทวีความรุนแรง และยังเห็นได้ชัดว่า กองทัพยุโรปในนาโต (NATO) ยังตามหลังอยู่มากในสนามรบยุคโดรนนี้

สมุทรปราการ-โรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ จัดการแข่งขันกีฬาฟุตซอลต้านยาเสพติด ชิงถ้วยรางวัลนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ที่สนามกีฬาโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ คณะผู้บริหารโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ พร้อมด้วย คณะครู นักเรียน จัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาฟุตซอลต่อต้านยาเสพติด ประจำปี 2568

ด้วยนางสาวศศิวิมล อั๋งสกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ ตระหนักเห็นถึงความสำคัญโทษของยาเสพติดที่กำลังแพร่ระบาดในหลายพื้นที่ และเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดในสถานศึกษา

อีกทั้ง ให้นักเรียนในสถานศึกษาทุกระดับชั้นของโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ มีความรู้ ความเข้าใจ โทษภัยของสารเสพติดจึงได้จัดการแข่งขันกีฬาฟุตซอลต้านยาเสพติดขึ้นในครั้งนี้

โดยมีทางคณะผู้บริหาร คณะครู นักเรียน เข้าร่วมในกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งนักเรียนที่ร่วมการแข่งขันประกอบไปด้วย นักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 ถึงชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 

ซึ่งในปี 2568 นี้ การแข่งขันกีฬาฟุตซอลต้านยาเสพติดของนักเรียนโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์นั้น เป็นการชิงถ้วยรางวัลจาก นายอำนวย บุญริ้ว (นายกนาจ) นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ นอกจากนี้ โรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ยังได้รับเกียรติจาก นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ เป็นประธานกล่าวเปิดงานการแข่งขันกีฬาฟุตซอลต่อต้านยาเสพติด ประจำปี 2568

อย่างไรก็ตาม โครงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต้านสารเสพติดในสถานศึกษา เป็นการแข่งขันฟุตซอลชิงถ้วยรางวัลจาก นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ นอกจากนี้ ยังได้มอบเงินสนับสนุนอีกจำนวนหนึ่งให้กับทางโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ใช้สนับสนุนการแข่งขันกีฬา ทั้งนี้ การจัดการแข่งขันกีฬาในสถานศึกษายังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนในสถานศึกษาอีกด้วย การแข่งขันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-19 พฤศจิกายน 2568 ณ สนามกีฬาโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1

'ชัช เตาปูน' ย้ำจุดยืน "ทำเพื่อชาติ-ไม่หวังยิ่งใหญ่" พร้อมจับมือ 'พีระพันธุ์' ขับเคลื่อน รทสช. ลั่นขอสู้ต่อเพื่ออนาคตลูกหลาน ต้านคนขายชาติเอาประโยชน์ส่วนตน

‘ชัช เตาปูน’ ครบรอบ 82 ปี ย้ำจุดยืน "รักชาติ-ตรงไปตรงมา - ไม่หวังยิ่งใหญ่" ยก "พีระพันธุ์" ดีเอ็นเอคล้ายกัน พร้อมจับมือเดินหน้าขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่ออนาคตลูกหลานไทย

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 บรรยากาศที่บ้านพักย่านบางซื่อเป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 82 ปี ของนายชัชวาลล์ คงอุดม (ชัช เตาปูน) เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งมีบุคคลหลากหลายวงการและมวลชนจำนวนมากเดินทางมาร่วมอวยพรอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรีฐวิภาค หัวหน้าพรรค และสมาชิกพรรค อาทิ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรค นายสามารถ มะลูลีม รองหัวหน้าพรรค นายโกวิทย์ ธารณา รองหัวหน้าพรรค นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรค ร.ต.อ.หญิงอัยรดา บำรุงรักษ์ รองเลขาธิการพรรค นาวาอากาศตรี ดร.ปุญณัฐส์ นำพา รองเลขาธิการพรรค นายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรค นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ เหรัญญิกพรรค

นอกจากนี้ยังมี นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พลตำรวจโทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายจารึก ศรีอ่อน อดีต สส.จันทบุรี พรรคพลังท้องถิ่นไท ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม อดีตหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท พ.ต.อ.ศรายุทธ มั่งเรือน ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.น.2 นายประนอม โพธิ์คำ อดีต สส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคพลังท้องถิ่นไท นายธนวัฒน์ งามผิว ผู้บริหารบริษัท PROMMES SHIPPIRO SERVICE และนายยศวริศ ชูกล่อม (เจ๋ง ดอกจิก) เป็นต้น

จากนั้นในเวลา 10.45 น. มีการประกอบพิธีทางสงฆ์ โดยพระสงฆ์จากวัดพุทธพรหมยาน จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 5 รูป นำสวดมนต์ประกอบด้วย บทสวดนโมการอัฏฐกคาถา (นะโม 8 บท) และบทสวดนมัสการพระอรหันต์ 8 ทิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทสวดนมัสการพระอรหันต์ 8 ทิศ ได้มีการสวดด้วยทำนองสรภัญญะ ซึ่งทั้งสองบทครอบคลุมเรื่องความสิริมงคลและปกป้องคุ้มครอง

นายชัชวาลล์ได้กล่าวขอบคุณทุกคนที่ยังคงไม่ลืมกัน โดยระบุว่าทุกปีจะมีผู้คนเดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก ทั้งที่มาจากทางใต้ ทางเหนือ และทางอีสาน ทำให้ตนรู้สึกดีใจที่มีความผูกพันและได้รับความรู้สึกที่ดีจากทุกคนเสมือนเป็นกัลยาณมิตรที่เหนียวแน่นมาโดยตลอด ความผูกพันนี้เกิดขึ้นจากการที่ตนเองทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เคยทำสิ่งที่ไม่ดี และพร้อมทำทุกอย่างที่สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้

นายชัชวาลล์ได้กล่าวถึงนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยเปิดเผยว่า ทราบว่านายพีระพันธุ์รู้สึกประทับใจในตน เนื่องจากเป็นคนที่มีความมั่นคงและตรงไปตรงมา นายชัชวาลล์ยืนยันว่าในฐานะผู้ชาย เมื่อพูดแล้วก็ต้องทำ หากทำไม่ได้ก็จะไม่พูด ทำให้ผู้คนที่คบหาไม่ต้องระแวงและสามารถไว้วางใจได้ พร้อมทั้งชี้ว่านายพีระพันธุ์เป็นคนที่มีความรู้สึกรักชาติ รักประชาชน และทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งทำให้ตนและนายพีระพันธุ์มีความรู้สึกและดีเอ็นเอที่คล้ายกัน นายชัชวาลล์ยืนยันว่าตนต้องทำงานร่วมกับนายพีระพันธุ์เพื่อขับเคลื่อนพรรคต่อไป เพราะเห็นว่านายพีระพันธุ์เป็นคนที่ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ส่วนตนเองก็ทำเพื่อส่วนรวมมาตลอดตั้งแต่ช่วงอายุ 20 กว่าปีแล้ว ดังนั้นเมื่อมาเจอคนที่มีแนวคิดเหมือนกันเช่นนี้จึงต้องร่วมมือกัน

เมื่อถูกถามถึงเหตุผลที่ยังคงทำงานการเมืองในวัยนี้ นายชัชวาลล์ย้ำถึงจุดยืนที่หนักแน่นว่า ตนทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาหลายปีแล้วและไม่เคยคิดจะหยุดทำ การที่ตนเข้ามาทำงานการเมืองเป็นเพราะความห่วงใยประเทศชาติ ตนมองว่าปัจจุบันผู้คนมีความเห็นแก่ตัวกันมาก ไม่รักประเทศชาติ และมุ่งหวังแต่จะเข้ามากอบโกย ในขณะที่คนไทยเองก็ยังทะเลาะกัน ตนต้องการเข้ามาเพื่อทำให้เกิดความถูกต้อง และจะร่วมมือกับคนที่มีความรู้สึกเดียวกัน โดยเน้นย้ำว่า ตนไม่ได้เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อความยิ่งใหญ่ เพราะการอยู่เฉย ๆ ก็ไม่มีใครมายุ่งเกี่ยวกับตนอยู่แล้วและยังมีพรรคพวกมากมาย แต่ตนไม่อาจปล่อยให้ประเทศชาติล่มสลายหรือให้คนรุ่นหลังอยู่กันอย่างลำบากได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยให้คนที่เห็นแก่ตัวเอาประโยชน์ส่วนตน ไม่ละอายที่จะขายชาติ ขายแผ่นดิน เพื่อนำเงินออกนอกประเทศ

นายชัชวาลล์ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างรากฐานให้กับคนรุ่นหลัง โดยจะต้องสอนให้เด็กรุ่นหลังรู้จักประวัติศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรม และประเพณีไทย เนื่องจากปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงมีมาก และแม้แต่เรื่องศาสนาพุทธก็ยังเสื่อมลง โดยยกตัวอย่างความประพฤติของเด็กไทยบางส่วนที่ไม่เหมาะสม เช่น การนั่งกระดิกเท้า ไม่ฟังครูบาอาจารย์ หรือเล่นแต่โทรศัพท์มือถือ ดังนั้นจำเป็นต้องนำความเป็นไทยกลับมา และสอนควบคู่ไปกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพื่อให้พวกเขามีความกตัญญูและรู้คุณธรรม นายชัชวาลล์กล่าวว่าประเทศชาติที่ไม่มีคุณธรรมจะอยู่ไม่ได้ จะมีแต่การเอาเปรียบกัน ดังนั้นการทำงานเพื่อชาติจึงเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้

สำหรับประชาชนที่ต้องการอวยพรเนื่องในวันเกิด แต่ไม่มีโอกาสเดินทางมาถึงบ้านพักย่านบางซื่อในวันนี้ นายชัชวาลล์กล่าวว่าสามารถอวยพรผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook หรือช่องทางอื่น ๆ ได้ทั้งหมด และแสดงความปลื้มปริ่มและภูมิใจที่คนไทยที่มีความรู้สึกรักชาติเหมือนกันเข้ามาร่วมอวยพรให้กำลังใจ พร้อมยืนยันว่าตราบใดที่ยังมีโอกาส ตนก็จะพยายามทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top