Sunday, 19 July 2026
Hard News Team

คนฟังแยกไม่ออก?? โพลชี้ 97% ให้คำตอบไม่ได้ เพลงไหน AI เพลงไหนคนร้อง ศึกหนัก!! ศิลปินตัวจริงเริ่มแทรกยาก หลังเพลง AI ทะยานขึ้นอันดับ 1 บน Billboard

ผลสำรวจใหม่โดย Ipsos ร่วมกับแพลตฟอร์มสตรีมมิง ดีเซอร์ (Deezer) เผยว่า ถึงยุคที่คนส่วนใหญ่แทบจะแยกไม่ออกแล้วว่าเพลงไหนแต่งโดยมนุษย์ หรือเพลงไหนสร้างจากปัญญาประดิษฐ์ จากการให้กลุ่มตัวอย่าง 9,000 คนฟังเพลง 3 คลิป (2 คลิปเป็นเพลงที่สร้างด้วย AI ล้วน ๆ อีก 1 คลิปเป็นเพลงมนุษย์แต่ง) ผลคือ 97% ระบุไม่ได้ว่าคลิปไหนคือเพลงจาก AI ขณะที่กว่าครึ่งยอมรับว่ารู้สึก “ไม่สบายใจ” กับการที่แยกไม่ออกแบบนี้ และเกินครึ่งกังวลว่า AI จะทำให้เพลงคุณภาพต่ำหลั่งไหลขึ้นแพลตฟอร์ม พร้อมกลัวว่าความคิดสร้างสรรค์จะถูกลดทอน

ดีเซอร์ระบุว่า ทุกวันนี้มีเพลงที่สร้างด้วย AI ถูกอัปโหลดขึ้นแพลตฟอร์มมากขึ้นอย่างชัดเจน และไม่ได้แค่อยู่เฉย ๆ แต่มีคนฟังจริง ๆ ด้วย เดือนมกราคมที่ผ่านมา ประมาณ 1 ใน 10 ของเพลงที่ถูกสตรีมต่อวัน เป็นเพลงที่ใช้ AI สร้างทั้งหมด แต่ผ่านไปเพียงสิบเดือนตัวเลขพุ่งเป็นกว่า 1 ใน 3 หรือราว 40,000 เพลงต่อวัน จน 80% ของคนในโพลบอกตรง ๆ ว่าอยากให้ “เพลงจาก AI ถูกติดป้ายแจ้งชัดเจน” ซึ่งตอนนี้ Deezer เป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิงรายใหญ่รายเดียวที่ติดป้ายเพลง AI แบบเป็นระบบ หลังเคยมีกรณีวงอินดี้นามว่า The Velvet Sundown โด่งดังใน Spotify ก่อนเจ้าตัวจะยอมรับภายหลังว่าเป็น “โปรเจ็กต์ดนตรีสังเคราะห์” ที่สร้างด้วย AI ทั้งหมด

ฝั่งวงการเพลงกระแสหลักก็เริ่มสะเทือน เมื่อเพลงคันทรี “Walk My Walk” ในนามวง Breaking Rust ซึ่งใช้เสียงนักร้องชายที่สร้างจาก AI ถูกสื่อสหรัฐรายงานว่าขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเจเนอเรทีฟ AI สามารถขึ้นอันดับ 1 ชาร์ต Country Digital Song Sales ของบิลบอร์ดในสหรัฐ ทั้งที่ตัวเพลงเนื้อหาค่อนข้างมาตรฐานแบบสูตรสำเร็จ แต่กลับปั้นฐานแฟนได้เกิน 2 ล้านผู้ฟังต่อเดือนใน Spotify มีหลายเพลงทะลุหลักล้านสตรีม โดยเบื้องหลังมีชื่อ Aubierre Rivaldo Taylor เป็นผู้แต่งและโปรดิวซ์ พร้อมสร้างเพลงแนวดุเดือดด้วย AI ในนาม Defbeatsai อีกชุดหนึ่ง

แนวโน้มนี้ยิ่งชัดเมื่อ บิลบอร์ด (Billboard) ระบุว่า ในทุกสัปดาห์ตลอดเดือนที่ผ่านมา มักมี “ศิลปิน AI หรือศิลปินที่ใช้ AI ช่วย” ติดชาร์ตอย่างน้อยหนึ่งราย ขณะเดียวกันค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ก็ไม่ยอมตกขบวน มีการเซ็นดีลมูลค่ามหาศาลกับแพลตฟอร์ม AI ดนตรี เช่น ดีลลิขสิทธิ์ระหว่าง Universal Music Group กับแอปสร้างเพลง AI อย่าง Udio เพื่อปูทางสู่แพลตฟอร์มคอนเทนต์ใหม่ ด้าน Spotify เองก็โดนจับตาหนักเรื่อง “คลื่นเพลง AI คุณภาพต่ำ” ที่ถาโถมเข้าแพลตฟอร์ม จนต้องออกนโยบายปราบสแปมและการแอบอ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นประกาศแบนเพลงจาก AI โดยตรง

ท่ามกลางกระแสนี้ นักวิชาการด้านดนตรีเตือนว่าศิลปินตัวจริงกำลังลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะต้องแข่งกับ “วง AI” ที่ผลิตเพลงได้ไม่รู้จบในต้นทุนต่ำ เจสัน พาลามารา (Jason Palamara) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเทคโนโลยีดนตรีจากมหาวิทยาลัยอินเดียนา ระบุว่า การมาของวงดนตรีสังเคราะห์จะยิ่งทำให้ศิลปินที่เป็นมนุษย์ “เจาะแพลตฟอร์มสตรีมมิง” อย่าง Spotify หรือ Apple Music ได้ยากขึ้นไปอีก ทั้งในแง่การมองเห็นและรายได้

ขณะเดียวกัน ในด้านกฎหมายก็เริ่มเดือดไม่แพ้กัน เมื่อศาลเมืองมิวนิกในเยอรมนีตัดสินให้ OpenAI เจ้าของ ChatGPT แพ้คดีละเมิดสิทธิผู้ประพันธ์ จากการที่โมเดลภาษาขนาดใหญ่ใช้เนื้อเพลงยอดนิยมของศิลปินเยอรมันในการฝึก โดยไม่ได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์หรือขออนุญาตอย่างถูกต้อง ศาลชี้ว่าการที่ ChatGPT สามารถแสดงเนื้อเพลงได้ตรงกับต้นฉบับหรือใกล้เคียงในระดับสูง “ไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นเพียงความบังเอิญ” และถือเป็นการทำซ้ำเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่ง OpenAI อาจต้องจ่ายค่าเสียหาย แม้จำนวนเงินยังไม่ถูกเปิดเผยก็ตาม

คดีนี้ถูกยื่นโดย GEMA สมาคมที่ดูแลสิทธิผู้ประพันธ์ในเยอรมนี ซึ่งใช้ตัวอย่างเพลงชื่อดัง 9 เพลง รวมถึง “Männer”, “In der Weihnachtsbäckerei” และ “Atemlos” มาเป็นหลักฐาน ศาลอ้างอิงกฎหมายสิทธิผู้ประพันธ์ (Urheberrecht) ของเยอรมนี ที่ให้ความสำคัญกับ “ตัวผู้สร้างสรรค์งาน” มากเป็นพิเศษ และมองว่าสิทธิ์นี้ไม่ใช่สิ่งที่โอนให้ใครง่าย ๆ เหมือนโมเดลลิขสิทธิ์แบบอังกฤษ–อเมริกัน ทนายของ GEMA มองว่าคำตัดสินนี้อาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของยุโรปทั้งทวีป เพราะกฎส่วนถูกกลไกสหภาพยุโรปทำให้สอดคล้องกัน

ด้าน OpenAI ยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน กำลังพิจารณายื่นอุทธรณ์ และย้ำว่าบริษัทเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมกำลังเจรจากับองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อหาทางจัดการเรื่องลิขสิทธิ์ ขณะเดียวกัน สหภาพนักข่าวในเยอรมนีก็ออกมาใช้จังหวะนี้อ้างว่า “การใช้เนื้อหาสื่อและบทความไปฝึก AI โดยไม่จ่ายค่าตอบแทน” เป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเช่นกัน และเรียกร้องให้บริษัท AI ต้องจ่ายค่าชดเชยให้คนทำคอนเทนต์

ภาพรวมจึงกลายเป็นโลกดนตรีที่คนฟัง “แทบแยกไม่ออกว่าอะไรคือมนุษย์ อะไรคือ AI” ขณะที่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยคำถามเรื่องความโปร่งใส การติดป้ายบอกผู้ฟัง ความเป็นธรรมกับศิลปินตัวจริง และศึกษากฎหมายลิขสิทธิ์ที่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น สงครามเพลงยุคใหม่จึงไม่ได้แข่งกันแค่บนชาร์ต แต่ยังแข่งกันในห้องประชุมทนายและสภานิติบัญญัติทั่วโลกด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำชับตำรวจทุกหน่วย ดูแลช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากเหตุน้ำท่วมในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และเข้มป้องกันเหตุอาชญากรรมซ้ำเติม

(13 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ 14 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์สุโขทัย กำแพงเพชร อุทัยธานี สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม และอุบลราชธานี ซึ่งบางจังหวัดมีน้ำท่วมสูงอย่างรวดเร็วจากเหตุพนังกั้นน้ำเสียหาย ทำให้น้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่บ้านเรือนประชาชน บางจุดมีน้ำทะเลหนุน และฝนที่ตกต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเป็นวงกว้าง  

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งกำชับตำรวจทุกพื้นที่ ออกมาตรการดูแลช่วยเหลือ รักษาความปลอดภัย และอำนวยการจราจร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัยมาอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. สั่งการให้ทุกหน่วยออกตรวจตราในพื้นที่อย่างเข้มงวด เพื่อเป็นการป้องกันการก่อเหตุอาชญากรรมซ้ำเติมประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดยให้เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และเพิ่มกำลังสายตรวจ, ปรับแผนการตรวจจัดกำลังให้เหมาะสมกับพื้นที่และห้วงเวลา โดยบูรณาการความร่วมมือทั้งด้านข้อมูล และการปฏิบัติกับฝ่ายปกครององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และอาสาสมัคร ออกตรวจตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงพิจารณาเปิดพื้นที่สถานีตำรวจ จุดตรวจ ตู้ยาม เป็นสถานที่พักพิงของผู้ประสบภัยชั่วคราว

ด้าน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ตำรวจจราจรทุกพื้นที่เตรียมความพร้อมทั้งกำลังพลและอุปกรณ์ เพื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างทันท่วงทีในทุกสถานการณ์ รวมทั้งจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามสภาพการจราจรในจุดวิกฤต และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรุงเทพมหานคร กรมทางหลวง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและอำนวยความปลอดภัยให้แก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน พร้อมเตรียมแผนเผชิญเหตุรองรับกรณีที่มีฝนตกต่อเนื่อง เพื่อให้การสัญจรของประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด พร้อมขอความร่วมมือประชาชนขับขี่ด้วยความระมัดระวัง และหมั่นตรวจสอบสภาพรถก่อนออกเดินทาง เพื่อความปลอดภัยของทุกคนบนท้องถนน

พล.ต.ท.ชัยต์พจนฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมในหลายจังหวัด ตำรวจหน่วยต่างๆ ระดมกำลังออกช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ ทั้งการช่วยเหลืออพยพและขนย้ายสิ่งของไปอยู่ที่ปลอดภัย การดูแลความปลอดภัย การอำนวยการจราจร และการช่วยฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด ในทุกมิติ โดยเน้นการปรากฏกายชัดเจนเพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถขอความช่วยเหลือได้โดยสะดวก รวดเร็ว

ทั้งนี้ ประชาชนผู้ประสบภัยสามารถขอความช่วยเหลือ หรือแจ้งเหตุ แจ้งเบาะแสอาชญากรรม ได้ทางสายด่วน 191 หรือ 1599 หรือช่องทางการสื่อสารกับสถานีตำรวจในพื้นที่ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และขอให้ติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ จากการแจ้งเตือนของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวกับอุทกภัยในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

‘พีระพันธุ์' เปิดโปงวาระซ่อนเร้น! เชื่อเขมรจ้องขยับ 'หลักเขต 73' เพื่อเปลี่ยนเขตแดนทางทะเล หวังฮุบทรัพยากรพลังงานมหาศาล ชี้ไทยสูญโอกาส 52 ปี เพราะไร้ ‘คำสั่งเด็ดขาด!’ จี้กองทัพทวงคืนเขตแดนของชาติ

(13 พ.ย. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยชี้ถึงประเด็นน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า  ขณะที่สังคมกำลังมุ่งความสนใจไปที่สถานการณ์ชายแดนบนบก แต่เป้าหมายที่แท้จริงของกัมพูชาก็คือการอ้างสิทธิในเขตแดนทางทะเล ซึ่งเกี่ยวข้องกับทรัพยากรพลังงานมหาศาลที่ไทยสูญเสียโอกาสใช้ประโยชน์มานานกว่า 52 ปี โดยนายพีระพันธุ์ ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเป้าหมายที่แท้จริงของกัมพูชาและปัญหาการรับมือของฝ่ายไทยอย่างตรงไปตรงมาในเพจส่วนตัว โดยมีใจความว่า

“เป้าหมายที่แท้จริงของเขมรไม่ใช่แค่เขตแดนบนบก สถานการณ์ระหว่างไทย-เขมร วันนี้ถูกจดจ่อไปที่ชายแดนบนบกทางภาคอีสาน แต่ความเป็นจริงเขตแดนที่ต้องเป็นห่วงและต้องทวงคืนไปพร้อมๆกันนอกจากปราสาทตาควายแล้ว คือเขตแดนในทะเลที่พิพาทกันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2516 ที่อยู่ ๆ เขมรก็อ้างการลากเส้นเขตแดนในทะเลตามอำเภอใจไม่สนใจหลักสากล ทำให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิทางทะเลมาจนทุกวันนี้ 

ผมขอย้ำว่าที่ถูกต้อง ต้องเรียกว่าพื้นที่อ้างสิทธินะครับ ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน เพราะพื้นดินมันมีหนึ่งเดียวมาทับซ้อนกันไม่ได้ แต่เป็นการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่เดียวกัน 

ผมเชื่อว่าเขาต้องการขยับเส้นเขตแดนบนบกตามแนวชายแดนภาคอีสานเพื่อให้กระทบไปถึงหลักเขตสุดท้ายก่อนลงทะเล คือ หลักเขตที่ 73 เพราะหากขยับหลักเขตนี้ได้ก็เท่ากับเส้นเขตแดนในทะเลจะเปลี่ยนตาม 

เขตแดนทางทะเลตรงนี้มีความสำคัญมากเพราะไม่ใช่เป็นแค่เขตแดนเท่านั้น แต่หมายถึงทรัพยากรทางพลังงานใต้พื้นทะเลตรงบริเวณนั้นด้วย และน่าจะเป็นเป้าหมายสำคัญต่อไปของเขา เราจึงควรป้องกันและเอาจริงกับเรื่องนี้ได้แล้ว

ข้อพิพาทจากเขตแดนในทะเลนี้ทำให้ไทยเราไม่สามารถพัฒนาหรือนำทรัพยากรทางพลังงานมาใช้ประโยชน์ได้เป็นเวลากว่า 52 ปีแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็นพื้นที่ของเราเองแท้ๆ 

เสียเวลาไปกับความเกเร เพราะเขมรอ้างสิทธิทับซ้อนลากเส้นเขตแดนทางทะเลตามหลักเกณฑ์ของตนเองไม่ใช่หลักสากล 

พอมาปี 2540 ก็เกเรเพิ่มขึ้นอีกโดยการถมทะเลให้แผ่นดินต่อยื่นเข้าไปในทะเลอีกหลายร้อยเมตรอ้างว่าเป็นเขื่อนกันคลื่นแต่ตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศอาจใช้เป็นข้ออ้างว่าเป็นเขตต่อเนื่องจากแผ่นดินที่จะมีผลต่อการลากเส้นแบ่งเขตแดนในทะเลเพิ่มขึ้นจากเดิมได้อีก ซึ่งจะกระทบถึงทรัพยากรทางพลังงานของชาติในทะเลยิ่งขึ้นไปอีกเช่นกัน ผมเชื่อแน่ว่าเจตนาที่แท้จริงของเขาคือเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นห่วงคลื่นเป็นห่วงทะเลอะไรหรอกครับ 

กองทัพเรือรู้เรื่องนี้ดีแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่เคยมีคำสั่ง 
รัฐบาลไทยก็ได้แต่ประท้วงตามฟอร์ม ทำได้เท่านั้น…น่าอนาถจริงๆ 

ประท้วงไป 3 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2541 และอีกครั้งล่าสุดคือเมื่อปี 2564 นี่เอง เป็นไงครับ 24 ปี ตั้งแต่ปี 2540 ทำได้แค่ประท้วง และประท้วงแค่ 3 ครั้ง ปีนี้ 2568 เพิ่มเป็น 28 ปี แล้ว ก็ยังเงียบอยู่ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่มีการพูดถึง คงต้องรอการประท้วงครั้งต่อๆไปจนกว่าจะถูกยึดไปอีกมั้งครับ

รัฐบาลไทย กองทัพไทย ทำได้แค่นี้จริงๆหรือ???
เราน่าจะใช้โอกาสนี้จัดการแก้ไขเรื่องนี้ด้วย ถ้าไม่ทำลายทิ้ง ก็ทำบ้าง เขาทำได้ เราก็ทำได้ เมื่อเขาไม่ยอมรื้อเราก็ต้องทำบ้าง เอาให้ยาวกว่า ดูสิว่าจะว่าอย่างไร เรื่องประโยชน์ชาติเป็นสุภาพบุรุษไม่ได้นะครับ” 

นายพีระพันธุ์ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้กล่าวถึงประสบการณ์ของตนในช่วงเกิดการปะทะเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 โดยระบุว่า แม้กองทัพเรือจะมีความพร้อม แต่กลับได้รับแจ้งว่าไม่มีคำสั่งให้ดำเนินการทวงคืนเขตแดนทางทะเล

“ช่วงที่เกิดปะทะกันเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ตอนนั้นผมอยู่ใน ครม. ในฐานะรัฐมนตรีพลังงานที่ต้องทวงคืนทรัพยากรพลังงานให้ประเทศ ผมเห็นกองทัพเรือเตรียมความพร้อมแล้วแต่เขาบอกว่า…ไม่มีคำสั่ง!!! 

ผมเลยบอกกับทางกลาโหมให้ใช้โอกาสนี้ทวงคืนเขตแดนทางทะเลด้วยเลยไม่ใช่ทวงคืนแต่บนบก เพราะมีทรัพยากรพลังงานที่มีค่ามหาศาลสำหรับคนไทยและประเทศไทยและเป็นของเราอย่างถูกต้องด้วย แต่จนวันนี้ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

วันก่อนผมถามกองทัพโดยรวมว่าพร้อมที่จะเด็ดขาดหรือยัง ถ้าพร้อมมัวรออะไรอยู่ วันนี้ขอถามกองทัพเรือว่าพร้อมที่จะเด็ดขาดทวงเขตแดนทางทะเลของเราคืนหรือยัง 

ถ้าพร้อม…รออะไรครับ?”

ในหลวง - พระราชินี เสด็จฯ เยือนจีนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โปรดเกล้าฯ ให้ ‘อนุทิน - สีหศักดิ์’ ตามเสด็จฯ ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ ย้ำสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน 50 ปี

นายกฯ เผย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทย ย้ำสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี และโปรดเกล้าฯ นายกฯ ตามเสด็จฯ ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ

(13 พ.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือน สาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13 - 17 พฤศจิกายน 2568 ว่า ทุกครั้งที่องค์พระประมุขของชาติเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ รัฐบาลจะต้องมีรัฐมนตรีเกียรติยศตามเสด็จพระราชดำเนิน ซึ่งในครั้งนี้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ตนและนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ ยืนยันว่าไม่มีภารกิจเพิ่มเติม แต่เป็นเพียงองค์ประกอบของขบวนเสด็จเท่านั้น การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทยเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ อันเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่ความทรงจำ และเป็นการเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - จีน โดยแท้จริงแล้ว ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้ดำเนินมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์บริเวณชายแดน ขณะนี้ได้มีการเปิดช่องทางการสื่อสารกับผู้ที่เกี่ยวข้องตลอด 24 ชั่วโมง ยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างดีที่สุด โดยไม่มีความประสงค์ที่จะรุกรานหรือสร้างความขัดแย้งกับประเทศใด แต่ในขณะเดียวกันก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดมาคุกคามอธิปไตยของชาติ รวมถึงจะไม่ยอมให้พี่น้องประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ทหารต้องประสบภัยอันตราย ทั้งนี้ กองทัพมียุทธวิธีและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ขณะที่รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งด้านการปฏิบัติการและการเยียวยาประชาชน โดยได้เตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว

“แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อม เป็นคำสอนจากบรรพบุรุษที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ยืนยันว่าตั้งแต่วันที่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มอบอำนาจการตัดสินใจทางยุทธวิธีให้กับกองทัพอย่างเต็มที่ โดยมีการสั่งการผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งจะประชุมเพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์ การเตรียมความพร้อม และพิจารณาการสนับสนุนตามที่กองทัพร้องขอ รวมถึงการปรับแผนปฏิบัติการให้เหมาะสมตามสถานการณ์ ขอยืนยันว่ากองทัพมีความพร้อมเต็มที่ในการรับมือกับทุกสถานการณ์ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินและอธิปไตยของชาติ รวมทั้งดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายอนุทิน กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างฝ่ายรัฐบาลและรัฐสภา ซึ่งขณะนี้รัฐสภาได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประชุมวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สองและวาระที่สามให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ ทั้งนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขในบันทึกความเข้าใจ (MOA) ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ซึ่งถือเป็นข้อผูกพันที่ทั้งสองพรรคต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าว โดยยืนยันว่าไม่มีสิ่งใดต้องกังวล ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมขอให้สอบถามนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

‘อุทัย มิ่งขวัญ’ รวมเกษตรกรโครงการโคบาลบูรพา เรียกร้องแก้ปัญหาวัวผอม - ป่วย - ตาย หลังได้รับมอบวัวไม่ตรงปกเลี้ยงไม่โต สุดท้ายแบกหนี้หลังแอ่นไร้หน่วยงานเหลียวแล

จากกรณีเมื่อวันที่ (10 พ.ย. 68) กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวในโครงการโคบาลบูรพา จังหวัดสระแก้ว รวมตัวกันหลายร้อยคนจากหลายอำเภอ หลายตำบล เดินทางมารอที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่เวลา 04.00 น. เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนและเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาวัวที่ได้รับจากโครงการ

นายอุทัย มิ่งขวัญ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนครราชสีมา ในฐานะแกนนำเกษตรกรผู้เลี้ยงวัว ในโครงการโคบาลบูรพา กล่าวว่า การเดินทางมายื่นเรื่องให้กับผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ ขอยืนยันว่าพวกเรามาจากใจ มาจากความทุกข์ความยาก มาจากความเดือดร้อนจริงๆ เราทานข้าวด้วยกัน หลายคนมาจากหลายหมู่บ้าน ไม่เคยรู้จักกัน แต่วันนี้ความเป็นพี่น้องในสายเลือดโคบาลบูรพาจังหวัดสระแก้วอยู่ในหัวใจของเราทุกคน

นายอุทัย ได้ระบุปัญหาหลัก 3 ประการ ของโครงการนี้ที่สร้างปัญหาให้กับเกษตรกรว่า 1. วัวตายเอง ไม่ได้ขาย เกษตรกรถูกกล่าวหาว่าขายวัว แต่ความจริงคือวัวที่ได้รับมานั้นตายเองตั้งแต่เดือนที่ 5-6 เนื่องจากสภาพร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ 2. แม่วัวสาวไม่สามารถผสมพันธุ์ได้ วัวที่ส่งมาให้เป็นวัวสาวที่บอกว่าผสมพันธุ์ได้ทันที แต่ความจริงต้องรอ 2-3 ปี บางตัวก็ผสมไม่ได้เลย ทำให้เกษตรกรไม่มีวัวคืนให้รัฐบาลตามโครงการ และ 3. วัวผอม วัวถูกฉีดยา และวัวติดโรค 

ทั้งนี้ นายอุทัย ระบุว่า สืบทราบว่า วัวส่วนใหญ่มาจากเวียดนาม ลักลอบเข้ามาขายให้โครงการ เป็นวัวที่มีปัญหาด้านสุขภาพ ผอมมาก บางตัวถูกฉีดยาเพื่อให้ดูอ้วน

พร้อมกันนี้ นายอุทัย ยังได้นำคำกล่าวของเกษตรกรบางราย ที่ได้รับความเสียหายหนัก บางรายหนีหนี้ออกจากจังหวัดตนเอง เช่น

นายสุรอด ดอกบัว เกษตรกรจากอำเภอเขาฉกรรจ์ เล่าว่า เลี้ยงวัวจากโครงการ 20 ตัว เหลือรอดเพียง 8 ตัว ส่วนที่เหลือตายหมด บางตัวถูกยึดเพราะไม่สามารถดูแลได้

นายอรุณ หนึ่งในเกษตรกร จากตำบลหนองแก้ว เผชิญสถานการณ์เดียวกัน เลี้ยง 20 ตัว เหลือเพียง 8 ตัว ส่วนที่เหลือตาย 10 กว่าตัว และถูกยึดไปอีก 30 กว่าตัว 

ปัจจุบันนายอรุณต้อง หนีหนี้ออกนอกจังหวัดไปทำงานที่จังหวัดน่าน เป็นเวลา 5 ปี เพราะหนี้สินที่กู้ยืมมาดูแลวัวไม่สามารถชำระได้ หากไม่หนีออกจากบ้าน จะต้องเผชิญกับการถูกติดตามทวงหนี้ตลอดเวลา

นายอุทัย เรียกร้องว่า รัฐบาลต้องดูแลและบรรเทาทุกข์ให้กับเกษตรกร ไม่ใช่สร้างความเดือดร้อน และต้องหาผู้รับผิดชอบที่ทำให้เกษตรกรได้รับวัวที่ไม่มีคุณภาพ

"อย่ามาใส่ร้ายว่าเราขายวัว วัวมันตายเอง มันทำอะไรไม่ได้ เราเชื่อมั่นว่าวัวผอมๆ ถ้าเลี้ยงจะอ้วนขึ้น แต่มันไม่ใช่ วันนี้เราจะต้องเอาปัญหาฟ้องให้ชัดเจน" นายอุทัยกล่าวเน้นย้ำ

ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรยืนยันว่าพวกเขามาด้วยความสุภาพ แต่หากไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง พวกเขาพร้อมที่จะดำเนินการในขั้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากกลุ่มเกษตรกร ได้ร่วมหารือที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการศึกษาการแก้ไขปัญหาโครงการโคบาลบูรพา โดยมีผู้แทนสหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพา และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม 

การประชุมนี้นับเป็นครั้งแรกหลังเกษตรกร 3 อำเภอของจังหวัดสระแก้ว กว่า 1,000 คน ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการโคบาลบูรพา ตั้งแต่ปี 2560  เดินทางมายื่นข้อเรียกร้อง 6 ข้อ ต่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 พ.ย.68 ก่อนมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาการแก้ไขปัญหาโครงการโคบาลบูรพา ในวันเดียวกัน ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานรัฐ และภาคประชาชนฝ่ายละ 7 คน 

ที่ประชุมมีมติให้เร่งดำเนินการตรวจสอบโดยเปรียบเทียบความสำเร็จของโครงการที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 ว่าล้มเหลวหรือไม่ มีกรอบระยะเวลาดำเนินการทั้งหมด 30 วัน สิ้นสุดในวันที่ 10 ธ.ค.68 เพื่อสรุปผลการศึกษาก่อนส่งเรื่องให้ครม.พิจารณา

หากผลการศึกษาพบว่าโครงการไม่ประสบความสำเร็จ รัฐต้องเยียวยาให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทั้ง 6,000 คน คนละ 160,000 บาท พร้อมฟื้นฟู กลุ่มสหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพา ทั้ง 3 อำเภอ ของจังหวัดสระแก้ว

เปิด 10 อันดับแรก!! เมืองที่มีความสุขที่สุด ในเอเชีย 2025

ประเทศไทย ติดอันดับ 2 เมือง!! เชียงใหม่ อันดับ 4 และ กรุงเทพมหานคร อันดับ 8 ติดอันดับ TOP 10 เมืองที่มีความสุขที่สุดในเอเชียประจำปี 2025 ซึ่งทำการสำรวจโดย Time Out

(สุรินทร์) ผบ.มทบ.25 ออกเยี่ยมเยียนมอบสิ่งของเครื่องอุปโภค - บริโภค ผ้าห่มกันหนาว ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยหนาว 

(13 พ.ย. 68) พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมด้วย คุณสายธาร กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25 คณะสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25, จิตอาสาพระราชทาน นางสาวอณัญญา พรหมบุตร รองหัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตสุรินทร์ เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน ออกเยี่ยมเยียนมอบสิ่งของเครื่องอุปโภค - บริโภค ผ้าห่มกันหนาว ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยหนาวในพื้นที่ โดยได้มอบผ้าห่มและถุงยังชีพ จำนวน 20 ครอบครัว ณ บ้านละเบิก หมู่ที่ 11 ตำบลเฉนียง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 กล่าวว่า โอกาสนี้ได้นำผ้าห่มและถุงยังชีพ(เครื่องอุปโภค-บริโภค) มามอบให้กับพี่น้องประชาชน ผู้สูงอายุ ที่อยู่ในพื้นที่ เพราะว่าจะเข้าช่วงหน้าหนาวแล้ว ก็คงจะช่วยบรรเทาภัยหนาวให้กับพี่น้องประชาชนได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งสร้างความปลาบปลื้มให้กับประชาชนเป็นอย่างมากที่ทหารมีความห่วงใยประชาชนในทุกโอกาส

ชวนรู้จัก “ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ” ผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ ผู้มีปณิธานสร้างบ้านให้เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่ต้องสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ครบทุกมิติ

“การเคหะแห่งชาติ” คือรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำหน้าที่พัฒนาที่อยู่อาศัยให้ประชาชนเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ทั้งรูปแบบซื้อ-เช่า ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนเมืองและชุมชนรอบเมือง ซึ่งดำเนินการมาแล้วกว่า 52 ปี ปัจจุบันดำเนินงานตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. 2537 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือจัดหาที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง ให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน และปรับปรุงย่านเสื่อมโทรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน

หากใครเข้าไปในเว็บไซต์ของการเคหะแห่งชาติ ก็จะเห็นข้อความที่ว่า “กคช. นอกจากต้องสร้างบ้านแล้ว ยังต้องสร้างคุณภาพชีวิตให้ครบทั้งมิติสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเป็นคำพูดของ “ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ” ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ คนปัจจุบัน

“ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ” จบปริญญาตรีรัฐประศาสนศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปริญญาโทการบริหารนโยบายสาธารณะ (Public Policy) จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา โดยต่อยอดมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ผ่านหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 66 ซึ่งเป็นประสบการณ์สำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเชิงระบบ

ในส่วนเส้นทางการทำงาน เขาเริ่มจาก “องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.)” เติบโตจากผู้อำนวยการสำนัก สู่ผู้จัดการพื้นที่พิเศษเมืองพัทยา รองผู้อำนวยการ และผู้อำนวยการ อพท. ก่อนเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าการ กคช. ในปี 2563 และได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งต่ออีกวาระตามมติ ครม. เมื่อ 6 ส.ค. 2567 สะท้อนความต่อเนื่องในการปฏิรูปองค์กรและความเชื่อมั่นต่อทิศทางงานเคหะของประเทศ

ผลงานเด่นในช่วงที่ผ่านมา ภายใต้การนำของทวีพงษ์ กคช. ยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปีงบประมาณ 2568 การเคหะแห่งชาติได้คะแนน ITA (Integrity and Transparency Assessment) 98.66 จาก 100 คะแนน สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และอยู่ในอันดับต้น ๆ ของรัฐวิสาหกิจทั้งประเทศ ชี้ถึงระบบงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเชื่อถือได้ขององค์กรการเคหะฯ สมัยใหม่

นโยบายเด่นปี 2568 เขาวางทิศทาง “ที่อยู่อาศัยเพื่อทุกคน” เดินหน้าขับเคลื่อนตามนโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากร ของกระทรวง พม. ผ่าน “พันธกิจสำคัญ 9 ด้าน” ที่ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาที่อยู่อาศัยใหม่ การปรับปรุงชุมชนเดิมให้ปลอดภัย อยู่สบาย รองรับผู้สูงอายุ-ผู้พิการ ไปจนถึงการสร้างงาน-สร้างรายได้ในชุมชนเคหะฯ ทั้งยังเร่งโครงการเรือธงเพื่อรับมือโครงสร้างประชากรและความท้าทายด้านความเป็นอยู่ของเมืองในอนาคต 

ผลงานเด่นจากนโยบาย 5x5 ฝ่าวิกฤตประชากร ได้แก่ โครงการบ้านตั้งต้น First Jobber นำอาคารเช่ามาให้กลุ่มคนวัยเริ่มทำงาน หรือ First Jobber เช่าราคาพิเศษ มีการคัดเลือกโครงการเด่นโซน กทม.-ปริมณฑล 8 โครงการ รวม 1,428 หน่วย ค่าเช่าเริ่ม 1,200 บาท/เดือน และยังมีอาคารเช่าพักอาศัยทั่วทุกภูมิภาคอีก 12 โครงการ 

นอกจากนี้ยังมีการฟื้นฟูชุมชนดินแดง (ระยะที่ 2) เดินหน้าอาคาร D1 สูง 35 ชั้น รวม 612 หน่วย (รองรับผู้อาศัยเดิมจากอาคารแฟลต 23-32) และก่อสร้างอาคาร A1 สูง 32 ชั้น รวม 635 หน่วย คาดแล้วเสร็จ ในปี 2569

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีโครงการ Senior Complex พัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ และที่อยู่อาศัยเช่าแนวใหม่ (Smart Home) ปรับปรุงทรัพย์สินอาคารที่เป็น sunk cost พร้อมยกระดับชุมชนให้มีความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม โดยมีการออกแบบเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดโลกร้อน ตามเกณฑ์การออกแบบและประเมินโครงการชุมชนยั่งยืน (NHA Eco-Village Standard) รวมถึงการออกแบบเพื่อรองรับการอยู่อาศัยของคนทั้งมวล ตามแนวทาง Universal Design (UD) เพื่อพัฒนา Sustainable Affordable Housing และเป็นที่อยู่อาศัย Resilient Housing

ที่กล่าวมา เป็นเพียงแค่ผลงานบางส่วนของ “ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ” ที่มุ่งมั่นทำให้บทบาทของการเคหะแห่งชาติเป็นส่วนที่ช่วย “เชื่อมบ้านกับโอกาสชีวิต” ไว้ด้วยกัน ทำให้บ้านเข้าถึงได้ง่าย มีมาตรฐาน พาชุมชนเติบโต ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า…เมื่อบ้านมั่นคง เมืองก็เข้มแข็ง และประเทศก็มีฐานสังคมที่พร้อมก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

‘เปิ้ล นาคร’ ลุยน้ำท่วม!! ขี่เจ็ตสกีพาทีมหมอ-พยาบาลลงพื้นที่ จ.ปทุมฯ ช่วยผู้ป่วยติดเตียงกลางวิกฤต เปิดคอมเมนต์รับแจ้งขอความช่วยเหลือ ชาวเน็ตแห่ชื่นชมจิตอาสาไม่หยุดพัก


(13 พ.ย. 68) จากสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพระนครศรีอยุธยาที่ต้องเร่งระบายน้ำออกจากเขื่อนเจ้าพระยา ผสมกับน้ำทะเลหนุน ทำให้จังหวัดใกล้เคียงอย่างปทุมธานีได้รับผลกระทบหนัก ระดับน้ำเอ่อท่วมบ้านเรือนริมแม่น้ำ หลายครอบครัวต้องยกของขึ้นที่สูง และบางส่วนจำเป็นต้องอพยพออกจากบ้านไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย

ล่าสุด “เปิ้ล นาคร” นักแสดงชื่อดังสายจิตอาสา ยังลุยช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2568 เจ้าตัวขี่เจ็ตสกีพาทีมแพทย์และพยาบาลลงพื้นที่ จ.ปทุมธานี เพื่อช่วยดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่ติดอยู่ในบ้านน้ำท่วม พร้อมโพสต์คลิปลงอินสตาแกรม เล่าถึงสภาพ “แม่เฒ่าติดเตียงบนชั้น 2 นอนอยู่กับน้ำมาหลายคืน” โดยเขียนข้อความว่า ปล่อยน้ำมา 2,800 ลูกบาศก์เมตรยังขนาดนี้ ถ้าฝนมาอีกบวกน้ำทะเลหนุนจะไปกันยังไงต่อ พร้อมทิ้งท้ายว่า “ที่ไหนต้องการความช่วยเหลือ แจ้งมาใต้คอมเมนต์นี้ได้เลย”

ในเฟซบุ๊ก Ple Nakorn ก็มีการแชร์คลิปลงพื้นที่น้ำท่วมปทุมธานีเช่นกัน โดยระบุชัดว่าทีมของตนจะพยายามเข้าไปช่วยผู้ป่วยติดเตียงและผู้ที่เดือดร้อนให้มากที่สุด ท่ามกลางคอมเมนต์ชื่นชมจากชาวเน็ตที่ยกให้เปิ้ลเป็นฮีโร่ของน้ำท่วมรอบนี้ หลายคนฝากพิกัดญาติผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ให้ทีมงานเข้าไปดูแล

นอกจากภารกิจช่วยน้ำท่วมแล้ว เปิ้ล-จูน และทีมคนบันเทิงยังส่ง “Food Support” ให้น้อง ๆ นักฟุตบอล 2 ทีม ทั้งโรงเรียน อบจ.ชัยนาท ทีมแชมป์ และโรงเรียนหมอนทองวิทยา รองแชมป์การแข่งขัน ฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD 2025 เพื่อเป็นขวัญกำลังใจเพิ่มเติม ย้ำภาพลักษณ์ครอบครัวสายจิตอาสาที่ลงมือช่วยสังคมทั้งยามวิกฤตและในวันที่เป็นรอยยิ้มของผู้คนในเวลาเดียวกัน

(สุรินทร์) ผบ.มทบ.25 จัดกำลังพลพร้อมรถเกี่ยวข้าวช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาผู้มีรายได้น้อย ในพื้นที่ อำเภอเมืองสุรินทร์

(13 พ.ย. 68) พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมด้วย คุณสายธาร กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25 นางสาวอณัญญา พรหมบุตร รองหัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตสุรินทร์ เจ้าหน้าที่จาก โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน คณะสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25, จิตอาสาพระราชทาน ออกเยี่ยมเยียน ชุดปฎิบัติการ ร้อยมณฑลทหารบกที่ 25 ที่นำรถเกี่ยวข้าวกองทัพบก ออกเกี่ยวข้าวช่วยเหลือเกษตรกรชาวนา ราย พลฯ สำรวน ศรีแย้ม บ้านเลขที่ 55 หมู่ที่ 5 บ้านสก๊วน ตำบลเฉนียง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เนื่องจากข้าวเปลือกเริ่มสุกเต็มที่ แต่ไม่สามารถลงเกี่ยวได้ เพราะที่ผ่านมามีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำท่วมขังในนา 

โดยได้จัดกำลังพล 6 นาย นายทหาร 1 นาย นายสิบ 2 นาย พลทหาร 3 นาย  พร้อมยุทธโธปกรณ์ รถเกี่ยวข้าว 70G (คูโบต้า) จำนวน 1 คัน รถยนต์บริการปกติขนาดเล็ก 1 คัน รถลากจูงเทเลอร์ 1 คัน และ รถฟาร์มแทรกเตอร์ 1 คัน ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีรายได้น้อย ครอบครัวพลทหาร และ ทหารผ่านศึก เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ได้เล็งเห็นความสำคัญในการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรชาวนา ที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น จึงได้สั่งการให้กำลังพล  นำรถเกี่ยวข้าว พร้อมอุปกรณ์ เข้าช่วยเหลือเกษตรกร ที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน และมีรายได้น้อย  

เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ ปัจจุบัน มณฑลทหารบกที่ 25 ได้เริ่มดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรไปแล้ว 2 ราย จำนวน 25 ไร่ ได้ข้าวเปลือก 4,500 กิโลกรัม สร้างความดีใจและความประทับใจให้กับชาวนา ที่ได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพบก เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 กล่าวว่า ขณะนี้อยากฝากถึงพี่น้องเกษตรกรชาวนา ที่เกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว แต่ไม่มีที่ตากข้าว ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่าเกษตรกรได้ใช้พื้นที่ถนนในการตากข้าวเปลือก ทั้งนี้กองทัพบก 

พร้อมเคียงข้าง และช่วยเหลือประชาชนในทุกโอกาส จึงได้เตรียมพื้นที่ ณ ศูนย์ศิลปาชีพอีสานใต้ ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง (ตรงข้ามศูนย์ราชการจังหวัดสุรินทร์) เพื่อใช้เป็นลานตากข้าว เปลือก โดยได้จัด ทหารจิตอาสา ทำความดีด้วยหัวใจ ในการช่วยเหลือ เกษตรกรชาวนา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และสร้างขวัญกำลังใจ ให้กับพี่น้องคนไทย หากเกษตรกรท่านใดเดือดร้อนและมีรายได้น้อย อยากได้รับการสนับสนุน จาก มณฑลทหารบกที่ 25 สามารถประสานได้ที่ โทร.044-511844 ต่อ 20016 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top