Saturday, 17 October 2026
Hard News Team

วธ. - ซีคอนสแควร์ - มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือฯ สร้างสรรค์ “ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระพันปีหลวง“ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแม่ของแผ่นดิน

วันศุกร์ที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ เวลา ๑๔.๐๐ น. กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย และศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ จัดโครงการ “ดอกไม้แห่งความดีถวายพระพันปีหลวง” ระหว่างวันที่ ๑๔ - ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ณ ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแม่ของแผ่นดินและทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย โดยนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม มอบหมายให้นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี และมี ดร. อาทร จันทวิมล ประธานมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ พร้อมด้วยผู้บริหารศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ และสื่อมวลชนเข้าร่วม

นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า โครงการ “ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระพันปีหลวง” เป็นกิจกรรมที่สะท้อนพลังแห่งความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทยที่พร้อมใจทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระพันปีหลวง เป็นการแสดงออกในการผสานคุณค่าทางจิตใจ ศิลปวัฒนธรรม และจิตอาสาให้เป็นหนึ่งเดียว ที่สำคัญสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานแห่งความดีงามต่อไป

อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมนี้ยังถือเป็นการแสดงออกถึงความรัก ความสามัคคีและความภาคภูมิใจในความเป็นไทยอย่างแท้จริง สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรมในการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความดี และสร้างสังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

“ขอเชิญคนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วมกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศล ประกอบด้วย (๑) ประดิษฐ์ดอกไม้ “ควีนสิริกิติ์” จำลองจากดอกไม้ในพระนามหลวง ได้แก่ กล้วยไม้แคทลียา ควีนสิริกิติ์ กุหลาบควีนสิริกิติ์ ดอนญ่า ควีนสิริกิติ์ และมหาพรหมราชินี โดยใช้วัสดุจากธรรมชาติและงานหัตถศิลป์ เช่น เปลือกข้าวโพด ไม้จันทน์หอมใบเตย กระดาษสา ผ้าไหม ทองแดง และทองคำ (๒) บำเพ็ญความดี อาทิ บริจาคอวัยวะ (หัวใจ ไต ดวงตา) ปลูกต้นไม้แห่งความดี สนับสนุนสินค้าศิลปาชีพ ให้บริการประชาชน หรือช่วยเหลือผู้ประสบภัย และ (๓) ร่วมอบรมการประดิษฐ์ดอกไม้ “ควีนสิริกิติ์” ระหว่างวันที่ ๑๔ - ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ เวลา ๑๐.๐๐ - ๒๐.๐๐ น. ณ ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์” นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา กล่าว

- - - English Version - - -
Ministry of Culture - Seacon Square - Thai Scouts Promotion Foundation create “Flowers of Virtue in Tribute to Her Majesty Queen Sirikit the Queen Mother”, honoring the boundless benevolence of the Mother of the Land.

Friday, 14th November 2025, at 2:00 p.m.(Thailand Standard Time, GMT+7), Ministry of Culture, in collaboration with Thai Scouts Promotion Foundation and Seacon Square shopping mall, organized the project “Flowers of Virtue in Tribute to Her Majesty Queen Sirikit the Queen Mother”. The event takes place from 14 - 23 November 2025 at Seacon Square Srinakarin (Bangkok) to commemorate the boundless benevolence of Her Majesty Queen Sirikit the Queen Mother who is revered as the Mother of the Land for her lifelong dedication to the well-being and happiness of the Thai people. By assignment from Mr. Prasop Riang-ngern, Permanent Secretary for Culture, the Ministry of Culture, Mrs. Yuthika Isarangkura, Director-General of the Department of Cultural Promotion, presided over the opening ceremony. Dr. Artorn Chandavimol, Chairman of the Thai Scouts Promotion Foundation, delivered a report outlining the project’s objectives. The ceremony was also attended by executives from Seacon Square and members of the media.

Mrs. Yuthika Isarangkura, Director-General of the Department of Cultural Promotion, stated that the “Flowers of Virtue in Tribute to Her Majesty Queen Sirikit the Queen Mother” project reflects the profound loyalty and devotion of the Thai people, who unite in performing good deeds as a tribute to Her Majesty Queen Sirikit the Queen Mother. The initiative embodies the harmonious integration of spiritual values, art and culture, and volunteer spirit into one. Most importantly, it serves as an inspiration for all Thais to carry on Her Majesty’s gracious legacy of virtue and goodness for generations to come.

The Director-General of the Department of Cultural Promotion added that this event also serves as a true expression of love, unity, and pride in Thai identity. It aligns with the Ministry of Culture’s policies to promote a culture of virtue and foster a sustainable moral society. 

“I would like to invite Thai people both in Thailand and abroad to participate in activities dedicated as a royal merit to Her Majesty Queen Sirikit the Queen Mother, which include: (1) Creating “Queen Sirikit” flowers - replicas of flowers named in Her Majesty’s honor, namely Cattleya “Queen Sirikit”, Queen Sirikit rose, Dona “Queen Sirikit”, and Mahaprom Rachini (Mitrephora sirikitiae Weerasooriya) - crafted from natural and artisanal materials including corn husks, sandalwood, pandan leaves, mulberry paper, silk, copper, and gold. (2) Performing good deeds, such as organ donation (heart, kidneys, eyes), planting “Trees of Virtue”, supporting arts and crafts products under the Royal Initiative, providing public services, or assisting disaster victims. (3) Joining flower-making workshops for the “Queen Sirikit” flowers, held from 14 - 23 November 2025, from 10:00 a.m. to 8:00 p.m. (Thailand Standard Time, GMT+7) at Seacon Square Srinakarin (Bangkok). “These activities are open to everyone wishing to express gratitude and loyalty through good deeds and creativity”, Mrs. Yuthika said.

ทัพเรือภาคที่ 1 แสดงกำลังพร้อมรักษาอธิปไตยของชาติแนวเขตทะเลไทย-กัมพูชา

เมื่อวานนี้ (14 พ.ย. 68) พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 นำกำลังทางเรือ ประกอบด้วย เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ เรือหลวงเทพา และเฮลิคอปเตอร์ ลาดตระเวน ตรวจการณ์ รักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตามแนวเส้นเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ไทย-กัมพูชา มิให้กำลังทางเรือต่างชาติ รุกล้ำอาณาเขตทางทะเลของประเทศไทย 

ทั้งนี้ กำลังทางเรือของทัพเรือภาคที่ 1 มีความพร้อมใช้กำลังตลอดเวลา ในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล จากภัยคุกคามทุกรูปแบบ

CPE กลุ่มทุนจีนปิดดีลหุ้น 83% เบอร์เกอร์คิงจีน อัดฉีด 350 ล้านดอลลาร์ ขยายสาขา 4,000 แห่ง สะท้อนยุทธศาสตร์ใหม่การต่อยอดธุรกิจ ทุนจีนร่วมแบรนด์ต่างชาติบุกตลาดในประเทศ

เมื่อวันที่ (14 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก Jeenthai Business Inside  ได้รายงานว่า ‘เบอร์เกอร์คิงจีน’ ก็ขายแล้ว บ.ที่เคยลงทุนใน Mixue เข้าถือหุ้น 83%

สื่อจีนรายงานว่าหลังจากที่สตาร์บัคส์ (Starbucks) เพิ่งขายหุ้นใหญ่ในธุรกิจจีนไป ล่าสุดธุรกิจของเบอร์เกอร์คิง (BurgerKing) ในจีน ก็ถูกซื้อโดยกลุ่มทุนจีนเช่นกัน

เมื่อวันที่ 10 พ.ย. CPE源峰 (CPE) (บริษัทไพรเวทอิควิตี้ของจีน) ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับแบรนด์ร้านอาหารสัญชาติอเมริกันอย่าง เบอร์เกอร์คิง โดยทั้งสองฝ่ายจะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในชื่อ "เบอร์เกอร์คิง ประเทศจีน"

ก่อนหน้านี้ Restaurant Brands International (RBI) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ถือหุ้นในเบอร์เกอร์คิง ประเทศจีน เกือบ 100%

ในการทำธุรกรรมครั้งนี้ CPE จะอัดฉีดเงินทุนเริ่มต้น 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับเบอร์เกอร์คิง ประเทศจีน เพื่อสนับสนุนการขยายสาขา การตลาด การพัฒนานวัตกรรมเมนู และเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินงาน

ภายใต้ข้อตกลงนี้ เบอร์เกอร์คิง ประเทศจีน จะได้รับสิทธิ์ในการพัฒนาแบรนด์เบอร์เกอร์คิงในประเทศจีนแต่เพียงผู้เดียวเป็นเวลา 20 ปี

หลังจากการซื้อขายเสร็จสิ้น CPE จะถือหุ้นในเบอร์เกอร์คิง ประเทศจีน ประมาณ 83% ในขณะที่ RBI (บริษัทแม่) จะคงเหลือหุ้นไว้ประมาณ 17%

CPE เป็นบริษัทลงทุนสัญชาติจีนที่มุ่งเน้นในกลุ่มธุรกิจบริการและอุปโภคบริโภค โดยได้ลงทุนในกลุ่มนี้ไปแล้วราว 1 หมื่นล้านหยวน บริษัทที่ CPE เคยลงทุนด้วยมีทั้ง มี่เสวี่ย ปิงเฉิง (Mixue Bingcheng), Aier Eye Hospital (爱尔眼科), Laopu Gold (老铺黄金), Pop Mart (泡泡玛特) และอื่นๆ อีกหลายแห่ง

ตามแผนงานที่วางไว้ ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าที่จะขยายสาขาเบอร์เกอร์คิงในจีน จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 1,250 แห่ง เพิ่มเป็นมากกว่า 4,000 แห่ง ภายในปี 2035

ดีลนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสแรกของปี 2026 ขึ้นอยู่กับการอนุมัติตามกฎระเบียบ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่ สตาร์บัคส์เพิ่งประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Boyu Capital (博裕投资) เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในการดำเนินธุรกิจค้าปลีกในจีน โดย Boyu ถือหุ้น 60% และสตาร์บัคส์ถือ 40%

ในอนาคต รูปแบบการที่ต่างชาติและจีนร่วมทุนกัน เพื่อช่วยให้แบรนด์ต่างประเทศขยายตลาดในจีน อาจกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้นต่อไป

TREASURE วงบอยแบนด์แดนกิมจิ จากค่ายดัง YG Entertainment เตรียมจัดคอนเสิร์ตใหญ่ที่สนามศุภชลาศัย คาดสร้างเม็ดเงินสะพัดเกือบ 200 ล้าน

(15 พ.ย. 68) บอยแบนด์จากค่าย YG Entertainment อย่าง TREASURE เตรียมจัดคอนเสิร์ตใหญ่ที่สนามกีฬาแห่งชาติ (ศุภชลาศัย) ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.00 น. งานนี้ไม่เพียงเป็นวันรวมพลของแฟนคลับ Treasure Maker แต่ยังสะท้อนพลัง Soft Power และเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมบันเทิงเคป็อปในไทยอย่างชัดเจน

ศุภชลาศัยถูกเลือกให้เป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตรายใหญ่หลายครั้ง ด้วยโครงสร้างและระบบคมนาคมที่รองรับผู้ชมหลักหมื่นคนได้ ในทัวร์ "2025–26 TREASURE TOUR PULSE ON IN BANGKOK" กรุงเทพฯ ถูกปักหมุดเป็นหนึ่งในโชว์ใหญ่ของเอเชีย เพราะฐานแฟนคลับที่ใหญ่พอและระบบจัดอีเวนต์ที่ผ่านมาตรฐาน

ราคาบัตรของคอนเสิร์ตถูกตั้งไว้ในช่วง 2,800-7,800 บาท โดยเฉลี่ยประมาณ 5,000 กว่าบาท จำนวนความจุราว 35,000 ที่นั่ง ทำให้คาดว่าจะมีรายได้จากการขายบัตรในกรณีฟูลเฮาส์มากถึง 180 ล้านบาท นอกจากนี้ แฟนเพลงยังใช้จ่ายในโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ และขนส่งโดยรอบสนาม สร้างเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจหลายร้อยล้านบาท

แม้ว่าคอนเสิร์ตจะจบภายในไม่กี่ชั่วโมง แต่การจัดงานครั้งนี้สะท้อนว่าการบริหารและการต่อยอดอย่างมีประสิทธิภาพจะนำพาประสบการณ์และภาพลักษณ์ของไทยในฐานะ "ฮับเคป็อปของเอเชีย" ให้อยู่กับประเทศไปอีกนาน "คอนเสิร์ตหนึ่งคืนของ TREASURE อาจจบลงในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่ถ้าเราบริหารจัดการและต่อยอดได้ดี เม็ดเงิน ประสบการณ์ และภาพลักษณ์ของไทยในฐานะ ‘ฮับเคป็อปของเอเชีย’ จะอยู่กับเราไปอีกนานกว่านั้นมาก"

“AI Energy Smart Hospital “แห่งแรกประเทศไทย โรงพยาบาลมหาราช (เชียงใหม่) ห่วงใย : อนุรักษ์พลังงาน 

ด้วย “ AI Transformer Low Carbon “ นวัตกรรม 5 AI “AI Saving +AI Maintenance+AI Sustainable Energy +AI Solar Energy +AI Energy Smart Building “ โรงพยาบาล มหาราช เชียงใหม่ ล้ำนำ : นำ นวัตกรรม AI อนุรักษ์ พลังงาน และ ความเสถียรภาพ ลดค่าใช้จ่ายทางไฟฟ้า พร้อมสร้างความเสถียรภาพ ทางไฟฟ้า กับ อุปกรณ์ ทางการแพทย์ และ จัดเก็บคุณภาพยาราคาสูงทางการแพทย์ พร้อมเข้าสู่ ” Zero Energy Building “ตาม นโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปี 2032

✨อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาโครงการ “แพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานผ่านหม้อแปลงไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและอนุรักษ์พลังงานสำหรับโรงพยาบาล” ภายใต้แผนงานของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมีผู้แทนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน เข้าร่วมแสดงเจตจำนงความร่วมมืออย่างพร้อมเพรียง

ในการนี้ รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานฯ ได้เข้าร่วมการประชุมหารือดังกล่าว พร้อมกล่าวถึงบทบาทของ STeP ในการบริหารจัดการและประสานความร่วมมือกับแหล่งทุน เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและต่อยอดสู่การใช้งานจริง โดยความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากการบูรณาการองค์ความรู้ระหว่าง STeP ร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ERDI) ซึ่งมี รศ.ดร. ยศธนา คุณาทร ทำหน้าที่หัวหน้าโครงการ ร่วมด้วย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย ผศ.ดร.นพ.ธวัชชัย มั่นอ่ำ รองคณบดีด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม คุณประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ได้แก่ บริษัท เจริญชัยเอ็มแอนด์อี จำกัด และ บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด เพื่อร่วมกันพัฒนาและติดตั้งระบบหม้อแปลงไฟฟ้าอัจฉริยะต้นแบบ ณ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ซึ่งจะเป็น โรงพยาบาลแห่งแรกของประเทศไทย ที่บริหารจัดการพลังงานด้วยระบบอัจฉริยะครบวงจร นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนเทคโนโลยีด้านพลังงานเพื่อสังคม และเป็นต้นแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย และเอกชน สู่การพัฒนา “Smart Hospital” ที่ยั่งยืนในอนาคต

แบตฯ EV จีนโตแรง บริษัทยักษ์แดนมังกร ติดท็อป 10 โลกถึง 6 ราย ยอดขายพุ่ง 48.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ดันส่งออกแล่นฉิว ครองส่วนแบ่งแบบทิ้งห่าง สะท้อนความต้องการแบตเตอรี่ EV ในตลาดโลก

(15 พ.ย. 68) อุตสาหกรรมแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้าของจีนยังโตแรงต่อเนื่อง ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ยอดขายพุ่งขึ้นถึง 48.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตามข้อมูลที่นำเสนอในงานประชุม World Power Battery Conference 2025 ที่เปิดฉากในเมืองหยีปิน มณฑลเสฉวน โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของรถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) 

ด้านการส่งออก จีนส่งแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้าชนิด 129 กิโลวัตต์ เพิ่มขึ้น 32.7% เมื่อเทียบรายปี ตอกย้ำบทบาทฐานการผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของโลก ขณะเดียวกัน รายงานจากศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมอุปกรณ์ ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมและไอทีของจีน ระบุว่า ในปี 2024 บริษัทจีนถึง 6 แห่งติดอันดับท็อป 10 ผู้ผลิตแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้าระดับโลก และรวมกันถือส่วนแบ่งการติดตั้งสูงถึง 67.1% เพิ่มขึ้นเกือบ 4 จุดเปอร์เซ็นต์จากปีก่อน

รายงานยังชี้ว่า ปริมาณการติดตั้งแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้าทั่วโลกในปีที่แล้วอยู่ที่ 894.4 กิโลวัตต์ เพิ่มขึ้น 27.2% จากปีก่อนหน้า สอดคล้องกับยอดขายและสัดส่วนการใช้รถยนต์พลังงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ สะท้อนว่าความต้องการแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้ายังมีช่องว่างให้เติบโตอีกมากในตลาดโลก

สำหรับการประชุม World Power Battery Conference 2025 ครั้งนี้ มีตัวแทนอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญ และบริษัทชั้นนำทั้งจีนและต่างประเทศเข้าร่วมมากกว่า 100 ราย อาทิ CATL, BYD และ Dassault Systèmes โดยเมืองหยีปิน เจ้าภาพจัดงาน ถือเป็นฐานการผลิตแบตเตอรี่สำคัญที่คิดเป็นราว 16% ของกำลังการผลิตแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้าทั้งประเทศ ในช่วงสามปีที่ผ่านมา เวทีนี้ได้เห็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่กว่า 600 รายการ และมีการลงนามโครงการลงทุนขนาดใหญ่ถึง 249 โครงการ รวมมูลค่าเกือบ 3 แสนล้านหยวน หรือราว 42.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

‘อ.อักษรศรี’ ยกย่อง! การเสด็จฯ เยือนจีนของในหลวงและราชินี เปิดโอกาสความร่วมมือด้าน ศก . - เทคโนโลยี ชี้ เป็นจังหวะเหมาะสม–เดินเกมทูตเชิงรุก ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลก

‘ดร.อักษรศรี’ ชี้ การเสด็จฯ เยือนจีนของในหลวงและราชินี เปิดมิติใหม่ความร่วมมือไทย-จีน เกินกว่า "ส่งทุเรียน" ย้ำ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็น "ทุนเชิงสัญลักษณ์" ยกระดับภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลก

(15 พ.ย. 68) - รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ถึงนัยสำคัญและทิศทางความสัมพันธ์ไทย-จีน ภายหลังการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ตามคำทูลเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

รศ.ดร.อักษรศรี ระบุว่า การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งมิติทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เช่น การเสด็จไปทรงสักการะพระเขี้ยวแก้ว และทอดพระเนตรพระราชวังกู้กง (พระราชวังต้องห้าม)

แต่สิ่งที่น่าสนใจและมีนัยสำคัญสูง คือ การทรงเยี่ยมชมสถานที่ที่สะท้อนถึง ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีของจีน ได้แก่:
- ศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์
- ศูนย์ควบคุมการบินอวกาศ และเทคโนโลยีด้านนักบินอวกาศ
- ศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีด้านการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

"สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญมาก และสะท้อนถึงก้าวต่อไปของความสัมพันธ์ไทย-จีน หากรัฐบาลไทยสานต่อ จะพบว่าเรามีโอกาสร่วมมือกับจีน มากกว่าแค่ส่งทุเรียนไปขายจีน หรือการค้าขายสินค้าเกษตร" รศ.ดร.อักษรศรี กล่าว

รศ.ดร.อักษรศรี เน้นว่า การทรงเยี่ยมชมสถานที่เหล่านี้เปิดโอกาสให้ไทยและจีนร่วมมือกันใน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์, เทคโนโลยีอวกาศ และการพัฒนาด้านการศึกษา

"การเสด็จฯ ครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญมาก และก้าวต่อไปอยู่ที่รัฐบาลไทยและหน่วยงานต่างๆ ของไทย ว่าจะสานต่อในสิ่งเหล่านั้นอย่างไร" 

ทั้งนี้ รศ.ดร.อักษรศรี มองว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย เนื่องจากจีนมีความล้ำหน้าในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสูง จึงเป็นโอกาสอันดีที่ไทยควรผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมต่อไป

นอกจากนี้ ในมิติทางการทูต รศ.ดร.อักษรศรี ชี้ว่า ผู้นำจีนให้ความเคารพและยกย่องสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยมาโดยตลอด ยกตัวอย่างการที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มอบ "เหรียญมิตราภรณ์" ให้กับมิตรประเทศที่สำคัญยิ่งเพียง 6 รายในโอกาสครบรอบ 70 ปีการสร้างชาติจีน โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นหนึ่งในหกรายดังกล่าว

สำหรับจีนซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ให้ความสำคัญกับมิติประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสูงมาก สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย ดังนั้น ในเชิงสัญลักษณ์ทางการทูต สถาบันพระมหากษัตริย์นับเป็น "อำนาจอีกรูปแบบหนึ่ง" ที่อาจมองไม่เห็น แต่ส่งผลต่อสถานะของประเทศไทยอย่างยิ่ง

"ถือเป็นทุนเชิงสัญลักษณ์ ที่ทำให้ประเทศไทยมีแต้มต่อ หรือสร้างความได้เปรียบ ซึ่งเป็นมากกว่า Soft Power เป็นทุนทางสัญลักษณ์ที่มีคุณค่าทางจิตใจ" 

ขณะเดียวกัน รศ.ดร.อักษรศรี ประเมินว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นในโอกาสพิเศษครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน แล้ว ยังเป็น "Right Timing" หรือจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพราะความเป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยในการเสด็จเยือนจีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจโลกในขณะนี้ และมีสื่อต่างชาติทั่วโลกนำเสนอภาพและข้อมูล ช่วยดึงให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยโดดเด่นขึ้นในเชิงภูมิรัฐศาสตร์

รศ.ดร.อักษรศรี กล่าวว่า นอกจากประชาชนชาวจีนที่ชื่นชม คนทั่วโลกที่ได้รับรู้ผ่านภาพข่าวจะเห็นถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของไทย และสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะ "ทุนเชิงสัญลักษณ์" ดังนั้น การเสด็จเยือนจีนครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนการเดินเกมทางการทูตเชิงรุกที่มีคุณค่ายิ่ง

รัสเซียเร่งผลิตน้ำมัน!! ต.ค. เพิ่มกำลังผลิตอีก 48,000 บาร์เรลต่อวัน สวนทาง OPEC+ ที่ลดกำลังผลิต โลกจับตา “ดีมานด์–ซัพพลาย” เปิดโอกาสให้ราคาผันผวนต่อเนื่อง

(15 พ.ย. 68) รายงานฉบับล่าสุดของโอเปก (OPEC) ระบุว่า รัสเซียเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบในเดือนตุลาคม 2568 ขึ้นอีกราว 48,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน ทำให้ตัวเลขการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 9.382 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิม 9.334 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้จะยังอยู่ภายใต้กรอบข้อตกลงร่วมกับกลุ่ม OPEC+ ก็ตาม

ในภาพรวม กลุ่ม OPEC+ กลับมีกำลังการผลิตรวมในเดือนตุลาคมลดลงราว 73,000 บาร์เรลต่อวัน เหลือเฉลี่ย 43.02 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ในกลุ่มประเทศที่ร่วมลดกำลังผลิตโดยสมัครใจ เช่น รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย และพันธมิตร ผลิตรวมกันเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 27,000 บาร์เรลต่อวัน และสูงกว่าโควตารวมที่กำหนดไว้ราว 24,000 บาร์เรลต่อวัน สะท้อนความพยายามในการพยุงราคา กับการรักษาส่วนแบ่งตลาดของแต่ละประเทศ

ด้านดีมานด์ โอเปกยังคงมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวัง โดยประเมินว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นราว 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันแตะระดับเฉลี่ย 105.14 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากประมาณ 103.84 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2024 และคาดว่าปี 2026 จะยังเติบโตต่ออีกประมาณ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะเดียวกันยังปรับเพิ่มคาดการณ์การผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ ในปี 2025 เป็นเฉลี่ยราว 13.37 ล้านบาร์เรลต่อวัน ก่อนจะคาดว่าปี 2026 จะลดลงเล็กน้อย

โอเปกระบุด้วยว่า สต็อกน้ำมันเชิงพาณิชย์ของกลุ่มประเทศ OECD ในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 6 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ราว 2.845 พันล้านบาร์เรล แม้จะสูงกว่าปีก่อนหน้า แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีล่าสุดอยู่ระดับหนึ่ง ขณะที่การผลิตจากประเทศนอกกรอบข้อตกลง OPEC+ ถูกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 0.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2025 ไปแตะเฉลี่ย 54.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้ตลาดน้ำมันโลกยังต้องจับตาความสมดุล “ดีมานด์–ซัพพลาย” อย่างใกล้ชิด และเปิดโอกาสให้ราคายังผันผวนในระยะถัดไป

รพ.อาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ จัดกิจกรรม "วันเบาหวานโลก 2025"

เนื่องในวันเบาหวานโลก 14 พฤศจิกายน ของทุกปี โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ ได้จัดกิจกรรมวันเบาหวานโลก 2025 โดยมีกิจกรรม ได้แก่ การตรวจคัดกรองเบาหวานให้กับประชาชนทั่วไป อายุ 35-59 ปี ทุกสิทธิการรักษา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย 

กิจกรรม ขยับกายซักนิด พิชิตเบาหวาน กิจกรรมส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลด ละ เลิกสูบบุหรี่ โดยคลินิกฟ้าใสเพื่อเลิกสูบบุหรี กิจกรรมสร้างการรับรู้สุขภาพให้กับผู้รับบริการ 

โดยเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และลดภาวะแทรกซ้อน โดยได้จัดกิจกรรม ณ บริเวณส่วนตรวจโรคผู้ป่วยนอก รพ.อาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 

‘ธนกร’ ยืนยัน!! ไม่เคยสั่งถอนอายัดฝุ่นแดง มอบปลัดกระทรวงอุตฯเร่งสอบสวน หลังพบข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน ชี้ ยังอยู่ภายใต้คำสั่งหยุดประกอบกิจการ

“ธนกร” ยัน ไม่เคยสั่งถอนอายัดฝุ่นแดง มอบปลัดกระทรวงเร่งสอบสวน หลังพบข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน เผย กรอ. - กองกฎหมาย (กม. สปอ.) ทำหนังสือถึงผู้ว่าฯ - อุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ขอให้ทบทวนมติถอนอายัดแล้ว แจงยังนำออกนอกโรงงานไม่ได้ เพราะยังอยู่ภายใต้คำสั่งหยุดประกอบกิจการ 

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตนไม่ได้สั่งการหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการถอนอายัดฝุ่นแดงแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ทราบเรื่อง ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที พร้อมทั้งกำชับให้ดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีนี้มีจุดเริ่มต้นจากอัคคีภัยภายในโรงงานเหล็กของบริษัทซินเคอหยวน เมื่อปลายปี 2567 ซึ่งนำไปสู่การตรวจพบว่ามีการจัดเก็บฝุ่นโลหะไม่ปลอดภัย และระบบควบคุมมลพิษไม่เป็นไปตามมาตรฐาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) จึงใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.โรงงาน สั่งหยุดกิจการและอายัดเหล็กและฝุ่นจากระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ (ฝุ่นแดง) ทั้งหมดในพื้นที่โรงงาน จากนั้น ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – กรกฎาคม 2568 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง และ กรอ. ตรวจสอบอย่างต่อเนื่องโดยพบว่า ฝุ่นและของเสียสะสมยังมีจำนวนมาก รวม 77,723.47 ตัน และระบบบำบัดมลพิษก็ยังไม่ผ่านเกณฑ์ จึงจำเป็นต้องคงคำสั่งหยุดกิจการต่อไป อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 บริษัทได้ยื่นขอถอนอายัด โดยอ้างว่าฝุ่นทั้งหมดมาจากกระบวนการผลิตภายในโรงงาน อุตสาหกรรมจังหวัดระยองจึงตรวจสอบข้อเท็จจริง และมีคำสั่งถอนอายัดในเบื้องต้น

นายธนกร กล่าวอีกว่า เบื้องต้นทางปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วย โดยพบว่า ล่าสุด กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ขอให้ทบทวนมติถอนอายัดฝุ่นแดง เพราะคดียังอยู่ระหว่างการสืบสวนของ DSI จึงยังไม่สามารถสรุปสถานะของกลางได้ และกรมยังไม่ได้เห็นชอบการปลดอายัดด้วย เช่นเดียวกับกองกฎหมาย สปอ. มีหนังสือไปถึงอุตสาหกรรมจังหวัดระยองขอให้ทบทวนมติ เนื่องจากข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน ต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนว่า พยานหลักฐานครบถ้วน และไม่จำเป็นต้องใช้ของกลางในกระบวนการอื่นต่อไป

"ยืนยันว่า หากผลสอบพบว่าการดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีผู้เกี่ยวข้องในทางมิชอบ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้อุตสาหกรรมจังหวัดระยองจะมีคำสั่งถอนอายัดฝุ่นแดง แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถนำออกนอกโรงงานได้ เนื่องจากโรงงานยังอยู่ภายใต้คำสั่งหยุดประกอบกิจการ ตามกฎหมายโรงงานอุตสาหกรรม การเคลื่อนย้ายจะทำได้ก็ต่อเมื่อคำสั่งหยุดกิจการถูกยกเลิก หรือได้รับอนุญาตให้กลับมาดำเนินกิจการตามปกติจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของโรงงาน รวมถึงระบบกำกับดูแลของกลางให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคม" นายธนกร กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับความคืบหน้ากรณีการถอนอายัดเหล็กเส้นนั้น นายธนกร กล่าวว่า ตนได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อมูลเกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อรายงานความเห็นมาให้ตนภายใน 30 วัน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้จัดตั้งชุดปฏิบัติการเต็มเหนี่ยวลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เน้นการตรวจกำกับที่เข้มข้นเพื่อจัดระเบียบอุตสาหกรรมให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกที่ควร ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามโรงงานเถื่อนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อผู้กระทำผิด ไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่า ได้สั่งการให้บังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการที่กระทำผิดอย่างเข้มงวด และจะจัดระเบียบอุตสาหกรรมตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่วันเข้ารับตำแหน่ง นโยบายเชิงรุกภายใต้กรอบ ฝ่า ฟัน ดึง ดัน จะปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top