Saturday, 17 October 2026
Hard News Team

หนุนไทยเก็บกู้ทุ่นระเบิดชายแดน ย้ำ “สหรัฐฯ ไม่เอาภาษีมาผูกปมกัมพูชา” ฝาก 2 ผู้นำ แจ้งทางเขมร ให้ปฏิบัติตามข้อตกลง

(16 พ.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กเล่าบทสนทนากับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน ซึ่งโทรศัพท์มาพูดคุยกับเขาอีกครั้งเมื่อคืนวันที่ 15 พฤศจิกายน ต่อเนื่องจากการหารือรอบแรกที่ทั้งสองฝ่ายได้คุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา

นายอนุทินระบุว่า นายกฯ อันวาร์แจ้งว่าได้คุยกับประธานาธิบดีทรัมป์อีกรอบ โดยทรัมป์เห็นตรงกับจุดยืนของไทยว่า การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian demining) เป็นหัวใจสำคัญของปฏิญญาที่ไทยและกัมพูชาลงนามร่วมกัน และได้ขอให้รัฐบาลไทยเร่งเดินหน้ากู้ทุ่นระเบิดโดยเร็ว เพราะเป็นอันตรายต่อชีวิตประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยิ่ง

ที่สำคัญ นายอนุทินเผยว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยืนยันผ่านนายกฯ อันวาร์มาบอกไทยชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาจะไม่เอาประเด็นการระงับปฏิญญาของไทย ไปผูกกับการเจรจาภาษีการค้าระหว่างไทย–สหรัฐที่กำลังเดินอยู่ในขณะนี้ พร้อมกันนี้ นายอนุทินยังได้ถามนายกฯ อันวาร์ว่าตนสามารถโพสต์เนื้อหานี้ได้หรือไม่ ซึ่งอีกฝ่ายตอบว่า “โพสต์เลยอนุทิน” และจะโพสต์ยืนยันจากช่องทางของตนเองด้วย เพื่อให้ประชาชนไทยคลายกังวล

นายอนุทินยังอ้างถึงกรณีจดหมายจากผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ที่แจ้งเรื่องการหยุดเจรจากับไทยไว้ก่อนหน้า โดยระบุว่าจดหมายฉบับดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นก่อนที่เขาจะได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีทรัมป์ในคืนวันที่ 14 พฤศจิกายน จึงย้ำว่าข้อมูลที่ตนได้รับและนำมาแจ้งต่อประชาชนในวันนี้ เป็นข้อมูลล่าสุดจากการพูดคุยโดยตรงผ่านผู้นำทั้งสองฝ่าย

หนังสยองไทยจาก Ghost Radio สร้างจาก 4 ตำนานเรื่องจริงสะพรึง ดารารุ่นใหญ่ “อาเล็ก-โบกี้ไลอ้อน” ประชันบท เขย่าโซเชียล ตัวอย่างแรกฟีดแบ็กแรง

(16 พ.ย. 68) วงการหนังไทยเตรียมต้อนรับ ‘ข้างบ้าน (Our House)’ ภาพยนตร์สยองขวัญฟอร์มใหม่ที่หยิบตำนานเรื่องเล่าหลอนฮิตจากรายการ ‘The Ghost Radio’ มาขยายสู่จอใหญ่โดยค่าย ‘ฉายแสง แอด.เวนเจอร์’ เตรียมเข้าฉายทั่วประเทศ 4 ธันวาคมนี้ จุดเด่นของโปรเจกต์คือการผสมผสาน 4 เรื่องจริงที่ถูกพูดถึงในวงการผีไทย จับประเด็น ‘ผีข้างบ้าน’ ที่มาแบบไม่พึ่ง CGI แต่ใช้บรรยากาศ ความเงียบ และเสียงสอดส่องสร้างความน่ากลัว

‘ก้องเกียรติ โขมศิริ’ ผู้กำกับ เผยว่า “หนังเรื่องนี้จะสร้างบรรยากาศให้เหมือนมีใครคอยจ้องเราจากบ้านข้าง ๆ และตั้งคำถามถึงมนุษย์ว่าคนก็ไม่ไว้ใจ ผีก็ไม่ไว้ใจ” พร้อมทีมนักแสดงนำระดับแม่เหล็กอย่าง ‘อาเล็ก ธีรเดช เมธาวรายุทธ’, ‘กชเบล ศรัณย์รัชต์ เผือกพิพัฒน์’ และ ‘โบกี้ไลอ้อน ณิชชาฎา วีระสุทธิมาศ’ ตอกย้ำเคมีสุดหลอนน่าจับตา ผู้ชมบนโซเชียลแห่คอมเมนต์หลังดูตัวอย่างว่า “เหมือนบ้านตัวเองเลย…ยิ่งดูยิ่งหลอน”

บรรยากาศการถ่ายทำก็ไม่ธรรมดา เปิดกล้องด้วยพิธีทำบุญโลงศพตามธรรมเนียม ทีมงานหลายคนสารภาพ “รู้สึกเหมือนถูกมองอยู่” ขณะทำพิธี ด้านค่ายย้ำแผนลุยตลาดเอเชีย ใช้จุดขาย ‘ความกลัวแบบไทย ๆ’ โปสเตอร์หนังตอกย้ำบรรยากาศกดดันด้วยประโยคไวรัล “บางครั้ง...สิ่งที่น่ากลัวที่สุด อาจอยู่แค่ข้างบ้าน” กระตุ้นกระแสรอชมปลายปีนี้

‘สี จิ้นผิง’ ซื้อข้าวไทย 500,000 ตัน ตรงจังหวะ ร.10 เสด็จเยือนจีน ก่อนภาษีทรัมป์จะฟาดไทย ให้คุกเข่าต่อ KL Accord

(16 พ.ย. 68) ท่ามกลางดราม่าชายแดนไทย–กัมพูชา และแรงบีบจากสหรัฐฯ ที่ขู่ไทยตรง ๆ ว่า
“ไม่เอา KL Accord = เจอภาษีทรัมป์”

ปักกิ่งกลับเดินเกมสวนเฉียบ—ไม่ตะโกน ไม่โชว์พาว แต่ประกาศซื้อ ข้าวไทยเพิ่ม 500,000 ตัน ระหว่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระราชินี เสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการ 13–17 พ.ย. 68

ดีลระดับ 1 หมื่นล้านบาท นี้ ถูกมองเป็นทั้ง
 • “ของขวัญการทูตระดับราชสำนัก”
 • “กันชน” ให้รัฐบาลไทยก่อนโดนทรัมป์ลงดาบ
 • และ “สัญญาณชัด” ว่าจีนพร้อมเปิดตลาดใหม่ให้ไทยในจังหวะเสี่ยงที่สุด

จีนซึ่งซื้อข้าวไทยอยู่แล้ว 1.3 ล้านตัน/ปี เพิ่มอีก 38% ในดีลเดียว
Instant effect:
 • สต็อกข้าวหอมมะลิไทยลดลง 20%
 • ราคาหน้าลานมีแนวโน้มดีด
 • เกษตรกรหลายแสนรายได้อานิสงส์
 • GDP ไทยเพิ่มราว 0.2% จากการประเมินของกระทรวงพาณิชย์

ที่น่าสนใจ—ดีลนี้ ไม่มีการเตรียมตัวยาว ไม่มีเจรจาล่วงหน้านาน
แต่มาแบบ “ประกาศปุ๊บ–ซื้อปั๊บ”
นักวิเคราะห์อ่านตรงกันว่า: นี่คือ soft power diplomacy แบบจีน—นิ่ม แต่น้ำหนักมหาศาล

ทำไมไทยได้—แต่กัมพูชาไม่ได้?
กษัตริย์กัมพูชา นโรดม สีหมุนี เข้าเฝ้าฯ สี เมื่อ เม.ย. 2568
ได้รับการต้อนรับสวยงาม แต่…
 • ไม่มีดีลข้าว
 • ไม่มีแพ็กเกจลงทุนใหม่
 • โครงการคลอง Funan Techo Canal ก็ยังได้แค่ 49% ไม่ถึง 100% แบบที่ฮุน เซนต้องการ

ตัดภาพกลับมาที่ไทย— ปักกิ่งให้ทั้ง EEC, รถไฟความเร็วสูง และตอนนี้ “ดีลข้าวมหาศาล” อีกก้อน

นักวิชาการจาก Carnegie และ ISEAS พูดคล้าย ๆ กันว่า:
“จีนต้องการบาลานซ์อาเซียน แต่ให้น้ำหนักไทยมากกว่ากัมพูชาในเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว”

ปมเดือดชายแดน—จุดที่ทำให้ทุกมหาอำนาจจับตามอง

หลังเหตุทุ่นระเบิด PMN-2 รุ่นใหม่ ทำทหารไทยบาดเจ็บที่ศรีสะเกษ 10 พ.ย.
รัฐบาลไทยประกาศแบบไม่ไว้หน้าใครว่า:
 • ระงับ KL Accord
 • ไม่ยอมให้สหรัฐฯ กดดัน
 • ต้องพิสูจน์ก่อนว่า “ทุ่นใหม่” มาจากไหน

แล้วทันทีที่ความตึงเครียดพุ่ง
จีนก็ประกาศซื้อข้าวไทย—แบบ “เป๊ะเวลา”

นี่แหละที่ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า
ปักกิ่งยืนข้างไทยเงียบ ๆ โดยไม่ต้องพูดคำว่า ‘สนับสนุน’ เลยสักคำเดียว

เกมวันนี้: ใครได้–ใครเสีย

ได้ “ตลาดประกัน” ขนาดยักษ์ในจังหวะสุ่มเสี่ยง โชว์ว่าถ้าทรัมป์กดภาษี—ไทยก็หันหาตลาดใหม่ทันที
อนุทินได้แต้มจากชาวนาเต็ม ๆ

จีน
ส่งสัญญาณว่าไทยคือ strategic partner ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ในขณะที่ยังผูกสัมพันธ์กัมพูชาไว้เพื่อถ่วงดุล

กัมพูชา
แม้จะใกล้ชิดจีนเชิงการเมือง—แต่ไม่ได้ดีลใหญ่
ภาพ perception เลยออกมาว่า “น้ำหนักเบากว่าไทย”

สหรัฐฯ
กังวลจีนขยายอิทธิพลในอาเซียนอีกขั้น เพราะดีลนี้เหมือนจีนส่งสัญญาณ
“อย่าเพิ่งกดไทยแรงเกิน—ไทยมีทางเลือกอื่น”

แล้วจีนเลือกข้างไทยจริงไหม?
มีสองคำตอบ:
 1. ถ้ามองเชิงสัญลักษณ์ — ใช่ จีน “เอียงมาทางไทย” แบบเนียน ๆ
 2. ถ้ามองเชิงยุทธศาสตร์ — จีนกำลัง “ถ่วงดุลสองเรือ” แต่ลงทุนหนักกว่าในฝั่งไทย

สุดท้าย ในโลกที่ทรัมป์พร้อมโยงทุกดีลเข้าการเมือง ดีลข้าวของสี จิ้นผิงคือข้อความสั้น ๆ แต่ดังที่สุดว่า:
“ถ้าอเมริกาไม่เล่น… จีนเล่น”

ในมณฑลเหลียวหนิง ปริมาณทั้งหมดราว 1,444 ตัน มูลค่ากว่า 6 ล้านล้านบาท

(16 พ.ย. 68) จีนประกาศค้นพบแหล่งแร่ทองคำแห่งใหม่ในมณฑลเหลียวหนิง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยระบุว่าเป็นแหล่งทองคำขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยพบในจีน นับตั้งแต่ปี 1949 เป็นต้นมา แหล่งแร่ดังกล่าวมีชื่อว่า “แหล่งทองคำต้าตงโกว” และถูกจัดให้เป็นแหล่งทองคำขนาด “ใหญ่มาก” ตามเกณฑ์ของทางการจีน

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติของจีนเผยว่า แหล่งแร่นี้มีปริมาณแร่ทั้งหมดราว 2.586 ล้านตัน คิดเป็นทองคำประมาณ 1,444 ตัน แม้จะเป็นทองคำเกรดไม่สูงมาก แต่ได้ผ่านการประเมินความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจเบื้องต้นแล้ว หากคำนวณตามราคาทองคำในปัจจุบัน มูลค่าทองจากแหล่งนี้จะมากกว่า 1.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 6 ล้านล้านบาท ท่ามกลางภาวะที่ราคาทองคำพุ่งทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง

การสำรวจค้นพบแหล่งทองคำต้าตงโกว ดำเนินการโดยบริษัทของรัฐ Liaoning Geological and Mining Group ที่ระดมช่างเทคนิคและคนงานเกือบ 1,000 คน และใช้เวลาเพียงประมาณ 15 เดือน ซึ่งถือว่าสั้นมากสำหรับแหล่งแร่ขนาดมหึมาเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ทางการยังไม่เปิดเผยพิกัดที่แน่นอนของแหล่งแร่ นอกจากยืนยันว่าอยู่ในพื้นที่มณฑลเหลียวหนิง ทำให้มีการคาดเดาว่าอาจมีเหตุผลด้านยุทธศาสตร์อยู่เบื้องหลังการจำกัดข้อมูลครั้งนี้

ตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนเร่งสำรวจและค้นหาแหล่งแร่ทองคำใหม่ ๆ อย่างจริงจัง โดยเพิ่งรายงานการค้นพบแหล่งทองคำมากกว่า 1,100 ตันในมณฑลหูหนานเมื่อปี 2024 ขณะเดียวกัน จีนผลิตทองคำได้ 377.24 ตันในปี 2024 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน แต่การบริโภคภายในประเทศสูงถึง 985.31 ตัน โดยความต้องการทองคำแท่งและเหรียญเพิ่มขึ้นกว่า 24% สะท้อนว่าชนชั้นกลางจีนหันมามองทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

สมุทรปราการ-บวชลูกชายนักการเมือง!! คนดังแพรกษาใหม่ นักการเมืองท้องถิ่นร่วมอนุโมทนา

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ที่วัดน้อยสุวรรณาราม(วัดคลองเก้า) ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ นายกคนดังแพรกษาใหม่จัดพิธีอุปสมบท นายวิษณุ บุญริ้ว (นาคแม็ก) ณ วัดน้อยสุวรรณาราม


โดยมี นางสาววาสนา สว่างวงษ์ (มารดา) นาคแม็ก ตลอดจนญาติสนิทและแขกผู้มีเกียรติจำนวนมากเดินทางมาร่วมในพิธี


นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายสุนทร ปานแสงทอง นายก.อบจ.สมุทรปราการ พร้อมด้วย นายอิม แพหมอ นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษา ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต 2 สมัยที่ 25 นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง.ผบช.ภ.1 นายธีรพล ชุนเจริญ นายกเทศมนตรีตำบลบางปู


นอกจากนี้ ยังมีคณะผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาชิกสภา อบจ.สมุทรปราการ คณะสมาชิกสภาเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ผู้บริหารโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง 


ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และประชาขนในเขตพื้นที่จำนวนมากเดินทางมาร่วมปรงผมนาคและร่วมอนุโมทนาบุญกับนายวิษณุ บุญริ้ว ที่ได้ลาบรรพชาอุปสมบทขอบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ เพื่อตอบแทนคุณบิดา มารดา และขอศึกษาพระธรรมวินัย ณ วัดน้อยสุวรรณาราม (วัดคลองเก้า) ต่อไป


ซึ่งพิธีปรงผมนาคก่อนบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ในครั้งนี้ ได้รับความเมตตาจากท่าน พระครูสุวรรณสิทธิธาดา เจ้าคณะตำบลบางปู เจ้าอาวาสวัดน้อยสุวรรณาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ นำคณะสงฆ์ประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถา พร้อมทั้ง เจริญพระพุทธมนต์ฉลองผ้าไตร 


โดยในช่วงเช้าได้มีพิธีปรงผม นายวิษณุ บุญริ้ว หรือนาคแม็ก จากนั้น คณะเจ้าภาพพร้อมทั้งแขกผู้มีเกียรติร่วมกันถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ และในช่วงเวลา 17.00 น. จะมีพิธีทำขวัญนาค และจะนำนาคเข้าสู่พิธีอุปสมบท ในวันที่ 17 พฤศจิกายน เวลา 15.00 น. ณ วัดน้อยสุวรรณาราม 

SME D Bank ขับเคลื่อนนโยบาย “ฝ่า ฟัน ดึง ดัน”

SME D Bank ขับเคลื่อนนโยบาย “ฝ่า ฟัน ดึง ดัน” ของกระทรวงอุตสาหกรรม ผนึกกำลังหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เปิด “ศูนย์ฝ่าฟัน ดัน SMEs” ปูพรม 96 แห่งทั่วประเทศ ให้บริการ “3 เติม” ได้แก่ เติมทุน-เติมความรู้-เติมโอกาสแก้หนี้อย่างยั่งยืน ช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย อยู่รอด ก้าวข้ามวิกฤต และเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า “ศูนย์ฝ่าฟัน ดัน SMEs” เปิดให้บริการ ณ ทุกสาขาของ SME D Bank ที่ปัจจุบันมีจำนวน 96 สาขา ครอบคลุมครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ  มีจุดเด่น คือ นำศักยภาพและความเชี่ยวชาญของหน่วยงานพันธมิตรแต่ละแห่ง ซึ่งเบื้องต้นมีประมาณ 15 หน่วยงาน มาผสานเชื่อมโยงกัน เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่เอสเอ็มอีอย่างเป็นระบบ ในรูปแบบ One Stop Service ครบถ้วนในจุดเดียวโดยใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการให้บริการได้อย่างรวดเร็ว ฉับไว และติดตามผลได้ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ “ศูนย์ฝ่าฟัน ดัน SMEs” ให้บริการสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 

ด้านที่ 1 “เติมทุน” พาเข้าถึงสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรกผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท นำไปเสริมสภาพคล่อง ลงทุน หรือยกระดับกิจการ ได้แก่ สินเชื่อ “SME Green Productivity”, สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” และ สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME”

ด้านที่ 2 “เติมความรู้” พัฒนาธุรกิจครบวงจรผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) ใช้บริการสะดวกสบาย ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24ชม. โดยมีฟีเจอร์สำคัญ ๆ เช่น ระบบ “Business Health Check” ตรวจสุขภาพทางธุรกิจ ระบบ “E-Learning” รวบรวมหลักสูตรความรู้สำคัญ ช่วยเพิ่มศักยภาพการประกอบธุรกิจ ระบบ “SME D Activity” จองเข้าร่วมกิจกรรมเติมความรู้ได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ระบบ “SME D Coach” มีโค้ชมืออาชีพ คอยเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำธุรกิจ ระบบ “SME D Market” ช่วยขยายตลาดด้วย E-marketplace หนุนจับคู่ธุรกิจ และระบบ “SME D Privilege” มอบสิทธิประโยชน์พิเศษและเครื่องมือเสริมแกร่งธุรกิจ ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ก้าวสู่โลกธุรกิจยุคดิจิทัลได้อย่างราบรื่น เป็นต้น

ด้านที่ 3 “เติมโอกาส” แก้ไขหนี้อย่างยั่งยืน ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางฟื้นฟูกิจการ ด้วยมาตรการ “3 ลด ปลดหนี้” ได้แก่ 1.ลดผ่อน ปรับวงเงินการผ่อนชำระ ตามความสามารถของกิจการ 2.ลดเงินต้น ปรับโครงสร้าง เพิ่มความยืดหยุ่นให้ธุรกิจ และ 3.ลดดอกเบี้ยค้างชำระ ช่วยลดภาระการเงิน สร้างโอกาสพลิกฟื้นกิจการ

 

เชียงใหม่-สัมมนา สร้างเครือข่ายความรู้พลังงาน เตรียมพร้อมสู่ Energy Transition มุ่งหวังสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ขานรับการเปลี่ยนแปลงของโลก จัดโครงการสร้างเครือข่ายความรู้พลังงาน เตรียมพร้อมสู่ Energy Transition กระตุ้นทุกภาคส่วนปรับตัวรับมือลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม  มุ่งหวังสร้างความยั่งยืนด้านพลังงานให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ


 

นายจักริน วังวิวัฒน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทำให้ประเทศไทยพบกับความท้าทายรอบด้านโดยเฉพาะด้านพลังงาน ซึ่งแหล่งพลังงานภายในประเทศที่มีจำกัดทำให้ต้องมีการนำเข้าพลังงานด้วยราคาที่ผันผวนตามตลาดโลกนอกจากนี้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจากทั่วโลกที่ผลักดันให้ไทยต้องปรับตัวไปสู่การใช้พลังงานสะอาด จึงกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงความสำคัญที่จะสอดรับกับเป้าหมายของประเทศไทยสู่นโยบาย Net Zero ในปี 2050 ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันที่จะขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก และนำพาอุตสาหกรรมไทย เปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

การจัดสัมมนาเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านพลังงานสะอาด ภายใต้โครงการสร้างเครือข่ายความรู้พลังงาน เตรียมพร้อมสู่ Energy Transition ในวันนี้ ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ที่เห็นถึงความสำคัญในการเผยแพร่ความรู้ด้านพลังงานสะอาด เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อม ให้ทุกภาคส่วนสามารถปรับตัวกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง โดยความร่วมมือของสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกันจัดขึ้น 

สิ่งที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้รับความรู้ในวันนี้คือเรื่อง โครงสร้างกิจการไฟฟ้าของประเทศไทย เทคโนโลยีและแผนงานในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานของประเทศ ที่จะทำหน้าที่รองรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ รวมถึงเรื่องการซื้อขายพลังงาน การให้บริการด้านพลังงาน ผ่านระบบโครงการขายไฟฟ้าที่เปิดกว้างมากขึ้นในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือกลไกที่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนที่เป็นเรื่องใกล้ตัวทุกคนมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อไปยังความสามารถการแข่งขัน และค่าครองชีพในอนาคต


 

“เมื่อทั่วโลกกำลังมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันในการลดภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ทุกภาคส่วนเกิดการปรับตัวไปสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ดังนั้นหากทุกคนหันมาให้ความสนใจ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจะมีส่วนช่วยให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานได้ดีขึ้น และปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันภาครัฐต้องเร่งออกมาตรการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนปรับพฤติกรรมสู่เส้นทางลดคาร์บอนอย่างยั่งยืนต่อไป” ประธานสภาอุตสาหกรรมฯกล่าวในที่สุด
 

เบื้องหลังคำต้อนรับของ “สี จิ้นผิง” ย้ำ “ใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน” แต่งดำร่วมไว้ทุกข์กับคนไทย ตอกย้ำสายสัมพันธ์ไทย–จีนยั่งยืน

(16 พ.ย. 68) รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ สาขาวิชาสถิติศาสตร์ สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ระบุว่า คำกล่าวถวายการต้อนรับของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ในการเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มหาศาลาประชาคม ณ จัตุรัสเทียนอันเหมินในมหานครปักกิ่ง เป็นการซ่อนสัญญะที่มีความหมายเต็มเปี่ยม เพราะประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เลือกใช้คำว่า ใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน อันเป็นคำที่ผู้นำจีนไม่เคยใช้กับผู้นำหรือประมุขแห่งรัฐชาติใดมาก่อนหน้านี้เลย อันแสดงถึงความใกล้ชิดสูงสุด และเป็นการเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยและชาติจีนในระดับการเยือนระหว่างรัฐ (State visit) ที่องค์พระประมุข (Head of state) ต้องเสด็จพระราชดำเนินเยือนด้วยพระองค์เองเท่านั้น

ผมเพิ่งสังเกตเห็นบางอย่างในภาพสำคัญภาพนี้ ในหลวงและพระราชินีทรงแต่งไว้ทุกข์ในคราวเสด็จเยือนจีนอย่าง State Visit ปกติคนจีนพยายามหลีกเลี่ยงการแต่งชุดสีดำ เพราะถือว่าเป็นการไว้ทุกข์ ไม่เป็นมงคล

แต่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและภรรยา-เผิงหลี่หยวน แต่งชุดดำทั้งคู่ เป็นการร่วมไว้ทุกข์ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ บรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้นำจีนเลือกที่จะถวายพระเกียรติยศสูงสุดให้กับในหลวงของเรา

เป็นการไว้ทุกข์ถวายร่วมกัน ในฐานะครอบครัวไทย-จีน ใกล้ชิดกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน อันเป็นการซ่อนสัญญะที่มีความหมายสูงสุดอย่างยิ่ง

ในพระคริสตธรรมคัมภีร์มีพระวจนะกล่าวไว้ว่า จงชื่นชมยินดีกับผู้ที่ชื่นชมยินดี ร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้ Rejoice with those who rejoice, cry with those who cry

มิตรเก่า เหล่าเผิงโหย่ว ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ได้ฟูมฟายร้องไห้ แต่แสดงออกถึงความรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งร่วมกับครอบครัวเดียวกัน ด้วยการใส่ชุดดำไว้ทุกข์ถวายร่วมกัน ไว้ทุกข์ร่วมกันกับคนไทยทั้งแผ่นดิน

เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้คือศิลปะแห่งบูรพทิศที่ชาติตะวันตกอาจจะไม่มีวันเข้าใจ

ขอสายสัมพันธ์สองแผ่นดินจงยั่งยืน ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง กล่าวว่า ใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน นั้นมิได้เกินเลยกว่าความเป็นจริง

พระราชบุพการีแห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์มีสายเลือดจีนอยู่มากมาย จนทำให้เกิดพระราชประเพณีสังเวยพระป้ายในทุกวันขึ้นปีใหม่ของจีนหรือตรุษจีน ทั้งที่พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และที่พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันเป็นพระที่นั่งไม้แบบเก๋งจีนที่บรรดาพ่อค้าชาวจีนนำโดยพระยาโชฎีกราชเศรษฐีเจ้ากรมท่าซ้าย สร้างถวาย

การสร้างพระป้ายนั้นเริ่มจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามมหามกุฎวิทยมหาราช โปรดเกล้าให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ พระบวรราชวัง หรือวังหน้า ซึ่งปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร

พระราชพิธีบวงสรวงสังเวยพระเริ่มต้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระบวรราชวัง โดยโปรดให้คณะสงฆ์จีนนิกายและอนัมนิกายมาสวดฉลองพระป้ายและมีพระราชพิธีสังเวยพระป้าย

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช โปรดเกล้าให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามมหามกุฎวิทยมหาราช และพระป้ายสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระบรมชนกนาถและพระบรมราชชนนี ประดิษฐาน ในพระบรมมหาราชวังและต่อมาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช โปรดเกล้าให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามมหามกุฎวิทยมหาราช และพระป้ายสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระบรมชนกนาถและพระบรมราชชนนี ขึ้นอีกสององค์เพื่อประดิษฐาน ณ พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระป้ายสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่ออัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน

เกี้ยซุงฮวดไช้ เป็นภาษิตจีนแต้จิ๋ว ที่แปลได้ว่า ลูกหลานกตัญญูโชคดี พระราชพิธีบวงสรวงสังเวยพระป้ายในพระราชพิธีตรุษจีนที่สืบทอดมายาวนานนับร้อยปีในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์จึงเป็นเครื่องแสดงถึงพระราชกตัญญุตาธรรมที่องค์พระมหากษัตริย์ทรงมีต่อบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าและพระบุรพราชการี อันเป็นคุณธรรมที่ควรยกย่องยิ่ง
คำถามสำคัญคือ เลือดจีนในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์นั้นมีมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ผู้เขียนจะได้เลือกใช้ตัวอักษรสีแดงและตัวเข้มเพื่อแสดงว่าพระปรมาภิไธยหรือพระนามหรือนามที่เอ่ยถึงนั้นมีเลือดจีนหรือมีเชื้อสายจีน

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยมีพระราชดำรัสเมื่อเสด็จเยี่ยมโรงเรียนจีนในประเทศไทยว่าทรงมีเลือดจีนและทรงสนับสนุนการเรียนภาษาจีนเป็นอย่างยิ่ง

เลือดจีนในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ เท่าที่ผู้เขียนพอจะนึกออกมีดังนี้

หนึ่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีเลือดจีนอยู่ครึ่งหนึ่ง ด้วยสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี) ทรงเสกสมรสกับ พระอัครชายาหยก บุตรีคหบดีชาวจีนที่มีนิวาสสถานบริเวณป้อมเพชร พระนครศรีอยุธยา

สอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัยกีคือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระเชษฐขนิษฐาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ซึ่งทรงเป็นพระราชธิดาของพระอัครชายาหยก ผู้มีเชื้อสายจีนเช่นกัน) ทรงสมรสกับเจ้าขรัวเงิน แซ่ตัน คหบดีชาวจีนเชื้อสายขุนนางในกรุงปักกิ่ง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์มีพระราชธิดาคือ เจ้าฟ้าบุญรอด ต่อมาคือ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชมารดาใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

สาม ราชินิกุลสุจริตกุล อันมีสมเด็จพระบรมราชินีและพระมเหสีที่มาจากสุจริตกุล อีกหลายพระองค์ ท้าวสุจริตธำรง (นาค) เป็นบุตรีคหบดีจีน ท้าวสุจริตธำรง เป็นพระราชมารดาของ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) และ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา ทรงเป็นพระราชอัยกีใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
.
สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา ทรงเป็นพระราชมารดาใน สมเด็จพระสรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เป็นพระอัครมเหสีใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชโอรสคือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก พระบรมราชชนกใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และ พระบาทสมเด็จพระมหาชนกาธิเบศร ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระราชอัยกาใน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระบรมราชินี (ต่อมา พระวรราชชายา) พระนามเดิม ประไพ สุจริตกุล พระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ธิดาของ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) กับ ท่านผู้หญิงสุธรรมมนตรี (กิมไล้ สุจริตกุล) มีเชื้อสายจีนเพราะเป็นธิดาของ ขุนพัฒน์ (หอย เตชะกำพุช) นายอากรบ่อนเบี้ย กับ นางเลี้ยบ เตชะกำพุช มีบ้านเดิมอยู่ที่สำเพ็ง

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ทรงมีเชื้อสายจีนเช่นกัน พระบิดาคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ ซึ่งทรงมีเชื้อสายราชินิกุลสุจริตกุล มีเชื้อสายจีน ส่วนพระมารดาคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรและ หม่อมสุ่น คัคนางค์ ผู้เป็นธิดาพ่อค้าผ้าแพรเชื้อสายจีนชื่อกิมจากย่านสะพานหัน

สี่ เจ้าจอมมารดาอ่วม ธิดาของ พระยาพิสณฑ์สมบัติบริบูรณ์ (เจ้าสัวยิ้ม พิศลยบุตร) อภิมหาเศรษฐีและ มารดาชื่อ "ปราง" เชื้อสายจีนจากสกุล "สมบัติศิริ" เจ้าจอมมารดาอ่วม รับราชการใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเจ้าจอมมารดาของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระจันทบุรีนฤนาถ ผู้เป็นพระปัยยิกา (ทวด) ใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ประสูติวันจันทร์ ปีจอ เดือนเจ็ด จนทรงถูกล้อว่า วันจันทร์ ปีจอ เดือนเจ็ด ลูกพระจุล หลานพระจอม ลูกเจ้า หลานเจ๊ก

ห้า สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงมีเชื้อสายจีนจากครอบครัวไทยจีนที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ทรงมีพระราชมารดาคือ คุณหญิงจั่งเฮียง ติดใจ

อันที่จริงยังมีราชสกุลในราชวงศ์จักรีอีกหลายราชสกุลที่สืบเชื้อสายจีน ได้แก่

ราชสกุลปราโมช และ กปิตถา จาก เจ้าจอมมารดาอัมพา ในรัชกาลที่ 2 ซึ่ง พลตรีหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ยืนยันว่าบทกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ที่ว่า สายหยุดพุดจีบจีน เจ้ามีสินพี่มีศักดิ์ ทั้งวังเขาชังนัก แต่พี่รักเจ้าคนเดียว เป็นพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระราชทานให้แก่เจ้าจอมมารดาอำภา เชื้อสายจีนที่ทรงโปรดมาก

ราชสกุลยุคล ในรัชกาลที่ 5 มี เจ้าจอมมารดาจีน ผู้เป็นหม่อมใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูมินทรภักดี เป็นพระชนนีของ พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา พระอรรคชายาใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าเลือดจีนในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์นั้น มาจากสายราชินิกุล คือทางพระราชบุรพการีสายพระราชมารดาแทบทั้งหมด

ดังนั้น คำกล่าวของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ถวายการต้อนรับ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า ไทยกับจีนใกล้ชิดกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน จึงหาได้เป็นคำกล่าวที่เกินเลยไปไม่แต่ประการใด แต่เป็นความจริง เพราะในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์นั้นมีเลือดจีนอยู่จริงในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงมากดังที่ได้กล่าวมานี้

ผู้จัดชูแนวคิด “ให้ทุกคนเข้าถึงกีฬา” ต้อนรับ 'ซีเกมส์ ครั้งที่ 33' เข้าชมฟรี พิธีเปิด-ปิด ซีเกมส์2025 ลงทะเบียน 26 พ.ย.นี้

(16 พ.ย. 68) ไทยประกาศข่าวดีต้อนรับ 'ซีเกมส์ ครั้งที่ 33' โดยเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าชมการแข่งขันฟรีทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่ต้องการให้ทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงงานใหญ่ระดับภูมิภาคนี้ได้

ผู้จัดชูแนวคิด “ให้ทุกคนเข้าถึงกีฬา” โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาย้ำว่า 'มหกรรมกีฬาเพื่อประชาชน' รอบนี้จะเปิดรับนักเรียน นักศึกษา ผู้พิการ และกลุ่มผู้ด้อยโอกาสเป็นพิเศษ “เราต้องการสร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชนและขยายโอกาสให้คนไทยทุกคน” ข้อความจากแถลงหลักของผู้จัดงาน
.
สำหรับการแข่งขันจะกระจายไป 3 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (พิธีเปิดและกีฬาหลัก), ชลบุรี (กีฬาทางน้ำและในร่ม), สงขลา (เดิมวางแผนฟุตบอลแต่มีการเปลี่ยนแปลงบางส่วน) ขณะที่ฟุตบอลชายรอบแบ่งกลุ่มจะย้ายมาแข่งที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เนื่องจากคาดว่าคนดูจะหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก

แม้เข้าสู่สนามฟรี แต่ประชาชนต้องลงทะเบียนในระบบกลางซึ่งจะเปิดให้เลือกทั้งประเภทกีฬา, รอบแข่งขัน, ที่นั่ง และมีโควตาพิเศษกลุ่มเป้าหมาย พร้อมช่องทางรับชมผ่าน Fan Zone รอบสนามในกรณีที่ที่นั่งเต็ม ด้านผู้จัดแจ้งว่ารายละเอียดขั้นตอนลงทะเบียนและรับบัตรจะอัปเดตผ่านช่องทางทางการเร็วๆ นี้

การเปิดซีเกมส์เข้าชมฟรีครั้งนี้นับเป็น “ของขวัญ” จากเจ้าภาพ หลังไทยห่างหายการจัดงานมา18ปี และสะท้อนเป้าหมายยกระดับกีฬาไทยให้ทั่วถึงและยั่งยืนต่อไป
 

ลำปาง-ผนึกกำลังเครือข่าย พสบ. จิตอาสา 904 และ กฟผ. (EGAT) ส่งต่อความห่วงใย มอบถุงยังชีพและแพมเพิสถึงบ้านผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง อ.เถิน ลำปาง

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. เครือข่ายจิตอาสาจากหลายภาคส่วน นำโดย ผศ.ดร.ธนกร สิริสุคันธา ประธานหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาการจัดการ ม.ราชภัฏลำปาง ในฐานะผู้แทนจาก หลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ผู้บริหารระดับสูง กองทัพภาคที่ 3 รุ่นที่ 5 (พสบ.) พร้อมด้วย จิตอาสา 904 ร.อ.หญิง นันทา หอมแก่นจันทร์ และ จ.ส.อ.พลภัทร … ได้ลงพื้นที่บ้านห้วยเกี๋ยง หมู่ 9 ตำบลนาโป่ง อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง เพื่อมอบถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภคที่ได้รับการสนับสนุนหลักจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง

การส่งมอบครั้งนี้เป็นการนำถุงยังชีพคุณภาพจาก กฟผ. ซึ่งประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง, น้ำมันพืช น้ำดื่ม นม ขนม และสิ่งของจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยคือแพมเพิส ไปมอบให้ถึงที่พักของผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางในพื้นที่รวมจำนวน 4 ราย ได้แก่ นายสวัสดิ์ ชมภู, นางอาวร ปุ้มตะมะ, นายศรียน สุยะพรม และ นายศรีทวน พุทธิหนอย

การดำเนินการได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากผู้นำชุมชนในพื้นที่ อาทิ นางเรือน แก้ววงศ์เครือ กำนันตำบลนาโป่ง, นายประเสริฐ คำแก้ว ผู้ใหญ่บ้านบ้านนาโป่ง, นายวรพงศ์ คำแก้ว สมาชิกสภา อบต.นาโป่ง, นางสาวอรอารีย์ คำแก้ว นักพัฒนาชุมชน อบต.นาโป่ง และ นางอินทิรา ปิมวงศ์ ประธาน อสม.ตำบลนาโป่ง ซึ่งได้ร่วมส่งมอบกำลังใจและความห่วงใยแก่พี่น้องประชาชนอย่างอบอุ่น

กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่ยังสะท้อนถึงความมีน้ำใจ ความสามัคคี และการแบ่งปันในชุมชน ซึ่งเป็นแก่นสำคัญของการทำงานจิตอาสา การผนึกกำลังกันระหว่างภาคการศึกษา ภาคพลังงาน และเครือข่ายจิตอาสา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือสังคมอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างรอยยิ้ม เติมพลังใจให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างยั่งยืน


 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top