Sunday, 19 July 2026
Hard News Team

แบตฯ EV จีนโตแรง บริษัทยักษ์แดนมังกร ติดท็อป 10 โลกถึง 6 ราย ยอดขายพุ่ง 48.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ดันส่งออกแล่นฉิว ครองส่วนแบ่งแบบทิ้งห่าง สะท้อนความต้องการแบตเตอรี่ EV ในตลาดโลก

(15 พ.ย. 68) อุตสาหกรรมแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้าของจีนยังโตแรงต่อเนื่อง ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ยอดขายพุ่งขึ้นถึง 48.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตามข้อมูลที่นำเสนอในงานประชุม World Power Battery Conference 2025 ที่เปิดฉากในเมืองหยีปิน มณฑลเสฉวน โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของรถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) 

ด้านการส่งออก จีนส่งแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้าชนิด 129 กิโลวัตต์ เพิ่มขึ้น 32.7% เมื่อเทียบรายปี ตอกย้ำบทบาทฐานการผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของโลก ขณะเดียวกัน รายงานจากศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมอุปกรณ์ ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมและไอทีของจีน ระบุว่า ในปี 2024 บริษัทจีนถึง 6 แห่งติดอันดับท็อป 10 ผู้ผลิตแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้าระดับโลก และรวมกันถือส่วนแบ่งการติดตั้งสูงถึง 67.1% เพิ่มขึ้นเกือบ 4 จุดเปอร์เซ็นต์จากปีก่อน

รายงานยังชี้ว่า ปริมาณการติดตั้งแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้าทั่วโลกในปีที่แล้วอยู่ที่ 894.4 กิโลวัตต์ เพิ่มขึ้น 27.2% จากปีก่อนหน้า สอดคล้องกับยอดขายและสัดส่วนการใช้รถยนต์พลังงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ สะท้อนว่าความต้องการแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้ายังมีช่องว่างให้เติบโตอีกมากในตลาดโลก

สำหรับการประชุม World Power Battery Conference 2025 ครั้งนี้ มีตัวแทนอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญ และบริษัทชั้นนำทั้งจีนและต่างประเทศเข้าร่วมมากกว่า 100 ราย อาทิ CATL, BYD และ Dassault Systèmes โดยเมืองหยีปิน เจ้าภาพจัดงาน ถือเป็นฐานการผลิตแบตเตอรี่สำคัญที่คิดเป็นราว 16% ของกำลังการผลิตแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้าทั้งประเทศ ในช่วงสามปีที่ผ่านมา เวทีนี้ได้เห็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่กว่า 600 รายการ และมีการลงนามโครงการลงทุนขนาดใหญ่ถึง 249 โครงการ รวมมูลค่าเกือบ 3 แสนล้านหยวน หรือราว 42.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

‘อ.อักษรศรี’ ยกย่อง! การเสด็จฯ เยือนจีนของในหลวงและราชินี เปิดโอกาสความร่วมมือด้าน ศก . - เทคโนโลยี ชี้ เป็นจังหวะเหมาะสม–เดินเกมทูตเชิงรุก ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลก

‘ดร.อักษรศรี’ ชี้ การเสด็จฯ เยือนจีนของในหลวงและราชินี เปิดมิติใหม่ความร่วมมือไทย-จีน เกินกว่า "ส่งทุเรียน" ย้ำ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็น "ทุนเชิงสัญลักษณ์" ยกระดับภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลก

(15 พ.ย. 68) - รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ถึงนัยสำคัญและทิศทางความสัมพันธ์ไทย-จีน ภายหลังการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ตามคำทูลเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

รศ.ดร.อักษรศรี ระบุว่า การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งมิติทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เช่น การเสด็จไปทรงสักการะพระเขี้ยวแก้ว และทอดพระเนตรพระราชวังกู้กง (พระราชวังต้องห้าม)

แต่สิ่งที่น่าสนใจและมีนัยสำคัญสูง คือ การทรงเยี่ยมชมสถานที่ที่สะท้อนถึง ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีของจีน ได้แก่:
- ศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์
- ศูนย์ควบคุมการบินอวกาศ และเทคโนโลยีด้านนักบินอวกาศ
- ศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีด้านการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

"สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญมาก และสะท้อนถึงก้าวต่อไปของความสัมพันธ์ไทย-จีน หากรัฐบาลไทยสานต่อ จะพบว่าเรามีโอกาสร่วมมือกับจีน มากกว่าแค่ส่งทุเรียนไปขายจีน หรือการค้าขายสินค้าเกษตร" รศ.ดร.อักษรศรี กล่าว

รศ.ดร.อักษรศรี เน้นว่า การทรงเยี่ยมชมสถานที่เหล่านี้เปิดโอกาสให้ไทยและจีนร่วมมือกันใน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์, เทคโนโลยีอวกาศ และการพัฒนาด้านการศึกษา

"การเสด็จฯ ครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญมาก และก้าวต่อไปอยู่ที่รัฐบาลไทยและหน่วยงานต่างๆ ของไทย ว่าจะสานต่อในสิ่งเหล่านั้นอย่างไร" 

ทั้งนี้ รศ.ดร.อักษรศรี มองว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย เนื่องจากจีนมีความล้ำหน้าในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสูง จึงเป็นโอกาสอันดีที่ไทยควรผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมต่อไป

นอกจากนี้ ในมิติทางการทูต รศ.ดร.อักษรศรี ชี้ว่า ผู้นำจีนให้ความเคารพและยกย่องสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยมาโดยตลอด ยกตัวอย่างการที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มอบ "เหรียญมิตราภรณ์" ให้กับมิตรประเทศที่สำคัญยิ่งเพียง 6 รายในโอกาสครบรอบ 70 ปีการสร้างชาติจีน โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นหนึ่งในหกรายดังกล่าว

สำหรับจีนซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ให้ความสำคัญกับมิติประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสูงมาก สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย ดังนั้น ในเชิงสัญลักษณ์ทางการทูต สถาบันพระมหากษัตริย์นับเป็น "อำนาจอีกรูปแบบหนึ่ง" ที่อาจมองไม่เห็น แต่ส่งผลต่อสถานะของประเทศไทยอย่างยิ่ง

"ถือเป็นทุนเชิงสัญลักษณ์ ที่ทำให้ประเทศไทยมีแต้มต่อ หรือสร้างความได้เปรียบ ซึ่งเป็นมากกว่า Soft Power เป็นทุนทางสัญลักษณ์ที่มีคุณค่าทางจิตใจ" 

ขณะเดียวกัน รศ.ดร.อักษรศรี ประเมินว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นในโอกาสพิเศษครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน แล้ว ยังเป็น "Right Timing" หรือจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพราะความเป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยในการเสด็จเยือนจีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจโลกในขณะนี้ และมีสื่อต่างชาติทั่วโลกนำเสนอภาพและข้อมูล ช่วยดึงให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยโดดเด่นขึ้นในเชิงภูมิรัฐศาสตร์

รศ.ดร.อักษรศรี กล่าวว่า นอกจากประชาชนชาวจีนที่ชื่นชม คนทั่วโลกที่ได้รับรู้ผ่านภาพข่าวจะเห็นถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของไทย และสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะ "ทุนเชิงสัญลักษณ์" ดังนั้น การเสด็จเยือนจีนครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนการเดินเกมทางการทูตเชิงรุกที่มีคุณค่ายิ่ง

รัสเซียเร่งผลิตน้ำมัน!! ต.ค. เพิ่มกำลังผลิตอีก 48,000 บาร์เรลต่อวัน สวนทาง OPEC+ ที่ลดกำลังผลิต โลกจับตา “ดีมานด์–ซัพพลาย” เปิดโอกาสให้ราคาผันผวนต่อเนื่อง

(15 พ.ย. 68) รายงานฉบับล่าสุดของโอเปก (OPEC) ระบุว่า รัสเซียเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบในเดือนตุลาคม 2568 ขึ้นอีกราว 48,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน ทำให้ตัวเลขการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 9.382 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิม 9.334 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้จะยังอยู่ภายใต้กรอบข้อตกลงร่วมกับกลุ่ม OPEC+ ก็ตาม

ในภาพรวม กลุ่ม OPEC+ กลับมีกำลังการผลิตรวมในเดือนตุลาคมลดลงราว 73,000 บาร์เรลต่อวัน เหลือเฉลี่ย 43.02 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ในกลุ่มประเทศที่ร่วมลดกำลังผลิตโดยสมัครใจ เช่น รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย และพันธมิตร ผลิตรวมกันเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 27,000 บาร์เรลต่อวัน และสูงกว่าโควตารวมที่กำหนดไว้ราว 24,000 บาร์เรลต่อวัน สะท้อนความพยายามในการพยุงราคา กับการรักษาส่วนแบ่งตลาดของแต่ละประเทศ

ด้านดีมานด์ โอเปกยังคงมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวัง โดยประเมินว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นราว 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันแตะระดับเฉลี่ย 105.14 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากประมาณ 103.84 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2024 และคาดว่าปี 2026 จะยังเติบโตต่ออีกประมาณ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะเดียวกันยังปรับเพิ่มคาดการณ์การผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ ในปี 2025 เป็นเฉลี่ยราว 13.37 ล้านบาร์เรลต่อวัน ก่อนจะคาดว่าปี 2026 จะลดลงเล็กน้อย

โอเปกระบุด้วยว่า สต็อกน้ำมันเชิงพาณิชย์ของกลุ่มประเทศ OECD ในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 6 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ราว 2.845 พันล้านบาร์เรล แม้จะสูงกว่าปีก่อนหน้า แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีล่าสุดอยู่ระดับหนึ่ง ขณะที่การผลิตจากประเทศนอกกรอบข้อตกลง OPEC+ ถูกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 0.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2025 ไปแตะเฉลี่ย 54.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้ตลาดน้ำมันโลกยังต้องจับตาความสมดุล “ดีมานด์–ซัพพลาย” อย่างใกล้ชิด และเปิดโอกาสให้ราคายังผันผวนในระยะถัดไป

รพ.อาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ จัดกิจกรรม "วันเบาหวานโลก 2025"

เนื่องในวันเบาหวานโลก 14 พฤศจิกายน ของทุกปี โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ ได้จัดกิจกรรมวันเบาหวานโลก 2025 โดยมีกิจกรรม ได้แก่ การตรวจคัดกรองเบาหวานให้กับประชาชนทั่วไป อายุ 35-59 ปี ทุกสิทธิการรักษา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย 

กิจกรรม ขยับกายซักนิด พิชิตเบาหวาน กิจกรรมส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลด ละ เลิกสูบบุหรี่ โดยคลินิกฟ้าใสเพื่อเลิกสูบบุหรี กิจกรรมสร้างการรับรู้สุขภาพให้กับผู้รับบริการ 

โดยเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และลดภาวะแทรกซ้อน โดยได้จัดกิจกรรม ณ บริเวณส่วนตรวจโรคผู้ป่วยนอก รพ.อาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 

‘ธนกร’ ยืนยัน!! ไม่เคยสั่งถอนอายัดฝุ่นแดง มอบปลัดกระทรวงอุตฯเร่งสอบสวน หลังพบข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน ชี้ ยังอยู่ภายใต้คำสั่งหยุดประกอบกิจการ

“ธนกร” ยัน ไม่เคยสั่งถอนอายัดฝุ่นแดง มอบปลัดกระทรวงเร่งสอบสวน หลังพบข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน เผย กรอ. - กองกฎหมาย (กม. สปอ.) ทำหนังสือถึงผู้ว่าฯ - อุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ขอให้ทบทวนมติถอนอายัดแล้ว แจงยังนำออกนอกโรงงานไม่ได้ เพราะยังอยู่ภายใต้คำสั่งหยุดประกอบกิจการ 

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตนไม่ได้สั่งการหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการถอนอายัดฝุ่นแดงแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ทราบเรื่อง ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที พร้อมทั้งกำชับให้ดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีนี้มีจุดเริ่มต้นจากอัคคีภัยภายในโรงงานเหล็กของบริษัทซินเคอหยวน เมื่อปลายปี 2567 ซึ่งนำไปสู่การตรวจพบว่ามีการจัดเก็บฝุ่นโลหะไม่ปลอดภัย และระบบควบคุมมลพิษไม่เป็นไปตามมาตรฐาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) จึงใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.โรงงาน สั่งหยุดกิจการและอายัดเหล็กและฝุ่นจากระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ (ฝุ่นแดง) ทั้งหมดในพื้นที่โรงงาน จากนั้น ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – กรกฎาคม 2568 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง และ กรอ. ตรวจสอบอย่างต่อเนื่องโดยพบว่า ฝุ่นและของเสียสะสมยังมีจำนวนมาก รวม 77,723.47 ตัน และระบบบำบัดมลพิษก็ยังไม่ผ่านเกณฑ์ จึงจำเป็นต้องคงคำสั่งหยุดกิจการต่อไป อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 บริษัทได้ยื่นขอถอนอายัด โดยอ้างว่าฝุ่นทั้งหมดมาจากกระบวนการผลิตภายในโรงงาน อุตสาหกรรมจังหวัดระยองจึงตรวจสอบข้อเท็จจริง และมีคำสั่งถอนอายัดในเบื้องต้น

นายธนกร กล่าวอีกว่า เบื้องต้นทางปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วย โดยพบว่า ล่าสุด กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ขอให้ทบทวนมติถอนอายัดฝุ่นแดง เพราะคดียังอยู่ระหว่างการสืบสวนของ DSI จึงยังไม่สามารถสรุปสถานะของกลางได้ และกรมยังไม่ได้เห็นชอบการปลดอายัดด้วย เช่นเดียวกับกองกฎหมาย สปอ. มีหนังสือไปถึงอุตสาหกรรมจังหวัดระยองขอให้ทบทวนมติ เนื่องจากข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน ต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนว่า พยานหลักฐานครบถ้วน และไม่จำเป็นต้องใช้ของกลางในกระบวนการอื่นต่อไป

"ยืนยันว่า หากผลสอบพบว่าการดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีผู้เกี่ยวข้องในทางมิชอบ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้อุตสาหกรรมจังหวัดระยองจะมีคำสั่งถอนอายัดฝุ่นแดง แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถนำออกนอกโรงงานได้ เนื่องจากโรงงานยังอยู่ภายใต้คำสั่งหยุดประกอบกิจการ ตามกฎหมายโรงงานอุตสาหกรรม การเคลื่อนย้ายจะทำได้ก็ต่อเมื่อคำสั่งหยุดกิจการถูกยกเลิก หรือได้รับอนุญาตให้กลับมาดำเนินกิจการตามปกติจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของโรงงาน รวมถึงระบบกำกับดูแลของกลางให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคม" นายธนกร กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับความคืบหน้ากรณีการถอนอายัดเหล็กเส้นนั้น นายธนกร กล่าวว่า ตนได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อมูลเกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อรายงานความเห็นมาให้ตนภายใน 30 วัน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้จัดตั้งชุดปฏิบัติการเต็มเหนี่ยวลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เน้นการตรวจกำกับที่เข้มข้นเพื่อจัดระเบียบอุตสาหกรรมให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกที่ควร ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามโรงงานเถื่อนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อผู้กระทำผิด ไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่า ได้สั่งการให้บังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการที่กระทำผิดอย่างเข้มงวด และจะจัดระเบียบอุตสาหกรรมตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่วันเข้ารับตำแหน่ง นโยบายเชิงรุกภายใต้กรอบ ฝ่า ฟัน ดึง ดัน จะปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

‘ในหลวง–ราชินี’ เสด็จเยือนจีน ฉลองสัมพันธ์ 50 ปี ‘สี จิ้นผิง’ ถวายการต้อนรับสมพระเกียรติ ธงชาติไทย โบกสะบัดกลางกรุงปักกิ่ง เพลงสรรเสริญพระบารมี ดังกึกก้อง

(14 พ.ย. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และมาดามเผิง ลี่หยวน จัดพิธีต้อนรับถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และพระราชินี ในการเสด็จเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการครั้งประวัติศาสตร์ เยือนกรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 13-17 พ.ย. 2568 ทรงพระเจริญ

ธงชาติไทย โบกสะบัดกลางกรุงปักกิ่ง เพลงสรรเสริญพระบารมี ดังกึกก้องจัตุรัสเทียนอันเหมิน 

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ได้ถวายการต้อนรับ ในหลวง-พระราชินี อย่างเป็นทางการ ณ มหาศาลาประชาคม ซึ่งอยู่ในบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง 

เมื่อในหลวงเสด็จฯ ถึงมหาศาลาประชาคม กองทหารเกียรติยศได้จัดแถวถวายความเคารพ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง พร้อมด้วยในหลวงของเราได้เสด็จขึ้นสู่แท่นตรวจพล วงดุริยางค์ทหารบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีของไทย และเพลงชาติจีนพร้อมกันนั้น มีการยิงปืนใหญ่เกียรติยศ 21 นัด ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน 

ในการนี้ ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ได้กล่าวถวายความอาลัยต่อการสวรรคตของสมเด็จพระพันปีหลวง และชี้ว่าราชวงศ์ไทยมีความผูกพันใกล้ชิดกับจีนมายาวนาน และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างสองประเทศ ซึ่งจีนขอยกย่องและชื่นชมอย่างสูง 

ปีนี้เป็นปีครบรอบ 50 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ไทย หรือที่เรียกว่า "ปีทองแห่งมิตรภาพจีน-ไทย 50 ปี" ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แม้จะเผชิญกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง แต่จีนและไทยก็ยังคงยืนเคียงข้างกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันตลอดมา

ในหลวง ได้ตรัสว่า “รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากไม่ได้มาหลายปี พบว่าจีนมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ใหม่ของจีนที่ทันสมัยและสวยงาม ขอแสดงความยินดีต่อความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของจีนในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม”

พระองค์ทรงชี้ว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนนั้นใกล้ชิดและเป็นมิตร มีการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างประชาชนอย่างใกล้ชิด และความร่วมมือที่ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันในหลากหลายด้านมีความลึกซึ้ง การร่วมมือระหว่างไทยกับจีนเปรียบเสมือนความร่วมมือระหว่างพี่น้อง ฝ่ายไทยพร้อมที่จะศึกษาและเรียนรู้ประสบการณ์การพัฒนาของจีนอย่างแข็งขัน เสริมสร้างความร่วมมือกับจีนในทุกด้าน เพิ่มการแลกเปลี่ยนด้านมนุษยธรรม เพื่อให้มิตรภาพไทย-จีนแผ่ไพศาลและประทับลึกในใจประชาชนมากยิ่งขึ้น”

‘ดร.หิมาลัย’ เดือด!! ซัด ‘กัมพูชา’ สร้างสถานการณ์บิดเบือน หลังทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาขาด แต่ไร้คำขอโทษ ซ้ำยังใส่ร้ายไม่หยุด ลั่น "สู้กับคนพาล อย่าใช้วิถีของบัณฑิต"

‘ดร. หิมาลัย’ ซัด กัมพูชา สร้างสถานการณ์บิดเบือน หลังทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด แม้ขาขาด!! ก็ยังไม่สำนึกและขอโทษ ซ้ำยังใส่ร้ายไทยไม่หยุดหย่อน ลั่น "สู้กับคนพาล อย่าใช้วิถีของบัณฑิต"

(14 พ.ย. 68) "เสธ.หิ" หิมาลัย ผิวพรรณ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ในที่สุดเราก็ได้เห็นเล่ห์เหลี่ยม ความกลิ้งกลอกของกัมพูชา หลังจากทหารไทยเหยียบกับระเบิด จนขาขาด แทนที่จะสำนึกและขอโทษตามมารยาทของเพื่อนบ้านที่ดี และแสดงความจริงใจในการร่วมกันแก้ปัญหา 

กลับสร้างสถานการณ์ต่อเนื่อง โดยให้ทหารของตนเองยิงใส่ทหารไทย เมื่อทหารไทยตอบโต้ก็เก็บหลักฐานว่าเราโจมตีก่อน ทหารเจ็บก็เอาไปใส่ชุดพลเรือน แล้วอ้างว่าเรายิงพลเรือน ทั้ง ๆ ที่วิธีการของฝั่ง “ตระกูลฮุน” ล้วนเป็นวิธีการของคนขี้ขลาด มีภาพหลักฐานชัดเจน ไม่ว่าจะตั้งฐานยิงจรวดในหมู่บ้าน ในชุมชน ในกลุ่มประชาชน หรือแม้แต่ใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งอาวุธ เพื่อใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ ในขณะเดียวกัน เมื่อโจมตีมายังฝั่งไทย ไม่เคยกำหนดเป้าหมาย หรือจำกัดวงให้อยู่ในพื้นที่สู้รบหรือพื้นที่ทางทหาร กลับโจมตีพื้นที่พลเรือน เพื่อมุ่งสร้างความเสียหายให้มากที่สุด 

อาจจะถึงเวลา ที่เราจะเลิกทำตัวเป็นบัณฑิตหรือผู้ดี เพราะเรารบกับกองโจรที่มุดใต้กระโปรงของสตรีและเด็ก กองโจรที่แอบยิงเราอยู่หลังประชาชน กองโจรที่ลอบกัดวางกับระเบิดโดยไม่สนใจข้อตกลงสากลใดๆ ทั้งสิ้น ที่เรียกเช่นนี้เพราะพฤติกรรมไร้มนุษยธรรมที่ผ่านมาของคนพวกนี้ ไม่อาจเรียกว่าเป็นทหารหรือนักรบได้ ถึงเวลาหรือยังครับ ที่เราจะต้องกำราบความกำแหงของลูกหลานพระยาละแวกพวกนี้ ให้เข็ดหลาบ 

เมื่อมันละเมิดข้อตกลง ก็ถือว่าข้อตกลงไม่มี เมื่อมันอยากจะรบ ก็รบให้รู้กันไปเลย ที่ผ่านมาทำตัวเจ้าเล่ห์ เจรจาต่อหน้าเวทีโลก แต่ลับหลังกลับเสริมกำลัง อาวุธหนักและทันสมัยตลอดเวลา วิธีการกำราบเด็กเกเรบางที่ครูแนะแนวพูดไม่ได้ผลนะครับ ต้องใช้ไม้เรียวของครูฝ่ายปกครอง รบเถอะครับ การเจรจาครั้งต่อไป กำหนดแบ่งเขตประเทศกันใหม่ที่บ้านตระกูลฮุนในพนมเปญดีไหมครับ

แจ็กพอตแตก! บุกค้นยานรก กลับเจอรังจีนเทา เปิดเว็บพนัน–ปั่นสล็อตข้ามชาติกลางห้วยขวาง 

เมื่อวันที่ (13 พ.ย. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พร้อม พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผบช.น. แถลงผลการปฏิบัติงาน โดย พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. , พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ ผกก.สน.ห้วยขวาง , พ.ต.ท.เอกศิษฐ์ วรกิตติ์ ฐากรณ์ รอง ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น. , พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว รอง ผกก.กก.สส.บก.น.5 , พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจศอ.ปส.บช.น. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. นำโดยนายปฤณ เมฆานันท์ ผอ.ปปส.กทม. สนธิกำลังบุกนำหมายค้นศาลอาญา เข้าตรวจห้องพักเลขที่ 79/77 คอนโดย่านห้วยขวาง หลังรับเบาะแสสายด่วน 1386 ว่ามีกลุ่มชาวจีนมั่วสุมเสพยา

เจ้าหน้าที่ใช้ยุทธวิธีเฝ้าซุ่มจนพบผู้ต้องสงสัยเปิดประตูเข้าห้อง จึงบุกคุมตัวทันที พบชายจีน 3 คน เมียนมา 1 คน ตรวจไม่พบยาเสพติด แต่กลับพบ “ของจริง” คือคอมพิวเตอร์–มือถือจำนวนมาก เปิดหน้าบราวเซอร์เว็บพนันรายใหญ่ มีทั้งสล็อต บอล บาส บาคาร่า และข้อมูลหลังบ้านเต็มระบบ พร้อมโทเคน OTP ใช้ควบคุมบัญชีพนัน

ของกลางที่อายัด โน้ตบุ๊ก 4 เครื่อง มือถือ 10 เครื่อง (พบโป๊ะแตก: โพยสคริปต์ “รับมือตำรวจ–ตบตา ตม.” บุหรี่ต่างประเทศเถื่อน 7 กล่อง อุปกรณ์ Token 1 ชิ้น และผู้ต้องหาชาวต่างด้าว 4 ราย ได้แก่ Li Youngzhao อายุ 28 ปี (จีน) Luo Li อายุ 29 ปี (จีน) Liu Jianquan อายุ 27 ปี (จีน) Chit Maw Maw Htay อายุ 27 ปี (เมียนมา) พร้อมแจ้ง 3 ข้อหาหนัก ทั้งเปิดพนันออนไลน์–นำของต้องสรรพสามิตเข้าประเทศ–อยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต

หลุดของลับ “โพยแอบแฝง” เครือข่ายจีนเทา จากการตรวจมือถือพบเอกสารลับใช้ “สับขาหลอก ตม.” เช่น ให้ตอบว่า “กำลังเรียน–ไม่มีงานทำ” แจ้งรอบตรวจเข้มของเจ้าหน้าที่ ห้ามออกนอกที่พัก ห้ามทำธุรกิจภายในรัศมี 3–5 กม. จาก 17 จุดที่พักของเครือข่าย ทั้งหมดให้การปฏิเสธ อ้างมาเที่ยว–มาเรียนภาษา แต่พฤติกรรมเข้าข่ายเครือข่ายข้ามชาติฝึกงาน “แอดมินเว็บพนัน” เคยโยกย้ายจากกัมพูชามาไทย หลังจับกุมส่งพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง ดำเนินคดีตามกฎหมาย 

ขณะที่ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งขยายผลหาต้นตอเครือข่ายจีนเทาเต็มรูปแบบ คาดโยงขบวนการใหญ่ทำเงินหมุนเวียนมหาศาล

ปธน. สีจิ้นผิงกราบบังคมทูล ต่อหน้าพระพักตร์ในหลวง จีนซื้อข้าวไทยห้าแสนตัน

นายกฯ อนุทิน โพสต์ข่าวดีประเทศไทย เผย ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง กราบบังคมทูล ต่อหน้าพระพักตร์ในหลวง จีนซื้อข้าวไทยห้าแสนตัน

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จัดพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 3/68 "จุดเริ่มต้นของความพร้อมในการสร้างทหารกองประจำการที่มีคุณค่าต่อกองทัพเรือ และประเทศชาติ" 

เมื่อวานนี้ (13 พ.ย.68) น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 3/68 ณ ลานสวนสนาม ศฝท.ยศ.ทร. ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ทหารใหม่ ผลัดที่ 3/68 จำนวน 2,933 นาย ที่เข้ารายงานตัว ระหว่างวันที่ 1 - 2 พ.ย.68 ที่ผ่านมา ได้ผ่านขั้นตอนทางธุรการ การคัดกรองสุขภาพด้านร่างกายและจิตใจ เรียบร้อยแล้ว มีความพร้อมในการรับการฝึกอบรมฯ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ เพื่อหล่อหลอมจากสถานะพลเรือนให้เป็น “สุภาพบุรุษทหารเรือ” ที่เข้มแข็ง องอาจ ก่อนเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของกองทัพเรือ โดยมีหัวข้อการฝึก ประกอบด้วย

- การฝึกบุคคลท่ามือเปล่า และบุคคลท่าอาวุธ
- การฝึกสวนสนาม
- การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
- การอบรมวิชาการเรือ  วิชาการอาวุธ วิชาข้อบังคับ วิชาสังคมและมนุษยศาสตร์ และวิชาการป้องกันความเสียหาย

โอกาสนี้ ผบ.ศฝท.ยศ.ทร. ได้มอบธงอันเป็นสัญลักษณ์ประจำหลักสูตร และให้โอวาทเพื่อเป็นแนวทางในการฝึกอบรมฯ ความว่า “...การที่ท่านได้เข้ามารับราชการทหารเรือ นั้น นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของลูกผู้ชาย ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ประการหนึ่งแล้ว ยังถือว่าท่านเป็นผู้ที่มีความเสียสละอย่างยิ่ง ที่ต้องห่างจากบ้าน และครอบครัวอันเป็นที่รัก เพื่อมารับใช้ประเทศชาติ ในห้วงการฝึกหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา 2 เดือน นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับสถานะ จากพลเรือนให้เป็นทหารเรือ ที่เข้มแข็ง องอาจ สง่างาม มีเกียรติ และศักดิ์ศรี มีความพร้อมที่การปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ตลอดระยะเวลาการฝึกจะมีความเข้มงวด จริงจัง แต่จะอยู่ภายใต้กรอบของความเมตตา ความปรารถนาดี  โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย  ดังนั้น จึงขอให้ท่านอุทิศตน อดทน ตั้งใจฝึกหัดศึกษาหาความรู้ ในส่วนของครูที่ทำหน้าที่ฝึก ก็จะเป็นผู้ที่สร้างความเชื่อมั่นดูแลทุกท่านด้วยความมุ่งมั่นเเละตั้งใจเป็นอย่างดี ดังนั้น ขอให้ทุกท่านแจ้งกับครอบครัวได้เลยว่า ไม่ต้องห่วงกังวล ตราบใดที่ท่านอยู่ในรั้วของ “ศูนย์ฝึกทหารใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง” และเราจะดูแลท่านอย่างดีที่สุด ผมขอยืนยันว่า ศูนย์ฝึกทหารใหม่ จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ เเละคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อสร้างทหารกองประจำการ ผลัดที่ 3/68 ที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติ และกองทัพเรือ"

ทั้งนี้ ศฝท.ยศ.ทร. ได้เตรียมพร้อมทั้งครูฝึก สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรการด้านต่างๆ โดยอยู่ภายใต้กรอบความปลอดภัยสูงสุด 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top