Sunday, 19 July 2026
Hard News Team

ILINK เติบโตตามแผน กวาดรายได้ 9 เดือนแรก 4,764.96 ล้านบาท กำไรสุทธิกว่า 221 ล้านบาท เตรียมลุยประมูลงานใหญ่ 9,000 ล้าน พร้อมขยายตลาดอาเซียนผ่าน ITEL Global

ILINK รายงาน 9 เดือนแรก มีรายได้รวม 4,764.96 ล้านบาท กำไรสุทธิ 221.77 ล้านบาท ย้ำเติบโตตามแผน มั่นใจปิดงบปี 68 ตามเป้าหมาย

เมื่อวันที่ (18 พ.ย.68) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK ร่วมนำเสนอผลประกอบการในงาน บริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) ประจำไตรมาส 3/2568 จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ผ่านระบบออนไลน์ (VDO Conference) โดยมี นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เป็นผู้ร่วมบรรยาย และตอบข้อซักถามนักลงทุน พร้อมนำเสนอข้อมูลผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 และแนวโน้มธุรกิจช่วงโค้งสุดท้ายของปี

โดยเปิดเผยว่า ผลประกอบการรวมของ 9 เดือนแรกปี 2568 (มกราคม – กันยายน) ทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจ มีรายได้รวมจำนวน 4,764.96 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวม 221.77 ล้านบาท แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ ILINK ยังคงรักษาการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ “Quality Growth – การเติบโตอย่างมีคุณภาพ” มุ่งเน้นการสร้างฐานรายได้ที่มั่นคง และยั่งยืน พร้อมบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว

โดยธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ ยังคงเป็นเสาหลักสร้างรายได้ สำหรับในรอบ 9 เดือนแรกปี 2568 มีรายได้รวม 2,202.21 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 243.02 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 8.15 แต่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง และมีเสถียรภาพ เป็นผลจากผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ LINK AMERICAN CABLING และ GERMAN RACK ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้รับเหมาโครงข่ายมืออาชีพ สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า และมาตรฐาน รวมถึงการให้บริการของบริษัทฯ โดยมี ปัจจัยบวกจากนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของภาครัฐ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน Data Center, AI, และ Green Technology รวมถึงโครงการ “Fast Pass” ที่อยู่ระหว่างการผลักดัน ซึ่งล้วนเอื้อต่อการขยายตัวของตลาดสายสัญญาณ และระบบเครือข่ายทั่วประเทศ

ด้านธุรกิจวิศวกรรมโครงการ ได้เตรียมเข้าประมูลงานใหญ่กว่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาส 3/2568 นี้ มีรายได้รวม 382.98 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 8.51 ล้านบาท โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเตรียมเข้าประมูล โครงการวางสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 230 เควี ขนอม–เกาะสมุย 2 วงจร มูลค่าโครงการรวม 9,125 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ร่วมกับพันธมิตรกับ LS Cable & System ซึ่งเป็นบริษัท ในกลุ่ม LG (Lucky Goldstar/Korea) ซึ่งจะเปิดประกวดราคาในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นี้ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับการประกาศให้เป็นผู้ชนะการประมูล โครงการวางสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 เควี ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ไปยังเกาะสมุย มูลค่ากว่า 1,800 ล้านบาท และอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากคณะกรรมการ PEA เพื่อเริ่มดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

สำหรับธุรกิจโทรคมนาคม และดาต้าเซ็นเตอร์ เดินหน้าขยายสู่ระดับภูมิภาค ซึ่งกลุ่มธุรกิจนี้อยู่ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL ได้เผยผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2568 มีรายได้รวม 2,181.51 ล้านบาท โดยหากไม่รวมรายการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ (ECL) จะมีกำไรจากการดำเนินงานกว่า 40 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก และแนวโน้มฟื้นตัวที่ดี

อีกทั้ง ITEL ยังคงขยายศักยภาพเชิงกลยุทธ์ในระดับภูมิภาค โดยร่วมกับพันธมิตรจากประเทศสิงคโปร์ Super Sea Cable Networks Pte. Ltd. (SEAX Asia) จัดตั้งบริษัทร่วมทุน “ITEL Global” เพื่อขยายธุรกิจด้าน Regional Connectivity และ Data Center สู่ตลาดอาเซียน ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญของกลุ่มบริษัทฯ ในการขยายฐานรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในอนาคต

“ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา ILINK สามารถรักษาผลการดำเนินงานให้อยู่ในระดับที่มั่นคง ทั้งด้านรายได้ และกำไรสุทธิ แม้เผชิญปัจจัยท้าทายจากภาวะตลาดที่ผันผวน เรายังคงมุ่งบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มศักยภาพขององค์กร บริษัทฯ มั่นใจว่าผลประกอบการทั้งปี 2568 จะเติบโตตามเป้าหมาย และด้วยศักยภาพของทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจหลักที่แข็งแกร่ง ILINK พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน เติบโตอย่างมีคุณภาพร่วมกัน” นายสมบัติ กล่าว

ส่องชุดประจำชาติไทยที่ใช้ประกวดบนเวที Miss Universe 2019-2024 สวยจึ้งสะดุดตา

1.  2019 "ผีตาโขน Festival of Thailand"
เป็นไอเดียที่ชนะเลิศจากการแข่งขันประกวดชุดประจำชาติในโครงการ ‘ความเป็นไทยร่วมสมัยที่ฟ้าใสจะใส่ไปคว้ามง’ 

2.  2020 "ไตรรงค์อนงนาถสุพรรณมัจฉา"
ได้สร้างสรรค์ขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจาก “นางสุพรรณมัจฉา” ซึ่งเป็นนางในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ โดยได้นำความงามสง่าของนางสุพรรณมัจฉามาผสมผสานกับความงามของ “ปลากัดไทย” หรือ “นักสู้แห่งสายน้ำของสยามประเทศ” (The River Fighter of Siam) สัตว์น้ำประจำชาติที่ทรงคุณค่าและมีสีสันสวยงาม ซึ่งในปีนี้ “ปลากัดไทย” จะได้แหวกว่ายบนเวทีจักรวาล ตอกย้ำภาพลักษณ์ของ “นักสู้ของไทย”

3. 2021 "นางคาด"
ชุดประจำชาติไทย "นางคาด" แรงบันดาลใจ "พลังเลือดนักสู้ในตัวหญิงสาว" ผ่านรูปแบบศิลปะการต่อสู้ไทยโบราณที่เรียกว่า "มวยคาดเชือก" ประยุกต์เข้ากับความเป็นสากล

4. 2022 "สงกรานต์เทวี"
สัญลักษณ์ของเทศกาลสงกรานต์ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากนางสงกรานต์ประจำปี 2566 ชื่อว่า นาง “กิมิทาเทวี” หนึ่งในเทพธิดา (goddess) ทั้งเจ็ดของท้าวกบิลพรหม ลวดลายของชุดได้แรงบันดาลใจมาจากหัตถศิลป์ หัตถกรรม ผ้าทอโบราณ “ผ้าทอลายน้ำไหล” ประดับตกแต่งด้วยงานปัก ลูกปัด คริสตัล เลื่อม และขวดน้ำที่เหลือใช้จากการบริโภค นำมาประยุกต์ให้มีความทันสมัย “ขันเงิน” ที่ทำโดยช่างฝีมือคนไทย สื่อถึงการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ การเล่นน้ำ หรือใช้ในชีวิตประจำวัน

5. 2023 "เทพธิดาอาณาจักรอยุธยา"
ชุด "เทพธิดาอาณาจักรอยุธยา" ได้รับแรงบันดาลจากรูปปั้น "พระแม่ธรณี" ในช่วงยุคอยุธยาที่สามและสี่ของอาณาจักรสยามที่มีอยู่ในช่วงทศวรรษที่ 14 ถึง 18 "พระแม่ธรณี" เทพธิดาแห่งโลกหรือแม่ธรณีในประวัติศาสตร์พุทธไทย ถูกนับถือเป็นอย่างสูงและได้รับบูชาตลอดประวัติศาสตร์ไทย

6. 2024 "ชุดสยามมานุสตรี"
ชุดสยามมานุสตรี ซึ่งเป็นชุดที่โอปอลสวมใส่ขึ้นอวดความสวยอลังการในการประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2024 และเป็น 1 ใน 10 ชุดที่ดีที่สุดในรอบการประกวดดังกล่าว

“2 องศา: หายนะโลกมหันตภัยไทย” สัญญาณวิกฤตจากCOP30 โดย“มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์”

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท (WCF:Worldview Climate Foundation)และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ในฐานะ“มิสเตอร์เอทานอล”ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT) อดีตรัฐมนตรีและส.ส.หลายสมัยพรรคประชาธิปัตย์ได้เขียนบทความอย่างต่อเนื่องในช่วงการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP 30) ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2568 โดยโพสต์ลงในเฟสบุ้ค”อลงกรณ์ พลบุตร”วันนี้เรื่อง“ 2 องศา: หายนะโลกมหันตภัยไทย ”โดยชี้ให้เห็นว่าการที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกินขีดจำกัด 1.5 Cตามที่กำหนดในความตกลงปารีสจะส่งผลกระทบขั้นวิกฤตซึ่งไม่เพียงแต่เป็นความท้าทายแต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดและความมั่นคงของโลกและประเทศไทยอย่างรุนแรงพร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกนำประเทศไทยให้พ้นจากมหัตภัยโลกเดือดโดยเร็วที่สุดซึ่งเป็นบทความเรื่องที่2ต่อจากเรื่อง“วิกฤติโลกเดือด-COP30
“เสียงจากป่าอเมซอน: ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ”โดยมีข้อความดังต่อไปนี้

“2องศา:หายนะโลกมหันตภัยไทย”
โดย”มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์“

นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท
(WCF:Worldview Climate Foundation)และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพลังงานทดแทนพลังงานทางเลือกเพื่อลดพลังงานฟอสซิลแก้ไขปัญหาก๊าซเรือนกระจกมากว่า20ปีในฐานะ“มิสเตอร์เอทานอล”ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT)

“..แม้ว่าประชาคมโลกมีความตกลงปารีส (Paris Agreement) เป็นเสมือนเข็มทิศนำทางในการต่อสู้กับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(Climate Change)โดยมีเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน1.5 องสาเซลเซียส

แต่รายงานล่าสุดจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และสหประชาชาติ รวมทั้งการประชุมCOP30ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่าเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสได้ "หลุดพ้นจากระยะที่เอื้อมถึง" (Slipped out of reach)ไปแล้ว 

ปัจจุบันโลกเปลี่ยนจากสถานะโลกร้อน(Global warming)สู่โลกเดือด(Global boiling)และยังมุ่งหน้าอย่างรวดเร็วสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิซึ่งเป็นคำเตือนของนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติที่กล่าวถ้อยแถลงรุนแรงที่สุดในการประชุม COP30ว่า “โลกกำลังอยู่บน ‘ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศและยังมุ่งหน้าสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่สูงกว่า 2 Cอย่างชัดเจน”

หากอุณหภูมิสูงขึ้น 2 Cหรือมากกว่านั้นคือ "จุดพลิกผันด้านสภาพภูมิอากาศ" (Climate Tipping Points) ซึ่งเป็นขีดจำกัดขั้นวิกฤตหรือ"เส้นแบ่งวิกฤต" ที่เมื่อเลยจุดนี้ไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รุนแรงและไม่อาจย้อนกลับได้(Irreversible Tipping Points) นำไปสู่หายนะครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบถึงโลกและประเทศไทยอย่างรุนแรงและถาวร

อะไรจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิเกิน1.5 C ?

ผลกระทบจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นจาก 1.5 Cไปถึง 2 Cและสูงกว่านั้น ซึ่งเป็นจุดที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าอาจนำไปสู่ การล่มสลายของระบบนิเวศ และทำให้พื้นที่บางแห่ง ไม่สามารถอยู่อาศัยได้ (Uninhabitable)

ภัยพิบัติทางธรรมชาติ

1.ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
การที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 Cจะทำให้การละลายของแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาตะวันตกเร็วกว่าที่ 1.5 Cอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ เมืองชายฝั่งและรัฐที่เป็นเกาะ จมน้ำถาวร และเกิดการอพยพครั้งใหญ่
2.น้ำท่วมและภัยแล้งสุดขั้ว
ความถี่และความรุนแรงของพายุ ภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่ออุณหภูมิถึง 2 Cพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งอย่างรุนแรงจะเพิ่มขึ้นถึง สองเท่า เมื่อเทียบกับระดับ 1.5 C
3.คลื่นความร้อนมรณะ
คลื่นความร้อนจะเกิดขึ้นบ่อยและยาวนานขึ้นในระดับ 2 C
ประชากรโลกหลายพันล้านคนอาจเผชิญกับวิกฤตคลื่นความร้อนที่ อันตรายถึงชีวิตอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุก ๆ ห้าปี

การล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ
1.การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่
การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิจะเร่งอัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตอย่างรวดเร็ว
1.1 ที่ 1.5 C: คาดว่า 70-90% ของปะการังน้ำตื้นจะหายไป
1.2 ที่ 2 Cปะการังเกือบ 100% จะสูญหายไป
1.3ความเสี่ยงที่แมลง สัตว์มีกระดูกสันหลัง และพืชจะสูญเสียพื้นที่อาศัยเพิ่มขึ้นเป็นสองถึงสามเท่า เมื่อเทียบกับ 1.5 C

จุดเปลี่ยน (Tipping Points): 
อุณหภูมิที่ 2 C อาจทำให้ระบบนิเวศเข้าสู่ "จุดเปลี่ยน" ซึ่งเป็นจุดที่ไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อีก เช่น การเปลี่ยนของ
ป่าอเมซอนจากป่าฝนเป็นทุ่งหญ้าสะวันนา หรือการสูญเสียชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (Permafrost) อย่างถาวร ซึ่งจะปล่อยก๊าซมีเทนและคาร์บอนที่สะสมไว้ออกมาสู่ชั้นบรรยากาศเป็นการเร่งภาวะโลกร้อนยิ่งขึ้นไปอีก

วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร

ความร้อนที่สูงขึ้นส่งผลต่อความรุนแรงของพายุ ภัยแล้ง และน้ำท่วมซึ่งจะทำลายพื้นที่เพาะปลูกมีผลให้ผลผลิตของข้าว ข้าวโพด และข้าวสาลีลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

การประมงถูกคุกคาม

อุณหภูมิมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นและภาวะความเป็นกรดของน้ำทะเลจะทำลายแหล่งปลาและสิ่งมีชีวิตในทะเล ทำให้เกิดวิกฤตอาหารทะเลและกระทบต่อประมงชายฝั่ง

ความเสี่ยงด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น

โรคระบาด
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะขยายขอบเขตการแพร่กระจายของพาหะนำโรค เช่น ยุงลาย ทำให้โรคมาลาเรียและไข้เลือดออกแพร่กระจายไปยังพื้นที่เดิมและพื้นที่ใหม่ ๆ

ความร้อนและความชื้น
อุณหภูมิที่สูงและชื้นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากความร้อน (Heat stroke) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ใช้แรงงานกลางแจ้ง

อะไรจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิพุ่งสูงถึง 2.3 C- 2.8 C
หากอุณหภูมิพุ่งถึง 2.3 C- 2.8 Cโลกจะเข้าสู่ภาวะ จุดเปลี่ยน ที่แท้จริง คุกคามความอยู่รอดของสังคมมนุษย์ (Existential threat) ผลที่ตามมาคือ
1. การล่มสลายทางสังคมและเศรษฐกิจการที่ภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นพร้อมกันหลายครั้งเช่น พายุ ภัยแล้งครั้งใหญ่และน้ำท่วมฉับพลันจะทำลายโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกและห่วงโซ่อุปทานนำไปสู่ความอดอยาก การขาดแคลนทรัพยากร และความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น
2. การอพยพขนาดใหญ่และถาวร
พื้นที่ขนาดใหญ่ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน โดยเฉพาะเอเชียใต้และตะวันออกกลางจะกลายเป็น เขตอันตรายจากความร้อน และไม่สามารถอยู่อาศัยหรือเพาะปลูกได้ ทำให้เกิด ผู้อพยพทางภูมิอากาศ นับร้อยล้านคน ซึ่งสร้างความไร้เสถียรภาพทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
3. "จุดเปลี่ยน"พร้อมกันจำนวนมาก
ในระดับอุณหภูมิที่สูงเช่นนี้ ความเสี่ยงที่โลกจะเข้าสู่ "จุดเปลี่ยน" สำคัญ ๆ หลายจุดพร้อมกัน เช่น การสูญเสียแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ทั้งหมด, การล่มสลายของป่าอเมซอนและผืนป่าใหญ่ทั่วโลกซึ่งจะทำให้ ภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นอย่างไม่สามารถควบคุมได้ (Runaway Climate Change) และเกินกว่าความสามารถของมนุษย์ที่จะปรับตัวได้ในที่สุด
4.ธารน้ำแข็งล่มสลาย
ธารน้ำแข็งกรีนแลนด์จะเข้าสู่จุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นถึง 7 เมตร
5.การหยุดไหลของกระแสน้ำ
มีโอกาสสูงที่ระบบการไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก (AMOC: Atlantic meridional overturning circulation) จะชะลอตัวหรือหยุดลง ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศทั่วโลกอย่างรุนแรงและฉับพลัน
6.คาร์บอนจากป่าอเมซอน
ป่าฝนอเมซอนจะเสื่อมโทรมกลายเป็นทุ่งหญ้า ปล่อยคาร์บอนที่สะสมไว้ออกสู่ชั้นบรรยากาศหลายแสนล้านตันเร่งภาวะโลกร้อนให้เลวร้ายลงไปอีก

มหันตภัยสู่ประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย ในฐานะประเทศที่มีความเปราะบางสูง การที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 Cหรือมากกว่านั้น เป็นมหันตภัยที่คุกคามความมั่นคงและความอยู่รอดโดยตรง
1.GDP หดตัวรุนแรง
การคาดการณ์ชี้ให้เห็นว่า หากอุณหภูมิโลกสูงถึง 2 Cภายในปี 2050 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยอาจลดลงถึงร้อยละ 20
2.ภัยพิบัติ: 
การเกิดคลื่นความร้อนที่รุนแรงและยาวนาน สลับกับอุทกภัยฉับพลันและภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น
และที่อุณหภูมิ 2Cความถี่ของ "ฝนตกหนักแบบกระจุกตัว" จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
3. น้ำท่วมถาวร และการรุกของน้ำเค็ม (Saltwater Intrusion) 
การละลายของธารน้ำแข็งทั่วโลกจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ส่งผลให้เมืองชายฝั่งและที่ราบลุ่มปากแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง รวมถึง กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 1.5 เมตร บางพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเผชิญกับ น้ำท่วมถาวร และการรุกของน้ำเค็ม (Saltwater Intrusion)
4.คลื่นความร้อนมรณะ
อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยจะพุ่งสูงขึ้นกว่า 2 Cภายในปี 2100 หากไม่มีการควบคุม และจะขยายวงของโรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะ เช่น ไข้เลือดออกและมาลาเรียไปยังพื้นที่ใหม่ ๆ
5.วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าสำหรับทุก ๆ 1 Cที่อุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูปลูกเพิ่มขึ้น ผลผลิตข้าวอาจลดลงถึงประมาณ 10%
6.ความหลากหลายทางชีวภาพที่สูญสิ้น (Biodiversity Loss) หากอุณหภูมิโลกแตะระดับ 2 Cคาดว่า 18% ของชนิดพันธุ์แมลง และ 16% ของชนิดพันธุ์พืช จะตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะสูญเสียพื้นที่อาศัยไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งทำลายระบบนิเวศป่าไม้และทรัพยากรทางทะเลของไทยอย่างถาวร

ทางออกของประเทศไทย

การรับมือกับหายนะของโลกและมหันตภัยของไทยต้องเริ่มจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด การใช้พลังงานทดแทนถือเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยและของโลก
1.การมุ่งสู่พลังงานสะอาดในภาคการผลิตไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุด การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดจึงเป็นการตอบโจทย์ที่ตรงเป้าที่สุดโดยประเท

กองทัพเรือไทยโต้เขมร จัดฉากปาประทัดสร้างสถานการณ์ หวังใส่ร้ายไทย!! เป็นฝ่ายเปิดฉากยิง พร้อมป่วนเก็บกู้ทุ่นระเบิด PMN-2 ทำคณะผู้สังเกตการณ์ AOT เข้าใจผิด

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงว่าตามที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาเผยแพร่รายงานว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2025 ว่าคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนของกัมพูชา (ASEAN Observer Team: AOT) ได้ยุติภารกิจตรวจสอบการหยุดยิงบริเวณช่องทางผ่านแดนในเขตจังหวัดโพธิสัตว์ ภายหลังได้ยินเสียงคล้ายการใช้อาวุธจากฝ่ายไทยนั้น สำนักงานโฆษกกองทัพเรือขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในระยะที่ 1 ของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (TMAC) ซึ่งปฏิบัติการอยู่ ที่บ้านชำราก ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ซึ่งเป็นพื้นที่ภายในเขตอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และเป็นพื้นที่เดียวกับที่ฝ่ายไทยสามารถเก็บกู้วัตถุระเบิดได้จำนวนมาก รวมทั้งระเบิด PMN-2 ที่มีสภาพใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีการลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน ตราด (ฉก.นย.ตราด) ที่ลาดตระเวนคุ้มกันชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิดอยู่นั้น ตรวจพบว่าทหารกัมพูชาหลายนายได้นำคณะ AOT–Cambodia มาปรากฏตัวบริเวณแนวรั้วลวดหนามที่ฝ่ายไทยจัดทำไว้ เพื่อป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิดและเพื่อมิให้ฝ่ายกัมพูชาสามารถรบกวนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของฝ่ายไทยได้เหมือนที่เคยปฏิบัติมา และได้พยายามขอข้ามแนวลวดหนามมา ซึ่งทางฝ่ายไทยไม่อนุญาตให้ทหารกัมพูชานำคณะดังกล่าวเข้ามาในพื้นที่ปฏิบัติการได้ของฝ่ายไทยได้

ต่อมาเมื่อวันนี้ (19 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 11.00 น.) ระหว่างที่หน่วย TMAC ของไทยกำลังปฏิบัติงานต่อเนื่อง ได้สังเกตเห็นกลุ่มทหารกัมพูชากำลังสังเกตการณ์อยู่ภายในฐานจอมวย ซึ่งห่างจากแนวรั้วลวดหนามประมาณ 150 เมตร ได้เกิดเสียงดังคล้ายประทัดหรือเสียงไม่ทราบที่มา บริเวณไม่ไกลจากบริเวณนั้น กำลังพลทั้งสองฝ่ายก็ได้หลบและเข้าสู่ที่กำบังตามมาตรการความปลอดภัย ภายหลังตรวจสอบโดยละเอียดของฝ่ายไทยพบว่าไม่มีการใช้อาวุธหรือการปฏิบัติการใดๆ จากฝ่ายไทย โดยเบื้องต้นจากการสอบถามผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทราบว่าเสียงดังกล่าวมีลักษณะคล้ายประทัดมากกว่าเป็นเสียงจากอาวุธปืน ซึ่งอาจเป็นการสร้างสถานการณ์โดยฝ่ายกัมพูชาเอง 

กองทัพเรือยืนยันว่าไทยดำเนินการด้านมนุษยธรรมตามมาตรฐานสากล และมุ่งลดปัจจัยเสี่ยงในพื้นที่ชายแดนมาโดยตลอด โดยจะเดินหน้าปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดนต่อไป ทั้งนี้ กองทัพเรือยังคงยึดมั่นในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และพร้อมประสานงานผ่านกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและไม่ให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มเติม

ปั้นเรื่องสุดท้ายโดนเอง ข้อกล่าวหาลอย ๆ กับหลักฐานวิดีโอชัด ๆ กัมพูชากล่าวหา “ทหารชุดดำไทย” ล่วงละเมิดหญิงเขมร แต่มีคลิปหลุด จนท.กัมพูชา แตะเนื้อต้องตัวสาว สะท้อนพฤติกรรมฝั่งตัวเอง

(19 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า… ตลอดสองสามวันที่ผ่านมา โซเชียลเขมรพยายามจุดประเด็นใหญ่โตว่ามี “เจ้าหน้าที่ชุดดำของไทย” ไปล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงเขมรรายหนึ่งที่แอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย 

เรื่องถูกเล่าต่อแบบไร้หลักฐาน ไม่มีภาพ ไม่มีชื่อ ไม่มีสถานที่ชัดเจน และไม่มีแม้แต่พยานที่ระบุตัวตนได้ ตรงตามสไตล์ ข่าวโคมลอยเพื่อทำ IO โจมตีไทยในช่วงตึงเครียดชายแดน ประเด็นนี้ถูกขยายซ้ำจนกลายเป็นข้อกล่าวหาที่ใช้สร้างภาพจำว่า “ทหารชุดดำไทย = ล่วงละเมิดผู้หญิงเขมร”

แต่ผ่านไปเพียงสองวัน ความย้อนแย้งก็ปรากฏขึ้นเองจากฝั่งกัมพูชา เมื่อมีคลิปหลุดจากศาลสวายเรียงขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจเขมรควบคุมผู้ต้องหาหญิงในคดีแหกคุก ภาพที่เห็นคือเจ้าหน้าที่ชายสวมชุดดำของ กัมพูชาเอง กำลังแตะเนื้อต้องตัว จับแก้ม และพูดจาเชิงคุกคามทางเพศต่อหน้ากล้องอย่างไม่สะทกสะท้าน

ครั้งนี้ไม่ใช่ข่าวลือ ไม่ใช่คำกล่าวอ้างลอย ๆ แต่เป็น หลักฐานวิดีโอ ที่เห็นการกระทำเต็ม ๆ ต่อหน้าประชาชนทั้งประเทศ

จุดที่น่าสนใจคือ ทั้งสองเหตุการณ์มี “องค์ประกอบ” คล้ายกันจนอดสงสัยไม่ได้ว่า ข่าวโคมลอยแรกที่โจมตีทหารไทย อาจเป็นเรื่องที่เกิดในกัมพูชาเอง และถูกโยนความผิดข้ามพรมแดนเพื่อสร้างภาพแทนหรือไม่

ผู้หญิง เจ้าหน้าที่ชุดดำ การกล่าวอ้างเรื่องการล่วงละเมิดความไม่มีหลักฐานชัดเจนในเรื่องแรก และมีหลักฐานชัดเจนในเรื่องหลัง ทั้งหมดนี้ทำให้คำถามยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ว่า
> แท้จริงแล้ว ผู้ล่วงละเมิดคือใคร?
ทหารไทย หรือเจ้าหน้าที่เขมรเอง?

และเมื่อภาพจริงของตำรวจเขมรถูกเผยแพร่บนโซเชียล คำตอบก็เหมือนจะชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า
บางครั้ง IO ที่เขมรปล่อยออกมา อาจไม่ได้สะท้อน “ความจริงของอีกฝ่าย” แต่อาจเป็น เงาสะท้อนพฤติกรรมของตัวเอง ต่างหาก

จีนเตือนญี่ปุ่น!! อย่าได้ริอ่านฟื้นลัทธิทหาร ชี้เสี่ยงละเมิดกฎระเบียบโลก นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ปฏิญญาพอตส์ดัม “ห้ามญี่ปุ่น” กลับมาติดอาวุธ

(19 พ.ย. 68) เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงข่าวว่าลัทธิทหารต้องไม่ถูกฟื้นคืนกลับมาในญี่ปุ่น ระเบียบระหว่างประเทศของยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องไม่ถูกละเมิด และสันติภาพและเสถียรภาพของโลกต้องไม่ถูกทำลายอีกครั้ง

คำแถลงข้างต้นของเหมามีขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นจำนวนมากเปิดเผยว่าญี่ปุ่นกำลังวางแผนแก้ไขระบบยศของกองกำลังป้องกันตนเอง ซึ่งรวมถึงการฟื้นคืนยศเก่าของทหารญี่ปุ่นอย่าง "ไทสะ" (พันเอก) โดยสื่อมวลชนระบุว่านี่จะทำลายธรรมเนียมของกองกำลังฯ ที่ไม่เน้นย้ำการเป็นกองทัพทหารตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงจะซ้ำเติมหลายประเทศที่ทุกข์ทรมานจากการล่าอาณานิคมและการรุกรานของญี่ปุ่น

เหมากล่าวว่าประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคมและการรุกรานของญี่ปุ่น ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียและประชาคมระหว่างประเทศจับตามองความเคลื่อนไหวทางทหารและความมั่นคงของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิดตลอดมา โดยปฏิญญาพอตส์ดัม (Potsdam Proclamation) กำหนดอย่างชัดเจนว่าญี่ปุ่นจะไม่ได้รับอนุญาตให้ "กลับมาติดอาวุธเพื่อทำสงคราม" และรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น ซึ่งยึดมั่นสันตินิยม ได้กำหนดนโยบายที่มุ่งเน้นการป้องกันประเทศโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ดี เรื่องน่าตกใจคือช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาญี่ปุ่นได้ปรับเปลี่ยนนโยบายความมั่นคงและการป้องกันประเทศอย่างมาก เพิ่มงบประมาณการป้องกันประเทศทุกปี ผ่อนปรนข้อจำกัดการส่งออกอาวุธ พยายามพัฒนาอาวุธโจมตี และวางแผนละทิ้งหลักการปลอดนิวเคลียร์ 3 ประการ ส่วนกองกำลังฝ่ายขวาจัดของญี่ปุ่นพยายามทุกวิถีทางเพื่อหลุดพ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับสันติภาพและถลำลึกสู่เส้นทางเสริมสร้างกำลังทหาร

ทั้งนี้ เหมากล่าวว่าสงครามการรุกรานของลัทธิทหารญี่ปุ่นสร้างความทุกข์ทรมานแสนสาหัสแก่เอเชียและโลก การลืมเลือนสงครามย่อมนำสู่หายนะ การปลุกปั่นสงครามย่อมนำสู่ความพินาศ ดังนั้นบทเรียนจากประวัติศาสตร์ต้องไม่ถูกลืมเลือน บิดเบือน หรือลบทิ้ง

ศูนย์แพทยศาสตรศึกษา รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดกิจกรรม Open House 

(19 พ.ย. 68) ศูนย์แพทยศาสตรศึกษา รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ได้จัดกิจกรรม Open House ประจำปีการศึกษา 2569 ณ ห้องประชุม 29 ปี รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

โดยได้รับเกียรติจาก พล.ร.ต.กิติศักดิ์ สายนุช ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร. เป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวต้อนรับและเปิดงาน กิจกรรมนี้จัดขึ้น เพื่อให้นิสิตแพทย์ได้มาสัมผัสกับประสบการณ์การเรียนรู้และสภาพแวดล้อมจริง ในโรงพยาบาลฯ 

กิจกรรมประกอบด้วย การแนะนำผู้บริหาร รพ.ฯ ผู้บริหารศูนย์แพทยศาสตรศึกษาฯ และรับฟังข้อคิดดีๆ จากรุ่นพี่แพทย์เพิ่มพูนทักษะ ตลอดจน นำเข้าเยี่ยมชมสถานที่ในการจัดการเรียนการสอนและฝึกประสบการณ์ รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายใน รพ.ฯ 

ซึ่งข้อมูลและบรรยากาศที่ได้รับทราบนี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยประกอบการตัดสินใจของนิสิตแพทย์ ในการเลือกสถานที่ศึกษาในชั้นคลินิกในอนาคต โดยมีนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 3 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เข้าร่วมกิจกรรม ทั้งสิ้น 50 นาย

อาคาร 70 ปี พพ. คว้ารางวัลชนะเลิศ “ASEAN Energy Award” ต้นแบบสาธิตการใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ สะท้อนความเป็นผู้นำของประเทศ ด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน

(19 พ.ย. 68) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน คว้ารางวัล ชนะเลิศ ASEAN Energy Award 2025 ประเภท Special Submission : Energy Efficient Buildings Awards – Zero Energy Building จากผลงาน “อาคาร 70 ปี พพ.” อาคารต้นแบบสาธิตการใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ (Zero Energy Building: ZEB) ซึ่งสะท้อนความเป็นผู้นำของประเทศไทยด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในระดับภูมิภาค

นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่า “อาคาร 70 ปี พพ. ถือเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทย ที่สามารถออกแบบและบริหารจัดการอาคารสำนักงานภาครัฐให้เป็นไปตามแนวคิด Zero Energy Building หรืออาคารที่ผลิตและใช้พลังงานสุทธิใกล้เคียงศูนย์ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงสุด ทั้งยังเป็นอาคารต้นแบบที่เผยแพร่ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ”

อาคาร 70 ปี พพ. ตั้งอยู่ภายในกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เป็นอาคารสำนักงานสูง 6 ชั้น พื้นที่ใช้สอยรวม 2,650 ตารางเมตร รองรับผู้ใช้งานได้ประมาณ 150 คน มีการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคำนึงถึงสุขภาวะของผู้ใช้งาน นำมาตรฐาน อาคารเขียวภาครัฐ G-GOODs ขั้นสูงจากกรมโยธาธิการและผังเมืองมาประยุกต์ใช้และได้รับการรับรองมาตรฐาน อาคารเขียว TREES ระดับ Platinum จากสถาบันอาคารเขียวไทย

อาคารดังกล่าวมีการออกแบบและใช้เทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงานครบวงจร เช่น
•การออกแบบอาคารแบบ Passive Design เพื่อลดการนำความร้อนและส่งเสริมการระบายอากาศตามธรรมชาติ
•การใช้ ผนังกรอบอาคารและกระจกประสิทธิภาพสูง (Low-E Glass / Double Glazed Window)
•ระบบปรับอากาศแบบ Variable Refrigerant Flow (VRF) พร้อม CO₂ Sensor
•ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop ขนาด 100 kWp) สำหรับใช้งานภายในอาคาร
•ระบบ Building Automation System (BAS) ตรวจวัดและควบคุมการใช้พลังงานแยกรายชั้นและรายระบบ

ด้วยแนวทางดังกล่าว อาคาร 70 ปี พพ. มีค่าความเข้มข้นของการใช้พลังงาน (EUI) เพียง 43.05 หน่วยต่อตารางเมตรต่อปี หรือ 114,074 หน่วยต่อปี (ข้อมูลปี 2567) ซึ่งต่ำกว่าอาคารสำนักงานทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ อาคาร 70 ปี พพ. ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบด้านอาคารอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน เปิดให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชนทั่วไปเข้าศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง มีผู้เยี่ยมชมกว่า 1,000 คนต่อปี สะท้อนบทบาทของ พพ.ในการเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ขยายองค์ความรู้ด้านอาคารประหยัดพลังงานไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอเข้าเยี่ยมชมอาคารได้ที่เบอร์โทร 0 2223 0021-9 ต่อ 1562 , 1630

สำหรับรางวัล ASEAN Energy Award 2025 ที่ พพ. ได้รับในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาอาคารที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ พพ. ในการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emission ภายในปี 2050 ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม

กระทรวง อว. ผนึก 6 หน่วยงาน รวมพลังพัฒนาบุคลากรยานยนต์ไฟฟ้า ยกระดับศักยภาพแรงงานไทยสู่เวทีโลก ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง EV ภูมิภาค

กระทรวง อว. โดย สอวช. ผนึกกำลังภาครัฐ-การศึกษา-เอกชน 6 หน่วยงาน เดินหน้าความร่วมมือ เร่งพัฒนากำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์สมัยใหม่ ตอบสนองอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

(19 พ.ย. 68) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงาน สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV – HRD) ระหว่าง สอวช. กับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์กรมหาชน) (สคช.) สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) โดยมี นางเพ็ญนภา กัญชนะ ผู้ตรวจราชการสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ดร.สุรพงษ์ เอิมอุทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายสิบหมื่นชัย โพธิสินธุ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน (รง.) กล่าวแสดงความยินดี และเป็นสักขีพยานในความร่วมมือ พร้อมด้วยผู้บริหารทั้ง 6 หน่วยงาน ร่วมลงนามความร่วมมือ ประกอบด้วย ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดี กพร. นางบัญชาลักษณ์ ลือสวัสดิ์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ สอศ. นายนิธิวัชร์ ศิริปริยพงศ์ รองผู้อำนวยการ สคช. นายสุโรจน์ แสงสนิท นายก EVAT และ ดร.รัฐภูมิ ตู้จินดา รองผู้อำนวยการ บพค. เป็นผู้ร่วมลงนามในพิธี โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน เข้าร่วมงาน ณ ห้องกมลทิพย์บอลรูม 2 โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ กว่า 100 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดสด Online ผ่าน Facebook LIVE

นางเพ็ญนภา กล่าวว่า ความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคนยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจรในครั้งนี้ คือการร่วมกัน “สร้างคน สร้างอนาคต” จากพลังของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ที่ผสานกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อพัฒนาบุคลากรตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเรียนรู้ การวิจัย ไปจนถึงการสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็วของโลกยานยนต์ไฟฟ้า กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการยกระดับองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนระบบการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ที่ผสานประสบการณ์จริงจากภาคอุตสาหกรรมเข้ากับการเรียนในสถาบันการศึกษา ตามแนวทาง “สร้างคน – สร้างงาน – สร้างนวัตกรรม” อย่างแท้จริง ความร่วมมือครั้งนี้ คือรากฐานสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค มุ่งสู่เป้าหมาย EV30@30 และร่วมสร้างอนาคต ที่ยั่งยืนด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero 2050) เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ ด้วย “คนไทย” ที่มีศักยภาพพร้อมแข่งขันบนเวทีโลก

ดร.สุรพงษ์ กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ โดย สอศ. มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเชื่อมโยง “ผู้ผลิตกำลังคน” กับ “ผู้ใช้กำลังคน” เพื่อสร้างแรงงานสายอาชีพ และคณาจารย์ ที่มีทักษะสอดคล้องกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และร่วมมือกับ สอวช. ในการพัฒนาหลักสูตรและสมรรถนะของครูอาชีวศึกษารองรับการพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนสนับสนุนกำลังคนวัยทำงานให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะได้ตลอดชีวิต ผ่านหลักสูตรที่ยืดหยุ่นร่วมกับ กพร. เป็นต้น นอกจากนี้ยังร่วมกับ EVAT เพื่อเสริมประสบการณ์และสมรรถนะผู้เรียนอาชีวศึกษา ให้พร้อมปฏิบัติงานจริงในช่วงการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ความร่วมมือกับหน่วยงานในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือในฐานะ “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” ที่จะสามารถยกระดับศักยภาพแรงงานไทยให้พร้อมแข่งขันในอนาคต สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจประเทศ และนำพาไทยก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

นายสิบหมื่นชัย กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงแรงงาน ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาทักษะแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และการสร้างทักษะใหม่ (Reskill) ให้พร้อมก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดย กพร. ได้ดำเนินโครงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ผ่านหลักสูตรที่ทันสมัยและตอบโจทย์จริง เช่น ระบบแบตเตอรี่และการประจุพลังงานไฟฟ้า ยานยนต์ไฟฟ้า และการซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ คือ การผนึกพลังทุกภาคส่วน เพื่อสร้างแรงงานที่มีมาตรฐานฝีมือ พร้อมรองรับความต้องการของตลาดแรงงาน และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ให้คนไทยสามารถปรับตัวเข้าสู่โลกอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจและมีศักยภาพ นี่คือก้าวสำคัญในการเตรียม “กำลังคนคุณภาพ” เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสอาชีพใหม่ให้กับแรงงานไทยในยุคเทคโนโลยีแห่งอนาคต

ดร.สิริพร กล่าวว่า พิธีลงนามในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี ที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศ เพราะเกิดจากพลังของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ที่ร่วมผนึกกำลัง กันอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม เพื่อตอบโจทย์อนาคตของประเทศไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายในการพัฒนากำลังคนให้พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ตั้งแต่การเตรียมบุคลากรรุ่นใหม่ในระบบการศึกษา การยกระดับทักษะของแรงงาน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในสถานประกอบการ ผ่านการร่วมกันออกแบบหลักสูตรทั้งรูปแบบ degree และ non-degree หลักสูตรเฉพาะทาง การฝึกอบรม การฝึกงาน รวมถึงการรับรองมาตรฐานวิชาชีพและมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เราจะมุ่งเน้นการ Upskill — Reskill — และ Newskill เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่ไม่เพียงสอดรับกับความต้องการ ของอุตสาหกรรม แต่ยังนำพาให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง สอวช. มีบทบาทสำคัญ

ในการเชื่อมร้อยพลังของทุกภาคส่วน ทั้งการอุดมศึกษาและภาคเอกชน รวมถึงการสนับสนุนนโยบายและการให้ทุนพัฒนาบุคลากรที่จำเป็น เพื่อให้การขับเคลื่อนในครั้งนี้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

การร่วมมือระหว่าง 6 หน่วยงาน สอวช. กพร. สอศ. สคช. EVAT และ บพค. ในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนิเวศด้านการพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรม ยานยนต์สมัยใหม่ของประเทศ ต่อยอดสู่การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย และวางรากฐานการพัฒนาแห่งอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

เปิดตัวชุดประจำชาติไทย “สุวรรณรากษา พญายักษ์ขึ้นจักรวาล” ที่ “วีนา” ใส่ขึ้นเวที Miss Universe 2025 แรงบันดาลใจจากโขน–รามเกียรติ์ สื่อถึงทหารและผู้เสียสละปกป้องผืนแผ่นดิน

(19 พ.ย. 68) บนเวที Miss Universe 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ “วีนา ปวีนา ซิงห์” Miss Universe Thailand 2025 เชื้อสายอินเดียสัญชาติไทย ผู้เป็นสัญลักษณ์ของความพยายาม ขึ้นประกวดในชุดประจำชาติไทย “สุวรรณรากษา พญายักษ์พิทักษ์สุวรรณภูมิ”

ผลงานทีมอาร์ทอัครัชเนรมิตศิลป์ ที่หยิบ “พญายักษ์” จากตำนานและศิลปะไทยมาตีความใหม่ให้กลายเป็นนักรบผู้พิทักษ์แผ่นดิน แทนภาพจำยักษ์ในฐานะตัวร้ายในวรรณคดี โดยใช้โทนสีทองเมทัลลิกทั้งชุดสื่อถึงสุวรรณภูมิ ความรุ่งเรือง วัฒนธรรมและเกียรติยศของชาติ ผสานลายไทยกับแรงบันดาลใจจากโขน–รามเกียรติ์ในสไตล์ร่วมสมัยที่ยังเดินได้จริงบนเวทีโลก

ชุดนี้ตั้งใจให้พญายักษ์เป็นตัวแทนของเหล่าทหารนิรนามและผู้เสียสละที่ปกป้องผืนแผ่นดินอย่างเงียบ ๆ ทำให้เวลาวีนาสวมชุดขึ้นเวที ไม่ได้เป็นเพียงการโชว์คอสตูมอลังการ แต่คือการสวม “เกราะแห่งเกียรติ” พาเรื่องราวรากเหง้า–อารยธรรมไทยออกจากจิตรกรรมฝาผนังและเวทีโขน ไปยืนเด่นกลางสายตาคนทั้งโลก ในฐานะตัวอย่างชัดเจนของการใช้ซอฟต์พาวเวอร์ไทยผลักดันศิลปะ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ชาติบนเวทีจักรวาล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top