Saturday, 17 October 2026
Hard News Team

ทำไมนักการเมืองบางคน ติดคุกคดีทุจริต หรือใช้อำนาจมิชอบ แต่ออกมาแล้วยิ่งใหญ่กว่าเดิม ได้รับความชอบธรรมจากประชาชน

(18 พ.ย. 68) เวลาพูดถึง “นักการเมืองติดคุก” ภาพในหัวมักคือคดีโกง คดีทุจริต หรือใช้อำนาจมิชอบ แต่ในหลายประเทศทั่วโลก เรากลับเห็นอีกแบบหนึ่ง คือ “คนเคยติดคุก” กลายเป็นผู้นำประเทศที่ทรงอิทธิพล และได้รับความชอบธรรมจากประชาชนอย่างล้นหลาม

คำถามคือ ทำไม “ตราคุก” ที่ควรเป็นตราบาป ถึงกลับกลายเป็น “เหรียญเกียรติยศทางการเมือง” ได้? บทความนี้ชวนดู 7 เคสต่างประเทศ แล้วสรุปให้เห็น pattern ร่วม ว่าอะไรทำให้นักการเมืองบางคน “ถูกขังในคุก แต่หัวใจอยู่ในทำเนียบ”

1. ลูลา ดา ซิลวา – บราซิล  
จากจำเลยคดีคอร์รัปชัน สู่ประธานาธิบดี 3 สมัย
ลูลา อดีตผู้นำสหภาพแรงงานและประธานาธิบดีฝ่ายซ้ายของบราซิล ถูกตัดสินจำคุกจากคดีคอร์รัปชันและฟอกเงินในปฏิบัติการ “Car Wash” และถูกจำคุกไปราว 580 วัน ก่อนที่ศาลสูงบราซิลจะกลับคำพิพากษา โดยชี้ว่าผู้พิพากษาคดีนี้มีอคติและไม่มีอำนาจพิจารณาคดี ทำให้คำตัดสินเดิมเป็นโมฆะ ลูลาได้สิทธิ์ทางการเมืองคืน และกลับมาลงเลือกตั้งอีกครั้ง

ปี 2022 ลูลาชนะการเลือกตั้ง กลายเป็นประธานาธิบดีบราซิลสมัยที่ 3 และถูกมองว่าเป็น “การคืนชีพทางการเมือง” ของคนที่เคยถูกพยายามฝังทั้งเป็นด้วยคดีคอร์รัปชัน

ทำไมเคสนี้คัมแบ็กได้?
- คนจำนวนมากเชื่อว่าคดีเป็น “การกลั่นแกล้งทางการเมือง”  
- ช่วงที่ลูลาเคยบริหารเศรษฐกิจ บราซิลเติบโต คนจนจำนวนมากได้ไต่ขึ้นเป็นชนชั้นกลาง จึงเกิด “ความคิดถึงยุคลูลา”  
- ฝ่ายตรงข้าม (โบลโซนาโร) บริหารประเทศแบบสร้างความแตกแยก ทำให้คนอยากกลับไปเลือกตัวเลือกที่เคยทำให้ชีวิตดีขึ้น  

2. อันวาร์ อิบราฮิม – มาเลเซีย  
สิบปีในคุก กลายเป็นทุนทางศีลธรรม
อันวาร์ อิบราฮิม จากอดีตรองนายกฯ และทายาททางการเมืองของมหาเธร์ กลายเป็นผู้นำฝ่ายค้านและสัญลักษณ์ของขบวนการปฏิรูป (Reformasi) เขาถูกปลดจากตำแหน่ง แล้วถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชันและคดีทางเพศหลายรอบ ซึ่งเขายืนยันมาตลอดว่าเป็นคดีการเมืองเพื่อทำลายชื่อเสียง นักวิเคราะห์จำนวนมากก็เห็นตรงกันว่าคดีเหล่านี้มีมิติทางการเมืองสูง ไม่ใช่ความยุติธรรมปกติ

อันวาร์เข้าออกคุกหลายครั้ง รวมๆ แล้วราว 10 ปี ก่อนที่คำพิพากษาบางส่วนจะถูกกลับ และในที่สุดเขากลายเป็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในปี 2022 หลังจากต่อสู้อย่างยาวนานเกือบ 25 ปีในฐานะฝ่ายค้านหลักของประเทศ

อะไรที่ทำให้เขากลับมาดังยิ่งกว่าเดิม?
- ภาพจำของคนจำนวนมากคือ “เหยื่อของระบอบเก่า”  
- ขบวนการ Reformasi สร้างฐานมวลชนที่เชื่อใน “การปฏิรูปและต้านคอร์รัปชัน” มากกว่าจะยึดติดตัวบุคคลเดียว  
- การยืนหยัดนานนับสิบปี ไม่เปลี่ยนอุดมการณ์ ทำให้เขามีความน่าเชื่อถือเชิงศีลธรรมสูง  

3. เนลสัน แมนเดลา – แอฟริกาใต้  
27 ปีในคุก กลายเป็นตำนานเสรีภาพ
แมนเดลาถูกจับในข้อหากบฏและก่อการร้ายจากการต่อสู้กับระบบเหยียดผิว Apartheid และถูกคุมขังนานถึง 27 ปี ระหว่างอยู่ในคุก เขากลายเป็นสัญลักษณ์ระดับโลกของการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน หลังการเจรจาทางการเมือง เขาได้รับอิสรภาพ และในปี 1994 กลายเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของแอฟริกาใต้ภายหลังการเลือกตั้งเสรีครั้งแรกของประเทศ  

ในกรณีนี้ “คุก” ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นผลของความผิดส่วนตัว แต่เป็นหลักฐานของการเสียสละเพื่อประชาชนทั้งประเทศ

4. โฮเซ่ “เปเป้” มูฮิกา – อุรุกวัย  
จากกองโจรหัวรุนแรง สู่ประธานาธิบดีสุดสมถะ
มูฮิกาเคยเป็นสมาชิกกลุ่มกองโจรซ้ายจัด “ทูปามาโรส” (Tupamaros) ในยุคเผด็จการทหารอุรุกวัย เขาถูกยิงบาดเจ็บ ถูกจับ และถูกคุมขังรวมเกือบ 14 ปี ถูกขังเดี่ยว ถูกทรมานในหลายช่วงเวลา

หลังประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย เขาได้รับนิรโทษกรรม เข้าสู่การเมืองกระแสหลัก ผ่านตำแหน่ง ส.ส. รัฐมนตรี และในที่สุดเป็นประธานาธิบดีปี 2010–2015 โดยโด่งดังทั่วโลกในฐานะ “ประธานาธิบดีที่จนที่สุด” เพราะใช้ชีวิตสมถะ ขับรถโฟล์คเต่า อยู่บ้านไร่ เลี้ยงดอกไม้ และบริจาคเงินเดือนส่วนใหญ่  

จุดพลิกคือนิยามใหม่ของตัวเอง จากอดีตกองโจรหัวรุนแรง → นักการเมืองสายสมถะที่ใช้ประสบการณ์ในคุกมาเตือนสังคมว่า “การใช้อำนาจรัฐรุนแรงไม่ใช่คำตอบ”

5. บาสซีรู ดิโอมาย ฟาย – เซเนกัล  
นักโทษการเมืองที่กลายเป็นประธานาธิบดีในเวลาไม่กี่สัปดาห์
ฟายเป็นอดีตข้าราชการภาษีและคนรุ่นใหม่ในพรรคฝ่ายค้าน PASTEF เขาถูกจับปี 2023 จากข้อหา “ดูหมิ่นศาล ปลุกปั่นให้ก่อความไม่สงบ” ท่ามกลางบรรยากาศที่รัฐบาลเก่าถูกกล่าวหาว่าใช้กฎหมายจัดการคู่แข่งทางการเมืองและพยายามยืดอำนาจของประธานาธิบดีเดิม

ต้นปี 2024 สภาออกกฎนิรโทษกรรมให้นักโทษการเมืองหลายคน รวมถึงฟาย เขาถูกปล่อยตัวเพียงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้ง และลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแทนผู้นำพรรคที่ถูกตัดสิทธิ์ สุดท้ายเขาชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนกว่า 54% ขึ้นเป็นประธานาธิบดีที่อายุน้อยที่สุดของเซเนกัล และเป็นสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลงในยุคที่แอฟริกาตะวันตกเต็มไปด้วยรัฐประหาร  

ภาพ “คนที่เพิ่งเดินออกจากเรือนจำแล้วขึ้นเวทีหาเสียง” กลายเป็นสัญลักษณ์แรงมากของการท้าทายระบอบเดิม

6. วาทสลาฟ ฮาเวล – เช็กโกสโลวาเกีย / สาธารณรัฐเช็ก  
นักเขียน–นักโทษการเมือง ผู้กลายเป็นประธานาธิบดีหลังล้มคอมมิวนิสต์
ฮาเวลเริ่มต้นจากการเป็นนักเขียนและนักละครที่วิจารณ์ระบบคอมมิวนิสต์ในเช็กโกสโลวาเกีย เขามีบทบาทนำในการรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชน เช่น “ชาร์เตอร์ 77” (Charter 77) ต่อต้านการละเมิดสิทธิของรัฐ ทำให้ถูกจับตาโดยตำรวจลับและถูกจำคุกหลายครั้ง ช่วงที่ถูกขังยาวที่สุดคือเกือบ 4 ปี ระหว่างปี 1979–1983 ในฐานะนักโทษการเมือง

เมื่อกระแสปฏิรูปและการล้มคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกมาถึงปี 1989 ฮาเวลกลายเป็นผู้นำสำคัญของ “การปฏิวัติแบบกำมะหยี่” (Velvet Revolution) และหลังระบอบคอมมิวนิสต์ล้ม เขาได้เป็นประธานาธิบดีคนสุดท้ายของเช็กโกสโลวาเกีย (1989–1992) และประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐเช็ก (1993–2003)

ในสายตาคนเช็กจำนวนมาก คุกคือ “เครื่องยืนยัน” ว่าเขายืนอยู่ข้างประชาชน ไม่ใช่ข้างรัฐเผด็จการ

7. เชค มูจิบูร์ เราะห์มาน – บังกลาเทศ  
ผู้นำที่อยู่ในคุกขณะชาติประกาศเอกราช
เชค มูจิบูร์ เราะห์มาน หรือ “บงกบันธุ” (บิดาแห่งชาติ) ของบังกลาเทศ ถูกจับกุมและคุมขังหลายครั้งทั้งในยุคอินเดียอังกฤษและในยุคปากีสถาน เขารวมแล้วใช้ชีวิตในคุกถึงราว 13 ปีจากการต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวเบงกาลี และเรียกร้องความเป็นธรรมให้ฝั่งตะวันออกของปากีสถาน (East Pakistan)

ปี 1970 พรรคของเขาชนะเลือกตั้งทั่วปากีสถาน แต่กองทัพและผู้นำการเมืองฝั่งตะวันตกไม่ยอมส่งมอบอำนาจ มูจิบจึงประกาศแนวทางอิสระภาพให้เบงกอลตะวันออก ในคืนวันที่ 25–26 มีนาคม 1971 เขาถูกกองทัพปากีสถานจับตัวในข้อหากบฏ และถูกพาไปคุมขังในปากีสถานตะวันตก ขณะเดียวกัน การประกาศเอกราชของบังกลาเทศถูกส่งออกมาจากฝั่งของเขาและผู้ร่วมอุดมการณ์ จุดชนวนสงครามประกาศเอกราชของบังกลาเทศ

แม้เขาจะอยู่ในคุก แต่รัฐบาลเฉพาะกาลของบังกลาเทศก็ประกาศให้เขาเป็น “ประธานาธิบดี” ในทางสัญลักษณ์ หลังสงครามจบลงและบังกลาเทศได้รับเอกราช เขาถูกปล่อยตัวและกลับมาเป็นผู้นำประเทศในฐานะประธานาธิบดีและต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรี  

กรณีนี้ “คุก” แทบจะเท่ากับ “คาแร็กเตอร์ของวีรบุรุษปลดปล่อยชาติ” อย่างเต็มรูปแบบ

สรุปภาพรวม: คุกจาก “ตราบาป” กลายเป็น “ทุนทางการเมือง” ได้อย่างไร
จากทั้ง 7 เคส จะเห็น pattern ร่วมชัดๆ หลายข้อ:

1. ประชาชนมองว่าคดีเป็น “การเมือง” ไม่ใช่ “ความยุติธรรมปกติ”
เมื่อคนเชื่อว่าผู้นำเหล่านี้ถูกจับเพื่อกำจัดทางการเมือง ไม่ใช่เพราะคดีอาชญากรรมธรรมดา ภาพของเขาจะเปลี่ยนจาก “ผู้ร้าย” เป็น “เหยื่อของระบอบ” ทันที

2. พวกเขามีผลงาน / อุดมการณ์ชัดเจน ก่อนจะติดคุก
คนไม่ได้เลือกเพราะสงสารอย่างเดียว แต่จำได้ว่าตอนเขามีอำนาจ (หรือตอนเขาต่อสู้) เขาพยายามทำอะไรให้สังคมบ้าง

3. ระหว่างอยู่ในคุก “ขบวนการทางการเมือง” ยังเดินต่อ
คนเหล่านี้ไม่ใช่นักการเมืองโดดเดี่ยว แต่มีพรรค มีมวลชน มีขบวนการ ที่คอยเล่าเรื่องแทนเขาระหว่างที่เจ้าตัวอยู่ในคุก

4. สังคมเบื่อหน่ายชนชั้นนำเดิม พร้อมโหวต “เหยื่อของระบบ”
เมื่อรัฐบาลเดิมสะสมปัญหา – คอร์รัปชัน เศรษฐกิจไม่ดี ใช้อำนาจเกินขอบเขต – คนจะเริ่มรู้สึกว่า “คนที่ถูกระบบนี้เล่นงาน อาจเป็นคนที่กล้าเปลี่ยนระบบได้จริงๆ”

5. เรื่องเล่าแบบ “วีรบุรุษทนทุกข์” ขายดีในการเมืองยุคสื่อ
ภาพนักการเมืองที่เคยถูกทรมาน ถูกขังเดี่ยว อยู่คุกเป็นสิบปี แล้วออกมาพูดเรื่องสมานฉันท์/ปฏิรูป จะเป็น content ที่ทรงพลังมากในยุคทีวีและโซเชียล

ข้อคิดต่อการเมือง (รวมถึงไทย)
กรณีต่างประเทศเหล่านี้เตือนเราว่า  
- การใช้ “คุก” เป็นเครื่องมือกำจัดคู่แข่งทางการเมือง อาจชนะได้ในระยะสั้น แต่ระยะยาวอาจกลายเป็นการ “ปั้นตำนานให้ศัตรูตัวเอง” โดยไม่ตั้งใจ  
- ประชาชนไม่ได้ดูแค่คำพิพากษา แต่ดูทั้งบริบท ใครได้ประโยชน์จากการที่เขาถูกจับ ความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรม และผลงาน/อุดมการณ์ก่อนหน้านั้น  
- นักการเมืองที่กลับมาได้ ไม่ได้กลับมาด้วย “ความน่าสงสาร” แต่กลับมาพร้อมเรื่องเล่าและความหวังเชิงนโยบาย ว่า ถ้าเขามีโอกาสบริหารอีกครั้ง จะเปลี่ยนอะไรได้จริง  

สุดท้าย “คุก” จึงเป็นเหมือนดาบสองคมของการเมืองสมัยใหม่ ถ้ารัฐใช้เพื่อจัดการคู่แข่งแบบไม่โปร่งใส วันหนึ่งอาจต้องเจอ “จากคุกสู่ทำเนียบ” เวอร์ชันใหม่ในประเทศตัวเองได้เหมือนกัน

มุมมอง ‘ดวงฤทธิ์’ ชี้ประเทศติดกับดัก “หนี้เยอะ ทุนน้อย ภาษีอ่วม” โครงสร้างการเมือง–การเงินปิดทาง FDI โต คนไทยแบกหนี้ต่อหัว 2.4 แสนบาทไร้ทางออก ตั้งคำถามรัฐบาลหน้า แก้โจทย์นี้ได้จริงหรือไม่?

(18 พ.ย. 68) นายดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกและนักออกแบบชาวไทย และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Duangrit Bunnag ระบุว่า

เศรษฐกิจของไทย ง่อยเปลี้ยเสียขามาหลายปี ตั้งแต่สมัย 11 ปีก่อน มาจนถึงสมัยปัจจุบัน มีพื้นฐานมาจากเรื่องง่ายๆ สามเรื่อง

หนี้เยอะ ทุนน้อย ภาษีอ่วม
เรื่องหนี้เยอะนี่คุยมาหลายรอบ หนี้สาธารณะเราทั้งระบบน่าจะประมาณ 16 ล้านล้านบาท เท่ากับคนไทยทุกคนเริ่มต้นชีวิตด้วยการลืมตาดูโลกก็แบกหนี้ไว้ประมาณ 240,000 บาท เป็นคนเมือง 10 ล้านคน ก็ยังพอเห็นทางไป แต่กับที่เหลืออีก 50 กว่าล้านคนในท้องที่ห่างไกล ก็ดูเหมือนแต่ละชีวิตที่เกิดมา มันจะไม่ค่อยมีความหวัง 

ช่วงเดียวในประวัติศาสตร์ประเทศที่หนี้สาธารณะต่อ GDP ลดลงคือช่วงสมัยนายกทักษิณ (ค.ศ. 2002-2006) หนี้สาธารณะลดลงจาก 54.9% เหลือ 39.2% ซึ่งรับตัวเลข 54.9% มาจากหลังช่วงที่เข้าสู่ IMF หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ช่วงคุณสมัครและคุณสมชายลดไปได้อีกนิดหน่อย ได้ลงไป 34.9% หลังจากนั้นก็ทยอยขึ้นมาเรื่อยจนถึงปี ค.ศ. 2019 หนี้สาธารณะเราอยู่ที่ 41.1% ของ GDP หนี้สาธารณะเราเพิ่มขึ้นสูงสุดในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ ปี 2014 ถึง 2022 บวกรวบไป 20 จุด เพิ่มเป็น 61.5% ทำสถิติสูงสุดในบรรดานายกรัฐมนตรีทุกคน ถ้าไม่นับตอนวิกฤตค่าเงินช่วงนายกชวน ที่ลบรวมกันไปเกือบ 40 จุด 

มาจนถึงวันนี้ก็มีแนวโน้มแต่หนี้จะเพิ่มขึ้นแบบไม่มีทางเยียวยา คนล่าสุดที่ออกมาพูดเรื่องนี้คืออดีตนายกทักษิณคนเดิม ที่ออกมาพูดเรื่องซื้อหนี้ออกจากระบบทั้งหมด 13 ล้านล้านบาทในปีที่แล้ว ขนาดพูดแล้วก็รัฐบาลตอนนั้นยังคิดตามไม่ทัน กว่าจะคิดทันก็มีอันเป็นไปทางการเมืองเสียก่อน คนไทยทุกคนก็ต้องแบกหนี้ 240,000 บาทก้อนนี้กันต่อไป

ทุนน้อย
อันนี้เป็นปัญหาที่ซึมเศร้ามาหลายปี ทุนที่ผมพูดถึงคือ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment-FDI) ตัวเลขค่าเฉลี่ยของ FDI ต่อ GDP ในช่วง 30 ปีคือประมาณ 1.9% ช่วงที่สูงสุดคือสมัยรัฐบาลทักษิณ(อีกละ) อยู่ที่ 4% (ค่าเฉลี่ยโลกปัจจุบันอยู่ที่ 4.56%) ในขณะที่รัฐบาลประยุทธ์ทำสถิติต่ำสุดคือ 0.86% 

โครงสร้างของประเทศไทยทั้งการเมืองและการเงิน ไม่เปิดโอกาสให้ประเทศมี FDI ที่เพิ่มขึ้นเลย ธนาคารแห่งประเทศไทย ยังคุมการไหลเข้าของเงินอย่างเข้มงวด ยังไม่ตื่นจากฝันร้ายสมัยต้มยำกุ้ง และทำทุกอย่างเพื่อเสถียรภาพของธนาคารและไม่ใช่เสถียรภาพของประชาชน ในทางการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็กำหนดให้อำนาจปกครองสูงสุดเป็นอำนาจของคณะบุคคลที่เป็นองค์กรอิสระ ที่สามารถสร้างอิทธิพลจากการเลือกสรรเข้าไปได้จากอำนาจทางการเมือง มองมาจากต่างประเทศ ดูยังไงก็ไม่เป็นประชาธิปไตย ทุนใหญ่ที่จะเข้ามาที่เคยคุยกัน เขาก็กังวลเรื่องนี้ทั้งสิ้น โอกาสที่ทุนต่างประเทศจะเข้ามาเติมเงินให้ระบบก็เหลือน้อยมาก เศรษฐกิจเราก็โตยาก

การควบคุมที่เข้มงวดจากธนาคารแห่งประเทศไทยนี่เอง ที่เลยเถิดไปถึงการบริหารค่าเงิน ที่ทำให้เงินบาทแข็งต่อเนื่องมาเป็นสิบปี การท่องเที่ยวและส่งออกที่เคยเป็นความหวังในการนำเงินเข้ามาเติมในระบบก็ยิ่งริบหรี่ลงไปเรื่อยๆ รัฐบาลเข้ามาจะแก้ก็เข้ามาได้ช่วงสั้นๆ เพราะรัฐธรรมนูญแบบที่มี ไม่อนุญาตให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ได้นาน ประเทศไทยเราก็ต้องอยู่กับวงจรอุบาทว์ทางเศรษฐกิจนี้ต่อไปอย่างไม่เห็นทางแก้

ภาษีอ่วม 
คนไทยทำงานในไทย หนักเบาแค่ไหนก็ต้องโดนภาษี ซื้อของก็โดนภาษี ขายของก็โดนภาษี คนไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ถ้าจะเอาเงินกลับเข้าไทย ก็ต้องโดนภาษี ก็เลยไม่เอาเงินกลับเข้ามาดีกว่า เอาไปเก็บไว้ข้างนอกประเทศ ธนาคารต่างประเทศก็เล่นเป็น เก็บเงินไว้นานให้ผลตอบแทนดีกว่า คนก็เก็บเงินไว้เมืองนอก บินไปต่างประเทศไปใช้เงินที่อยู่นอกประเทศ ซื้อบ้านซื้อรถอยู่ต่างประเทศ เงินในไทยก็ยิ่งร่อยหรอไปอีก

คนไทยจ่ายภาษีเฉลี่ยแล้วต่อหัวต่อ GDP อยู่ที่ประมาณ 17% ของ GDP ซึ่งนับว่าสูงกว่าสิงคโปร์ที่ตัวเลขอยู่ที่ 13.6% ราวกับว่าเศรษฐกิจเราดีกว่าสิงคโปร์ ตัวเลขของเวียดนามใกล้เคียงกับเราที่ 16.8% ก็จริง แต่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2022 ในขณะที่ไทยนั้นเราจ่ายภาษีกันเฉลี่ยอยู่ที่ 14%-15% สมัยนายกทักษิณ (อีกแล้ว) แล้วก็ขึ้นมาเรื่อยๆ จนค่อนข้างนิ่งที่ 17% ไม่มีแนวโน้มลดลง ที่ต้องเก็บภาษีเยอะ เพราะจำนวนข้าราชการต่อหัวประชากรเราเยอะมาก รัฐบาลต้องใช้เงินเยอะ

หนี้เยอะ ทุนน้อย ภาษีอ่วม เป็นเสาหลักสำคัญที่ทำยังไงก็จะกดหัวคนไทยเอาไว้ไม่ให้โงหัวขึ้นมาได้ เลือกตั้งครั้งหน้าอาสามาเป็นรัฐบาลใหม่ ก็ต้องตอบตรงนี้ให้ได้ว่าจะแก้อย่างไร ไม่ตอบข้อใดข้อหนึ่ง ผมก็ถือว่าปัญหาหลักเศรษฐกิจไม่มีทางแก้ได้ 

หลักฐานตามประวัติศาสตร์มันชี้ชัดว่ามีคนเดียวที่แก้ได้ และตอนนี้แกต้องไปนอนอยู่ในคุกด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ประเทศนี้มันน่าเศร้าแท้ 

#สงสารประเทศไทย

ช่างเย็บผ้ายากจนสู่ TikToker ดังของอินโดฯ ผู้ปลุกความหวังชาวบ้านด้วยการลุกขึ้นมาเต้น ก่อนโดนคดีพัวพันโฆษณาพนันออนไลน์ สะท้อนภาพอินฟลูฯ "ดังเร็ว-ดับไว" ถ้ารู้ไม่เท่าทัน

จากช่างเย็บผ้าตังค์ไม่พอกินข้าว…สู่ “หัวหน้าแก๊งเต้นทั้งหมู่บ้าน” บน TikTok ดราม่าชีวิตจริงของ Sadbor86 ที่ยกทั้งชุมชนขึ้นแพลตฟอร์ม

เย็นวันหนึ่งในหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อบาบากัน บารู (Babakan Baru) ตำบลโบจงเกอมบาร์ อำเภอซิเกมบาร์ เมืองซูกาบูมิ ชวาตะวันตก อินโดนีเซีย กล้องโทรศัพท์เครื่องเดียวตั้งอยู่กลางลานบ้าน ด้านหลังเป็นผนังไม้เก่า ๆ ต้นกล้วย มอเตอร์ไซค์จอดเอียง ๆ

หน้าเลนส์ กลุ่มชาวบ้านทั้งเด็ก วัยรุ่น คนทำไร่ ไปจนถึงลุงวัยเกือบ 70 ปี ยืนเรียงแถวยาว พอเสียงเพลงจังหวะ “เจดักเจดัก” ดังขึ้น ทุกคนก็เริ่ม “โยกตัว–ทำหน้าตาระทด ๆ” แบบตลกจนคนดูอมยิ้ม
ทุกการขยับตัวของพวกเขา มีราคาจริง ๆ อยู่เบื้องหลัง
และหัวใจของโชว์นี้ คือชายคนหนึ่งชื่อ **กุนาวัน** หรือที่ทั้งอินโดนีเซียรู้จักในชื่อบน TikTok ว่า **Sadbor86**

อาชีพที่เริ่มต้นจาก “ข้าวหมดบ้าน”
ก่อนจะมีคำว่า “หมู่บ้าน TikTok” หรือ “หมู่บ้านโจเก็ต Sadbor” กุนาวันเป็นเพียง “แรงงานตัวเล็ก ๆ” ในเมืองใหญ่ เขาเคยเป็นทั้งคนขับรถส่วนตัวที่แทงเกอรัง และช่างเย็บเสื้อผ้าเร่ในจาการ์ตาตะวันออก รายได้ไม่มากพอจะทำให้ครอบครัวลืมตาอ้าปากได้สบาย ๆ

ช่วงโควิด-19 ระบาด เขาลองหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ไลฟ์เล่น ๆ” ใน TikTok ระหว่างรับจ้างเย็บผ้า มีคนส่งดอกไม้ เสียงเหรียญดังติ๊ง ๆ บนหน้าจอ เขาเริ่มรู้ว่า **เวลา + ความฮา + ความกล้าออกกล้อง = เงินสดได้จริง**

แต่เส้นทางไม่ได้สวยหรูแบบในฝัน เขาเล่าว่าเคยโดนแบนบัญชีหลายครั้ง ต้องสร้างใหม่เรื่อย ๆ ไลฟ์ก็โดนด่า โดนบูลลี่ บอกว่า “เต้นบ้าอะไร” “ขายหน้า” ทว่าขณะเดียวกัน คนใกล้ตัวในหมู่บ้านกลับมองต่างออกไป – พวกเขาเห็นว่า นี่อาจเป็น “โอกาส” มากกว่าความบ้า

ประโยคที่ถูกแชร์ในอินโดจนกลายเป็นมีมประมาณว่า  
> “ข้าวสารหมดเหรอ? งั้นก็ขึ้นไลฟ์สิ”
มันไม่ใช่มุกอย่างเดียว แต่มันคือความจริงของบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านนี้

จากครีเอเตอร์เดี่ยว…สู่ “หัวหน้าโปรดักชันหมู่บ้าน”
ความต่างของกุนาวัน กับครีเอเตอร์อีกนับล้านคนบน TikTok คือ เขาไม่ได้หยุดแค่ “ดังคนเดียว”

เมื่อยอดผู้ชม และของขวัญ (gift) ในไลฟ์เริ่มพุ่ง เขาไม่เก็บทุกอย่างไว้คนเดียว แต่เริ่มชวนคนในหมู่บ้านมาร่วมเต้นด้วย พ่อค้า–แม่ค้า, ชาวไร่, คนงานก่อสร้าง, คนสานขนมท้องถิ่นอย่างคิชมปริง – ทุกคนทยอยกลายเป็น “นักเต้นข้างกล้อง” ในรายการของเขา ไม่นาน จาก “ครีเอเตอร์หนึ่งคน” จึงกลายเป็น

> **หมู่บ้านคนทำไร่–คนหาเช้ากินค่ำ ที่ผันตัวมาเป็น TikTok Live Streamer ราว 300 คน**
ข้อมูลจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย IPB ในอินโดนีเซียบอกว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังทำไร่เหมือนเดิม แต่หลังลงนา พวกเขาก็มาเข้า “กะเต้น” กับทีมของกุนาวัน รายได้จากการไลฟ์อยู่ราวเดือนละ 2.5–3 ล้านรูเปียห์ สูงกว่ารายได้ทำไร่ปกติที่เฉลี่ยราว 1.5 ล้านรูเปียห์ต่อเดือนอย่างชัดเจน

ในหมู่บ้านมีหลายแอคเคานต์ หลายกลุ่มย่อย ไลฟ์พร้อมกันตามมุมต่าง ๆ ของหมู่บ้าน – ใครเดินผ่านก็จะเห็น ขาตั้งกล้อง ไฟริงไลท์ และกลุ่มชาวบ้านเต้นท่าคล้ายกันพร้อมเสียงเพลงเดียวกันวนไป
นี่คือภาพที่ทำให้สื่ออินโดเรียกที่นี่ว่า **“หมู่บ้านโจเก็ต Sadbor”** หรือ “หมู่บ้าน TikTok” ไปเรียบร้อยแล้ว

การเต้นไม่ได้มีแค่ความสนุก แต่มันคือเงินเดือนทั้งหมู่บ้าน
รูปแบบก็เหมือนโชว์ง่าย ๆ
- เพลงรีมิกซ์จังหวะหนัก ๆ ดังขึ้น  
- ชาวบ้าน 7–10 คน ยืนเรียงแถว เต้นท่าประจำที่คล้าย “ไก่จิก” ผสมท่าโยกกวน ๆ  
- ใครส่ง gift เข้ามา ชื่อของคนส่งจะถูกตะโกนบนไลฟ์ พร้อมท่าเต้นพิเศษให้
**ทุกเหรียญคือเงินสด** – รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า กุนาวันเคยทำรายได้จากไลฟ์ได้วันละ 400,000–700,000 รูเปียห์ (ประมาณเกือบพัน–ราวพันกว่าบาทต่อวัน) ในช่วงที่พีกที่สุด ส่วนหนึ่งของเงินนี้ถูกแบ่งให้คนเต้นในทีมอย่างเป็นระบบ มีการเล่าว่าเขาเก็บไว้ราว 20% ส่วนอีก 80% แบ่งให้สมาชิกที่ร่วมขึ้นไลฟ์ – สำหรับหลายคน นี่คือเงินที่ช่วย
- ซ่อมบ้านที่ผุพังทีละส่วน  
- ซื้อข้าวของใช้จำเป็น  
- ซื้อรถมอเตอร์ไซค์คันแรกในชีวิตจาก “เงินเต้น TikTok”

ภรรยาของกุนาวันเล่าว่า เงินจาก TikTok ช่วยให้เขาค่อย ๆ ต่อเติมบ้านทีละนิด และยังลงเงินไปช่วยสร้างทางเดินคอนกรีตในหมู่บ้าน ใช้งบกว่า 14 ล้านรูเปียห์ – สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนในกรุงหลายคนอาจยังทำไม่ได้ แต่ชาวบ้านที่ “เต้นหน้ากล้องมือถือ” ทำได้

เด็ก–คนแก่เต้นได้หมด: ดราม่าความหวังและศักดิ์ศรี
ภาพที่คนเห็นแล้วสะดุด คือ
> ทำไมทั้งเด็กเล็ก ทั้งลุงป้า ทั้งคนแก่ ถึงมาเต้นกลางแดดแบบไม่อายใคร?
เบื้องหลังมันไม่ได้โรแมนติกอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของ “ศักดิ์ศรีบนท้องว่าง”
งานวิจัยของนักศึกษามหาวิทยาลัย IPB วิเคราะห์ว่า ชุมชนชนบทในพื้นที่นี้รายได้ต่ำและไม่มั่นคง การที่ “อาชีพสตรีมเมอร์” เข้ามาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ทำให้พวกเขามีช่องทางเติมรายได้โดยไม่ต้องทิ้งอาชีพเกษตรกรเดิมไปทั้งหมด แต่แน่นอน มันมาพร้อมคำถามเรื่องภาพลักษณ์และคุณค่าทางสังคมด้วย
มีลุงชาวสวนบางคนในข่าวอินโดเล่าว่า  
- ตอนเช้ายังไปไร่ตามปกติ  
- ตอนบ่าย–เย็นกลับมาเข้ากะเต้น TikTok ได้เพิ่มวันละ 50–200,000 รูเปียห์
สำหรับคนเมืองใหญ่ตัวเลขนี้อาจดูไม่มาก แต่สำหรับหมู่บ้านเล็ก ๆ มันคือเงินที่แปลเป็นข้าวสารและค่าเล่าเรียนลูกได้จริง ๆ
ในสายตาคนดูออนไลน์ มันคือ “ความฮา”  
ในสายตาคนเต้น มันคือ “โอกาส”  
ในสายตาคนในหมู่บ้าน มันคือ “การไม่ยอมแพ้เรื่องปากท้อง”

วันที่หมู่บ้าน TikTok ถูกลากเข้าดราม่าใหญ่
แต่ทุกความปังบนโลกออนไลน์ มีด้านมืดซ่อนอยู่เสมอ
เมื่อชื่อของ “Sadbor86” กระจายไปทั่วประเทศ เพจข่าว–ทีวี–โซเชียลทุกเจ้าแห่กันมาทำสกู๊ป “หมู่บ้าน TikTok ที่เต้นทั้งหมู่บ้านแล้วได้เงินเป็นล้าน”
ไม่นานนัก กุนาวันก็ถูกตำรวจเรียกตัวไปสอบสวน เรื่อง **พัวพันการโปรโมตเว็บพนันออนไลน์** ผ่านสปอนเซอร์ที่มาปรากฏในไลฟ์ของเขา – เคสนี้ร้อนแรงจนสื่อแข่งกันเสนอข่าวว่าครีเอเตอร์ที่เคยเป็น “แรงบันดาลใจด้านเศรษฐกิจ” กำลังกลายเป็น “เครื่องมือของการพนันออนไลน์” ไปเสียแล้ว

เขายืนยันว่าตัวเองไม่ได้ตั้งใจให้หมู่บ้านเป็นพื้นที่โปรโมตอะไรผิดกฎหมาย แต่การที่คนภายนอกเข้ามา “เปย์หนักผิดปกติ” แล้วโยงกับเว็บพนัน ทำให้รัฐมองว่าไลฟ์เหล่านี้อาจกลายเป็นช่องทางดึงคนมาสู่ระบบการพนันออนไลน์แบบเนียน ๆ
ภาพที่เคยเป็น “หมู่บ้านเต้นอย่างมีความสุข” จึงถูกซ้อนทับด้วยภาพใหม่ – หมู่บ้านที่เด็กและผู้ใหญ่ทุกวัย กลายเป็น actor ในระบบเศรษฐกิจออนไลน์ที่ซับซ้อนกว่าที่พวกเขาเข้าใจ หลังจากนั้น เขาได้ประกันตัวออกมาจากคดี แต่ชื่อของหมู่บ้านนี้ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ครีเอเตอร์ที่ยกทั้งชุมชนเข้าแพลตฟอร์ม: แรงบันดาลใจหรือคำเตือน?
หากมองแบบ “ครีเอเตอร์สายธุรกิจ” สิ่งที่กุนาวันทำคือ masterclass ระดับชุมชน
1. เขาสร้าง **IP ท่าเต้น** และซาวด์เฉพาะตัว (คนจำได้ว่าคือ “โจเก็ต Sadbor”)  
2. เขาเปลี่ยน “แฟนคลับ” ให้กลายเป็น “ลูกทีม” ในหมู่บ้าน  
3. เขาไม่ดังคนเดียว แต่ **ปั้นทั้งหมู่บ้านให้ขึ้นมาเป็นครีเอเตอร์** – จนมีงานวิจัยระดับมหาวิทยาลัยตามไปเก็บข้อมูล  
4. เขาใช้รายได้จากแพลตฟอร์ม ดึงไปสร้างของจริงที่สัมผัสได้ เช่น ซ่อมบ้าน ทำทางเดินหมู่บ้าน
มองอีกมุมหนึ่ง เขาคือ “คำเตือน” ชัด ๆ ว่า
- ถ้าชุมชนพึ่งรายได้จากแพลตฟอร์มเดียวมากเกินไป  
- ถ้าไม่เข้าใจเรื่องกฎหมาย–ภาษี–โฆษณาผิดกฎหมาย  
- ถ้าไม่รู้ว่าคนที่เข้ามาโปรโมตจริง ๆ แล้วเป็นใคร
วันหนึ่งหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านอาจต้องรับผลกระทบจากการตัดสินใจของคนไม่กี่คน

บทเรียนสำหรับคนไทย: ระหว่างความฝันกับความเสี่ยง
เคส Sadbor86 ทำให้เราเห็นภาพชัดมากว่า
- **แพลตฟอร์มดิจิทัล** สามารถเปลี่ยนอาชีพเกษตรกรให้กลายเป็นครีเอเตอร์ได้จริง  
- **ชุมชนทั้งชุมชน** สามารถถูกยกขึ้นมาอยู่บนแพลตฟอร์ม ไม่ใช่แค่ “อินฟลูเอนเซอร์เดี่ยว ๆ”  
- แต่ **เส้นแบ่งระหว่างโอกาสกับการถูกใช้เป็นเครื่องมือ** บางมาก
สำหรับคนไทย ไม่ว่าจะเป็น
- เด็กที่ฝันอยากเป็น YouTuber / TikToker  
- ชาวบ้าน–เกษตรกรที่อยากมีรายได้เสริม  
- หรือ SME ที่อยากใช้ creator มาช่วยขายของ
เคสของหมู่บ้าน Sadbor บอกเราว่า
1. **การเต้นหน้ากล้องไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ อีกต่อไป** – มันคืออาชีพ มันคือเศรษฐกิจ มันคือการเมืองของแพลตฟอร์ม  
2. **การยกทั้งชุมชนเข้าแพลตฟอร์ม** เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ – แต่ทุกคนต้องเข้าใจเกมนี้ไปพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ตามกระแส  
3. **ทุก gift มีเงื่อนไข** – ตั้งแต่การแบ่งเงิน การจัดการภาษี ไปจนถึงการไม่ปล่อยให้เว็บผิดกฎหมายเข้ามาคุมเกมเบื้องหลัง
บางที เรื่องราวของกุนาวัน กับหมู่บ้านเล็ก ๆ ในซูกาบูมิ อาจเป็นทั้ง  
- นิทานว่าด้วย “ความหวังในยุคดิจิทัล”  
และพร้อมกันนั้น  
- ก็เป็น “สัญญาณไฟสีเหลือง” เตือนว่าครีเอเตอร์–คอมมูนิตี้ไทย ต้องใช้แพลตฟอร์มอย่างมีสติและรู้เท่าทันมากกว่าเดิม
เพราะถ้าวันหนึ่งแพลตฟอร์มดับไฟ หรือกฎหมายส่องไฟมาที่เรา  
สิ่งเดียวที่จะเหลืออยู่จริง ๆ ไม่ใช่ยอดวิว  
แต่คือ – ชุมชนของเราจะยังยืนได้อยู่แค่ไหน หลังเสียงเพลงหยุดลงแล้ว 🟡

Amazon เตรียมลุย AI ประกาศออกหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ มูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์ ระดมทุนก้อนโตครั้งแรกในรอบ 3 ปี อัดฉีดโครงสร้างพื้นฐาน AI สู้ศึกบิ๊กเทคฯ

(18 พ.ย. 68) อเมซอนเตรียมระดมทุน 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการออกพันธบัตรสกุลดอลลาร์สหรัฐในตลาดตราสารหนี้รอบ 3 ปี ตามเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯ สหรัฐฯ (SEC) โดยดีลนี้แบ่งเป็นพันธบัตร 6 ชุด อายุหลายช่วง และเงินที่ได้อาจถูกนำไปใช้ทั้งซื้อกิจการ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงซื้อหุ้นคืน สะท้อนว่าบริษัทต้องการ “เติมกระสุน” เพื่อเร่งลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และคลาวด์ให้ทันคู่แข่งรายใหญ่อื่น ๆ

ดีลพันธบัตรของอเมซอนเรียกความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม มีคำสั่งจองซื้อรวมสูงสุดราว 80,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยของตราสารอายุยาวที่สุด 40 ปี ถูกปรับลดจากเดิมที่วางไว้ราว 1.15 จุดเปอร์เซ็นต์เหนือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ลงมาเหลือราว 0.85 จุดเปอร์เซ็นต์ รายงานข่าวระบุว่า โกลด์แมนแซคส์ เจพีมอร์แกน และมอร์แกนสแตนลีย์ รับบทเป็นแกนนำจัดจำหน่าย ขณะที่ฝั่งบริษัทยักษ์ใหญ่รายอื่นอย่าง Meta เพิ่งประกาศแผนออกพันธบัตรสูงสุด 30,000 ล้านดอลลาร์ และ Oracle ก็เตรียมระดมทุนผ่านพันธบัตรอีกราว 15,000 ล้านดอลลาร์เช่นกัน

แรงระดมทุนนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่บิ๊กเทคพร้อมใจกันทุ่มเงิน “ระดับหลายแสนล้านดอลลาร์” เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเอไอ (AI) โดยมอร์แกนสแตนลีย์ประเมินว่า เฉพาะ Meta, Amazon และ Alphabet รวมกัน อาจใช้เงินราว 400,000 ล้านดอลลาร์ กับโครงสร้างพื้นฐานเอไอในปีนี้ ฝั่งอเมซอนเองมีงบลงทุน (Capex) คาดว่าแตะราว 125,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปีนี้ และอาจเพิ่มขึ้นอีกในปีหน้า ล่าสุดบริษัทยังเพิ่งเซ็นดีลด้านจีพียู (GPU) สำหรับเอไอกับ OpenAI มูลค่าราว 38,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมแกร่งธุรกิจคลาวด์ของตัวเองหลังเสียพื้นที่ให้คู่แข่งอย่างไมโครซอฟท์ (Microsoft) และกูเกิล Google ในช่วงก่อนหน้า

กระแสเอไอร้อนแรงไม่ได้มีแค่ในอเมซอน แต่ยังรวมถึงตัวผู้ก่อตั้งอย่าง เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) ด้วย เขาหวนกลับมารับบทปฏิบัติการเต็มตัวครั้งแรกนับจากลงจากเก้าอี้ซีอีโออเมซอนในปี 2021 ด้วยการเป็น โคซีอีโอ (Co-CEO) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของสตาร์ตอัปเอไอ “Project Prometheus” บริษัทน้องใหม่ที่โฟกัสการใช้เอไอช่วยออกแบบและผลิตคอมพิวเตอร์ รถยนต์ และยานอวกาศ เน้นงานด้านวิศวกรรมและการผลิตเชิงลึก มากกว่าจะเป็นแชตบอตสำหรับข้อความเหมือนเอไอแนวกระแสหลัก

Project Prometheus เปิดตัวมาพร้อมเงินทุนก้อนยักษ์ 6,200 ล้านดอลลาร์ ทำให้กลายเป็นหนึ่งในสตาร์ตอัปสายเอไอที่มีเงินหนาที่สุดตั้งแต่วันแรก โดยเบโซสจับมือกับ วิก บาจาจ นักฟิสิกส์และนักเคมีที่เคยทำงานใกล้ชิดกับเซอร์เกย์ บริน ใน Google X และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Verily ด้านไลฟ์ไซเอนซ์ รวมถึง Foresite Labs ที่บ่มเพาะสตาร์ตอัปเอไอด้านวิทยาศาสตร์มีชีวิต ก่อนจะย้ายมาทุ่มเวลากับ Project Prometheus อย่างเต็มตัว

สตาร์ตอัปของเบโซสดึงดูดบุคลากรจาก OpenAI, DeepMind และ Meta เข้ามาร่วมทีมแล้วเกือบ 100 คน เป้าหมายคือสร้างเอไอที่ “เรียนรู้จากโลกจริง” ผ่านห้องทดลองและหุ่นยนต์ที่ลงมือทดลองซ้ำ ๆ ในสเกลมหาศาล เพื่อนำข้อมูลกลับมาฝึกโมเดลเอไอสำหรับงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมจริง ในภาพใหญ่ การที่อเมซอนออกพันธบัตรครั้งใหญ่ควบคู่กับการที่เบโซสทุ่มทุนตั้งสตาร์ตอัปเอไอ ทำให้เห็นชัดขึ้นว่าศึกลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้าสู่ช่วง “เงินหนา ศรัทธาสูง” ที่อาจเขย่าทั้งตลาดทุนและโฉมหน้าธุรกิจเทคโนโลยีในทศวรรษหน้า

‘สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์’ สืบสานพระราชปณิธาน “พระพันปีหลวง” อนุรักษ์-เผยแพร่ความรู้พรรณพฤกษชาติไทย ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้คุณค่าของพรรณไม้ไทย .

สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ (Queen Sirikit Botanic Garden) ตั้งอยู่ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่กว่า 6,500 ไร่ ท่ามกลางผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนพฤกษศาสตร์ พ.ศ. 2535 โดยมีสถานภาพเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ปี 2537 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานพระราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามเป็นชื่อสวนว่า สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

นับแต่นั้นเป็นต้นมา สวนพฤกษศาสตร์ฯ แห่งนี้ได้ทำหน้าที่ สืบสานพระราชปณิธาน ในการอนุรักษ์และเผยแพร่คุณค่าพรรณพฤกษชาติไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดิน งดงามตามธรรมชาติ มีความหลากหลายทางชีวภาพ ในบรรยากาศที่ร่มรื่น

วันที่ 8 เมษายน 2539 เสด็จฯ เปิดสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2540 เสด็จฯ ทอดพระเนตรแปลงพรรณไม้วงศ์กล้วย ปาล์ม บอน เฟิร์น ขิงข่า

วันที่ 29 มกราคม 2541 เสด็จฯ ทอดพระเนตรกล้วยไม้ไทย เส้นทางสวนหิน น้ำตกแม่สาน้อย

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 เสด็จฯ ทอดพระเนตรพรรณไม้ เส้นทางวัลยชาติ

วันที่ 30 มกราคม 2543 เสด็จฯ ทอดพระเนตรพรรณไม้ พืชสมุนไพรไทย เส้นทางวัลยชาติ

วันที่ 30 มกราคม 2544 เสด็จฯ พร้อมด้วย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปลูกต้นเอื้องแซะหลวง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตัดริบบิ้นเปิดกลุ่มอาคารเรือนกระจกเฉลิมพระเกียรติ

วันที่ 31 มกราคม 2545 เสด็จฯ ทอดพระเนตรพรรณไม้ในเรือนกระจกเฉลิมพระเกียรติ ทรงปลูกต้นต๋าว (ลูกชิด) ในเรือนป่าดิบชื้น

วันที่ 1 มีนาคม 2547 เสด็จฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการพันธุ์กล้วยไม้ไทย พืชกินแมลง และเฟิร์นในเรือนกระจกเฉลิมพระเกียรติ

วันที่ 27 มกราคม 2549 เสด็จฯ ทอดพระเนตรการอนุรักษ์กล้วยไม้ไทย ณ เรือนกล้วยไม้

ปัจจุบัน สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ยังคงดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ ค้นคว้า วิจัย และเผยแพร่ความรู้ด้านพฤกษศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้คุณค่าของพรรณไม้ไทย และเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน ภายใต้สังกัดองค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

จุดที่น่าสนใจภายในสวนพฤกษศาสตร์ฯ มี 4 จุดหลัก ได้แก่ กลุ่มอาคารเรือนกระจก (Plant Conservatories) / เส้นทางศึกษาธรรมชาติเหนือเรือนยอดไม้ (Canopy walkway) / พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ (Natural Science Museum) / น้ำตกแม่สาน้อย (Mae Sa Noi Waterfall) 

กลุ่มอาคารเรือนกระจก (Plant Conservatories) เป็นกลุ่มอาคารเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รวบรวมและจัดแสดงพรรณไม้ที่โดดเด่น หายาก ใกล้สูญพันธุ์จากหลากหลายระบบนิเวศ จำลองบรรยากาศให้คล้ายกับที่พืชอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ชมนาฬิกาดอกไม้เรืองแสงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 เมตร ปลูกไม้ดอกไม้ประดับตามฤดูกาลในหน้าปัดของนาฬิกา 

เรือนป่าดิบชื้น (Tropical Rainforests) เป็นโรงเรือนที่ใหญ่ที่สุด จัดแสดงสภาพป่าและพรรณไม้ในป่าดิบชื้น พืชเฉพาะถิ่น พืชหายากทางภาคใต้ อาทิ เถาใบสีทอง, ปาล์มเจ้าเมืองตรัง ปาล์มเจ้าเมืองถลาง, ปาล์มบังสูรย์, กะทือพิลาส, หมากแดง, กล้วยศรีนรา และดาหลาขาว

บรรยากาศชุ่มชื้นสูงด้วยระบบไอน้ำพ่นฝอยอัตโนมัติ เพื่อให้มีความชื้นทั่วถึงทุกจุด ปรับภูมิทัศน์ด้วยน้ำตกและถ้ำ มีทางเดินยกระดับ สามารถเดินชมเรือนยอดพรรณไม้จากมุมสูงได้อย่างทั่วถึง

เรือนกล้วยไม้และเฟิร์น (Orchids and Ferns) จัดแสดงกล้วยไม้ไทย กล้วยไม้ลูกผสม เช่น ว่านเพชรหึง (ว่านหางช้าง) กล้วยไม้ที่มีลำต้นใหญ่ที่สุดในโลก, วนิลา กล้วยไม้ที่มีลำต้นยาวที่สุดในโลก ฝักมีกลิ่นหอม ใช้ทำขนมหรือไอศกรีม

และกล้วยไม้ลูกผสมหลากหลายสายพันธุ์ อาทิ กล้วยไม้ลูกผสมสกุลหวาย (Dendrobium sp.) สกุลแวนด้า (Vanda sp.) สกุลอิพิเดนดรัม (Epidendrum sp.) ด้านล่างเป็นเฟิร์นนานาชนิด อาทิ เฟิร์นกีบแรด เฟิร์นแม่ลูกอ่อน เฟิร์นก้านดำ เฟิร์นชายผ้าสีดา 

เรือนพืชทนแล้ง (Arid Plants) ความมหัศจรรย์ของพืชที่มีการปรับตัวให้อยู่ในสภาพแห้งแล้งได้ ประกอบด้วยพืชกลุ่มกระบองเพชร พืชอวบน้ำ มีรูปร่างแปลกตา ดอกกระบองเพชรหลากหลายสีสัน พืชอวบน้ำต่าง ๆ อาทิ กุหลาบหิน ว่านหางจระเข้ และป่านศรนารายณ์ ชนิดต่าง ๆ และพืชที่หาดูยากจากเกาะมาดากัสการ์ 

เรือนสับปะรดสี (Bromeliads) รวบรวมพืชกลุ่มสับปะรดสีหลากหลายสายพันธุ์ ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา ลักษณะใบมีลวดลายและสีสันสวยงาม นิยมปลูกเป็นพืชประดับตกแต่งสวน

เรือนพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน (Ethnobotany) ตัวอย่างภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ใช้ประโยชน์จากพืชพื้นบ้านและสมุนไพร จาก 5 กลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ ม้ง ไทใหญ่ ลัวะ กะเหรี่ยง ไท-ยวน 

เส้นทางศึกษาธรรมชาติเหนือเรือนยอดไม้ (Canopy walkway) โครงสร้างเหล็กกล้า เส้นทางเดินระยะทาง 500 เมตร สูงเหนือพื้นดินกว่า 20 เมตร ชมธรรมชาติป่าเขาที่มีทัศนียภาพสวยงาม มีป้ายสื่อความหมายของพรรณไม้และสัตว์บางชนิดที่อาจพบเจอระหว่างทางเดิน

สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ตั้งอยู่เลขที่ 100 หมู่ที่ 9 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ (https://maps.app.goo.gl/aautUhwTEE5mMhsj9) เปิดทุกวัน เวลา 08.30-17.00 น. (ตรวจสอบเวลาเปิด–ปิดล่าสุดจากเว็บไซต์/เฟซบุ๊กก่อนเดินทาง)

ค่าเข้าชม (รวมค่าเข้าเส้นทางศึกษาธรรมชาติเหนือเรือนยอดไม้ :Canopy walkway ไว้แล้ว)
ชาวไทย ผู้ใหญ่ 50 บาท / นักเรียน นักศึกษา 20 บาท / เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี - ผู้สูงอายุ - ผู้พิการ - ภิกษุสงฆ์ ไม่เสียค่าเข้าชม / ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 150 บาท / เด็ก 100 บาท / รถยนต์ คันละ 100 บาท (อัตราค่าเข้าชมอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบจากช่องทางทางการอีกครั้ง)

การเดินทาง
รถยนต์ : ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ ประมาณ 25 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-แม่ริม) จนถึงสามแยกแม่ริม ให้เลี้ยวซ้ายเข้าใช้ทางหลวงหมายเลข 1096 (แม่ริม-สะเมิง) ตรงไปประมาณ 12 กิโลเมตร จะพบสวนพฤกษศาสตร์ฯ ตั้งอยู่ริมถนนทางซ้ายมือ

รถโดยสารประจำทาง: มีรถสองแถว (สีเหลือง) สายเชียงใหม่-สะเมิง-เชียงใหม่ ให้บริการจากสถานีขนส่งผู้โดยสารช้างเผือก ผ่านสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ สุดสายที่อำเภอสะเมิง รถออกทุก 1 ชั่วโมง เวลา 08.00-17.00 น. ขากลับเข้าเมืองเชียงใหม่ มาโบกรถโดยสารได้ที่ริมถนนฝั่งตรงข้ามทางเข้าสวนพฤกษศาสตร์ฯ

ข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 08 0009 9433 (ในวันและเวลาราชการ)

เว็บไซต์: https://botanic.qsbg.org

เฟซบุ๊ก: สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

อ้างอิง : ข่าวสารท่องเที่ยว ททท.

 

รัสเซียเปิดตัว Su-57E เครื่องบินรบล่องหน เจเนอเรชันที่ 5 ในงาน Dubai Airshow 2025 ยูเออี ดึงดูดความสนใจจากนานาชาติ แห่ขอซื้อ หลังชูจุดเด่น AI ช่วยนักบิน และเทคโนโลยีล้ำยุค

(18 พ.ย. 68) รัสเซียเปิดตัวเครื่องบินขับไล่ล่องหนเจเนอเรชันที่ 5 รุ่น Su-57E อย่างเป็นทางการในงาน Dubai Airshow 2025 ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยจัดแสดงให้ชมทั้งบนพื้นและในโชว์การบินจริง ตั้งแต่ช่วงเช้าวันเปิดงาน มีผู้เข้าชมเดินต่อคิวถ่ายรูปกับเครื่องอย่างคึกคัก สะท้อนความสนใจของทั้งคนในวงการและประชาชนทั่วไปต่อเทคโนโลยีการบินล้ำสมัยของรัสเซีย

Su-57E พัฒนาโดยบริษัทซูคอย (Sukhoi Company) เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์รุ่นใหม่ ที่ออกแบบมาให้รับมือได้ทั้งเป้าหมายทางอากาศ ภาคพื้นดิน และเป้าหมายทางทะเล จุดเด่นคือความสามารถบินด้วยความเร็วเหนือเสียงแบบต่อเนื่อง พร้อมช่องบรรทุกอาวุธภายในลำตัว เพื่อลดการสะท้อนเรดาร์ ผิวเคลือบดูดซับสัญญาณ และระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินรุ่นล่าสุด ทำให้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเครื่องบินขับไล่ล่องหนระดับแนวหน้าของโลก

ในงานนี้ Su-57E ยังได้โชว์สมรรถนะการบินที่เรียกเสียงฮือฮา ด้วยท่าบินผาดโผนอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเซอร์เกย์ บ็อกดาน (Sergei Bogdan) หัวหน้านักบินทดสอบของสำนักออกแบบซูคอยและฮีโร่แห่งสหพันธรัฐรัสเซีย เป็นผู้ทำการบินสาธิต ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ด้านความร่วมมือทางทหาร–เทคนิคของรัสเซียเผยว่า มีหลายประเทศแสดงความสนใจในเครื่องบินรบรุ่นนี้ และกำลังอยู่ระหว่างการพูดคุยในระดับต่าง ๆ

เดนิส แมนตูรอฟ (Denis Manturov) รัฐมนตรีอุตสาหกรรมและการค้ารัสเซีย ซึ่งนำคณะผู้แทนร่วมงานดูไบแอร์โชว์ ระบุว่า Su-57E มาพร้อม ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยนักบินตัดสินใจและควบคุมเครื่องในสถานการณ์ซับซ้อน เพิ่มทั้งความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรบ สำหรับงาน Dubai Airshow 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–21 พฤศจิกายน 2025 ถือเป็นหนึ่งในเวทีแสดงเทคโนโลยีการบิน อวกาศ และกลาโหมที่สำคัญที่สุดของโลก พร้อมด้วยการแสดงบินและการประชุมด้านอุตสาหกรรมจากหลายประเทศทั่วโลก

18 พ.ย. ชี้ชะตาตั๋วเอเชียนคัพ 2027 ไทยห้ามสะดุด เสี่ยงหลุดแชมป์กลุ่ม D 'ฮัดสัน' สั่งลุย ขอเก็บชัยกลับบ้าน แนวรับ-ความคมโดนทดสอบเสียงเชียร์เจ้าถิ่น

(18 พ.ย. 68) ศึกเอเชียนคัพ 2027 รอบคัดเลือกกลุ่ม D เดินทางถึงจุดเดือด เมื่อ 'ทีมชาติไทย' ต้องบุกเยือน 'ศรีลังกา' ที่โคลอมโบ เรซคอร์ส สเตเดียม ในเกมที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนชี้ชะตาการลุ้นเข้ารอบสุดท้ายของทั้งสองทีมโดยตรง เกมนี้จะเล่นในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.15 น. ตามเวลาประเทศไทย ที่สนามโคลอมโบ เรซคอร์ส สเตเดียม ใจกลางกรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา

สถานการณ์ล่าสุด 'ไทย' กับ 'เติร์กเมนิสถาน' มีแต้มเท่ากันที่ 9 คะแนนหลัง 4 นัด ขณะที่เจ้าถิ่นศรีลังกามี 6 แต้ม หากหวังไต่ขึ้นมาเท่าไทยต้องชนะเท่านั้น โดยศรีลังกาต้องการสกอร์มากกว่า 1-0 เพราะเลกแรกเคยแพ้ที่ราชมังคลาฯ ส่วนไทยจำเป็นต้องคว้าชัยเพื่อกุมความได้เปรียบก่อนลุยนัดสุดท้าย หากเสมอหรือแพ้แชมป์กลุ่มอาจหลุดมือและยังกระทบคะแนนแรงกิ้งฟีฟ่าอีกด้วย

ด้าน 'แอนโธนี ฮัดสัน' กุนซือ 'ช้างศึก' เผยเป้าหมายชัด: “ง่ายมาก คือเก็บชัยชนะกลับบ้านให้ได้” แม้ศุภชัย ใจเด็ดและเควิน ดีรมรัมย์จะเจ็บจนต้องถอนตัว แต่มั่นใจพลังลูกทีมจะสู้ศรีลังกาได้ ผลงานอุ่นเครื่องชนะ 'สิงคโปร์' 3-2 ยังชี้ว่าระบบรุกไทยเริ่มลงตัวแม้แนวรับยังต้องจูน

ศรีลังกาเดินเกมปลุกกระแสเต็มที่ แจกตั๋วฟรีหวังให้ความจุ 10,000 คนในสนามเต็ม เสียงเชียร์และแรงกดดันนี้จะเป็นบททดสอบจิตใจแข้งไทย พร้อมจุดเปลี่ยนเกม เฉพาะเมื่อไทยยังจบสกอร์ไม่เฉียบและยังมีจุดเปราะบางหลังบ้าน หากต้านแรงกดดัน-เกมสวนกลับเจ้าถิ่นไม่ได้อาจเสี่ยงผลลัพธ์ไม่คาดคิด

แมตช์นี้จึงถือเป็น “เกมชีวิต” ของศรีลังกาและศึกเดิมพันอนาคต 'ช้างศึก' ในเส้นทางสู่เอเชียนคัพปี 2027 ที่ยังเปิดกว้างสำหรับทุกความเป็นไปได้

ผู้ว่าฯ กปน. ลงพื้นที่นนทบุรี มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ย้ำ!! คุณภาพน้ำในพื้นที่ยังใช้งานได้ปกติ พร้อมจัด จนท.ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

(11 พ.ย.68) นางสาวสุวรา ทวิชศรี ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) พร้อมด้วยนายสุเทพ เอื้อปกรณ์ รองผู้ว่าการ กปน. นำคณะผู้บริหาร และพนักงาน กปน. ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ให้บริการของ กปน. โดยได้ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยในชุมชนบ้านตลาดขวัญ (ซอยนนทบุรี 7) ชุมชนซอยสงวนเงิน และชุมชนมัสยิดบ้านตลาดขวัญ (ซอยนนทบุรี 11)

ทั้งนี้ กปน. ได้ตรวจสอบระบบประปาในพื้นที่ และยืนยันว่ายังคงใช้งานได้ตามปกติ ทั้งคุณภาพและแรงดันน้ำ พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลระบบประปาภายในบ้าน และจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชนได้อย่างปลอดภัย และทั่วถึงอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ของกระทรวงมหาดไทย และความห่วงใยจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ทุกครอบครัวสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

ศาลแขวงระยอง อัพสกิล เปิดอบรมผู้ประนีประนอม เสริมทักษะไกล่เกลี่ย – การสื่อสาร สานนโยบาย “คุณธรรมนำทาง สร้างศรัทธา” พร้อมเผยสถิติปีนี้ไกล่เกลี่ยสำเร็จกว่า 90%

ศาลแขวงระยอง เชิญ “สุริยัณห์”โฆษกศาลบรรยายเพิ่มเทคนิคไกล่เกลี่ยผู้ประนีประนอม ชื่นชมทีมงานคุณภาพไกล่เกลี่ยสำเร็จเกิน 90% คู่พิพาทเดินเคียงคู่กันได้ในสังคม

(18 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวงศนันท์ วิวัฒน์วานิช ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเเขวงระยอง เป็นประธานเปิดโครงการ “เพิ่มศักยภาพผู้ประนีประนอมประจำศาลแขวงระยอง” เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่โรงแรมโกลเด้น ซิตี้ ระยอง จังหวัดระยอง โดยมีผู้ร่วมอบรมเป็นผู้ประนีประนอม47คนและ เจ้าหน้าที่ศาล 12 คนรวมเป็น 69 คน ซึ่งเป็นไป ตามนโยบาย “คุณธรรมนําทาง สร้างศรัทธา พัฒนาคุณภาพ ” ของนายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ที่ส่งถึงศาลทั่วประเทศเมื่อครั้งขึ้นรับตำแหน่ง เพื่อเป็นการสนองนโยบายด้านการพัฒนาคุณภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการระงับข้อพิพาททางเลือกอย่างมีประสิทธิภาพ การไกล่เกลี่ย ด้วยความรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย และพึงพอใจทุกฝ่าย ซึ่งผู้ประนีประนอมเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทร่วมกับศาลยุติธรรม ต้องใช้ศาสตร์และศิลป์

โดยมีการเชิญ นายสุริยัณห์ หงษ์วิไลหรือ ‘โฆษกกุ้ง’ โฆษกศาลยุติธรรม เเละทีมวิทยากรคุณภาพมาให้ความรู้หัวข้อ ”เทคนิคการสื่อสารเพื่อการทำงานร่วมกัน“ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประนีประนอมประจำศาลแขวงระยอง

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวว่า ผู้ประนีประนอมคือคนทําหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาททั้งก่อนฟ้องและหลังฟ้อง ที่ขึ้นทะเบียนกับศาลยุติธรรม ท่านเหล่านี้ถือเป็นผู้เสียสละที่ผ่านกระบวนการอบรมคัดเลือกจนได้รับการแต่งตั้ง ทำหน้าที่ค้นหาความต้องการที่แท้จริงทั้ง 2 ฝ่ายแล้วตกลงให้ได้ข้อยุติด้วยตัวเขาเอง การจัดอบรมหลักสูตร นี้ถือเป็นดําริที่ยอดเยี่ยมของ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงระยอง

เพราะนอกเหนือในแง่ความรู้ ทักษะการสื่อสารคือหัวใจสําคัญการทําหน้าที่ไกล่เกลี่ย ถ้าท่านมีทักษะไกล่เกลี่ยที่ดี จะสามารถเข้าใจเรื่องการพูดคุยหาทางออกกับคู่พิพาท ทำให้การระงับข้อพิพาทเป็นไปได้ดีขึ้น ประโยชน์จะตกกับประชาชนที่มีข้อพิพาทเป็นไปอย่างราบรื่น ด้านประสิทธิภาพ

ดูได้จากสถิติของศาลเเขวงระยองที่ปีนี้มีคดี 1.8 -2 หมื่นเรื่อง เเบ่งเป็นเเพ่งเเละอาญา ในส่วนคดีแพ่งเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยประมาณ 2 พันกว่าคดี เราไกล่เกลี่ยสําเร็จถึง 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นการทํางานที่มีประสิทธิภาพของผู้ประนีประนอมของศาลแขวงระยองที่ช่วยระงับข้อพิพาท ทําให้คดีเข้าสู่กระบวนพิจารณาของศาลลดลงไป ซึ่งหัวใจสําคัญคือคู่พิพาทจะสามารถเดินเคียงคู่กันได้ในสังคม สอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกาก็คือการสร้างกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือก โดยเฉพาะการไกล่เกลี่ยเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ขับเคลื่อนงานกำกับโรงงานไทย ยกระดับระบบมาตรฐาน-ความปลอดภัย วางรากฐานอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เป็นหน่วยงานระดับกรมในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม มีภารกิจสำคัญในการ “บริหาร จัดการ และกำกับดูแลธุรกิจอุตสาหกรรม” ให้เดินหน้าไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย สุขอนามัย และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศด้วย

ในบริบทที่ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเผชิญความท้าทายทั้งด้านมลพิษ กากของเสียอันตราย และการแข่งขันระดับโลก การได้ “พรยศ กลั่นกรอง” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม จึงถือเป็นจังหวะสำคัญของการยกระดับการกำกับดูแลอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวไปสู่ความยั่งยืนอย่างจริงจัง

พื้นฐานด้านการศึกษาของพรยศ กลั่นกรอง สะท้อนภาพ “นักเทคนิคที่เข้าใจทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม” เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาอุตสาหการ จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อด้วยวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) ด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับอนุปริญญา (Diploma) ด้าน Risk Assessment for Environmental Chemicals in Factory จาก University of Kobe ประเทศญี่ปุ่น 

นอกจากนี้ เขายังผ่านหลักสูตรสำคัญระดับสูง เช่น วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 67 และหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) รุ่นที่ 15 ของสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนงานเชิงยุทธศาสตร์ และการบริหารด้วยหลักธรรมาภิบาลในตำแหน่งอธิบดี

ตลอดเส้นทางราชการในกรมโรงงานอุตสาหกรรม พรยศเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายด้าน ทั้งสายเทคนิคและสายกำกับดูแล เช่น ผู้อำนวยการสำนักงานทะเบียนเครื่องจักรกลาง และผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบมาตรฐานงานกำกับโรงงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหัวใจในการกำหนดมาตรฐานการกำกับโรงงานและงานทะเบียนเครื่องจักรของประเทศ 

ไม่เพียงเท่านั้น เขายังมีบทบาทในคณะกรรมการระดับชาติหลายชุด เช่น การกำกับโครงการบริหารจัดการท่าเทียบเรือสาธารณะสำหรับสินค้าเหลว และการกำหนดแนวทางจัดตั้งองค์การมหาชนรองรับศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ สะท้อนความเชี่ยวชาญทั้งด้านนโยบายอุตสาหกรรม มาตรฐาน ความปลอดภัย และระบบโลจิสติกส์ของภาคการผลิต 

ล่าสุดเขายังได้รับเกียรติเป็น “ศิษย์เก่าดีเด่น ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ตอกย้ำภาพผู้นำภาครัฐรุ่นใหม่ที่มีผลงานเป็นรูปธรรมต่อสังคมและประเทศ

เมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการในปี 2567 ภายใต้มติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบให้เลื่อนจากรองอธิบดีขึ้นมานั่งเก้าอี้อธิบดี พรยศต้องรับ “ภารกิจร้อน” ทันที คือการปราบปรามขบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม และจัดการ “โรงงานเถื่อน” ที่สร้างผลกระทบต่อชุมชน เขาผลักดันแนวนโยบาย “ตรวจสุดซอย” เพื่อลงไปตรวจโรงงานเชิงลึกทั้งเรื่องเครื่องจักร สิ่งแวดล้อม การจัดการสารเคมีและกากอุตสาหกรรม โดยย้ำหลักว่า “ไม่ปลอดภัย ไม่อนุญาต” และประกาศชัดว่าจะดำเนินการอย่างเฉียบขาดกับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมาย ไม่เกรงกลัวต่อผู้มีอิทธิพลใด ๆ

แนวทางนี้เชื่อมโยงกับนโยบาย “สู้ เซฟ สร้าง” ของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งสู้กับผู้ทำผิดกฎหมาย คุ้มครองผู้ประกอบการที่ดี และสร้างอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกไปพร้อมกัน 

ในด้านการบริหารเชิงระบบ พรยศเป็นอธิบดีที่ให้ความสำคัญกับ “ดิจิทัล–โปร่งใส–ทำงานเป็นทีม” เขามอบนโยบายให้กรมโรงงานฯ และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ทำงานอย่างเป็นเอกภาพ ทั้งในเรื่องการอนุญาตและกำกับดูแลโรงงาน โดยผลักดันการใช้ระบบ E-License ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ให้งานอนุญาตโรงงานรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมจัดสรรงบประมาณกว่า 300 ล้านบาทเพื่อจัดการกากอุตสาหกรรมตกค้างในพื้นที่เสี่ยง และฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน 

ในขณะเดียวกันเขายังเดินหน้าพัฒนาระบบดิจิทัลติดตามการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมแบบ Real Time ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ผ่านระบบอนุมัติ–อนุญาต กอ.1 ที่เชื่อมโยงข้อมูลกันแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ เพื่อลดช่องว่างการลักลอบทิ้งของเสียและอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการในเวลาเดียวกัน 

นอกจากนี้ในฝั่ง “เซฟผู้ประกอบการ” เขายังสนับสนุนโครงการเร่งรัดจดทะเบียนเครื่องจักรให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่กว่า 1,300 เครื่อง ช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และยกระดับความปลอดภัยของโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็กทั่วประเทศ

อีกด้านหนึ่ง พรยศยังผลักดันประเด็นเศรษฐกิจสีเขียวและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรม ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น การยกระดับการใช้หม้อน้ำในโรงงานสู่ “หม้อน้ำสีเขียว (Green Boiler)” เพื่อลดการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนสุทธิ รวมถึงการนำแนวคิด BCG Model มาใช้ในโรงงานต้นแบบ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเติบโตอย่างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และชุมชนรอบข้าง

ภาพของกรมโรงงานอุตสาหกรรมในยุคอธิบดีพรยศจึงไม่ใช่แค่ “หน่วยงานอนุญาตโรงงาน” แต่เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทยไปสู่มาตรฐานสากลและความยั่งยืนอย่างจริงจัง

เมื่อมองภาพรวมทั้งประวัติการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และผลงานเชิงนโยบาย จะเห็นได้ว่า “พรยศ กลั่นกรอง” คือผู้นำภาครัฐรุ่นใหม่ที่ผสมผสานความรู้ด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลเข้าด้วยกันอย่างลงตัว 

เขาไม่เพียงทำหน้าที่ “ผู้กำกับดูแลโรงงาน” แต่ยังทำหน้าที่ “ผู้ออกแบบอนาคตอุตสาหกรรมไทย” ให้เติบโตภายใต้กรอบกฎหมายที่เข้มแข็ง โปร่งใส และคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อุตสาหกรรมเป็นศูนย์กลาง การเดินหน้าปราบลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม การใช้ดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพงานกำกับ และการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว คือผลงานที่ทำให้ชื่อของพรยศ กลั่นกรอง ถูกมองว่าเป็นอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่มีทั้งวิสัยทัศน์ ความกล้า และความน่าเชื่อถือ เป็นผู้นำที่ประชาชนสามารถฝากความหวังในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้ “เติบโตได้–ปลอดภัยได้–อยู่ร่วมกับสังคมได้” ในระยะยาวอย่างแท้จริง
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top