Sunday, 19 July 2026
Hard News Team

รัสเซียเปิดตัว Su-57E เครื่องบินรบล่องหน เจเนอเรชันที่ 5 ในงาน Dubai Airshow 2025 ยูเออี ดึงดูดความสนใจจากนานาชาติ แห่ขอซื้อ หลังชูจุดเด่น AI ช่วยนักบิน และเทคโนโลยีล้ำยุค

(18 พ.ย. 68) รัสเซียเปิดตัวเครื่องบินขับไล่ล่องหนเจเนอเรชันที่ 5 รุ่น Su-57E อย่างเป็นทางการในงาน Dubai Airshow 2025 ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยจัดแสดงให้ชมทั้งบนพื้นและในโชว์การบินจริง ตั้งแต่ช่วงเช้าวันเปิดงาน มีผู้เข้าชมเดินต่อคิวถ่ายรูปกับเครื่องอย่างคึกคัก สะท้อนความสนใจของทั้งคนในวงการและประชาชนทั่วไปต่อเทคโนโลยีการบินล้ำสมัยของรัสเซีย

Su-57E พัฒนาโดยบริษัทซูคอย (Sukhoi Company) เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์รุ่นใหม่ ที่ออกแบบมาให้รับมือได้ทั้งเป้าหมายทางอากาศ ภาคพื้นดิน และเป้าหมายทางทะเล จุดเด่นคือความสามารถบินด้วยความเร็วเหนือเสียงแบบต่อเนื่อง พร้อมช่องบรรทุกอาวุธภายในลำตัว เพื่อลดการสะท้อนเรดาร์ ผิวเคลือบดูดซับสัญญาณ และระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินรุ่นล่าสุด ทำให้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเครื่องบินขับไล่ล่องหนระดับแนวหน้าของโลก

ในงานนี้ Su-57E ยังได้โชว์สมรรถนะการบินที่เรียกเสียงฮือฮา ด้วยท่าบินผาดโผนอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเซอร์เกย์ บ็อกดาน (Sergei Bogdan) หัวหน้านักบินทดสอบของสำนักออกแบบซูคอยและฮีโร่แห่งสหพันธรัฐรัสเซีย เป็นผู้ทำการบินสาธิต ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ด้านความร่วมมือทางทหาร–เทคนิคของรัสเซียเผยว่า มีหลายประเทศแสดงความสนใจในเครื่องบินรบรุ่นนี้ และกำลังอยู่ระหว่างการพูดคุยในระดับต่าง ๆ

เดนิส แมนตูรอฟ (Denis Manturov) รัฐมนตรีอุตสาหกรรมและการค้ารัสเซีย ซึ่งนำคณะผู้แทนร่วมงานดูไบแอร์โชว์ ระบุว่า Su-57E มาพร้อม ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยนักบินตัดสินใจและควบคุมเครื่องในสถานการณ์ซับซ้อน เพิ่มทั้งความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรบ สำหรับงาน Dubai Airshow 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–21 พฤศจิกายน 2025 ถือเป็นหนึ่งในเวทีแสดงเทคโนโลยีการบิน อวกาศ และกลาโหมที่สำคัญที่สุดของโลก พร้อมด้วยการแสดงบินและการประชุมด้านอุตสาหกรรมจากหลายประเทศทั่วโลก

18 พ.ย. ชี้ชะตาตั๋วเอเชียนคัพ 2027 ไทยห้ามสะดุด เสี่ยงหลุดแชมป์กลุ่ม D 'ฮัดสัน' สั่งลุย ขอเก็บชัยกลับบ้าน แนวรับ-ความคมโดนทดสอบเสียงเชียร์เจ้าถิ่น

(18 พ.ย. 68) ศึกเอเชียนคัพ 2027 รอบคัดเลือกกลุ่ม D เดินทางถึงจุดเดือด เมื่อ 'ทีมชาติไทย' ต้องบุกเยือน 'ศรีลังกา' ที่โคลอมโบ เรซคอร์ส สเตเดียม ในเกมที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนชี้ชะตาการลุ้นเข้ารอบสุดท้ายของทั้งสองทีมโดยตรง เกมนี้จะเล่นในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.15 น. ตามเวลาประเทศไทย ที่สนามโคลอมโบ เรซคอร์ส สเตเดียม ใจกลางกรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา

สถานการณ์ล่าสุด 'ไทย' กับ 'เติร์กเมนิสถาน' มีแต้มเท่ากันที่ 9 คะแนนหลัง 4 นัด ขณะที่เจ้าถิ่นศรีลังกามี 6 แต้ม หากหวังไต่ขึ้นมาเท่าไทยต้องชนะเท่านั้น โดยศรีลังกาต้องการสกอร์มากกว่า 1-0 เพราะเลกแรกเคยแพ้ที่ราชมังคลาฯ ส่วนไทยจำเป็นต้องคว้าชัยเพื่อกุมความได้เปรียบก่อนลุยนัดสุดท้าย หากเสมอหรือแพ้แชมป์กลุ่มอาจหลุดมือและยังกระทบคะแนนแรงกิ้งฟีฟ่าอีกด้วย

ด้าน 'แอนโธนี ฮัดสัน' กุนซือ 'ช้างศึก' เผยเป้าหมายชัด: “ง่ายมาก คือเก็บชัยชนะกลับบ้านให้ได้” แม้ศุภชัย ใจเด็ดและเควิน ดีรมรัมย์จะเจ็บจนต้องถอนตัว แต่มั่นใจพลังลูกทีมจะสู้ศรีลังกาได้ ผลงานอุ่นเครื่องชนะ 'สิงคโปร์' 3-2 ยังชี้ว่าระบบรุกไทยเริ่มลงตัวแม้แนวรับยังต้องจูน

ศรีลังกาเดินเกมปลุกกระแสเต็มที่ แจกตั๋วฟรีหวังให้ความจุ 10,000 คนในสนามเต็ม เสียงเชียร์และแรงกดดันนี้จะเป็นบททดสอบจิตใจแข้งไทย พร้อมจุดเปลี่ยนเกม เฉพาะเมื่อไทยยังจบสกอร์ไม่เฉียบและยังมีจุดเปราะบางหลังบ้าน หากต้านแรงกดดัน-เกมสวนกลับเจ้าถิ่นไม่ได้อาจเสี่ยงผลลัพธ์ไม่คาดคิด

แมตช์นี้จึงถือเป็น “เกมชีวิต” ของศรีลังกาและศึกเดิมพันอนาคต 'ช้างศึก' ในเส้นทางสู่เอเชียนคัพปี 2027 ที่ยังเปิดกว้างสำหรับทุกความเป็นไปได้

ผู้ว่าฯ กปน. ลงพื้นที่นนทบุรี มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ย้ำ!! คุณภาพน้ำในพื้นที่ยังใช้งานได้ปกติ พร้อมจัด จนท.ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

(11 พ.ย.68) นางสาวสุวรา ทวิชศรี ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) พร้อมด้วยนายสุเทพ เอื้อปกรณ์ รองผู้ว่าการ กปน. นำคณะผู้บริหาร และพนักงาน กปน. ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ให้บริการของ กปน. โดยได้ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยในชุมชนบ้านตลาดขวัญ (ซอยนนทบุรี 7) ชุมชนซอยสงวนเงิน และชุมชนมัสยิดบ้านตลาดขวัญ (ซอยนนทบุรี 11)

ทั้งนี้ กปน. ได้ตรวจสอบระบบประปาในพื้นที่ และยืนยันว่ายังคงใช้งานได้ตามปกติ ทั้งคุณภาพและแรงดันน้ำ พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลระบบประปาภายในบ้าน และจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชนได้อย่างปลอดภัย และทั่วถึงอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ของกระทรวงมหาดไทย และความห่วงใยจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ทุกครอบครัวสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

ศาลแขวงระยอง อัพสกิล เปิดอบรมผู้ประนีประนอม เสริมทักษะไกล่เกลี่ย – การสื่อสาร สานนโยบาย “คุณธรรมนำทาง สร้างศรัทธา” พร้อมเผยสถิติปีนี้ไกล่เกลี่ยสำเร็จกว่า 90%

ศาลแขวงระยอง เชิญ “สุริยัณห์”โฆษกศาลบรรยายเพิ่มเทคนิคไกล่เกลี่ยผู้ประนีประนอม ชื่นชมทีมงานคุณภาพไกล่เกลี่ยสำเร็จเกิน 90% คู่พิพาทเดินเคียงคู่กันได้ในสังคม

(18 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวงศนันท์ วิวัฒน์วานิช ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเเขวงระยอง เป็นประธานเปิดโครงการ “เพิ่มศักยภาพผู้ประนีประนอมประจำศาลแขวงระยอง” เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่โรงแรมโกลเด้น ซิตี้ ระยอง จังหวัดระยอง โดยมีผู้ร่วมอบรมเป็นผู้ประนีประนอม47คนและ เจ้าหน้าที่ศาล 12 คนรวมเป็น 69 คน ซึ่งเป็นไป ตามนโยบาย “คุณธรรมนําทาง สร้างศรัทธา พัฒนาคุณภาพ ” ของนายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ที่ส่งถึงศาลทั่วประเทศเมื่อครั้งขึ้นรับตำแหน่ง เพื่อเป็นการสนองนโยบายด้านการพัฒนาคุณภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการระงับข้อพิพาททางเลือกอย่างมีประสิทธิภาพ การไกล่เกลี่ย ด้วยความรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย และพึงพอใจทุกฝ่าย ซึ่งผู้ประนีประนอมเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทร่วมกับศาลยุติธรรม ต้องใช้ศาสตร์และศิลป์

โดยมีการเชิญ นายสุริยัณห์ หงษ์วิไลหรือ ‘โฆษกกุ้ง’ โฆษกศาลยุติธรรม เเละทีมวิทยากรคุณภาพมาให้ความรู้หัวข้อ ”เทคนิคการสื่อสารเพื่อการทำงานร่วมกัน“ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประนีประนอมประจำศาลแขวงระยอง

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวว่า ผู้ประนีประนอมคือคนทําหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาททั้งก่อนฟ้องและหลังฟ้อง ที่ขึ้นทะเบียนกับศาลยุติธรรม ท่านเหล่านี้ถือเป็นผู้เสียสละที่ผ่านกระบวนการอบรมคัดเลือกจนได้รับการแต่งตั้ง ทำหน้าที่ค้นหาความต้องการที่แท้จริงทั้ง 2 ฝ่ายแล้วตกลงให้ได้ข้อยุติด้วยตัวเขาเอง การจัดอบรมหลักสูตร นี้ถือเป็นดําริที่ยอดเยี่ยมของ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงระยอง

เพราะนอกเหนือในแง่ความรู้ ทักษะการสื่อสารคือหัวใจสําคัญการทําหน้าที่ไกล่เกลี่ย ถ้าท่านมีทักษะไกล่เกลี่ยที่ดี จะสามารถเข้าใจเรื่องการพูดคุยหาทางออกกับคู่พิพาท ทำให้การระงับข้อพิพาทเป็นไปได้ดีขึ้น ประโยชน์จะตกกับประชาชนที่มีข้อพิพาทเป็นไปอย่างราบรื่น ด้านประสิทธิภาพ

ดูได้จากสถิติของศาลเเขวงระยองที่ปีนี้มีคดี 1.8 -2 หมื่นเรื่อง เเบ่งเป็นเเพ่งเเละอาญา ในส่วนคดีแพ่งเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยประมาณ 2 พันกว่าคดี เราไกล่เกลี่ยสําเร็จถึง 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นการทํางานที่มีประสิทธิภาพของผู้ประนีประนอมของศาลแขวงระยองที่ช่วยระงับข้อพิพาท ทําให้คดีเข้าสู่กระบวนพิจารณาของศาลลดลงไป ซึ่งหัวใจสําคัญคือคู่พิพาทจะสามารถเดินเคียงคู่กันได้ในสังคม สอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกาก็คือการสร้างกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือก โดยเฉพาะการไกล่เกลี่ยเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ขับเคลื่อนงานกำกับโรงงานไทย ยกระดับระบบมาตรฐาน-ความปลอดภัย วางรากฐานอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เป็นหน่วยงานระดับกรมในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม มีภารกิจสำคัญในการ “บริหาร จัดการ และกำกับดูแลธุรกิจอุตสาหกรรม” ให้เดินหน้าไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย สุขอนามัย และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศด้วย

ในบริบทที่ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเผชิญความท้าทายทั้งด้านมลพิษ กากของเสียอันตราย และการแข่งขันระดับโลก การได้ “พรยศ กลั่นกรอง” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม จึงถือเป็นจังหวะสำคัญของการยกระดับการกำกับดูแลอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวไปสู่ความยั่งยืนอย่างจริงจัง

พื้นฐานด้านการศึกษาของพรยศ กลั่นกรอง สะท้อนภาพ “นักเทคนิคที่เข้าใจทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม” เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาอุตสาหการ จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อด้วยวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) ด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับอนุปริญญา (Diploma) ด้าน Risk Assessment for Environmental Chemicals in Factory จาก University of Kobe ประเทศญี่ปุ่น 

นอกจากนี้ เขายังผ่านหลักสูตรสำคัญระดับสูง เช่น วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 67 และหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) รุ่นที่ 15 ของสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนงานเชิงยุทธศาสตร์ และการบริหารด้วยหลักธรรมาภิบาลในตำแหน่งอธิบดี

ตลอดเส้นทางราชการในกรมโรงงานอุตสาหกรรม พรยศเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายด้าน ทั้งสายเทคนิคและสายกำกับดูแล เช่น ผู้อำนวยการสำนักงานทะเบียนเครื่องจักรกลาง และผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบมาตรฐานงานกำกับโรงงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหัวใจในการกำหนดมาตรฐานการกำกับโรงงานและงานทะเบียนเครื่องจักรของประเทศ 

ไม่เพียงเท่านั้น เขายังมีบทบาทในคณะกรรมการระดับชาติหลายชุด เช่น การกำกับโครงการบริหารจัดการท่าเทียบเรือสาธารณะสำหรับสินค้าเหลว และการกำหนดแนวทางจัดตั้งองค์การมหาชนรองรับศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ สะท้อนความเชี่ยวชาญทั้งด้านนโยบายอุตสาหกรรม มาตรฐาน ความปลอดภัย และระบบโลจิสติกส์ของภาคการผลิต 

ล่าสุดเขายังได้รับเกียรติเป็น “ศิษย์เก่าดีเด่น ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ตอกย้ำภาพผู้นำภาครัฐรุ่นใหม่ที่มีผลงานเป็นรูปธรรมต่อสังคมและประเทศ

เมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการในปี 2567 ภายใต้มติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบให้เลื่อนจากรองอธิบดีขึ้นมานั่งเก้าอี้อธิบดี พรยศต้องรับ “ภารกิจร้อน” ทันที คือการปราบปรามขบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม และจัดการ “โรงงานเถื่อน” ที่สร้างผลกระทบต่อชุมชน เขาผลักดันแนวนโยบาย “ตรวจสุดซอย” เพื่อลงไปตรวจโรงงานเชิงลึกทั้งเรื่องเครื่องจักร สิ่งแวดล้อม การจัดการสารเคมีและกากอุตสาหกรรม โดยย้ำหลักว่า “ไม่ปลอดภัย ไม่อนุญาต” และประกาศชัดว่าจะดำเนินการอย่างเฉียบขาดกับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมาย ไม่เกรงกลัวต่อผู้มีอิทธิพลใด ๆ

แนวทางนี้เชื่อมโยงกับนโยบาย “สู้ เซฟ สร้าง” ของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งสู้กับผู้ทำผิดกฎหมาย คุ้มครองผู้ประกอบการที่ดี และสร้างอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกไปพร้อมกัน 

ในด้านการบริหารเชิงระบบ พรยศเป็นอธิบดีที่ให้ความสำคัญกับ “ดิจิทัล–โปร่งใส–ทำงานเป็นทีม” เขามอบนโยบายให้กรมโรงงานฯ และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ทำงานอย่างเป็นเอกภาพ ทั้งในเรื่องการอนุญาตและกำกับดูแลโรงงาน โดยผลักดันการใช้ระบบ E-License ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ให้งานอนุญาตโรงงานรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมจัดสรรงบประมาณกว่า 300 ล้านบาทเพื่อจัดการกากอุตสาหกรรมตกค้างในพื้นที่เสี่ยง และฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน 

ในขณะเดียวกันเขายังเดินหน้าพัฒนาระบบดิจิทัลติดตามการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมแบบ Real Time ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ผ่านระบบอนุมัติ–อนุญาต กอ.1 ที่เชื่อมโยงข้อมูลกันแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ เพื่อลดช่องว่างการลักลอบทิ้งของเสียและอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการในเวลาเดียวกัน 

นอกจากนี้ในฝั่ง “เซฟผู้ประกอบการ” เขายังสนับสนุนโครงการเร่งรัดจดทะเบียนเครื่องจักรให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่กว่า 1,300 เครื่อง ช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และยกระดับความปลอดภัยของโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็กทั่วประเทศ

อีกด้านหนึ่ง พรยศยังผลักดันประเด็นเศรษฐกิจสีเขียวและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรม ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น การยกระดับการใช้หม้อน้ำในโรงงานสู่ “หม้อน้ำสีเขียว (Green Boiler)” เพื่อลดการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนสุทธิ รวมถึงการนำแนวคิด BCG Model มาใช้ในโรงงานต้นแบบ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเติบโตอย่างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และชุมชนรอบข้าง

ภาพของกรมโรงงานอุตสาหกรรมในยุคอธิบดีพรยศจึงไม่ใช่แค่ “หน่วยงานอนุญาตโรงงาน” แต่เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทยไปสู่มาตรฐานสากลและความยั่งยืนอย่างจริงจัง

เมื่อมองภาพรวมทั้งประวัติการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และผลงานเชิงนโยบาย จะเห็นได้ว่า “พรยศ กลั่นกรอง” คือผู้นำภาครัฐรุ่นใหม่ที่ผสมผสานความรู้ด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลเข้าด้วยกันอย่างลงตัว 

เขาไม่เพียงทำหน้าที่ “ผู้กำกับดูแลโรงงาน” แต่ยังทำหน้าที่ “ผู้ออกแบบอนาคตอุตสาหกรรมไทย” ให้เติบโตภายใต้กรอบกฎหมายที่เข้มแข็ง โปร่งใส และคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อุตสาหกรรมเป็นศูนย์กลาง การเดินหน้าปราบลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม การใช้ดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพงานกำกับ และการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว คือผลงานที่ทำให้ชื่อของพรยศ กลั่นกรอง ถูกมองว่าเป็นอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่มีทั้งวิสัยทัศน์ ความกล้า และความน่าเชื่อถือ เป็นผู้นำที่ประชาชนสามารถฝากความหวังในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้ “เติบโตได้–ปลอดภัยได้–อยู่ร่วมกับสังคมได้” ในระยะยาวอย่างแท้จริง
 

MG–BYD–Polestar โตแรงต่อเนื่อง ตอบโจทย์ความคุ้มค่า–เทคโนโลยีสุดล้ำ และราคาจับต้องได้ (20,000–40,000 ยูโร) คาดปี 2025 สัดส่วนจดทะเบียนใหม่เพิ่ม 34-36%

(18 พ.ย. 68) ฟินแลนด์กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง และในกระแสนี้ “รถยนต์แบรนด์จีน” เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ส่วนแบ่งตลาดยังราว ๆ 4% ของยอดขายรถใหม่ แต่ผู้เชี่ยวชาญในวงการรถยนต์ฟันธงว่า ตัวเลขนี้มีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน เพราะตลาดรถไฟฟ้าในฟินแลนด์กำลังโตแรง คาดว่าปี 2025 รถไฟฟ้าล้วนจะมีสัดส่วนจดทะเบียนใหม่ถึงราว 34-36% มากกว่าปี 2024 ที่ยังไม่ถึง 30%

ชื่อที่เริ่มคุ้นหูคนฟินแลนด์มากขึ้น ได้แก่ MG, BYD และ Polestar ซึ่งแม้ยอดรวมยังไม่เท่าบรนด์ยุโรปเจ้าใหญ่ แต่มีอัตราโตโดดเด่น ข้อมูลจากหน่วยงานด้านขนส่งของฟินแลนด์ระบุว่า ยอดขาย MG ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 เพิ่มขึ้นถึง 475% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ Polestar โต 105% และ BYD ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในกลุ่มรถไฟฟ้าล้วน Polestar ติดอันดับ 8 ของตลาด ส่วน BYD และ MG ก็เริ่มมีส่วนแบ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้รถจีนเริ่มเข้าไปนั่งในใจคนฟินแลนด์ คือ คนที่นั่น “ชอบลองของใหม่ แต่ก็คิดเป็น” สื่อท้องถิ่นมักทำรีวิวรถรุ่นใหม่จากจีนแบบละเอียด ช่วยให้ผู้บริโภคเห็นข้อดีข้อเสียจริง ไม่ได้ตัดสินจากภาพลักษณ์ประเทศผู้ผลิตอย่างเดียว ชาวฟินแลนด์ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักความคุ้มค่า จึงให้ความสำคัญกับเรื่องความเร็วในการชาร์จไฟ ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และเงื่อนไขการรับประกัน ซึ่งเป็นจุดที่รถจีนพยายามพัฒนามาแข่งโดยตรง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า “เลนทองคำ” ของรถจีนในฟินแลนด์ คือ กลุ่มรถไฟฟ้าราคากลาง ราว 20,000–40,000 ยูโร (ราว 750,000 - 1,500,000 บาท) เพราะเป็นระดับราคาที่ผู้บริโภคทั่วไปเอื้อมถึง และยังสอดคล้องกับมาตรการสนับสนุนรถไฟฟ้าในประเทศ ถ้าแบรนด์จีนส่งรุ่นที่สเปกดี ราคาไม่แรง และอะไหล่–ศูนย์บริการครอบคลุมมากขึ้น ความสนใจจากผู้บริโภคก็มีสิทธิ์พุ่งต่อเนื่อง แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องสร้างเครือข่ายผู้นำเข้าและดีลเลอร์ท้องถิ่นที่พร้อมดูแลลูกค้าแบบระยะยาว

ในภาพรวมยุโรป ข้อมูลจากบริษัทวิจัย JATO Dynamics ระบุว่า รถแบรนด์จีนเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในยุโรปช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ขึ้นมาที่ 5.1% และอาจขยับใกล้ 10% ภายในปี 2030 ฟินแลนด์ก็ถูกคาดหมายว่าจะเดินตามแนวโน้มเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อมีรถรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาให้เข้ากับมาตรฐานและความต้องการของผู้ใช้ในยุโรปมากขึ้น หากจีนผสาน “เทคโนโลยี + ราคา + บริการหลังการขาย” ได้ลงตัว ก็มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของตลาดรถยนต์ฟินแลนด์ในอนาคตไม่ไกลจากนี้

จับตาทิศทาง OHANA หลังปลด “เดอะมีน” พ้นสภาพพนักงาน งดแจงเหตุผล อ้างปมกฎหมาย ‘อาร์ม’ โพสต์นิทานจุดเทียน สะเทือนแฟนคลับ อาจกระทบทีมและแบรนด์ระยะยาว

เมื่อวันที่ (17 พ.ย.68) เพจทางการ 'OHANA clip' ออกแถลงการณ์ระบุว่า 'นายพงศธร เหลาจันทึก' หรือ 'เดอะมีน' พ้นสภาพพนักงานตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค. 68 และบริษัทจะไม่รับผิดชอบต่อการกระทำใด ๆ ของเขานับจากนี้ รวมถึงเตือนประชาชนระวังการแอบอ้างชื่อตนเองหรือพนักงานต่อไป โดยบริษัทแจ้งชัดว่า “ไม่ขอชี้แจงเหตุผล เพราะอาจมีผลกระทบต่อกฎหมาย”

หลังคำแถลง เฟซบุ๊กของ 'อาร์ม OHANA' ได้โพสต์เนื้อหาสไตล์นิทาน ความตอนหนึ่งว่า “กูให้ออกไปหาเทียนเล่มอื่นจุด… แต่มึงเลือกที่จะขูดเทียนเล่มหลักของทุกคน… ใจกูถึงแตกสลาย… ผมแค่เล่านิทานให้ฟัง” ทำให้แฟน ๆ ตีความว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว แม้ไม่ระบุชื่อชัดเจน

ด้านสื่อบันเทิงรายงานว่า 'เดอะมีน' ยังไม่มีคำชี้แจงยาวทางการ มีเพียงการเคลื่อนไหวบนโซเชียลและได้รับกำลังใจจากแฟนคลับต่อเนื่อง เหตุผลการพ้นสภาพยังคงเป็นข้อสันนิษฐาน นำไปสู่การจับตาผลกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร ความไว้ใจของผู้สนับสนุนและโครงสร้างทีมเนื้อหาในอนาคต

ชาวทุ่งหวังขอบคุณ!! ‘เจือ ราชสีห์’ ช่วยผลักดันงบ 72 ล้าน ขยายถนน – ปรับปรุงผิวจราจร – ไฟส่องสว่าง เสริมศักยภาพเส้นทางสู่วัดทรายขาว เพิ่มความปลอดภัย–หนุนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ชาวทุ่งหวัง ขอบคุณ ‘เจือ ราชสีห์’ ผลักดันงบ 72 ล้านบาท ขยายถนน–ปรับปรุงผิวจราจร พร้อมไฟส่องสว่าง เส้นทางสู่วัดทรายขาว อำนวยความสะดวกประชาชนและนักท่องเที่ยว

ชาวตำบลทุ่งหวัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ต่างแสดงความขอบคุณ นายเจือ ราชสีห์ ที่ผลักดันงบประมาณกว่า 72 ล้านบาท สำหรับโครงการขยายถนนและปรับปรุงผิวจราจร พร้อมติดตั้งไฟส่องสว่างบนถนนสายทางหลวงชนบทหมายเลข สข.3005 ระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญมุ่งสู่วัดทรายขาว แหล่งศรัทธาของประชาชนและนักท่องเที่ยว

นายเจือ ราชสีห์ ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามความคืบหน้าโครงการ โดยระบุว่าผู้รับเหมาได้เริ่มดำเนินงานแล้วตั้งแต่บริเวณแยกไฟแดงวัดทุ่งหวังใน ผ่านหน้าวัดทรายขาว ไปจนถึงทางขึ้นวัดเขาหลง และสิ้นสุดที่เขตตำบลท่าข้าม โดยถนนกว้างเดิม 8 เมตร จะได้รับการขยายเป็น 12 เมตร พร้อมปรับผิวจราจรใหม่ทั้งสาย และติดตั้งไฟส่องสว่างเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน

โครงการดังกล่าวเป็นผลจากการผลักดันอย่างต่อเนื่องของนายเจือ ราชสีห์ ตั้งแต่ครั้งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดจนสามารถนำงบประมาณมาสู่พื้นที่ได้สำเร็จ

นายเจือ ราชสีห์ กล่าวแสดงความยินดีกับประชาชนในพื้นที่ พร้อมย้ำว่าโครงการนี้จะช่วยยกระดับความปลอดภัยและสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในตำบลทุ่งหวังอย่างเป็นรูปธรรม

อย. x E-Marketplace ปิดช่องขายผลิตภัณฑ์สุขภาพผิด กม. ในออนไลน์ ดึง “เทคโนโลยี-เอไอ” คุมเข้มโฆษณา-ร้านค้าฝ่าฝืน พร้อมขยายตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนไทยสู่สากล ยกระดับมาตรฐานควบคู่เศรษฐกิจสุขภาพเติบโตยั่งยืน

เมื่อวานนี้ (17 พ.ย. 68) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการ อย. และ คณะผู้บริหารจาก 4 แพลตฟอร์มอี-มาร์เก็ตเพลส ได้แก่ LAZADA, SHOPEE, LINE MAN และ GRAB เปิดงาน "อย. Connect Marketplace"

พร้อม MOU ร่วมขับเคลื่อนด้านการป้องกันการโฆษณาและการลักลอบขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตในแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพคนไทยทุกมิติ และด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ ขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนที่ผลิตโดยคนไทย ผ่านช่องทางการจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม E-Marketplace สู่ตลาดโลก ภายใต้แนวคิด "From Local to Global"

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ ใน 2 ด้านหลัก คือ ด้านการป้องกันการโฆษณาและการลักลอบขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตในแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพคนไทยทุกมิติ และด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ

พร้อมขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนที่ผลิตโดยคนไทยโดยนำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมาแก้ไขปัญหาสินค้าที่ละเมิดกฎหมายและสนับสนุนผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากชุมชนด้วยโดยความร่วมมือครั้งนี้ทำได้ทันทีเนื่องจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว

ด้าน ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า นอกจากการขยายช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนบนแพลตฟอร์มอี-มาร์เก็ตเพลส แล้ว อย.ได้จัดทำเว็บไซต์รวมข้อมูลผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชนทั่วประเทศ พร้อมระบบส่งต่อข้อมูลไปยังแพลตฟอร์ม อี-มาร์เก็ตเพลสต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้จัดหมวดหมู่สินค้าให้ง่ายต่อการค้นหามากยิ่งขึ้น รวมถึงประสานแพลตฟอร์มจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายด้วย 

สำหรับการยกระดับความปลอดภัยให้ผู้บริโภคนั้น อย.ร่วมกับแพลตฟอร์มดิจิทัลจัดทำระบบรับ-ส่ง ข้อมูลการอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพด้วยส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ เช่น ชื่อผลิตภัณฑ์ เลข อย. สถานะของผลิตภัณฑ์ เพื่อใช้ในการจัดทำระบบป้องกันมิให้ร้านค้าลักลอบวางขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้รับอนุญาต และจัดส่งบัญชีดำรายการสินค้าและข้อความโฆษณาผิดกฎหมายให้แก่แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อนำไปใช้พัฒนาระบบเอไอให้สามารถตรวจจับและปิดกั้นการขายผลิตภัณฑ์และการโฆษณาที่ผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ของความร่วมมือ

ทั้งนี้ สำหรับความร่วมมือระหว่างอย.และ 4 มาร์เก็ตเพลสนั้นส่งผลให้เกิดความปลอดภัยกับผู้บริโภค อาทิ มาตรการด้านการป้องกันการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย โดยมีการห้ามร้านค้าออนไลน์ขายผลิตภัณฑ์สุขภาพต้องห้าม เช่น ยา ยาเสพติด วัตถุออกฤทธิ์ ผลิตภัณฑ์หรือโฆษณาที่ไม่ได้รับอนุญาต

นอกจากนี้ยังมาตรการลงโทษร้านค้าเมื่อทำผิดกฎและชดเชยให้ผู้บริโภค มีการระงับสินค้าผิดกฎหมาย และมีมาตรการด้านการส่งเสริมผู้ประกอบการ ทั้ง 4 แพลตฟอร์มในการให้ความรู้กับผู้ขายเพื่อปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย เป็นต้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top