Sunday, 19 July 2026
Hard News Team

สมุทรปราการ-นักเรียน PWS ผงาด!! คว้าเหรียญทองศึกแห่งศักดิ์ศรี การแข่งขันกีฬานักเรียน เตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพ กระสาเกมส์ ปี 2569

นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา พร้อมด้วย ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต 2 สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา นำคณะผู้บริหาร 

ประธานสภาเทศบาล คณะสมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ คณะครู เดินทางไปร่วมพิธีปิดการแข่งขัน “ตากสินระยองเกมส์” หรือการแข่งขันกีฬา อปท. ครั้งที่ 40 รอบคัดเลือกระดับภาคตะวันออก ณ สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง

โดยทางด้าน นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา และ ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จังหวัดสมุทรปราการ (สมัยที่ 25)
และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา ได้สนับสนุนและให้ความสำคัญด้านการศึกษามาโดยตลอด


รวมถึงการสนับสนุนส่งเสริมนักเรียนในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลแพรกษาให้มีความรู้ ความสามารถในด้านต่างๆ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้นักเรียนได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขัน ตากสินระยองเกมส์ จ.ระยอง เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย
รอบคัดเลือกระดับภาคตะวันออก ครั้งที่ 40 ตากสินระยองเกมส์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 15 พฤศจิกายน 2568


โดยในปี 2569 เทศบาลตำบลแพรกษา เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 41 กระสาเกมส์ 2026 


อย่างไรก็ตาม นักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขัน ทั้งชั้นอนุบาลแพรกษาวิเทศศึกษา โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา และมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา ก็ได้ประกาศชัยชนะในการแข่งขันระดับภาคตะวันออก นับว่าเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีด้วยการคว้ารางวัลกับมา ประกอบด้วย 7 เหรียญทอง 7 เหรียญเงิน 4 เหรียญทองแดง และเตรียมพร้อมการเป็นเจ้าภาพในปี 2569 ต่อไป “กระสาเกมส์”

 

ที่ยังทำธุรกิจค้าขายกับรัสเซีย หนุนกฎหมายคว่ำบาตรสุดโหด เปิดทางขึ้นภาษีนำเข้าสูงสุด 500% ‘จีน–อินเดีย’ เป้าหลัก ‘อิหร่าน’ อยู่ในเรดาร์

(17 พ.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุพร้อมสนับสนุนร่างกฎหมายของวุฒิสภาที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มข้นต่อประเทศที่ยังทำธุรกิจกับรัสเซีย โดยบอกกับสื่อมวลชนก่อนออกเดินทางจากฟลอริดากลับวอชิงตันว่า พรรครีพับลิกันกำลังผลักดันกฎหมายลงโทษ “ทุกประเทศที่ทำธุรกิจกับรัสเซีย” 

ร่างกฎหมายซึ่งผลักดันโดยลินด์ซีย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกจากมลรัฐเซาท์แคโรไลนา เปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถเก็บภาษีนำเข้าสูงสุดถึง 500% จากประเทศที่ยังซื้อน้ำมันและพลังงานจากรัสเซีย แต่ไม่ได้ให้การสนับสนุนยูเครนอย่างจริงจัง เป้าหมายจึงพุ่งไปที่ผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ของรัสเซีย จีนและอินเดียเป็นหลัก ทรัมป์ยังระบุว่าอาจ “ใส่อิหร่านเข้าไปด้วย” ในชุดมาตรการครั้งนี้ แม้ยังไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ที่ผ่านมาทรัมป์ลังเลจะหนุนมาตรการคว่ำบาตรเพิ่ม เพราะต้องการเปิดช่องเจรจาสันติภาพระหว่างประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน แต่จนถึงตอนนี้สงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 4 ปี ยังไม่มีสัญญาณว่าปูตินจะยอมถอย ท่ามกลางการโจมตีทางอากาศของรัสเซียที่ทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ยูเครนก็หันไปโจมตีโครงสร้างน้ำมันของรัสเซียเพื่อตัดกำลังเช่นกัน

ทั้งนี้ ภายในสภาคองเกรส ฝ่ายเดโมแครตและรีพับลิกันส่วนหนึ่งต่างผลักดันแนวคิดลงโทษรัสเซียเพิ่มขึ้น เพื่อกดดันให้มอสโกยุติสงครามยูเครน การที่ทรัมป์ออกมาบอกว่ามาตรการคว่ำบาตรประเทศที่ค้าขายกับรัสเซีย จึงถูกมองว่าอาจทำให้ร่างกฎหมายเดินหน้าเร็วขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อประเทศที่ยังพึ่งพาพลังงานรัสเซีย

 

“พีระพันธุ์” เปิดสำนักงานพรรคสาขาใหม่ หนุน “ชาติชาย” ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 2 ชูภาพ “พรรคของ DNA คนทำงาน” แก้ค่าครองชีพ พร้อมสานต่อ “โซลาร์เสรี

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ลงพื้นที่ อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี เพื่อทำพิธีเปิดสำนักงานตัวแทนพรรคสาขาจังหวัดอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัว นายชาติชาย ศักดิ์อิสระพงศ์ หรือ “ตั้ม” ในฐานะว่าที่ผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี เขต 2 ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของประชาชนในพื้นที่ที่มาร่วมงานหลายร้อยคน

พีระพันธุ์ย้ำว่า รทสช.เป็น “พรรคของคนทำงาน” การเมืองต้องทำเพื่อประชาชน ไม่ใช่เล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว พร้อมฝาก “ตั้ม ชาติชาย” ลูกหลานคนกาญจนบุรีซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์การเมือง และตั้งใจลงมาทำงานจริงจัง ขอให้ชาวกาญจนบุรีพิจารณาให้โอกาสเป็นตัวแทนในสภาฯ โดยยืนยันว่าตนเองทำงานการเมืองมากว่า 30 ปี ไม่เคยยึดติดตำแหน่ง แต่มุ่งดูแลปากท้องประชาชนเป็นหลัก

หัวหน้าพรรคยังชูผลงานด้านพลังงานในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการลดค่าไฟฟ้าและตรึงราคาแก๊สหุงต้ม พร้อมต่อยอดนโยบายเพื่อเกษตรกรในกาญจนบุรี ผ่าน “เกษตรแปลงใหญ่” ให้รัฐร่วมลงทุนกับกลุ่มเกษตรกร สนับสนุนทุน เทคโนโลยี ปัจจัยการผลิต และตลาด รวมถึงแนวคิดทำปุ๋ยจากแร่โพแทชในประเทศ ลดต้นทุนเกษตร และเดินหน้า “โซลาร์เสรี” พลังงานทดแทน น้ำมันชุมชน และโครงการผลิตไฟฟ้าจากใบอ้อย โดยมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค ซึ่งเชี่ยวชาญด้านเกษตร มาช่วยผลักดันให้สำเร็จ

ด้านชาติชาย กล่าวขอบคุณพีระพันธุ์ที่ให้เกียรติมาเปิดสำนักงานพรรคในกาญจนบุรี พร้อมระบุว่าการตัดสินใจเข้าร่วมพรรครวมไทยสร้างชาติ มาจากอุดมการณ์ที่ตรงกัน คืออยากทำงานให้ประชาชน ไม่เน้นเล่นเกมการเมือง โดยตนได้ลงพื้นที่กว่า 200 หมู่บ้านในเขต 2 รับรู้ปัญหาค่าครองชีพและต้นทุนเกษตรที่สูง และหวังจะได้รับโอกาสจากประชาชนเข้าไปแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างจริงจัง



 

ผบ.ตร. ยกย่องชื่นชม “จ.ส.ต.จิรายุ วงษ์บุบผา” คว้าตัวเด็กหญิง รอดจากถูกรถชนบนทางม้าลาย เตรียมมอบรางวัลส่งเสริมตำรวจทำดี

วันนี้ (16 พฤศจิกายน 2568) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีหนังสือยกย่องชื่นชม จ.ส.ต.จิรายุ วงษ์บุบผา อายุ 33 ปี ผบ.หมู่ (ป.) สภ.เมืองสมุทรสงคราม ที่ทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ช่วยนักเรียนหญิงให้ปลอดภัยจากการถูกรถชน ขณะปฏิบัติหน้าที่อำนวยการจราจร จนได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนและสื่อมวลชนยกให้เป็น “ตำรวจฮีโร่” 

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผบ.ตร. ชื่นชม จ.ส.ต.จิรายุ ฯ ว่าเป็นตำรวจจราจรมืออาชีพ มีไหวพริบปฏิภาณ และมีจิตวิญญาณความเป็นตำรวจ เข้าช่วยเหลือเด็กหญิงได้อย่างทันท่วงที “ตำรวจแบบนี้นี่แหละที่สังคมต้องการ” โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เมื่อช่วงเย็นวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ขณะที่ จ.ส.ต.จิรายุ ฯ กำลังอำนวยความสะดวกการจราจรดูแลความปลอดภัยให้กับนักเรียน ผู้ปกครอง รวมทั้งผู้ใช้รถใช้ถนนบริเวณทางม้าลายหน้าโรงเรียนแห่งหนึ่ง ขณะได้ทำสัญญาณมือส่งสัญญาณให้รถจอดบริเวณทางม้าลาย เพื่อให้เด็กนักเรียนข้ามถนน มีรถยนต์เก๋งคันหนึ่งเคลื่อนตัวกะทันหันฝ่าสัญญาณมือ เกือบจะชนเด็กที่วิ่งข้ามทางม้าลาย ตำรวจนายดังกล่าวหันไปคว้าตัวเด็กไว้อย่างรวดเร็วทำให้ไม่ถูกรถชน ก่อนเรียกรถคันดังกล่าวสอบถาม ซึ่งคนขับแจ้งว่าไม่เห็นสัญญาณมือ จึงเคลื่อนรถออกอย่างรวดเร็วเกือบจะชนเด็กนักเรียน โดยได้ตักเตือนคนขับ ที่ได้แสดงความขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่ได้ดำเนินคดีคนขับ หลังทำการตักเตือนก็ได้ปล่อยให้ขับรถออกไป เพื่อกลับไปทำหน้าที่อำนวยการจราจรที่หน้าโรงเรียนต่อ

พล.ต.ท.ชัยต์พจนฯ กล่าวว่า ผบ.ตร. ยกย่องว่า นี่คือตัวอย่างที่ดีของตำรวจ และสั่งการให้ สำนักงานกำลังพลรวบรวมรายชื่อตำรวจทำดี ช่วยเหลือดูแลประชาชนจนเป็นที่ประจักษ์ รวมถึงกรณีนี้ด้วย มารับมอบเกียรติบัตร ยกย่องชมเชยจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเป็นกำลังใจ ส่งเสริมให้ตำรวจทำดี มีจิตวิญญาณความเป็นตำรวจพิทักษ์สันติราษฎร์เพื่อความสงบสุขของสังคมต่อไป

ใส่ใจสุขภาพพนักงาน “บางกอกแอร์เวย์ส” และ “เจแปนแอร์ไลน์” สองสายการบินระดับโลก สั่งปลดล็อก ให้ลูกเรือใส่รองเท้าผ้าใบบนไฟลต์ได้ เพื่อช่วยลดอาการล้าและบาดเจ็บจากคัทชู

(17 พ.ย. 68) สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ (JAL) ประกาศอนุญาตให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน สามารถใส่รองเท้าผ้าใบระหว่างปฏิบัติงานได้อย่างเป็นทางการ เหตุผลสำคัญคือช่วยลดอาการล้าและอาการบาดเจ็บจากการต้องยืนและเดินเป็นเวลานานในสนามบินและบนเครื่องบิน มาตรการนี้ครอบคลุมพนักงานในเครือราว 14,000 คน โดยกำหนดให้เป็นรองเท้าผ้าใบสีดำล้วน ไม่มีลาย และต้องเข้ากับชุดยูนิฟอร์ม ส่วนยี่ห้อหรือรุ่นเปิดให้เลือกได้ตามสะดวก จากเดิมที่อนุญาตเฉพาะรองเท้าหนัง รองเท้าส้นสูง หรือคัทชูเท่านั้น

แนวโน้มนี้สอดคล้องกับการขยับตัวของสายการบินในไทยอย่างบางกอกแอร์เวย์ส ที่จับมือสปอร์ตแบรนด์ระดับโลก PUMA เปิดตัวรองเท้าผ้าใบคอลเลกชันพิเศษ “Bangkok Airways x PUMA” สำหรับพนักงานบริการส่วนหน้า ทั้งนักบิน แอร์โฮสเตส พนักงานภาคพื้นดิน ไปจนถึงพนักงานสำรองที่นั่งและออกบัตรโดยสาร เพื่อให้ยูนิฟอร์มไม่ได้มีดีแค่ดูสวยหรู แต่ใส่สบาย ทันสมัย และสะท้อนตัวตนของแบรนด์ “Asia’s Boutique Airline” ได้ชัดขึ้น

PUMA มองว่าความร่วมมือนี้เป็นตัวอย่างของเทรนด์ “Collaboration” ที่มากกว่าแค่เอาโลโก้มาวางคู่กัน แต่เป็นการหลอมรวมจุดแข็งของทั้งสองฝั่ง ทั้งเรื่องแฟชั่น กีฬา นวัตกรรม และภาพลักษณ์การบริการระดับบูทีค เพื่อสร้างบทสนทนาทางวัฒนธรรมใหม่ๆ ขยายฐานคนรู้จักแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น ทั้งในวงการการบินและสายแฟชั่นสตรีทแวร์

ในภาพรวม นโยบายให้พนักงานบริการส่วนหน้าสวมรองเท้าผ้าใบได้ ทั้งของ JAL และบางกอกแอร์เวย์ส สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองของอุตสาหกรรมการบิน ที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและสวัสดิภาพของพนักงานมากขึ้น เมื่อพนักงานรู้สึกสบายตัวและมั่นใจในยูนิฟอร์ม ก็มีแนวโน้มจะส่งต่อพลังบวกและการบริการที่ดีขึ้นให้ผู้โดยสาร นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องรองเท้าหนึ่งคู่ แต่คือสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ในรันเวย์การบินไทยและต่างประเทศที่น่าจับตาอย่างยิ่ง
 

“ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” ผู้ว่าฯ สุพรรณบุรี คนใหม่ พ่อเมืองสายลงพื้นที่-คิดเป็นระบบ ผู้นำที่ชาวสุพรรณบุรีไว้ใจได้

จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นหนึ่งในหัวใจเศรษฐกิจภาคกลางของไทย เมืองเก่าแก่ที่ผสมทั้งประวัติศาสตร์ สมรภูมิดอนเจดีย์ ตำนาน “ขุนช้าง–ขุนแผน” วัดสำคัญหลายแห่ง และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ใกล้กรุงเทพฯ ให้คนมาเที่ยวแบบไป–กลับได้สบาย ๆ

 

ขณะเดียวกันสุพรรณบุรีก็ยังเป็น “เมืองเกษตร” เต็มตัว ประชากรส่วนใหญ่กว่า 80% มีอาชีพทำไร่ ทำนา ทำสวน อยู่บนพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะกับทั้งเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูปที่กระจายตัวทั่วจังหวัด เมืองที่ต้องประคองทั้งเกษตร–อุตสาหกรรม–ท่องเที่ยวแบบนี้ จึงต้องการผู้นำที่เข้าใจภาพใหญ่ของประเทศ และลงลึกถึงชีวิตคนในพื้นที่ได้จริง

 

การที่ “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” ได้รับการแต่งตั้งให้ย้ายจากผู้ว่าราชการจังหวัดตราด มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี จึงถูกจับตาอย่างมากว่าเขาจะเป็น “พ่อเมืองที่ชาวสุพรรณบุรีไว้ใจได้” คนต่อไป

.

เส้นทางชีวิตของ ณัฐพงษ์ วางอยู่บนพื้นฐานด้านการเมืองการปกครองและการบริหารรัฐกิจที่แข็งแรง เขาสำเร็จการศึกษา รัฐศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และต่อด้วย พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งเป็นสายวิชาที่เน้นการวางนโยบายและบริหารภาครัฐโดยตรง ก่อนจะเติบโตในสายงานกระทรวงมหาดไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านบทบาทสำคัญหลายตำแหน่งในระดับจังหวัด

 

ในแง่ประสบการณ์ทำงาน “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” ผ่านสมรภูมิการบริหารพื้นที่ที่หลากหลาย ทั้งเคยเป็น **รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ในพื้นที่เกษตรกรรมและชนบท เคยเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด จังหวัดชายแดน–เมืองเกาะท่องเที่ยว และต่อมาเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปริมณฑลที่เป็นทั้งเมืองอุตสาหกรรมและเมืองรองของกรุงเทพฯ ประสบการณ์จากจังหวัดชายแดน จังหวัดเกษตร และจังหวัดอุตสาหกรรม ทำให้เขาเข้าใจโจทย์ของพื้นที่ที่ต่างกันมาก ก่อนจะได้รับความไว้วางใจจาก ครม. เมื่อปลายปี 2566 ให้ขึ้นเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด คนที่ 49

 

ช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตราดคือช่วงที่ทำให้ชื่อของ “ณัฐพงษ์” ถูกมองว่าเป็นคนทำงานที่ “คิดเป็นระบบ และฟังคนหน้างาน” เขาเป็นประธานเปิดเวทีจัดทำและทบทวน แผนพัฒนาจังหวัดตราด พ.ศ. 2566–2570 และร่วมขับเคลื่อนการจัดทำเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดตราด 20 ปี (พ.ศ. 2566–2585) โดยย้ำการใช้ “ข้อมูลและสถิติ” มาเป็นฐานในการวางทิศทางเมืองเกาะท่องเที่ยวชายแดนให้เติบโตอย่างสมดุล ทั้งในมิติการท่องเที่ยว เศรษฐกิจฐานราก โครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งแวดล้อม สไตล์การทำงานแบบนี้คือจุดแข็งสำคัญที่จะต่อยอดมาสู่การออกแบบอนาคตสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดเกษตร–อุตสาหกรรมที่ต้องการวิสัยทัศน์ระยะยาวไม่แพ้กัน

 

อีกภาพหนึ่งที่ชัดเจนในสมัยเป็นผู้ว่าฯ ตราด คือการเลือก “ลงพื้นที่จริง มากกว่าดูแค่รายงาน” เขาเคยลงพื้นที่เกาะกูด หลังมีกระแสข่าวว่านักท่องเที่ยวลดลงจากประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย–กัมพูชา เพื่อคุยตรงกับชาวบ้านและผู้ประกอบการ ฟังข้อเท็จจริง และช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าการท่องเที่ยวยังเดินหน้าต่อได้อย่างปลอดภัยและสงบสุข ควบคู่กับการประชุมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งจังหวัด เพื่อเชื่อมโยงนโยบายจังหวัดกับการทำงานของเทศบาลและ อบต. ให้ลดช่องว่างระหว่าง “เกาะกับฝั่ง” ให้ได้มากที่สุด

 

วิธีคิดที่มองทั้งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความมั่นคงชายแดนพร้อมกันแบบนี้ เป็นประสบการณ์ตรงที่สามารถนำมาปรับใช้กับสุพรรณบุรี ซึ่งต้องบาลานซ์ทั้งเกษตร ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมในจังหวัดเดียวกัน

 

ในด้าน “คนและสังคม” ณัฐพงษ์ก็ไม่ได้ทำงานอยู่แค่ในห้องประชุม เขาเคยลงพื้นที่ โรงเรียนบ้านโป่ง อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด เพื่อให้กำลังใจครู–นักเรียน และบรรยายพิเศษหัวข้อ “ประวัติศาสตร์ชาติไทย” เพื่อปลูกฝังความรู้ ความเข้าใจ และอุดมการณ์รักชาติให้กับเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลชายแดน นอกจากนี้ยังรับบทเป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดตราด ขับเคลื่อนงานจิตอาสา 904 และกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาในหลายวาระสำคัญของชาติ ด้วยการประชุมกำหนดทิศทางงานอาสา และลงพื้นที่ร่วมกับประชาชนด้วยตัวเอง

 

บทบาทเหล่านี้สะท้อนว่าเขาให้ความสำคัญกับ “ทุนมนุษย์” และ “จิตสำนึกสาธารณะ” ไม่แพ้งานโครงสร้างพื้นฐานหรือเศรษฐกิจ

 

และเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติ แต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย 45 ราย หนึ่งในนั้นคือ “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตราด และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีอย่างเป็นทางการ

 

การย้ายครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนพื้นที่ปฏิบัติงาน แต่คือการนำ “ประสบการณ์จากเมืองชายแดน–เมืองเกาะท่องเที่ยว” มาต่อยอดใน “เมืองเกษตร–เมืองประวัติศาสตร์” ที่มีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อาหารและเศรษฐกิจภาคกลางของประเทศ

 

เมื่อมองย้อนจากผลงานที่ผ่านมา ภาพที่ชัดเจนของ “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” คือผู้นำที่วางแผนเป็นระบบ ใช้ข้อมูลจริง ลงหน้างานจริง และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม เขาเคยทำงานกับจังหวัดเกษตร จังหวัดชายแดน จังหวัดอุตสาหกรรม รวมถึงจังหวัดท่องเที่ยว ทำให้เข้าใจดีว่า “ตัวเลขเศรษฐกิจ” จะยั่งยืนไม่ได้ หากไม่ผูกโยงกับคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ และการดูแลทรัพยากรให้สมดุลกัน

 

สำหรับชาวสุพรรณบุรีแล้ว การได้พ่อเมืองที่ผ่านสมรภูมิการบริหารหลากหลาย และมีผลงานชัดบนเวทีจังหวัดตราดเช่นนี้ นับเป็นทั้งโอกาสและความหวังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนสุพรรณบุรีให้เป็น เมืองเกษตรเข้มแข็ง เมืองท่องเที่ยวมีเสน่ห์ และเมืองที่คนอยู่แล้ว “ภูมิใจและไว้ใจ” ผู้นำของตัวเองได้อย่างแท้จริง

 

“กองเรือยุทธการ” แจ้งงดการเข้าเยี่ยมชม “เรือหลวงจักรีนฤเบศร” เป็นการชั่วคราว  เพื่อความปลอดภัย จากความไม่สงบชายแดน และรักษาความลับทางราชการ

(17 พ.ย. 68) เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน  มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยและเป็นการรักษาความลับของทางราชการ 

จึงขอปิดการเยี่ยมชมเรือ เป็นการชั่วคราว และ ขออภัยพี่น้องประชาชนที่เตรียมการมาเยี่ยมชมเรือ เมื่อสถานการณ์ชายแดนดีขึ้น จะกลับมาเปิดให้ทุกท่านได้เยี่ยมชมอีกครั้ง 

 

เป็นห่วงความปลอดภัย แนะงดเที่ยวญี่ปุ่น หลัง “นายกฯ ทาคาอิจิ” พูดปมไต้หวัน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวแดนมังกรลดฮวบ ตลาดหุ้น–ร้านค้าปลีกดิ่งรับแรงสั่นสะเทือน

(17 พ.ย. 68) กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนออกคำแนะนำอย่างเป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ (16 พ.ย.) ขอให้ชาวจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงนี้ โดยอ้างถึง “สถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เลวร้ายลง” ต่อพลเมืองจีนในญี่ปุ่น และกระแสตึงเครียดทางการเมือง หลังจากนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นให้ความเห็นเกี่ยวกับไต้หวันในเชิงเผชิญหน้า จนถูกมองว่าเป็นถ้อยแถลงที่ “ยั่วยุ” ปักกิ่ง 

แถลงการณ์ระบุให้ชาวจีนที่ยังอยู่ในญี่ปุ่นติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด เพิ่มความระมัดระวัง ดูแลความปลอดภัยตนเอง และหากเกิดเหตุฉุกเฉินให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่น หรือสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลจีนในญี่ปุ่นทันที ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกคำเตือนด้านการเดินทางล่วงหน้าไว้แล้ว ก่อนที่กระทรวงวัฒนธรรมฯ จะซ้ำย้ำอีกครั้ง

คำเตือนดังกล่าวกระทบทันทีต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น โดยเช้าวันจันทร์ หุ้นบริษัทที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจีนร่วงหนัก เช่น ชิเซโด้ ผู้ผลิตเครื่องสำอาง รายงานว่าหุ้นดิ่งราว 9% ขณะที่ห้างสรรพสินค้าทาคา‌ชิมายะลดลงกว่า 5% และฟาสต์รีเทลลิ่ง เจ้าของแบรนด์ยูนิโคล่ ร่วงมากกว่า 4% ทั้งที่จีนถือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ชนวนเริ่มจากคำพูดของทาคาอิจิในสภาญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน เธอกล่าวว่า หากจีนใช้กำลังทหารกับไต้หวัน อาจถือเป็น “สถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น” และอาจเปิดทางให้ญี่ปุ่นใช้กำลังตอบโต้ได้ตามกติกาของตัวเอง

แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะออกมาย้ำทีหลังว่า นโยบายต่อไต้หวัน “ยังเหมือนเดิม” ไม่ได้เปลี่ยนไป แต่เพราะทาคาอิจิมีภาพลักษณ์เป็นคนวิจารณ์จีนอย่างหนัก และเคยแสดงท่าทีหนุนไต้หวันหลายครั้ง จีนจึงยิ่งจับตามองเธอและท่าทีของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด

เริ่มแล้ว!! เทศกาลดอกบัวตองบาน ณ ดอยแม่อูคอ แม่ฮ่องสอน ประจำปี 2568 ดอกไม้เหลืองอร่ามท่ามกลางอากาศหนาวเย็นบริสุทธิ์ จุดหมายท่องเที่ยวหน้าหนาวที่นักเดินทางไม่ควรพลาด

จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดแห่งการท่องเที่ยว ทางธรรมชาติ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าไม้และภูเขาที่สูงชันสลับซับซ้อน สภาพแวดล้อม ทางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ สัญลักษณ์หนึ่งที่มีชื่อเสียง และถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดแม่ฮ่องสอน คือ ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ

ดอยแม่อูคอ มีเนื้อที่ประมาณ 515 ไร่ ตั้งอยู่บนดอยแม่อูคอ ตำบลแม่อูคอ อำเภอขุนยวม ซึ่งอยู่ในพื้นพื้นที่รับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลแม่อูคอ ที่ระดับความสูง 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล นักท่องเที่ยวนิยมชื่นชมความสวยงามของดอกบัวตองและธรรมชาติ อากาศที่หนาวเย็นและบริสุทธิ์

เพื่อเป็นการส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการท่องเที่ยวทุ่งบัวตอง ดอยแม่อูคอ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงได้ร่วมกับ เทศบาลตำบลขุนยวม และองค์การบริหารส่วนตำบลแม่อูคอ จึงจัดทำโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ดนตรี และศิลปะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน กิจกรรมหลัก ส่งเสริมการท่องเที่ยวเทศกาลดอกบัวตองบานอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน กิจกรรมย่อยที่ 2 กิจกรรมส่งเสริมเทศกาล ดอกบัวตองบานบนดอยแม่อูคอ

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ดนตรี และศิลปะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้มีมาตรฐานรองรับการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

และเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ณ วนอุทยานทุ่งบัวตอง บริเวณศาลาแปดเหลี่ยม ดอยแม่อูคอ หมู่ที่ 6 ตำบลแม่อูคอ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็ได้เป็นประธานในพิธีเปิดเทศกาลท่องเที่ยวดอกบัวตองบาน บนดอยแม่อูคอ ประจำปี 2568 โดยปลัดอาวุโส รักษาราชการแทนนายอำเภอขุนยวม กล่าวต้อนรับ และนางสาวริชญา ชะอุ่ม ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวรายงาน

นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า “เทศกาลนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้นักท่องเที่ยว ได้เห็นถึงความสวยงามของธรรมชาติ ที่ยิ่งใหญ่ แต่ยังช่วยส่งเสริมรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่ ช่วยกระจายรายได้สู่คนในท้องถิ่นและเทศกาลนี้เป็นโอกาสอันดีในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างนักท่องเที่ยวและชุมชน รวมถึงทำให้จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น”

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/TATHGN/?locale=th_TH 

 

“พระราชินีสุทิดา” ไอคอนแห่งความสง่างาม บนเวทีการทูตปักกิ่ง ยกฉลองพระองค์ ชุดไหมไทยสีดำประดับเส้นทอง ส่งให้ภาพลักษณ์สง่างามสมพระเกียรติ

(17 พ.ย. 68) สื่อจีนจำนวนมาก รวมถึงสื่อในฮ่องกงและไต้หวัน ต่างนำเสนอข่าวเกี่ยวกับกระแสชื่นชมฉลองพระองค์ของสมเด็จพระราชินีสุทิดา หลังจากที่สื่อสังคมออนไลน์ของจีนเกิดกระแสกล่าวถึงพระอิริยาบถและการแต่งกายของพระองค์อย่างกว้างขวาง

สื่อระบุว่า ในงานเลี้ยงรัฐพิธีที่กรุงปักกิ่ง สมเด็จพระราชินีสุทิดาทรงฉลองพระองค์ไทยโบราณสีดำ ทำจากไหมไทยลายเข้มประดับเส้นทอง พร้อมกระเป๋าทรงเครื่องหอมสีดำ ส่งให้ภาพลักษณ์โดยรวมดูสง่างาม สุภาพ สำรวม และมีความหมายลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ การเลือกฉลองพระองค์สีดำจึงยิ่งได้รับความสนใจและความชื่นชมจากชาวจีน

ในอีกบทความหนึ่ง สื่อจีนรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ระหว่างการเสด็จเยือนจีน พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระราชินีสุทิดาทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนประชาชนจีน ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน โดยสมเด็จพระราชินีสุทิดากลายเป็นจุดสนใจ เพราะฉลองพระองค์ที่ทรงเลือกสวมใส่ทุกวันล้วนได้รับเสียงชื่นชม

วันที่สามของการเยือน พระราชินีทรงสวมโค้ทสีน้ำเงินเข้มแบบเข้ารูป ประกอบกับรองเท้าส้นสูง 10 เซนติเมตร ดูสง่างาม สุภาพ และเหมาะสมกับพิธีการ ตลอดการเยือน พระองค์ทรงเปลี่ยนชุดหลายแบบ โดยเฉพาะโค้ทที่ทรงสวมในวันแรกได้รับคำชมเป็นอย่างมาก

พระราชินีสุทิดายังทรงฉลองพระองค์ไทยประเพณี 2 ชุด ในพิธีต้อนรับและงานเลี้ยงรัฐพิธี ซึ่งได้รับคำชื่นชมว่าสง่างาม “สมตำแหน่งพระราชินี” ชาวจีนจำนวนมากยังกล่าวว่า แม้พระองค์มีพระชนมายุ 46 พรรษา แต่ยังทรงดูอ่อนเยาว์ เปี่ยมด้วยความสำรวม อ่อนโยน และมีราศี

การเยือนครั้งนี้ทำให้ประชาชนจีนจำนวนมากประทับใจ จนเกิดกระแสผู้ติดตามและแฟนคลับของสมเด็จพระราชินีสุทิดาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top